‘อากง’งานงอก พี่ศรีบุกยื่นปปช. สอบโยง‘ชัชชาติ’

‘อากง’งานงอก  พี่ศรีบุกยื่นปปช.  สอบโยง‘ชัชชาติ’

‘อากง’งานงอก พี่ศรีบุกยื่นปปช. สอบโยง‘ชัชชาติ’

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ศรีสุวรรณ” บุกร้องป.ป.ช.สอบ “ชัชชาติ” ละเว้นให้ “อากง”วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งขรก.ระดับสูงในกทม. พร้อมเรียก2 นักการเมืองและหลักฐานสอบเพิ่ม ด้าน’อนุชา’ลุยหาเสียงสวนลุมพินี ดันสวนหย่อม-น้ำพุ ยกระดับศูนย์อาหาร สางปัญหาชาวบ่อนไก่ ด้าน‘ชัชชาติ’เปิดบิลบอร์ดหาเสียงใหม่ขึ้นจอ LED กลางเมือง ต่อยอดแนวคิด City as Canvas ศิลปะในชีวิตประจำวัน

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.กรณีถูก 2 นักการเมือง 2 พรรคการเมือง กล่าวหาว่า ปล่อยให้ระบบ‘อากง’วิ่งเต้นซื้อ-ขายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงของ กทม.เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ เนื่องจากนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เปิดประเด็น‘เต้าไต่ ผัวน้อยผจญภัย’ ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขต ก็ดี ผู้ตรวจราชการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กทม.มีคนทำงานหลังบ้านให้กับนายชัชชาติ คือเสี่ย ต.กับเสี่ย ป.โดยมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายข้าราชการได้ และคุมงบประมาณใหญ่ๆ มีการเกิดขึ้นของส่วยในหน่วยงานสำนักต่างๆ มากมาย รวมทั้งมีการใช้เต้าไต่ในการแต่งตั้งโยกย้าย-ซื้อขายเก้าอี้กัน กระทั่งนายจิรายุ นำหนังสือที่มีคนร้องเรียนเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ การนั่งผู้อำนวยการเขตอย่างรวดเร็วผิดสังเกต มาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้

ขณะที่นายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ มีใจความว่า มีหลักฐานกรณีการโยกย้ายตำแหน่ง 16 ผู้อำนวยการเขต และ 1 ผู้ตรวจฯ เมื่อครั้งที่นายชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯ กทม.ตนไม่ได้บอกว่านายชัชชาติ เป็นคนไม่ดี แต่มีปัญหาเกินขึ้น ยืนยันว่าพูดเรื่องนี้มาตลอด ไม่ได้พูดแค่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งที่พูดมีหลักฐานทั้งหมด เช่นเดียวกับกรณีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต ที่ไม่ได้ขึ้นผู้อำนวยการเขต บอกว่าต้อง 4 ล้านบาท และต้องไปที่เซฟเฮ้าส์

นายคริส กล่าวต่อว่า หลักฐานส่วนหนึ่งจะส่งให้นายจิรายุ ไปร้องต่อ ป.ป.ช อีกส่วนหนึ่งถ้าหลักฐานครบ ก็จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ จับทุจริตเจ้าหน้าที่เป็นคนๆ ไม่พอ ระบอบอากง ยังคงอยู่ หากนายชัชชาติ ได้กลับมาดำรงตำแหน่ง ควรประกาศกับทุกคนเลยว่าจะไม่มีระบอบอากง เพราะสังคมศรัทธานายชัชชาติ แต่สงสัยทีมงานที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน นางทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.ตอบโต้ข้อครหาดังกล่าว โดยระบุว่า มีคำสั่งยกเลิก เพราะผู้ร้องร้องว่าคณะกรรมการใช้กฎเกณฑ์ที่ลักลั่นกัน คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม ก็ต้องสอบถามผู้สอบในการใช้เกณฑ์ อธิบายแล้วไม่ชัดเจนจึงต้องยกเลิกคำสั่งนั้นเสียก่อน เมื่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม เตือนมาแล้ว ถ้าเราไม่เร่งรัดปฏิบัติตาม ถือเป็นการเพิกเฉย เมื่อผู้ว่าฯ กทม.เซ็นให้ยกเลิก แล้ว จึงมีกระบวนการสอบ ซึ่งเป็นอำนาจของ ปลัด กทม.เวลานั้นเขตเหล่านี้ไม่มีอำนาจสั่งการ

นอกจากนี้อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.ได้ตั้งคำถามกลับไปว่าระบบอากงคืออะไร ทีมพวกเราเรียกพี่ต่อ ว่า อากง เพราะแกแก่สุด เป็นผู้ใหญ่ใจดี หากอากง หมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้ปรึกษา เรื่องการทำงานเราเรียกท่านด้วยความเป็นผู้ใหญ่ใจดี

ส่วนกรณีเรื่องทุจริต อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวยอมรับว่ายังมีช่องทุจริตให้เราดำเนินการ 4 ปี เราไล่ออก 41 ราย นี่คือความสวยงามของการร้องเรียนในระบบร้องเรียนที่เราทำ เมื่อร้องเรียนเราดำเนินการ มีการลดลงจากการติดตามดำเนินการ

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า กรณีตามข้อกล่าวหาดังกล่าว มิใช่เพียงการดิสเครดิตช่วงฤดูการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หากแต่ข้อมูลย่อมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ และข้อพิรุธของนายชัชชาติ ว่าจะมีฐานของข้อเท็จจริงมากเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องที่เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 149 ซึ่งชอบที่คณะกรรม การ ป.ป.ช.ที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 จะใช้อำนาจเรียกนักการเมืองทั้ง 2 คน พร้อมพยานหลักฐานที่ใช้แถลงข่าว มาสอบเพิ่ม รวมทั้งเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาสอบ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการกระทำของนายชัชชาติ อากง และ ป.ร. เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่

วันเดียวกัน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค และนายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์ ผู้สมัคร สก.เขตปทุมวัน หมายเลข 2 ลงพื้นที่สวนลุมพินี ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยนายอนุชา กล่าวถึงนโยบายสำคัญที่จะยกระดับภูมิทัศน์และคุณภาพชีวิตของชาว กทม.3 เรื่อง คือ 1.การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ผลักดันการสร้างสวนหย่อมขนาดเล็ก ตามมุมเมืองหรือจัตุรัสต่างๆ ให้ประชาชนมีพื้นที่นั่งพักผ่อนระหว่างวัน ไม่ต้องไปสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มปอดให้ กทม.ยังช่วยลดปัญหามลพิษและฝุ่น

2.การปรับภูมิทัศน์เมืองด้วยน้ำพุและน้ำตก ประดับตามจุดต่างๆ เช่น บริเวณสี่แยกหรือวงเวียน สร้างความสดชื่น ปรับภูมิทัศน์ของ กทม.ให้สวยงามมีชีวิตชีวา และ 3.การจัดการขยะและการยกระดับศูนย์อาหาร แม้ประชาชนจะให้ความร่วมมือคัดแยกขยะ แต่ยังพบปัญหาผู้ที่มาคุ้ยขยะเพื่อนำไปขาย ทำให้เกิดความสกปรกและไม่เป็นระเบียบ จำเป็นต้องเข้ามาจัดการให้เหมาะสม รวมถึงแนวทางปรับปรุงศูนย์อาหารและตลาด ให้มีความทันสมัยและอากาศถ่ายเทได้ดีขึ้นด้วยการติดตั้งพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่

