‘กรวีร์’ มั่นใจศึกซักฟอก รัฐบาล ไร้แผล-ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ขัด ‘ฝ่ายค้าน’ อภิปรายคดี ‘ฮั้ว สว.’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:31 น.

‘ปธ.วิปรัฐบาล’ มั่นใจศึกซักฟอก ‘รัฐบาล’ ไร้แผล ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ขัด ‘ฝ่ายค้าน’ อภิปรายคดี ‘ฮั้ว สว.’ ได้ หากมีข้อมูลโยง ‘นายกฯ-รมต.’ ลั่น อยากเห็นเหมือนกันว่าเกี่ยวยังไง ยํ้าเรื่องเกิดก่อน ‘ภท.’ เข้ามาบริหาร

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางวิปรัฐบาลจะมีการนัดประชุมเตรียมรับมือก่อนหรือไม่ ว่า ยัง เพราะไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยื่นเมื่อไหร่ และญัตติเป็นเรื่องอะไรบ้าง ต้องรอให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่เราจะได้พูดคุยกันถูก ทั้งนี้ การยื่นเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านอยู่แล้ว ซึ่งเขาคงจะต้องยื่น ไม่งั้นก็จะเสียสิทธิ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถามว่า มีการเต็งการบ้านไว้หรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบประเด็นไหนขึ้นมาอภิปราย นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่ทราบเลย แต่จะเป็นประเด็นไหนก็ได้ เพราะเราไม่ได้กังวล และเชื่อว่ารัฐมนตรีจะสามารถตอบข้อชี้แจง อธิบายเหตุผลให้กับฝ่ายค้านทุกเรื่องได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจั่วหัวเรื่องคดีฮั้ว สว.เยอะมาก มองว่าเรื่องนี้สามารถอภิปรายได้หรือไม่ เพราะเหมือนจะไม่เกี่ยวกับรัฐบาล นายกรวีร์ กล่าวว่า ก็ต้องไปดูว่าเขาจะโยงให้เกี่ยวยังไง ตนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไปเกี่ยวตรงไหน เพราะขณะนี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากเขามีเรื่องส่งฟ้องศาล ก็อยู่ที่ศาล ดังนั้นก็ต้องดูว่าประเด็นไหนที่เขาคิดว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาล

เมื่อถามว่า จะต้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยญัตติก่อนหรือไม่ว่าประเด็นนี้สามารถอภิปรายได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตอนนี้เราคาดการณ์กันไปเองทั้งหมด ยังไม่รู้ว่าเขาจะยื่นเรื่องเรื่องอะไร และญัตติที่เค้าเสนอจะเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินตรงไหน หากเขามีเหตุผลและหลักฐานที่สามารถชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล ก็ค่อยมาดูอีกที อย่างไรก็ตาม การเลือก ส.ว.เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหาร ดังนั้นหากมีเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับฝ่าย ตนมองว่าก็อภิปรายได้ แต่ก็ต้องไปดูว่าเกี่ยวตรงไหน

“ตามขั้นตอนขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่ในการไปสืบข้อเท็จจริงอะไรแล้ว และรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นคนจัดการเลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องของ กกต. จึงอยากแยกเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่หากเขามีข้อมูลว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไปเกี่ยวข้อง ก็อาจจะอภิปรายได้ แต่ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะบอก ดังนั้นต้องรอดูญัตติก่อน” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

เมื่อถามว่า หากมีการลงมติ มั่นใจหรือไม่ว่าเสียงของรัฐบาลจะโหวตครบ นายกรวีร์ กล่าวว่า มั่นใจว่ารัฐบาลตอบข้อซักถามได้ทั้งหมด ไม่มีแผลอะไรที่จะตอบไม่ได้ ส่วนเรื่องคะแนนเสียง คงจะต้องไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน ต้องให้เกียรติกัน ดูเหตุผลและสิ่งที่รัฐบาลตอบก่อนว่ามีน้ำหนักหรือฟังได้หรือไม่ แต่หากชี้แจงชัดเจน สภาฯยกมือผ่านอยู่แล้ว

ซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทยรัฐบาล

วันวิชิต ชี้ระบบจัดการภาครัฐเห็นผล รับมือน้ำท่วมน่านจบเร็ว ไม่ชุลมุน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:25 น.

