ณรงค์ เผยรอความเห็นกฤษฎีกา ปมอำนาจประเมิน แสวง บุญมี เลขา กกต.

ณรงค์ เผยรอความเห็นกฤษฎีกา ปมอำนาจประเมิน แสวง บุญมี เลขา กกต.

ณรงค์ เผยรอความเห็นกฤษฎีกา ปมอำนาจประเมิน แสวง บุญมี เลขา กกต.

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“ปธ.กกต.”เผยต้องรอความเห็น”กฤษฎีกา” ปมอำนาจประเมิน”เลขา กกต.”เป็นของ กกต.ชุดไหน มอง’แสวง’ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาชี้แจงได้ ยันไม่มีแช่แข็ง”คดีฮั้ว สว.”แม้ผลประเมินเลขาฯ ไม่ผ่าน

9 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ปธ.กกต.) กล่าวถึงขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โดยระบุว่า ที่จริง กกต.ก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าข่าวดังกล่าวรั่วออกไปได้อย่างไร แต่เมื่อมีข้อโต้แย้ง ดังนั้น เพื่อความรอบคอบของ กกต.ชุดที่ทำหน้าที่อยู่ จึงมีมติให้นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่างๆ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่า การประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ในกรณีนี้ กรรมการชุดใดมีหน้าที่หรืออำนาจในการประเมินเป็นอย่างไร ตอนนี้อยู่ระหว่างการรอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา พร้อมระบุด้วยว่า นายแสวงก็ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและสามารถชี้แจงได้

เมื่อถามว่า หากผลการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ถ้าประเมินไม่ผ่านเกณฑ์แล้วจะไปจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดอะไรร้ายแรงขนาดนั้น ทุกอย่างมีข้อกฎหมายในตัวอยู่แล้ว ตนเองคงไปชี้ไม่ได้ว่าที่ผ่านมาชอบหรือไม่ชอบด้วยข้อกฎหมาย

ส่วนที่มองว่านายแสวง เป็นหนังหน้าไฟของ กกต.ในการรับแรงปะทะช่วงจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ นายณรงค์ ปฏิเสธและกล่าวว่า กกต.ทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการ หน้าที่หลักจริงๆ คือกำกับดูแล เลขาธิการ กกต.ก็ทำหน้าที่ในบทบาทของท่านอยู่แล้ว ดังนั้น ท่านไม่ใช่หนังหน้าไฟ ท่านทำหน้าที่ของท่าน ไม่ใช่ว่าเราผลักท่านไปทำหน้าที่แทน

นายณรงค์ ยังปฏิเสธด้วยว่า หากผลการประเมินเลขาธิการ กกต.ไม่ผ่าน จะเป็นการแช่แข็งคดีฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ต้องกลัวว่าจะมีการแช่แข็ง

ปธ.กกต.หยอดมุข! ให้น้ำมนต์ แสวง บุญมี บอกต้องเอาไปอาบ

ปธ.กกต.หยอดมุข! ให้น้ำมนต์ แสวง บุญมี บอกต้องเอาไปอาบ

ปธ.กกต.หยอดมุข! ให้น้ำมนต์ แสวง บุญมี บอกต้องเอาไปอาบ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

“กกต.”ชื่นมื่น! จัดงานสถาปนาครบรอบ 28 ปี ชู”สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” “ปธ.กกต.”หยอดมุขให้น้ำมนต์”แสวง” บอก”ต้องเอาไปอาบ” ท่ามกลางกระแสไม่ผ่านประเมิน ส่อหลุดเป้าอี้

9 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) จัดงานเนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 28 ปี ของการก่อตั้งสำนักงาน กกต.โดยถือฤกษ์ในเวลา 08.09 น.ประกอบพิธีบวงสรวงพระพรหม ณ บริเวณศาลพระพรหม ศูนย์ราชการ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ , นายจิรุตม์ วิศาลจิตร , นายณรงค์ รักร้อย , นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ , นายแสวง บุญมี เลขา กกต.และผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ร่วมพิธี พร้อมกันนี้ เวลา 10.00 น.มีพิธีสงฆ์ ทำบุญเลี้ยงพระ

บรรยากาศที่สำนักงาน กกต.ได้เปิดให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายศุภพงษ์ เชาวน์แล่น รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ , นางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนองค์กรอิสระ และนักศึกษา พตส.มาร่วมแสดงความยินดีด้วย นอกจากนี้ ยังเปิดให้ร่วมบริจาคเงินให้กับมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ส่วนในช่วงบ่าย นายแสวง จะแถลงสรุปผลงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องในโอกาสสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครบรอบ 28 ปี ภายใต้แนวคิด “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม”

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่จะมีพิธีสงฆ์และทำบุญเลี้ยงพระ ในเวลา 10.00 น.บรรยากาศหลังเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและเป็นกันเอง โดยนายณรงค์ ได้นำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมและรดมือให้กับ กกต.รวมถึงผู้บริหารที่มาร่วมงานเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่จังหวะที่นายแสวง โดยเมื่อประธาน กกต.เดินเข้าไปหาได้พูดกับนายแสวง ว่า “สำหรับเลขาต้องเอาไปอาบเลย” ทำเอาเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณพิธีเป็นอย่างมาก ท่ามกลางภารกิจและแรงกดดันในการทำงาน และกระแสข่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงานปี 2558 ส่อหลุดเก้าอี้เลขา กกต.

