ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ศุภณัฐ” เปิดผลสอบทุจริตลู่วิ่ง กทม. ตัวละ 7.5 แสน สุดท้าย “รอดยกแก๊ง” สั่งปรับแค่คนละ 600 แล้วกลับมาทำงานต่อ

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงของกรุงเทพมหานคร เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้นได้ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย และมีผลตัดสินออกมาว่า เจ้าหน้าที่จำนวน 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 รายถูกตัดสินว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง โดยลงโทษเพียงหักเงินเดือนร้อยละ 2 เป็นเวลา 1 เดือน หรือคิดเป็นเงินเฉลี่ยเพียงคนละ 600 บาท แล้วทำการปิดคดี 

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปว่า ตนไม่สามารถยอมรับผลการสอบสวนในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับกรุงเทพมหานครกว่าร้อยล้านบาท แต่คณะกรรมการฯ กลับสอบสวนในลักษณะฟอกขาว ตั้งธงลงโทษเพียงเล็กน้อยพอให้ตอบสื่อมวลชนได้ว่าลงโทษแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนยังคงปฏิบัติงานใน กทม. ต่อไปได้ตามปกติ เสมือนเป็นการการันตีว่าคดีนี้ไม่ได้มีการทุจริต ทั้งที่เป็นการปล้นเงินประชาชนอย่างเห็นได้ชัดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การล็อกสเปกสินค้า ล็อกคุณสมบัติ ล็อกผลงาน ปั้นราคากลางแพงเกินจริง และการฮั้วสืบราคา

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปถึงรายละเอียดในการใช้อำนาจและดุลพินิจของคณะกรรมการสอบสวนฯ โดยชี้ว่ามีการแยกการพิจารณาออกเป็นสองส่วน คือเรื่องราคาและเรื่องการล็อกสเปก ในส่วนของราคานั้น คณะกรรมการฯ ได้ส่งหนังสือถามไปยังบริษัทเอกชน 7 รายเพื่อให้จัดทำใบเสนอราคา แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกถามบริษัทฟิตเนสที่ไม่ได้มีธุรกิจขายเครื่องออกกำลังกายโดยตรง และไม่มีทางมีเครื่องออกกำลังกายยี่ห้อที่ กทม. จัดซื้อเนื่องจากเป็นสินค้าประเภทรับจ้างผลิต (OEM) ที่ไม่มีขายทั่วไปในท้องตลาด 

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการฯ ยังได้ส่งหนังสือไปถามราคากับบริษัทเอกชนกลุ่มที่ชนะการประมูลจัดซื้อลู่วิ่งแพงในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดในการทุจริต แทนที่จะไปถามบริษัทเอกชนรายอื่นในตลาด และเมื่อไม่มีบริษัทใดตอบกลับมา คณะกรรมการฯ จึงแวะตรวจร้านขายลู่วิ่งทั่วไปเพียง 2 ร้านเพื่อเป็นพิธี เมื่อไม่พบสินค้าที่มีสเปกตรงกับที่ กทม. จัดซื้อ จึงนำมาเป็นข้อสรุปว่าไม่อาจชี้ชัดได้ว่าราคาที่ กทม. ซื้อนั้นแพงหรือถูก จึงลงความเห็นว่ามีความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับเงินเดือนเพียงร้อยละ 2 

ส่วนในประเด็นการล็อกสเปก คณะกรรมการฯ สรุปเพียงว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุและราคากลางเขียนเงื่อนไขทีโออาร์ (TOR) กีดกันจริง แต่ถือเป็นความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับในอัตราเดียวกันก่อนยุติเรื่อง ซึ่งสิ่งที่น่าร้ายแรงที่สุดคือ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับทราบและลงนามเห็นชอบกับรายงานผลการสอบสวนฉบับนี้โดยไม่ได้สั่งให้มีการสอบสวนใหม่ ทั้งที่เนื้อหาในรายงานมีความตกหล่นและส่อไปในทางฟอกขาวให้เจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นาบศุภณัฐ ได้แสดงข้อเห็นแย้งต่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ใน 5 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คือเรื่องการจงใจล็อกสเปกสินค้าที่เขียนเงื่อนไขเจาะจงให้ผ่านได้เพียงยี่ห้อเดียว ซึ่งการที่คณะกรรมการฯ ลงพื้นที่แล้วไม่เจอเครื่องออกกำลังกายสเปกนี้ในตลาด ย่อมเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีการล็อกสเปกและมีความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งคณะกรรมการฯ ควรสอบลึกไปถึงเจ้าหน้าที่ว่านำสเปกนี้มาจากไหน

