โรม-ไอซ์ แท็กทีมอัด อนุทิน ปม ฮั้ว สว.- ม.112 บอกมัวแต่ติ๊ดชึ่ง คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:49 น.

โรม ซัดกลับ นายกฯ ทันควัน คดีฮั้ว สว. หลอกตัวเองได้ แต่หลอกประชาชนไม่ได้ ชี้ข้อหา ซ่องโจร ยังน้อยไป ลั่นลุยเปิดโปงต่อเนื่อง อัดมัวแต่ติ๊ดชึ่ง นิ่งเฉย ปม คนชั่วดึงฟ้าต่ำ ด้าน ไอซ์ ยืนยัน-นั่งยัน-นอนยัน ไม่หนุนให้ใครก็ตามไปร้อง ม.112 ปมคลิปอ้างเบื้องบน ฝากถึง นายกฯ หนู แบบแสบๆ คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า หลังบอก รังเกียจ ฮั้ว สว. แนะลองเปิดเฟซบุ๊ก ฝ่ายค้าน ดูจะได้รู้

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุ รัฐบาลรับไม่ได้กับการฮั้ว สว. และเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วอย่างแน่นอน หากจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน ขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แต่การทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านอยู่ที่พยานหลักฐาน และต้องยอมรับว่าการตรวจสอบเรื่องฮั้ว สว.หรือเรื่องอื่นตั้งอยู่บน 2 ฐาน คือ 1.ฐานทางกฎหมาย ว่าผิดข้อกล่าวหาใดมาตราใด อั้งยี่ซ่องโจรหรือไม่ และผู้ที่มีอำนาจในการชี้ความผิดไม่ใช่สภา แต่เป็นหน่วยงานอื่นเช่นศาลที่ทำหน้าที่นี้ต่อ และ 2. การตรวจสอบทางการเมือง

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการตรวจสอบทางการเมือง ว่าข้อยุติในสภาคือมือจะยกในการไว้วางใจหรือไว้วางใจ และมือในการยกส่วนใหญ่จะเห็นว่าฝั่งรัฐบาลมักจะผ่านจุดนี้ไปได้ไปได้ แต่จะต้องไม่ลืมเรื่องทั้งหมดที่ตรวจสอบทางการเมืองต้องตั้งอยู่บนความโปร่งใสที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ คำถามคือต่อให้สามารถรอดจากการตรวจสอบผ่านกลไกสภาหรือกลไกทางกฎหมาย เชื่อจริงเหรอว่าฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

“ท่านคิดว่าท่านจะโกหกประชาชนเรื่องนี้ ไปได้อีกเท่าไหร่ ท่านคิดจริงหรือว่าประชาชนในประเทศนี้ได้เห็นและติดตามการทำงานของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ หรือหลายภาคส่วนที่มีการเปิดเผยข้อมูล มีบุคคลหลายบุคคล มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ใกล้ชิด ทำเป็นกระบวนการ จนคิดว่าอั่งยี่อี้ซ่องโจรอาจจะเป็นข้อหาเล็กไปด้วยซ้ำ ซึ่งกระบวนการทำแบบนี้ยึดอำนาจรัฐผ่านการโกง สว. คิดว่าอาจจะหลอกตัวเองได้ แต่หลอกประชาชนไม่ได้ และมือในสภาที่ท่านมีจะทำให้ท่านสามารถเกาะอำนาจรัฐได้ตลอดไป ซึ่งประชาชนมีความสำคัญต่อสมการนี้แน่นอน“ นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า เหลือไม่กี่วันที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะชี้ขาดเรื่อง ฮั้วสว.พรรคประชาชนเตรียมเปิดโปงอย่างไรต่อ นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การเปิดโปงคดีมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะได้เห็นการทำหน้าที่ของนายพริษฐ์ อย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ช่วยขยายความหลายครั้ง ยืนยันว่าติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ยอมรับว่าในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน การที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือในการคลี่คลายปัญหาโกง สว. อย่างที่ควรจะเป็น

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลเองดูไม่สบายใจจากการเปิดโปงเรื่องนี้ โดยเฉพาะมีการขยายผลไปถึงว่ามีการอ้างเบื้องสูง ดังนั้นขออย่าโกหกกัน เพราะมีการแอบอ้างแน่ๆ และมีการใช้กลไกนี้แน่ๆ แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือกลุ่มรักสถาบัน เหตุใดถึงดูเงียบกับเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ต้องการ คือวันนี้เรื่องฮั้ว สว.ไม่ใช่แค่การยึดอำนาจรัฐผ่านการโกง แต่เป็นการดึงฟ้าเข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว คือการเอาสถาบันเข้ามาเป็นประโยชน์ส่วนตัว เพื่อปกป้องคุ้มครองในการกระทำชั่ว ของตัวเองที่เกิดขึ้น

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควร และไม่เข้าใจว่าคุณอนุทิน นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ปกป้องหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่กลับปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และก็ติ๊ดชึ่ง กับเรื่องนี้ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นสิ่งที่รับไม่ได้“ นายรังสิมันต์ กล่าว

ด้านน.ส.รักชนก กล่าวตอบโต้นายกฯ ว่า คนไทยกินข้าว ไม่ได้ทานหญ้า ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. ตนคิดว่าให้ประชาชนดูข้อมูลทั้งหมด แล้วให้เขาตัดสินดีที่สุด และถึงที่สุดแล้ว กกต. ที่ถูกตั้งคำถามว่า ถูก สว. ชุดนี้แต่งตั้งและรับรองมา มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เราต้องการให้ประชาชนออกมาช่วยกันกดดันให้ กกต. ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา เพราะกฎหมายเขียนว่าเรื่องนี้ ประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถส่งไปให้ศาลฎีกาได้ด้วยตนเอง เพราะอำนาจนั้นเป็นของ กกต. แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ขอแรงประชาชนทุกคนว่าเสียงของท่านมีความหมายกับเรื่องนี้ ที่จะมาช่วยกันกดดัน กกต.