– 006

ภัณฑิล ซัดแหลกโสภณ ลั่น!สภาฯไม่ใช่ค่ายลูกเสือ จี้เร่งแก้ปัญหา ปชช.

ภัณฑิล ซัดแหลกโสภณ ลั่น!สภาฯไม่ใช่ค่ายลูกเสือ จี้เร่งแก้ปัญหา ปชช.

ภัณฑิล ซัดแหลกโสภณ ลั่น!สภาฯไม่ใช่ค่ายลูกเสือ จี้เร่งแก้ปัญหา ปชช.

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน แถลงถึงบทบาทการทำงานของ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมาแล้ว 90 วัน ว่า ตนคงไม่วิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ เพราะ 3 เดือนอาจจะสั้นไป แต่ได้รับเสียงสะท้อนจากเพื่อนสมาชิก ขณะที่ สส.ฝ่ายรัฐบาล อาจจะวิพากษ์วิจารณ์ประธานสภาฯลำบาก และประชาชนอาจไม่ได้ส่งเสียงสะท้อนถึงประธานสภาฯ ได้โดยตรง เพราะนายโสภณเป็นประธานสภาฯ คอยควบคุมและกำกับดูแลการประชุม แต่คงไม่ใช่คำถามว่า 90 วันแรกทำอะไรไปบ้าง เพราะเราคงเห็นตามข่าวแล้วว่านายโสภณพยายามทำหลายๆ เรื่อง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เช่น ปราบปรามยาเสพติด โดยไปทำใน จ.บุรีรัมย์ เยอะ ทั้งที่หน้าที่หลักอยู่ที่รัฐสภา และหลายคนอาจเห็นว่าประธานฯ ทำในฐานะหัวหน้าพิธีการของรัฐสภา ทั้งที่ผ่านมานายโสภณเคยบอกว่าหน้าที่ของสภาฯ คือการออกกฎหมาย ไม่ใช่แค่เป็นเหมือนฝ่ายบริหารในการทำพิธีกรรมต่างๆ

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า หลายเรื่องที่นายโสภณทำอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ให้เข้าแถวเคารพธงชาติในเวลา 08.00 น.และเวลา 18.00 น.ซึ่งไม่แน่ใจว่าคนที่เป็น สส.จะต้องไปเคารพธงชาติด้วยหรือไม่ เรื่องการฝึกระเบียบวินัย ตนคิดว่าเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีก่อน อาจส่งตำรวจสภาฯ แค่ 5 – 10 คน ไปเคารพธงชาติ หรือในสัปดาห์ที่แล้วที่จัดกิจกรรมอาสา ทำความสะอาดก็เป็นการร่วมกันทำความดีทำความสะอาด เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีฯ ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่ไม่อยากให้เป็นข้ออ้างว่านายโสภณไปโหนสถาบัน แล้วไปกวาดลานอยู่หน้าอาคารรัฐสภา

“ตรงนี้ถ้าเป็นภาษาชาวบ้าน มันหาทำ เราไม่อยากไปว่าท่านว่า ท่านสาระแน ทำในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัว เพราะแม่บ้านเราก็มีอยู่แล้ว เราจ้างแม่บ้านทำความสะอาด” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า หน้าที่ของ สส.คือการออกคือการออกกฎหมาย ถ้าเราอยากทำหน้าที่ของเราให้ดี ขอถามว่า 90 วันแรกได้บรรจุวาระเพื่อพิจารณากฎหมายในวาระแรกแล้วกี่ฉบับ ซึ่งตอนนี้เป็นศูนย์ เข้าใจว่าเพิ่งเปิดสภาฯ มีเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการนำกฎหมายที่ค้างจากสมัยที่แล้ว ที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบนำกลับมาพิจารณาใหม่ หรือญัตติที่ค้างๆ อยู่เยอะขนาดไหน นายโสภณได้ไปดูหรือไม่เพราะตอนนี้มี 30 กว่าญัตติแล้ว นายโสภณเคยสัญญาว่าจะมีการประชุมเพิ่มเติมในวันศุกร์ ที่ผ่านมามีแล้วกี่ครั้ง รวมถึงการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่จะมีการพิจารณาในปลายเดือนนี้ ก็อย่าให้ล่าช้า นายโสภณได้ขยันขันแข็งพอหรือยังในการกำกับดูแลการประชุม ไม่ใช่ 17.00 – 18.00 น.ก็ปิดประชุมแล้ว นั่งกันไม่ไหวแล้วทั้งที่สามารถมอบให้รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน ทำหน้าที่แทนได้ ไปวัดกันเลยว่านายโสภณอยู่บนบัลลังก์นานเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ก็มอบให้รองประธานสภาฯ ทำหน้าที่อยู่แล้ว