“วันวิชิต” ชื่นชมรัฐบาล–มหาดไทย-ปภ. ถอดบทเรียนวิกฤตในอดีต รับมือน้ำท่วมน่านมีประสิทธิภาพ มองรัฐบาล “อนุทิน” วางระบบและปรับแก้มาตลอด หลังเผชิญบททดสอบน้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง เริ่มออกดอกผล เห็นชัดทั้งการเตรียมพร้อม ซ้อมแผน แจ้งเตือน อพยพ และประสานงานในพื้นที่ ชี้ฝนตกหนัก–น้ำหลากห้ามไม่ได้ แต่รัฐทำให้ไม่ชุลมุนและลดความสูญเสียได้ จากนี้ต้องปิดงานให้ครบวงจร เร่งฟื้นฟู–เยียวยาประชาชนหลังน้ำลด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านว่า ภาพที่เกิดขึ้นในครั้งนี้น่าสนใจ เพราะเริ่มเห็นผลจาก “ระบบ” ที่รัฐบาลพยายามวางและปรับปรุงมาตลอด หลังประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

หากมองเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมแต่ละครั้ง เราอาจเห็นเพียงภาพฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ถนนขาด หรือประชาชนต้องอพยพ แต่หากมองต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ จะพบว่า สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยพยายามทำ คือการนำข้อผิดพลาดและปัญหาจากเหตุการณ์ก่อนหน้ามาปรับระบบ เพื่อให้ครั้งต่อไปสามารถรับมือได้เร็วขึ้น กรณีจังหวัดน่านจึงถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญ และเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวกำลังใช้ได้ผล

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ต้องให้เครดิตทั้งรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในพื้นที่ เพราะสิ่งที่เห็นแตกต่างจากหลายเหตุการณ์ในอดีต คือระดับของความชุลมุนที่ลดลง ขณะที่ระบบการแจ้งเตือน การเตรียมพื้นที่อพยพ และการประสานกำลังสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้ หลายจังหวัดมีการประชุมเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสะท้อนว่าการเตรียมรับมือไม่ได้เริ่มต้นขึ้นหลังน้ำเข้าพื้นที่แล้ว แต่มีการเตรียมระบบไว้ล่วงหน้า

“ผมคิดว่าสิ่งที่กำลังเห็น ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่เป็นผลจากการที่รัฐบาลต้องผ่านสถานการณ์น้ำท่วมหนักมาหลายครั้ง ทุกครั้งมีทั้งสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ต้องกลับไปแก้ เมื่อเอาบทเรียนเหล่านั้นมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง วันนี้จึงเริ่มเห็นว่าระบบที่วางไว้สามารถนำมาใช้ได้จริง”

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผ่านบททดสอบเรื่องภัยพิบัติมาไม่น้อย และธรรมชาติของการบริหารสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีระบบใดสมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรก สิ่งสำคัญคือหลังจากผ่านแต่ละเหตุการณ์แล้ว รัฐบาลสามารถถอดบทเรียนและปรับระบบได้มากน้อยเพียงใด

สิ่งที่เริ่มเห็นในระยะหลัง คือการขยับจากการ “รอเกิดเหตุแล้วเข้าไปช่วย” ไปสู่การ “เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข้อมูลฝนและระดับน้ำ การประเมินพื้นที่เสี่ยง การเตือนประชาชน การซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมศูนย์พักพิง ตลอดจนการกำหนดบทบาทของหน่วยงานในพื้นที่ว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้น ใครต้องทำอะไรและประสานกับใคร

ปภ. เองมีระบบข้อมูลสาธารณภัยสำหรับติดตามทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เฝ้าระวัง และข้อมูลหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ ขณะที่ล่าสุดยังมีการรายงานและแจ้งเตือนสถานการณ์สาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า เรื่องการเตรียมพร้อมนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะประเทศไทยไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ทั้งหมดฝนจะตกหนักเพียงใด น้ำป่าจะไหลลงมาเร็วเพียงใด หรือปริมาณน้ำจะมากกว่าที่คาดการณ์หรือไม่ ไม่มีรัฐบาลใดรับประกันได้ว่าจะควบคุมทั้งหมดแต่สิ่งที่รัฐบาลควบคุมได้ คือ ระบบก่อนและหลังภัยมา

“เราห้ามฝนไม่ได้ ห้ามน้ำหลากไม่ได้ แต่เราทำให้ประชาชนรู้ก่อนได้ เราเตรียมการอพยพได้ เราทำให้เจ้าหน้าที่รู้หน้าที่ตัวเองได้ และทำให้เมื่อเกิดเหตุขึ้น ทุกฝ่ายไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด”

กรณีน่านจึงน่าสนใจตรงที่ แม้จะเกิดฝนตกหนักและน้ำหลากจนสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ แต่ภาพรวมของการบริหารจัดการไม่ได้เกิดความสับสนในระดับเดียวกับเหตุการณ์ใหญ่บางครั้งที่ผ่านมา