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า เรื่องกรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตนอยากให้นายกรัฐมนตรีลองเปิดเฟซบุ๊กของฝ่ายค้าน เช่น ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน หรือเพจไอลอว์ ท่านก็จะจะเห็นข้อมูลต่างๆ แม้ตัวนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่ตนอาจเอ่ยได้ 2-3 ชื่อ ซึ่งไม่ได้เป็นการกล่าวหา เพราะอยู่ในสื่อสาธารณะ เช่น นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่โอนเงินให้กับ กกต. จำนวน 800,000 บาท ถ้านายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่เกี่ยว ก็ต้องถามประชาชนคนไทยด้วยว่าเกี่ยวหรือไม่

หรือแม้กระทั่ง ข้อมูลที่ไอลอว์เปิด เกี่ยวกับนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ว่าพ่อของนายวรศิษฏ์ถูกรายล้อมด้วยคนที่เป็นผู้ช่วย สว. ซึ่งเป็นลูกน้อง ต้องถามว่าสิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่ แม้กระทั่งนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา ก็ถูกข้อกล่าวหาเช่นกันว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำโพยหรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสาธารณะ และอยู่ในสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ กกต.

“ขอให้ประชาชนคิดเองดีกว่าว่ารัฐบาลชุดนี้เกี่ยวข้องกับการโกง สว. หรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาออกหน้ารับแทน เพราะจะเป็นการไม่งามที่มาการันตีหรือมาฟันธงเรื่องอะไรที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการชั้นศาลก่อน” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีเรื่อง มาตรา 112 น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนขอแจ้งคนที่จะไปร้องตน ตนเป็นเพียงผู้นำสารที่ว่ามีการแอบอ้างข้างบน ซึ่งตนตีความว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ เพราะมีการบอกว่าเรื่องนี้ข้างบนท่านตรัส ไม่อย่างนั้น กกต. ประกาศโมฆะไปแล้ว ซึ่งตนไม่ได้เป็นคนพูดประโยคเหล่านี้ แต่คนที่พูดคือนายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา จ.หนองคาย ดังนั้น คนที่ควรจะถูกฟ้องมากกว่าตนคือนายวิทยา

“ดิฉันยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้ใครก็ตาม ไปดำเนินคดีในข้อหา ม.112 และ ไม่สนับสนุนให้ใช้มาตรานี้ กลั่นแกล้งกันทางการเมือง เพราะเป็นกฎหมายที่มีปัญหามากจริงๆ ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่าพรรคประชาชนไม่สนับสนุนให้ใช้กฎหมายมาตรานี้ในการรังแกบุคคลใดๆ ก็ตามทั้งสิ้น” น.ส.รักชนก กล่าว

112อนุทินฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์โรมไอซ์รักชนก

รทสช.ตั้ง ศศิกานต์ นั่งโฆษก ยกระดับพรรคของคนทำงาน ชูจุดแข็งถูกต้อง-ชัดเจน-ทันสถานการณ์

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

20 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นประธาน ได้มีมติแต่งตั้ง น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่โฆษกพรรค เพื่อนำทีมสื่อสารนโยบายและภารกิจต่างๆ ของพรรคต่อสาธารณะและสื่อมวลชน โดยมุ่งนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์

สำหรับการปรับยุทธศาสตร์การสื่อสารครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงย้ำจุดยืนสำคัญ คือ “พรรคของคนทำงาน” ที่มุ่งทำงานเพื่อประชาชน พร้อมผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งยกระดับการสื่อสารของพรรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ น.ส.ศศิกานต์ ยังเคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) รวมถึงอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2566 และ 2569 และอดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี 2565

พรรครวมไทยสร้างชาติ,รทสช,ศศิกานต์วัฒนะจันทร์,

ยศชนัน ลงเรือลุยน้ำท่วม น่าน สั่งรับมือมวลน้ำระลอกใหม่ พร้อมเร่งเยียวยาชาวบ้าน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:39 น.

