อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์ในเวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงที่จับต้องได้จริง

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 เวลา 08.30 น. ที่โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งมีเวียดนามเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจาก สปป.ลาว กัมพูชา และติมอร์-เลสเต โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ โดยอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน

ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้ ทั้งนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า “ความยืดหยุ่น” หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า อาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น การหลอกลวงทางออนไลน์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ ระบบสาธารณสุข และระบบคุ้มครองทางสังคม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากอาเซียนยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่หลายภูมิภาคกำลังขาดแคลน ได้แก่ เสถียรภาพ การเชื่อมโยง และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคต จึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์ หลังคลังกดตัวเลขบัตรสวัสดิการ หวังสร้างภาพรัฐบาลนี้คนจนลดลง 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งยกเลิกหลักเกณฑ์ใช้มาตรการภาษีลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวสร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบกับประชาชนหลายล้านคนและบุตร-ธิดา ต้องกลายมาเป็นคนเนรคุณกับบิดา-มารดา ทั้งๆที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเช่นนี้ 

นายภิญโญ กล่าวด้วยว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดมาจาก กรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ต้องการกดตัวเลขคนลง เพราะในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เคยมีการลงทะเบียนบัตรคนจนสูงถึง 22 ล้านคน แต่ในสมัยรัฐบาลอนุทิน ด้วยหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดมา ส่งผลให้จำนวนคนที่มาลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลดลงมาเหลือเพียง 13.4 ล้านคน เพราะหลายครอบครัวกังวลว่าการไปลงทะเบียนจะกระทบกับคนในครอบครัว เลยเลือกไม่ลงทะเบียนดีกว่า เพราะต้องการปกป้องความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่ารับเงินจากโครงการรัฐ

“ที่เป็นเช่นนี้เพราะ “รัฐบาลรวยไม่ไหว” แล้วมองไม่เห็นหัวคนจน มองว่าคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นภาระของงบประมาณประเทศ ดังนั้นมาตรการที่ออกมาจึงเป็นมาตรการที่กีดกันคนจนและมีเป้าหมายหวังลดภาระงบประมาณที่รัฐบาลต้องดูแลพี่น้องประชาชน คนที่เป็นรัฐบาลคิดเช่นนี้ไม่ได้เพราะเงินงบประมาณที่ใช้จ่ายในรัฐบาลล้วนเป็นภาษีที่มาจากประชาชน การดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความสุขเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลจะมองว่าคนมาลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นภาระของงบประมาณไม่ได้” นายภิญโญ กล่าว

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.08 น.

9 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก “ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์” คนละ 2 ปี ฐานพยายามวางเพลิงรถยกตำรวจ ในชุมนุม #ม็อบ11สิงหา64 ก่อนได้ประกั

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ศักดิ์ดา” (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี และ “กรรภิรมย์” (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่า วางเพลิงเผารถบรรทุกพ่วงลากจูงรถยกจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริเวณแยกใต้ทางด่วนดินแดง ถนนวิภาวดีรังสิต ภายหลังการชุมนุมเดินขบวนขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปจนบรรลุผลแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยและทรัพย์สิน ก่อนที่จะอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา

– ถูกจับกุมและบังคับให้เซ็นรับสารภาพ ก่อนจะรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี

ย้อนไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2564 ศักดิ์ดาถูกจับกุมตัวตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1388/2564 โดยในบันทึกจับกุมที่ตำรวจให้ศักดิ์ดาลงลายมือชื่อ มีข้อความระบุว่า “ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหา และสิทธิดีแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ถูกจับกุมไม่ประสงค์จะพบและปรึกษาทนายความ” และตำรวจยังให้เขียนคำรับสารภาพโดยไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย

ต่อมาในวันที่ 16 ก.ย. 2564 กรรภิรมย์ก็ถูกตำรวจชุดจับกุมรวม 8 นาย นำหมายจับของศาลอาญาที่ 1505/2564 เข้าติดตามจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา โดยที่ไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน ชุดจับกุมยังให้กรรภิรมย์เขียนคำรับสารภาพ และยังให้ลงนามรับรองว่าเป็นบุคคลในภาพถ่ายระหว่างการชุมนุมเพื่อประกอบคำรับสารภาพด้วย โดยกระบวนการนี้ไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย

ในชั้นตำรวจทั้งสองให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง ต่อมาพนักงานอัยการ ได้สั่งฟ้องศักดิ์ดา เป็นจำเลยที่ 1 และ กรรภิรมย์ เป็น จำเลยที่ 2 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, มาตรา 215 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืนข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

การสืบพยานในคดีนี้มีขึ้นวันที่ 2-3 ก.พ. 2566 โดยในชั้นศาลทั้งสองรับสารภาพในข้อหาอื่น ๆ แต่ปฏิเสธว่าในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์นั้น การกระทำความผิดยังไม่สำเร็จ