เมื่อได้รับสัญญาณเตือน เจ้าหน้าที่สามารถขยับกำลังเข้าสู่พื้นที่ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนและช่วยเหลือ ขณะที่หน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นสามารถเดินตามแผนที่เตรียมไว้ได้เร็วขึ้น

ดร.วันวิชิต กล่าวว่า หากมองในมิติการบริหารราชการ ต้องชื่นชมรัฐบาลที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง ต้องชื่นชม กระทรวงมหาดไทย และปภ. ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการเชื่อมระบบ เพราะภัยพิบัติไม่สามารถจัดการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ต่อให้ส่วนกลางมีเครื่องมือจำนวนมาก แต่หากจังหวัดไม่รู้สถานการณ์ อำเภอไม่รู้พื้นที่เสี่ยง หรือท้องถิ่นไม่รู้ว่าประชาชนกลุ่มเปราะบางอยู่ตรงไหน ระบบก็ไม่สามารถทำงานได้

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าภาพเจ้าหน้าที่จำนวนมากลงพื้นที่ คือการทำให้ทั้งระบบเคลื่อนพร้อมกัน

“ผมมองว่ารอบนี้ ปภ. ทำได้ดี และรัฐบาลก็ควรได้รับเครดิตในฐานะผู้กำหนดนโยบาย เพราะสิ่งที่เห็นวันนี้เป็นผลจากการวางระบบและการนำบทเรียนจากเหตุการณ์ก่อนๆ มาปรับใช้ ไม่ใช่เพียงการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า”

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.วันวิชิต เห็นว่า ไม่ควรรีบสรุปภารกิจทันทีที่น้ำลด เพราะการบริหารภัยพิบัติที่ดีต้องมีตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ–ขณะเกิดเหตุ–หลังเกิดเหตุ

เมื่อสถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย ภารกิจของรัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนจากการช่วยชีวิตและอพยพประชาชน ไปสู่การฟื้นฟูและเยียวยาอย่างรวดเร็ว ต้องเร่งสำรวจบ้านเรือน พื้นที่เกษตร ถนน สะพาน ระบบสาธารณูปโภค และทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเร่งดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

“ถ้ารัฐบาลสามารถทำช่วงสุดท้าย คือการฟื้นฟูและเยียวยาให้เร็วได้ด้วย ก็จะทำให้เราเห็นภาพของระบบบริหารภัยพิบัติที่ครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การเตือนก่อนน้ำมา ช่วยเหลือเมื่อน้ำมา และไม่ทิ้งประชาชนหลังน้ำลด”

ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ควรทำหลังจากนี้ คือรัฐบาล มหาดไทย และ ปภ. ควรถอดบทเรียนจากน่าน รวมถึงจังหวัดที่สามารถบริหารสถานการณ์ได้ดี เพื่อนำสิ่งที่ได้ผลไปยกระดับเป็นมาตรฐานสำหรับพื้นที่อื่น

เพราะภัยธรรมชาติครั้งต่อไปย่อมเกิดขึ้นอีก และอาจรุนแรงกว่าเดิม สิ่งที่จะพิสูจน์ประสิทธิภาพของรัฐบาลจึงไม่ใช่การประกาศว่าจะไม่มีน้ำท่วมอีก แต่คือการทำให้ทุกครั้งที่เกิดภัย ประเทศไทยรับมือได้ดีขึ้นกว่าครั้งก่อน

หากประชาชนรู้เร็วขึ้น อพยพเร็วขึ้น เจ้าหน้าที่เข้าถึงเร็วขึ้น ความชุลมุนน้อยลง ความสูญเสียลดลง และการเยียวยาหลังน้ำลดเร็วขึ้น นั่นหมายความว่า บทเรียนจากภัยพิบัติครั้งก่อนๆ ไม่ได้สูญเปล่า

น่านน้ำท่วมน่าน

สกลธี เผย ปชป. เตรียมถกประเด็นซักฟอกรัฐบาล ก่อนเปิดสภาฯ 25 ส.ค. นี้

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:20 น.

