ย้อนเส้นทาง “วรภัค ธันยาวงษ์” จากมือบริหารการเงิน-อดีต รมช.คลัง สู่ปมร้อนระดับโลก

17 กันยายน 2569 เวลา 16:24 น.

จากข่าวใหญ่ของสหรัฐฯ กรณี มีการยื่นจดมายลงนามจากประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศและประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องจีน ส่งถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ โดยเปิดเผย 28 รายชื่อ ที่อาจเกี่ยวเนื่องกับเครือข่ายศูนย์หลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพิจารณา ว่าเข้าเกณฑ์คว่ำบาตรตาม Global Magnitsky Act หรือไม่ ซึ่งหนึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของ นาย วรภัค ธันยาวงษ์ สถานการณ์นี้ทำให้ อดีต รมช.คลัง และ อดีตนายแบงก์ชื่อดัง ต้องกลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง

เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และความเป็นมาอย่างชัดเจนมากขึ้นวันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พาทุกคนมาส่องประวัติของ วรภัค ธันยาวงษ์ ผู้เป็นที่รู้จักในวงการเศรษฐกิจไทยว่าเป็นมาอย่างไร

ประวัติและการศึกษา

วรภัค ธันยาวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2507 (ปัจจุบันมีอายุ 62 ปี) เป็นบุตรนายอธิคม กับนางอร่าม ทองน้ำตะโก ด้านครอบครัวสมรสกับนางกนกพร ธันยาวงษ์ มีบุตร-ธิดา 4 คน

  • จบปริญญาตรี ด้านวิทยาการจัดการและระบบคอมพิวเตอร์ จาก Oklahoma State University สหรัฐอเมริกา
  • จบปริญญาโท ด้านการเงิน (MBA in Finance) จาก University of Missouri สหรัฐอเมริกา

เส้นทางสายการเงิน

ช่วงเวลา 30 ปีในแวดวงการเงิน นายวรภัค ผ่านการทำงานบริหารระดับสูงหลายแห่ง ทั้งสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้

  • กรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank of America (สาขาประเทศไทย)
  • กรรมการผู้จัดการ Deutsche Bank (สาขาประเทศไทย)
  • กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธนาคารและบล. J.P. Morgan (ประเทศไทย)
  • รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
  • กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ระหว่างปี พ.ศ. 2555 – 2559

จุดเปลี่ยนสู่การเมือง

จากสามารถที่หลากหลายและพิสูจน์ตนเองมาหลายทศวรรษ ควบรวมไปถึงความสามารถบริหารที่โดดเด่นจึงได้รับการดึงตัวเข้าสู่งานภาครัฐ โดยเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา นายพิชัย ชุณหวชิร อดีต รมว.คลัง ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเดือนกันยายนปี 2568 โดยการเป็น “โควตาผู้เชี่ยวชาญคนนอก” ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ

ไม่นานนักเพียงแค่เวลาสั้นๆในการดำรงตำแหน่ง เส้นทางการเมืองก็ต้องหยุดลง เมื่อเกิดกระแสข่าวจาก Whale Hunting สื่อสืบสวนต่างประเทศ ที่พาดพิงถึงชื่อของ นาย วรภัค ถึงการเชื่อมโยงถึงศูนย์แก๊งสแกมเมอร์ โดยเฉพาะกรณีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจในกัมพูชาและ “เบน สมิธ”

ทำให้นายวรภัค ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง เพื่อไม่ให้ประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว กลายเป็นเงื่อนไขกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาล พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเอง

จากกรณีการยื่นหนังสือร้องตรวจสอบของ รมต.คลังสหรัฐฯ ล่าสุด นายวรภัค ออกมาชี้แจงทันที โดยย้ำข้อเท็จจริงว่า หนังสือของสมาชิกสภาคองเกรสนั้นเป็นเพียง “คำขอให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูล” เท่านั้น ไม่ใช่ผลการสอบสวน ไม่ใช่คำวินิจฉัยความผิด และตนยังไม่ได้ถูกทางการสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรแต่อย่างใด พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยยืนยันว่า ตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายเหล่านั้นแต่อย่างใด และพร้อมนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งในชั้นศาลไทยและต่อหน่วยงานของสหรัฐฯ ต่อไป

ทั้งนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะก้าวข้ามผ่านคลื่นมรสุมลูกนี้ไปได้อย่างไร

บิ๊กเกรียง-บิ๊กปูด้วง ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เบิร์ดเดย์ย้อนหลัง อนุทิน

17 กันยายน 2569 เวลา 16:22 น.

วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ว่าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะลงมาส่งทั้งสองคนในเวลา 15:05 น.

