ผบ.ทสส.สั่ง 3 เหล่าทัพ-ตร. เร่งยกระดับ C4ISR เชื่อมข้อมูลไร้รอยต่อ ผนึก AI-โดรน-ไซเบอร์ เสริมความพร้อมรบ-รับภัยคุกคามอนาคต

17 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

17 กันยายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

โดยกองบัญชาการกองทัพไทย เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สรุปผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในปีงบประมาณ 2569 ดังนี้

กองบัญชาการกองทัพไทย มุ่งเตรียมความพร้อมรองรับภัยคุกคามทุกรูปแบบ ภายใต้แนวทาง Kingdom – People – Future – Commitment ให้ความสำคัญกับการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ การเสริมสร้างความพร้อมรบ และการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ขับเคลื่อน RTARF 2050 ด้วยเทคโนโลยี AI, Cloud อากาศยานไร้คนขับ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมบูรณาการขีดความสามารถด้านข่าวกรอง ไซเบอร์ การสื่อสาร และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รองรับสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดน ตลอดจนเร่งพัฒนาการยิงระยะไกล การข่าวร่วม การปฏิบัติการพิเศษร่วม และหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (JCC) เพื่อรองรับการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติ

กองทัพบก มุ่งพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและพร้อมรองรับภัยคุกคามในอนาคต ทั้งในด้านกำลังพลและยุทโธกรณ์ ตลอดจนแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับภัยคุกคาม รวมทั้งการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ ตลอดจนยกระดับศูนย์ฝึกและมาตรฐานการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชน

กองทัพเรือ ดำรงภารกิจพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์และสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ควบคู่กับการปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนจันทบุรี-ตราด และเขตแดนทางทะเล พร้อมรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและความปลอดภัยในการเดินเรือ ดำเนินการสกัดกั้นยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง และอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติและภัยทางทะเล ตลอดจนเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ครั้งที่ 20 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค

กองทัพอากาศ ดำรงการถวายพระเกียรติ ถวายความปลอดภัย และสนับสนุนพระราชกรณียกิจ พร้อมป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติครอบคลุมมิติทางอากาศ ไซเบอร์ และอวกาศ รวมถึงปฏิบัติการทางอากาศร่วมกับเหล่าทัพในการรักษาอธิปไตยจากสถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออก สนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และช่วยเหลือประชาชนจากสาธารณภัย ตลอดจนส่งเสริมการวิจัย และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยจัดกำลังตำรวจตระเวนชายแดนปฏิบัติร่วมกับฝ่ายทหารตามแผนป้องกันชายแดนทั่วประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับสถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออก จัดกำลังปฏิบัติร่วมกับกองกำลังทหารในพื้นที่ 7 จังหวัด พร้อมสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตลอดจนสกัดกั้นยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และอาวุธปืนผิดกฎหมาย เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติอย่างต่อเนื่อง

หลังกาาประชุมจบ พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ พล.ต.ต. ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.อ.นรา คุณโฑถม รองโฆษกกองทัพเรือ ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุม โดยทางโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถระบบควบคุมบังคับบัญชากองทัพไทย ซึ่งเป็นการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง โดยกองทัพไทยได้กำหนด Domain เพื่อเป็นแนวทาง ในการพัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถออกเป็น 7 Domain สำหรับการขับเคลื่อนที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชา การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี ซึ่งอาศัยปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ เสถียรภาพของระบบเครือข่าย การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์มีการเฝ้าระวังและรักษาความปลอดภัย การแบ่งปันข้อมูลทุกมิติให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อการปฏิบัติการร่วมที่มีประสิทธิภาพในอนาคต มุ่งเน้นการพัฒนาภายในประเทศและลิขสิทธิ์ของคนไทย เพื่อให้เกิดอธิปไตยทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสนับสนุนให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ด้านโฆษกกองทัพบก เดินหน้าพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ตามแผนพัฒนาด้านดิจิทัลกองทัพบก พ.ศ.2566 – 2570 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการอำนวยการ การสั่งการ และการสนับสนุนภารกิจทางทหารให้มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งสู่การประยุกต์ใช้ระบบ C6ISR ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทันเวลา ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการบูรณาการระบบและมาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจในทุกระดับ รวมถึงการปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกกองทัพเรือ นำเสนอการพัฒนาระบบ C4ISR เพื่อสนับสนุนการควบคุมบังคับบัญชาในระดับยุทธการ การแสดงภาพสถานการณ์ และการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา ให้มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อถือได้โดยติดตั้งระบบให้กับศูนย์ปฏิบัติการและกำลังรบที่สำคัญ ทั้งกำลังทางเรือ อากาศนาวี สถานีตรวจการณ์ทางทะเล และระบบอากาศยานไร้คนขับ ควบคู่กับการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกำลังทางเรือ รองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่องบินขับไล่ Gripen และเครื่องบิน Saab 340 AEW ของกองทัพอากาศ ในการปฏิบัติการร่วมกองทัพเรือ และกองทัพอากาศสำหรับการพัฒนาในอนาคต กองทัพเรือมีแผนเพิ่มขีดความสามารถของระบบ C4ISR ให้รองรับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ การแสดงภาพสถานการณ์ทางบกและทางทะเล และข้อมูลจำนวนมาก ตลอดจนพัฒนาและติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีให้กับเรือฟริเกตที่จัดหาใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการร่วมทั้งภายในกองทัพเรือและระหว่างเหล่าทัพต่อไป