วันที่ 15 มี.ค. 2566 ศาลอาญาพิพากษาว่า ทั้งสองมีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ และ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุด คือ ฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ จำคุกทั้งสองคนละ 4 ปี ก่อนลดโทษเหลือคนละ 2 ปี เนื่องจากให้การรับสารภาพ

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ จำเลยทั้งสองได้ยับยั้งไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลโดยการพยายามดับไฟ และ ด้วยวัยขณะเกิดเหตุยังเป็นวัยรุ่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขอให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษ

– อุทธรณ์พิพากษายืน จำคุกคนละ 2 ปี เห็นว่า ผลแห่งการก่อเหตุได้บรรลุแล้ว และพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 เวลา 09.00 น. ศักดิ์ดาและกรรภิรมย์เดินทางมายังห้องพิจารณาโดยมีครอบครัวและประชาชนมาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษา รวมถึงมีเจ้าหน้าที่จากโครงการ Freedom Bridge

เวลา 11.03 น. ผู้พิพากษาได้เรียกคดีนี้และอ่านคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า

1. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองพยายามกระทำความผิดฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น แต่ได้ยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลโดยการพยายามดับไฟ อันจะเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับโทษหรือไม่

เห็นว่า องค์ประกอบความผิดฐานพยายามกระทำความผิดนั้น เป็นกรณีที่มีการลงมือกระทำความผิด แต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล การกระทำนั้นเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80

เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองเกิดความรู้สึกนึกคิดเองดังที่กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์นั้น ไม่ใช่เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล อันจะเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิด

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษมานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

2. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสมควรรอการลงโทษและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองหรือไม่

เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุกว่า 18 ปี และ 19 ปี ซึ่งปรากฏตามฟ้องมีสถานะนักศึกษาย่อมมีความรับผิดชอบชั่วดีต่อการกระทำของตนเองได้แล้วว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดมิใช่วิสัยที่นักศึกษาทั่วไปพึงกระทำ

แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่คำนึงถึงความผิดถูกและขาดความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของสังคม ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ทั้งที่จำเลยทั้งสองมีโอกาสเล่าเรียน แต่กลับกระทำพฤติการณ์ส่อไปในทางเป็นแก๊งวัยรุ่นนอกกฎหมายหรือกลุ่มอันธพาลเสียยิ่งกว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาผู้ฝักใฝ่ในการศึกษาเล่าเรียน

อีกทั้งพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จึงสมควรลงโทษจำคุกเพื่อให้เข็ดหลาบและป้องปรามมิให้นักศึกษาหรือผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างกระทำการในลักษณะเช่นนี้อีก

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เป็นการกำหนดโทษและใช้วิธีการลงโทษที่เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น

หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายประกันได้เข้ามาพูดคุยสอบถามกับจำเลยทั้งสองก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะคล้องกุญแจมือจำเลยทั้งสองเข้าด้วยกัน และนำตัวไปยังชั้นใต้ถุนของศาลอาญาเพื่อรอฟังผลการประกันตัว

เวลา 18.00 น. ทนายความได้รับแจ้งจากนายประกันว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัวจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้ในรายละเอียดคำสั่งยังคงต้องติดตามต่อ

อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83903

ย้อนรอยทุจริตลู่วิ่ง กทม. ลงทัณฑ์หลักร้อย รอยด่างนโยบายปราบโกงเมืองหลวง

ย้อนรอยทุจริตลู่วิ่ง กทม. ลงทัณฑ์หลักร้อย รอยด่างนโยบายปราบโกงเมืองหลวง

ย้อนรอยทุจริตลู่วิ่ง กทม. ลงทัณฑ์หลักร้อย รอยด่างนโยบายปราบโกงเมืองหลวง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.34 น.

ครบรอบ 2 ปีมหากาพย์ทุจริตลู่วิ่ง กทม. กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. เปิดเผยผลการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 32 ราย ผลปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ 20 ราย รอดตัวและไม่มีความผิด ขณะที่อีก 12 ราย ถูกชี้ว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง โดยโดนลงโทษเพียงหักเงินเดือนร้อยละ 2 เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเฉลี่ยแล้วคิดเป็นเงินเพียงคนละ 600 บาทเท่านั้น จากนั้นก็สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เสมือนการันตีว่าไม่ได้มีการทุจริตเกิดขึ้น

หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการที่นายศุภณัฐ ได้ติดตามตรวจสอบและยื่นหนังสือให้ กทม. ชี้แจงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ก่อนจะขยายผลตรวจสอบโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายรวม 9 โครงการ มูลค่ากว่า 74 ล้านบาท ซึ่งพบว่ามีการตั้งราคากลางแพงกว่าท้องตลาดถึง 5-10 เท่า ทว่าท้ายที่สุด บทลงโทษที่ออกมากลับเบาหวิวและสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนอย่างสิ้นเชิง

ย้อนรอยมหากาพย์ ลู่วิ่งแพงทะลุฟ้า ซื้อมาได้อย่างไร?

