อนุทิน นำ ซาบีดา MOA ไทย-นิวซีแลนด์ จัดทำกรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรก

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:17 น.

“อนุทิน” นำ “ซาบีดา” MOA ไทย-นิวซีแลนด์ จัดทำกรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรก ครอบคลุมศิลปะ มรดกวัฒนธรรม ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หวังเชื่อมความสัมพันธ์ประชาชนและยกระดับสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์ โดยข้อตกลงฉบับนี้นับเป็นความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรกระหว่างสองประเทศ มีกรอบระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมงานด้านศิลปะ มรดกวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จัดขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นิวซีแลนด์ และเป็นผลลัพธ์สำคัญของการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปีของนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

สำหรับความร่วมมือนี้เป็นพลังสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระดับประชาชน พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อขับเคลื่อนโครงการในแต่ละสาขาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ซาบีดาอนุทิน

เปิดผลสำรวจความเชื่อมั่น ศาล รธน.อันดับ 1-กกต.ที่โหล่ โพลพระปกเกล้าชี้ประชาชน อยากเห็นความคืบหน้าคดี

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:09 น.

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 34 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10 ส.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด (สำรวจโดย x LineToday)

• 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด

• รองลงมา ได้แก่ 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย, 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ, 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย, 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม, 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน, 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะที่ 1.5% ไม่มีความเห็น

เมื่อรวมสองอันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้

2. ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติด ๆ

• 31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด รองลงมาใกล้เคียงกัน 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น

• 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 10.9% คณะกรรมการ ป.ป.ช., 6.6% คตง./สตง., 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่เชื่อมั่นต่อ กกต. น้อยที่สุด (3.8%)

• รายภูมิภาค: “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ (44.8%) ภาคใต้ (37.5%) และ ภาคตะวันออก (29.6%) ขณะที่ คตง./สตง. มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพมหานคร (28.9%) ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (38.4%) และ ภาคกลาง (33.5%) กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง (34.7%)

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึงหนึ่งในสาม และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวอยู่ที่องค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น

3. ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต. เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ

• 23.7% ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้ง สูงที่สุด รองลงมา 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม, 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม, 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน และ 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

• เมื่อพิจารณาระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” พบว่า 51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดในหกด้าน รองลงมา คือ 50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6%ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม

ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มี ผู้ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ถึงหนึ่งในสี่ ขณะที่ระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต. ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 34

ผลสำรวจสะท้อนว่า การสร้าง “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการทำงานให้เกิดผล แต่โจทย์สำคัญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ คือ การทำให้ประชาชนมองเห็นว่ากระบวนการทำงานมีเหตุผล ใช้มาตรฐานเดียวกัน เป็นอิสระ เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับ กกต. ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านการเปิดเผยหลักเกณฑ์และเหตุผลของคำวินิจฉัย การสื่อสารแบบสองทาง และการรายงานผลการจัดการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินการทำงานได้จากข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้จริง

KPI Poll – คลังความคิดจากเสียงประชาชน
เพื่อประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ https://kpi.ac.th/wp-content/uploads/2026/08/รายงานผล_KPI_Poll_34-สำหรับเผยแพร่.pdf

#KPIPoll #KPI #สถาบันพระปกเกล้า

KPIPoll,KPI,สถาบันพระปกเกล้า,ศาลรัฐธรรมนูญ,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,

หนุนถอยแลนด์บริดจ์ ปชป.ยังข้องใจรัฐบาล เปลี่ยนมาทำ Missing Link ระนอง-ชุมพร คุ้มทุนหรือไม่? แนะมองภาพรวมพัฒนาใต้ทั้งภาค

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:55 น.