จากนั้นนายอนุชา พร้อมคณะ ลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่ สำรวจอาคารการเคหะชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งมีปัญหาโครงสร้างทรุดโทรมเนื่องจากเป็นอาคารเก่า และมีปัญหาการจัดการขยะที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในชุมชน จากการที่อาคารพักอาศัยสูง 4-5 ชั้น มีข้อจำกัดเรื่องปล่องทิ้งขยะ เมื่อจุดพักขยะด้านล่างเต็มและไม่มีการจัดเก็บอย่างสม่ำเสมอ ขยะจึงล้นย้อนกลับขึ้นมาตามปล่อง เกิดการหมักหมม และส่งกลิ่นเหม็น

นอกจากนี้ชาวบ้านยังสะท้อนว่า พื้นที่ซึ่งอยู่ลึกเข้าไป เจ้าหน้าที่เขตไม่ได้เข้ามาจัดเก็บขยะทุกวัน ทำให้ชาวบ้านต้องนำขยะมาทิ้งกองรวมกันบริเวณที่ไม่ใช่จุดทิ้งขยะ เกิดเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัย ทั้งนี้ เสียงสะท้อนจากพื้นที่ระบุว่า การแก้ไขปัญหาไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายซับซ้อน หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่แต่อย่างใด เพียงแค่ กทม.จัดการระบบพื้นฐานให้ดี กำหนดจุดทิ้งขยะที่ชัดเจน และเข้ามาจัดเก็บขยะให้ตรงเวลาและบ่อยครั้งขึ้น ก็เพียงพอที่จะคืนความสะอาดให้ชุมชนได้

ขณะเดียวกัน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณตลาดอากง ซอยเจริญพัฒนา 7 เขตคลองสามวา โดย ดร.มัลลิกา กล่าวว่า กทม.ในอนาคตต้องเป็นเมืองแห่งโอกาส ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน ท่องเที่ยว และสร้างรายได้อย่างปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้แนวคิด Human Innovation ที่ผสานเทคโนโลยีและความเข้าใจมนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้คนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

ส่วนนายชัชชาติ ได้เปิดตัวป้ายหาเสียงเชิงศิลปะใหม่ สัปดาห์ที่ 2 โดยหลังจากสัปดาห์แรกของแคมเปญสื่อหาเสียงเชิงศิลปะของทีมชัชชาติ ที่ได้ศิลปินอย่าง Uninspired by Current Event มาสร้างสรรค์ผลงาน 3D Art จากแนวคิด 250+ นโยบาย และจัดแสดงบน LED บิลบอร์ดในพื้นที่จตุรทิศและสยามสแควร์

ล่าสุดได้เปิดตัวผลงานสื่อหาเสียงเชิงศิลปะใหม่เป็นสัปดาห์ที่ 2 ด้วยผลงาน “flowers for everyone” โดย Juli Baker and Summer ศิลปินแนว naive art ที่มีฝีแปรงและผลงานสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดจากความทรงจำ ประสบการณ์ส่วนตัว และความรู้สึกในชีวิตประจำวัน โดยศิลปินอธิบายว่า เธอชอบไปสวนสาธารณะ เพราะสวนเป็นพื้นที่ของทุกคน ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปใช้ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน และอยากให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่แบบนี้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แคมเปญสื่อหาเสียงของทีมชัชชาติ เกิดจากแนวคิดที่ไม่ต้องการใช้ป้ายหาเสียงบนทางเท้า หรือพื้นที่สาธารณะ จึงเป็นที่มาของแคมเปญสื่อหาเสียงศิลปะ บน LED บิลบอร์ด เปลี่ยนพื้นที่โฆษณากลางเมือง ให้เป็นพื้นที่ศิลปะชั่วคราว แคมเปญดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบาย City as Canvas ที่ต้องการเปิดพื้นที่เมืองให้ศิลปิน นักออกแบบ นักศึกษา และชุมชน ได้ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะในชีวิตประจำวัน

สำหรับป้ายหาเสียงประเภท LED บิลบอร์ดนี้จะหมุนเวียนจัดแสดงบนจอสัปดาห์ละ 2-3 จุด ตลอดทั้งเดือน โดยมีศิลปินหลากรุ่น หลายสไตล์ เข้าร่วมแคมเปญกว่า 20 คน นอกจาก LED บิลบอร์ด ทีมชัชชาติยังใช้สื่อหาเสียงรูปแบบอื่นด้วย

ด้านนายวิโรจน์ ลัคนาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊กว่า เนื่องจากมีประชาชนในเขตพระนครสอบถามผมเข้ามามาก ว่าผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคนั้นเป็นใครกันแน่ เพราะพบว่ามีผู้สมัคร 2 ท่าน ที่ใช้ป้ายหาเสียงเป็นโทนสีส้ม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัคร ส.ก.ทั้งสองท่าน ตลอดจนประชาชนที่ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ขออนุญาตชี้แจง เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคประชาชน เราชื่ออดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์ เบอร์ 5 สังเกตรูปที่ป้าย และรูปที่ติดบอร์ด จะมีโลโก้พรรค สามเหลี่ยมหัวกลับสีส้ม ส่วนอีกท่านที่ชื่อศศิธร ประสิทธิ์พรอุดม ที่ป้ายเขียนว่า ส.ก.ของประชาชน เป็นผู้สมัครอิสระ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคประชาชน

สว.ไม่ทนเขมร ร้องสภาไทยตัดสัมพันธ์ จี้รบ.งดช่วยเหลือทุกด้าน

สว.ไม่ทนเขมร  ร้องสภาไทยตัดสัมพันธ์  จี้รบ.งดช่วยเหลือทุกด้าน

สว.ไม่ทนเขมร ร้องสภาไทยตัดสัมพันธ์ จี้รบ.งดช่วยเหลือทุกด้าน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สว.ปริญญา” โร่ร้อง “รัฐสภาไทย” ตัดสัมพันธ์ “กัมพูชา” บี้ “รัฐบาล” งดยื่นมือให้การช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์ 2 ประเทศ จะกลับสู่ภาวะปกติ เหตุ “เขมร” ไม่เคยจริงใจ-ไร้สำนึกผิด ซ้ำล่าสุด “ชายแดน” ยังตึงเครียดอีก

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)แถลงว่าตนได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชา ระดับรัฐสภาโดยการยกเลิกกลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชา รัฐสภาเนื่องจากภัยการสู้รบ ตามแนวชายแดน ชะลอ ปรับลดหรือ งดงบประมาณช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่กัมพูชาระยะเร่งด่วน ยได้แก่ 1.ตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวและค่าใช้จ่ายการดำเนินงานตามโครงการเรียนฟรี15ปีสำหรับเด็กกัมพูชาที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย 2.ยกเลิกโครงการโรงเรียนชายแดนสำหรับนักเรียนไป- กลับจำนวน 541 คน เฉพาะเด็กกัมพูชา ซึ่งขณะนี้นักเรียนดังกล่าวไม่ได้เดินข้ามมาเรียนในโรงเรียนประเทศไทยอีกแล้ว เพราะปิดด่านชายเเดน 3.ชะลอความช่วยเหลือด้านการศึกษาอื่นๆ เว้นแต่ที่ดำเนินการอยู่แล้วให้ทำต่อไป ไม่ส่งนักเรียนทุนกลับ แต่ให้เรียนจนจบตามหลักมนุษยธรรม