โดยพลเอก เกรียงไกร เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับว่า มาอวยพรวันคล้ายวันเกิดนายกรัฐมนตรีย้อนหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้ตนไม่อยู่ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ติดภารกิจตามเสด็จฯ ไปประเทศเวียดนาม จึงมาสุขสันต์วันคล้ายวันเกิดตามธรรมเนียม และขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเป็นประธานงานสมรสของบุตรชาย

พลเอก เกรียงไกร ระบุต่อว่า ได้พบกับ พลเอก ชัยพฤกษ์ จึงทักทายและได้มีการพูดคุยสถานการณ์ชายแดนภาคใต้เล็กน้อย ซึ่งตรงกับที่ผู้สื่อข่าวตะโกนถามนายกรัฐมนตรี ว่าได้พูดคุยเรื่องสถานการณ์ชายแดนภาคใต้หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีพยักหน้ารับ ก่อน ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 12.00 น.วันเดียวกัน เอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า

ไชยชนก บอกรู้สึกปกติ ภท.รอดฮั้วสว. เรื่องธรรมดาพรรคอันดับ 1 ตกเป็นเป้า ลั่น มีขบวนการจ้องทำลายพรรค

17 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

ไชยชนก บอกรู้สึกปกติ ภท.รอดฮั้วสว. ยัน ไม่เกี่ยวข้องเลย รับ เป็นเรื่องธรรมดาพรรคอันดับ 1 ตกเป็นเป้า ลั่น เห็นได้ชัดมีขบวนการจ้องทำลายภูมิใจไทย เผย ยังไม่คุยเนวิน-นายกฯ

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีสำนวนคดีฮั้วสว.อีก 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับสว.สีส้มและพรรคประชาชน มีคาดหวังเรื่องนี้อย่างไร ว่า ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ความจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และตนเชื่อว่ามันจะปรากฏ และจะมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าทางพรรคประชาชนและไอลอว์ ยังเดินหน้าเปิดเผยข้อมูล ที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของพรรคอันดับ 1 ที่มีความเข้มแข็งและเป็นรัฐบาลที่มีความเสถียรภาพที่จะตกเป็นเป้า เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้

เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องแจ้งความกลับหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องปรึกษา แต่ส่วนตัวตนไม่อยาก ทั้งนี้ หากเราไม่ดำเนินการอะไร อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงขอปรึกษาทีมกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่

เมื่อถามว่า คิดว่ามีขบวนการที่จ้องทำลายพรรคภูมิใจไทยจริงหรือไม่ นายไชยชนก ย้อนถามว่า “ท่านคิดว่าจริงไหมฮะ” พร้อมกล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นกระบวนการหลายมิติ แต่เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราดำเนินการว่าทำทุกอย่างภายใต้ระเบียบและกฎหมาย ดังนั้น ไม่กังวล

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ดในฐานะบิดา หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ได้คุย แม้แต่นายกรัฐมนตรีตนก็ไม่ได้คุย และตนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ วันก่อนก็มีผู้สื่อข่าวมาถามว่ามีมติออกมาเป็นเอกฉันท์แบบนี้รู้สึกอย่างไร ตนก็บอกไปว่ารู้สึกปกติที่กกต.มีมติเอกฉันท์ เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ตนและนายกฯก็ได้มีการออกจดหมายตั้งแต่แรกที่มีกระบวนการเลือกสว.เพื่อไม่ให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยมีความเกี่ยวข้อง และจากสำนวนที่มีความพยายามเปิดเผยออกมา ก็จะเห็นได้ว่าตนไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉะนั้น จะไม่ให้มีมติเอกฉันท์ได้อย่างไร

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่าอยากให้มีการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาหรือไม่ เพราะสังคมยังกังขาเรื่องดังกล่าว นายไชยชนก กล่าวว่า ตนไม่ได้มีความรู้สึกส่วนตัวว่าควรดำเนินการแบบไหน เพราะเรื่องนี้มีกระบวนการของมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการ

ไชยชนก โผล่แจง กมธ.ปมสินบน 40 ล้าน ยัน ส่งหลักฐานทุกอย่างให้ ตำรวจ-ป.ป.ช. แล้ว รับ ไม่แน่ใจ ผู้เสนอสินบนมีตัวตนจริงหรือไม่

17 กันยายน 2569 เวลา 14:45 น.

ไชยชนก โผล่แจง กมธ.กฎหมาย ปม สินบน 40 ล้าน ยัน ส่งหลักฐานทุกอย่างให้ ตำรวจ-ป.ป.ช. แล้ว รับ ไม่แน่ใจ หลังถูกถามผู้เสนอสินบนมีตัวตนจริงหรือไม่ เชื่อ ต้องมีมูล ระบุ คนที่ถูกซักถามไม่น่ามีศักยภาพทำเว็บพนัน ลั่น หลังประกาศจุดยืน ไม่มีใครกล้าเสนอเงินให้อีก

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนเรียกเข้าชี้แจง ปมสินบน 40 ล้าน ว่า ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่แล้ว เราได้มอบข้อมูลและแจ้งไปตั้งแต่ปีที่แล้วใน กมธ.ของนายรังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่มีการขอข้อมูลเรื่องการดำเนินการของทางกระทรวงในการปิดเว็บพนันต่างๆ ซึ่งตนก็ยินดีที่จะส่งข้อมูลเพิ่ม ตั้งแต่ได้ปฎิบัติหน้าที่มาในรัฐบาลที่แล้วจนถึงรัฐบาลนี้ เรามีการยกระดับหลายอย่างที่นำมาซึ่งการปิดเว็บพนันได้มากมาย เกินล้านURL ยืนยันว่าทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่ามีการเอาผิดกับคนเสนอสินบนอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า เข้าใจว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการหาแนวทางที่จะเข้าถึงตัว บุคคลที่ถูกกล่าวหา ก็รอดูว่าจะมีการดำเนินการแบบไหนต่อได้

