อนุทิน บุกนิวซีแลนด์ ดึง 2 ยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย เชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:14 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของนิวซีแลนด์ ได้แก่ Skyline Enterprises ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว และ T&G Global บริษัทเกษตรและผลไม้ระดับโลก เจ้าของแบรนด์ Envy™ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นผู้จัดการพบหารือ เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและผลักดันให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยโดยตรงต่อภาคธุรกิจนิวซีแลนด์ โดยเน้นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่สามารถเป็นทั้ง ฐานการลงทุน ฐานการผลิต และประตูเชื่อมธุรกิจไปยังตลาดอาเซียนและภูมิภาคอื่นของโลก รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน

สำหรับการหารือกับ Skyline Enterprises นายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้บริษัทพิจารณาขยายการลงทุนมายังประเทศไทย โดยไทยมีจุดแข็งทั้งความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยว และศักยภาพในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบริษัท

ผู้บริหาร Skyline Enterprises แสดงความสนใจต่อโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมองเห็นศักยภาพของตลาดและแหล่งท่องเที่ยวไทย รวมถึงโอกาสในการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ BOI ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และต่อยอดไปสู่การลงทุนในประเทศไทย

ขณะที่การหารือกับ T&G Global บริษัทแสดงความสนใจในการหาฐานกระจายสินค้าเพื่อรองรับการขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและอินเดีย นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้บริษัทพิจารณาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า โดยไทยมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งและระบบโลจิสติกส์ สามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และตลาดนอกภูมิภาค ประกอบกับไทยมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวน T&G Global มองประเทศไทยในฐานะ หุ้นส่วนด้านการเกษตร ไม่ใช่เพียงจุดกระจายสินค้า โดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก มีวัตถุดิบที่หลากหลาย รวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรที่มีศักยภาพ ขณะที่นิวซีแลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการทำตลาดระดับโลก หากนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาร่วมกัน จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และขยายตลาดไปพร้อมกัน

นายกรัฐมนตรียังเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือไปถึงการใช้ความแข็งแกร่งของ แบรนด์ Envy และเครือข่ายตลาดระหว่างประเทศของ T&G Global สนับสนุนการเปิดตลาดให้ผลไม้คุณภาพของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย คือ นิวซีแลนด์สามารถใช้ไทยเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนและอินเดีย ขณะที่ผลไม้ไทยจะมีโอกาสใช้เครือข่ายของพันธมิตรนิวซีแลนด์เข้าถึงตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ BOI ติดตามผลการหารือกับทั้งสองบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนความสนใจของภาคเอกชนให้ไปสู่โครงการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และเสริมบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ การลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดของภูมิภาค

อนุทินชาญวีรกูล,นิวซีแลนด์,เกษตร,ท่องเที่ยว,

เปิดโผนายพลตำรวจ บอร์ดกลั่นกรองนัดประชุม 23 ส.ค. เช็กรายชื่อขยับขึ้นพรึบ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:06 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล มีบันทึกข้อความลงวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ถึง ผบช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า หัวหน้าหน่วยที่มิได้สังกัด สง.ผบ.ตร. , ผบช. และ จตร.(หน.จต.) หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด สง.ผบ.ตร. เรื่องเตรียมตอบข้อซักถามข้อมูลข้าราชการตำรวจ

โดยมีสาระสำคัญว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยการประชุมกำหนดขึ้นใน วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ สกพ.ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลของข้าราชการตำรวจ ทั้งรายชื่อผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ผู้ที่ยังไม่เหมาะสม ตลอดจนข้อมูลเสนอแต่งตั้งและผลการปฏิบัติงาน รวมถึงข้อมูลอื่นที่มีความสำคัญต่อการพิจารณา เพื่อให้สามารถตอบข้อซักถามในที่ประชุมได้อย่างครบถ้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการจัดทำ “โผนายพลตำรวจ วาระปี 2569” โดยเฉพาะตำแหน่งระดับผู้บริหารตั้งแต่ ผบก.ขึ้นไป ซึ่งต้องจับตาว่าบุคคลใดจะได้รับการคัดเลือกเลื่อนตำแหน่งและเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

มีรายงานว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. ถึง ผบก.มีตำแหน่งว่าง 156 ตำแหน่ง ดังนี้ รอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 19 ตำแหน่ง รอง ผบช.ว่าง 41 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 94 ตำแหน่ง