ประเด็นนี้ถูกจุดประกายขึ้นเมื่อเพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” มีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อที่ส่อไปในทางแพงเกินจริง ของศูนย์กีฬาวารีภิรมย์และศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ ซึ่งใช้งบประมาณรวมกันเกือบ 10 ล้านบาท ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุปกรณ์ลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีราคาจัดซื้อสูงถึง 759,000 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท และเก้าอี้ฝึกดัมเบลแบบปรับระดับได้ ราคาจัดซื้อ 96,000 บาท ขณะที่ราคาตลาดเกรดดีไม่เกิน 30,000 บาท

เมื่อตรวจสอบลึกลงไป พบว่าเฉพาะในปีงบประมาณ 2567 กทม. มีการจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องออกกำลังกายถึง 9 โครงการ ใช้งบประมาณกว่า 77.73 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบการตั้งราคากลางในสมัยนั้น พบการกระโดดของราคาที่ขึ้นสูงกว่าปกติ โดยในสมัยอดีตผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง ลู่วิ่งมีราคาตั้งแต่ 254,000 ถึง 500,000 บาท แต่เมื่อเข้าสู่ยุคอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ราคากลับพุ่งสูงขึ้นไปถึงตัวละ 759,000 บาท

ขอบคุณภาพจาก ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย

ชำแหละกระบวนการสอบสวน ฟอกขาวหรือเอาจริง?

สาเหตุที่นำมาสู่บทลงโทษหักเงินเดือน 600 บาท มาจากกระบวนการสอบสวนที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนัก คณะกรรมการสอบสวนได้ส่งหนังสือสอบถามราคาจากบริษัทฟิตเนสทั่วไป ซึ่งไม่ได้ดำเนินธุรกิจขายเครื่องออกกำลังกายโดยตรง และไม่มีสินค้าสเปกเดียวกับที่ กทม. จัดซื้อ นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเลือกส่งหนังสือไปสอบถามบริษัทเอกชนกลุ่มที่ชนะการประมูล ซึ่งควรอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย แทนที่จะสอบถามบริษัทอื่นๆ ในตลาดเพื่อเปรียบเทียบราคา

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคณะกรรมการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านขายอุปกรณ์ทั่วไปเพียง 2 ร้านและไม่พบสินค้าสเปกดังกล่าว กลับสรุปเอาเองว่าไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าราคาที่ กทม. ซื้อมานั้นแพงหรือถูก ในประเด็นการล็อกสเปกสินค้า คณะกรรมการฯ ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำข้อกำหนด (TOR) มีการเขียนเงื่อนไขในลักษณะกีดกันจริง แต่กลับพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความผิดไม่ร้ายแรง

นโยบายปราบโกง-โปร่งใส แต่ทำไมจบแบบนี้เสียเอง?

บทสรุปเบื้องต้นของคดีนี้สร้างความขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่เคยประกาศนโยบาย “Open Bangkok” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยนายศุภณัฐได้ชี้ให้เห็นว่า อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ เป็นผู้รับทราบและลงนามเห็นชอบรายงานผลการสอบสวนที่ถูกมองว่าส่อไปในทางฟอกขาวฉบับนี้

นายศุภณัฐ ได้ตั้งคำถามถึงข้อกังขาประการสำคัญคือ โครงการที่มีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตมีทั้งหมด 24 โครงการ แต่ผู้บริหาร กทม. กลับเลือกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียง 7 โครงการ และละเว้นการตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ นายศุภณัฐจึงตั้งคำถามตัวใหญ่แทนคนกรุงเทพฯ ว่า นโยบายต่อต้านการทุจริตที่เคยประกาศไว้อย่างสวยหรูนั้น ทำไมเมื่อเกิดการทุจริตมูลค่ามหาศาลขึ้นจริง กลับดูเหมือนเป็นการตัดตอนการสอบสวน และเสนอลงโทษเจ้าหน้าที่ด้วยเงินเพียง 600 บาทเท่านั้น?

อีกมุมจาก “ชัชชาติ” ยันคดียังไม่จบ ชี้โทษ 600 บาทเบาไป 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกมาชี้แจงโต้แย้งในประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนยังไม่ถึงข้อยุติ และบทลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ 2 นั้นเป็นเพียง “ข้อเสนอ” จากคณะกรรมการสอบสวนเท่านั้น ซึ่งทางคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) และฝ่ายบริหารพิจารณาแล้วเห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไป จึงได้รับไม่ได้และสั่งให้ตีกลับสำนวนเพื่อไปสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว พร้อมกันนี้ กทม. ยังได้ประสานส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินแบบคู่ขนาน เนื่องจากมีอำนาจในการตรวจสอบที่กว้างขวางกว่า นอกจากนี้ นายชัชชาติยังเน้นย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาคนผิด แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเสนองบประมาณใหม่ทั้งหมด ให้มีข้อมูลที่ละเอียดรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะนี้ซ้ำรอยได้อีก

รัฐบาลปั้นไทยสู่ศูนย์กลางการบิน เปิดทางเครื่องบินน้ำ เชื่อมอันดามันไร้รอยต่อ

รัฐบาลปั้นไทยสู่ศูนย์กลางการบิน เปิดทางเครื่องบินน้ำ เชื่อมอันดามันไร้รอยต่อ

รัฐบาลปั้นไทยสู่ศูนย์กลางการบิน เปิดทางเครื่องบินน้ำ เชื่อมอันดามันไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.14 น.