เมื่อถามว่าบุคคลที่เสนอเงิน 40 ล้านบาทมีตัวตนจริงหรือไม่ นายไชยชนก ยืนยันว่า ข่าวสารที่มาถึงตนตอนนั้น จริงๆ เป็นการเตือนโดย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี

“โดยบอกว่า พี่ระวังเรื่องพวกนี้นะ เพราะเขามีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่ ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เลยเป็นเหตุที่ผมขึ้นมาและพูดว่ามีการสั่งการให้ปลัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในกระทรวงก่อน ว่าที่ผ่านมามีการกระทำแบบนี้ในกระทรวงหรือไม่ ทำไมถึงกล้าที่จะหาแนวทางเข้าถึงตัวของผมในรูปแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาและแสดงจุดยืนที่ชัดเจนก็เลยขึ้นไปพูดกลางสภา ผมปฏิเสธและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ และก็ดำเนินการตามข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่” นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นมีพลเมืองดีมอบบัตรสนเท่ห์ มาให้ตนตอนที่ลงพื้นที่ เพราะเขาเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ จึงนำเรื่องนี้มอบให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการต่อจนนำมาซึ่งการขยายผล

เมื่อถามว่าวันนี้มีประเด็นไหนที่กมธ.การกฎหมายฯ ติดใจอยู่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เบื้องต้นคิดว่าไม่มี ท่านประธานได้มีการสอบถามว่า มีอะไรที่ตนจะดำเนินการเพิ่มเติมในเรื่องนี้หรือไม่ ตนก็บอกว่าตอนนี้ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่ เรื่องทุกอย่างก็อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ถ้าหากหน่วยงานคิดว่ามีสิ่งที่ที่ตนสามารถส่งเสริมเพิ่มเติมได้ตนก็พร้อมสนับสนุนทุกเรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งหลักฐานที่ตนมีไปให้ทั้งหมด คือการที่มาบอกให้ตนรู้ก่อนที่จะขึ้นบัลลังก์ และก็ข้อมูลเรื่องบัตรสนเท่ห์ที่ตามมา

เมื่อถามว่ามีการสืบสวนแล้วหรือไม่ว่าผู้ที่มาติดสินบนมีความเชื่อมโยงกับเว็บพนันเครือข่ายใด นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ในส่วนของตัวเองในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวง เราได้ดำเนินการมาเยอะมากจากที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เราทำทุกช่องทางและลดเรื่องสแกมเมอร์มากว่า 50 % ซึ่งได้มีการปิดเว็บพนันถี่และเยอะมาก กว่าในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ทำเต็มที่ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงล่าช้า นายไชยชนก กล่าวว่า ตนไม่ได้ก้าวก่ายการปฎิบัติหน้าที่ ของตำรวจหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSl) คิดว่าเท่าที่ตนได้เห็นทุกคนก็ดำเนินการเต็มที่ตามพยานหลักฐานที่มี และตามอำนาจหน้าที่ที่มี

เมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่มีการติดสินบนนี้มีตัวตนจริงๆ ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่แน่ใจ ซึ่งก็ต้องมีมูล เพราะคนที่ถูกซักถามต่อไปไม่น่าดูมีศักยภาพในการทำเว็บพนัน เพราะฉะนั้นตนคิดว่าต้องมาจากคนอื่นแน่ๆ

“ ไม่มีใครกล้าที่จะมาเสนอกับผมแล้ว หลังจากผมประกาศไปเขารู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนไม่รับเรื่องพวกนี้ และก็ไม่ยุ่งกับเรื่องพวกนี้ ผมว่าก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การดำเนินการของหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาก จากก่อนที่ผมได้เข้ามาปฎิบัติหน้าที่“ นายไชยชนก กล่าว

ด้านนายวรศิษฎ์ เปิดเผยภายหลังเข้าชี้แจงต่อกมธ. ว่า สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมดว่าข้อมูลมาอย่างไร ซึ่งได้แจ้งให้กมธ.ได้รับทราบ

เมื่อถามว่ากรณีสินบน 40 ล้านบาท มีข้อเท็จจริงอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลมา ก็นำเรื่องแจ้งให้กับคนที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาคุยกับเราอยู่แล้ว เพราะผิดกฎหมาย ดังนั้น ต้องแจ้งให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมาย ยืนยันว่าข้อเท็จจริงมีแค่นั้น ซึ่งตนตั้งใจจะมาชี้แจงกับทางกรรมาธิการทุกครั้งจะได้สิ้นข้อสงสัย และยินดีให้ความร่วมมือเพราะเราไม่มีอะไรปิดบัง

DSI เดินหน้าต่อ เตรียมประชุมคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.นัดแรก ชี้ไม่ผูกมัดแค่ 77 รายตาม กกต.  ระบุโยงถึงใครฟันหมด

17 กันยายน 2569 เวลา 14:44 น.

ปมคดีฮั้ว สว.ร้อนไม่หยุด!! หลัง กกต.ชี้แจงมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานตามสำนวน DSI ขณะที่ล่าสุด DSI ยืนยันเดินหน้าเปิดเกมต่อแยกคดีอาญา อั้งยี่-ฟอกเงินแยกจากคดีเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย กกต. ลุยเส้นเงินฮั้ว สว.ไม่จำกัดเฉพาะ 77 รายที่ กกต.ส่งฟ้อง ระบุโยงถึงใครเจอหมด พร้อมเตรียมประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมอัยการภายในสิ้นเดือน ก.ย.