ระดับ รองผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง มีการเลื่อนผู้ช่วย ผบ.ตร. ตามลำดับอาวุโส ดังนี้ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจตช. และ พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง มีการเลื่อน ผบช.ตามลำดับอาวุโส ดังนี้ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5

ระดับ ผบช. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ผบช.รร.นรต. นรต.รุ่น 43 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงานของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ขยับมาเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 คนสนิท พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เลื่อนเป็น ผบช.ภ.2

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.รุ่น 45 เดิมมีรายชื่อได้เลื่อนเป็น ผบช.กมค.สลับมา เป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เดิมมีรายชื่อเลื่อนเป็น ผบช.ภ.7 สลับมาเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รอง ผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ.8) เดิมมีรายชื่อโยกเป็น ผบช.ภ.3 สลับไปเป็น ผบช.ภ.7

พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 โยกเป็น ผบช.ภ.8 พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ. 3 นรต.รุ่น 42 ถูกโยกเป็น จตร.(สบ.8) พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบช.ทท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. นรต.46 มือทำงานคดีสำคัญ เลื่อนเป็น ผบช.สอท.

พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รองผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร รองผบช.สกพ. เลื่อนเป็นผบช.สกพ. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบช.สยศ.ตร. ขึ้น ผบช.สยศ.ตร.

แต่งตั้ง,ข้าราชการตำรวจ,ตำรวจ,โผนายพล,โผนายพลตำรวจ,

สส.พรรคส้ม ภูเก็ต เขต 1 โต้ครหา นอมินีต่างด้าว จ่อพบ DSI ยืนยันบริสุทธิ์ใจ ให้ตรวจสอบ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 14:02 น.

สส.พรรคส้ม ภูเก็ต เขต 1 โต้ครหา นอมินีต่างด้าว จ่อพบ DSI ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 ว่าที่ ร.ต.สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักกล่าวหาผมอย่างรุนแรงว่า “ผมเป็นนอมินีให้กับคนต่างด้าว” วันนี้ ผมจะเดินทางไปพบ DSI เพื่อแสดงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ รวมถึงแจ้งความประสงค์ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจนสิ้นกระแสความอย่างเต็มที่ พร้อมมาทุกนัด เพราะถึงไม่นัด ผมก็มา

ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่ได้กระทำการอันใดตามที่ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น ผมเป็นเพียงนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท โดยหนึ่งในธุรกิจที่ผมได้มีการลงทุนและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาอันเกินเลยไปจากข้อเท็จจริงนี้ ได้แก่ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับการลงทุนและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยผมขอยืนยันว่า ในการดำเนินธุรกิจของผม ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวตารางมิลลิเมตรเดียวของแผ่นดินไทยที่ตกไปอยู่ในมือของคนต่างด้าว หรือจะถูกชาวต่างชาติใด ๆ ฉกฉวยไปจากมือของคนไทย และผมจะไม่มีวันดำเนินการใด ๆ ให้เกิดผลเช่นนั้นเป็นอันขาด

ผมขอฝากทิ้งไว้ในส่วนท้ายว่า การเล่นการเมืองจนเกินขอบเขต ไม่ว่าจะสีใดก็ตาม หากก้าวล้ำเกินไปกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และล้วงล้ำเข้ามาในเขตแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมของปัจเจกชนเช่นผม ผมจะยืนหยัดสู้อย่างเต็มที่ด้วยกรอบและกระบวนวิธีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพราะหากแม้แต่จะปกป้องสิทธิของตนเองยังไม่ได้ คงมิกล้าที่จะอาสาเป็นผู้แทนของประชาชนและต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและอำนาจอันสูงสุดของประชาชนต่ออำนาจมืดนอกกระดานใด ๆ “

DSIนอมินีต่างด้าวประชาชนสส.พรรคส้มแนวหน้าออนไลน์

วัชระ จี้อธิบดีสรรพากร ครั้งที่ 3 ยึดทรัพย์ ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ขู่ชง ป.ป.ช. ฟัน ม.154 โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิตหากละเว้นหน้าที่

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:27 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือฉบับที่ 3 ถึง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เรียกร้องให้เร่งยึดและอายัดทรัพย์สินของ นายทักษิณ ชินวัตร เพื่อชำระหนี้ภาษี 17,629 ล้านบาท พร้อมเตรียมยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเอาผิดทางอาญา หากยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายก่อนอธิบดีฯ เกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้