รัฐบาลปั้นไทยสู่ Aviation Hub เปิดทาง”Seaplane”เชื่อมอันดามันไร้รอยต่อ “ภัทรพงศ์”ขีดเส้นบินนำร่อง กระบี่-ภูเก็ต ภายในปีนี้ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ทางทะเล

9 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับศักยภาพด้านคมนาคมและการท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ และหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางการเปิดให้บริการเครื่องบินน้ำ (Seaplane) เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญฝั่งอันดามัน และเพิ่มทางเลือกการเดินทางรูปแบบใหม่ที่มีความสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม มีเป้าหมายพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ให้เป็น “Airport for Regional Development” หรือสนามบินเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค โดยเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสนามบินกับแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและหมู่เกาะต่างๆ อย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งเครื่องบินน้ำจะเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างจัดตั้ง “คณะกรรมการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการใช้อากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ (Seaplane)” เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชน ในการกำหนดแนวทางการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน โดยนายภัทรพงศ์ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการดังกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลมองว่า Seaplane จะไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ (High Value Tourists) และนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง (High Spending Tourists) เท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างกว้างขวาง ทั้งธุรกิจการบิน การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ การแพทย์ฉุกเฉิน และภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า จังหวัดกระบี่จะเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกของประเทศในการเปิดให้บริการเครื่องบินน้ำ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มทดลองบินเส้นทางกระบี่ – ภูเก็ต ได้ภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศรูปแบบใหม่ของประเทศไทย และเป็นต้นแบบการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่อื่นต่อไปในอนาคต

“รัฐบาลมุ่งสร้างระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงการเดินทาง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ การผลักดัน Seaplane ในพื้นที่อันดามันจะช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมศักยภาพประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนของภูมิภาค” นางสาวลลิดา กล่าว

เซฟโซนในโรงเรียน! รบ.เดินหน้าขจัดความรุนแรง-บูลลี่-ละเมิดสิทธิเด็ก

เซฟโซนในโรงเรียน! รบ.เดินหน้าขจัดความรุนแรง-บูลลี่-ละเมิดสิทธิเด็ก

เซฟโซนในโรงเรียน! รบ.เดินหน้าขจัดความรุนแรง-บูลลี่-ละเมิดสิทธิเด็ก

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.05 น.

สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน รัฐบาลเดินหน้าเชิงรุก ผนึกกำลัง 2 กระทรวง ขจัดความรุนแรง-การบูลลี่ทุกมิติ ผสานเทคโนโลยีสารสนเทศ คัดกรอง-ช่วยเหลือเด็ก 24 ชม.

9 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการเด็กและความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้เปิดตัวโครงการ “เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Friendly School)” ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการจับมือร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีเป้าหมายจะขจัดความรุนแรง การบูลลี่ และการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกออนไลน์

โดยโครงการนี้ เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ความปลอดภัย ที่เชื่อมโยงการทำงานของทั้ง 2 กระทรวงแบบไร้รอยต่อ โดยจะมีการผสานระบบแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยการเชื่อมโยงระบบ SAFE SCHOOL ของกระทรวงศึกษาธิการ เข้ากับสายด่วน พม. 1300 เพื่อให้เด็กเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างความรวดเร็ว ปลอดภัย และรักษาความลับสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีทีมสหวิชาชีพเชิงรุกแบบ หนึ่งทีม หนึ่งเป้าหมาย ที่บูรณาการการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่ ให้ พม.จังหวัด หน่วยงานการศึกษา และท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อร่วมกันคัดกรองและเข้าช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ทันที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้มองแค่ความปลอดภัยในรั้วโรงเรียนตอนเปิดเทอมเท่านั้น แต่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างนิเวศน์รอบตัวเด็ก ทั้งครอบครัว ชุมชน และโลกออนไลน์ ให้เป็นพื้นที่เซฟโซนอย่างแท้จริง ซึ่งเยาวชนกลุ่มเปราะบางจะต้องเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หมอวรงค์ เตือนรัฐบาล! อย่าหลงกลกัมพูชา ชี้ประนอมภาคบังคับมีแต่เสียกับเสีย

หมอวรงค์ เตือนรัฐบาล! อย่าหลงกลกัมพูชา ชี้ประนอมภาคบังคับมีแต่เสียกับเสีย

หมอวรงค์ เตือนรัฐบาล! อย่าหลงกลกัมพูชา ชี้ประนอมภาคบังคับมีแต่เสียกับเสีย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.13 น.