วันที่ 17 กันยายน 2569 จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิ สภา(สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ตามที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.แถลงมติกกต.เรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่14กันยายน ที่ผ่านมา และล่าสุดวานนี้(17ก.ย.) สำนักงานกกต.ได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่ารายงานการประชุมกกต.มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานจากDSI ชี้ไม่มีการเสนอรายละเอียด “เส้นเงิน” ให้พิจารณา ระบุช่วงไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. 11 ครั้ง ไม่มี กกต.คนใดร้องขอสำนวนคดีพิเศษมาประกอบการพิจารณานั้น

ล่าสุด แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เปิดเผยว่า สำหรับการนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือกวุฒิสภา คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประชุมครั้งแรกได้ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้

ส่วนประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วันหรือไม่นั้น แหล่งข่าวจากดีเอสไอ ชี้แจงว่าในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.

“เพราะคดีอาญาของดีเอสไอ และ กกต. มันแยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต. ก็ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.จำนวน 77 รายเท่านั้น เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลัก ว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน”

ทั้งนี้ กรณีที่มีการจับตาว่าในสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติม ดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวน ในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น

ทั้งนี้ เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย โดยมี 2 รายที่ไม่ถูก กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ คือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะหากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของ กกต. ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า สำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือถึง กกต.มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมดหรือไม่ แต่ปรากฏว่า กกต. มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของ กกต. ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิด สว. เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ โดยอ้างว่าติดปัญหาเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ดีเอสไอได้ทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงาน ปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงาน ปปง. แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า กรณีที่ กกต. ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้ว สว. ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้นๆ ก็เนื่องมาจากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้ กกต. แต่ทาง กกต. มีมติไม่รับหลักฐานไว้ มันก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกัน ก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนัก งานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จึงต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใด กกต. จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราช ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกัน คือ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้น และยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วย ซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำ ก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้น นายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลย แต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน


รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราช ช่างเหลา มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริงๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้น ตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ มันจะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า “คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ“ นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อที่จะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า “ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ” มันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่า “คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ“ ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตรา คือ ฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาล จะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรม การบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต. ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม

ทั้งนี้ มีรายงานข่าว ระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต. คือ การปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ

‘นายกฯ’ สั่ง ‘ปลัดมหาดไทย’ เร่งตั้ง มท. ส่วนหน้า ตามมติ สมช.

17 กันยายน 2569 เวลา 14:30 น.

อ

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย กล่าวภายในห้องประชุม ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย โดยกล่าวตอนหนึ่ง ว่าเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติจะบูรณาการการทำงาน ระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า โดยให้นายอำเภอเป็นหัวหน้าทีม ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทย รับทราบเรื่องนี้แล้ว และจะต้องมีการปรับจำนวนบุคลากรให้สอดรับกับสถานการณ์ ขณะที่กระทรวงมหาดไทย ขอให้มีการจัดตั้ง มท. ส่วนหน้าด้วย เพื่อบริหารสถานการณ์ในพื้นที่อย่างทันท่วงที ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะ สมช. มีมติไปแล้ว ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ก็ยืนยันกับตน ว่าพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ส่วนเรื่องการทำงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) ก็ขอชื่นชมเช่นเดียวกัน ช่วงนี้มีเหตุการณ์มากมายแต่ ปภ. และผู้ว่าฯ เรื่องพื้นที่ประสบเหตุ สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยความรวดเร็ว ไม่มีสิ่งที่เกินความคาดหมายเกิดขึ้น ต้องขอขอบคุณที่มีแผนเผชิญเหตุ ตามที่ตนได้มอบนโยบายไว้ ขอให้เพิ่มศักยภาพ และการเฝ้าระวังในช่วงนี้ เพราะมีฝนตกหนักไปจนถึงเดือนธันวาคม ซึ่งได้มีการแบ่งงานทั้งในระดับรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคน สามารถใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ดำเนินการได้เลย