แต่งดการสนับสนุนโครงการอื่น อาทิ โครงการหลักภายใต้ความร่วมมือตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ TICA (Thailand International Cooperation Agency) คือ (1) การศึกษาเบื้องต้นด้านเทคนิคและการศึกษาด้านกีฬา โครงการเสริมศักยภาพโรงเรียนทั่วไปของกัมพูชา โครงการเสริมศักยภาพโรงเรียนอาชีวศึกษา โครงการพัฒนาบุคลากรด้านกีฬา (2) การอุดมศึกษา การผลิตบัณฑิตให้ตรงกับตลาดแรงงานและพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ส่งเสริมการเรียนสอนภาษาไทยที่สถาบัน UCPP ( Royal University of Phnom Penh) /พัฒนาศักยภาพการจัดการในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมงานวิจัย R&D และพัฒนาคุณภาพการวิจัย (3) ยกระดับคุณภาพโรงเรียนและการสอนระดับประถม มัธยม และนอกระบบ

นายปริญญา กล่าวต่อว่า 4. งดกิจกรรม Thailand Education and Job Fair 5.ยกเลิกโครงการทุนการศึกษา Thailand Scholarship 2025 (CLMV) ซึ่งกระทรวงอุดมศึกษา จัดให้กับนักเรียนจากกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามเพื่อเรียนระดับปริญญาโท และเอก รวมสังคม 121 ทุนโดย ปรับลดเฉพาะกัมพูชา แล้วนำไปเพิ่มให้กับประเทศอื่น ที่เป็นพันธมิตรกับประเทศไทย 6.ยกเลิกโครงการทุนแลกเปลี่ยนนักศึกษา Exchange Program โดยกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งเปิดให้นักศึกษาปริญญาตรีปี 2 เข้าศึกษา 4 เดือนในสถานศึกษาของสมาชิกกลุ่มอาเชียน โดยปรับลดเฉพาะประเทศกัมพูชา และนำโควตาไปมอบให้กับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับไทย เช่น กลุ่มอาเซียนอื่น ติมอร์-เลสเต ภูฏาน เป็นต้น 7. ยกเลิกโครงการให้ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยภาครัฐ 8.รณรงค์ ขอความร่วมมือ ให้หน่วยงานที่สนับสนุนทุนการศึกษาแก่ กัมพูชาทั้งภาคเอกชน ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมชะลอการให้ทุนการศึกษาไว้ก่อนจนกว่าความสัมพันธ์กับประเทศไทยจะดีขึ้น ซึ่งรวมทุนทุนทั้งหมดมีกว่า 500ทุนโดยมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งเช่นม. เกริก-ให้ทุนถึง 40ทุนเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำกัมพูชาภายใต้ชื่อ Somdech Techo Scholarship

นอกจากนี้ ขอให้ชะลอ ลด หรืองดความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ผ่าน TICAในเกือบทุกด้าน อาทิ การศึกษา การสาธารณสุข เทคนิคและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมนุษยธรรมและผู้ลี้ภัยและความร่วมมือด้านการค้าชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโรงพยาบาลชายแดนเพื่อให้บริการแก่ชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วย การควบคุมโรคระบาด มาลาเรีย วัณโรค โควิด-19 การส่งเสริมวัคซีนและอาหารเสริมในพื้นที่ชายแดน การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเดษตร การอาชีพชุมชน การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กัมพูชาต้านบริหารจัดการพลังการพลังงานสิ่งแวดล้อม การพัฒนาถนน สะพาน ในพื้นที่ชายแดน การขยายระบบไฟฟ้า น้ำประปา ข้ามแดน การจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชายแดน การให้ที่พักชั่วคราว หรือกรณีความช่วยเหลือฉุกเฉินเกิดกรณีภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม รวมถึงการจัดระเบียบชายแดนการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการเตรียมการจัดตั้งสถานกงสุลกัมพูชาที่จังหวัดสงขลา เป็นต้น ประเด็นดังกล่าว(ยกเว้นเรื่องที่ควรดำเนินการเพื่อมนุษยธรรม หรือตามหลักสิทธิมนุษยธรรม)ควรชะลอ ลด หรืองดความช่วยเหลือไปก่อนจนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

เมื่อถามว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะสวนทางกับความพยายามของรัฐบาลที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาหรือไม่ นายปริญญา กล่าวว่า ประเด็นนี้มีคนพูดกับตนก่อนจะมาแถลงข่าว แต่วันนี้ในพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ก็เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น แล้วเราต้องอดทนต่อไปหรือไม่ เวลาที่เราพยายามทำดี พยายามอดทน แต่ประชาชนต้องสูญเสียไปตั้งเท่าไหร่ จากการที่เพื่อนบ้านข้ามรั้วมายิง มาฆ่า วันนี้เราเดือดร้อนแล้วยังบอกว่าจะขอความช่วยเหลืออยู่อีกหรือ แล้วเราควรต้องให้อีกหรือ

“ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเห็นการรับผิดอย่างเต็มตัว หรือการแสดงความรับผิดชอบของทางกัมพูชาอย่างจริงใจเลย มีแต่การท้าทายอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไมเราต้องคอยดูแลช่วยเหลือต่อไป จริงๆ เราควรเรียกร้องไปถึงนานาชาติหรือประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ช่วยกันบอยคอตประเทศกัมพูชา ให้ ให้เขามีจิตสำนึกกว่านี้ด้วยซ้ำไป” นายปริญญา กล่าว

นายกฯนำทัพเยือนฮานอย 2ชาติชื่นมื่น

นายกฯนำทัพเยือนฮานอย  2ชาติชื่นมื่น

นายกฯนำทัพเยือนฮานอย 2ชาติชื่นมื่น

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯนำทัพเยือนฮานอย 2ชาติชื่นมื่น ตั้งวงถกภาคเอกชนไทย ลั่นต้องเติบโตไปด้วยกัน

นายกฯอนุทิน นำคณะรมต. ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมภาคเอกชนไทย บินเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ชูศักยภาพอุตสาหกรรม-โลจิสติกส์ พร้อมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เน้น “เติบโตไปด้วยกัน”ขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจชาติอาเซียน ก่อนลงนามเอ็มโอยูเอกชนไทย-เวียดนาม 2 ฉบับ

เมื่อเวลา 07.00น.วันที่ 8มิถุนายน2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 ดอนเมือง กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา นำคณะประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารเรือ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทย ที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10บริษัทร่วมคณะเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8–9 มิ.ย.2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

นายกฯและคณะเยือนกรุงฮานอย

เวลา 11.00น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี นายเหงียนดิ่ญ คาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงชาติพันธุ์และกิจการศาสนาเวียดนาม ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศให้การต้อนรับ

พบเอกชนไทยหารือในทุกมิติ

เวลา 11.30 น.ที่โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน เริ่มต้นภารกิจแรกหลังเดินทางถึงกรุงฮานอย โดยพบหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในเวียดนาม เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ภาคเอกชนที่เข้าร่วมหารือมาจากหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้างและการผลิต ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามและมีศักยภาพในการขยายการค้าการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดยมีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมการหารือกว่า 30คน