“สกลธี” เผย “ปชป.” เตรียมประชุมเรื่องสำคัญก่อนเปิดสภาฯ 25 ส.ค. นี้ คาดถกประเด็นซักฟอกรัฐบาล เล็งชำแหละ “ฮั้ว สว.-TH-AI Passport-สธ.” ลั่น แม้เสียงไม่พอล้มรัฐบาล แต่ขอใช้เวทีเปิดข้อมูลให้ปชช.ตัดสิน


วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ส.ค. จะมีการประชุมพรรคนัดสำคัญ ซึ่งคิดว่าเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอยู่ในการประชุมครั้งนี้ด้วย รวมถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและอีกหลายอย่าง ที่รัฐบาลจะนำเข้าสู่การประชุมสมัยหน้านี้

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมประเด็นใดไว้บ้างในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสกลธี กล่าวว่า ทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จับประเด็นเรื่องฮั้วสว.อยู่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จับเรื่อง TH-AI Passport ส่วนตนกำลังดูอยู่ว่า การปล่อยปละละเลยในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องกัญชา พ่อทิพย์ หมอพร้อมทิพย์ ก็จะดูว่ารัฐมนตรีละเลยการ ในการบริหารและการแก้ไขหรือไม่ รวมถึงปัญหาที่หมักหมมในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. )

เมื่อถามว่า มองว่าถึงเวลาแล้วที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีหลายเรื่อง ที่มีเหตุผลและสิ่งที่บ่งชี้ ให้ประชาชนเห็นความไม่ชอบมาพากลได้

ส่วนที่เสียงของฝ่ายค้านอาจจะไม่พอล้มรัฐบาล นายสกลธี กล่าวว่า ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลเรื่องการซักฟอกยากอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นเวทีที่ชี้ให้เห็น ได้เปิดเผยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน บางครั้งอาจจะชนะการโหวตแต่แพ้ในสายตาประชาชน ซึ่งขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและน้ำหนักข้อมูล

ซักฟอกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

อังคณา ฟาดเจ็บ สมยศ ขอโทษโดยไม่สำนึก อ้างประชาธิปไตย แต่แสวงประโยชน์ทางเพศ

22 สิงหาคม 2569 เวลา 17:01 น.

‘สว.อังคณา’ น่าอนาถ ‘สมยศ’ ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจแสวงประโยชน์ทางเพศ

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม

ล่าสุด นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง “อยู่กินกัน” สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผสห. เขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน อ้างประหยัด อายุขนาดนี้คิดเรื่องความเหมาะสมความควรไม่ควร หรือการให้เกียรติผู้ร่วมงานไม่ได้หรือไง

และการมีบุญคุณก็ไม่สามารถทดแทนด้วยความสัมพันธ์ทางเพศที่ #ไม่ยินยอม #ไม่สมัครใจ บิดเบือนสาเหตุที่อยู่กินกันไม่ได้เพราะช่องว่างระหว่างวัยอีก ที่พูดที่เขียนนี่ไม่ได้ฟังจาก ผสห. รายนี้รายเดียว แต่ได้ยินได้ฟังพฤติกรรมแบบนี้มานานจากผู้หญิงหลายคน จนคนเขารู้กันทั่ว อุตส่าห์เขียนขอโทษ แต่เป็นการ #ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรม อ้างหลักสากล แต่ใช้อำนาจกดทับ แสวงประโยชน์ทางเพศ อยากถามว่าจะเยียวยา ผสห. โดยการคืนศักดิ์ศรี และทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมได้ยังไง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ปวิน’เดือด ประณาม ‘สมยศ’ ทำพฤติกรรมต่อเด็กสาว ผิดหวัง-เหมือนถูกหลอก

สมยศ เคลื่อนไหวแล้ว หลังข่าวฉาวคุกคามทางเพศ ‘ขอโทษที่ผมเข้าใจผิด’ คิดว่าให้ความยินยอม

คุกคามทางเพศนักเคลื่อนไหวอาวุโสสมยศ

หนุนจัดระเบียบ กมธ.สภา 35 คณะ! ‘ปธ.กมธ.ตำรวจ’ ซัดบางคณะ ‘ปั้นน้ำเป็นตัว-หวังผลการเมือง’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 16:14 น.

หนุนจัดระเบียบกมธ.สภาฯ35คณะ! ‘ปธ.กมธ.ตำรวจ’ ได้ทีซัดแหลกบางคณะฯ ‘ปั้นน้ำเป็นตัว-หวังผลการเมือง’ เตือนอย่าใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำคนอื่นเสียหายระวังถูกฟ้องอาญากลับ-ฟันจริยธรรม

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนสนับสนุนแนวคิดของนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากำหนดกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะให้มีความชัดเจน เพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซ้อนและก้าวก่ายอำนาจกันเอง ซึ่งปัญหาในการทำงานของสภาฯ ชุดปัจจุบัน ประธาน กมธ. บางคณะไม่ทำหน้าที่ในกรอบบทบาทหน้าที่ของคณะตนเองอย่างแท้จริง โดยพบว่ามีการใช้อำนาจเกินหน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับฯเพื่อมุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก มีพฤติกรรมนำประเด็นจากสื่อมาปั้นน้ำเป็นตัว หรือจับแพะชนแกะเพื่อสร้างเรื่องราว ซึ่งทำให้บุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหายอย่างมาก