ยอนุทิน ชาญวีรกูล

ขณะที่ เรื่องกรุงเทพมหานคร ขอยืนยันที่ผู้ว่าฯ กทม. ได้ให้นโยบายว่าข้อมูลข่าวสารของกรุงเทพมหานครเป็นข้อมูลที่เปิดเผยของรัฐบาลก็เช่นกัน เราพร้อมที่จะเปิดเผย ซึ่งวิธีการทำงานของตน โดยอุปนิสัยเป็นคนเปิดเผยอยู่แล้ว ไม่มีอะไรปิดบัง ข้างหน้าอย่างไร ข้างหลังก็อย่างนั้น เราก็ใช้มาตรการทำให้เป็นตัวอย่าง ว่าในกระทรวงมหาดไทยทุกอย่างต้องเปิดเผยตรงไปตรงมา ใครจะมาขอดูสเป็กอะไร ไม่ยอมเปิดเผยกัน ใช้วิธีการช่วยเหลือผู้รับจ้างตามอำเภอใจ ใครวิ่งเก่งก็ได้รับการช่วยเหลือ แต่คนเหล่านั้น ก็ไปหมดแล้ว อย่าให้โลกเก่ากลับมาอีก โลกนั้น เป็นโลกที่แย่ รับไม่ได้ ใช้ไม่ได้ เราอยู่ตรงนี้ต้องอำนวยความเป็นธรรมให้คน ถ้ากระทรวงมหาดไทยไม่บำบัดทุกข์บำรุงสุข กับทุกคน ตนดีใจตั้งแต่พวกเราเข้ามาทำงานด้วยกัน 3 ปีที่ผ่านมาทำไมไม่มีเรื่องสเป็กเลย ไม่เห็นมีผู้รับเหมาที่เสนอราคาสูงกว่าคนอื่น และวิ่งผู้ว่าฯได้ และได้งานไป ตรงนี้ไม่อยากให้เป็นเรื่องชั่วคราว ดังนั้น ต้องฝากไปยังประธานรัฐวิสาหกิจทั้งหลายด้วย ต้องตั้งเป็นกฎเกณฑ์ให้มีความเรียบร้อย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ เรามาถึงจุดนี้มาทำงานกับรัฐมนตรี ที่เป็นไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ หลอกกันไม่ได้หรอก ดังนั้น ต้องทำเต็มที่เรื่องพวกนี้ ใครที่ผิดก็ดำเนินการ ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งนั้น

ใครถูกกล่าวหาก็เคลียร์ตัวเอง อนุทิน บอกเห็นแล้ว วรภัค ติดโผ กมธ.สหรัฐฯ ชงคว่ำบาตร ปัดไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้

17 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ว่า เห็นชื่ออยู่ เรื่องพวกนี้ใครที่โดนกล่าวหา ต้องไปตั้งทนายความและหาวิธีที่จะเคลียร์ตัวเอง ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับทางรัฐบาล

เมื่อถามย้ำว่า แต่สหรัฐฯ เรียกเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตรวจสอบนั้น นายอนุทิน ระบุว่า “รัฐบาลไหนล่ะ ไม่ใช่รัฐบาลนี้”

‘นายกฯ’ ชี้ ไม่จบแค่ย้าย ข้าราชการเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ต้องให้ออกไว้ก่อน พร้อมขีดเส้นตายจบภายในเดือนนี้

17 กันยายน 2569 เวลา 14:22 น.

นายก

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ถึงการดำเนินการสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า เรื่องนี้บั่นทอนความมั่นใจของประชาชนมากพอสมควร ไม่มีใครไม่เชื่อว่าเรื่องนี้สุจริต ซึ่งถือเป็นคราวเคราะห์ แม้ว่าจะกำลังดำเนินการอยู่ สมมติว่าเรื่องนี้ไม่มีใครผิดเลย เกิดขึ้นโดยระบบหรือธรรมชาติ ก็คงไม่มีใครเชื่อ และที่ผ่านมาเครือข่ายจากการสอบสวน ได้เห็นว่ามีบุคคลภายนอกมาร่วมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอนาถใจมาก

“พูดในภาษาที่เป็นพี่น้องกัน คือการมาโกงกันบนหัวผม แล้วตอนนี้สังคมสรุปและพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว และตัวผมเองก็พิพากษาไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เพียงแต่อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย มันต้องมีขั้นตอน มีหลายหน่วยงาน มีการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิด และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดย ปปง. ยึดทรัพย์กว่า 380 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่หมดเท่านี้” นายอนุทิน กล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทย ในฐานะดูแลกำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นต้องขยายผล ซึ่งภายนอกมีการจับเข้าคุก ห้ามเยี่ยมห้ามประกัน ส่วนข้าราชการที่มีส่วนทำผิดกฎหมาย ก็ต้องเร่งดำเนินการ ตอนนี้แค่ย้ายไม่พอ หากเข้าเกณฑ์เมื่อไหร่ ปลัดมหาดไทย ต้องสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า ดำเนินการอย่างเต็มที่ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ โดยหากใครไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องเกรงกลัว ต้องฟาดให้ยับ เพราะถือเป็นการทำความเสียหาย ให้กับหน่วยงาน เปรียบทุกคนเป็นเจ้าของบ้าน มีทรัพย์สิน อยู่ดีๆใครไม่รู้มาทำลายทรัพย์สิน บ้านขอวเรา ก็ต้องถือว่าไม่มีความเหมาะสมที่จะอยู่ร่วมกัน ตนเองอยู่ที่นี่มา 3 ปีต้องเกรงใจกันบ้าง การมาบอกว่าทำแบบนี้ มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่ตนเองยังไม่เข้ามา เรื่องนี้ขอไม่รับทราบ แต่ขอรับทราบเมื่อตนเองเข้ามาอยู่ที่นี่ และจะทำเรื่องเหล่านี้อีกไม่ได้