“ผมไม่ได้คัดค้านการทำกิจกรรมอาสาหรือการยืนเคารพธงชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าในตัวของมันเอง แต่ท่านให้ความสำคัญกับงานหลักเพียงพอหรือยัง สภาไม่ใช่ค่ายลูกเสือไม่ใช่สถานที่จัดพิธี เพราะสภาฯเป็นที่ออกกฎหมาย ซึ่งต้องเดินหน้า จะได้มีการประสานงานกับฝ่ายบริหารเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบกระทู้หรือไม่ และได้จัดลำดับความสำคัญของงานหรือไม่ เช่นรายงานที่ค้างอยู่จำนวนมาก” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดสภาฯ มามีการจัดประชุมไปแล้ว 19 ครั้ง มีการพิจารณากฎหมายที่ค้างจากสภาฯชุดก่อนเท่านั้น จาก 147 ฉบับ พิจารณาได้ไปแค่ 34 ฉบับเท่านั้น และมีญัตติค้างอยู่อีกมาก ดังนั้นหลังจากนี้ไป 3 – 6 เดือนข้างหน้า การประชุมสภาอยู่ตรงไหนถ้ามีอะไรที่ค้างเยอะขนาดนี้ ประชาชนและสมาชิกสภาฯมีสิทธิ์ถามว่านายโสภณจะเคลียร์งานเหล่านี้อย่างไร แต่บางเรื่องก็ทำดีเช่นการปรึกษาหารือออนไลน์

“ผมไม่ได้บอกว่าท่านไม่ทำงาน แต่หัวใจหลักของประธานสภา เห็นชัดในมุมมองของประชาชนหรือยังหรือท่านมัวแต่ไปหมกมุ่นอยู่ที่บุรีรัมย์อย่างเดียว ต้องยอมรับว่าผมอาจพูดในสิ่งที่ไม่ถูกใจประธานสภา เพราะหลายท่านคงไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ แต่ท่านยังไม่สามารถสร้างภาพจำให้ประชาชนว่าท่านเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ขับเคลื่อนงานสภาฯผมคิดว่า 90 วัน ท่านอาจจะยังไม่สามารถส่งมอบภาพลักษณ์นี้ได้ ภาพประชาชนยังเห็นภาพพิธีกรรมและการไปอยู่บุรีรัมย์” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ตนขอวิงวอนให้นายโสภณตอบประชาชนให้ได้ ในการลดงานที่ค้างอยู่และไม่ควรไปเสียเวลาเสียงบประมาณจัดพิธีกรรม เพราะเป็นภาษีของประชาชนและข้าราชการก็ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งไม่จำเป็นเพราะไม่ใช่แก่นสาระและหัวใจ การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ลดลาบ้างเถอะงานพิธีกรรม เพราะอยากให้ประชาชนจดจำว่ารัฐสภาเป็นที่ออกกฎหมาย จริงๆ ควรจะให้มีการทำแบบสอบถามถึงความพึงพอใจ ให้กับสมาชิก สส.หรือต่อสาธารณะในโซเชียลเลย ว่าหลัง 90 วัน ภาพจำของประชาชน ที่มีต่อประธานสภาเป็นอย่างไร ตนคิดว่าน่าจะมีคนพิมพ์ว่า “บุรีรัมย์” กันมาเยอะมาก

เมื่อถามว่า ส่วนตัวให้เกรดการทำงานของประธานสภาฯ เท่าไหร่ นายภัณฑิล กล่าวว่า ตนไม่กล้าประเมิน เพราะว่านาทีนี้ยังไม่มีใครมากล้าร่วมแถลงข่าวกับตน เพราะตนอยู่ในห้องประชุมด้วยหลายครั้ง ก็มาปิดไมค์พวกตน นายโสภณก็พูดอยู่คนเดียว เดี๋ยวก็คงรอให้มาตอบ แต่ส่วนตัวคงไม่กล้าประเมิน 90 วัน ก็เหมือนทดลองงาน อาจจะเร็วไป เดี๋ยวหาว่าเข้ามาก็วิพากษ์วิจารณ์เลย