9 มิุถนายน 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #คิดให้รอบคอบถ้าเข้าประนอมภาคบังคับกับกัมพูชา

กรณีที่ไทยยกเลิกmou44 และเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับ มีข้อห่วงใยที่เสนอคุณสีหศักดิ์ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ

1.ข้อพิพาท เรื่องเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป เกิดมาตั้งแต่ปีพ.ศ 2515 และ 2516 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ก่อนที่ UNCLOS จะมีผลบังคับในปีพ.ศ.2537 รวมทั้งยังไม่มีการเจรจาทวิภาคี และปัญหาเขตแดนทางบก(เกาะกูด) ไทยเราจึงมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธที่จะเข้าร่วม การประนอมภาคบังคับ แต่ทำไมท่านจึงเข้าร่วม

2.การที่ไทยเดินหน้าเข้าร่วม การประนอมภาคบังคับ เพื่อเดินหน้าชี้แจงว่า กัมพูชาไม่มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการ หากผลไม่เป็นไปตามคาดหมาย ทั้งๆที่ไทยมีสิทธิ์ที่จะไม่เข้าร่วมตั้งแต่แรก เท่ากับว่า ท่านเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศหรือไม่ เพราะสิ่งนี้มีผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจแฝงด้วย การตัดสินจึงอาจไม่เป็นไปตามข้อกฏหมายก็ได้ ที่สำคัญไทยเราสามารถทำสมุดปกขาวชี้แจงนานาชาติ ถึงเหตุผลการไม่เข้าร่วม โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงใดๆ

3.แม้ผลลัพธ์ของกระบวนการ ประนอมภาคบังคับไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถ้ากัมพูชาได้ประโยชน์ เขาจะไปตีฆ้องร้องเปล่า ว่าไทยเราไม่เคารพผลการเจรจา ไทยเราจึงมีแต่เสียกับเสีย และเสี่ยงเป็นผู้ร้าย ซึ่งเป็นเกมที่กัมพูชาถนัด

4.ยิ่งท่าทีของกัมพูชามีความชัดเจนว่า ต้องการให้มีมาตรการชั่วคราว ในการพัฒนาพื้นที่และทรัพยากรทางทะเลร่วมกัน ในพื้นที่ทับซ้อน เท่ากับว่าการเจรจาประนอมภาคบังคับ(หากต้องเดินต่อ)ครั้งนี้คือ mou44 ที่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องในการเจรจา ซึ่งจะหนักกว่าการยกเลิกmou44

5.บทสรุป ถ้าไทยเราใช้สิทธิ์ที่ไม่เข้าร่วมประนอมภาคบังคับตามสิทธิ์ที่มี ไทยเราจะไม่มีอะไรเสีย เพราะบทบัญญัติใน UNCLOS ให้สิทธิ์ไทยเราปฏิเสธการเข้าร่วมเจรจา แต่ถ้าไทยเราเข้าร่วมประนอมภาคบังคับ ไทยจึงมีโอกาสเจ๊ากับเจ๊งเท่านั้น

จึงเรียนเสนอมายังท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ ด้วยความห่วงใย

‘อากง’งานงอก พี่ศรีบุกยื่นปปช. สอบโยง‘ชัชชาติ’

‘อากง’งานงอก  พี่ศรีบุกยื่นปปช.  สอบโยง‘ชัชชาติ’

‘อากง’งานงอก พี่ศรีบุกยื่นปปช. สอบโยง‘ชัชชาติ’

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ศรีสุวรรณ” บุกร้องป.ป.ช.สอบ “ชัชชาติ” ละเว้นให้ “อากง”วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งขรก.ระดับสูงในกทม. พร้อมเรียก2 นักการเมืองและหลักฐานสอบเพิ่ม ด้าน’อนุชา’ลุยหาเสียงสวนลุมพินี ดันสวนหย่อม-น้ำพุ ยกระดับศูนย์อาหาร สางปัญหาชาวบ่อนไก่ ด้าน‘ชัชชาติ’เปิดบิลบอร์ดหาเสียงใหม่ขึ้นจอ LED กลางเมือง ต่อยอดแนวคิด City as Canvas ศิลปะในชีวิตประจำวัน