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น จึงขอเตือนอย่างจริงจังไปยัง กมธ. ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวว่า หากยังคงใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก โดยมิชอบหรือเกินขอบเขตจนเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายมีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้กลับได้ ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงการยื่นสอบจริยธรรมผ่านประธานสภาฯ และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและเอาผิดต่อไปได้

“ต้องการให้ประธานสภาฯ มีแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการทำงาน ซึ่งการวางกรอบอำนาจที่ชัดเจนนี้จะช่วยลดภาระแก่หน่วยงานรัฐและประชาชนที่ถูกเรียกชี้แจง อีกทั้งยังทำให้การใช้อำนาจของ กมธ. มีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ไม่ซ้ำซ้อน และไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองอีกด้วย” ประธาน กมธ.ตำรวจ กล่าว

คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ? สาวกิจกรรม ขุดอดีต 20 ปี ช่วยงานมูลนิธิฯโดนหลอกฟัน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 15:58 น.

FacebookXLineGmailCopy LinkShare

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม

ล่าสุด ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” โพสต์ข้อความว่า เรื่องทำนองนี้ ก็เคยเกิดกับฉันมาก่อนเหมือนกัน… ถ้าเอ่ยชื่อไป… ช็อกกันทั่วเมืองแน่ …

ต่อมาเจ้าของโพสต์ก็ได้โพสต์อีกว่า “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?”

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ผู้โพสต์ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า [เรื่องเล่าจากอดีต: เมื่ออุดมการณ์ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกใช้คน]

เรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาเล่าถึงบาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดโดย “นักอุดมการณ์” มันทำให้อดีตของฉันฉายภาพซ้ำทับซ้อนขึ้นมา แทบจะเป็นภาพคัดลอกเดียวกัน… ต่างกันแค่ช่วงเวลา และผู้กระทำที่เป็น “คนดัง” อีกคน

ย้อนกลับไปในปี 2549 ตอนนั้นฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงวัย 20 ที่หอบหัวใจเปี่ยมอุดมการณ์ ลงจากดอยนางนอน เชียงราย มาร่วมประท้วงการยึดอำนาจที่สนามหลวงเพียงลำพัง ฉันไม่รู้จักใครเลยบนพื้นที่แห่งนั้น นอกจากคนดังคนหนึ่งที่เคยพูดคุยกันผ่านเว็บบอร์ด coup19.org(ถ้าจำไม่ผิดนะ)

ด้วยความปลาบปลื้มในตัวเขา เราติดต่อกันผ่าน MSN จนเริ่มคุ้นเคย และไม่นาน… เหตุการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองของฉันไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น…

วันนั้น ฉันเข้าไปช่วยงานที่สำนักงานมูลนิธิแถวซอยรางน้ำแบบฟรีๆ ด้วยใจที่อยากขับเคลื่อนขบวนการ เมื่อเสร็จงาน ชายคนนั้นชวนออกไปข้างนอกและอาสาจะไปส่งที่พัก เขาพาฉันเดินขึ้นสถานี BTS แต่ปลายทางกลับไม่ใช่การนั่งรถไฟกลับ… เขาพาฉันเลี้ยวเข้าโรงแรมข้างสถานีแทน

ด้วยความเด็กและไม่ประสีประสา ฉันเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูก แม้นั่นจะไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิต แต่มันคือความช็อกที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น จากคนที่หลอกล่อเรามาด้วยความ “ไว้เนื้อเชื่อใจ”

​สิ่งที่ทำให้รู้สึกถูกลดทอนคุณค่าที่สุด คือก่อนกลับ… เขายื่นเงินให้ฉัน ประหนึ่งว่าเศษเงินนั้นจะสามารถปิดปาก หรือเปลี่ยนสิ่งที่เขาทำเป็นการซื้อขายได้ แน่นอนว่าฉันปฏิเสธ…

ตอนนั้นยอมรับว่าแอบมีความรู้สึกดีๆ ให้เขา แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้เลยก็คือ เขามีภรรยาอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่คนในสำนักงานรู้กันหมด แต่เขาแค่ไม่แสดงตัว… มีเพียงฉันคนเดียวที่หน้ามืดตามัวและไม่รู้เรื่องอะไรเลย…