ยัน2ประเทศต้องเติบโตไปด้วยกัน

นายกฯกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในเวียดนาม พร้อมระบุว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งเช่นกัน สะท้อนถึงความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามและส่งสัญญาณว่า ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค มีความพร้อมที่จะนำศักยภาพของทั้ง 2ประเทศ มาผสานกันเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต

ชูศักยภาพอุตสาหกรรม-โลจิสติกส์

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวคิดว่า“เติบโตไปด้วยกัน”เนื่องจากการเติบโตของทั้งสองประเทศส่งผลเชิงบวกต่อกัน โดยเวียดนามมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรม การบริการ โลจิสติกส์และการเชื่อมโยงกับภูมิภาค จึงมีศักยภาพที่จะร่วมกันเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์”ในการขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเวียดนาม

สำหรับการเยือนเวียดนามครั้งนี้ นายกฯมีกำหนดเข้าพบหารือผู้นำระดับสูงเวียดนาม ทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม โดยในการหารือจะครอบคลุมเรื่องที่ภาคเอกชนสะท้อนมา และจะโฟกัสการส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และการสร้างสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน รวมทั้งผลักดันการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

ภาคเอกชนชื่นชมวิสัยทัศน์นายกฯ

โอกาสนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และฝ่ายความมั่นคง เป็นคณะใหญ่ที่สุดที่เคยเดินทางมาเยือนเวียดนาม รวมถึงการพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนามครั้งนี้ ถือเป็น โมเดล “ทีมไทยแลนด์ พลัส” คือภาครัฐ-เอกชน จับมือร่วมกันทำงานยังเป็นการมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจแบบรอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม อย่างเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน

ขณะที่ผู้แทนภาคเอกชนไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้พบหารือในวันนี้ พร้อมได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม รวมทั้งจุดแข็งและแนวปฏิบัติที่ดีของเวียดนามในการส่งเสริมการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งนี้ แม้จะมีความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังมีโอกาสที่ไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและต่อยอดความร่วมมือกับเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น

เป็นสักขีพยานเซ็นเอ็มโอยู2ฉบับ

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดการหารือว่า การรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ รัฐบาลนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกท่าน ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจของคนไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป จากนั้นนายกฯเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม จำนวน 2ฉบับ ได้แก่ 1.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มอมตะกับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) 2.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มบริษัท CP กับบริษัท FPT Corporationว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาวีรชน

เวลา 14.30น.นายอนุทิน พร้อมคณะเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญในการเยือนอย่างเป็นทางการที่สะท้อนถึงการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของประชาชนชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ จากนั้นนายกฯเดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อวางพวงมาลาและแสดงความเคารพต่อประธานโฮจิมินห์ อดีตผู้นำผู้ได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติของเวียดนาม และมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศสู่เอกราช โดยบริเวณจัตุรัสบาดิ่งห์ยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ประธานโฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 1945

การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับ

หลังเสร็จพิธี นายกฯเดินทางเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและการหารือเต็มคณะระหว่างสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม

โดยนายกฯจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันซึ่งเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เป็นเจ้าภาพ

สั่งเลื่อนประชุมครม.ไป10มิ.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งผู้เกี่ยวข้องว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้เลื่อนการประชุม ครม.จากเดิมวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 69 เป็น วันพุธที่ 10 มิ.ย. 69 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 5 ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจาก นายอนุทิน และรัฐมนตรีอีกหลายคน อยู่ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ (Official Visit) และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.69

‘แสวง’ปัดตอบไม่ผ่านประเมินกกต.

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีรายงานข่าวได้รับการประเมินจากการทำงานจาก กตต.ต่ำกว่า60 % ซึ่งให้อาจหลุดจากตำแหน่ง ว่า ตนเป็นผู้รับประเมิน และย้ำว่าไม่มีความเห็น เมื่อถามย้ำว่า มีรายงานข่าวว่า กกต.มีมติ 4:3เสียง ไม่ผ่านการประเมินการทำงานนั้น นายแสวง กล่าวว่า ไม่มีความเห็น ซึ่งการประเมินนั้นหมดไปแล้วในการทำหน้า ที่เมื่อปี 2568 ในเดือนกันยายน และย้ำเพียงว่าเป็นเรื่องของคู่สัญญา เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความหรือไม่ นายแสวง เรื่องที่จะตอบคำถาม โดยระบุสั้นๆเพียงว่า มี ตนรู้เท่าที่ควรรู้ เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดี สว.อยู่ในชั้นของกกต.แล้ว จะมีการพิจารณาแบบทยอยที่ละบุคคลหรือทั้งหมด นายแสวงกล่าวว่า การพิจารณาอยู่ที่กกตทั้ง 7 คน ซึ่ง คงจะเป็นการพิจารณาที่รอบคอบและสมบูรณ์ ตนไม่สามารถทราบได้ ก่อนกล่าวว่า หากเป็นข้อมูลในวันนี้ก็คือเริ่มที่จะพิจารณาแล้ว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเห็นการรับผิดอย่างเต็มตัวหรือการแสดงความรับผิดชอบของทางกัมพูชาอย่างจริงใจเลย มีแต่การท้าทายอย่างต่อเนื่องแล้วทำไมเราต้องคอยดูแลช่วยเหลือต่อไป จริงๆ เราควรเรียกร้องไปถึงประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ช่วยกันบอยคอตต์ให้เขามีจิตสำนึกกว่านี้ด้วยซ้ำไป”

นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่ ดับไฟบัตรคนจน

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่  ดับไฟบัตรคนจน

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่ ดับไฟบัตรคนจน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินสั่งถอยปมตัดสิทธิพ่อแม่ ดับไฟบัตรคนจน ยกเลิกเกณฑ์ลดหย่อนภาษี ปชน.ร้องศาลปค.กู้มาแจก 60/40เงินสะพัด1.7หมื่นล.

“เอกนิติ” เผยนายกฯ สั่งทบทวน เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้คกก.ประชารัฐฯ พิจารณาด่วนเร็วที่สุด เสร็จภายในกรกฎาคมนี้ ย้ำเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน ขณะที่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 7 วัน เงินสะพัด 1.7 หมื่นล้าน ประชาชน 5 แสนคน ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท เตรียมเปิดสมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” 10 มิถุนายนนี้ ย้ำร้านค้าเลือกได้เพียง 1 แพลตฟอร์ม เริ่มรับออร์เดอร์ 15 มิ.ย. ชาวบ้านแห่ยืนยันสิทธิ“บัตรคนจน” แน่นขนัด 3 แบงก์วิเชียรบุรี บางรายเดินทางไกลหลายสิบกม. “ศิริกัญญา”ยื่นผู้ตรวจการฯ ส่งศาลปกครอง ตรวจสอบมติครม.ใช้เงินกู้ 1.88หมื่นล้าน อุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้อาจขัดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อเวลา 07.27 น. วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวรีกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งให้กระทรวงการคลัง ยกเลิกการใช้มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้หารือกับนายกฯ ในประเด็นที่สังคมและประชาชนเป็นห่วงเรื่องเกณฑ์ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่บุตรได้นำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ในช่วงที่ผ่านมา และถูกตัดสิทธิ์