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.กรณีถูก 2 นักการเมือง 2 พรรคการเมือง กล่าวหาว่า ปล่อยให้ระบบ‘อากง’วิ่งเต้นซื้อ-ขายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงของ กทม.เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ เนื่องจากนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เปิดประเด็น‘เต้าไต่ ผัวน้อยผจญภัย’ ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขต ก็ดี ผู้ตรวจราชการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กทม.มีคนทำงานหลังบ้านให้กับนายชัชชาติ คือเสี่ย ต.กับเสี่ย ป.โดยมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายข้าราชการได้ และคุมงบประมาณใหญ่ๆ มีการเกิดขึ้นของส่วยในหน่วยงานสำนักต่างๆ มากมาย รวมทั้งมีการใช้เต้าไต่ในการแต่งตั้งโยกย้าย-ซื้อขายเก้าอี้กัน กระทั่งนายจิรายุ นำหนังสือที่มีคนร้องเรียนเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ การนั่งผู้อำนวยการเขตอย่างรวดเร็วผิดสังเกต มาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้

ขณะที่นายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ มีใจความว่า มีหลักฐานกรณีการโยกย้ายตำแหน่ง 16 ผู้อำนวยการเขต และ 1 ผู้ตรวจฯ เมื่อครั้งที่นายชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯ กทม.ตนไม่ได้บอกว่านายชัชชาติ เป็นคนไม่ดี แต่มีปัญหาเกินขึ้น ยืนยันว่าพูดเรื่องนี้มาตลอด ไม่ได้พูดแค่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งที่พูดมีหลักฐานทั้งหมด เช่นเดียวกับกรณีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต ที่ไม่ได้ขึ้นผู้อำนวยการเขต บอกว่าต้อง 4 ล้านบาท และต้องไปที่เซฟเฮ้าส์

นายคริส กล่าวต่อว่า หลักฐานส่วนหนึ่งจะส่งให้นายจิรายุ ไปร้องต่อ ป.ป.ช อีกส่วนหนึ่งถ้าหลักฐานครบ ก็จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ จับทุจริตเจ้าหน้าที่เป็นคนๆ ไม่พอ ระบอบอากง ยังคงอยู่ หากนายชัชชาติ ได้กลับมาดำรงตำแหน่ง ควรประกาศกับทุกคนเลยว่าจะไม่มีระบอบอากง เพราะสังคมศรัทธานายชัชชาติ แต่สงสัยทีมงานที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน นางทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.ตอบโต้ข้อครหาดังกล่าว โดยระบุว่า มีคำสั่งยกเลิก เพราะผู้ร้องร้องว่าคณะกรรมการใช้กฎเกณฑ์ที่ลักลั่นกัน คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม ก็ต้องสอบถามผู้สอบในการใช้เกณฑ์ อธิบายแล้วไม่ชัดเจนจึงต้องยกเลิกคำสั่งนั้นเสียก่อน เมื่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม เตือนมาแล้ว ถ้าเราไม่เร่งรัดปฏิบัติตาม ถือเป็นการเพิกเฉย เมื่อผู้ว่าฯ กทม.เซ็นให้ยกเลิก แล้ว จึงมีกระบวนการสอบ ซึ่งเป็นอำนาจของ ปลัด กทม.เวลานั้นเขตเหล่านี้ไม่มีอำนาจสั่งการ

นอกจากนี้อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.ได้ตั้งคำถามกลับไปว่าระบบอากงคืออะไร ทีมพวกเราเรียกพี่ต่อ ว่า อากง เพราะแกแก่สุด เป็นผู้ใหญ่ใจดี หากอากง หมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้ปรึกษา เรื่องการทำงานเราเรียกท่านด้วยความเป็นผู้ใหญ่ใจดี

ส่วนกรณีเรื่องทุจริต อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวยอมรับว่ายังมีช่องทุจริตให้เราดำเนินการ 4 ปี เราไล่ออก 41 ราย นี่คือความสวยงามของการร้องเรียนในระบบร้องเรียนที่เราทำ เมื่อร้องเรียนเราดำเนินการ มีการลดลงจากการติดตามดำเนินการ

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า กรณีตามข้อกล่าวหาดังกล่าว มิใช่เพียงการดิสเครดิตช่วงฤดูการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หากแต่ข้อมูลย่อมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ และข้อพิรุธของนายชัชชาติ ว่าจะมีฐานของข้อเท็จจริงมากเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องที่เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 149 ซึ่งชอบที่คณะกรรม การ ป.ป.ช.ที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 จะใช้อำนาจเรียกนักการเมืองทั้ง 2 คน พร้อมพยานหลักฐานที่ใช้แถลงข่าว มาสอบเพิ่ม รวมทั้งเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาสอบ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการกระทำของนายชัชชาติ อากง และ ป.ร. เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่

วันเดียวกัน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค และนายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์ ผู้สมัคร สก.เขตปทุมวัน หมายเลข 2 ลงพื้นที่สวนลุมพินี ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยนายอนุชา กล่าวถึงนโยบายสำคัญที่จะยกระดับภูมิทัศน์และคุณภาพชีวิตของชาว กทม.3 เรื่อง คือ 1.การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ผลักดันการสร้างสวนหย่อมขนาดเล็ก ตามมุมเมืองหรือจัตุรัสต่างๆ ให้ประชาชนมีพื้นที่นั่งพักผ่อนระหว่างวัน ไม่ต้องไปสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มปอดให้ กทม.ยังช่วยลดปัญหามลพิษและฝุ่น