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

วันนี้ (20 ส.ค.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน, นายนพรัตน์ ถาวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) น่าน, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายทรงยศ รามสูตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดน่าน ได้นำคณะลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักคอย เทศบาลเมืองน่าน โดยพบว่าผู้ประสบภัยต่างยังมีกำลังใจที่ดี รู้สึกปลอดภัย และเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปฟื้นฟูทำความสะอาดบ้านเรือนในเร็วๆ นี้ รองนายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ดูแลเรื่องอาหาร น้ำดื่มสะอาด และเครื่องนอนให้เพียงพอ รวมถึงให้จัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงหลังน้ำลด

จากนั้น คณะได้เดินทางลงพื้นที่ประสบภัยไปยังชุมชนภูมินทร์-ท่าลี่ เยี่ยมเยือนให้กำลังใจ พร้อมมอบน้ำดื่มและถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดที่สอง ณ ชุมชนเทศบาลตำบลกลางเวียง เพื่อแจกถุงยังชีพและประเมินสถานการณ์ โดยในจุดนี้ คณะฯ ต้องลงเรือเดินทางฝ่ากระแสน้ำเข้าไปโซนบ้านเรือนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมสูง ซึ่งเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากระดับน้ำสูงถึงประมาณ 1.50 เมตร และคาดการณ์ว่าจะมีมวลน้ำระลอกใหม่ไหลมาสมทบเพิ่มเติมในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า

นอกจากนี้ หลายหลังคาเรือนในพื้นที่ยังมีผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง โดยชุมชนแห่งนี้ถือเป็นจุดรับน้ำจุดสุดท้ายก่อนที่มวลน้ำทั้งหมดจะไหลลงสู่เขื่อนต่อไป ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เตรียมความพร้อมหลังจากนี้ ในการระดมสรรพกำลังเข้าเร่งเยียวยา ฟื้นฟู และซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายอย่างเร่งด่วนที่สุด

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

หลังจากนั้น คณะได้เดินทางต่อไปยังสะพานกรมโยธาธิการ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำน่านเชื่อมระหว่างตำบลเวียงสาและตำบลไหล่น่าน เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำต่อเนื่อง โดยพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำน่านได้หนุนสูงขึ้นและไหลทะลักตัดผ่านตัวสะพาน ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางดังกล่าวสัญจรไปมาได้ ขณะเดียวกัน มวลน้ำยังได้ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนโดยรอบ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านต้องเร่งระดมกำลังนำกระสอบทรายมาวางเรียงเป็นแนวกั้นน้ำ เพื่อป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ คณะของรองนายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจปักหลักพักค้างคืนในพื้นที่จังหวัดน่านต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยยืนยันที่จะอยู่บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ และพร้อมสั่งการประสานความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จนกว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายลง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

น่านน้ำท่วมภาคเหนือยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ผอ. JIC ลงพื้นที่ชายแดน ปราสาทตาเมือนธม พบ กัมพูชา ตั้งฐานใกล้ แอบส่อง-ย้ำฝ่ายไทยนิ่ง แต่พร้อมรบ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:34 น.

“ผอ. JIC” ลงพื้นที่ชายแดน “ปราสาทตาเมือนธม“ จ.สุรินทร์ พบ “กัมพูชา” ตั้งฐานใกล้ แอบส่องกล้อง ขณะที่ช่วงเวลาที่ผ่านมายังมียั่วยุ-สร้างฐานที่มั่น -บินโดรน ย้ำฝ่ายไทยนิ่ง แต่พร้อมรบ ลั่น “เปิดรอบหน้า เจ็บหนักกว่าเดิม”

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC นำคณะลงพื้น เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, ให้กำลังกำลังพลแนวหน้า และมอบสิ่งของจำเป็นแก่หน่วยทหาร โดยมีพันเอก ธานินทร์ ดมหอม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี (ผบ.ฉก.2 กกล.สุรนารี) ให้การตอนรับ ซึ่ง ฉก.2 รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 170 กิโลเมตร ซึ่งการสู้รบที่ผ่านมา เราสามารถควบคุมสถานการณ์ที่สำคัญ ๆ ไว้ได้

พร้อมรายงานสถานการณ์ที่ปราสาทตาเมือนธม ขณะนี้ว่า หลังผ่านการสู้รบที่ผ่านมา แน่นอนว่า ต่างฝ่ายต่างมีบทเรียน ต่างฝ่ายต่างสร้างที่มั่นแข็งแรง และยังมีการยั่วยุ เช่น การทำคอนเทนต์ สร้างสถานการณ์ เพื่อไปรายงานออกไปอีกแบบหนึ่ง เช่น การยิงปืน เพื่อสร้างเสียง หรือกำลังพลที่ถูกนำเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ที่หน้าแนวใหม่ ซึ่งเป็นกำลังพลทดแทน ที่มักจะเสียวินัย ซึ่งตอนนี้เรานิ่ง แต่การนิ่งของเราคือ การพร้อมรบ “เพราะถ้าเปิดมา รอบหน้า ก็ยิ่งเจ็บหนักกว่าเดิม ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณปราสาทตาเมือนธมปัจจุบัน กัมพูชามีการปรับปรุงฐานที่มั่นความแข็งแรง และมีการนำอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรนบินเข้ามาในพื้นที่ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวจากฝ่ายไทย อีกทั้งมีการขุดบังเกอร์ในโรงจอดรถถังด้วย รวมไปถึงมีการติดตั้งปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง หรือ ปืน ปรส.หันมาทางปราสาทตาเมือนธม

อย่างไรก็ตามฝ่ายไทย ได้ติดตามความเคลื่อนไหวจากฝ่ายตรงข้ามด้วยการเฝ้าตรวจทุกวัน หรือได้รับภาพจากหน่วยเหนือ รวมไปถึงการติดตามจากสื่อ ซึ่งมีทั้งข่าวจริง และข่าวปลอม ซึ่งต้องนำมาประมวล โดยในช่วงเวลาอันใกล้นี้ฝ่ายกัมพูชาได้มีการแจ้งมายังฝั่งไทยว่า จะมีการทำลายวัตถุระเบิดครั้งใหญ่ ระยะลึกเข้าไปจากแนวประมาณ 20 กิโลเมตร ซึ่งเราก็จะพยายามคอยเข้าฟังว่า เกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีรายงานว่า ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเวลาการฝึกซ้อมกำลังพลของทหารกัมพูชา