สรุปคือ ฉันโดนหลอกเต็มๆ โดนหลอกให้ไปช่วยงานฟรี โดนหลอกฟันฟรี และสูญเสียความเคารพศรัทธาที่มีต่อคนดังคนนี้ไปจนหมดสิ้น…

ภายนอกฉันอาจดูเหมือนคนมูฟออนไว เรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้สร้างบาดแผลทางใจไปมากกว่าความรู้สึกสมเพชตัวเอง แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ฉัน “เลือกที่จะเงียบ” เป็นเพราะฉันกลัวว่าขบวนการประชาธิปไตยที่ทุกคนร่วมกันสร้างมาจะพังทลายลง อีกทั้งในโครงสร้างสังคมแบบนี้ พูดไปเหยื่อก็คงไม่พ้นถูกตราหน้าว่า “สมยอม”

เรื่องเล่าที่ว่ามีนักอุดมการณ์หลอกกินฟรี มันมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาตลอด… แต่ไม่เคยมีใครกล้าออกมายอมรับตรงๆ ว่าตัวเองคือหนึ่งในเหยื่อ

วันนี้… ฉันนี่แหละคือ “ใบเสร็จ” ที่เขาตามหากัน

ที่ตัดสินใจออกมาพูด เพราะไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อของการใช้อุดมการณ์อันบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือหลอกลวงอีก

คนที่พร่ำเพ้อเรียกร้องหาความยุติธรรมและความเท่าเทียมให้สังคม กลับเอาอุดมการณ์มาบังหน้าเพื่อตักตวงผลประโยชน์ทาง “กาม” ให้ตัวเอง…

ทุกครั้งที่ฉันเห็นคนคนนี้ในทีวี หรือบนเวทีเสวนา นั่งพูดจาสวยหรูเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม… มันทำให้ฉันสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียน

“แมงดาแห่งประชาธิปไตย” ที่เล่นกับไฟอุดมการณ์ของผู้คน ไม่ควรมีที่ยืนอีกต่อไป

ไม่ว่าเรื่องในวันนั้นจะดำเนินคดีได้หรือไม่ แต่วันนี้ฉันขอเป็นส่วนหนึ่งที่กระชากหน้ากากคนจอมปลอมพวกนี้ออกมา เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครต้องมาแตกสลายเพราะคนแบบนี้อีกต่อไป

การเมืองคุกคามทางเพศสมบัติอดีตนักโทษม.112

เอ็ดดี้ ชี้ ออสเตรเลีย มอง ไทย เป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาค

22 สิงหาคม 2569 เวลา 15:39 น.

เอ็ดดี้

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิเคราะห์เบื้องหลังและถ้อยแถลงสำคัญ กรณีการเดินทางเยือนกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ของนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยหยิบยกคำกล่าวของ Anne Aly รัฐมนตรีของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่ให้เกียรติมาส่งและอวยพรการเดินทางกลับ พร้อมทั้งเน้นย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในหลากหลายมิติ โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคของออสเตรเลีย #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ Anne Aly เป็น ส.ส.พรรค Labor เขต Cowan รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซี ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งพร้อมกัน 3 กระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจขนาดย่อม (Small Business) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพหุวัฒนธรรม (Multicultural Affairs) ของออสเตรเลีย  

เธอเกิดที่อียิปต์และย้ายมาออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เป็นสตรีมุสลิมคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลีย ในปี 2016  ก่อนเข้าสู่การเมืองเธอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้านการต่อต้านการก่อการร้าย

เอ็ดดี้


เธอเรียนปริญญาโทและเอกที่ Edith Cowan University โดยทำงานด้าน counter-terrorism และ countering violent extremism เคยเป็นที่ปรึกษา UN Counter-Terrorism Directorate และเป็นผู้ก่อตั้ง People Against Violent Extremism (PaVE)  

เธอโพสต์ว่า:“ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคที่เราไว้วางใจ และเป็นมิตรประเทศ โดยมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในด้านการค้า การบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันประเทศ และนวัตกรรม
มิตรภาพนี้ตั้งอยู่บนสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศ ตั้งแต่ภาคธุรกิจและนักท่องเที่ยว ไปจนถึงนักเรียน นักศึกษา และครอบครัว
นับเป็นเกียรติที่ได้ร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ฯพณฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสเดินทางเยือนกรุงแคนเบอร์ราในสัปดาห์นี้ และได้มาส่งพร้อมอวยพรให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพในเช้าวันนี้”