“ผมแค่เหมือนดักคอไว้ก่อน เพราะก็เข้าใจ เห็นใจท่าน แต่อีก 6 เดือน 9 เดือนข้างหน้า หรือครึ่งปีข้างหน้าก็ขอเรียกร้องให้ทำหน้าที่ของเรา เอากฎหมาย เอาญัตติเข้ามาพิจารณาเยอะๆ โดยเฉพาะความเดือดร้อนของประชาชนสมาชิกจะได้ร่วมอภิปรายกัน อย่าไปทำพิธีกรรมอะไรที่ไม่ใช่เรื่อง อย่าไปหาทำ สาระแนที่ไม่ใช่เรื่องของตัว” นายภัณฑิล กล่าว

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์ในเวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงที่จับต้องได้จริง

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 เวลา 08.30 น. ที่โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งมีเวียดนามเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจาก สปป.ลาว กัมพูชา และติมอร์-เลสเต โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ โดยอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน

ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้ ทั้งนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า “ความยืดหยุ่น” หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า อาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น การหลอกลวงทางออนไลน์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ ระบบสาธารณสุข และระบบคุ้มครองทางสังคม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากอาเซียนยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่หลายภูมิภาคกำลังขาดแคลน ได้แก่ เสถียรภาพ การเชื่อมโยง และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคต จึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์ หลังคลังกดตัวเลขบัตรสวัสดิการ หวังสร้างภาพรัฐบาลนี้คนจนลดลง 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งยกเลิกหลักเกณฑ์ใช้มาตรการภาษีลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวสร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบกับประชาชนหลายล้านคนและบุตร-ธิดา ต้องกลายมาเป็นคนเนรคุณกับบิดา-มารดา ทั้งๆที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเช่นนี้ 

นายภิญโญ กล่าวด้วยว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดมาจาก กรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ต้องการกดตัวเลขคนลง เพราะในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เคยมีการลงทะเบียนบัตรคนจนสูงถึง 22 ล้านคน แต่ในสมัยรัฐบาลอนุทิน ด้วยหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดมา ส่งผลให้จำนวนคนที่มาลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลดลงมาเหลือเพียง 13.4 ล้านคน เพราะหลายครอบครัวกังวลว่าการไปลงทะเบียนจะกระทบกับคนในครอบครัว เลยเลือกไม่ลงทะเบียนดีกว่า เพราะต้องการปกป้องความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่ารับเงินจากโครงการรัฐ

“ที่เป็นเช่นนี้เพราะ “รัฐบาลรวยไม่ไหว” แล้วมองไม่เห็นหัวคนจน มองว่าคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นภาระของงบประมาณประเทศ ดังนั้นมาตรการที่ออกมาจึงเป็นมาตรการที่กีดกันคนจนและมีเป้าหมายหวังลดภาระงบประมาณที่รัฐบาลต้องดูแลพี่น้องประชาชน คนที่เป็นรัฐบาลคิดเช่นนี้ไม่ได้เพราะเงินงบประมาณที่ใช้จ่ายในรัฐบาลล้วนเป็นภาษีที่มาจากประชาชน การดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความสุขเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลจะมองว่าคนมาลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นภาระของงบประมาณไม่ได้” นายภิญโญ กล่าว

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.08 น.

9 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก “ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์” คนละ 2 ปี ฐานพยายามวางเพลิงรถยกตำรวจ ในชุมนุม #ม็อบ11สิงหา64 ก่อนได้ประกั

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ศักดิ์ดา” (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี และ “กรรภิรมย์” (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่า วางเพลิงเผารถบรรทุกพ่วงลากจูงรถยกจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริเวณแยกใต้ทางด่วนดินแดง ถนนวิภาวดีรังสิต ภายหลังการชุมนุมเดินขบวนขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปจนบรรลุผลแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยและทรัพย์สิน ก่อนที่จะอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา

– ถูกจับกุมและบังคับให้เซ็นรับสารภาพ ก่อนจะรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี

ย้อนไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2564 ศักดิ์ดาถูกจับกุมตัวตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1388/2564 โดยในบันทึกจับกุมที่ตำรวจให้ศักดิ์ดาลงลายมือชื่อ มีข้อความระบุว่า “ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหา และสิทธิดีแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ถูกจับกุมไม่ประสงค์จะพบและปรึกษาทนายความ” และตำรวจยังให้เขียนคำรับสารภาพโดยไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย

ต่อมาในวันที่ 16 ก.ย. 2564 กรรภิรมย์ก็ถูกตำรวจชุดจับกุมรวม 8 นาย นำหมายจับของศาลอาญาที่ 1505/2564 เข้าติดตามจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา โดยที่ไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน ชุดจับกุมยังให้กรรภิรมย์เขียนคำรับสารภาพ และยังให้ลงนามรับรองว่าเป็นบุคคลในภาพถ่ายระหว่างการชุมนุมเพื่อประกอบคำรับสารภาพด้วย โดยกระบวนการนี้ไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย

ในชั้นตำรวจทั้งสองให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง ต่อมาพนักงานอัยการ ได้สั่งฟ้องศักดิ์ดา เป็นจำเลยที่ 1 และ กรรภิรมย์ เป็น จำเลยที่ 2 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, มาตรา 215 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืนข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

การสืบพยานในคดีนี้มีขึ้นวันที่ 2-3 ก.พ. 2566 โดยในชั้นศาลทั้งสองรับสารภาพในข้อหาอื่น ๆ แต่ปฏิเสธว่าในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์นั้น การกระทำความผิดยังไม่สำเร็จ

วันที่ 15 มี.ค. 2566 ศาลอาญาพิพากษาว่า ทั้งสองมีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ และ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุด คือ ฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ จำคุกทั้งสองคนละ 4 ปี ก่อนลดโทษเหลือคนละ 2 ปี เนื่องจากให้การรับสารภาพ

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ จำเลยทั้งสองได้ยับยั้งไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลโดยการพยายามดับไฟ และ ด้วยวัยขณะเกิดเหตุยังเป็นวัยรุ่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขอให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษ

– อุทธรณ์พิพากษายืน จำคุกคนละ 2 ปี เห็นว่า ผลแห่งการก่อเหตุได้บรรลุแล้ว และพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 เวลา 09.00 น. ศักดิ์ดาและกรรภิรมย์เดินทางมายังห้องพิจารณาโดยมีครอบครัวและประชาชนมาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษา รวมถึงมีเจ้าหน้าที่จากโครงการ Freedom Bridge

เวลา 11.03 น. ผู้พิพากษาได้เรียกคดีนี้และอ่านคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า

1. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองพยายามกระทำความผิดฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น แต่ได้ยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลโดยการพยายามดับไฟ อันจะเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับโทษหรือไม่

เห็นว่า องค์ประกอบความผิดฐานพยายามกระทำความผิดนั้น เป็นกรณีที่มีการลงมือกระทำความผิด แต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล การกระทำนั้นเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80

เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองเกิดความรู้สึกนึกคิดเองดังที่กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์นั้น ไม่ใช่เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล อันจะเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิด

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษมานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

2. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสมควรรอการลงโทษและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองหรือไม่

เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุกว่า 18 ปี และ 19 ปี ซึ่งปรากฏตามฟ้องมีสถานะนักศึกษาย่อมมีความรับผิดชอบชั่วดีต่อการกระทำของตนเองได้แล้วว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดมิใช่วิสัยที่นักศึกษาทั่วไปพึงกระทำ

แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่คำนึงถึงความผิดถูกและขาดความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของสังคม ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ทั้งที่จำเลยทั้งสองมีโอกาสเล่าเรียน แต่กลับกระทำพฤติการณ์ส่อไปในทางเป็นแก๊งวัยรุ่นนอกกฎหมายหรือกลุ่มอันธพาลเสียยิ่งกว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาผู้ฝักใฝ่ในการศึกษาเล่าเรียน

อีกทั้งพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จึงสมควรลงโทษจำคุกเพื่อให้เข็ดหลาบและป้องปรามมิให้นักศึกษาหรือผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างกระทำการในลักษณะเช่นนี้อีก

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เป็นการกำหนดโทษและใช้วิธีการลงโทษที่เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น

หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายประกันได้เข้ามาพูดคุยสอบถามกับจำเลยทั้งสองก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะคล้องกุญแจมือจำเลยทั้งสองเข้าด้วยกัน และนำตัวไปยังชั้นใต้ถุนของศาลอาญาเพื่อรอฟังผลการประกันตัว

เวลา 18.00 น. ทนายความได้รับแจ้งจากนายประกันว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัวจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้ในรายละเอียดคำสั่งยังคงต้องติดตามต่อ

อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83903

ย้อนรอยทุจริตลู่วิ่ง กทม. ลงทัณฑ์หลักร้อย รอยด่างนโยบายปราบโกงเมืองหลวง

ย้อนรอยทุจริตลู่วิ่ง กทม. ลงทัณฑ์หลักร้อย รอยด่างนโยบายปราบโกงเมืองหลวง

ย้อนรอยทุจริตลู่วิ่ง กทม. ลงทัณฑ์หลักร้อย รอยด่างนโยบายปราบโกงเมืองหลวง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.34 น.