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่คณะ JIC ได้เดินตรวจเยี่ยมบริเวณรอบปราสาทตามเมืองธม ก็พบว่า ทหารกัมพูชาได้ตั้งฐาน พร้อมขึงสแลนสีดำอยู่ไม่ไกลจากตัวปราสาทฯ ประมาณ 50 เมตร และทหารกัมพูชาได้มีการส่องกล้อง และถ่ายภาพคณะ ขณะเดินเยี่ยมชมปราสาทฯ

ชานแดนไทยกัมพูชาปราสาทตาเมือนธมไทยกัมพูชา

รองโฆษกรัฐบาล สวน รักชนก ท้าเปิดหลักฐาน กล่าวหา ทำไอโอหนุน TH-AI Passport

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:12 น.

รองโฆษกรัฐบาลสวน รักชนก กล่าวหากระทรวงทำ IO หลักฐานอยู่ไหน? ชี้ตรวจสอบรัฐบาลต้องใช้หลักฐาน ไม่ใช่เปลี่ยน “ข้อสงสัย” ให้เป็น “ข้อเท็จจริง”

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport (AiPASS) และตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ที่เชื่อมโยงกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่า การตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นสิทธิที่สามารถทำได้เต็มที่ แต่การตั้งข้อสงสัยกับการยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน และข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงหน่วยงานของรัฐควรมีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพบว่าบัญชีผู้ใช้งานบางรายเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีโพสต์ หรือเข้ามาแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน อาจเป็นเหตุให้ตั้งข้อสังเกตและตรวจสอบต่อได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าบัญชีเหล่านั้นเป็น IO และยิ่งไม่เพียงพอที่จะกล่าวหาว่ามีกระทรวงหรือหน่วยงานรัฐอยู่เบื้องหลัง เพราะยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบัญชีเหล่านั้นเป็นของใคร ใครเป็นผู้สั่งการหรือว่าจ้าง ใช้งบประมาณหรือทรัพยากรจากที่ใด และมีหลักฐานใดเชื่อมโยงถึงหน่วยงานรัฐโดยตรง

“หากมีหลักฐานว่ากระทรวงเป็นผู้สั่งการหรืออยู่เบื้องหลังจริง ก็ขอให้นำหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง การว่าจ้าง การเบิกจ่าย เส้นทางการประสานงาน หรือหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้สั่งการได้โดยตรง รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐานเหล่านี้ สิ่งที่มีก็คือ ‘ข้อสงสัย’ ไม่ใช่ ‘ข้อเท็จจริง’ และไม่ควรข้ามขั้นจากการตั้งข้อสังเกตไปเป็นการกล่าวหาว่ากระทรวงทำ IO” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บัญชีที่เพิ่งสร้างหรือมีความเคลื่อนไหวน้อยอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ควรตรวจสอบ แต่ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวเพื่อชี้ว่าบัญชีนั้นเป็นบัญชีปลอม หรือเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่รัฐจัดตั้งขึ้น เช่นเดียวกับการที่ประชาชนบางรายเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้สะดวกหรือรวดเร็วกว่า ก็ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าบุคคลนั้นได้รับการสั่งการจากรัฐบาล เพราะการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับบริการของรัฐกับการจัดตั้งเครือข่าย IO เป็นคนละเรื่องกัน

“สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือมาตรฐานในการตรวจสอบ หากในเรื่องอื่นฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลต้องนำหลักฐานมาแสดงก่อนที่จะกล่าวหาใคร หลักการเดียวกันก็ควรใช้เมื่อตัวเองเป็นผู้กล่าวหาด้วย การสรุปเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่ไม่ใช่การตรวจสอบที่เข้มข้น แต่กำลังกลายเป็นการใช้มาตรฐานสองแบบ คือเรียกร้องให้รัฐพิสูจน์ทุกข้อกล่าวหา แต่เมื่อกล่าวหารัฐกลับใช้เพียงข้อสังเกตหรือภาพหน้าจอเป็นข้อสรุป” นางสาวลลิดากล่าว

นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport และพร้อมให้มีการตรวจสอบทั้งกระบวนการดำเนินงาน การใช้งบประมาณ และผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ หากมีข้อสงสัยหรือพบข้อมูลผิดปกติสามารถนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ เพราะการตรวจสอบที่มีหลักฐานจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชนและรัฐบาลในการทำให้โครงการมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถาม แต่การตรวจสอบที่ดีต้องไม่เริ่มจากการตั้งสมมติฐานแล้วบังคับให้คนอื่นพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ หากเชื่อว่ามี IO จริง ก็ควรตรวจสอบต่อให้ถึงผู้สั่งการ ผู้ว่าจ้าง และแหล่งทรัพยากร แล้วนำหลักฐานออกมาให้สังคมเห็น หากไปถึงจุดนั้นรัฐบาลก็พร้อมรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง แต่ตราบใดที่ยังไปไม่ถึง ก็ควรเรียกสิ่งนั้นตามที่มันเป็นว่า ‘ข้อสงสัย’ ไม่ใช่ประกาศให้สังคมเข้าใจว่าเป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ไปแล้ว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลเคารพบทบาทของฝ่ายค้านและพร้อมรับฟังทุกข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport แต่การตรวจสอบควรอยู่บนมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงการใช้อำนาจหรือทรัพยากรของรัฐ ซึ่งควรมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