“เวลาโดนประชาชนสื่อมวลชน เขาไม่ได้พูดถึง ผอ.อธิบดี หรือผู้ตรวจคนไหน ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลับพูดว่าต้องเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในกระทรวงมหาดไทย ที่จะทำเรื่องนี้ได้ เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง ก่อนจะย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ว่าจะไปบอกให้มีการยั้งมือหรือเว้นใครคนใดคนหนึ่ง หากการสืบสวนสอบสวนพาดพิงไปถึงใคร ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะถึงวาระโยกย้าย โดยอธิบดี ปภ.ที่เป็นประธานสอบสวนวินัยร้ายแรง ขอให้เร่งดำเนินหาร หากไม่เรียบร้อย เดี๋ยวจะไม่ได้ไปโยธา” นายกฯ ระบุ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน กล่าวว่า ชัดอยู่แล้ว รับผิดชอบเรื่องนี้ก็ต้องรับทั้งผิดและทั้งชอบ และเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสะเทือนขวัญ น่าสยองสำหรับความเป็น รมว.มหาดไทย ของตนเอง เพราะฉะนั้น ขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เข้าใจว่าการทำงานตรงนี้ มีกฎหมายต้องยึด ว่า ต้องเร่งรัด

“ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ต้องมองขั้นตอนข้างหน้าต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน วิเคราะห์ต้องเป็นอย่างนี้เกี่ยวพันถึงคนนั้นคนนี้เท่าที่เราทำงานด้วยกันมาโดยเฉพาะกรณีนี้ ผมสงสัยตรงไหนไม่เคยหลุดซักเรื่อง แต่ท่านจะมากลัวว่าเดี๋ยวเขาจะฟ้องกลับ ฟ้องกลับยิ่งดี จะได้เปิดเผยทุกอย่างที่เราเข้าไปไม่ถึง เพราะกฎหมายอย่างไรก็ปกป้องคุ้มครองคนทำหน้าที่โดยสุจริต ไม่ให้ขยายเวลานะ ผมขอพูดตรงนี้ มีคนมาขอให้ผมขยายเวลาเรื่องนี้ เรื่องนี้ต้องจบภายในเวลาที่กำหนดไว้ ไม่มีทางให้เลย 30 ก.ย.เป็นอันขาด เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนหน้าที่ของคนหลายคน จึงขอให้ปลัดและรองปลัดที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันหารือร่วมกันเพื่อไปดำเนินการในคณะกรรมการไม่มีการปกป้องช่วยเหลือใคร เรื่องนี้ขอให้เร่งดำเนินการให้เสร็จให้ถือเป็นข้อสังการอย่างชัดเจน เวลาล่วงเลยมาขนาดนี้แล้วหน่วยงานอื่นไปไกลมากแล้วดังนั้นหน่วยงานเจ้าบ้านต้องเด็ดขาด” นายกฯ กล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

นักวิชาการ มธ.แนะรัฐ ปรับสูตรไทยช่วยไทยพลัส แทนต่ออายุแบบเดิม ช่วย ปชช.ตรงจุด-สร้างผลระยะยาว

17 กันยายน 2569 เวลา 14:06 น.

“นักวิชาการธรรมศาสตร์”เสนอรัฐบาล ปรับเงื่อนไข”ไทยช่วยไทยพลัส” แบ่งตามความเปราะบาง-ความสามารถร่วมจ่าย แทนต่ออายุโครงการแบบเดิม รวมถึงเดินหน้า 4 มาตรการ ควบคู่ปรับโครงสร้างหนี้ป้องกันลูกหนี้ Stage 2 กลายเป็น NPL-ลดต้นทุนค่าครองชีพ-ส่งเสริมการออมและลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง-Reskill/Upskill เพื่อช่วยเหลือให้ตรงจุด ครอบคลุมมากขึ้น เกิดผลระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันกำลังซื้อ ค่าครองชีพ และคุณภาพสินเชื่อ

17 กันยายน 2569 รศ.ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้ารัฐบาลจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 1 – 2 เดือน รวมถึงหากจะมีการพิจารณานำวงเงินกู้ส่วนที่วางไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้กับโครงการฯ ระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการฯแทนการต่ออายุในรูปแบบเดิม โดยแบ่งการช่วยเหลือตามความเปราะบางและความสามารถในการร่วมจ่าย เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุดที่ไม่มีเงินเพียงพอร่วมจ่าย 40% อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนรัฐช่วยเหลือได้ถึง 100% ขณะที่กลุ่มที่ยังมีกำลังร่วมจ่ายควรกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสมกับรายได้และภาระค่าครองชีพ

“การจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ ไม่ควรทำมาตรการแบบหว่าน เพราะแหล่งเงินที่นำมาใช้เป็นเงินกู้ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ใช่รายได้ปกติของรัฐ ฉะนั้น การนำมาใช้ควรก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรวจสอบได้ คุ้มกับต้นทุนทางการคลังและภาระหนี้ที่เกิดขึ้น” รศ.ดร.วิชัย กล่าว

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าอีก 4 มาตรการควบคู่ไปด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด และครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนเกิดผลระยะยาวได้แก่ 1.ควรเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันให้ลูกหนี้เปราะบาง โดยเฉพาะลูกหนี้ Stage 2 ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามเป็นการผิดนัดชำระ โดยต้องออกแบบมาตรการให้ช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพชำระหนี้และไม่สร้างแรงจูงใจให้ก่อหนี้เพิ่ม 2.ลดต้นทุนค่าครองชีพที่กดดันกำลังซื้อ เช่น ค่าเดินทางและพลังงาน โดยเน้นมาตรการที่ลดต้นทุน และไม่เพิ่มแรงกดดันด้านราคาโดยไม่จำเป็น