ครบรอบ 2 ปีมหากาพย์ทุจริตลู่วิ่ง กทม. กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. เปิดเผยผลการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 32 ราย ผลปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ 20 ราย รอดตัวและไม่มีความผิด ขณะที่อีก 12 ราย ถูกชี้ว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง โดยโดนลงโทษเพียงหักเงินเดือนร้อยละ 2 เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเฉลี่ยแล้วคิดเป็นเงินเพียงคนละ 600 บาทเท่านั้น จากนั้นก็สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เสมือนการันตีว่าไม่ได้มีการทุจริตเกิดขึ้น

หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการที่นายศุภณัฐ ได้ติดตามตรวจสอบและยื่นหนังสือให้ กทม. ชี้แจงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ก่อนจะขยายผลตรวจสอบโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายรวม 9 โครงการ มูลค่ากว่า 74 ล้านบาท ซึ่งพบว่ามีการตั้งราคากลางแพงกว่าท้องตลาดถึง 5-10 เท่า ทว่าท้ายที่สุด บทลงโทษที่ออกมากลับเบาหวิวและสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนอย่างสิ้นเชิง

ย้อนรอยมหากาพย์ ลู่วิ่งแพงทะลุฟ้า ซื้อมาได้อย่างไร?

ประเด็นนี้ถูกจุดประกายขึ้นเมื่อเพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” มีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อที่ส่อไปในทางแพงเกินจริง ของศูนย์กีฬาวารีภิรมย์และศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ ซึ่งใช้งบประมาณรวมกันเกือบ 10 ล้านบาท ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุปกรณ์ลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีราคาจัดซื้อสูงถึง 759,000 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท และเก้าอี้ฝึกดัมเบลแบบปรับระดับได้ ราคาจัดซื้อ 96,000 บาท ขณะที่ราคาตลาดเกรดดีไม่เกิน 30,000 บาท

เมื่อตรวจสอบลึกลงไป พบว่าเฉพาะในปีงบประมาณ 2567 กทม. มีการจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องออกกำลังกายถึง 9 โครงการ ใช้งบประมาณกว่า 77.73 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบการตั้งราคากลางในสมัยนั้น พบการกระโดดของราคาที่ขึ้นสูงกว่าปกติ โดยในสมัยอดีตผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง ลู่วิ่งมีราคาตั้งแต่ 254,000 ถึง 500,000 บาท แต่เมื่อเข้าสู่ยุคอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ราคากลับพุ่งสูงขึ้นไปถึงตัวละ 759,000 บาท

ขอบคุณภาพจาก ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย

ชำแหละกระบวนการสอบสวน ฟอกขาวหรือเอาจริง?

สาเหตุที่นำมาสู่บทลงโทษหักเงินเดือน 600 บาท มาจากกระบวนการสอบสวนที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนัก คณะกรรมการสอบสวนได้ส่งหนังสือสอบถามราคาจากบริษัทฟิตเนสทั่วไป ซึ่งไม่ได้ดำเนินธุรกิจขายเครื่องออกกำลังกายโดยตรง และไม่มีสินค้าสเปกเดียวกับที่ กทม. จัดซื้อ นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเลือกส่งหนังสือไปสอบถามบริษัทเอกชนกลุ่มที่ชนะการประมูล ซึ่งควรอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย แทนที่จะสอบถามบริษัทอื่นๆ ในตลาดเพื่อเปรียบเทียบราคา

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคณะกรรมการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านขายอุปกรณ์ทั่วไปเพียง 2 ร้านและไม่พบสินค้าสเปกดังกล่าว กลับสรุปเอาเองว่าไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าราคาที่ กทม. ซื้อมานั้นแพงหรือถูก ในประเด็นการล็อกสเปกสินค้า คณะกรรมการฯ ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำข้อกำหนด (TOR) มีการเขียนเงื่อนไขในลักษณะกีดกันจริง แต่กลับพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความผิดไม่ร้ายแรง

นโยบายปราบโกง-โปร่งใส แต่ทำไมจบแบบนี้เสียเอง?

บทสรุปเบื้องต้นของคดีนี้สร้างความขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่เคยประกาศนโยบาย “Open Bangkok” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยนายศุภณัฐได้ชี้ให้เห็นว่า อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ เป็นผู้รับทราบและลงนามเห็นชอบรายงานผลการสอบสวนที่ถูกมองว่าส่อไปในทางฟอกขาวฉบับนี้

นายศุภณัฐ ได้ตั้งคำถามถึงข้อกังขาประการสำคัญคือ โครงการที่มีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตมีทั้งหมด 24 โครงการ แต่ผู้บริหาร กทม. กลับเลือกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียง 7 โครงการ และละเว้นการตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ นายศุภณัฐจึงตั้งคำถามตัวใหญ่แทนคนกรุงเทพฯ ว่า นโยบายต่อต้านการทุจริตที่เคยประกาศไว้อย่างสวยหรูนั้น ทำไมเมื่อเกิดการทุจริตมูลค่ามหาศาลขึ้นจริง กลับดูเหมือนเป็นการตัดตอนการสอบสวน และเสนอลงโทษเจ้าหน้าที่ด้วยเงินเพียง 600 บาทเท่านั้น?