“รัฐบาลไม่กลัวการตรวจสอบ และไม่ได้ขอให้หยุดตั้งคำถาม สิ่งที่ขอมีเพียงอย่างเดียว คือถ้าจะยกระดับจากคำถามไปเป็นข้อกล่าวหา ก็ต้องยกระดับหลักฐานไปพร้อมกัน การตรวจสอบที่มีคุณภาพไม่ใช่การพูดให้แรงที่สุด แต่คือการนำหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดมาพูดกับประชาชน เพราะท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐานเรื่องข้อเท็จจริงควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน” นางสาวลลิดากล่าว

TH-AI Passportรองโฆษกรัฐบาลรักชนก

เลขา ป.ป.ช.ยันชัด! ลุยสอบ TH-AI Passport ปมล็อกสเปก-เอื้อเอกชนหรือไม่ แจงรัฐบาลเดินหน้าโครงการได้แม้ถูกครหา

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.เปิดเผยความคืบหน้ากรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยภักดี ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ว่ามีการเอื้อประโยชน์และล็อกสเปกให้บริษัทเอกชนหรือไม่ ว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เมื่อถามว่าโครงการนี้จะเริ่มในวันที่ 31 ส.ค.นี้แล้ว ทาง ป.ป.ช.จะต้องมีการเฝ้าระวังการทุจริตหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า มาตรการทางคดีและมาตรการเฝ้าระวัง ทาง ป.ป.ช.ดำเนินการควบคู่กันอยู่แล้ว ทั้งการทำงานเชิงรุกและเชิงรับทั้งในแง่ของการเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงงานด้านการป้องกันการทุจริต ซึ่งมีนักสืบสวนเฝ้าระวังในพื้นที่อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังมีข้อสงสัยจากประชาชน แต่ ป.ป.ช.มองว่าโครงการดังกล่าวยังสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ส่วน ป.ป.ช.มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังมีมาตรการเชิงรุกที่สามารถตรวจจับหรือสแกน เพื่อลดข้อร้องเรียนการทุจริต ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วง

ปปช.,หมอวรงค์,THAIPassport,ล็อกสเปก,เอื้อเอกชน,ดีอี,

สุรพงษ์ เคลียร์ชัด! คดีสอบท้องถิ่นปี 64 ยัน ป.ป.ช.ดำเนินการตามพยานหลักฐาน ส่วนจะสาวถึงตัวการใหญ่ ใครบ้างยังบอกไม่ได้?

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:00 น.

20 สิงหาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีสอบทุจริตการสอบท้องถิ่น ที่มีข้อมูลหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง ปี 2564 ว่า คณะกรรม การ ป.ป.ช.มีมติให้เรียกสํานวนคดีสอบท้องถิ่นปี 2564 ที่เคยส่งให้ต้นสังกัดดำเนินการกลับมาไต่สวนร่วมกับคดีสอบท้องถิ่นที่ ป.ป.ช.รับไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว เนื่องจากผลการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลและเส้นทางการเงิน ส่วนกรณีระดับบุคคลหรือตัวการใหญ่ที่ถูกกล่าวหานั้น ต้องขอละเว้นการเปิดเผยเนื่องจากเป็นรายละเอียดในสำนวน

ส่วนข้อกังวลว่าคดีจะจบแค่การลงโทษข้าราชการระดับล่าง โดยสาวไม่ถึงระดับนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสุรพงษ์ ยืนยันว่า ความรับผิดทางอาญาเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล หากพยานหลักฐานสืบสวนไปถึงผู้ใด ไม่ว่าระดับใด ก็ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด พร้อมระบุว่า ป.ป.ช. ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ปปง. ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

โฆษก ป.ป.ช.ระบุว่า นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ได้มีการสแกนและควบคุมกรอบเวลาการทำงานทุกคดี แม้อาจไม่ทันใจสื่อมวลชนหรือประชาชนในบางกรณี เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมาก กว่า 800,000 แผ่น แต่ยืนยันว่าจะต้องมีความชัดเจนภายในกรอบเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 จะพยายามเร่งรัดโดยนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการ

“ผมยังคงยืนยันว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระที่เป็นเสาหลักของประเทศได้ การลงโทษบุคคลต้องทำตามกฎหมายและพยานหลักฐานที่รัดกุม ซึ่งที่ผ่านมาสถิติการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.ศาลมีคำพิพากษาลงโทษสูงถึง 98%” นายสุรพงษ์ กล่าว

ปปช,ทุจริตสอบท้องถิ่น,สอบท้องถิ่น,

ดีเอสไอ ออกหมายเรียก สส.ภูเก็ต ปชน. 31 ส.ค.นี้ แจงครหานอมินีต่างชาติ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:56 น.