ประเด็นที่สอง คือเรื่องการจงใจจัดทำราคากลางแพงเกินจริง โดยในอดีตช่วงปี 2563 ถึง 2564 กทม. เคยจัดซื้อลู่วิ่งในราคาตัวละ 250,000 บาท แต่ในปี 2566 กลับแก้ราคากลางสูงขึ้นเป็นตัวละ 750,000 บาท ทั้งที่สเปกแทบไม่แตกต่างจากเดิม

ประเด็นที่สาม คือเรื่องการจงใจสืบราคากับบริษัทเอกชนรายเดิมๆ ซึ่งคณะกรรมการฯ ละเลยไม่ตรวจสอบ ทั้งที่มีข้อพิพาทชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่สืบราคากับบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่และไม่เคยมีประวัติค้าขายเครื่องออกกำลังกายกับ กทม. มาก่อน

ประเด็นที่สี่ คือเรื่องการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกคุณสมบัติโดยกำหนดให้ต้องมีหนังสือรับรองการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นการกีดกันเอกชนรายอื่นที่อาจนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันมาขายในราคาที่ถูกกว่า

ประเด็นที่ห้า คือการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกผลงานของผู้เสนอราคาให้สูงเกินจริง โดยกำหนดให้ต้องเคยมีสัญญาซื้อขายเดิม 2 ถึง 3 สัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินกว่าปกติแม้แต่ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท

นอกจากข้อสังเกตทั้ง 5 ประเด็นแล้ว นายศุภณัฐ ยังได้ตั้งคำถามสำคัญไปยังอดีตผู้ว่าฯ กทม. เกี่ยวกับจำนวนโครงการที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ โดยระบุว่า โครงการที่มีข้อสงสัยทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายมีทั้งหมด 24 โครงการ แต่ทาง กทม. กลับเลือกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพียง 7 โครงการเท่านั้น และละเลยอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารลับของ กทม. ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ พบว่าคำสั่งที่อดีตผู้ว่าฯ ลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพียง 7 โครงการจริง ซึ่งขัดแย้งกับที่เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าจะตรวจสอบทั้งหมด และแม้ตนจะเคยส่งหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อขอให้ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการจัดซื้อลู่วิ่งตัวละ 500,000 บาทโดยเจ้าหน้าที่กลุ่มเดิม แต่อดีตผู้ว่าฯ ก็ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงตอบกลับมาจนกระทั่งลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่าหากยอมตรวจสอบครบทั้ง 24 โครงการ จะเห็นรูปแบบการทุจริตที่เป็นขบวนการชัดเจนกว่านี้ แต่อดีตผู้ว่าฯ กลับเลือกตัดตอนการสอบสวนเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่

นายศุภณัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนพร้อมที่จะน้อมรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตผู้ว่าฯ ที่อาจมองข้ามเรื่องการทุจริต แต่ตนยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เงินภาษีของคนกรุงเทพฯ สูญหายไปฟรีๆ โดยไม่ทำอะไร และจะไม่ยอมให้ กทม. เซตมาตรฐานการทุจริตและการสอบสวนที่ผิดพลาดเช่นนี้ให้หน่วยงานอื่นทั่วประเทศลอกเลียนแบบ แล้วปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล 

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการออกมาเปิดเผยข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง ตนเห็นว่าการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไม่มีความจำเป็นต้องเลือกเวลา อีกทั้งตนเคยรอให้อดีตผู้ว่าฯ ประกาศผลสอบสวนด้วยตนเอง แต่กลับเงียบหาย และในการออกรายการข่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา อดีตผู้ว่าฯ ก็ยังคงตอบคำถามแบบแบ่งรับแบ่งสู้โดยไม่มีสื่อมวลชนรายใดจี้ถามต่อ ประกอบกับคดีนี้ได้เดินทางมาครบรอบ 2 ปีพอดี ตนจึงต้องนำข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบและร่วมกันตรวจสอบต่อไป
.
เพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1DaLyTsffr/?mibextid=wwXIfr 