หนุนถอย”แลนด์บริดจ์” “ปชป.”ยังข้องใจ”รัฐบาล” เปลี่ยนมาทำ Missing Link ระนอง-ชุมพร คุ้มทุนหรือไม่? แนะมองภาพรวมพัฒนาใต้ทั้งภาค อย่าทำเฉพาะจังหวัดเลือก”พรรครัฐบาล”

21 สิงหาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ตนเองขอบคุณรัฐบาลที่มีการถอย ไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งเรื่องความคุ้มทุน และปัญหา ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลเดินหน้าต่อในขณะนี้ คือโครงการ Missing Link หรือการเชื่อมท่าเรือระนอง – ชุมพร ถือเป็นโครงการที่ดีและยังอยู่ในโครงการหลักของโครงข่าย Southern Connect แต่การทำท่าเรือระนองจะเชื่อมท่าเรือหรือพัฒนาไปขนาดไหน เพราะเมื่อดูจากเส้นทางการเดินเรือทั่วโลก จะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะเดินทางไปใกล้ช่องแคบมะละกา โดยหากจะใช้ท่าเรือระนองเป็นท่าเรือหลัก ในการแบ่งจากช่องแคบมะละกาหรือจะใช้เป็นท่าเรือส่งสินค้า หากเราไม่มีแผนเลย การก่อสร้างจะคุ้มทุนหรือไม่

“เราเรียกร้องอยากให้รัฐบาลโฟกัสใหม่ มองแผนในภาพรวม เพราะสุดท้ายเรางบประมาณแผ่นดินไม่ใช่เค้กที่จะแบ่งให้เฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรครัฐบาลยกจังหวัด อยากให้ถอยออกมามองภาพให้กว้าง มองโครงการที่จะพัฒนาภาคใต้ให้เจริญไปด้วยกันทั้งภาค และสิ่งนี้จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวใต้ ขอให้ทำให้ถูกทาง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

แลนด์บริดจ์,พงศกรขวัญเมือง,พรรคประชาธิปัตย์,โครงสร้างพื้นฐาน,ภาคใต้,

รองโฆษก ปชป.อัดรัฐบาล แต่งตั้งข้าราชการเล่นพวกพ้อง จี้ อนุทิน ยึดหลักคุณธรรม ถาม พศ. ปมเด้งเจ้าหน้าที่ลงใต้

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:42 น.

21 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายณัฐกานต์ ชูชนะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงภาพรวมการบริหารราชการแผ่นดินและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ โดยเริ่มต้นได้กล่าวแสดงความห่วงใยไปยังประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน

นายณัฐกานต์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องเรียกร้องในวันนี้ เกี่ยวข้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้เคยแถลงไว้ต่อรัฐสภาว่าจะยึดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งรวมถึงหลักคุณธรรม แต่จากผลการสำรวจของ IFD โพล เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,300 คน พบว่าเกินกว่าร้อยละ 60 เชื่อว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เป็นไปตามหลักคุณธรรม มีเรื่องการเมือง ระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายบ้านใหญ่ และเรื่องเงิน เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ แม้การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงที่มีอายุราชการเหลืออีก 8-10 ปี จะทำได้ตามกฎหมาย แต่มุมมองทางสังคมเห็นว่าเป็นการวางรากฐานเพื่อประโยชน์ทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการคนอื่นที่ต้องเสียโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุต่อว่า ตนได้ติดตามนายชวน หลีกภัย ไปบรรยายให้แก่ข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อถามความเห็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในปัจจุบัน พบว่าเกือบทั้งห้องแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย จึงอยากเตือนสติรัฐบาลว่า การบริหารงานบุคคลภาครัฐ ทั้งตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน บัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องยึดหลักคุณธรรม ศักยภาพ ผลงาน และความประพฤติ โดยไม่อาจนำเหตุผลหรือความเห็นทางการเมืองมาประกอบการพิจารณาได้ ดังนั้น ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งไปแล้ว จึงมีภาระพิสูจน์ตนเองว่ามิใช่ตัวแทนของพรรคการเมือง หรือมาเพื่อสนองประโยชน์ให้กลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง

“หากรัฐบาลแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเพราะเห็นแก่ประโยชน์ทางการเมือง ผลกระทบและความเสียหายจะตกอยู่กับตัวรัฐบาลเอง ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าน่ารังเกียจไม่แพ้การฮั้ว สว. ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี นายอนุทินเคยกล่าวในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่ารู้สึกอายกับตัวเลขการทุจริตที่สูงขึ้น ในความเป็นจริงท่านไม่ต้องอายและไม่ต้องโทษใคร เพราะท่านเป็นผู้แต่งตั้งคนเหล่านั้นเข้ามาเอง ผลของการไม่เลือกคนดีคนเก่งเข้ามาทำงาน จึงทำให้ปัญหาการทุจริตกระจายตัวไปทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงท้องถิ่น” นายณัฐกานต์ กล่าว