อีกมุมจาก “ชัชชาติ” ยันคดียังไม่จบ ชี้โทษ 600 บาทเบาไป 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกมาชี้แจงโต้แย้งในประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนยังไม่ถึงข้อยุติ และบทลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ 2 นั้นเป็นเพียง “ข้อเสนอ” จากคณะกรรมการสอบสวนเท่านั้น ซึ่งทางคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) และฝ่ายบริหารพิจารณาแล้วเห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไป จึงได้รับไม่ได้และสั่งให้ตีกลับสำนวนเพื่อไปสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว พร้อมกันนี้ กทม. ยังได้ประสานส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินแบบคู่ขนาน เนื่องจากมีอำนาจในการตรวจสอบที่กว้างขวางกว่า นอกจากนี้ นายชัชชาติยังเน้นย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาคนผิด แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเสนองบประมาณใหม่ทั้งหมด ให้มีข้อมูลที่ละเอียดรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะนี้ซ้ำรอยได้อีก

รัฐบาลปั้นไทยสู่ศูนย์กลางการบิน เปิดทางเครื่องบินน้ำ เชื่อมอันดามันไร้รอยต่อ

รัฐบาลปั้นไทยสู่ศูนย์กลางการบิน เปิดทางเครื่องบินน้ำ เชื่อมอันดามันไร้รอยต่อ

รัฐบาลปั้นไทยสู่ศูนย์กลางการบิน เปิดทางเครื่องบินน้ำ เชื่อมอันดามันไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.14 น.

รัฐบาลปั้นไทยสู่ Aviation Hub เปิดทาง”Seaplane”เชื่อมอันดามันไร้รอยต่อ “ภัทรพงศ์”ขีดเส้นบินนำร่อง กระบี่-ภูเก็ต ภายในปีนี้ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ทางทะเล

9 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับศักยภาพด้านคมนาคมและการท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ และหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางการเปิดให้บริการเครื่องบินน้ำ (Seaplane) เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญฝั่งอันดามัน และเพิ่มทางเลือกการเดินทางรูปแบบใหม่ที่มีความสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม มีเป้าหมายพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ให้เป็น “Airport for Regional Development” หรือสนามบินเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค โดยเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสนามบินกับแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและหมู่เกาะต่างๆ อย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งเครื่องบินน้ำจะเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างจัดตั้ง “คณะกรรมการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการใช้อากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ (Seaplane)” เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชน ในการกำหนดแนวทางการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน โดยนายภัทรพงศ์ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการดังกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลมองว่า Seaplane จะไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ (High Value Tourists) และนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง (High Spending Tourists) เท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างกว้างขวาง ทั้งธุรกิจการบิน การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ การแพทย์ฉุกเฉิน และภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า จังหวัดกระบี่จะเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกของประเทศในการเปิดให้บริการเครื่องบินน้ำ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มทดลองบินเส้นทางกระบี่ – ภูเก็ต ได้ภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศรูปแบบใหม่ของประเทศไทย และเป็นต้นแบบการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่อื่นต่อไปในอนาคต

“รัฐบาลมุ่งสร้างระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงการเดินทาง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ การผลักดัน Seaplane ในพื้นที่อันดามันจะช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมศักยภาพประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนของภูมิภาค” นางสาวลลิดา กล่าว

เซฟโซนในโรงเรียน! รบ.เดินหน้าขจัดความรุนแรง-บูลลี่-ละเมิดสิทธิเด็ก

เซฟโซนในโรงเรียน! รบ.เดินหน้าขจัดความรุนแรง-บูลลี่-ละเมิดสิทธิเด็ก

เซฟโซนในโรงเรียน! รบ.เดินหน้าขจัดความรุนแรง-บูลลี่-ละเมิดสิทธิเด็ก

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.05 น.

สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน รัฐบาลเดินหน้าเชิงรุก ผนึกกำลัง 2 กระทรวง ขจัดความรุนแรง-การบูลลี่ทุกมิติ ผสานเทคโนโลยีสารสนเทศ คัดกรอง-ช่วยเหลือเด็ก 24 ชม.