กองทัพอากาศ นำเสนอการพัฒนากำลังกองทัพอากาศ ตามแนวทางการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง โดยปัจจุบันกองทัพอากาศมีระบบบัญชาการและควบคุม ACCS ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยง ข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของกองทัพอากาศ และใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีกับอากาศยานแบบต่าง ๆ อยู่ทั้งหมด 4 ระบบ โดยสามารถส่งภาพสถานการณ์ร่วมให้กับกองทัพเรือได้ ซึ่งกองทัพอากาศได้รับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาจากโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทนในการเชื่อมโยงข้อมูลระดับประเทศ ระหว่างเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ เพื่อให้ทุกเหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเสนอการพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาและระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี เพื่อรองรับการจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 โดยระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการสั่งการหน่วยปฏิบัติให้สามารถทำงานบนภาพสถานการณ์เดียวกันอย่างรวดเร็ว และมีเอกภาพ และการสนับสนุนภารกิจกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
ได้แก่ งานป้องกันและรักษาสถานการณ์ชายแดน งานสนับสนุนภารกิจการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การปฏิบัติภารกิจร่วมกับกองทัพไทย (หน่วยควบคุมทางยุทธการ) ในการภารกิจป้องกันอธิปไตย และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยได้วางกำลังควบคุมช่องทางธรรมชาติ เพื่อสกัดกั้นอาชญากรรมตามแนวชายแดน

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและวาตภัยในช่วงฤดูฝน พร้อมกล่าวขอบคุณเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และประสานความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งในการดำเนินงานตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา และภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ความปลอดภัย และการพิทักษ์รักษาสถาบันหลักของชาติ พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้อุทิศกำลังกาย กำลังใจ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดระยะเวลารับราชการ ก่อให้เกิดคุณูปการต่อกองทัพ ประเทศชาติและประชาชน โดยเกียรติประวัติ ผลงาน และคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้ จะเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละและความภาคภูมิใจ ตลอดจนได้รับการจารึกไว้ในเกียรติประวัติของกองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โฆษก ทบ.แจงประสานกัมพูชา เคลียร์ปมขุดคูเลต พื้นที่ช่องสะงำ ยัน!ลุล่วงด้วยดี-ไม่ต้องกังวล

17 กันยายน 2569 เวลา 13:50 น.

17 กันยายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงความคืบหน้าทหารกัมพูชา ขุดคูเลตและวางแนวลวดหนามบริเวณเนิน 450 ในพื้นที่ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า ล่าสุดชุดประสานงานของทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ ได้มีการพูดคุยกัน โดยฝ่ายกัมพูชายอมที่จะปรับสภาพพื้นที่กลับคืนแล้ว ถือว่าสามารถเจรจากันได้และแก้ไขปัญหาด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งอาจเกิดความวิตกกังวล และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจลุกลาม ว่าขอให้ฟังข่าวสารจากทางราชการ เนื่องจากข่าวสารในโซเชียลมีเดียมีที่มาที่หลากหลาย ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล และยืนยันว่าหน่วยงานในพื้นที่ทั้งเจ้าหน้าที่ปกครองและทหารมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา และสถานการณ์ไม่ได้น่ากังวลเท่าข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

ส่วนสาเหตุที่ทหารกัมพูชาดำเนินการขุดคูเลต โฆษก ทบ.ระบุว่า ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากหน่วยในพื้นที่ถึงรายละเอียดต่างๆ แต่ด้วยพื้นที่กว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งมีหน่วยขนาดเล็ก ประจำการอยู่ตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ก็จะส่งผลให้เกิดกรณีลักษณะนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะในห้วงที่ไม่มีการขยับแนวการวางกำลัง เช่น การปะทะด้วยคารม การจัดกิจกรรม หรือแสดงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม แต่ประเด็นที่ฝ่ายไทยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ การปรับปรุงพื้นที่ การขุดคู และการติดตั้งสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งแม้ฝ่ายไทยจะจับตามองอย่างใกล้ชิด ก็ยอมรับว่าอาจเกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นได้เช่นกัน แต่เมื่อมีการพูดคุยและเจรจาก็จะได้รับความร่วมมือทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายกัมพูชายอมกลบคูเลต และถอนสิ่งกีดขวาง นั้น เป็นการยอมรับว่าพฤติการณ์ดังกล่าวรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือไม่ อย่างไรนั้น โฆษก ทบ.ระบุว่า ต้องติดตามรายละเอียดจากหน่วยในพื้นที่ เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยที่วางกำลังในพื้นที่ย่อมทราบถึงแนวการวางกำลังอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะมองว่าเป็นแค่การวางเครื่องกีดขวาง เพื่อรักษาความปลอดภัยของหน่วย แต่เมื่อเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกัน ก็จำเป็นต้องมีการท้วงติง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวล เนื่องจากชุดประสานงานของทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้