นอกจากนี้ นายณัฐกานต์ ยังได้ตั้งคำถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรณีการสั่งย้ายข้าราชการระดับนักวิชาการจากจังหวัดกาฬสินธุ์ไปยังจังหวัดยะลา หลังจากผู้บริหาร พศ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ ว่า “พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อน การส่งบุคลากรลงไปปฏิบัติหน้าที่ควรคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมกับพื้นที่ หากมีการนำบุคลากรที่มีปัญหาไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน ผมเห็นว่าไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง และรัฐบาลควรตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน” นายณัฐกานต์ กล่าว

พรรคประชาธิปัตย์,รัฐบาล,แต่งตั้งข้าราชการ,

ผบ.ทสส. ประธานวันสถาปนา 70 ปี ศรภ. เปิดพิพิธภัณฑ์สืบสานเกียรติภูมิ-อุดมการณ์ ส่งต่ออนุชนรุ่นหลัง

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:35 น.

21 สิงหาคม 2569 พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) ครบรอบ 70 ปี โดยมี พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย (ผบ.ศรภ.) ให้การต้อนรับ ท่ามกลางบุคคลสำคัญร่วมพิธีและแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก อาทิ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธีรเดช มีเพียร อดีตประธานวุฒิสภาและอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ นักธุรกิจและผู้บริหารบริษัทชั้นนำ ตลอดจนอดีตผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งติดภารกิจเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้มอบหมายให้นายเศรณี ชาญวีรกูล หรือ “เป๊ก” บุตรชาย เข้าร่วมพิธีและร่วมแสดงความยินดีแทน

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์ศูนย์รักษาความปลอดภัย เพื่อเป็นพื้นที่รวบรวมและถ่ายทอดเรื่องราวแห่งเกียรติประวัติของหน่วยตลอด 70 ปีที่ผ่านมา พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการศูนย์รักษาความปลอดภัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์สะท้อนประวัติศาสตร์ อุดมการณ์ การปฏิบัติภารกิจ และเหตุการณ์สำคัญในแต่ละยุคสมัย ภายใต้การนำของอดีตผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัยทุกท่าน พร้อมเป็นสื่อกลางในการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของภารกิจและองค์ความรู้ที่สั่งสมมา เพื่อถ่ายทอดเกียรติภูมิอันทรงคุณค่าและอุดมการณ์ของหน่วยไปสู่กำลังพลและอนุชนรุ่นหลัง

จากนั้น พล.ท.สุเมธ ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์รักษาความปลอดภัย ก่อนเชิญ ผบ.ทสส. เป็นประธานในพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย สำหรับวันที่ 20 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนาศูนย์รักษาความปลอดภัย เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของการก่อตั้งหน่วยในฐานะองค์กรรักษาความปลอดภัยฝ่ายทหาร ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ ตลอดจนเป็นโอกาสสำคัญในการสืบสานเกียรติประวัติ ปลูกฝังความภาคภูมิใจ และถ่ายทอดอุดมการณ์การทำหน้าที่ให้แก่กำลังพลและข้าราชการรุ่นต่อไป

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดศรภศูนย์รักษาความปลอดภัย

ยศชนัน นำทีมจิตอาสาลุยทำความสะอาดเทศบาลน่าน หลังน้ำลด เร่งรัดเยียวยา เสนอนายกฯ อาทิตย์นี้

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:22 น.

รองนายกฯ ยศชนัน นำทีมจิตอาสาลุยทำความสะอาดใหญ่ ฟื้นฟูเทศบาลน่าน หลังน้ำลด เร่งรัดเยียวยาชดเชย เสนอนายกฯ อาทิตย์นี้ พร้อมชูแผนบริหารจัดการน้ำครบวงจร ยกระดับ GIS สู่ Digital Twin เอกชนวิเคราะห์ข้อมูลโทรมาตรเพื่อการแจ้งเตือนภัยแม่นยำ