โดยนายกฯ และกระทรวงการคลังได้รับฟังความคิดเห็นทางสังคม โดยเป็นห่วงประเด็นนี้และเน้นย้ำจะให้ความเป็นธรรม ซึ่งจุดประสงค์คือต้องการดูแลประชาชนที่เดือดร้อน และไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่มีใครดูแล เราไม่ได้เปิดสิทธิ์ทบทวนคนที่เดือดร้อนมานานครั้งที่แล้วก็ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งมีข้อร้องเรียนมากมายว่าบัตรว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนที่ถือบัตรปัจจุบันประมาณ 13.2 ล้านคน มีคนที่เดือดร้อนจริงและไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ เราอยากให้บัตรสวัสดิการตรงนี้ตกไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ซึ่งวันนี้ได้เปิดให้กระทรวงมหาดไทยไปช่วยดูแลหาคนที่เดือดร้อนจริง และอาจจะตกหล่นคนที่จนไม่มีใครดูแล โดยเปิดตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.-21 มิ.ย.2569 และคนที่อยู่ในสิทธิ์ปัจจุบันก็มาทบทวนคนที่ไม่เดือดร้อนจริงมีใครบ้าง และคนที่ไม่มีคนดูแลมีใครบ้าง ซึ่งเกณฑ์ที่บอกว่าคนที่ลูกดูแลแล้ว แต่มีเรื่องเกณฑ์ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ซึ่งคนที่มีสิทธิ์คือพ่อแม่ ก็ถือว่ามีลูกดูแลแล้ว แต่ความเป็นจริงไทยปัจจุบันในสังคมไทยปัจจุบันจากข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมดจะมีรูปบางคนที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อน แต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริงตรงนี้เราก็เป็นตรงนี้เราก็เป็นห่วง การที่ไปตัดสินพ่อแม่ตรงนี้อาจจะถูกกระทบ นายกฯจึงสั่งให้ไปทบทวน

สั่งคกก.ประชารัฐฯพิจารณา

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ตนได้พูดคุยกับกระทรวงการคลัง ซึ่งกระบวนการในการทบทวนตรงนี้เรามีคณะกรรมการพิจารณาคือ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะไปพิจารณาทบทวนตามข้อสั่งการของนายกฯ ว่าข้อนี้อาจจะไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ลูกที่ลูกไปแอบอ้างใช้สิทธิ์ แล้วตัวเองต้องขาดสิทธิ์ตรงนี้ ซึ่งวันนี้ได้มอบกระทรวงการคลังนำเรื่องไปพิจารณาในคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อทบทวนสิทธิ์ในข้อนี้ เพราะเราได้คำนึงถึงเสียงของสังคม และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน

เมื่อถามว่าตรงนี้จะพิจารณาแล้วเสร็จนานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการที่เข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มอบให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ไปพิจารณาในกระบวนการทบทวนทบทวนหลักเกณฑ์ ได้อยู่แล้ว ซึ่งจะดำเนินการด่วนที่สุด

เน้นช่วยคนตกหล่นที่ไม่มีโอกาส

เมื่อถามต่อว่าถึงขั้นว่าจะต้องมีการทบทวนฐานเงินเดือนลูกในการเสียภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ณ วันนี้ได้มีการลดหย่อนภาษีไปแล้วในปีที่แล้ว ลูกได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว ซึ่งเกณฑ์นี้ต้องเรียนว่าในหลักเกณฑ์ที่เข้าครม. ไม่ได้กำหนดวัน เพราะอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมจากปีที่แล้ว ลูกเอามาลดหย่อนภาษีแล้วพ่อแม่จะถูกตัดสิทธิ์ ตรงนี้ตนคิดว่าอาจจะไม่ได้ใช้ในปีนี้ เพราะว่าได้ดำเนินการผ่านไปแล้ว สำหรับในปีหน้าคงต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หัวใจสำคัญของเรื่องที่จะเข้าครม.คือการทบทวนคนที่ตกหล่นที่ไม่มีโอกาส ไม่มีใครดูแลเลยและไม่มีระบบสวัสดิการที่จะดูแล ซึ่งที่ผ่านมาที่ใช้กันมา ตลอด 10 ปีก็ถูกร้องเรียนเป็นจำนวนมากว่าคนที่ใช้สิทธิ์ เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ เราต้องการเอาคนกลุ่มนี้ออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อไปใช้สิทธิ์อื่น ยกตัวอย่างคนที่จะถูกตัดสิทธิ์ จาก 13.2 ล้านคน ที่เขาไม่ได้เดือดร้อนจริงไม่ใช่คนที่จนที่สุด หลายคนไปยื่นใบสมัครโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่เราไม่ได้ให้ เพราะถือว่าอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ซึ่งคนที่จนที่สุดที่ไม่มีเงินแม้จะไปสมทบ ในไทยช่วยไทยพลัสคนกลุ่มนั้น คือกลุ่มคนที่เราต้องการช่วย วันนี้จึงต้องมีการทบทวน

ต้องให้เสร็จภายในก.ค.

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเร่งดำเนินการในเรื่องนี้เพราะต้องการให้เสร็จภายในเดือนก.ค.2569 เพราะวันที่ 1 ส.ค.2569 เราจะให้คนที่หลุดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย

เมื่อถามอีกว่าคนที่ไม่ได้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและต้องมาใช้ไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 1 ส.ค. จะได้ใช้สิทธิ์ 2 เดือนใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ใช่ได้ 2 เดือน ทั้งนี้ ข้อมูลการลงทะเบียนบัตรคนจนล่าสุดเกือบ 10 ล้านรายแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าที่ติดปัญหาข้อมูลไม่ครบถ้วนติดเพราะหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่ วันนี้เป็นเพียงการสำรวจสิทธิ์ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์ใครเลย

ปชช.โล่งใจได้รับสิทธิตามเกณฑ์เดิม

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณหน้าธนาคารออมสิน สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี พบสองสามีภรรยา นางสะอาด พูลมี อายุ 61 ปี และนายมนตรี พูลมี อายุ 59 ปี ซึ่งมีอาชีพขายลูกชิ้นปิ้ง เปิดเผยถึงความรู้สึกหลังมีข่าวการปรับเงื่อนไขดังกล่าว ว่าก่อนหน้านี้รู้สึกกังวลอย่างมาก หลังทราบว่าการที่บุตรนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี อาจส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติการได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากครอบครัวมีรายได้หลักจากการค้าขายเพียงอย่างเดียว ไม่มีที่ดินทำกิน และต้องพึ่งพารายได้รายวันในการดำรงชีพ หลังทราบว่ารัฐบาลยกเลิกการใช้เกณฑ์ดังกล่าว ยอมรับว่ารู้สึกโล่งใจและสบายใจมากขึ้น เนื่องจากยังมีโอกาสได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์เดิม โดยมองว่าสวัสดิการแห่งรัฐมีความสำคัญต่อการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะค่าครองชีพและการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว พร้อมกล่าวขอบคุณภาครัฐที่รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน พร้อมระบุว่าการคงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยให้มีความมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว

ไทยช่วยไทยพลัส7วันสะพัด1.7หมื่นล.