หนังสือร้องเรียนของนายวัชระ อ้างอิงถึงการแจ้งประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายทักษิณเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2560 ซึ่งรัฐมีสิทธิเรียกร้องหนี้ภายในอายุความ 10 ปี โดยเรียกร้องให้อธิบดีกรมสรรพากรใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 สั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ศาลออกหมายยึด เพื่อป้องกันความเสียหายจากกรณีคดีสุ่มเสี่ยงที่จะขาดอายุความ

นอกจากหนี้เงินต้นจำนวน 17,629 ล้านบาท นายวัชระยังเรียกร้องให้กรมสรรพากรตรวจสอบและคำนวณยอดหนี้ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระ โดยระบุให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2560 ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 ก่อนปรับเป็นร้อยละ 5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

นายวัชระ ระบุเพิ่มเติมว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ถือเป็นการทวงถามครั้งสุดท้าย หลังจากสองครั้งแรกไม่ปรากฏความคืบหน้าและไม่มีการเผยแพร่การปฏิบัติหน้าที่ให้ประชาชนรับทราบ หากอธิบดีกรมสรรพากรละเว้นการบังคับภาษีอากรรายนี้ จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 อย่างเด็ดขาด

โดยนายวัชระได้อ้างอิงข้อกฎหมายดังกล่าวว่า หากเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีอากร ละเว้นไม่เรียกเก็บ หรือกระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 400,000 บาท

นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ มีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2569 ขั้นตอนหลังจากนี้คือการติดตามท่าทีของกรมสรรพากรว่าจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่ออายัดทรัพย์สินของนายทักษิณก่อนครบวาระหรือไม่ หากยังไม่มีความคืบหน้า คาดว่านายวัชระจะเข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 154 ต่ออธิบดีกรมสรรพากรทันทีตามที่ได้สงวนสิทธิ์ไว้

วัชระเพชรทอง,อธิบดีกรมสรรพากร,ยึดทรัพย์ทักษิณ,ทักษิณชินวัตร,

มท.4 ถก กมธ.กระจายอำนาจ ปมรักษาสิทธิ์ผู้สอบท้องถิ่นสุจริต ยันกระบวนการถอดถอน 5,925 รายชื่อ ไม่ยืดเยื้อ-ไร้ฟอกขาว

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:21 น.

20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มึการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ที่มี นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาเรื่องการเสียสิทธิบางประการของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นในกลุ่มผู้ที่ไม่อยู่ในข่ายทุจริตในการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 โดยเชิญ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เข้าร่วมประชุม

นายคงกฤษ กล่าวว่า เนื่องจากครั้งนี้ผู้ที่ไม่ได้ทุจริตอาจเสียสิทธิ์ในการบรรจุหรือแต่งตั้งในจังหวัดที่เขาไม่ได้เลือกมาก่อน สำหรับวันนี้เมื่อได้ขึ้นบัญชีเราก็อยากให้โอกาสกับผู้ที่ได้รับสิทธิ์เลื่อนบัญชีขึ้นมา

ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า หากได้ติดตามกระบวนการตอนนี้กำลังส่งข้อมูล ผู้ที่มีคะแนนผิดปกติให้กับทาง ก.จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากนั้น ก. จังหวัด จะมีการประชุมและส่งข้อมูลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้ถอดถอนผู้ที่ทุจริตและถูกบรรจุเข้าไป เมื่อกลุ่มบุคคลเหล่านี้ถูกถอดถอนออกไปก็จะทำให้มีที่ว่างเดิมเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า นอกจากสิทธิ์สอบแล้วจะสืบเนื่องถึงสิทธิ์อะไรบ้าง เช่น เรื่องเงินเดือน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะเราถือว่ามันเป็นสิทธิ์ที่ไม่ควรได้ ก็ต้องดำเนินการต่อแต่นี่เป็นเพียงขั้นตอนแรก ซึ่งคนเหล่านี้จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่เริ่มวันบรรจุหลังจากมีการเรียกบัญชีและบริหารบัญชีเสร็จ เมื่อเรียกคนไปบรรจุก็จะได้รับสิทธิ์ตั้งแต่ตอนนั้น รวมแล้วประมาณ 5,000 กว่าคน แต่ตัวเลขมีการขยับทุกวัน