ศาลอาญาทุจริตฯ ไฟเขียว วัชระ ขยายเวลายื่นฎีกาคดี สรศักดิ์-ชัชวาล ถึง 16 ต.ค.69

17 กันยายน 2569 เวลา 13:37 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งอนุญาตให้ นายวัชระ เพชรทอง ขยายระยะเวลายื่นฎีกาคดีฟ้องนายสรศักดิ์ เพียรเวช และนายชัชวาล อภิบาลศรี ออกไปจนถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2569 หลังโจทก์ระบุเหตุผลว่าสำนวนพยานเอกสารและประเด็นข้อกฎหมายมีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้เวลาเรียบเรียงให้รัดกุมก่อนยื่นต่อศาลฎีกา

คดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท22-23/2563 และคดีหมายเลขแดงที่ อท33-34/2563 โดยมีนายวัชระ เพชรทอง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสรศักดิ์ เพียรเวช เป็นจำเลยที่ 1 และนายชัชวาล อภิบาลศรี เป็นจำเลยที่ 2

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายวัชระ โจทก์ในคดี ได้ยื่นคำร้องฉบับที่ 1 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกา สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ (แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ) ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี

ในคำร้องขอขยายเวลา โจทก์ให้เหตุผลว่าทนายความอยู่ระหว่างเขียนร่างคำฎีกาแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากสำนวนคดีมีรายละเอียดและเอกสารจำนวนมาก โดยมีความเชื่อมโยงกับเอกสารหมาย จ. และเอกสารหมาย ล. หลายฉบับ รวมทั้งต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยในประเด็นต่างๆ ให้ชัดเจน

นอกจากนี้ คดีนี้มีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแตกต่างกัน โจทก์จึงต้องบรรยายร่างฎีกาให้ปรากฏชัดเจน เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญอันควรขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทันภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน

ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้พิจารณาคำร้องและมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายเวลายื่นฎีกาในคดีดังกล่าวออกไปได้จนถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2569

มูลเหตุในคดีนี้เกิดจากการที่ นายสรศักดิ์ เพียรเวช ขณะเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนายชัชวาล อภิบาลศรี ขณะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานคณะกรรมการเร่งรัดโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ปฏิเสธไม่ส่งเอกสารตามหมายเรียกในคดีอาญาที่ นายชัชวาล อภิบาลศรี เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวัชระ เพชรทอง เป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทที่ศาลอาญา เมื่อบุคคลทั้งสองไม่ส่งเอกสารตามหมายศาล นายวัชระจึงได้นำเหตุนี้มาฟ้องที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับลงโทษจำเลยทั้งสอง นายวัชระจึงไปขออนุญาตยื่นขยายฎีกาดังกล่าว

เกรงใจใครนักหนา! โรม ข้องใจ อนุทิน ไม่กล้าจัดการขบวนการ สแกมเมอร์ จริงจัง หลัง มะกัน ส่งสัญญาณคว่ำบาตร วรภัค

17 กันยายน 2569 เวลา 13:29 น.

เกรงใจใครนักหนา! โรม ข้องใจ อนุทิน ไม่กล้าจัดการขบวนการ สแกมเมอร์ จริงจัง หลัง มะกัน ส่งสัญญาณคว่ำบาตร วรภัค ซัดรัฐบาลชอบใช้ โจรจับโจร คดีตัวเอง หวั่นลามกระทบความน่าเชื่อถือไทย

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศของ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 28 คนและ 2 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของเบน สมิธ, ยิมเลียก และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลังว่า เรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย เพราะการที่นายวรภัคถูกกล่าวหาร้ายแรงขนาดนี้ แต่สามารถเป็นรัฐมนตรีอย่างไรก็ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ เพราะตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยในสภาฯ

จนถึงวันนี้ ยังมีคำถามว่านายวรภัคถูกดำเนินการตามกฏหมายอะไรบ้าง และถ้าหากไม่มีการดำเนินการเลย เป็นเพราะอำนาจบารมีหรือเส้นสาย ที่อยู่ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองหรือไม่ โดยเชื่อว่าแค่นายวรภัคลาออกไปก็จะจบ