ผมอยากชี้ให้เห็นคำสำคัญมาก ๆ คือ “Thailand is a trusted regional partner and friend” ถ้าแปลโดยรักษาน้ำหนักทางการทูต ผมจะใช้ว่า “ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคที่ออสเตรเลียไว้วางใจ และเป็นมิตรประเทศ” ไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยเป็นเพื่อนของออสเตรเลีย” เพราะคำว่า trusted regional partner มีนัยว่ารัฐบาลออสเตรเลียกำลังมองไทยในฐานะ “ผู้เล่นระดับภูมิภาคที่สามารถร่วมมือกันได้” ไม่ใช่เพียงประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและน่าสังเกตอีกอย่างว่าเธอเลือกเจาะจงความสัมพันธ์ถึง 4 ด้าน Trade การค้า Law enforcement การบังคับใช้กฎหมาย Defence การป้องกันประเทศ/ความมั่นคง Innovation นวัตกรรม ชุดคำนี้สอดคล้องมากกับภาพที่เราเคยวิเคราะห์เรื่องการเยือนออสเตรเลียของนายกฯ อนุทิน เพราะมันครอบคลุมทั้ง เศรษฐกิจ + ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ + ความมั่นคง + เทคโนโลยี ไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียเพียงในเชิงมิตรภาพหรือการท่องเที่ยว

อีกจุดที่มีความหมายคือเมื่อเธอไปส่งนายกรัฐมนตรีไทยถึงเครื่องบิน และเขียนเองว่า “to wish him a safe journey this morning” แสดงว่าเธอมีบทบาทเป็นตัวแทนรัฐบาลออสเตรเลียในการดูแลการเยือนครั้งนี้อย่างเป็นทางการในช่วงท้ายด้วย
อย่างไรก็ตาม,

ประเด็นสแกมออนไลน์และการค้ามนุษย์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา สะท้อนว่าภาพลักษณ์ไทยในสายตาต่างชาติยังผูกติดกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นดาบสองคม 

“ได้ความร่วมมือแต่ก็ตอกย้ำปัญหาที่มีอยู่” ผลลัพธ์เชิงรูปธรรม (FTA, การลงทุนจริง) ยังต้องติดตามในระยะยาว เพราะแถลงการณ์ร่วมกับตัวเลขการลงทุนจริงมักมีช่องว่างเสมอ

โดยรวม การเยือนครั้งนี้ส่งผลบวกต่อไทยในเชิงการยกระดับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ประโยชน์ที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการนำข้อตกลง/กลไกความร่วมมือที่ประกาศไว้ (เช่น กลไกกลาโหม การปราบสแกม ความร่วมมือ NSTDA-CSIRO) ไปปฏิบัติจริงต่อไป”

เอ็ดดี้

หลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“สุดยอดครับ เรื่องดีๆแบบนี้ที่ไทยจะได้รับ ต้องนำเสนอเยอะๆครับ ขอบคุณครับ”

“ขอเรียนว่า ๑.มิตรภาพระหว่างไทย-เมกา-จีน-ยุโรป ๒.มิตรภาพออสเตรเลียกับไทย ๓.สรุป=ประเทศใดที่มีมิตรภาพดีสุดๆ(ความสัมพันธ์ทางการทูต การกีดกันทางการค้า กำแพงภาษี ความเจริญทางด้านมนุษยธรรมฯลฯ)..ผมให้ความปลื้มปิติที่ดีมากแต่ออสเตรเลียสุดๆ ครับ.”

“ภาพนี้น่ารักมากๆเป็นความภาคภูมิใจของพี่นะคะในฐานะคนไทยที่อยู่ที่นี่ เขาให้การต้อนรับเราแสนอบอุ่นมากๆ ใครไม่ชอบอะไรก็กลับไปพูดกันในบ้านเรา ในบ้านเขาก็มีเรื่องกันมากมายแต่เขาไม่พูด ทุกคนล้วนมีอารยะของเราแต่ละคนแต่ละประเทศ พลังบวกค่ะ”

“รัฐมนตรีออสเตรเลีย ควบ 3 กระทรวง ขณะนายกหนู ควบได้แค่ 2 กระทรวง คนไทยงอแงซะงั้น”

“สัมพันธไมตรี ที่มั่นคง ยืนยง ยาวนาน ..70 ปีระหว่าง เครือรัฐออสเตรเลีย กับ ราชอาณาจักรไทย”

“ช้วงนี้นายกบินบ่อย ในฐานะนายกฯ แสดงนัยยะเรื่องการ ตปท และเศรษฐกิจ”

“ขอบคุณในข้อมูลค่ะ ทดไว้ในใจแล้วค่ะ ว่านายกรัฐคณะไปคราวนี้ รัฐบาลได้ทำอะไรบ้าง”