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าข้อมูลการใช้สิทธิโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00น.พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วรวม 1,002,862 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 869,104 ร้าน และร้านค้าใหม่ 133,758 ร้าน นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,566 ร้าน และร้านค้าที่อยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) จำนวน 109,882 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 108,134 ร้าน และร้านค้าใหม่ 1,748 ร้าน

สำหรับการใช้จ่ายภายใต้โครงการฯ พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้ว 17,473.66 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ภาครัฐร่วมสนับสนุน 10,360.02 ล้านบาท และเป็นเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 7473.66 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มีประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้ว 23,043,144 ราย ส่วนร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงภายใต้โครงการมีจำนวน 940,267 ร้านค้า ขณะเดียวกัน มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท จำนวน 508,267 ราย ทั้งนี้ การใช้จ่ายผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป

เปิดให้สมัครฟู้ดเดลิเวอรี10มิ.ย.นี้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” โดยเปิดให้ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในประเภทธุรกิจอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ลงทะเบียนเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. โดยร้านค้าสามารถเลือกผูกบัญชีกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว โดยเมื่อยืนยันการสมัครแล้วจะ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมก่อนดำเนินการสมัคร

สำหรับร้านค้าที่ไม่มีสาขา สามารถสมัครได้ผ่านแบนเนอร์ “สมัครใช้งานฟู้ดเดลิเวอรี” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยกดยอมรับเงื่อนไข เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการสมัคร กรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP และรอผลการพิจารณาอนุมัติจากระบบ

แจงรายละเอียดร้านที่มีหลายสาขา

ส่วนร้านค้าที่มีหลายสาขา จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม โดย สาขาหลักต้องเป็นผู้เลือกแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากทุกสาขาในร้านค้าจะต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน หากสาขาหลักประสงค์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเลือกเมนู “ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” จากนั้นกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากแพลตฟอร์มที่เลือก ยืนยันข้อมูลและยืนยันตัวตน เมื่อสาขาหลักได้รับการอนุมัติแล้ว สาขาย่อยจะสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันได้ โดยไม่สามารถเลือกแพลตฟอร์มอื่นแตกต่างจากสาขาหลัก

ในกรณีที่สาขาหลักไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการเปิดโอกาสให้สาขาย่อยเข้าร่วม สาขาหลักสามารถเลือกเมนู “ไม่ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” เพื่อกำหนดแพลตฟอร์มกลางสำหรับร้านค้าได้ จากนั้นสาขาย่อยที่ต้องการเข้าร่วมสามารถเข้าไปสมัครผ่านแอปถุงเงิน โดยระบบจะแสดงเฉพาะแพลตฟอร์มที่สาขาหลักเลือกไว้ และดำเนินการกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้า ยืนยันข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย OTP ตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีหลายสาขาสามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะบางสาขาได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกสาขา

แห่ยืนยันสิทธิ‘บัตรคนจน’แน่นขนัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางมาติดต่อยืนยันตัวตนเพื่อรักษาสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ที่บริเวณสถาบันการเงินของรัฐทั้ง3แห่งในพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทยและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ยังคงมีประชาชนเดินทางมาต่อคิวรอรับบริการจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แม้จำนวนจะไม่หนาแน่นแออัดเท่ากับช่วงสองวันแรก เนื่องจากเข้าสู่วันที่ 3 ของการเปิดระบบ

สำหรับการเปิดยืนยันตัวตนในรอบนี้ กลุ่มผู้มาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ซึ่งตามกำหนดการของกระทรวงการคลัง จะต้องเดินทางมาดำเนินการยืนยันสิทธิในระหว่างวันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ในรอบใหม่ที่จะมีการประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และจะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิรูดซื้อสินค้าและสวัสดิการต่าง ๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ยายพ่วงข้างพาตาขี่ข้ามจังหวัด50กม.

ผู้สื่อข่าวได้พบกับภาพเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มผู้ยากไร้ในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐ เมื่อมีคุณยายรายหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (ซาเล้ง) สภาพเก่า พาคุณตาซึ่งเป็นคู่ชีวิตนั่งโดยสารมาด้วย เดินทางข้ามฝั่งมาจากพื้นที่ทุรกันดารบริเวณรอยต่อของจังหวัดชัยภูมิ รวมระยะทางไป-กลับไกลกว่า 50 กิโลเมตร เพื่อมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ธนาคารในการยืนยันสิทธิบัตรคนจน

คุณยายเปิดเผยว่าในการเดินทางมาธนาคารครั้งนี้ ตนต้องเจียดเงินไปซื้อน้ำมันรถจำนวน 3 ลิตร คิดเป็นเงิน 150 บาท ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับครอบครัวตน แต่ก็จำเป็นต้องมาเพราะเงินสวัสดิการนี้มีความหมายต่อการยังชีพมาก พร้อมกันนี้คุณยายยังได้กล่าวประโยคเด็ดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านที่มานั่งรอคิวว่า ‘ไม่เคยได้ 60 แล้ว ยังไม่เคยได้สักที’ ซึ่งสร้างทั้งรอยยิ้มและความฉงนฉงายระคนเห็นใจให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก

พบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

จากการเจาะลึกสอบถามชาวบ้านและผู้สูงอายุถึงสาเหตุที่ยอมเสียเวลาเดินทางมาต่อคิวที่สาขาธนาคาร ทั้งที่รัฐบาลมีการประชาสัมพันธ์ให้สามารถยืนยันตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์บนแอปพลิเคชัน“ทางรัฐ”และ“เป๋าตัง” ได้นั้น พบข้อมูลว่าประชาชนในพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ยังประสบปัญหา“ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” (Digital Divide) อย่างรุนแรง โดยระบุเหตุผลหลักตรงกันคือ เป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน , มีโทรศัพท์แต่ใช้งานแอปพลิเคชันไม่เป็น หรือมีการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ทำให้อัปเดตข้อมูลไม่ได้, ลืมรหัสผ่าน (Password) ในการเข้าใช้งานระบบเดิม, ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ตรงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ และปัญหาใหญ่สุดคือ ไม่ผ่านระบบการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (e-KYC) หรือระบบสแกนใบหน้าบนสมาร์ทโฟนไม่ผ่าน ทำให้ระบบล็อก จึงจำเป็นต้องเดินทางมาให้เจ้าหน้าที่ธนาคารใช้เครื่องมือตรวจสอบและกดยืนยันสิทธิแทน

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้มีสิทธิรายใหม่ในพื้นที่ อ.วิเชียรบุรี ยอดส่วนใหญ่ยังคงต้องชะลอการเดินทางเพื่อรอให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในแต่ละหมู่บ้าน ดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลรายชื่ออย่างเป็นทางการเสียก่อน เหตุการณ์ดังกล่าวระบุชัดเจนว่า แม้ภาครัฐจะพยายามขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมไร้เงินสดและระบบดิจิทัล 100% แต่กลุ่มเปราะบาง, ผู้สูงอายุ และชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ยังคงต้องพึ่งพาหน่วยงานออนไซต์และตัวบุคคลในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านปากท้องจากรัฐบาลอยู่เช่นเดิม

ยื่นสอบมติครม.ใช้เงินกู้1.88หมื่นล.