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามการฟื้นฟูเมืองในเขตเทศบาลเมืองน่าน (ถนนสุมนเทวราช-หน้ากาดศรีคำ) พร้อมด้วยนายชัยณรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ร่วมทำความสะอาดถนนและบ้านเรือนครั้งใหญ่ พร้อมให้กำลังใจอาสาสมัครและภาคประชาสังคม ที่ร่วมสนับสนุนภารกิจการฟื้นฟูในพื้นที่หลังจากระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยมีรถฉีดน้ำจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาสนับสนุนการฉีดชำระล้างคราบดินโคลน สำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารจิตอาสา เจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ ปภ. และประชาชนชาวน่านมาร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเนืองแน่น

รองนายกฯ ยศชนัน ได้เป็นผู้ถือสายยางฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อล้างคราบโคลนที่ฝังแน่น และร่วมทำความสะอาดถนนกับข้าราชการและอาสาสมัครจิตอาสาอย่างเป็นกันเอง โดยนายกเทศมนตรีเมืองน่านได้กล่าวขอบคุณตัวแทนรัฐบาลที่ลงพื้นที่ปักหลักบัญชาการสถานการณ์เคียงข้างชาวน่านตลอด 3-4 วันที่ผ่านมาจนถึงขั้นตอนของการฟื้นฟู

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านการให้ความช่วยเหลือว่า เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาสอบถามและติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง โดยได้หารือกันถึงแผนการดำเนินงาน ซึ่งในวันนี้ยังอยู่ในระยะของการฟื้นฟูพื้นที่ แต่หลังจากนี้ รัฐบาลจะเร่งเข้าสู่มาตรการเยียวยาและจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ประสบภัย เนื่องจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้ แม้น้ำจะท่วมขังเพียงไม่กี่วัน แต่ได้พัดพาดินโคลนเข้ามาสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลอย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มเกษตรกรและประชาชนที่ต้องซ่อมแซมบ้านเรือน โดยจะต้องบูรณาการความร่วมมือจากหลายกระทรวง

“นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่จังหวัดน่านในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อติดตามเรื่องการเยียวยาโดยเฉพาะ ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาด้านเอกสารลงได้ ทำให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสามารถกลับมาใช้ชีวิตรวมถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด”

เมื่อสอบถามถึงแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดน่าน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ทางกรมชลประทานและทางจังหวัดได้มีการเสนอแผนรองรับไว้แล้ว โดยหลักการสำคัญคือต้องมี “ที่พักน้ำ” ตามจุดต่าง ๆ เพื่อรองรับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูง ไม่ว่าจะเป็นบ่อพักน้ำ แก้มลิง หรือฝายชะลอน้ำขนาดเล็ก ก่อนที่น้ำจะไหลลงมาถึงตัวเมือง

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการแจ้งเตือนภัย โดยยกระดับจากระบบ GIS สู่การทำ Digital Twin ซึ่งเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำข้อมูลจากสถานีโทรมาตรในจุดต่าง ๆ มาวิเคราะห์ เพื่อให้การแจ้งเตือนระดับน้ำผ่านแอปพลิเคชันมีความแม่นยำ ประชาชนสามารถเห็นข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำต่างกัน และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ศ.ดร.ยศชนัน มีกำหนดการเข้าร่วมประชุมวอร์รูม (War Room) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ก่อนจะเดินทางไปลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นลำดับต่อไป

น้ำท่วมน่านภาคเหนือยศชนันแนวหน้าออนไลน์

บรรจง รุก พิพัฒน์ ยื่นข้อเสนอ 4 เรื่อง ก่อนปลุกผี นิคมอุตฯ จะนะ เข้า ครม.สัญจร หาดใหญ่

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:02 น.

จากกรณีที่รัฐบาลมีแนวทางผลักดันโครงการขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม โดยมีรายงานว่าจะมีการหยิบยก “โครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา”  ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ล่าสุด นายบรรจง นะแส นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ฝากถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่อำเภอหาดใหญ่ในช่วงปลายเดือนนี้

นายบรรจง ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการ เพื่อเรียกร้องให้ ครม. รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและตรงไปตรงมาก่อนการตัดสินใจ ประกอบด้วย