DSI ออกหมายเรียกพยาน’สส.สมชาติ เตชถาวรเจริญ’ พรรคประชาชน เข้าชี้แจง 31 ส.ค.69 เหตุส่อเป็นนอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติ ด้านพนักงานสืบสวน ยืนยันให้ความเป็นธรรม ให้เจ้าตัวนำเอกสารหลักฐานเข้าชี้แจง

จากกรณีที่สอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมายอมรับว่า คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง อยู่ระหว่างเตรียมออกหมายเรียกพยานแก่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนมาสอบสวนปากคำชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นนอมินีเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยมีลักษณะเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งยังพบอีกว่าได้มีการไปจดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ โดยรายงานข้อมูลยังระบุด้วยว่า สส.สมชาติ มีการถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เป็นการถือครองที่ดินและอาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ โดยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออาคารชุด และมีการไปทำสัญญาเช่าที่ผิดปกตินั้น

ซึ่งล่าสุด รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวน พบว่านายสมชาติ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้กองคดีความมั่นคง DSI อยู่ระหว่างสืบสวนเรื่องดังกล่าว และล่าสุดได้มีการออกหมายเรียกแก่นายสมชาติ ให้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงในฐานะพยานกับคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง ในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค.69 แต่ถ้าหากนายสมชาติ มีความประสงค์จะเข้ามาชี้แจงก่อนกำหนดนัดหมาย ก็สามารถเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงได้ โดยทางพนักงานสืบสวนมีความพร้อมในการเปิดพื้นที่รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานของพยานอยู่แล้ว

แหล่งข่าวจากดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ยังคงยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังเป็นเพียงเรื่องสืบสวน ยังไม่ได้มีการรับเป็นคดีพิเศษ และยังไม่ได้มีการกล่าวหาดำเนินคดีกับบุคคลใดทั้งสิ้น เพราะจำเป็นจะต้องสอบสวนปากคำพยาน และรวบรวมพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงให้เรียบร้อยก่อน อนึ่ง ล่าสุดตามที่ สส.สมชาติ ได้โพสต์ว่าวันนี้จะเข้าชี้แจงกับดีเอสไอ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจนั้น ทางพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง มีความพร้อมในการรอสอบปากคำชี้แจงในฐานะพยาน แต่เบื้องต้นยังไม่มีการประสานเข้ามาพบแต่อย่างใด

แหล่งข่าวจากดีเอสไอ ระบุอีกว่า สำหรับพยานหลักฐานเอกสารที่นายสมชาติ ประสงค์จะเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสืบสวนนั้น กรณีหากไปเกี่ยวข้องในเรื่องของการถูกระบุว่าเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท เจ้าตัวก็จะต้องนำเอาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โครงสร้างบอร์ดผู้บริหาร หน้าที่การทำงานภายในบริษัท และรายการเดินบัญชีทางการเงิน เพื่อชี้แจงได้ว่าเส้นทางการเงินที่รับโอนไปนั้น มาจากการทำธุรกรรมในเรื่องใด และยิ่งโดยเฉพาะในกรณีของแหล่งที่มาของเงินทุนในการใช้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ห้องชุดร่วมกับคนต่างชาติ ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่านำเงินจากแหล่งทุนใดมาใช้ในการหมุนเวียนทำธุรกิจ และจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี เพื่อไปถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติอย่างไร โดยจะต้องมีหลักฐานการประกอบกิจการ การทำงาน ผลประกอบการต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานจะไม่ได้เป็นการสรุปทันทีว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดในคดีตามที่มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของดีเอสไอว่าในคดีดังกล่าวมีบุคคลใดมาเกี่ยวข้อง มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไรบ้างในการบริหารกิจการธุรกิจการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และห้องชุด

รายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้เพจเฟสบุ๊กของนายสมชาติ ชื่อ “สมชาติ เตชถาวรเจริญ – สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรคประชาชน“ ได้มีการโพสต์ข้อความว่า จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักกล่าวหาผมอย่างรุนแรงว่า “ผมเป็นนอมินีให้กับคนต่างด้าว” วันนี้ผมจะเดินทางไปพบ DSI เพื่อแสดงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ข้อมูลอันเป็นประ โยชน์ รวมถึงแจ้งความประสงค์ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจนสิ้นกระแสความอย่างเต็มที่ พร้อมมาทุกนัด เพราะถึงไม่นัด ผมก็มา

ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่ได้กระทำการอันใดตามที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ผมเป็นเพียงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท โดยหนึ่งในธุรกิจที่ผมได้มีการลงทุนและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาอันเกินเลยไปจากข้อเท็จจริงนี้ ได้แก่ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยผมขอยืนยันว่า ในการดำเนินธุรกิจของผม ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวตารางมิลลิเมตรเดียวของแผ่นดินไทยที่ตกไปอยู่ในมือของคนต่างด้าว หรือจะถูกชาวต่างชาติใด ๆ ฉกฉวยไปจากมือของคนไทย และผมจะไม่มีวันดำเนินการใดๆ ให้เกิดผลเช่นนั้นเป็นอันขาด

ผมขอฝากทิ้งไว้ในส่วนท้ายว่า การเล่นการเมืองจนเกินขอบเขต ไม่ว่าจะสีใดก็ตาม หากก้าวล้ำเกินไปกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และล้วงล้ำเข้ามาในเขตแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมของปัจเจกชนเช่นผม ผมจะยืนหยัดสู้อย่างเต็มที่ด้วยกรอบและกระบวนวิธีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะหากแม้แต่จะปกป้องสิทธิของตนเองยังไม่ได้ คงมิกล้าที่จะอาสาเป็นผู้แทนของประชาชนและต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและอำนาจอันสูงสุดของประชาชนต่ออำนาจมืดนอกกระดานใดๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สส.พรรคส้ม ภูเก็ต เขต 1 โต้ครหา นอมินีต่างด้าว จ่อพบ DSI ยืนยันบริสุทธิ์ใจ ให้ตรวจสอบ