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“สส.ชัชวาล” จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะ “ไร่ละพัน” เมื่อไร เตือนอย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง สับปล่อยเกียร์ว่าง “ลานีญา” พ่นพิษ ทำฝนทิ้งช่วง เมล็ดพันธุ์ข้าวขาดแคลนหนัก ทุบซ้ำต้นทุนชาวนาพุ่งสูง 

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายชัชวาล แพทยาไทย  สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย  (ทสท.) กล่าวถึงความน่ากังวลโครงการช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ของรัฐบาล ว่า ขณะนี้ยังไร้ความชัดเจนจากรัฐบาล ทั้งที่แนวคิดเกษตรแม่นยำยังไม่เกิดขึ้นจริง และปีนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเพาะปลูกสูงรอบด้านจากผลกระทบสงครามโลก การที่รัฐบาลโยนเรื่องไปให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ชุดใหญ่ พิจารณา จึงถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมจงใจลากเวลาและยื้อขั้นตอนตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงานใหม่ ซึ่งยิ่งทำให้ชาวนาเสี่ยงต่อการแบกรับภาระหนี้สินนอกระบบเพิ่มขึ้น จึงขอจี้ให้รัฐบาลแสดงความจริงใจเร่งให้คำตอบในมาตรการเยียวยาระยะสั้น แทนการใช้วาทกรรมสร้างความหวังว่าจะจ่ายเงินอุดหนุน 2,000 หรือ 3,000 บาท ไปวันๆ

นอกจากนี้ นายชัชวาล ยังได้สะท้อนถึงวิกฤตซ้ำเติมเกษตรกรอย่างหนักในขณะนี้ คือสถานการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่ โดยขอทวงถามมาตรการรับมือเชิงรุกจากรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อกรณีที่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเอฟเฟกต์ของปรากฏการณ์ลานีญาที่บิดเบือนสภาพภูมิอากาศ จนส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างรุนแรงและยาวนานในหลายพื้นที่เพาะปลูกหลัก ส่งผลให้ต้นกล้าและแปลงขยายพันธุ์ข้าวแห้งตาย ยอดการเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งนี่ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับใหญ่ที่กำลังส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้องชาวไร่ชาวนาเป็นวงกว้างตั้งแต่เริ่มต้นฤดูการผลิตปีนี้

สส.ร้อยเอ็ด กล่าวต่อว่า จากวิกฤตการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เนื่องจากภัยฝนทิ้งช่วงดังกล่าว นำไปสู่ผลกระทบด้านลบที่น่าเป็นห่วง 3 ประเด็นหลัก คือ การระบาดหนักของกลุ่มเมล็ดพันธุ์เถื่อนและข้าวปลอมปนไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดเนื่องจากพ่อค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายแพงในช่วงที่สินค้าขาดแคลน จนกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ซ้ำเติมวิกฤตหนี้สินเดิมของชาวนาให้พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและการส่งออกข้าวของประเทศในระยะยาว เนื่องจากปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์นี้บวกกับภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง จะส่งผลให้รอบการปักดำข้าวของชาวนาต้องเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการสำรองหรือกระจายเมล็ดพันธุ์อย่างทั่วถึง จะทำให้ภาพรวมผลผลิตข้าวไทยลดลงอย่างแน่นอน
นายชัชวาล กล่าวว่า วิกฤตลานีญาและปัญหาฝนทิ้งช่วงเป็นเรื่องที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า รัฐบาลจึงไม่สามารถอ้างได้ว่าเพิ่งเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้คือความล้มเหลวของมาตรการเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวคือต้นทุนหัวใจสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำนา

“ถ้ารัฐบาลยังคงเพิกเฉย ปล่อยเกียร์ว่างปล่อยให้ชาวนาเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม โดยที่โครงการไร่ละ 1,000 บาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และเมล็ดพันธุ์ข้าวยังมาขาดแคลนหนักจากภัยแล้งซ้ำเติมอีก ปลายปีนี้ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ล้มละลายอย่างแท้จริง”นายชัชวาล กล่าว

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.29 น.