1.ช่วยไปอ่านเอกสารสรุปผลการศึกษาSEAที่ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในฐานะผู้รับทำตามTORที่ทางสภาพัฒน์กำหนด ใช้เวลาไป2ปีกว่าและใช้งบประมาณไป28ล้านบาท ช่วยอ่านให้ละเอียด/ให้รู้เป้าหมายว่าข้อสรุปสำหรับการพัฒนาพื้นที่จะนะน่ะไม่ได้สอดคล้องกับนิคมอุตสาหกรรม ไปอ่านซะจะได้ไม่หน้าแตก

2.ก่อนประชุมครม.กรุณาจัดทริปให้คณะรัฐมนตรีลงดูพื้นที่จริงในพื้นที่ๆท่านอยากจะให้สร้างนิคม/ท่าเรือว่าอยู่ตรงไหน??/ชายหาดตรงนั้นทรุดโทรมหรือสวยงามคณะรัฐมนตรีจะได้เห็นกับตา

3.ให้กรมที่ดินนำข้อมูลของที่ดินที่ท่านอยากให้มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะว่า ไอ้2หมื่นไร่น่ะมันเป็นของใคร??/ซื้อมาเมื่อไหร่?/แปลงไหนที่ไปออกโฉนดทับที่ของชาวบ้านและยังเป็นคดีความอยู่ที่ศาลนาทวี

4.ให้มีการรายงานนิคมอุตสาหกรรมที่ฉลุงที่มีอยู่แล้วว่าสถานการณ์ในเขตนิคมฯเป็นยังไง?? แน่นเอี๊ยดหรือยังเป็นที่รกร้างว่างเปล่าสามารถสร้างโรงงานอุตสาหกรรมได้อีกเป็นร้อยๆโรง คณะรัฐมนตรีจะต้องรับรู้เรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

นายบรรจง ทิ้งท้ายอีกว่า หากทำตามข้อเสนอ4ข้อที่เสนอมาแล้ว ท่าน(คณะรัฐมนตรี)จะตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่ แต่ท่านจะต้องอธิบายเหตุผลมาให้ได้นะครับ..

บรรจง นะแสพิพัฒน์ รัชกิจประการ

สมชัย เปิดสัมพันธ์ ฐิติเชษฐ์-ณัฐวุฒิ ข้องใจเป็นคนดึงนั่งอนุ กก.วินิจฉัยคดีเลือกตั้ง ทั้งที่เคยถูกไล่ออกหรือไม่!?

21 สิงหาคม 2569 เวลา 10:39 น.

สมชัย เปิดสัมพันธ์ ฐิติเชษฐ์-ณัฐวุฒิ กังขาเป็นคนดึงนั่งอนุกรรมการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง เมื่อปี 62 ทั้งที่เคยถูกไล่ออกราชการหรือไม่!? จ่อบุก กกต.ล่าตัวไอ้โม่ง สัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประวัติ กกต. ฐิติเชษฐ์ นุชนารถ

จบปริญญาเอก ด้านกฎหมาย ม.ปทุมธานี หลักสูตร LLD. รุ่นที่ 4 ปี 2557 มีเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นที่รู้จักในสังคม อาทิ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม อดีตอัยการที่ถูกไล่ออกจากราชการ

ฐิติเชษฐ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น กกต. วันที่ 4 ธันวาคม 2561 หลังจากทำหน้าที่ กกต. จะมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง จำนวน 35 คน เพื่อเป็นองค์ประกอบใน อนุกรรมการที่มีทั้งหมด 35 ชุด

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ชุดที่ 12 ตั้งแต่ปี 2562-2564 ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลคดีต่าง ๆ ใน กกต.

น่าแปลกที่ สำนักงาน กกต. ไม่มีการตรวจสอบประวัติบุคคลที่จะมาเป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่บุคคลดังกล่าว เคยถูกไล่ออกจากราชการ ฐานรับเงิน 1.5 ล้านบาทเพื่อเป็นตัวกลางวิ่งเต้นคดีใบแดงการเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อปี 2558

การเอาคนที่เคยมีประวัติเช่นนี้ จึงอดคิดไม่ได้ว่า การทำหน้าที่อนุกรรมการ จะเป็นช่องทางในการเรียกรับประโยชน์จากคดีเลือกตั้งอีกหรือไม่

สิ่งที่จะพิสูจน์ ความไม่เกี่ยวข้องระหว่าง ฐิติเชษฐ์ กับ ณัฐวุฒิ คือ หลักฐานการเสนอชื่อ ณัฐวุฒิ เป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ว่ามาจากการเสนอของ กกต.ท่านใด