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่มุมมองสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย แต่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลกที่มองต่อเราว่า ตกลงแล้วประเทศไทยมีความสัมคัญอะไรบางอย่างกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กำลังส่งผลร้ายแรงกับทั่วโลก ที่เกี่ยวข้องและมากไปกว่านั้นบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร BIC ซึ่งมีคนไทยหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้อง บางคนเป็นอดีตจเรตำรวจ ซึ่งไม่กี่เดือนก่อนหน้าก็ไปร่วมงานกับนายอนุทินในงานสำคัญงานหนึ่ง จึงกลายเป็นคำถามว่าประเทศไทยจะจัดการปัญหาฟอกเงินและสแกมเมอร์อย่างไรที่ส่งผลร้ายแรงเป็นระบบ เรื่องนี้มีชนชั้นนำ (อีลีท) และนักการเมืองไทยเกี่ยวข้องหลายคน แต่จนถึงวันนี้คดีต่าง ๆ ยังเงียบหาย ทำแค่ยึดทรัพย์ บางรายออกหมายจับ พูดตรง ๆ คือยังไม่น่าพอใจ เราต้องสาวไส้ให้หมดต่อไป ระดับนั้นซึ่งเรายังไม่เห็นความคืบหน้าระดับนั้น

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่างของ นายฮุน โต หลานชายของฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เราก็เคยพยายามทวงถามว่าทำไมไม่มีการออกหมายจับ เป็นเพราะ เกรงใจหรือฮุน เซนหรือ ทั้งที่ฮุน โต เป็นหนึ่งใน 28 รายชื่อที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ซึ่งเหตุผลที่ทำให้การจัดการเรื่องนี้ยังล่าช้าเพราะผู้มีอำนาจไม่รู้เกรงใจหรือกลัวอะไร ถึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการกวาดล้างเรื่องนี้ให้หมด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลและประเทศไทย ดังนั้นต้องถามนายอนุทินว่า เกรงใจอะไรนักหนาถึงไม่จัดการให้จบสิ้นเสียที

เมื่อถามว่า การที่สหรัฐฯ กำหนดกรอบเวลาให้ไทยสืบสวน หากเราทำไม่ได้ตามกำหนดจะส่งผลอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สำหรับตนแล้ว เวลา 180 วัน ไม่ใช่ระยะเวลาของสหรัฐฯ แต่เป็นเวลาที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย คำถามคือ รัฐบาลน่าจะรู้ดีที่สุด มีคนการเมืองจำนวนมาก มีคอนเน็คชั่นส์ มีบริษัทใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมัน หากเราไม่ทำอะไรเลยแล้วให้รัฐบาลอื่นขยับจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราหลายอย่าง ซึ่งคนที่ทำธุรกิจสุจริตก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนของนายวรภัค ต้องเอาแฟ้มย้อนกลับไปดูเส้นทางการเงินและคดีความต่าง ๆ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร BIC มาพิจารณา หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอย่างน้อยการยึดอายัดเพื่อมาตรวจสอบและยับยั้งการถ่ายโอนเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินการ เราไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรม

ทั้งนี้นายวรภัค ก็เคยเป็นคณะทำงานต้องเข้ามาทำงานในเรื่องการปราบปรามด้านนี้ ซึ่งรัฐบาลนี้ชอบใช้โจรจับโจร ใช้โจรจับคดีตนเอง จนทำให้เกิดข้อครหา จึงต้องเร่งสะสางเรื่องนี้ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้ ควรที่จะกลับมาเอาจริงเอาจังได้แล้ว

อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ พบนายกฯ รายงานคืบหน้า UNCLOS ยันทำเต็มที่ เพราะเป็นผลประโยชน์ประเทศ

17 กันยายน 2569 เวลา 13:23 น.

17 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เปิดเผยภายหลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ พร้อมคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการประชุมของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 14-16 ก.ย.ว่า เป็นการรายงานบรรยากาศการประชุม UNCLOS ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งนายกฯรับทราบว่า มีการพูดคุยเรื่องใดบ้าง ส่วนผลการประชุมนั้น เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรก เป็นการปูพื้นจึงต้องรอการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยดี โดยนายกฯไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงให้กำลังใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คนไทยติดตามและรู้สึกว่า ครั้งนี้เราสู้เต็มที่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า แน่นอน เราเต็มที่ เพราะเป็นผลประโยชน์ของบ้านเมืองเรา ซึ่งนายกฯได้ให้คำแนะนำเบื้องต้น แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด ส่วนเรื่องบทบาทของไทยในเวทีดังกล่าวที่ได้รับคำชื่นชมจากประชาชน นายกฯไม่ได้ลงรายละเอียดในส่วนนี้ และหลังจากนี้น่าจะยังไม่มีการนัดพูดคุยกับนายกฯ เพราะการประชุมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน 11-12 เดือน ขึ้นไป เร็วเกินไปหากจะให้ข้อมูลตอนนี้ แต่ยอมรับว่าภาพรวมการพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่ดี บรรยากาศเป็นไปด้วยดี

เมื่อถามถึงเขตแดนทางบก นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเขตแดนทางบก เป็นเขตแดนทางทะเลเท่านั้น

นายกฯ สั่งตั้งบอร์ด คุมดาต้าเซ็นเตอร์ หลังไร้กฎหมายเฉพาะ ลั่น!วินวินทั้งหมดไม่ได้

17 กันยายน 2569 เวลา 13:18 น.