พรุ่งนี้! คุมประพฤติเตรียมปลดกำไลอีเอ็ม ‘ทักษิณ’

วันที่ 8 มิถุนายน 2569  รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกคุมประพฤติ ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป ในระหว่างการพักโทษคุมประพฤติ เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี สำหรับรายชื่อ นายทักษิณ พร้อมกับผู้ต้องคุมประพฤติ รายอื่นที่เข้าหลักเกณฑ์ ปล่อยตัว ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งคาดว่าสามารถปลดกำไลอีเอ็ม ของนายทักษิณ ได้ในวันที่ 9 มิ.ย.

ภายหลังจากได้รับหมายปล่อยจากศาล และรับใบบริสุทธิ์จากเรือนจำพิเศษธนบุรี โดยจะเดินทางไปปลดกำไลอีเอ็ม ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ตามกระบวนการปกติ อย่างไรก็ตามมีรายงานด้วยว่า นายทักษิณเตรียมบินไปพักผ่อนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็น รองสมเด็จ รูปใหม่ และมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ  6 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึ่งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรองมีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรธีรคุณ วิบุลธรรมปฏิภาณ สุพิธานศาสนวรกิจนิวิฐสีลาจารดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคนิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดสิงห์บุรี มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานกรมได้ 8 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ประกาศ ณ วันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

นอกจากนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 6 รูป ดังนี้

พระราชเมธีวชิรดิลก วัดชูจิตรธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น พระเทพเมธีวชิรดิลก

พระราชวรญาณโสภณ วัดธาตุทอง กรุงเทมหานคร เป็น พระเทพวัชรญาณวิสุทธิ์

พระวชิรวุฒาจารย์ วัดทิพพาวาส กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชวชิรวุฒาจารย์

พระวชิราธิบดี วัดธรรมโพธิ์ศรี จ.ปราจีนบุรี เป็น พระราชวัชรถาวรานุสิฐ

พระสุธีวีรบัณฑิต วัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชบัณฑิตวัชรดิลก

พระมหาอุกฤษ ปภสฺสโร (เปรียญธรรม 7 ประโยค) วัดทุ่งหนองอ้อ จ.ปราจีนบุรี เป็น พระปริยัติวัชรเมธี

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 2 หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 1 หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอก) และให้พ้นจาก การปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ท่าศาลา รับฟังแนวทางพัฒนาชายหาดบ่อนนท์ ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวสู่ ‘เมืองหยุด’  แทนเมืองผ่าน

วันนี้ (8 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวชายหาดบ่อนนท์ – ท่าสูงบน เทศบาลเมืองท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่สาธารณะชายหาดบ่อนนท์ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและนันทนาการที่มีคุณภาพ

ในการนี้มี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายไกรสร วิศิษฐ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายแวรุสลัน มะสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางอวยพรศรี เชาวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 8 นายอาลีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเจ้าท่าที่ 4 ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่สำรวจการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะบริเวณชายหาดบ่อนนท์ ทั้งโซนกีฬาชายหาด สวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจ ลานจอดรถ พื้นที่กิจกรรมและนันทนาการ รวมถึงศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อประเมินศักยภาพและกำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยว

สำหรับชายหาดบ่อนนท์ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอท่าศาลา ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและบรรยากาศที่สงบร่มรื่น เทศบาลเมืองท่าศาลา จึงมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์แก่ชุมชนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การผลักดันโครงการครั้งนี้มีเป้าหมายให้ชายหาดบ่อนนท์เป็นทั้งสวนสาธารณะ พื้นที่ออกกำลังกาย และศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชน ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวครบวงจรที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น รองรับการเติบโตของเทศบาลเมืองท่าศาลา และเสริมภาพลักษณ์ “เมืองแห่งการเรียนรู้ น่าอยู่ น่าเที่ยว”

โอกาสนี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวชื่นชมทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริหารท้องที่ ท้องถิ่น และ สส.ในพื้นที่ของอำเภอท่าศาลาในการผลักดันร่วมกันผลักดันการพัฒนาชายหาดบ่อนนท์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่ากระทรวงคมนาคม จะสนับสนุนและผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่ เป้าหมายสำคัญ คือ การยกระดับท่าศาลาจากเมืองทางผ่าน ให้กลายเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาเพื่อพักผ่อนและท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ เชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้ อำเภอท่าศาลาจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

015

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.28 น.