หากทราบชื่อ ก็เท่ากับ เป็นการเปิดตัวไอ้โม่ง ที่อยู่เบื้องหลัง ณัฐวุฒิ ว่าเป็น ฐิติเชษฐ์ จริงหรือไม่

สัปดาห์หน้า ผมจะไปยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อขอทราบชื่อ กกต. ที่เสนอชื่อ ณัฐวุฒิ เป็น อนุวินิจฉัย และพิสูจน์คำขวัญ กกต. ที่เพิ่มคำว่าโปร่งใสเข้าไป ว่า จะโปร่งใสจริงหรือไม่”

กกตฐิติเชษฐ์ณัฐวุฒิสมชัยฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์

หมอตุลย์ ไล่ไทม์ไลน์ สอบท้องถิ่น ก่อน ม.บูรพา โดนเขี่ย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 09:23 น.

21 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ไทม์ไลน์เจาะลึกเบื้องหลังการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2566-2568 เผยให้เห็นเส้นทางนับตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การชนะอุทธรณ์จากกรมบัญชีกลาง ไปจนถึงจุดจบที่มหาวิทยาลัยบูรพา ถูกเขี่ยพ้นจากการเป็นผู้จัดสอบ

จุดเริ่มต้นและการแข่งขันเสนอราคา (พ.ศ. 2566)

26 พ.ค. 66: คณะกรรมการจัดทำร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ประชุมครั้งที่ 2/2566 และเห็นชอบ TOR โดยมี รองอธิบดี ศิริพันธ์ ศรีกงพลี เป็นประธานกรรมการ (สมัยที่ ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็น รมช.มหาดไทย และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น รมว.มหาดไทย)

21 มิ.ย. 66: คณะกรรมการจัดจ้างของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เชิญมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ ราชมงคลธัญบุรี, บูรพา, เกษตรศาสตร์, ธรรมศาสตร์ และมหิดล

14 ก.ค. 66: มีเพียง ม.บูรพา และ ม.ราชมงคลธัญบุรี ที่ยื่นเสนอราคา

30 ส.ค. 66: คณะกรรมการจัดจ้างเปิดซอง ผลปรากฏว่า ม.ราชมงคลธัญบุรี ชนะการเสนอราคา

11 ก.ย. 66: ม.บูรพา ยื่นอุทธรณ์ผลการจัดจ้าง (ช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการเข้ารับตำแหน่งของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 66)

ต่อมา คณะกรรมการจัดจ้างได้แจ้งกับ ม.บูรพา ว่า อุทธรณ์ตกไป

จุดพลิกผันจากกรมบัญชีกลางและการลงนามสัญญา

6 พ.ย. 66: กรมบัญชีกลางมีหนังสือด่วนที่สุดถึงกรม สถ. ชี้แจงเรื่องการเปลี่ยนแปลงกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (พร้อมตั้งคำถามเรื่องการแจ้งเปลี่ยนแปลงให้ผู้ยื่นข้อเสนอทราบหรือไม่)

20 พ.ย. 66: คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง แจ้งกรม สถ. ว่า อุทธรณ์ฟังขึ้น และให้กรม สถ. ประกาศให้ ม.บูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคา

ต้น ม.ค. 67: มีเครือข่ายต่อต้านทุจริตส่วนท้องถิ่น เข้ามายื่นเรื่องขอให้ทบทวนการจัดจ้าง ม.บูรพา พร้อมขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการสอบ

16 ม.ค. 67: ม.บูรพา เดินทางมาลงนามในสัญญาจ้าง แต่วันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยกลับมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่มีเครือข่ายฯ มาร้องเรียน (โดยในเวลานั้นยังไม่เห็นตัวหนังสือชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงนามในคำสั่ง, ใครเป็นคณะกรรมการ และใครคือผู้ร้องเรียนที่แท้จริง)

22 ม.ค. 67: กรม สถ. แจ้งชะลอการจ้าง

คำสั่ง สถ.1 และบทสรุปการยกเลิกสัญญา (พ.ศ. 2567-2568)