เมื่อถามว่า การถอดถอนรายชื่อ 5,925 คน จะมีอุปสรรคหรือไม่เพราะบางท้องถิ่นยังกังวล สุดท้ายจะยืดเยื้อออกไปหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่ยืดเยื้อ ตนเข้าใจนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกที่ ว่ามีความกังวลและไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเหตุมันเกิดไปแล้วและมีข้อเท็จจริงที่เราสามารถพิสูจน์ได้ ก็ต้องดำเนินการปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ไม่ควรได้รับการบรรจุตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ในส่วนของความกังวลก็ทราบว่ามีหลายกลุ่ม เพราะยังไม่เห็นข้อมูลจากส่วนกลางส่งไปให้ ซึ่งตอนนี้มีหลายที่เมื่อได้รับข้อมูลไปแล้วเขาก็สบายใจแล้วก็ดำเนินการเรื่องนี้ต่อ อบจ.ลำพูน ก็ออกมาโพสต์ว่าได้รับข้อมูลทาง อบจ.กระบี่ก็ได้ถอดถอนไปแล้วทั้งหมด 112 คน ซึ่งเราขีดเส้นการถอดถอนทั้ง 5,925 คน ไว้วันที่ 31 ส.ค.69

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ไปยื่น ป.ป.ช. นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราได้ยื่นไปแล้วเราดำเนินการ 2 ส่วน คือทางบริหารและทางอาญา ในส่วนของอาญา ทาง ป.ป.ช.และตำรวจ เป็นผู้รับผิดชอบ

“วันนี้ถ้าเราไม่ดำเนินการในฝ่ายบริหาร คำถามก็คือว่ามันจะเห็นผลเมื่อไหร่ มันจะเสร็จเมื่อไหร่เพราะฉะนั้นเราสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ ข้อมูลที่เราพบเห็นปรากฏทั้งหมด ก็รวบรวมข้อมูลและส่งให้ ป.ป.ช.ไปแล้วด้วย เพื่อให้ ป.ป.ช.ไปประกอบสำนวน และทำในส่วนของอาญาต่อ” นายวรศิษฎ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์​ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ต้นตอปัญหาการทุจริตสอบครั้งนี้เกิดจากที่ยุคก่อนยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพาออกจากการเป็นผู้จัดสอบ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทุกคนมีข้อมูล ที่บอกว่าเขาไปพบบการทุจริตก่อนหน้านี้ ฉะนั้น กระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เกิดในปี 67 หรือ 68 และการที่ยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา ตรงนี้ตนจะให้มหาวิทยาลัยบูรพา นำข้อมูลไปให้กับ ป.ป.ช.เลย ถ้าคิดว่ามีความผิดปกติ ก็เชื่อว่าจะสามารถนำข้อูลมาตรวจสอบกันได้หมด และในส่วนของกรม สถ. ตนเชื่อว่า ในการดำเนินการมีข้อมูลเอกสารหลักฐานตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นกรมฯ ก็แย่ ซึ่งข้อเท็จจริง ณ ขณะนั้นนต้องบอมรับว่ามีกลุ่มผู้มาร้องเรียนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เวลานั้น ก็ให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างชัดเจน จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ปรากฏว่าคณะกรรมการสอบสวนฯ บอกว่าควรที่จะเพิ่มมาตรฐานในการสอบเพื่อให้เกิดการรัดกุมมากกว่านี้ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสัญญาใน TOR และงบประมาณ เปลี่ยนแปลงไปจึงไม่สามารถสามารถใช้ตัวเดิมได้ เพราะข้อแตกต่างในเรื่องรายละเอียดเยอะ ซึ่งตรงนี้ทาง สถ.ได้มีการปรึกษากับกรมบัญชีกลางในการหาผู้รับจ้างรอบใหม่ ซึ่งเรามีการสืบราคาทั้ง 67 มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ละมหาวิทยาลัยก็แจ้งข้อมูลเข้ามาที่สำคัญ กระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้าง จัดทำแบบ e-Bidding ฉะนั้น ทำไมมหาวิทยาลัยอื่นไม่ยื่น เพราะทุกมหาวิทยาลัยมีสิทธิ์ยื่น ซึ่งเป็นกระบวนการไม่มีการปิดกั้น