ถือหุ้นแทนต่างชาตินอมินีพรรคประชาชนสมชาติ เตชถาวรเจริญ

เปิดทรัพย์สิน 95 ล้าน! ‘กังฟู’ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ทองคำแท่ง-นาฬิกาหรู-ที่ดิน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:53 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยทรัพย์สินหนี้สินของนายวสวรรธน์ พ่วงพรศรี หรือ ‘กังฟู’หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กรณีเข้าดำรงตำแหน่งสส.บัญชีรายชื่อ เมื่อ 15 มี.ค.69 โดยนายวสวรรธน์ แจ้งสถานะโสด มีทรัพย์สินรวม 95,074,706 บาท แบ่งเป็นเงินสด 300,000 บาท เงินฝาก 13 บัญชี 3,151,106 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด หุ้นกู้และซื้อขายหลักทรัพย์ 18,122,498 บาท เงินให้กู้ยืมแก่นายวีระชาติ จิตรพิทักษ์เลิศ เมื่อปี 63 ยอดหนี้เหลือเต็มจำนวน200,000 บาท

ที่ดิน นส.3ก. 7 แปลงทั้งในกรุงเทพฯ บึงกาฬ นครราชสีมา และอยุธยารวม 33.75 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 16.8 ล้านบาทโดยเป็นบ้านจัดสรรในจังหวัดอยุธยา 1 หลัง มูลค่า 4.5 ล้านบาท และห้องชุด 1หลัง ในเขตวัฒนา กรุงเทพฯ ซื้อเมื่อ 28 พ.ย. 68 มูลค่า 5.8 ล้าน และอีก 1 หลังในอ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซื้อเมื่อ 17 มี.ค.67 มูลค่า 6.5 ล้าน ยานพาหนะ 1.5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 6,792,300 บาท ซึ่งนอกจากจะเป็นประกันชีวิต ยังมีสิทธิในหมายเลขทะเบียนรถที่ประมูลมามูลค่า185,000บาท และสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ในอ.จอมเทียน พัทยา กับ บจก.เอวา แลนด์ ดีเวลล้อปเม้นท์ มูลค่า5,316,000 บาท

กังฟู

ส่วนทรัพย์สินอื่นรวม 14, 458,800 บาท อาทิทองคำแท่ง 99.99% น้ำหนัก 1 กิโลกรัมจำนวน 2 แท่งมูลค่า 4,788,800 ล้านบาท กำไลข้อมือ Cartier มูลค่า 350,000 บาท และนาฬิกาหรู 7 เรือนทั้ง Patek Philippe และ Rolex รุ่นต่างๆ

นอกจากนี้ ยังแจ้งมีหนี้สินรวม6,039,847 บาท โดยเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 174,103 บาทและ หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ
5,865 ,744 ล้านบาท

ส่วนรายได้ต่อปีแจ้งว่ามีรายได้รวม 5,894,491 บาท เป็นเงินเดือน 360,000 บาท รายได้จากการให้เช่า 946,105 บาท รายได้จากพืชไร่/ตากมัน 4,588,386 บาท และมีรายจ่ายต่อปีรวม 2,483,917 บาท เป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป 1.2 ล้านบาท ค่าผ่อนที่อยู่อาศัย 213,600บาท ค่าจอดรถ 220 317 บาท ค่าเบี้ยประกัน 250,000 บาท ดูแลบิดามารดา 600,000 บาท

สำหรับนายวสวธรรณ์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง ในการเลือกตั้งปี’66 แม้จะไม่ได้เป็น สส. แต่พรรคฯก็มีสส.จำนวน2 เขต ในจ.อุบลราชธานี โดยเป็นพรรคเล็กที่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่ในการเลือกตั้งปี’69 แม้เปลี่ยนเป็นพรรคไทรวมพลัง นายวสวรรธน์ ยังสามารถนำลูกทีมเข้ามาเป็นส.สได้ถึง 6 คน คืออุบลราชธานี 4 คน สุราษฎร์ธานี1คน และตนเองในฐานะสส.บัญชีรายชื่อสมัยแรก

กังฟูการเมืองทรัพย์สินพรรคไทรวมพลังวสวรรธน์ พ่วงพรศรี

เสรี เตือนภาคเหนือตอนล่าง-น่าน เฝ้าระวัง 23 ส.ค. ฝนมาอีกรอบ หวั่นดินอิ่มตัวรับน้ำไม่ไหว เสี่ยงดินถล่ม-น้ำป่า

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:33 น.