2 พ.ค. 67: รมว.อนุทิน มีคำสั่งการ (ตามหนังสือลับ มท. 0100.1/165) ให้กรม สถ. นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงไปดำเนินการ ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และ ก.กลาง หลายครั้งตามข้อสั่งการดังกล่าว

12 พ.ย. 67: มีการเปลี่ยนแปลงอธิบดีกรม สถ. จาก นายขจร ศรีชวโนทัย เป็น นายพัชชา / นฤชา โฆษาศิวิไลซ์

16 ธ.ค. 67: กสถ. ประชุมครั้งที่ 5/2567 มีมติว่า หากดำเนินการตาม TOR เดิม อาจก่อให้เกิดความเสียหาย จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการป้องกันทุจริตเพิ่มเติม

8 ม.ค. 68: กองคลัง กรม สถ. หารือกรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการยกเลิกการจ้าง ม.บูรพา

13 ก.พ. 68: อธิบดี นฤชา ออกประกาศยกเลิกการคัดเลือกการจ้าง ม.บูรพา อย่างเป็นทางการ

บทสรุป: จะเห็นได้ว่ากระบวนการยกเลิกการจ้าง ม.บูรพา ทั้งหมดเกิดขึ้นภายหลังจากที่ รมว.อนุทิน มีคำสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นมา

กกตคณะกรรมการการเลือกตั้งตุลย์สิทธิสมวงศ์หมอตุลย์ฮั้วสว.

เจาะลึก TH-AI Passport ‘อรรถวิชช์’ กาง TOR ยันไร้ฮั้วประมูล ข้อมูลคนไทยปลอดภัย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 08:12 น.

หลังจากมีการเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับโครงการ TH-AI Passport เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 แต่ก็ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) โดยเฉพาะประเด็นความสุ่มเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยอาจรั่วไหลไปยังต่างประเทศและอาจขัดต่อ TOR ล่าสุด นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เพื่อเจาะลึกรายละเอียดสัญญาและไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุว่ารัฐบาลมีการปรับแก้เงื่อนไขเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติแล้ว และเสนอให้เดินหน้าโครงการต่อเพื่อยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

ชี้เอกชนเสี่ยงขาดทุน ย้ำรัฐปรับ TOR ตามข้อท้วงติงแล้ว

นายอรรถวิชช์ ระบุว่าบริษัทเอกชนที่ประมูลงานนี้ไปมีความเสี่ยงขาดทุนสูง เนื่องจากสัญญาผูกติดกับจำนวนผู้ใช้งานจริง หากยอดไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคนตามที่กำหนดไว้ก็อาจประสบปัญหาได้ ส่วนข้อกังวลจากฝ่ายค้านและสังคมถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะเป็นโครงการเทคโนโลยีระดับชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ รับฟังข้อท้วงติงและนำมาปรับปรุงเงื่อนไขให้รัดกุมขึ้น พร้อมยืนยันว่าจากการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด “ไม่พบการกระทำที่ผิดเงื่อนไข TOR” แต่อย่างใด

ปมฮั้วประมูล เกิดจากการตีความ TOR ไม่ครบถ้วน

สำหรับข้อครหาเรื่องการล็อกสเปก นายอรรถวิชช์ ชี้แจงว่าปัญหาเกิดจากการอ่าน TOR ไม่ครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น การผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ที่ระบุให้ทำ “แอนิเมชัน” ความยาว 15 วินาที จำนวน 10 ครั้งต่อเดือน เพื่อนำไปแสดงตามจุดต่างๆ ด้วยราคากลาง 900,000 บาท ซึ่งในงบประมาณระดับนี้ บริษัทโปรดักชันทั่วไปก็สามารถดำเนินการได้ จึงไม่ใช่การล็อกสเปกให้บริษัทป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์

แยกชัดเจน “ข้อมูลส่วนบุคคล” อยู่ไทย ส่งออกเฉพาะ “คำสั่งประมวลผล”

ในประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล TOR ข้อ 2.2 ระบุชัดเจนว่าต้องแยกการประมวลผลออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  • ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) เช่น อายุ การศึกษา หรือพฤติกรรมการใช้งาน จะถูกจัดเก็บและประมวลผลในประเทศไทย 100% เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ของไทย
  • ข้อมูลคำถาม (Prompt) ส่วนนี้จำเป็นต้องถูกส่งไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา AI ในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกการทำงานพื้นฐานของระบบ AI ทั่วโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ล็อกสเปกข้อ 7 ห้ามต่างชาติใช้ข้อมูลคนไทยฝึก AI (Model Training)