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ กังวลว่าเรื่องนี้จะมีการตัดตอน เพราะข้อมูลของทั้งมหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ข้อมูลตรงกันคือมีการเรียกรับข้อมูล ที่มียศเหนือกว่าอธิบดี โดยมีการไปพูดคุยกันในเซฟเฮ้าส์ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ถ้ามีข้อมูลก็ควรส่งให้ ป.ป.ช.ไม่ต้องส่งมาให้ตน ซึ่งท่านอาจจะไม่ไว้ใจตน เพราะเป็นฝ่ายการเมือง ดังนั้น ด้วยความบริสุทธิ์ใจขอให้ส่งไปที่ ป.ป.ช.เพราะตนมั่นใจเหลือเกินว่า ป.ป.ช.ทำงานเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าจะมีการกีดกันหรือเข้าไปแทรกแซงจากฝั่งการเมือง ตนคิดว่าการเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบครั้งนี้ คงไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะทุกคนก็เห็นว่าบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่เข้าไปเกี่ยวข้องหลายคนอยู่ใกล้ชิด รู้จักสนิทสนมกัน ถ้าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปกันเพื่อไม่ให้เกี่ยวข้อง คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เราไม่ได้สนใจว่าเป็นใคร เราสนใจแค่ว่าเขาทำอะไรมากกว่า

เมื่อถามว่า มหาวิทยาลัยบูรพา ยังสงสัยว่าทำไมถึงถูกปลดออกจากการจัดการสอบ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทางมหาวิทยาลัยบูรพาคุยกับ สถ.อยู่ ถ้าต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ก็มาคุยกันในรายละเอียดได้ และถ้าใครมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่สมควรกระทำก็ส่ง ป.ป.ช.ได้เลย เพราะเขาพร้อมอยู่แล้ว และตนเชื่อว่าป.ป.ช. มีข้อมูลพอสมควรอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ไม่ใช่เป็นการฟอกขาวใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า “ไม่ใช่อยู่แล้ว เราไม่มีการฟอก ถ้าฟอก ก็พูดกันตรง ๆ ว่าระบบพังทั้งหมด รัฐบาลอยู่ไม่ได้หรอกครับ เราไม่ฟอกให้ใคร เราตรงไปตรงมาแน่นอน”

เมื่อถามว่า ประเด็นเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นหากฝ่ายค้านจะมีการอภิปราย จะมีการตั้งรับอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ด้วยความยินดี เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านพึงกระทำ และเป็นเรื่องที่ดีด้วยที่เขาจะเข้ามาตรวจสอบ แต่เรายืนยันได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง และกระบวนการที่เกิดขึ้นทำอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งเหตุการณ์ไม่ได้เพิ่งเกิด เพราะครั้งนี้เป็นการสอบครั้งที่ 4 ทุกคนก็รู้

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์,มท4,ทุจริตสอบท้องถิ่น,สอบท้องถิ่น,

มท.4 ยันขยายผลฟันสวมสิทธิ์บัตรชมพูต่างด้าวทั่วไทย ย้ำเคสเขตดินแดงแค่จุดเริ่มต้น เร่งสอบ 3 กลุ่มตามหมายจับ

20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:10 น.

“มท.4″ยันขยายผลฟันสวมสิทธิ์”บัตรชมพูต่างด้าว”ทั่วไทย ย้ำเคส”เขตดินแดง”แค่จุดเริ่มต้น เร่งสอบ 3 กลุ่มตามหมายจับ เจ้าหน้าที่-นายหน้า-เจ้าบ้าน ชี้ค่าหัวพุ่งหลักหมื่นถึงแสน รับไม่กล้าประเมินยอด เหตุมีเพียบ บอกที่เห็นจับกุมกวาดล้างกันเยอะ เพราะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน

20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เขตดินแดงสวมบัตรสีชมพู ของแรงงานต่างด้าว โดยจ่ายค่าหัวให้กับเจ้าหน้าที่ ว่า ตัวเลขจริงมีมากกว่านั้นอยู่แล้ว ส่วนที่เจอ 100 กว่าราย ที่ดินแดง เป็นแค่จุดเริ่มต้น เราจะขยายผลจากพื้นที่เดิมด้วย รวมถึงพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

เมื่อถามว่า จำนวนตัวเลขของกรณีที่เกิดขึ้นลักษณะนี้มีกี่รายทั่วประเทศ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนไม่กล้าบอกจำนวน เพราะมีเยอะ เรายังรวบรวมตัวเลขไม่เสร็จ ซึ่งมีปริมาณเยอะมากแต่เรามีเป้าที่เล็งไว้อยู่ คิดว่าอย่างไรก็เจอตัว แล้วจะนำมาดำเนินการแน่นอน โดยตามหมายจับ 7 หมายจับที่ออกไป ประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 เจ้าหน้าที่ กลุ่ม 2 นายหน้า ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ กลุ่ม 3 เจ้าบ้านที่ให้ที่พักอาศัย

“บางครั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามา เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ แต่นายหน้าก็บอกให้เขามา บอกว่า คุณจ่ายเงินแบบนี้ เดี๋ยวผมทำให้ กระบวนการที่ซับซ้อน ต้องมีการสอบสวนข้อมูลอย่างละเอียด” นายวรศิษฎ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ปกตินายหน้าเรียกค่าหัวเท่าไหร่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มีหลักหมื่นถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประเภทอะไร ส่วนได้ขยายผลไปถึงกระทรวงแรงงานหรือไม่ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอยู่แล้ว เพราะกลุ่มคนที่เอามาแอบอ้างในการขึ้นทะเบียน ก็เป็นลูกหลานของกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน ซึ่งต้องแยกเป็นสัดส่วนไป โดยต้องบูรณาการข้อมูลทำงานร่วมกันกับกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว

“ช่วงหลังจะสังเกตว่า เวลาเราไปกวาดล้าง ที่เห็นว่าเจอนู่นเจอนี่เต็มไปหมด เพราะเราทำงานร่วมกันอยู่แล้ว เคสเมื่อวานซืน ก็เป็นกรณีที่ทางปกครอง ปปท. ปปง. ดีเอสไอ ทำงานร่วมกัน 4-5 หน่วยงาน เพื่อทำให้การตรวจสอบเข้าถึงได้ง่าย และครอบคลุมที่สุด” นายวรศิษฎ์ กล่าว

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,มหาดไทย,สวมสิทธิ์ต่างด้าว,ต่างด้าว,

ผอ.JIC ไม่สน ทอม แอนดรูวส์ เรียกร้องไทย ให้คนกัมพูชา กลับบ้านหนองจาน ลั่น!ประชาชนไม่ใช่เครื่องมือชี้เส้นเขตแดน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:51 น.

20 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงกรณี ทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา เรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยอนุญาตให้ชาวกัมพูชากลับบ้านในพื้นที่หนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ขอให้กลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมทั้งฉบับ ไม่ควรหยิบข้อความเพียงบางส่วนมาตีความโดยตัดบริบทออก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ในข้อ 4 ของถ้อยแถลงร่วมระบุหลักการสำคัญว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะอำนวยให้พลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์กลับไปดำรงชีวิตตามปกติ ในพื้นที่ของตนเองโดยเร็วที่สุด โดยปราศจากการขัดขวาง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี

“คำสำคัญจึงมีหลายคำ ไม่ใช่เฉพาะคำว่ากลับ แต่รวมถึงพื้นที่ของตนเองปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี ทุกคำต้องได้รับการเคารพเท่าเทียมกัน”

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกคน ดังนั้น ก่อนที่จะให้ประชาชนกลับเข้าสู่พื้นที่ใด จำเป็นต้องมั่นใจก่อนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความปลอดภัย ไม่มีทุ่นระเบิด ไม่มีความเสี่ยงจากการปะทะ และการกลับเข้าไปจะไม่ก่อให้เกิดสถานการณ์เผชิญหน้ารอบใหม่

ส่วนประเด็นว่าพื้นที่ใดเป็นของฝ่ายใดนั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และกลไกด้านเขตแดนที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน ไม่สามารถใช้การเคลื่อนย้ายประชาชนหรือข้อเรียกร้องของบุคคลภายนอกมาเป็นเครื่องตัดสินอธิปไตยได้

“ไทยไม่ได้ปฏิเสธหลักมนุษยธรรม แต่เราต้องดำเนินการอย่างรับผิดชอบ ปลอดภัยก่อน ไว้วางใจก่อน ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงดำเนินการตาม”

พร้อมย้ำว่า “ข้อ 4 ไม่ได้มีแค่คำว่า กลับบ้าน แต่เขียนว่า พื้นที่ของตนเอง-ปลอดภัย-มีศักดิ์ศรี ทุกคำต้องได้รับการเคารพเท่ากัน”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนสามารถกลับบ้านได้ แต่ต้องกลับอย่างปลอดภัย และต้องเป็นพื้นที่ของตนเอง โดยการกลับของประชาชนไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดเส้นเขตแดน หรืออธิปไตยของประเทศ

ประภาสสอนใจดี,ทอมแอนดรูว์ส,สหประชาชาติ,กัมพูชา,ไทยกัมพูชา,บ้านหนองจาน,

เอสเอ็มอีแบงก์ ออกมาตรการด่วนช่วยน้ำท่วมน่าน พักชำระหนี้เงินต้น-ดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:44 น.