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กรณีดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลที่ผ่านมาเน้นเรื่องการลงทุน และเม็ดเงินที่จะเข้ามาในประเทศจากต่างประเทศ แต่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยทราบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำ และทรัพยากรจำนวนมาก ขณะที่การจ้างงานมีไม่มากเท่าที่ต้องการ แต่จะนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันตรงๆ ไม่ได้

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้มีการลงทุน และเงินหมุนเวียนเข้ามาจำนวนมาก การพูดในลักษณะดังกล่าวก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่เข้ามาลงทุน เพราะเมื่อ 5 ปีที่แล้ว หากมีนักลงทุนขอเข้ามาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์สักแห่ง เราก็ดีใจตายโหงแล้วว่าจะมีเงินเข้ามาในประเทศมหาศาล ทุกอย่างไม่สามารถเป็นแบบวินวินทั้งหมดได้ แต่จะคาดหวังทั้งเม็ดเงินลงทุน และการจ้างงานในระดับสูง พร้อมกับต้องการให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็อาจทำได้ยาก บางครั้งเราทะลุเป้าหมายในเรื่องเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ แล้วจะบอกว่าวันนี้เริ่มจำกัดการลงทุน หรือเริ่มไปสนับสนุนธุรกิจภาคอื่นแทน ก็อาจไม่เป็นธรรมกับผู้ที่เข้ามาลงทุน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ตั้งบอร์ดขึ้นมาดูแลเรื่องนี้แล้ว เพื่อออกแบบกฎระเบียบ และทิศทาง รวมถึงจัดทำกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ที่เข้ามาลงทุน ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ทั้งด้านพลังงานเชื้อเพลิง น้ำหล่อเย็น และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีการปล่อยความร้อนออกมาพอสมควร โดยเฉพาะใน กทม.ที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.พบว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ และมีการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการลักลอบทำ หากเกิดเรื่องเช่นนี้จริงจะต้องขออนุญาตอีกหลายเรื่อง พูดง่ายๆ ว่าใครจะกล้าอนุญาตให้มีการเก็บเชื้อเพลิงภายใต้อาคาร ซึ่งอาจเป็นการเลี่ยงบาลี ดังนั้น ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นายกฯ ยังขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมการปกครอง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การไฟฟ้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ รวมถึงจังหวัดต่างๆ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันให้มากขึ้น ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ในระหว่างที่กำลังวางระบบต่อไป

อนุทิน ซัดเดือด! เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว ไล่ต่างชาติทำผิดกฎหมายไทย ไปตายที่บ้านตัวเอง

17 กันยายน 2569 เวลา 12:19 น.

“อนุทิน”ซัดเดือด! “เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว” ไล่ต่างชาติทำผิดกฎหมายไทย ไปตายที่บ้านตัวเอง ขันน็อต”ผู้ว่าฯ”ทั่วประเทศ สั่งฟันมาเฟีย-คนเอารัดเอาเปรียบคนไทย พร้อมลงนาม”เนรเทศ”ทันที ไม่ต้องกลัวเรื่องงบฯ ชี้พวกพฤติกรรมกร่างตั้งศาสนสถานผิดกฎหมาย ติดป้ายห้ามคนไทยเข้า ต้องไม่มีให้เห็น

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ตอนหนึ่งถึงการเอารัดเอาเปรียบของคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ว่า ขอชื่นชม นายพลพีร์ สุวรรณ​ฉวี​ รมช.มหาดไทย​ เป็นตัวตั้งตัวตีในการดำเนินคดี และเป็นกำลังใจให้กับทีมงาน ที่ไปปราบปรามคนเหล่านี้ ก็เห็นอยู่แล้วว่า ได้รับการตอบรับในเชิงบวกมากมาย ตรงไปตรงมา หากมาอยู่ในประเทศนี้แล้ว ทำมาหากินสุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช้กำลังของตัวเอง สติปัญญา เงินทุน และระบบต่างๆ มาเอาเปรียบคนไทย ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าเข้ามาแล้ว มีพฤติกรรมก้าวร้าวข่มขู่ ข่มเหง แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ก็ต้องดำเนินการเต็มที่ โดยเฉพาะในจังหวัดเป้าหมายทั้ง จ.ภูเก็ต จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่มีการดำเนินการลักษณะนี้ ขอให้ผู้ว่าทั้งหลายใช้กฎหมายให้เต็มที่