3.สำหรับประชาชนที่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอและไม่มีภาระหนี้ดอกเบี้ยสูง ควรส่งเสริมการออมและการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและสภาพคล่องของแต่ละคน ผ่านการออกแบบช่องทางให้เงินออมเชื่อมไปสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในประเทศ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนและความรู้ทางการเงิน และ 4. ควรยกระดับทักษะเดิมและพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงาน (Reskill/Upskill) ที่เชื่อมกับตำแหน่งงานและทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อเพิ่มโอกาสมีงานทำ มีรายได้ และความมั่นคงในการทำงาน

“เงินฝากยังเป็นแหล่งทุนสำคัญของระบบธนาคาร แต่ในเชิงสินเชื่อ SMEs (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีการหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิต การส่งผ่านเงินออมไปสู่กิจกรรมเศรษฐกิจเลยอาจได้ไม่เต็มที่ สำหรับประชาชนที่มีฐานะการเงินพร้อม การมีทางเลือกลงทุนที่หลากหลาย เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง อาจช่วยเชื่อมเงินออมไปสู่ภาคธุรกิจและการลงทุนได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ดึงเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินที่ควรใช้ชำระหนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงได้ เป็นธรรม และต่อเนื่อง” รศ.ดร.วิชัย กล่าว

ทั้งนี้ เหตุผลที่รัฐบาลควรออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละด้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจที่ยังโตไม่แรงและไม่ทั่วถึง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงสินเชื่อของ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง ด้านคุณภาพสินเชื่อ ไตรมาส 2/2569 NPL Stage 3 อยู่ที่ 2.82% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ Stage 2 อยู่ที่ 6.78% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ส่วนหนึ่งของการลดลงของ Stage 2 มาจากลูกหนี้เปราะบางบางส่วนไหลไปเป็น NPL จึงควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือก่อนลูกหนี้หลุดเข้าสู่ Stage 3

รศ.ดร.วิชัย กล่าวต่อไปว่า อีกทั้งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ 11 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2558 – 2568 รวม 44 ไตรมาส ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีมาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือในการจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นโดยที่ประชาชนร่วมจ่ายนั้น ยังไม่พบความสัมพันธ์เชิงสถิติที่ชัดเจนว่าขนาดเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นจะสัมพันธ์กับการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชน (PFCE) ที่สูงขึ้น กระนั้น ผลดังกล่าวก็ไม่ควรถูกตีความว่ามาตรการลักษณะนี้ไม่มีผลต่อ GDP หรือเศรษฐกิจโดยรวม เพราะนโยบายมักถูกนำมาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ภายใต้แรงกดดัน

“อย่างรอบล่าสุดที่มีการเปิดเผยมาว่าไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายถึง 1.38 แสนล้านบาทซึ่งรวมทั้งในส่วนของรัฐสนับสนุนและประชาชนร่วมจ่ายเอง แต่ยอดธุรกรรมทั้งหมดไม่ควรถูกนับเป็นกำลังซื้อใหม่โดยอัตโนมัติ ต้องแยกส่วนที่ประชาชนจะใช้จ่ายอยู่แล้วจากการใช้จ่ายที่เกิดเพิ่มจากมาตรการ หากเงินรัฐเพียงเข้าไปแทนเงินของประชาชนในรายการซื้อเดิม ผลกระตุ้นใหม่จะต่ำกว่ายอดธุรกรรมที่เห็น แต่หากมาตรการทำให้เกิดการซื้อเพิ่มจริง ส่วนดังกล่าวจึงเป็นกำลังซื้อใหม่” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้ยังมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มสภาพคล่องในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจช่วยให้ประชาชนยังคงจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นได้ รวมถึงเงินที่ประหยัดได้ไปชำระหนี้ เก็บเป็นเงินออม หรือลดการกู้ยืมและการใช้บัตรเครดิต รวมถึงยังช่วยพยุงยอดขายและสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อย และหากเชื่อมมาตรการค่าครองชีพกับการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับลูกหนี้ Stage 2 และกลุ่มที่เริ่มค้างชำระ ก็จะสามารถติดตามผลได้ชัดขึ้นว่ามาตรการช่วยลดการไหลจาก Stage 2 ไปเป็น NPL ได้มากน้อยเพียงใด

“แต่มาตรการลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอิสระในภาวะปกติ รัฐมักนำมาใช้เมื่อเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน จึงมีปัญหาการที่ภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อทั้งการออกนโยบายและผลลัพธ์ที่กำลังวัด ดังนั้นไม่ควรใช้ความสัมพันธ์จาก regression เพียงอย่างเดียวเพื่อสรุปเชิงเหตุและผลว่ามาตรการมีหรือไม่มีผล” รศ.ดร.วิชัย ระบุ

รศ. ดร.วิชัย กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญสำหรับการตัดสินใจ คือ ไม่ควรดู GDP หรือยอดใช้จ่ายของโครงการเพียงตัวเดียว แต่ควรใช้ตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่ 1. ภาวะรายได้และกำลังซื้ออ่อนแรง (Demand/Income Stress) 2.แรงกดดันด้านราคาและข้อจำกัดด้านอุปทาน (Price/Supply Pressure) และ 3. ภาวะตึงตัวทางการเงินและสินเชื่อ (Financial/Credit Stress) เพื่อเลือกว่าควรใช้มาตรการร่วมจ่าย การลดต้นทุน การช่วยหนี้ หรือมาตรการเฉพาะพื้นที่และอาชีพที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