SME D Bank ขานรับข้อสั่งการนายกฯ ออกมาตรการด่วนช่วยเหลือเอสเอ็มอี จ.น่าน ประสบอุทกภัย ให้สิทธิ์พัก ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกหน่วยงานเร่งให้การช่วยเหลืออย่างครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความเสียหายของผู้ประกอบการทั้งทางตรงและทางอ้อม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามรายงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อบรรเทาผลกระทบ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสามารถกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้ในเร็ววัน ประกอบด้วยมาตรการ ดังนี้

มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้

มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท ถึงสูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท) อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารในการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน

นอกจากนั้น ธนาคารยังมีสินเชื่อช่วยเติมทุนเพิ่มเติม สำหรับเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ยกระดับธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่ 1.สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท 2.สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ 3.สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท

“มาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนครั้งนี้ เป็นทางเลือกโดยสมัครใจ ผู้ประกอบการที่ต้องการรับบริการ แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สาขา SME D Bank ทุกแห่งทั่วประเทศ , LINE Official Account : SME Development Bank , เว็บไซต์ http://www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

น่านน้ำท่วมมาตรการพักหนี้เอสเอ็มอีแบงก์แนวหน้าออนไลน์

รัฐบาล ย้ำ ธอส. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมครอบคลุมลูกหนี้ NPL กรณีบ้านพังทั้งหลังซ่อมไม่ได้ มีสิทธิพิจารณา ปลอดหนี้ส่วนอาคาร

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:37 น.

รัฐบาลย้ำมาตรการ ธอส. ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมครอบคลุมลูกหนี้ NPL ชี้กรณีบ้านพังทั้งหลังซ่อมไม่ได้ มีสิทธิพิจารณา ปลอดหนี้ส่วนอาคาร พร้อมใช้ภาพถ่ายเคลมสินไหม Fast Track

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือตอนบนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจากฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลาก โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแล ได้ออกมาตรการช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนประชาชนในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังประสบภัย

ล่าสุด ธอส. ออก “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2569” รวม 7 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การลดภาระหนี้ การพักชำระหนี้ ไปจนถึงสินเชื่อสำหรับซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ โดยรัฐบาลขอย้ำว่า ความช่วยเหลือไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ แต่ครอบคลุมถึงลูกค้าที่มีสถานะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญทั้งความเสียหายจากภัยพิบัติและภาระทางการเงินในเวลาเดียวกัน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับลูกหนี้ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย สามารถประนอมหนี้ได้นานสูงสุด 1 ปี 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และไม่ต้องชำระเงินงวด ส่วนลูกหนี้ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ สามารถประนอมหนี้ได้นานสูงสุด 1 ปี โดยในช่วง 6 เดือนแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเงินงวดดังกล่าวจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด

“จุดสำคัญที่รัฐบาลต้องการเน้นย้ำคือ หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลังและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติหรือลูกหนี้ NPL ธอส. จะพิจารณาปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคารเป็นรายกรณี โดยผู้กู้จะผ่อนชำระต่อเฉพาะหนี้ในส่วนของราคาที่ดินคงเหลือ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระของประชาชนที่ต้องสูญเสียบ้านจากภัยพิบัติ ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ในส่วนของตัวอาคารที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้กู้ที่มีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยซึ่งมีความคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ ธอส. ยังมีช่องทางพิจารณาสินไหมแบบเร่งด่วน หรือ Fast Track โดยผู้เอาประกันสามารถใช้ภาพถ่ายความเสียหายประกอบการแจ้งเคลม และรับค่าสินไหมตามความเสียหายจริงไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามรายละเอียดและเงื่อนไขของกรมธรรม์

รัฐบาลจึงแนะนำประชาชนที่ได้รับความเสียหายและมีกรมธรรม์ที่เข้าเงื่อนไข ให้บันทึกภาพตัวบ้าน รวมถึงบริเวณและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายไว้เป็นหลักฐานก่อนเริ่มเก็บกวาดหรือทำความสะอาด หากสามารถดำเนินการได้โดยปลอดภัย เพื่อใช้ประกอบการแจ้งเคลมและช่วยให้กระบวนการพิจารณาสินไหมเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