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลใช้เงินกู้ไปกับงบรายจ่ายประจำ ส่อผิดกฎหมาย ว่า ตนมายื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นเรื่องไปที่ศาลปกครอง ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ครม.อนุมัติ โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 ตลอดปี ซึ่งกรณีนี้เป็นคนละกรณีกับการที่มีโครงการไทยช่วยไทย พลัส และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท เพราะกรณีนี้เป็นสวัสดิการเดิมที่มีอยู่แล้วที่เติม 300 บาท บวกกับค่าน้ำค่าไฟค่าแก๊สและค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐจัดงบประมาณตามปกติได้อยู่แล้ว และมีการจัดสรรงบประมาณประจำปี เพียงแต่งบประมาณไม่เพียงพอ

ชี้อาจขัดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน

นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า การที่งบประมาณไม่เพียงพอไม่ได้เป็นเหตุให้สามารถใช้เงินกู้ 2แสนล้านบาท ในส่วนของแผนงานช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกรได้ เพราะในส่วนนี้มาตรา 5 ของ พ.ร.ก.เขียนไว้ชัด ว่าจะใช้จ่ายได้ต้องเป็นส่วนของการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่เป็นสถานการณ์ปกติ ประกอบกับเหตุผลแนบท้าย พ.ร.ก. ก็ชัดเจนว่าจะเป็นเฉพาะเงินกู้ที่ใช้งบประมาณตามปกติไม่ได้และจำเป็นเร่งด่วน ขณะที่กระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า การกู้เงินเป็นเพียงแค่แหล่งเงินเพิ่มเติม แต่หากไปดู พ.ร.ก. ได้กำหนดวัตถุประสงค์เอาไว้ชัดเจน ดังนั้นต้องใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ จึงทำให้ต้องยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นต่อศาลปกครอง เนื่องจากตนเป็นประชาผู้เสียภาษีและได้รับความเดือดร้อนจากการอนุมัติโครงการ ตามมติ ครม.ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นข้อจำกัดที่เราไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่ ในฐานะผู้เสียภาษี

เมื่อถามว่าการยื่นในครั้งนี้แตกต่างจากการไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ในครั้งที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาเฉพาะ พ.ร.ก.ว่าสามารถออก พ.ร.ก.ได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและทาง ครม.ได้ส่งหนังสือชี้แจง และเราจะมีหนังสือคัดค้านคำชี้แจงของ ครม.ต่อไป ส่วนครั้งนี้ เป็นส่วนที่ พ.ร.ก.ได้ผ่าน ครม.ไปแล้วและมีผลบังคับใช้ หลังจากนี้ในการใช้จ่ายต่างๆ เป็นไปตาม มติ ครม.ว่าจะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการอนุมัติโครงการต่างๆ เราก็พิจารณาว่ามันชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในกฎหมายนั้นคือตัว พ.ร.ก. ที่มีการระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ตามมาตรา 5 ที่ผิดทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และผิดรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องใช้ช่องทางของผู้ตรวจการแผ่นดิน

ชี้รัฐบาลถังแตกเงินไม่เพียงพอ

เมื่อถามต่อว่าเหตุใดรัฐบาลจึงต้องนำโครงการ 18,800 ล้านบาท มาสอดไส้ใช้เงินก้อนนี้ ทั้งที่มีเงินก้อนสำรองฉุกเฉิน 5 หมื่นล้านบาทที่ยังใช้ได้อยู่ นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า หากตอบอย่างตรงไปตรงมาเป็นเพราะว่ารัฐบาลถังแตก เงินไม่เพียงพอ แต่การที่รัฐบาลเงินไม่พอไม่ใช่เหตุอันควรที่จะนำเงินกู้ไปใช้ตามใจชอบหรือตามอำเภอใจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณของตัวเองให้ได้ภายในปีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การนำเงินกู้มาใช้ตามใจชอบจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีในอนาคต หากเกิดวิกฤตที่จำเป็นต้องเยียวยาเร่งด่วนกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงจริง ๆ รัฐบาลอาจเอาเงินกู้สำหรับสถานการณ์พิเศษมาใช้ในสถานการณ์ปกติ ทำให้ต้องกู้เงินมากเกินปกติและใช้เงินเกินกว่าที่สภาอนุมัติไปเยอะ และสุดท้ายเมื่อต้องกู้เงินเพิ่มโดยไม่จำเป็นก็จะกระทบต่อหนี้สาธารณะและกลายเป็นภาระ เป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ

ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ  รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“ชัชชาติ” ยันผลสอบคดี “เครื่องออกกำลังกาย กทม.” ยังไม่จบ-ไม่รอด คดียังมีต่อแม้มีรายงานให้ลงโทษวินัยตัดเงินเดือน 2%  แจง ก.ก.เห็นว่าโทษเบาเกิน-ยังมีข้อสงสัย ให้สอบสวนเพิ่ม พร้อมส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน ย้ำเป็นจุดเริ่มต้นปรับระบบเสนองบประมาณใหม่ให้เข้มขึ้น

วันที่ 8 มิถุนายน 2569  จากกรณีโพสต์ระบุว่า ผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกทม. พบว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย แบ่งเป็น 20 ราย ไม่มีความผิด และอีก 12 รายผิดวินัยไม่ร้ายแรง พร้อมลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาทต่อคน จนสังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่เบาเกินไป เมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวยังไม่ถึงข้อยุติ และยังไม่มีการลงโทษตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลออกมา โดยผลสอบสวนที่ถูกพูดถึงเป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนที่ส่งขึ้นมาเท่านั้น

นายชัชชาติกล่าวว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. และฝ่ายบริหาร เห็นว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไป จึงให้ส่งเรื่องกลับไปสอบสวนเพิ่มเติม

ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งรับผิดชอบ ก.ก. โดยตรง ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีการสอบสวนเป็นระยะ และนายชัชชาติได้ให้สอบสวนเพิ่มเติมมาโดยตลอด โดยล่าสุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมที่ผ่านมา มีการเสนอผลวินิจฉัยว่าเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และให้ลงโทษตัดเงินเดือน 2% แต่คณะกรรมการใหญ่ของข้าราชการกรุงเทพมหานครเห็นว่าโทษเบาเกินไป อีกทั้งยังมีข้อสงสัยในสำนวนอีกหลายประเด็น จึงให้กลับไปสอบสวนเพิ่มเติม

นายชัชชาติย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป และไม่ใช่ว่าฝ่ายบริหารยอมรับผลลงโทษดังกล่าว แต่เป็นฝ่ายบริหารและ ก.ก. ที่เห็นว่า “รับไม่ได้” จึงตีกลับให้พิจารณาใหม่ พร้อมขอให้สังคมรอผลสอบสวนที่ชัดเจนก่อน

นอกจากนี้ กทม. ยังดำเนินการคู่ขนานกับ ป.ป.ช. เพราะ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบที่กว้างกว่า โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะที่ กทม. สามารถดำเนินการได้ตามกรอบวินัยและระเบียบราชการเท่านั้น

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า แม้กระบวนการลงโทษยังต้องรอผลสอบสวน แต่กรณีดังกล่าวทำให้ กทม. ปรับเปลี่ยนระบบการเสนองบประมาณใหม่ จากเดิมที่บางโครงการอาจเสนอรายละเอียดไม่เพียงพอ ต่อไปต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ละเอียด และรอบคอบมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดิมอีก

“ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด อันนั้นต้องทำอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มีผลในการเปลี่ยนโครงสร้างของการเสนองบประมาณด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ”นายชัชชาติย้ำ และกล่าวทิ้งท้ายว่า 

“หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของประชาชน พร้อมขอบคุณผู้ที่นำข้อมูลออกมา เพราะทำให้เกิดการตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงกระบวนการทำงานของ กทม. ให้ดีขึ้น”

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.32 น.