เพื่อป้องกันการนำข้อมูลคนไทยไปใช้ประโยชน์ สัญญาในข้อ 7 (Terms and Condition) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ไม่อนุญาตให้นำข้อมูลไปใช้ฝึกฝนโมเดล (Model Training)” ดังนั้น บริษัทเอกชนไทยที่เป็นผู้รับเหมาจะต้องเจรจากับผู้ให้บริการ AI ต้นสังกัดทั้ง 14 บริษัท (30 โมเดล) ให้ยอมรับเงื่อนไขนี้ หากบริษัทใดไม่ตกลงก็จะไม่สามารถนำโมเดลเข้ามาให้บริการได้ จึงเป็นการรับประกันว่าข้อมูลคนไทยจะไม่ถูกนำไปใช้เทรน AI ของต่างชาติ

ปรับแผนจ่ายตามจริง 24.70 บาทต่อหัว ช่วยรัฐเซฟงบประมาณ

นายอรรถวิชช์ เปิดเผยว่า เดิมโครงการนี้ตั้งงบประมาณเหมาจ่ายไว้ที่ 1,600 ล้านบาท สำหรับเป้าหมาย 5 ล้านคน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่งบจะสูญเปล่า แต่ปัจจุบันได้มีการปรับแก้สัญญาใหม่เป็น การจ่ายเงินตามจำนวน “ผู้ใช้งานจริง (Active User)” ที่ผ่านเกณฑ์การเรียนรู้ ในอัตรา 24.70 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น

หมายความว่า รัฐจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานเริ่มต้นการเรียนรู้จริง หากมีผู้ลงทะเบียน 1 ล้านคน รัฐก็จะจ่ายเพียง 24.7 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินที่คุ้มค่าและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

เตือนอย่าชะลอโครงการ เสี่ยงกระทบสัญญาผู้ให้บริการต่างชาติ

แม้จะมีการปรับปรุงสัญญาให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่อง “ระยะเวลา” นายอรรถวิชช์ เตือนว่าไม่ควรชะลอโครงการ เนื่องจากบริษัทผู้รับเหมาได้ซื้อสิทธิ์การใช้งาน (License) จากค่าย AI ต่างชาติมาแบบมีกำหนด 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมปีหน้า หากโครงการล่าช้าออกไป สิทธิ์ที่ซื้อมาจะสูญเปล่า และอาจกระทบต่อกรอบเวลาการส่งมอบงานให้กระทรวงดิจิทัลฯ ในช่วงเดือนกันยายน

ชื่นชมมิติใหม่การเมือง ตรวจสอบเพื่อเดินหน้าสู่อนาคต

ในช่วงท้าย นายอรรถวิชช์ ได้ชื่นชมบรรยากาศการเมืองที่ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง และรัฐบาลพร้อมรับฟังเพื่อปรับแก้ไขโดยที่ยังไม่มีความเสียหายต่อเงินแผ่นดิน พร้อมย้ำว่าในยุคดิจิทัล ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ รัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างระบบป้องกันและตอบสนองต่อปัญหาที่รวดเร็ว มากกว่าการปฏิเสธเทคโนโลยี

“และโครงการเนี้ย ผมคิดว่ายิ่งเปิดเผยมาก ไม่ว่าจะวิจารณ์เชิงบวกเชิงลบ ส่งผลต่อยอดการเรียนรู้ ผมอยากให้ยอดเรียนรู้มันเยอะ ผมไม่ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือใดๆ แต่ AiPassth วันแรกผมลงอันนี้ เพราะผมอยากรู้ว่ามันจะช่วยให้ผมเข้าใจเรื่องต่างๆ เหล่านี้ หรือพัฒนาตัวเองได้ไงบ้าง ผมอยากเห็นเราก้าวข้ามไปเศรษฐกิจยุคใหม่ แล้วเราไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันอ่ะ คือเราพูดกันด้วยเหตุและผลแล้วปรับกันไป” กล่าวทิ้งทาย

AiPASSTH-AI Passportอรรถวิชช์