ไทย–เวียดนามแน่นแฟ้น นายกฯ สองประเทศนำทีมคณะใหญ่หารือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกัน

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในโอกาสเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

จากนั้นในเวลา 15.15 น. ณ ห้องรับรองพิเศษ สำนักงานนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเวียดนามเข้าร่วมการหารือเต็มคณะ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ 

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมเน้นย้ำว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนเวียดนามในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และเป็นการเยือนในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ตลอดจนเป็นโอกาสในการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม และร่วมกันกำหนดทิศทางการนำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผสานจุดแข็งของทั้งไทยกับเวียดนามเข้าด้วยกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

คณะผู้แทนไทยที่ร่วมเดินทาง ครั้งนี้มาจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง พาณิชย์ กลาโหม การท่องเที่ยวและกีฬา พลังงาน และอุตสาหกรรม ตลอดจนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมคณะด้วย 

ในขณะที่ทางเวียดนามเองก็มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทางด้านกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง การท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงรัฐมนตรีด้านวัฒนธรรม ซึ่งทำให้การหารือกันครั้งนี้เปรียบเสมือนการประชุมที่สำคัญระหว่างคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศ ต่างเห็นถึงความสำคัญของกันและกันรวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดในทุกด้าน 

นอกจากนี้ทางด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนามยัง เห็นพ้องที่จะให้กระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดโดยให้มีการหารือในระดับทั้งรัฐบาลและในระดับคณะกรรมการและกลไกต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งสองฝ่ายยังหารือร่วมกัน ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ ทั้งการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–เวียดนาม (JCBC) ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) เพื่อขับเคลื่อนผลการหารือสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยหวังว่าจะมีการประชุมดังกล่าวในสิ้นปีนี้โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพ

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนโดยต่างมุ่งหมายที่จะผลักดันมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองประเทศ 

รวมทั้งไทยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้าในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาคการธนาคารด้วย

สำหรับอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนต่างๆ ที่เอกชนไทยได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ทางเวียดนามพร้อมรับไปดูแลและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน โดยประชาชนของทั้งสองประเทศต่างชื่นชอบในวัฒนธรรมรวมถึงอาหารซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ในระดับประชาชนนี้จะเป็นมาตรฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศในทุกๆด้าน

4. ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไกคณะกรรมการด้านความมั่นคง โดยมุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล

5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีเวียดนามชื่นชมไทยที่ผลักดันสันติภาพที่เกิดขึ้นในเมียนมา และใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง พร้อมเห็นพ้องกับไทยในการส่งเสริมความเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม และความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง รวมถึงร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน และสร้างอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพสามารถต่อรองในเวทีระดับโลกได้

ในช่วงหนึ่งของการหารือ นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังได้กล่าวขอบคุณไทยที่ได้ส่งมอบนกกระเรียนให้แล้ว 6 ตัว จัไปงหวัด ดงทับ ของเวียดนาม และอยู่ระหว่างการส่งมอบเพิ่มเติมอีก 6 ตัว เพื่อใช้ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวตอบว่า หากเวียดนามมีความประสงค์จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนามโดยความรู้ร่วมมือของภาคเอกชนไทย

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.38 น.

“ผอ. ศูนย์ข่าวสถานการณ์ ฯ” ยัน ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย -กัมพูชา ต่อเนื่อง ลั่น กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ชี้ ใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้าย

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569  ที่กองทัพอากาศ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ภายหลังปรากฏข่าวสารที่สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนว่าอาจเกิดสถานการณ์บริเวณชายแดนขึ้น โดยได้ชี้แจงผ่าน 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คาดว่าในวันศุกร์นี้ (12 มิ.ย.69) จะมีการหารือเป็นการภายในระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อประสานด้านนโยบายและการปฏิบัติให้สอดคล้องและเป็นเอกภาพตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ การยังคงปิดด่านผ่านแดน หรือการไม่เปิดให้มีการเจรจาใด ๆ ระหว่างกันในขณะนี้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาเลือกใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทนที่จะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาระหว่างกัน