“การตั้งศาสนสถาน คิดว่าอยู่ดีๆ ไปตั้งเองไม่ได้ รูปแบบต่างๆ ต้องให้การเคารพต่อสังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทยด้วย ล่าสุดทราบมาว่า มีการขอสร้างสุสานส่วนตัวอีก มันเกินไปแล้ว เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว มาก็มาหากินสุจริต จะตายก็ไปตายที่บ้านโน้นไม่ต้องมาตายที่นี้ แล้วก็อย่ามาเอารัดเอาเปรียบ และเรื่องศาสนสถานที่ขออนุญาตตั้งเป็นร้านอาหาร แต่มีศาสนสถานอยู่ก็ไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ยินดีที่จะต้อนรับ แต่ต้องเป็นลักษณะก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เข้าใจว่า การเข้ามาท่องเที่ยว ทำให้เกิดการใช้เงินและลงทุนในประเทศไทย แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเอาเปรียบหรือใช้เงินลงทุนทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีต่างชาติเหล่านี้อยู่หลายประเทศ ไม่ใช่เพียงประเทศเดียว ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง ยุโรป แอฟริกา มีหมด ผู้ว่าฯ และนายอำเภอ ต้องกำชับ จะไปไล่จับปูใส่กระด้ง ก็ไม่ได้ วันหนึ่งต้องเอากฎหมายครอบ ว่า ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องมีจุดที่บอกว่าหลังจากนี้ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องจัดระเบียบให้ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเนรเทศทำให้มีกลไกในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่ตั้งใจจะทำอะไรพิเรน เริ่มรู้ว่าเอาจริงเรื่องนี้ พร้อมที่จะเนรเทศ

“ท่านไม่ต้องถามกลับมาว่าเนรเทศ แล้วจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินออกไป ถามแบบนี้ มันเหมือนกับถามไม่ค่อยคิดไปหน่อย ถามแบบอยากจะปัดงานให้ออกจากตัว ซึ่งไม่ได้ คำว่าเนรเทศ คือถ้าท่านดำเนินการแล้ว คนๆ นั้นต้องออกจากประเทศ เรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ผมดำเนินการให้อยู่แล้ว แต่อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาอ้าง บางทีก็เหมือนดูถูกภูมิปัญญากันไปหน่อย เนรเทศแล้วยังลงนามไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าใครจะออกค่าตั๋วเครื่องบิน ไม่มี จังหวัดก็ออกไปก่อน แล้วจะมาเบิกคืนในรูปแบบไหนก็ว่ากันไป ถ้าผมเป็นท่าน ผมควักตังออกเลย คนเหล่านี้อยู่ในจังหวัดท่าน ก็ถือเป็นอัปมงคลอยู่ในบ้านเราอยู่แล้ว ท่านจะเก็บไว้ทำไม เพราะฉะนั้น อย่าไปกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ ก็ดำเนินการทันที พวกนี้เอามาดำเนินคดีในประเทศ ต่อให้เขาผิด แล้วไม่เนรเทศออกไป มาดำเนินคดีในประเทศเรา ก็เสียข้าวสุกพวกเราอีก ต้องใช้ข้าว ใช้น้ำของเรา ใช้ห้องพักของเรา ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บเอาไว้ ถ้ามีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ มีทางเลือกเดียว เชิญออก แค่นั้นเอง ไม่ต้องห่วง เขาจะอุทธรณ์ก็ไม่มีปัญหา รัฐมนตรีมหาดไทย ลงนามเนรเทศเขา อุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี ก็เชิญ ท่านมีข้อได้เปรียบในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ขอให้ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คำสั่งกระทรวงก็ออกมาตามคำแนะนำของพวกท่าน เมื่อออกมาให้แล้ว ก็ใช้อย่างเต็มที่ ขอให้ มท.2 ติดตาม และดำเนินการร่วมกับผู้ว่าฯ และการสนับสนุนของกรมการปกครอง ให้ทุกอย่าง ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เมื่อวานยังมีการพูดถึงประเด็นที่บอกว่าบางคนต้องรับโทษก่อน ซึ่งอย่างที่บอก หากรับโทษ ก็เสียทรัพย์สิน เนรเทศไป แล้วให้เขาไปตามยถากรรม กลับไปบ้านเขา ตนว่าน่าจะดีกว่า เพราะฉะนั้น ก็ต้องหาช่องทางกฎหมาย ที่เน้นในเรื่องของการให้คนเหล่านี้ออกไปจากประเทศ เนื่องจากฃปฏิบัติพฤติกรรมไม่เหมาะสม พร้อมฝากถึงผู้ว่าฯ ยังเน้นเหมือนเดิม เรื่องยาเสพติด ขอให้สกรีนร่วมกับนายอำเภอ เพราะได้จัดให้ผู้ว่าฯ เป็นคู่จิ้นกับผู้การ ทำงานร่วมกัน อย่าให้เป็นเพียงข้อสั่งการ ขอให้ปฏิบัติด้วย

นายอนุทิน ยังกล่าวชื่นชม เรื่องการปฏิบัติงาน จัดระเบียบสังคม ว่าทำได้ดี ซึ่งทำโดยรัฐมนตรีช่วยทุกคน อธิบดีกรมการปกครอง อยากให้การทำงาน ออกมาในเชิงบูรณาการ ร่วมกับหลายฝ่ายด้วย รัฐบาลที่แล้ว ต้องทำเอง ต้องขออภัย มท.1 ไม่ได้คุมตำรวจ วันนี้คุมตำรวจด้วย น่าจะดียิ่งขึ้น แน่นอนต้องมีเรื่องชั้นความลับ หากพูดออกไปมาก ข่าวก็รั่ว