“รัฐบาลเข้าใจดีว่าสำหรับผู้ประสบภัย การสูญเสียบ้านไม่ได้หมายถึงเพียงความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ยังตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูชีวิต จึงต้องการให้ประชาชนทราบว่ามีมาตรการรองรับหลายระดับ แม้เป็นลูกหนี้ NPL ก็ยังสามารถขอรับความช่วยเหลือได้ ขอให้ผู้ได้รับผลกระทบติดต่อ ธอส. เพื่อให้ธนาคารพิจารณาความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร. 0-2645-9000

ธอส.น่านน้ำท่วมน่านแนวหน้าออนไลน์

รัฐบาลใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA จำลองน้ำท่วมน่าน ประเมินพื้นที่เสี่ยง–วางแผนอพยพล่วงหน้า

20 สิงหาคม 2569 เวลา 11:30 น.

รัฐบาลใช้ข้อมูลดาวเทียม GISTDA จำลองน้ำท่วมเมืองน่าน ช่วยประเมินพื้นที่เสี่ยง–วางแผนอพยพล่วงหน้า

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้านำข้อมูลภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ประเมินและจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า ล่าสุด สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้จัดทำภาพแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน** กรณีระดับน้ำที่สถานี N.1 บริเวณหน้าสำนักงานป่าไม้ ตำบลในเวียง เพิ่มขึ้นถึงระดับ 201.50 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) โดยล่าสุดเวลา 22.00 น. ระดับน้ำที่สถานี N.1 สูงเกิน 200 ม.รทก.แล้ว

ภาพแบบจำลองดังกล่าวแสดงให้เห็นพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง หากระดับน้ำแตะเกณฑ์ 201.50 ม.รทก. พร้อมใช้เฉดสีประเมินความลึกของน้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานสามารถอ่านข้อมูลได้ง่าย โดยสีฟ้าอ่อนแสดงระดับน้ำต่ำกว่า 0.5–1 เมตร สีฟ้าถึงน้ำเงิน 1–3 เมตร สีน้ำเงินเข้มถึงกรมท่า 3–5 เมตร และสีแดงเข้มมากกว่า 5 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามแนวร่องน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่ง

นอกจากนี้ แผนที่ยังระบุข้อมูลสำคัญในพื้นที่ ทั้งเส้นทางคมนาคม แหล่งน้ำ อาคารบ้านเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาล ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการประเมินว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง การเลือกเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง การขนย้ายประชาชนและทรัพย์สินขึ้นสู่ที่สูง รวมถึงการวางแผนอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่วงหน้า

“ภาพจำลองนี้ทำให้ประชาชนเห็นข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นว่า หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นถึงจุดที่กำหนด พื้นที่ใดอาจได้รับผลกระทบและมีระดับน้ำประมาณเท่าใด เพื่อใช้ประกอบการเตรียมตัวและตัดสินใจอพยพได้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้สถานการณ์เกิดขึ้นแล้วจึงค่อยดำเนินการ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การนำข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศมาใช้ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างของแนวทางที่รัฐบาลกำลังผลักดันภายใต้การพัฒนา “Digital Twin Thailand” หรือฝาแฝดดิจิทัลประเทศไทย ซึ่งมุ่งยกระดับจากการใช้แผนที่เพื่อดูว่า “อะไรอยู่ตรงไหน” ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อจำลองว่า “หากเกิดเหตุการณ์ขึ้น จะเกิดอะไรตามมา” เพื่อให้ภาครัฐและประชาชนสามารถเตรียมการและตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวเป็นแบบจำลองเพื่อใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์ ไม่ใช่การยืนยันว่าพื้นที่ทั้งหมดตามแบบจำลองจะเกิดน้ำท่วมจริง ประชาชนจึงควรใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการเตรียมความพร้อม ควบคู่กับการติดตามระดับน้ำและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามข้อมูลภัยพิบัติเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ GISTDA เพื่อใช้ประกอบการเฝ้าระวัง เตรียมพร้อม และวางแผนอพยพให้ทันต่อสถานการณ์

GISTDAน่านน้ำท่วมแนวหน้าออนไลน์