ประเด็นที่ 2 ประเทศไทยยังคงยึดมั่นการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักมนุษยธรรมสากล ดังนั้นการดำเนินการต่าง ๆ จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอน และต้องสื่อสารด้วยภาษากฎหมายสากล พร้อมย้ำว่าไทยไม่ใช่ฝ่ายที่รุกรานกัมพูชาก่อน ไทยไม่รังแกประเทศที่เล็กกว่า และไม่มีการยั่วยุที่เกิดจากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้ย้ำว่า หน่วยในพื้นที่มีกฎการปะทะจากเบาไปหาหนัก พร้อมยืนยันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมปฏิบัติการ หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและมีความจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการป้องกันตนเอง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเลือกแนวทางที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติและประชาชนไทย ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่หากมีเหตุเกิดขึ้นและไม่สามารถแก้ไขได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการ

สำหรับประเด็นที่ 3 คือข่าวสารที่ปรากฏในหลายสื่อ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่า บางเรื่องอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงและอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เช่น กรณีมีข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังรถถังจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเป็นผลจากความสูญเสียจากการปะทะครั้งก่อน ๆ กับฝ่ายไทย จึงต้องมีการเสริมกำลังเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

เมื่อถามว่า การสร้างบันไดทางขึ้นจากฝั่งกัมพูชาเข้าสู่เขตอธิปไตยไทย หรือไม่ พล.อ.อ. ประภาส กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการจัดการเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ สามารถสอบถามไปยังหน่วยงานความมั่นคงได้โดยตรง เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า หากเกิดเหตุการณ์และมีความจำเป็นต้องปกป้องประเทศชาติ ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่าการปะทะในครั้งที่ผ่านมา ทั้งในด้านกำลังพลและความได้เปรียบทางภูมิประเทศในการวางกำลัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจุดที่สูงกว่าฝ่ายกัมพูชา หรือเป็นจุดสูงข่มเกือบทุกจุด แม้อาจมีบางพื้นที่ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น เนิน 745 หรือเขาสัตตะโสม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยความยาวของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 800 กิโลเมตร อาจมีเหตุการณ์ยั่วยุเกิดขึ้นได้เป็นบางจุด ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์ตามแต่ละกรณี แต่ยืนยันว่าการใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล

“หากมีทะเลาะก็คุยก่อน เจรจาก่อน หากมีการใช้อาวุธก็จากเบาไปหาหนัก สุดท้ายถ้าถึงจุดจริง ๆ แล้ว เราพร้อม แต่เป็นหนทางสุดท้าย การใช้กำลังทหารคือหนทางสุดท้ายในการแก้ปัญหา เพราะถ้าแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังหรือหน่วยความมั่นคงแล้ว ความสูญเสียจะตามมามากทีเดียว เน้นย้ำว่าในฐานะที่เป็นทหารอาชีพ และมีความเป็นมืออาชีพพอสมควร เราฝึกมาเพื่อปกป้องประเทศอยู่แล้ว แม้ชีวิตเรา เราก็ยอมได้ ถ้าเหตุการณ์ต้องดำเนินการ ขอให้มั่นใจ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

“ศุภมาส” บุกหาดใหญ่ ลุยตรวจคลินิกเสริมความงาม ลั่น! ทุกคลินิกต้องมีสัญญา เจอเอาเปรียบผู้บริโภคฟันทันที

วันนี้ (8 มิถุนายน 2569) เวลา 14.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจคลินิกเสริมความงาม ณ ห้างเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ร่วมด้วย โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เทศบาลนครหาดใหญ่ และสภาองค์กรของผู้บริโภค หน่วยประจำจังหวัดสงขลา ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภค

ศุภมาส

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ของ สคบ. พบว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 การร้องทุกข์ในพื้นที่จังหวัดสงขลา อันดับ 1 คือ เรื่องคลินิกเสริมความงาม โดยส่วนใหญ่เป็นการขอเงินคืนเพราะยังไม่ได้ใช้บริการจากกรณีที่คลินิกปิดกิจการหรือไม่สามารถให้บริการได้ รองลงมาคือซื้อแล้วเปลี่ยนใจไม่มาใช้บริการ และการบาดเจ็บหรือผลข้างเคียงจากการเสริมความงาม ซึ่งพอทราบว่าเจ้าหน้าที่กำลังลงตรวจในพื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุด ตนจึงไปดูด้วยตนเอง อยากเห็นกับตาว่าผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และผู้บริโภคได้รับบริการที่ปลอดภัยจริง

อำนาจหน้าที่ของ สคบ. คือการควบคุมสัญญา ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ที่กำหนดให้ธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 คลินิกทุกแห่งต้องจัดทำสัญญาและส่งมอบให้ผู้รับบริการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริโภคเสียหายจริง สคบ. ฟ้องคดีแทนได้ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บสัญญากลับไปตรวจสอบ หากพบข้อสัญญาที่ไม่เป็นไปตามประกาศ สคบ. จะดำเนินคดีทันที

ศุภมาส

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญามาตรฐานระบุสิทธิของผู้บริโภคไว้ชัดเจน ทั้งสิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันและได้รับเงินคืนเต็มจำนวนหากยังไม่ใช้บริการ สิทธิขอเงินคืนตามสัดส่วนเมื่อคลินิกปิดกิจการ ปิดปรับปรุง ย้ายสถานที่ หรือมีใบรับรองแพทย์ว่าการใช้บริการต่อไปอาจเสี่ยงอันตราย รวมถึงกำหนดคืนเงินภายใน 15 วันสำหรับเงินสด เงินโอน และเช็ค หรือภายใน 45 วันสำหรับบัตรเครดิต  พร้อมระบุว่า การกำกับดูแลคลินิกเสริมความงามยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายของหน่วยงานอื่นอีกหลายฉบับ สคบ. จึงทำงานร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และแพทยสภา เพื่อตรวจสอบทั้งใบอนุญาต มาตรฐานการให้บริการ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“ขอย้ำว่าทุกคลินิกเสริมความงามต้องทำสัญญาให้ถูกต้องและส่งมอบให้ผู้รับบริการ ส่วนประชาชนก่อนเข้ารับบริการ ขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตของสถานประกอบการ ดูเครื่องหมาย อย. ของผลิตภัณฑ์ และเก็บสัญญาไว้ทุกฉบับ อย่าหลงเชื่อโฆษณาราคาถูกผิดปกติหรือคำโฆษณาออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจเสียทั้งเงินและเสี่ยงต่อชีวิต หากผู้ประกอบการรายใดเอาเปรียบผู้บริโภค สคบ. จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาสกล่าว

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

“อัครนันท์” ลุยปัตตานีติดตามเงินเยียวยา “ครูปาตีเมาะ” ลั่นครูใต้คือนักรบแถวหน้า

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ โดยได้รับมอบหมายจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และคุณปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษาของ รมช.ศธ. ลงพื้นที่โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ มอบเงินเยียวยา และอำนวยความสะดวกด้านเอกสารให้แก่ครอบครัว “ครูปาตีเมาะ ยาโงะ” ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมรับฟังปัญหาและให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่

ครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ศธ. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสีย และหวังให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่โดยเร็ว ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะครูในพื้นที่ที่ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าในการสอนทั้งวิชาสามัญและศาสนา ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ ทั้งนี้ ศธ. ได้เข้ามาเร่งรัดสิทธิ์เยียวยาจากกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนจำนวน 4 ล้านบาท พร้อมมอบทุนการศึกษาให้บุตรของครูปาตีเมาะทุกคนจนจบปริญญาตรี และเตรียมผลักดันนโยบายเพิ่มงบสนับสนุนรวมถึงขยายสวัสดิการครูเอกชนนอกระบบให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า  บุคลากรทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ทิ้งไม่ได้ และเราคือกระทรวงแห่งความหวังในการสร้างชาติ หน่วยงานยุคใหม่จะมุ่งมั่นทลายทุกข้อจำกัดและดูแลสวัสดิภาพของนักรบแถวหน้าทางการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยความจริงใจ โดยจะไม่ปล่อยให้ใครต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป” นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์