“ดีต่อใจอบอุ่นในมุมของพลังบวกค่ะ”

เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

นักวิชาการอิสระออสเตรเลียอัษฎางค์ ยมนาคเอ็ดดี้

คำขอโทษไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่ปรับปรุงตัว! สมชาย แซ่จิว ฉะ สมยศ ปมคุกคามทางเพศ

22 สิงหาคม 2569 เวลา 15:27 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (สมยศ เคลื่อนไหวแล้ว หลังข่าวฉาวคุกคามทางเพศ ‘ขอโทษที่ผมเข้าใจผิด’ คิดว่าให้ความยินยอม)

ล่าสุด นายสมชาย แซ่จิว นักเขียนชื่อดัง ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า เจ้ว่า โพสต์คุณสมยศไม่แฟร์ พยายามจะบอกว่า เป็นเรื่องผัวเมีย โดยไม่พูดปฐมเหตุ ไม่พูดถึงพฤติกรรมในอดีต คำขอโทษไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่ปรับปรุงตัว

คุกคามทางเพศสมยศพฤกษาเกษมสุขอดีตนักโทษม.112

เอกนิติ พบคนไทยในนิวซีแลนด์ ยันรัฐบาล เจรจาเชิงรุกมุ่งเป้าดึงดูดการลงทุน ดันไทยศูนย์กลางกระจายสินค้าในภูมิภาค

22 สิงหาคม 2569 เวลา 14:32 น.

“เอกนิติ” พบคนไทยในนิวซีแลนด์ ยันรัฐบาลไทยเดินหน้าเจรจาเชิงรุกมุ่งเป้าดึงดูดการลงทุน ยกระดับศักยภาพประเทศ ผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเกษตร พลังงานสะอาด พร้อมเจรจากลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ T&G Global ดันไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในภูมิภาค

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวระหว่างกิจกรรมพบปะชุมคนไทยในนิวซีแลนด์ว่าในการเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ร่วมกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้รัฐบาลมุ่งเน้นการเชื่อมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจากการพบหารือกับนักธุรกิจนิวซีแลนด์พบว่ามีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยก็ได้ขยายฐานการลงทุนในนิวซีแลนด์อย่างน่าภาคภูมิใจ เช่น การถือหุ้น 20% ในธุรกิจน้ำผึ้งคุณภาพดี (Comvita) และการเป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรมชั้นนำ เป็นต้น

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีนโยบายเปลี่ยนวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพให้เป็นโอกาสโดยการจับมือกับนิวซีแลนด์เพื่อพัฒนาพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เนื่องจากนิวซีแลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม ซึ่งไทยจะนำความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์อาหาร (Food Science) และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรไทย

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า โดยเฉพาะแอปเปิลในภูมิภาค โดยอาศัยความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจไทย เช่น กลุ่มเซ็นทรัลที่เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ และได้มีการหารือกับ T&G Global ในการลงทุนตั้งศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทยในเรื่องนี้แล้ว

ในด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยว นายเอกนิติกล่าวว่านายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้มอบนโยบายให้ยกระดับความร่วมมือผ่านข้อตกลง FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเร่งรัดให้การบินไทยกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงสู่ประเทศนิวซีแลนด์อีกครั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจและประชาชน ซึ่งได้มีการประสานงานกับประธานบคณะ กรรมการ การบินไทย และ CEO ของท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ (Auckland Airport) เพื่อเตรียมความพร้อมและหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทาง โดยต้องดูถึงสล็อตเวลาที่การเดินทางของผู้โดยสารจากทั้งสองประเทศมีความสะดวกที่สุด โดยเมื่อการบินไทยได้เครื่องบินใหม่เข้ามาในฝูงบินจะให้พิจารณาเส้นทางการบินตรง มายังนิวซีแลนด์เป็นลำดับต้นๆ

สำหรับการพัฒนาศักยภาพคนไทย รัฐบาลมุ่งเน้นการดึงทักษะสมัยใหม่ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีมาถ่ายทอดให้กับคนไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจพร้อมทั้งจะนำความดีงามของความเป็นไทยมาเผยแพร่ให้กับชาวนิวซีแลนด์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในทุกมิติ โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยผ่านนวัตกรรมและการเป็นเจ้าของธุรกิจในระดับสากล

การลงทุนเอกนิติ

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

22 สิงหาคม 2569 เวลา 14:20 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.2560 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 และข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ.2559

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 21 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ทหารราชองครักษ์พิเศษราชกิจจานุเบกษาโปรดเกล้าฯ