“เสรี” เตือน ภาคเหนือตอนล่าง-น่าน เฝ้าระวัง 23 ส.ค.นี้ ฝนมาอีกรอบ หวั่น ดินอิ่มตัว ไม่สามารถรับน้ำไหว เสี่ยงเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก แจง ระบบเตือนภัยจากส่วนกลางแจ้งได้แค่ภาพเฉลี่ย อยากให้ท้องถิ่นทำวอร์รูมคู่ขนาน เหตุรู้สภาพพื้นที่ดี

เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์สถานการณ์ภาพรวมน้ำในพื้นที่ จ.น่านขณะนี้ว่า วันนี้ยังคงมีฝนตกอยู่ แต่ระดับน้ำที่เมืองน่านถือว่า ทรงและลดลงเล็กน้อย แต่พื้นที่ อ.เวียงสาระดับน้ำยังสูง ทั้งนี้ ในวันที่ 21-22 ส.ค. ระดับน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในวันที่ 21 ส.ค. น้ำน่าจะต่ำกว่าตลิ่ง ทั้งนี้ การคาดการณ์ในวันที่ 23 ส.ค. จะมีฝนตกขึ้นอีกชุดหนึ่ง เนื่องจากหย่อมความกดอากาศ บริเวณเวียดนามตอนเหนือ การคาดการณ์ขณะนี้เป็นอย่างนั้น ซึ่งต้องอัพเดตสถานการณ์ทุกๆ วันและให้ชัดว่า ตกลงฝนจะมาแบบเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้พื้นดินอิ่มตัวมากแล้ว ไม่สามารถที่จะรับน้ำไหว จึงถือเป็นความเสี่ยงในพื้นที่ตอนบนจะเกิดดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายเสรี กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วเวลาเราเตือนภัยจากส่วนกลาง หรือส่ง Cell Broadcast เข้าไป เราจะได้รับฟีดแบกกลับมาว่า เตือนแล้วจะให้ประชาชนไปที่ไหน ไม่แจ้งพื้นที่พักพิงเลย จึงขอชี้แจงว่า ระบบเตือนภัยจากส่วนกลาง เราส่งไปเพื่อให้ท้องถิ่นได้แจ้งเตือนว่า ประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านๆ นั้น ควรจะไปที่ศูนย์พักพิงจุดไหน ส่วนกลางไม่สามารถจะบอกได้ เพราะเราดูแลทั่วประเทศ ทั้ง 76 จังหวัด ดังนั้น จึงขอให้ท้องถิ่นตั้วอร์รูมคู่ขนานกับส่วนกลาง เพื่อการประสานงานจะได้ใกล้ชิด ทั้งที่ส่วนกลางส่ง Cell Broadcast ไปตั้งแต่ 04.00 – 06.00 น. แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิต นั่นหมายความว่า มันมีช่องว่างอะไรที่ไม่ไปถึงประชาชนหรือไม่ ซึ่งเราต้องดูว่า เหตุการณ์มันเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้มีการถอดบทเรียนกันค่อนข้างมาก อย่างกรณีน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่มีการถอดบทเรียน แต่ครั้งนี้ในภาคเหนือยังคงมีการท่วมอยู่ จะมีแนวทางอย่างไร นายเสรี กล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่า โครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ดินมันเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนอาจจะตก 100 – 200 มิลลิเมตร ยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย แต่ตอนนี้ตก 60 มิลลิเมตรก็เป็นแล้ว สภาพที่เปลี่ยนไป ท้องถิ่นต้องประเมินให้ได้ว่า แต่ละพื้นที่มันรับน้ำได้ต่างกัน ตรงนี้มันเป็นประเด็นสำคัญที่ตนอยากจะเน้นว่า ท้องถิ่นต้องมีระบบเตือนภัยของตัวเอง ระบบประเมินความเสี่ยงของตนเอง ถ้าไม่เช่นนั้นปัญหาจะกลับมาอย่างนี้ตลอด มีผู้เสียชีวิต ผู้เสียหาย จำนวนสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลเองต้องมีนโยบายผลักดันเรื่องนี้ให้จริงจัง ตอนนี้ทุกอย่างมารวมที่ส่วนกลาง ซึ่งส่วนกลางก็เตือนเขาไม่ได้ เพราะมันเป็นพื้นที่เฉพาะ ใครสามารถเตือนได้ว่า ฝนตกเฉพาะ อ.ปัว 300 มิลลิเมตร ส่วนกลางก็เตือนในภาพเฉลี่ยว่า ฝนตก 60-80 มิลลิเมตร แต่ความจริงตก 300 มิลลิเมตร ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ

เมื่อถามว่า หากใช้โมเดลนี้ทั่วประเทศ จะทำให้ผู้เสียชีวิตน้อยลงและความเสียหายจะไม่หนักขนาดนี้ใช่หรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า ถูกต้อง ถ้าพื้นที่เข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชน แต่การที่จะเปลี่ยนผ่านให้เขาเข้มแข็งต้องใช้เวลา ต้องมีคน เครื่องมือ องค์ความรู้ ทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อถามว่า วันที่ 23 ส.ค.นี้ ที่มีการคาดการณ์ว่า จะมีฝนมาอีกช่วงหนึ่ง มีจังหวัดไหนที่ต้องระวังบ้าง นายเสรี กล่าวว่า ในส่วนของภาคเหนือตอนล่าง รวมถึง จ.น่าน ต้องเฝ้าระวัง แต่อย่างไรก็ตาม ต้องคอยอัพเดตสถานการณ์ตั้งแต่ 21 – 22 ส.ค.ว่า เป็นเช่นไร เพื่อให้วันที่ 23 ส.ค.มีการคาดการณ์แม่นยำขึ้น

น่านน้ำท่วมน่านน้ำป่า