ดังนั้น หากมีการดำเนินมาตรการระยะต่อไป ควรกำหนดตัวชี้วัดผลที่วัดได้ล่วงหน้า เช่น สัดส่วนลูกหนี้ Stage 2 ที่ไหลเป็น NPL อัตราค้างชำระ ยอดขายและอัตราอยู่รอดของร้านค้ารายย่อย การใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นจริงหลังหักส่วนที่เดิมจะใช้จ่ายอยู่แล้ว ภาระค่าครองชีพของครัวเรือน และแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมกำหนดรอบทบทวนและเงื่อนไขยุติมาตรการ เพื่อให้การช่วยเหลือชั่วคราวไม่กลายเป็นภาระการคลังถาวร

โรม ท้า กกต.เปิดชื่อ-หลักฐาน หลังมีโยง สว.สีส้ม ลั่นอย่าใช้วิธี ถ้าฉันชั่ว คุณต้องชั่วด้วย จี้ใช้มาตรฐานเดียวกัน

17 กันยายน 2569 เวลา 14:04 น.

โรม ออกโรงฉะใครบังอาจตีตรา สว.สีส้ม อย่าใช้วิธี ถ้าฉันชั่ว คุณต้องชั่วด้วย ยัน ปชน. ไม่เคยปกป้องใคร ท้า กกต. เปิดชื่อ-หลักฐาน ใช้มาตรฐานเดียวกันฟันยกแผง

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงสำนวนคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนที่โยงไป สว.สีส้ม และพรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ว่า ไม่มี สว. คนไหนที่นิยามตัวเองว่าเป็น สว.สีส้ม แต่ความพยายามตีตราว่ามี สว. สีส้ม เกิดจากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม ทำให้คนตรีตราในเรื่องว่า หากผมชั่ว คุณก็ต้องชั่วเหมือนผม เป็นข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาด ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยปกป้อง หรือเรียกร้องในการเลือกปฏิบัติกับ สว. กลุ่มหนึ่ง หรือปฏิบัติแตกต่างกับ สว. อีกกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือมาตรฐานเดียวกันหากมีพยานหลักฐานใดไม่ว่า สว. ประชาชน สว. กลุ่มอิสระ สว. สีน้ำเงิน จะต้องปฏิบัติแนวทางเดียวกัน โดยกล่าวย้ำว่าที่เรียก สว. สีส้มไปดูว่าใครเป็นคนนิยาม ว่าตนเองเป็น สว. สีส้มจริงๆ หรือไม่ แต่ สว. สีน้ำเงินมีแน่

“พอเราไปดูในรายละเอียด ต้องแยกกันกระทำให้ชัดคำว่า โกง สว. มีหน้าตาอย่างไร หากมีประเภทจ้างให้คนมาสมัคร เพื่อที่จะพลีชีพโหวตให้กับตัวเอง มีการจ่ายเงินจ่ายทองกันมากมาย มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คิดว่าพวกนี้ต้องแยกให้ชัดสิ่งที่พยายามจะบอกว่ามี สว.อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเพื่อนหรือเกี่ยวข้องกับคุณ ต้องแยกกันให้ชัดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าข้อเท็จจริงเหมือนกัน ถ้าอนุทินชอบพูดว่าอะไรนะ ปิดชื่อถือพฤติกรรมก็ใช้หลักการนั้นสิ” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ทาง กกต. สามารถดำเนินการได้เต็มที่หากจะเปิดหลักฐานก็ยินดี ซึ่งสามารถเปิดชื่อได้เลยว่าเป็นนักการเมืองคนไหนของพรรคประชาชนไปเกี่ยวข้อง พรรคประชาชนยินดีให้ตรวจสอบ ขณะเดียวกันพรรคก็จะจะมีกระบวนการตรวจสอบภายใน แต่ตามที่ได้แจ้งไปคือตกลงการโกง สว. ต้องแยกระหว่าง สว. ไปเข้าชื่อรวมกลุ่มกัน ทำเว็บไซต์ ผิดหรือไม่เอาให้ชัด แต่อีกอันนึงผิดแน่ๆ เรื่องของการจ่ายเงินไปจ้างคนสมัครผิดประเภท ซึ่งแตกต่างกัน ระหว่าง “ โกง สว.กับ ประชาชนไปรวมกลุ่มกัน” พูดคุยแนะนำตัวแตกต่างกันมาก

“เรื่องนี้ไม่ใช่กรณีที่ว่าการที่ สว. สีส้มสู้ได้หรือไม่ได้ หากมีพฤติกรรมในการโกง สว. ไม่ว่าจะเคยเป็นสมาชิกพรรคใด หรือนิยามตัวเองเป็นสีอะไร ต้องจัดการทั้งหมด ซึ่ง กกต. จะต้องดำเนินการให้ชัด ไม่ใช่การถกเถียงว่า สว. นี้เป็นของใคร แต่ต้องรู้ว่ามีกระบวนการโกง สว.ใช่หรือไม่ ซึ่งต้องจัดการทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์เชื่อมถึงใครก็ต้องจัดการ” นายรังสิมันต์ กล่าว