9 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการเด็กและความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้เปิดตัวโครงการ “เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Friendly School)” ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการจับมือร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีเป้าหมายจะขจัดความรุนแรง การบูลลี่ และการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกออนไลน์

โดยโครงการนี้ เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ความปลอดภัย ที่เชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 2 กระทรวงแบบไร้รอยต่อ โดยจะมีการผสานระบบแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยการเชื่อมโยงระบบ SAFE SCHOOL ของกระทรวงศึกษาธิการ เข้ากับสายด่วน พม. 1300 เพื่อให้เด็กเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างความรวดเร็ว ปลอดภัย และรักษาความลับสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีทีมสหวิชาชีพเชิงรุกแบบ หนึ่งทีม หนึ่งเป้าหมาย ที่บูรณาการการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่ ให้ พม.จังหวัด หน่วยงานการศึกษา และท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อร่วมกันคัดกรองและเข้าช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ทันที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้มองแค่ความปลอดภัยในรั้วโรงเรียนตอนเปิดเทอมเท่านั้น แต่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างนิเวศน์รอบตัวเด็ก ทั้งครอบครัว ชุมชน และโลกออนไลน์ ให้เป็นพื้นที่เซฟโซนอย่างแท้จริง ซึ่งเยาวชนกลุ่มเปราะบางจะต้องเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หมอวรงค์ เตือนรัฐบาล! อย่าหลงกลกัมพูชา ชี้ประนอมภาคบังคับมีแต่เสียกับเสีย

หมอวรงค์ เตือนรัฐบาล! อย่าหลงกลกัมพูชา ชี้ประนอมภาคบังคับมีแต่เสียกับเสีย

หมอวรงค์ เตือนรัฐบาล! อย่าหลงกลกัมพูชา ชี้ประนอมภาคบังคับมีแต่เสียกับเสีย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.13 น.

9 มิุถนายน 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #คิดให้รอบคอบถ้าเข้าประนอมภาคบังคับกับกัมพูชา

กรณีที่ไทยยกเลิกmou44 และเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับ มีข้อห่วงใยที่เสนอคุณสีหศักดิ์ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ

1.ข้อพิพาท เรื่องเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป เกิดมาตั้งแต่ปีพ.ศ 2515 และ 2516 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ก่อนที่ UNCLOS จะมีผลบังคับในปีพ.ศ.2537 รวมทั้งยังไม่มีการเจรจาทวิภาคี และปัญหาเขตแดนทางบก(เกาะกูด) ไทยเราจึงมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธที่จะเข้าร่วม การประนอมภาคบังคับ แต่ทำไมท่านจึงเข้าร่วม

2.การที่ไทยเดินหน้าเข้าร่วม การประนอมภาคบังคับ เพื่อเดินหน้าชี้แจงว่า กัมพูชาไม่มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการ หากผลไม่เป็นไปตามคาดหมาย ทั้งๆที่ไทยมีสิทธิ์ที่จะไม่เข้าร่วมตั้งแต่แรก เท่ากับว่า ท่านเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศหรือไม่ เพราะสิ่งนี้มีผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจแฝงด้วย การตัดสินจึงอาจไม่เป็นไปตามข้อกฏหมายก็ได้ ที่สำคัญไทยเราสามารถทำสมุดปกขาวชี้แจงนานาชาติ ถึงเหตุผลการไม่เข้าร่วม โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงใดๆ

3.แม้ผลลัพธ์ของกระบวนการ ประนอมภาคบังคับไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถ้ากัมพูชาได้ประโยชน์ เขาจะไปตีฆ้องร้องเปล่า ว่าไทยเราไม่เคารพผลการเจรจา ไทยเราจึงมีแต่เสียกับเสีย และเสี่ยงเป็นผู้ร้าย ซึ่งเป็นเกมที่กัมพูชาถนัด

4.ยิ่งท่าทีของกัมพูชามีความชัดเจนว่า ต้องการให้มีมาตรการชั่วคราว ในการพัฒนาพื้นที่และทรัพยากรทางทะเลร่วมกัน ในพื้นที่ทับซ้อน เท่ากับว่าการเจรจาประนอมภาคบังคับ(หากต้องเดินต่อ)ครั้งนี้คือ mou44 ที่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องในการเจรจา ซึ่งจะหนักกว่าการยกเลิกmou44

5.บทสรุป ถ้าไทยเราใช้สิทธิ์ที่ไม่เข้าร่วมประนอมภาคบังคับตามสิทธิ์ที่มี ไทยเราจะไม่มีอะไรเสีย เพราะบทบัญญัติใน UNCLOS ให้สิทธิ์ไทยเราปฏิเสธการเข้าร่วมเจรจา แต่ถ้าไทยเราเข้าร่วมประนอมภาคบังคับ ไทยจึงมีโอกาสเจ๊ากับเจ๊งเท่านั้น

จึงเรียนเสนอมายังท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ ด้วยความห่วงใย