ดร.มัลลิกา ลุยตรวจคลองลาดพร้าว ประกาศยกระดับ “คลองต้นแบบ AI” รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ยุคใหม่ 

“ผู้นำต้องเห็นปัญหาก่อนประชาชนเดือดร้อน” ดร.มัลลิกา ลงพื้นที่ตรวจคลองลาดพร้าว ชูแผน AI Flood Radar – Smart Canal ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

ดร.มัลลิกา

กรุงเทพมหานคร วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. 

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์คลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นคลองยุทธศาสตร์สำคัญด้านการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า คลองลาดพร้าวเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ ครอบคลุมพื้นที่หลายเขตทั้งลาดพร้าว จตุจักร บางเขน สายไหม และพื้นที่โดยรอบ หากบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนขนาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

“การแก้ปัญหาน้ำท่วมในอนาคต ไม่ใช่รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยสูบออก แต่ต้องรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมล่วงหน้า และสั่งการล่วงหน้า ด้วยเทคโนโลยี AI กับ ศักยภาพของสำนักงานระบายน้ำรวมทั้งภาคภาคีเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ และข้อมูลแบบ Real Time”

ดร.มัลลิกา

ดร.มัลลิกา ระบุว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเร่งผลักดันโครงการ AI Flood Radar เชื่อมต่อข้อมูลเรดาร์ตรวจฝน ระบบวัดระดับน้ำ สถานีสูบน้ำ และประตูระบายน้ำทั่วกรุงเทพมหานคร ให้สามารถคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้าและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางยกระดับคลองลาดพร้าวสู่ “Smart Canal” โดยติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ คุณภาพน้ำ และความเร็วกระแสน้ำแบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการขุดลอกคลองอย่างเป็นระบบ การกำจัดจุดคอขวด และการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงเมืองเพื่อรองรับฝนตกหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.มัลลิกา

“คลองลาดพร้าวไม่ควรเป็นเพียงทางระบายน้ำ แต่ต้องเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ในศตวรรษที่ 21 เป็นโมเดลที่ผสานเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชนเข้าด้วยกัน”

ภาพรวมประชาชนที่นี่สะท้อนปัญหาตะกอนสะสม น้ำเสีย และความกังวลเรื่องน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ซึ่ง ดร.มัลลิกา ยืนยันว่าจะผลักดันการบริหารจัดการน้ำแบบเชิงรุก เพื่อให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็น “มหานครอัจฉริยะ ปลอดน้ำท่วม และพร้อมรับมือทุกวิกฤต”

“เราจะปลุกภารกิจใหญ่ เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์สู่ AI Smart Canal ป้องกันน้ำท่วม” 

ดร.มัลลิกา กล่าว 

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.15 น.

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายเล มิญ ฮึง (H.E. Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา 

โดยในช่วงหนึ่ง นายกฯได้ร่วมเล่นดนตรีพี้นเมืองเวียดนาม ซึ่งมีลักษณะคล้ายระนาดไทย ในเพลงสบายๆ และเพลงลอยกระทง

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.54 น.

”คุมประพฤติ“ แจง“ราชทัณฑ์” ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษ “ทักษิณ” มายัง “สนง.คุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1” จึงทำให้ “ทักษิณ”ยังไม่สามารถขอถอดกำไล EM ได้ หลังกระแสลือสะพัด “ทักษิณ” เตรียมปลดกำไล EM พรุ่งนี้​

สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิ.ย.69 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป  โดย 1 ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นกรณีทั่วไป คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพักโทษคุมประพฤติทั้งหมด 4 เดือน (11 พ.ค.69-9 ก.ย.69) แต่เนื่องด้วยนายทักษิณมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ เหลือโทษไม่ถึง 1 ปี จึงเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป 

ขณะที่กรณีการปลดกำไล EM ของนายทักษิณยังอยู่ระหว่างรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ที่จะพิจารณากลั่นกรองตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาลแห่งท้องที่พิจารณาออกหมายสั่งปล่อย และรับใบบริสุทธิ์พ้นโทษกับทางเรือนจำพิเศษธนบุรี ก่อนนำไปยื่นขอถอดกำไล EM ต่อสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 นั้น

ล่าสุด รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการ 3 ฝ่ายตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎี กาพระราชทานอภัยโทษ ต้องพิจารณาตรวจสอบรายชื่อของผู้ได้รับอภัยโทษทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกคุมประพฤติที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี ล่าสุดสถานะยังคงอยู่ระหว่างขั้นตอนของราชทัณฑ์ ซึ่งเรือนจำพิเศษธนบุรี จะต้องรอหมายปล่อยตัวจากศาลให้เรียบร้อยก่อน เพื่อที่นายทักษิณจะได้ไปรับเอาใบบริสุทธิ์ หรือเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ ไปยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนัก งานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 สำหรับถอดกำไล EM พ้นโทษบริบูรณ์

ทั้งนี้ รายงานจากสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่สถานที่คุมประพฤติ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ของนายทักษิณ ได้ยืนยันว่า ทางราชทัณฑ์ หรือเรือนจำพิเศษธนบุรี ยังไม่มีการส่งหนังสือแจ้งการพ้นโทษของนายทักษิณ ชินวัตร มายังสำนักงานฯ แต่อย่างใด ทำให้นายทักษิณ ยังคงต้องติดกำไล EM ไว้ดังเดิมจนกว่าขั้นตอนปล่อยตัวพ้นโทษจะดำเนินการเสร็จสิ้น จึงจะได้นัดหมายการถอดกำไล EM ดังกล่าวต่อไปได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

นายกฯ เยี่ยมคารวะประธานสภาแห่งชาติ เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างพรรคการเมือง มุ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 เวลา 16.30 น. ที่ห้องประชุม Hoa Sen สภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายเจิ่น ทัญ เหมิน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณที่ได้ให้การต้อนรับ พร้อมถือโอกาสนี้เชิญประธานสภาฯ เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางทูตไทย-เวียดนามในปีนี้ โดยทั้งสองต่างเห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม แท้จริงแล้วยาวนานกว่า 50 ปี และประเทศไทยยังเคยเป็นที่พำนักของประธานโฮจิมินห์ และมีอนุสรณ์สถานของประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง รวมถึงมีคนเวียดนามมาตั้งรกรากในไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมสองประเทศให้ยิ่งใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายยินดีที่สองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์ สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านนิติบัญญัติ ประธานสภาแห่งชาติยินดีที่รัฐสภาทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือด้านนิติบัญญัติระหว่างกัน อาทิ การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาผู้แทนราษฎรไทยกับสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเลือกตั้งเพิ่มในส่วนของตำแหน่งที่วางลง ซึ่งมีจำนวนสมาชิกครบแล้ว จะมาเยือนรัฐสภาเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ต่อไป ซึ่งนอกจากในระดับทวิภาคีแล้ว ไทยและเวียดนามยังมีการหารือและประสานท่าทีในกรอบพหุภาคี เช่น สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) และสมัชชาสหภาพรัฐสภา (IPU) ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เสนอให้ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทย และยินดีที่ฝ่ายเวียดนามได้เชิญผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทยมาร่วมประชุม ASEAN Future Forum ในครั้งนี้ด้วย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประชาชนไทยและเวียดนามต่างมีความมุ่งหวังและมีความกังวลคล้ายกัน คือ ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการพัฒนาตัวเองให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติของสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกันได้