แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.59 น.

‘อดุลย์‘ ควง มทภ.4 ขอโทษ ปชช. หลัง นายกฯ ไม่สบายใจ ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ทำประชาชนเข้าใจผิด ยัน มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเดินหน้าทำความเข้าใจคนในพื้นที่

วันที่ 17 เมษายน 2569  เวลา 15.03 น. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานการประชุมติดตามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 

ภายหลังการประชุม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวภาพรวมต่อสื่อมวลชน ว่า นายกรัฐมนตรีไม่สบายใจเกี่ยวกับกระแสสังคมที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆ จึงได้พารัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงต่างๆ มารับทราบปัญหา เกี่ยวกับกระแสสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงเรียนปอเนาะ รวมถึงการปิดไมค์พูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งตนขอยืนยันว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งใจมาปฎิบัติหน้าที่ ด้วยความตั้งใจและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา แต่ด้วยบรรยากาศในการแถลงข่าวที่มีสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก ทำให้รู้สึกกดดันบ้าง ตายไมค์บ้าง ก็เป็นเรื่องที่เราพูดคุยกันได้  โดนตนขอยืนยันอีกครั้งว่า แม่ทัพภาคที่ 4 มาด้วยความตั้งใจ

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์พูดเกี่ยวกับคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เรื่องการปิดไมค์เป็นเรื่องส่วนตัว อย่ามาพูดถึงกันเลย มันผ่านไปแล้ว ท่านก็ขอโทษแล้ว เป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้ เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน ขอให้ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 มีกำลังใจในการทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งตนขอยืนยันว่า การคิดดี ทำดี พูดดี เป็นเรื่องที่เราต้องทำกัน แต่เรื่องการสื่อสารที่สั้นเกินไป และแรงกดดันจากสื่อมวลชน อย่างตอนนี้ที่ตนให้สัมภาษณ์กับสื่ออยู่ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน

เมื่อถามว่ากรณีที่สมาคมโรงเรียนปอเนาะ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่ จะมีการสร้างความเข้าใจในพื้นที่อย่างไร พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนว่าเราพูดคุยกันได้ ท่านก็รับผิดแล้ว ซึ่งไม่ใช่ความผิดทั้งทางวินัย และอาญา แต่เราแค่พูดสื่อสารกันน้อยไปหน่อย และมีการขอโทษกันแล้ว ตนคิดว่าพี่น้องคนไทยเราให้อภัยกันได้

เมื่อถามย้ำว่าจะสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ได้อย่างไร พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า เดี๋ยวแม่ทัพภาคที่ 4 จะลงไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งก็ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกท่านให้เข้าใจซึ่งกันและกัน

ขณะที่ พล.ท.นรธิป ได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชน โดยระบุว่า ตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ซึ่งตนขอยืนยันว่า ตนในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากนี้ไปจะมีการลงไปพูดคุยกับโรงเรียนสอนศาสนา เพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.ท.นรธิป ระบุเพียงว่า มี เพราะเรามีกิจกรรมที่เข้าไปทำในโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยถึงคดีของนายกมลศักดิ์ ว่า คดีดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด แม้จะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 โดยภายหลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วรวม 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ต้องหาคนที่ 1 ผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ และผู้ต้องหามือปืน ซึ่งสามารถจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงผู้ต้องหาอีก 1 รายที่เกี่ยวข้องกับการนำรถของกลางไปชำแหละ

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ กอ.รมน. เข้าแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 151 ฐานนำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งเป็นอีกสำนวนคดีหนึ่ง โดยหากการสอบสวนมีความเชื่อมโยงกัน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สำหรับผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนีอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ จึงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยทหารตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ หากพบว่าหลบหนีออกไปแล้ว จะดำเนินการออกหมายแดงผ่านตำรวจสากลเพื่อติดตามจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นผู้ว่าจ้างยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน และจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ครบทั้งหมด

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยต่อคดีดังกล่าว และได้กำชับให้เร่งรัดการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยตนได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดี

ณัฐชา ติว โสภณ เป็นปธ.ครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ชี้ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที

ณัฐชา ติว โสภณ เป็นปธ.ครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ชี้ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที

ณัฐชา ติว โสภณ เป็นปธ.ครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ชี้ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.52 น.

ณัฐชา ติว โสภณ เป็นประธานครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที พรรคประชาชนมีหัวหน้าพรรคอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาระบุว่ายังไม่สามารถดำเนินการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านได้ เนื่องจากต้องรอการแจ้งชื่อจากพรรคประชาชน

นายณัฐชา กล่าวว่า ขั้นตอนดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีบรรทัดฐานการปฏิบัติจากประธานสภาฯ ในอดีตอย่างชัดเจน หากยังมีข้อสงสัย ก็ควรศึกษาข้อมูลและยึดแนวทางของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน ไม่ใช่ให้สัมภาษณ์ในลักษณะ “พูดส่งๆ” ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณะ

พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นคดีของ 44 สส.มาเป็นเหตุให้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญล่าช้า

“พรรคประชาชนมีหัวหน้าพรรคชัดเจนอยู่แล้ว คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่ได้หายไปไหน และไม่มีขั้นตอนพิเศษใดที่พรรคต้องดำเนินการเพิ่มเติม หากประธานสภาจะเดินหน้าตามกระบวนการ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องโยนความรับผิดชอบมาที่พรรคประชาชน” 

นายณัฐชา กล่าวย้ำว่า ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านเป็นกลไกสำคัญตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ดังนั้นการปล่อยให้เกิดความล่าช้า ย่อมกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าที่จะมีการจัดสรรกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ 35 คณะ พรรคประชาชนยืนยันว่ามีความพร้อมในการทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งในบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตรวจสอบ เพื่อผลักดันและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

“พวกเรารับรู้ว่ามีประเด็นเรื่องคดีของ 44 สส. แต่ขอยืนยันว่าเราไม่ได้กระทำผิด และยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติอย่างเต็มที่ ตามที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่ เว้นแต่จะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ”

นายณัฐชา กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนกระบวนการของสภาเป็นหน้าที่โดยตรงของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสามารถดำเนินการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านได้ทันที เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏชัดอยู่แล้วว่า พรรคฝ่ายค้านมีหัวหน้าพรรคครบถ้วน

“อย่าปล่อยให้ขั้นตอนพื้นฐานของรัฐสภากลายเป็นอุปสรรคทางการเมือง เพราะสุดท้ายผู้ที่เสียประโยชน์คือประชาชน”

กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ

กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ

กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ บอก ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ มั่นใจส่งฟ้องผู้ต้องหา 4 คนก่อนได้ แม้มือยิงมีโอกาสหลบหนีออกนอกประเทศ ชี้ ทุกอย่างอยู่ที่พยานหลักฐาน 

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงพื้นที่ จ.ยะลา ในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปิดห้องพูดคุยกับนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะมา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีร่วมด้วย ก่อนที่จะลงมารับประทานอาหารกลางวันที่บ้านศรียะลา ซึ่งเป็นเพื่อนของนายวันนอร์

โดย นายกมลศักดิ์ เปิดเผยภายหลังการพูดคุยว่า รู้สึกสบายใจขึ้นหลังจากได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี เพราะได้บอกเล่าข้อเท็จจริงเท่าที่ทราบ ส่วนทางคดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งรายละเอียดให้สอบถามนายกรัฐมนตรี ส่วนมีโอกาสที่จะสาวไปถึงผู้บงการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่ หาก ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพนักงานสืบสวนสอบสวน ในส่วนทางคดีสมมติมีการจับกุมทั้ง 4 คน และฝากขังต่อศาลครบกำหนดระยะเวลา หากมีพยานหลักฐานตามสมควรก็สามารถฟ้องทั้ง 4 คนนี้ก่อนได้ไม่ต้องรอ

เมื่อถามถึงมูลเหตุที่คนร้ายลงมือ ส่วนตัวปักใจเชื่อไปที่เรื่องไหน นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า คล้ายกับที่ตำรวจตั้งไว้ยังไม่ตัดประเด็นไหนทิ้ง ทางด้านความมั่นคง และการเมือง ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งสองทาง พร้อมย้ำว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทางตำรวจ

รอมฎอน เสี้ยม!!! โพสต์แซะกองทัพทิ้งนายกฯ ลงใต้ ที่ไหนได้ เสธ.ทบ. ก็ไป

รอมฎอน เสี้ยม!!! โพสต์แซะกองทัพทิ้งนายกฯ ลงใต้ ที่ไหนได้ เสธ.ทบ. ก็ไป

รอมฎอน เสี้ยม!!! โพสต์แซะกองทัพทิ้งนายกฯ ลงใต้ ที่ไหนได้ เสธ.ทบ. ก็ไป

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

17 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ไม่ปรากฏชื่อ ผบ. ทบ. – พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ในคณะที่เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ร่วมกับนายกฯ อนุทินครับ ทั้งที่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ บทบาท และความเห็นของ ผบ.ทบ. น่าจะสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือน

ผบ.ทบ. มีสถานะเป็น รอง ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ 2551 มีอำนาจและความรับผิดชอบต่อปัญหาไฟใต้โดยตรง ทั้งบุคคลที่ท่านจัดวางและแนวทางที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

ยิ่งวิกฤตความเชื่อมั่นที่เกิดกับ กอ.รมน. (ผ่านคดีลอบยิง สส.) และ ผอ.รมน.ภาค 4 สน./แม่ทัพภาคที่ 4 (ผ่านคำพูดต่อสาธารณะ) ในเวลานี้ กระทั่งมีข้อเรียกร้องให้มีการย้ายตัวบุคคลออก ยิ่งต้องเห็นผู้นำกองทัพอยู่ใกล้ชิดและให้คำแนะนำ#ทางเลือก ผู้นำรัฐบาลครับ

การไม่ปรากฎตัวของท่าน หรืออย่างน้อยๆ ก็เสนาธิการทหารบก (เลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง) จึงมีความหมายมาก

ชวนทุกท่านติดตามการลพื้นที่ชายแดนใต้ของท่านนายกฯ ตลอดวันนี้ครับ”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะที่เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในวันนี้ (17 เม.ษ.) ประกอบไปด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ,

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ , นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาไทย , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) รวมถึง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะตัวแทนจากกองทัพบก และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : อนุทิน ลุยชายแดนใต้ ดูหน้างาน-รับฟังปัญหา ก่อนเคลียร์ดราม่าแม่ทัพภาค 4)

อนุทิน ปิดห้องคุย สส.กมลศักดิ์-วันนอร์ ก่อนเปิดบ้าน ศรียะลา ต้อนรับ

อนุทิน ปิดห้องคุย สส.กมลศักดิ์-วันนอร์ ก่อนเปิดบ้าน ศรียะลา ต้อนรับ

อนุทิน ปิดห้องคุย สส.กมลศักดิ์-วันนอร์ ก่อนเปิดบ้าน ศรียะลา ต้อนรับ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

อนุทิน ปิดห้องคุย สส.กมลศักดิ์-วันนอร์ ก่อน วันนอร์ เปิดบ้าน ศรียะลา ต้อนรับ นายกฯ ชม นโยบายรัฐบาลนำไปใช้จริง ครอบคลุมทุกมิติ เชื่อ หากอยู่ครบ 4 ปี ทำประเทศดีขึ้น อวย อนุทิน อยู่ยาว เหมาะเป็นผู้นำประเทศ

เมื่อเวลา 12.55 น.วันที่ 17 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงบ้านศรียะลา โดยก่อนร่วมรับประทานอาหารกลางวัน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ(ปช.) ได้ปิดห้องเข้าพูดคุยกัน 3 คนเป็นการส่วนตัว เพื่อหารือข้อราชการ และสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการส่วนตัว

จากนั้นเวลา 12.55 น. นายอนุทิน เดินทางถึงบ้านศรียะลา นำคณะเดินทางเข้าพบนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อหารือข้อราชการ และสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการส่วนตัว

จากนั้น นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ร่วมโต๊ะรับทานอาหารกลางวัน โดยมี วันมูหะมัดนอร์, พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, พล.ท.อดุลย์ บุญเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์,​ นายวรศิษฐ์​ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายสรรเพชร บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก พล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.ร.อ.ไพรโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น

สำหรับเมนูอาหารประกอบด้วย มัสมันเนื้อ, ไก่กอและ, ผัดสะตอกุ้ง, ซอเลาะลาดอ, ปลาอินทรีย์เจ๊ะการ์, ยำส้มโอทับทิมสยาม และผักน้ำพริกกะปิ รวมถึงเมนูของหวาน คือ ลำไยลอยแก้ว และผลไม้รวม

ภายหลังรับประทานอาหารเสร็จ วันมูหะมัดนอร์ ได้กล่าวขอบคุณคณะนายกรัฐมนตรี ว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติแวะมาเยี่ยมและร่วมรับประทานอาหารที่บ้าน โดยระบุว่า ตนรู้จักและเคยร่วมงานกับนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2544 รวมระยะเวลากว่า 25 ปี จึงทราบดีว่าเป็นคนจริงจังในการทำงาน และเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาในหลายด้าน

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี ผ่านสถานการณ์สำคัญของประเทศ ทั้งช่วง วิกฤตต้มยำกุ้ง และสถานการณ์ โควิด-19 ที่มีปัญหาซับซ้อน จึงเชื่อมั่นว่าสามารถแก้ไขวิกฤตของประเทศในปัจจุบันได้

พร้อมกันนี้ ยังชื่นชมคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า เป็นนโยบายที่กระชับ ชัดเจน ไม่เน้นความเป็นวิชาการหรือถ้อยคำหรูหรา แต่เป็นนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการศึกษา โดยเชื่อว่าหากรัฐบาลดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องครบวาระ 4 ปี สถานการณ์ของประเทศจะดีขึ้น

สำหรับการเข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายวันมูฮะมัดนอร์ กล่าวว่า แม้ตนจะมีอายุมากแล้วและควรพักผ่อน แต่เมื่อประเทศมีปัญหาและนายกรัฐมนตรีได้เอ่ยปากขอให้ช่วย จึงยินดีเข้ามาทำหน้าที่ โดยยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือความขัดแย้งทางการเมือง

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า เมื่อ 5-6 ปีก่อน เคยพบกับนายกรัฐมนตรีในงานหนึ่ง และได้กล่าวว่าเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว รวมถึงเคยพูดคุยกับบิดาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา กระทั่งปัจจุบันเมื่อได้ดำรงตำแหน่งจริง ตนจึงพร้อมทำตามคำรับปากที่จะเข้ามาช่วยงาน

ทั้งนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ ยังกล่าวว่า สถานที่ดังกล่าวเคยต้อนรับนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 คน ได้แก่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อปี 2540 และ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2546 โดย อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 และอาจเป็นคนสุดท้ายที่ได้เชิญมารับประทานอาหาร เนื่องจากปัจจุบันตนมีอายุ 81 ปี ย่าง 82 ปี พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า นายกรัฐมนตรีจะสามารถดำรงตำแหน่งได้อย่างน้อย 4-8 ปี และนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ได้

จากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ ได้มอบกริชเป็นของที่ระลึกให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ได้หยิบเงินขึ้นมาจ่าย โดยนายวันมูฮะมัดนอร์ รับเงิน พร้อมระบุว่า การให้กริชหรือของมีคม จะต้องจ่ายเงิน เพื่อเป็นเคล็ด รวมถึงลูกเขยของวันมูฮะมัดนอร์ จะมอบของที่ระลึกให้ด้วย ก่อนถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน
 

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เปิดบ้านรดน้ำดำหัว นักการเมือง-ประชาชน ร่วมงานคับคั่ง

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เปิดบ้านรดน้ำดำหัว นักการเมือง-ประชาชน ร่วมงานคับคั่ง

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เปิดบ้านรดน้ำดำหัว นักการเมือง-ประชาชน ร่วมงานคับคั่ง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.31 น.

สงกรานต์บ้านใหญ่ไทยเศรษฐ์คึกคัก ชาดา เปิดบ้านรดน้ำดำหัว นักการเมือง-ประชาชน ร่วมงานคับครัง

17 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บ้านใหญ่ ไทยเศรษฐ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี วันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากที่ทาง นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นางสาวปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี เปิดบ้านให้ประชาชนเข้าร่วมรดน้ำดำหัว เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งทางบ้านใหญ่ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

โดยบรรยากาศในวันนี้มี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายสิทธิชัย เทพภูษา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายอิทธิพงศ์ ตันมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด และประชาชน เดินทางมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก

ภายในงานมีการจัดพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ผู้ร่วมงานต่างแต่งกายด้วยชุดสุภาพและผ้าพื้นเมืองอย่างสวยงาม พร้อมทั้งมีการจัดอาหารและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับผู้มาร่วมงานอย่างทั่วถึง ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

ฐปณีย์ ยื่นหนังสือนายกฯ ร้องถูก IO ป้ายสี นักข่าวโจร-โฆษก BRN

ฐปณีย์ ยื่นหนังสือนายกฯ ร้องถูก IO ป้ายสี นักข่าวโจร-โฆษก BRN

ฐปณีย์ ยื่นหนังสือนายกฯ ร้องถูก IO ป้ายสี นักข่าวโจร-โฆษก BRN

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

17 เมษายน 2569 ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการสามมิติ ไทยทีวีสีช่อง 3 และผู้ก่อตั้งสำนักข่าวเดอะรีพอตเตอร์ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โดยเปิดเผยว่า “ถูก IO โจมตีและป้ายสีผ่านสื่อออนไลน์ โดยกล่าวหาว่าเป็นนักข่าวโจร และโฆษก BRN ภายหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 ทั้งที่ข่าวยังไม่ทันเผยแพร่”

นางสาวฐปณีย์ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเครือข่ายสมาคมต่างๆ ในพื้นที่ อาทิ สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา , สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนปอเนาะ และสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนตาดีกา ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าการทำไอโอเช่นกัน โดยแสดงความกังวลว่า การกระทำลักษณะนี้อาจเป็นอันตรายและสร้างความเกลียดชัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ ด้านตัวแทนสมาคมต่างๆ ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

ขณะที่นายกฯ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า รัฐบาลรับทราบปัญหาแล้ว และจะเร่งดำเนินการดูแล แต่เรื่องการทำร้ายร่างกายจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะไม่เกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นถือว่าไม่ใช่การกระทำของรัฐ และกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมด้านความมั่นคงในช่วงบ่ายวันนี้

นายกฯ ยังระบุว่า ได้รับทราบข้อเรียกร้องจากสมาคมต่างๆ รวมถึงข้อมูลจากสื่อมวลชนแล้ว และเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

เชาว์ ฟาด รัชดา ป้อง อภิสิทธิ์ บอกออกจากปชป.ลืมหลักการความแม่นยำติดตัวไปด้วย

เชาว์ ฟาด รัชดา ป้อง อภิสิทธิ์ บอกออกจากปชป.ลืมหลักการความแม่นยำติดตัวไปด้วย

เชาว์ ฟาด รัชดา ป้อง อภิสิทธิ์ บอกออกจากปชป.ลืมหลักการความแม่นยำติดตัวไปด้วย

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เชาว์ ฟาด รัชดา ป้อง อภิสิทธิ์ บอกออกจากปชป.ลืมเอาหลักการความแม่นยำติดตัวไปด้วย

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่องสแกนคำชี้แจงโฆษกรัฐบาล โต้ “อภิสิทธิ์” เบี่ยงเบน-บิดเบือน น่าผิดหวัง ระบุว่า “ผมอ่านข่าวคุณรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ออกมาตอบโต้หัวหน้าอภิสิทธิ์ด้วยความเสียดาย เสียดายที่ครั้งหนึ่งคุณรัชดาเคยได้รับการสนับสนุนเป็นเลือดใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป แต่ละคนมีเส้นทางของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ คุณรัชดากล้าที่จะออกมาสวนหัวหน้าอภิสิทธิ์แบบที่เห็นชัดว่า “กระดูกคนละเบอร์” แต่ยังกล้าแสดงความมั่นใจบนข้อมูลที่ผิดพลาดขนาดนี้ ผมคิดว่าคนที่เข้าใจผิด อ่านข้อมูลไม่แตกคือคุณรัชดาต่างหาก

ถ้าหากคุณรัชดาเข้าใจสิ่งที่หัวหน้าอภิสิทธิ์สื่อสารจะต้องออกมาชี้แจงว่า รัฐบาลมีแผนที่จะแก้วิกฤตอย่างไร

ทำไมไม่แก้ที่ต้นเหตุคือน้ำมันแพงจนทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งขึ้นทุกชนิด? ทำไมไม่เก็บภาษีลาภลอยทั้งที่ทำได้?

ทำไมจึงใช้กองทุนน้ำมันเพียงเครื่องมือเดียวในการแก้ปัญหา โดยไม่แตะภาษีสรรพสามิตและกำไรของโรงกลั่น?

ทำไมนายกฯ ลอยตัวโยนภาระให้รมต.คนอื่นแล้วลอยแพประชาชน? ทำไมนายกฯ ไม่แสดงภาวะผู้นำตัดสินใจในเชิงนโยบายที่สำคัญ? ทำไมเคยหาเสียงไว้กระทรวงเกษตรฯ กับพาณิชย์ควรอยู่พรรคเดียวกัน แต่แยกแบ่งเค้กไป โดยที่คุณศุภจีแม้เป็นรองนายกฯ ก็ไม่ได้คุมกระทรวงเกษตร จะมีปัญหาต่อประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาอย่างไร? ทำไมยังไม่มีการสื่อสารให้ประชาชนเห็นภาพที่ชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาวิกฤตซ้อนวิกฤตอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินเฟ้อที่กำลังจะพุ่ง เป็นเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน?

ทำไมรัฐบาลยังคิดว่า “คนละครึ่ง”ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห คือคำตอบในการแก้ปัญหาในสภาวะแบบนี้?

ถ้าชี้แจงแบบตรงประเด็นไม่ได้ ก็ไม่ควรแสดงความไม่ประสีประสาออกมาให้เสียเครดิต คุณรัชดาออกมาเหมือนคิดว่านี่คือ เจ๋งแล้ว แต่ผมว่า “มันเจ๊งครับ” เจ๊งเพราะ “ตรรกะผิดเพี้ยน” ถ้าไม่ได้ตั้งใจผิดเพี้ยนก็คือการพยายามเบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะการเบี่ยงประเด็นเรื่อง การโอนงบประมาณรายจ่าย ที่อ้างเรื่องขั้นตอนต้องรอให้ครม.พิจารณางบประมาณแผ่นดินประจำปี 2570 ก่อน เรื่องแบบนี้คุณรัชดาไม่ต้องมาสอนหัวหน้าอภิสิทธิ์ เขารู้ดีกว่า และเพราะคุณรัชดารู้น้อยกว่ามาก จึงออกมาปล่อยไก่ตัวโตขนาดนี้ การโอนงบประมาณในยามวิกฤต ตามหลักแล้วคือการรีดทอนงบของ ปีงบประมาณปัจจุบัน มาใช้แก้ปัญหาฉุกเฉิน ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

แต่คุณรัชดากลับอ้างว่าต้องรอให้ ครม. พิจารณางบปี 2570 ให้เสร็จก่อน และจะใช้เงินได้ 1 ต.ค. ซึ่งก็คือวันเริ่มต้นงบประมาณปีหน้า

นอกจากความไม่แม่นยำในหลักการราชการแล้ว อีกสิ่งที่เป็นการเล่นการเมืองแบบเก่าจนน่าผิดหวัง คือการบิดเบือนว่าหัวหน้าอภิสิทธิ์ไม่ชอบโครงการคนละครึ่ง ทั้งที่ท่านเตือนด้วยความหวังดีว่าโครงการนี้อาจไม่ตอบโจทย์ปัญหาในขณะนี้ ประชาชนกำลังรอการแก้ปัญหาที่ “ตรงจุด” จากรัฐบาล ไม่ใช่แค่การตอบโต้ทางการเมืองเพื่อเอาความสะใจบนหน้าข่าว

“ผมสงสัยว่าคุณรัชดาออกจากพรรคไปแล้ว ลืมเอา ‘หลักการและความแม่นยำ’ ติดตัวไปด้วยหรือเปล่า เข้าใจครับว่าได้ดิบได้ดีเป็นโฆษกรัฐบาลเพราะสีน้ำเงินบันดาลให้ แต่อย่าลืมรากเหง้าและมาตรฐานการทำงานที่ทำให้คุณมีตัวตนทางการเมืองจนถึงทุกวันนี้”

อนุทิน ชื่นชมข้าราชการ 3 จว.ชายแดนใต้ ทุ่มเททำงานหนัก บอกถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอยู่ไม่ได้

อนุทิน ชื่นชมข้าราชการ 3 จว.ชายแดนใต้ ทุ่มเททำงานหนัก บอกถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอยู่ไม่ได้

อนุทิน ชื่นชมข้าราชการ 3 จว.ชายแดนใต้ ทุ่มเททำงานหนัก บอกถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอยู่ไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

นายกฯ ชื่นชม ขรก.-จนท. ศอ.บต. เสียสละทำงานใน 3 จว.ชายแดนใต้ บอกถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอยู่ไม่ได้

17 เมษายน 2569 เวลา 12.15 น. ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบปะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ศอ.บต. ที่มาร่วมรับมอบนโยบาย โดยนายกฯ กล่าวว่า ขอความสันติสุขจงมีแต่ทุกคน ตนดีใจมากที่ได้มา ศอ.บต. ตนมีความชื่นชมในความทุ่มเทเสียสละของพวกท่านทุกคนที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่ใช่เรื่องสนุก เราแก้ไขปัญหาทุกวันปัญหา แต่ละปัญหาที่เข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งนั้น คนที่ไม่มีความทุ่มเท ไม่มีจิตใจที่เข้มแข็งก็คงไม่สามารถมีความอดทนต่อภารกิจตรงนี้ได้ก็ต้องขอแสดงความชื่นชม

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกเราทุกคนเต็มใจที่จะมาเจอกับพวกท่าน วันนี้ตั้งใจที่จะมาเพื่อที่จะให้มั่นใจว่า รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของพวกท่านอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า ความเจริญ และความสันติสุขความสงบในพื้นที่แห่งนี้ ตนยึดมั่นในหลักการนี้ สงบ สันติ สามัคคี ซึ่งเราต้องทำให้เกิดให้ได้ พวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี่มีทุกศาสนา ทั้งพุทธ มุสลิมและคริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาหลักของเรา ทำไมจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ เราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เป็นคนไทยเหมือนกันทุกคน เราต้องเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยากให้ที่นี่มีความสงบ เพราะที่นี่สามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และเป็นสถานที่ที่ทุกคนอยากจะมา ถ้าท่านลองนึกดูว่าหากไม่มีเรื่องความไม่สงบ ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก็มีความสวยงามมาก ทำไมเราปล่อยให้สิ่งที่เป็นจุดแข็งืเก็บไว้ในซอกกำแพง ทำให้ความไม่สงบ ความแตกสามัคคีเกิดขึ้น เราต้องไปสร้างความเข้าใจ เพราะทุกฝ่ายเจ็บหมด แพ้หมด ไม่มีใครชนะจากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราก็พูดมาหลายปีแล้ว แต่เราหยุดไม่ได้ ตราบใดที่สันติสุขไม่เกิด เราก็ต้องทำต่อไปจนกว่าจะเกิด ท้อถอยไม่ได้ ถอยไม่ได้ พอท้อทุกอย่างก็จะหยุดหมดและถอยหลัง และมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นไม่มีทางอื่น เราต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุน เราต้องอยู่กันให้ได้ทุกอย่างจะเดินหน้าเป็นพลังขับเคลื่อนต่อไป

โสภณ นำทีมทำบุญสงกรานต์ชั้น 11 รัฐสภา สวดพระปริตรปัดเป่าวิกฤตประเทศ พาทัวร์ห้องอาหาร สส.

โสภณ นำทีมทำบุญสงกรานต์ชั้น 11 รัฐสภา สวดพระปริตรปัดเป่าวิกฤตประเทศ พาทัวร์ห้องอาหาร สส.

โสภณ นำทีมทำบุญสงกรานต์ชั้น 11 รัฐสภา สวดพระปริตรปัดเป่าวิกฤตประเทศ พาทัวร์ห้องอาหาร สส.

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

โสภณ ทำบุญสงกรานต์ชั้น 11 รัฐสภา หวังพาประเทศฝ่าวิกฤต อวยพรประชาชนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรค บอก ปวารณาตนทำประโยชน์ให้บ้านเมือง พร้อมพาสื่อทัวร์ห้องอาหาร สส. ทดสอบระบบจำหน่าย ก่อนให้ซื้อกินเองสัปดาห์หน้า เตรียมขยายผลลดใช้ถุงพลาสติกเพื่อลดโลกร้อน

17เม.ย.2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธี “งานบุญสงกรานต์รัฐสภา สืบสานประเพณี งดงามวิถีไทย” พร้อมด้วย น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง และ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทั้งข้าราชการสำนักงานสภาฯ ซึ่งจัดที่บริเวณห้องโถงพิธีชั้น 11 เป็นครั้งแรก เนื่องจากปกติจะใช้ในโอกาสพิธีเปิดประชุมรัฐสภา


         
โดยภายในงานมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล มีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป มาทำพิธี โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ จากนั้นนายโสภณได้นำข้าราชการสภาฯ ร่วมสรงน้ำพระ เนื่องในวันสงกรานต์
          
หลังเสร็จสิ้นพิธีการ นายโสภณ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้รัฐสภาได้จัดพิธีทำบุญวันสงกรานต์เพื่อสืบสานประเพณี ได้มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ และได้มีการเจริญพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล ให้กับอาคารรัฐสภาและบ้านเมือง


          
‘ในสมัยพุทธกาลมีเมืองไพศาลี ก็เกิดอุบัติภัยแบบนี้ข้าวยากหมากแพง พระพุทธเจ้าก็ได้ไปเจริญพระปริตร ซึ่งเป็นบทสวดเดียวกับที่ทำพิธีวันนี้ และได้มีการประพรมพระพุทธมนต์บ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุข เราซึ่งเป็นศาสนิกชนก็ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เชื่อว่าพระปริตรมงคล จะนำความร่มเย็นความเป็นสิริมงคล มาให้แก่ประเทศนี้และคนในสังคมไทย’ นายโสภณ กล่าว
         
นายโสภณ กล่าวต่อว่า การทำบุญครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำบุญให้กับประเทศด้วย เพราะรัฐสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และวันนี้ถือเป็นวันมงคล ก็ถือโอกาสเปิดร้านอาหารบริเวณชั้น 2 ที่จะให้ สส. เข้ามารับประทาน แต่ให้สมาชิกเป็นผู้จ่ายเงินเอง เชื่อว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการประชุมสภาฯ เพราะได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว เพียงแต่เพิ่มขั้นตอนที่ สส. ต้องจ่ายเงินเอง 
        
“วันนี้ถือว่าเป็นวันดี เริ่มเรื่องดีๆ ใหม่ๆ ให้กับสังคม บ้านเมืองและหน่วยงาน” นายโสภณ กล่าว


         
นายโสภณ ยังได้อวยพรให้ประชาชนคนไทยเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ว่าอยากให้ยึดหลักคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนา ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และอยากให้ทุกคนร่วมกันฝ่าวิกฤตภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเพื่อฟันฝ่าอุปสรรค หน่วยงานต่าง ๆ ก็จะได้อำนวยความสะดวกทำภารกิจช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตอย่างเต็มที่ ในฐานะที่ตนเป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ปวารณาตนแล้วว่า สิ่งใดที่จะเกิดประโยชน์กับบ้านเมืองนี้ก็จะทำเต็มที่ เพื่อให้บ้านเมืองผ่านวิกฤต และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่

จากนั้นนายโสภณ ได้พาคณะสื่อมวลชนเดินเยี่ยมชมและสำรวจพื้นที่ห้องอาหารที่จัดไว้ให้เฉพาะ สส. ในวันประชุมสภาฯ ที่ตั้งอยู่ชั้น2 ข้างห้องประชุมสุริยันต์ ที่นำร้านอาหารภายนอกมาทดสอบระบบการเปิดให้บริการด้วยการจำหน่าย ก่อนที่จะเปิด ให้ สส.ได้ใช้บริการในวันประชุมสภาฯ ช่วงวันที่ 22 – 23 เม.ย.นี้ โดยพบว่ามีการนำร้านอาหารที่ปกติจำหน่ายอยู่บริเวณชั้นB2 มาให้บริการทั้งสิ้น 18 ร้าน อาทิ ข้าวซอยไก่ ข้าวมันไก่ ข้าวราดแกง ก๊วยเตี๋ยว ก๊วยเตี๋ยวหลอด น้ำดื่ม ขนมเบื้อง เป็นต้น

โดยนายโสภณ กล่าวระหว่างเยี่ยมชม ว่าในพื้นที่จะมีเคาน์เตอร์ให้บริการรับแลกคูปอง หรือ บัตรเติมเงิน ตามจำนวนที่ สส. ต้องการ เช่น 100 – 500 บาท จากนั้นจะให้นำคูปอง หรือบัตรที่เติมเงินแล้ว ไปซื้ออาหารรับประทาน พร้อมกับนำเงิน 100 บาทแลกซื้อคูปองเพื่อใช้ซื้ออาหารไปรับประทาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายโสภณ ได้เดินเลือกซื้ออาหารเพื่อรับประทาน  ระหว่างนั้นได้ขอให้ผู้ค้าช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกใส่อาหาร พร้อมกับกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐสภาเตรียมที่จะทำโครงการลดโลกร้อน ด้วยการลดการใช้ถุงพลาสติกและใช้ภาชนะอื่นทดแทน ทั้งนี้ไม่ปิดกั้นที่สส. หรือบุคคลจะนำปิ่นโต หรือ กล่องอาหารมาใส่อาหารเพื่อนำไปรับประทานเอง รวมถึงใช้ถุงผ้าเพื่อใส่อาหาร ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยกันลดโลกร้อน