“สัปดาห์ที่แล้ว ก็ข่าวรั่ว ก็ไม่เรียบร้อย อยากให้ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมการปกครอง ไปพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วางกรอบการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ชี้ เป้าแล้ว ต้องควบคุมเรื่องการข่าวด้วย ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ อย่าให้มีเรื่องรั่ว ทราบข่าวมาว่า เวลาไปออกหมาย ก็มีเทคนิค เจ้าหน้าที่ตะโกนลั่นสถานที่ ขอไม่บอกว่าที่ไหน ก็เรียบร้อย ซึ่งนี่เป็นเทคนิค ผู้ว่าฯ ทุกคนต้องจับเทคนิคเหล่านี้ได้ พอเขาตะโกนแบบนี้ ร้านนั้น ก็ปิด เพราะฉะนั้นเราต้องจับไต๋เขาให้ได้ ตนอยู่กับท่านมา 3 ปี คนที่มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ไม่มีฟลุ๊ค ไม่มีคำว่าไม่มีฝีมือ อยู่ที่ท่านจะแสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่หรือไม่ จะใส่เกียร์ว่าง หรือใส่เกียร์ 5 อยู่ที่การทำงานของท่าน ที่บอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้เรื่อง ทำงานไม่เป็น ไม่มีทางถึงผู้ว่าฯ ตนยังเชื่อมั่นในความสามารถของท่าน ขอให้ทำงานด้วยความมั่นใจ และทำผลงานออกมาอย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนยืนยันประเทศไทย ยังยินดีต้อนรับคนต่างชาติที่เข้ามาโดยสุจริตต้องเคารพกฎหมายขนบธรรมเนียม แปลว่า วัฒนธรรมของประเทศไทย และทำให้คนไทยอยู่ร่วมกับชาวต่างชาติ​ได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ป้ายห้ามคนไทยเข้า ถ้าผู้ว่าฯเจอที่ไหน ต้องไปถอนด้วยตัวเอง คนไทยเข้าได้หมด ยกเว้นบ้านเรือน แต่ต่อให้เขาเป็นเจ้าของบ้าน แล้วบอกบ้านนี้ไม่ต้อนรับคนไทย ก็ให้ถอนออกมา ต้องทำให้ได้คนเหล่านี้ คือคนที่ไม่พึงประสงค์ ถ้ากล้าทำถึงขนาดนี้ เขาต้องมีพฤติกรรมที่ไม่บ้า ก็เมา แสดงว่าต้องมีสิ่งที่ท่านต้องไปสืบให้ได้ เขาทำผิดอะไร และใช้กฎหมายเชิญออกจากประเทศ ขอให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ติดตามการกระทำผิดของคนต่างด้าวอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องการใช้นอมินี ถือครองที่ดิน

“ถามท่าน มท.2 ได้ เพราะไปรับการอบรม ว่าเครือข่ายนอมินี เป็นอย่างไร โดยใช้กฎหมายนอมินี ดำเนินการ เรื่องการประกอบทุจริต การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต การใช้ประเทศไทยเป็นฐาน ในการกระทำความผิด ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเรื่องการเนรเทศประกาศใช้เรียบร้อยแล้ว ขอให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรม รัดกุม และเด็ดขาด” นายกฯ กล่าว

อนุทิน พร้อมเปิดอกเคลียร์ หากใครคาใจ? ยันอธิบายเรื่องโยกย้ายได้ทุกตำแหน่ง บอก ผู้ตรวจฯ มท. ไม่ใช่เข้ากรุ พร้อมกดปุ่มรีเซ็ต ขอวัดกันที่ผลงาน

17 กันยายน 2569 เวลา 12:09 น.

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ว่า ขอบคุณข้าราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมระบุว่า รู้สึกเสียดายใจหาย ที่ผู้บริหารบางคนต้องเกษียณอายุราชการ อาทิ อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 13 ท่าน โดยขอให้ภาคภูมิใจว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน ทุ่มเทเสียสละ ขอให้ทุกท่านมีความสุข ใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ และเชื่อว่าหลายท่านจะยังมีบทบาทอื่นต่อไป ในนามกระทรวงมหาดไทยอาจจะขอให้ท่านมาช่วย ใช้องค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์กับราชการ

นายกฯ ยังระบุว่า ให้ผู้ตรวจราชการ มารายงานกับตน ต้องเลิกความเชื่อว่าผู้ตรวจราชการ คือที่เก็บกรุ บางครั้งเมื่อไปอยู่ตรงนั้นก็ได้สงบสติอารมณ์ ได้ใช้ความคิดว่าทำไมถึงได้มาอยู่ตรงนี้ ต้องเร่งทำผลงาน ไม่ใช่ว่าไปอยู่แล้ว จากคนที่เคยรู้จักกันมา เป็นคนที่ไม่รู้จักกัน ไม่ใช่ว่าตนไปเหนือท่านไปใต้ หากเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ออกสักที พร้อมระบุว่า ทุกคนมีโอกาส ซึ่งตนทำให้เห็นแล้ว เพราะตนเป็นคนไม่พกพาความแค้น ไม่นำความโกรธไปที่ไหนเลย อารมณ์ดีทุกวัน บางครั้งที่มีการโยกย้ายเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ ข้าราชการหลายท่าน ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ตนยืนยันได้ว่าอธิบายได้ทุกคน อยากให้ทุกท่านมาถามด้วยซ้ำว่า เมื่อตอนปลัดกระทรวงมหาดไทยนำเรื่องมาหารือ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้

“ผมพร้อมตอบได้หมดจริงๆ แต่ท่านก็ต้องตอบผมให้ได้ด้วย และขอย้ำว่า ทุกคนมีโอกาสหมด อย่าคิดว่าไปอยู่แล้วอยู่เลย มันต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ขึ้นอยู่กับผลการทำงาน ผมกดปุ่มรีเซ็ตตลอดเวลา ไม่มีความลับอะไรกับท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย การหารือการอะไรที่มีความเหมาะสม ผมเอาด้วยหมด สนับสนุน ขอให้ทุกท่านแสดงผลงาน อยู่ตรงไหนก็สามารถทำประโยชน์ได้ ยิ่งในบทบาทของผู้ตรวจราชการ ท่านมีเขตรับผิดชอบ ต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูจังหวัดเดียว และสามารถใช้อำนาจปลัดกระทรวงได้ด้วย ผมไม่รู้ว่าใครไปสร้างวัฒนธรรม ว่าเป็นการเก็บเข้ากรุ ไปย้อนดูกระทรวงสาธารณสุข ทุกคนอยากเป็นผู้ตรวจ ไม่เช่นนั้นจะขึ้นตำแหน่งอธิบดีไม่ได้ ขึ้นปลัดไม่ได้ กระทรวงมหาดไทยก็มีปลัดหลายคนที่เป็นตรวจผู้ตรวจราชการมาแล้ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “หากใครมีเรื่องคาใจทั้งหลาย ตนพร้อม ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเปิดอกคุยกัน”

‘ผมในฐานะประชาชนคนไทย ขอขอบพระคุณบุรุษท่านนี้’ !! ‘นิติภูมิ’ ชื่นชม ‘สีหศักดิ์’ ฟาดเขมรในที่ประชุมกมธ.ประนอมฯ

17 กันยายน 2569 เวลา 11:48 น.

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 นายนิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมในฐานะประชาชนคนไทย ขอขอบพระคุณบุรุษท่านนี้

บุรุษท่านที่พูดว่า…

“ตอนที่กัมพูชาปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ”

“ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์”

“ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้”

“ในช่วงเวลาเหล่านั้น”

“การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน”

ท่านผู้นี้ชื่อ…. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พูดในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนีประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้ศูนย์สันติภาพ UN-CLOPS

ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

15 กันยายน 2569 ” 

เสื้อลายขวางขาวดำมาแต่ไกล! สมชัย ชำแหละมติ 4:3 กกต. ปฏิเสธหลักฐาน DSI เสี่ยงคุก ม.157

17 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

17 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มติ 4:3 ไม่รับเอกสาร DSI. เป็นสารตั้งต้น คดี 157 ของ กกต. ที่อาจจะหนักหน่วงที่สุด

12 มกราคม 2569 กกต. มีมติ 4:3 ไม่รับเอกสารการสอบสวนของ DSI ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นเงินที่ใช้ในการทุจริตเลือก สว. โดยมีเหตุผลคือ ให้รอการวินิจฉัยของอนุ ฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ให้เสร็จสิ้นก่อน

อนุวินิจฉัย ชุด 36 ได้รับการแต่งตั้ง จาก กกต. เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มีหลักฐานรายงานการประชุมชุดที่ 36 ครั้งแรกในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 และ ครั้งสุดท้าย 24 กุมภาพันธ์ 2568

26 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ อนุ ฯ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. โดยมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน

30 มีนาคม 2568 คือวันที่ ประธาน กกต. สั่งให้นำเข้าที่ประชุม กกต.

8 มิถุนายน -14 กันยายน 2569 คือ การประชุม 11 ครั้งของ กกต. เพื่อวินิจฉัย คดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว

มติ 4:3 จึงอาจเป็นสารตั้งต้น ในการฟ้องอาญา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรรับเอกสารมาประกอบการพิจารณาแต่ไม่รับ แม้อ้าง ชุด 36 ว่า ยังประชุมไม่เสร็จ แต่เมื่อเสร็จแล้ว มีเวลาถึงเกือบ 8 เดือน นับแต่เดือน มีนาคม ถึง กันยายน ก็ไม่นำพาที่จะรับเอกสารที่มีรายละเอียดเส้นเงินมาประกอบการวินิจฉัยของ กกต. ชุดใหญ่ให้รอบคอบ

คล้ายชุดเสื้อลายขวางขาวดำ ปรากฏให้เห็นลาง ๆ แล้ว