2.การปรับภูมิทัศน์เมืองด้วยน้ำพุและน้ำตก ประดับตามจุดต่างๆ เช่น บริเวณสี่แยกหรือวงเวียน สร้างความสดชื่น ปรับภูมิทัศน์ของ กทม.ให้สวยงามมีชีวิตชีวา และ 3.การจัดการขยะและการยกระดับศูนย์อาหาร แม้ประชาชนจะให้ความร่วมมือคัดแยกขยะ แต่ยังพบปัญหาผู้ที่มาคุ้ยขยะเพื่อนำไปขาย ทำให้เกิดความสกปรกและไม่เป็นระเบียบ จำเป็นต้องเข้ามาจัดการให้เหมาะสม รวมถึงแนวทางปรับปรุงศูนย์อาหารและตลาด ให้มีความทันสมัยและอากาศถ่ายเทได้ดีขึ้นด้วยการติดตั้งพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่

จากนั้นนายอนุชา พร้อมคณะ ลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่ สำรวจอาคารการเคหะชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งมีปัญหาโครงสร้างทรุดโทรมเนื่องจากเป็นอาคารเก่า และมีปัญหาการจัดการขยะที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในชุมชน จากการที่อาคารพักอาศัยสูง 4-5 ชั้น มีข้อจำกัดเรื่องปล่องทิ้งขยะ เมื่อจุดพักขยะด้านล่างเต็มและไม่มีการจัดเก็บอย่างสม่ำเสมอ ขยะจึงล้นย้อนกลับขึ้นมาตามปล่อง เกิดการหมักหมม และส่งกลิ่นเหม็น

นอกจากนี้ชาวบ้านยังสะท้อนว่า พื้นที่ซึ่งอยู่ลึกเข้าไป เจ้าหน้าที่เขตไม่ได้เข้ามาจัดเก็บขยะทุกวัน ทำให้ชาวบ้านต้องนำขยะมาทิ้งกองรวมกันบริเวณที่ไม่ใช่จุดทิ้งขยะ เกิดเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัย ทั้งนี้ เสียงสะท้อนจากพื้นที่ระบุว่า การแก้ไขปัญหาไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายซับซ้อน หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่แต่อย่างใด เพียงแค่ กทม.จัดการระบบพื้นฐานให้ดี กำหนดจุดทิ้งขยะที่ชัดเจน และเข้ามาจัดเก็บขยะให้ตรงเวลาและบ่อยครั้งขึ้น ก็เพียงพอที่จะคืนความสะอาดให้ชุมชนได้

ขณะเดียวกัน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณตลาดอากง ซอยเจริญพัฒนา 7 เขตคลองสามวา โดย ดร.มัลลิกา กล่าวว่า กทม.ในอนาคตต้องเป็นเมืองแห่งโอกาส ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน ท่องเที่ยว และสร้างรายได้อย่างปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้แนวคิด Human Innovation ที่ผสานเทคโนโลยีและความเข้าใจมนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้คนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน

ส่วนนายชัชชาติ ได้เปิดตัวป้ายหาเสียงเชิงศิลปะใหม่ สัปดาห์ที่ 2 โดยหลังจากสัปดาห์แรกของแคมเปญสื่อหาเสียงเชิงศิลปะของทีมชัชชาติ ที่ได้ศิลปินอย่าง Uninspired by Current Event มาสร้างสรรค์ผลงาน 3D Art จากแนวคิด 250+ นโยบาย และจัดแสดงบน LED บิลบอร์ดในพื้นที่จตุรทิศและสยามสแควร์

ล่าสุดได้เปิดตัวผลงานสื่อหาเสียงเชิงศิลปะใหม่เป็นสัปดาห์ที่ 2 ด้วยผลงาน “flowers for everyone” โดย Juli Baker and Summer ศิลปินแนว naive art ที่มีฝีแปรงและผลงานสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดจากความทรงจำ ประสบการณ์ส่วนตัว และความรู้สึกในชีวิตประจำวัน โดยศิลปินอธิบายว่า เธอชอบไปสวนสาธารณะ เพราะสวนเป็นพื้นที่ของทุกคน ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปใช้ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน และอยากให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่แบบนี้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แคมเปญสื่อหาเสียงของทีมชัชชาติ เกิดจากแนวคิดที่ไม่ต้องการใช้ป้ายหาเสียงบนทางเท้า หรือพื้นที่สาธารณะ จึงเป็นที่มาของแคมเปญสื่อหาเสียงศิลปะ บน LED บิลบอร์ด เปลี่ยนพื้นที่โฆษณากลางเมือง ให้เป็นพื้นที่ศิลปะชั่วคราว แคมเปญดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบาย City as Canvas ที่ต้องการเปิดพื้นที่เมืองให้ศิลปิน นักออกแบบ นักศึกษา และชุมชน ได้ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะในชีวิตประจำวัน

สำหรับป้ายหาเสียงประเภท LED บิลบอร์ดนี้จะหมุนเวียนจัดแสดงบนจอสัปดาห์ละ 2-3 จุด ตลอดทั้งเดือน โดยมีศิลปินหลากรุ่น หลายสไตล์ เข้าร่วมแคมเปญกว่า 20 คน นอกจาก LED บิลบอร์ด ทีมชัชชาติยังใช้สื่อหาเสียงรูปแบบอื่นด้วย

ด้านนายวิโรจน์ ลัคนาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊กว่า เนื่องจากมีประชาชนในเขตพระนครสอบถามผมเข้ามามาก ว่าผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคนั้นเป็นใครกันแน่ เพราะพบว่ามีผู้สมัคร 2 ท่าน ที่ใช้ป้ายหาเสียงเป็นโทนสีส้ม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัคร ส.ก.ทั้งสองท่าน ตลอดจนประชาชนที่ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ขออนุญาตชี้แจง เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคประชาชน เราชื่ออดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์ เบอร์ 5 สังเกตรูปที่ป้าย และรูปที่ติดบอร์ด จะมีโลโก้พรรค สามเหลี่ยมหัวกลับสีส้ม ส่วนอีกท่านที่ชื่อศศิธร ประสิทธิ์พรอุดม ที่ป้ายเขียนว่า ส.ก.ของประชาชน เป็นผู้สมัครอิสระ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคประชาชน

สว.ไม่ทนเขมร ร้องสภาไทยตัดสัมพันธ์ จี้รบ.งดช่วยเหลือทุกด้าน

สว.ไม่ทนเขมร  ร้องสภาไทยตัดสัมพันธ์  จี้รบ.งดช่วยเหลือทุกด้าน

สว.ไม่ทนเขมร ร้องสภาไทยตัดสัมพันธ์ จี้รบ.งดช่วยเหลือทุกด้าน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สว.ปริญญา” โร่ร้อง “รัฐสภาไทย” ตัดสัมพันธ์ “กัมพูชา” บี้ “รัฐบาล” งดยื่นมือให้การช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์ 2 ประเทศ จะกลับสู่ภาวะปกติ เหตุ “เขมร” ไม่เคยจริงใจ-ไร้สำนึกผิด ซ้ำล่าสุด “ชายแดน” ยังตึงเครียดอีก

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)แถลงว่าตนได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชา ระดับรัฐสภาโดยการยกเลิกกลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชา รัฐสภาเนื่องจากภัยการสู้รบ ตามแนวชายแดน ชะลอ ปรับลดหรือ งดงบประมาณช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่กัมพูชาระยะเร่งด่วน ยได้แก่ 1.ตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวและค่าใช้จ่ายการดำเนินงานตามโครงการเรียนฟรี15ปีสำหรับเด็กกัมพูชาที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย 2.ยกเลิกโครงการโรงเรียนชายแดนสำหรับนักเรียนไป- กลับจำนวน 541 คน เฉพาะเด็กกัมพูชา ซึ่งขณะนี้นักเรียนดังกล่าวไม่ได้เดินข้ามมาเรียนในโรงเรียนประเทศไทยอีกแล้ว เพราะปิดด่านชายเเดน 3.ชะลอความช่วยเหลือด้านการศึกษาอื่นๆ เว้นแต่ที่ดำเนินการอยู่แล้วให้ทำต่อไป ไม่ส่งนักเรียนทุนกลับ แต่ให้เรียนจนจบตามหลักมนุษยธรรม

แต่งดการสนับสนุนโครงการอื่น อาทิ โครงการหลักภายใต้ความร่วมมือตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ TICA (Thailand International Cooperation Agency) คือ (1) การศึกษาเบื้องต้นด้านเทคนิคและการศึกษาด้านกีฬา โครงการเสริมศักยภาพโรงเรียนทั่วไปของกัมพูชา โครงการเสริมศักยภาพโรงเรียนอาชีวศึกษา โครงการพัฒนาบุคลากรด้านกีฬา (2) การอุดมศึกษา การผลิตบัณฑิตให้ตรงกับตลาดแรงงานและพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ส่งเสริมการเรียนสอนภาษาไทยที่สถาบัน UCPP ( Royal University of Phnom Penh) /พัฒนาศักยภาพการจัดการในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมงานวิจัย R&D และพัฒนาคุณภาพการวิจัย (3) ยกระดับคุณภาพโรงเรียนและการสอนระดับประถม มัธยม และนอกระบบ

นายปริญญา กล่าวต่อว่า 4. งดกิจกรรม Thailand Education and Job Fair 5.ยกเลิกโครงการทุนการศึกษา Thailand Scholarship 2025 (CLMV) ซึ่งกระทรวงอุดมศึกษา จัดให้กับนักเรียนจากกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามเพื่อเรียนระดับปริญญาโท และเอก รวมสังคม 121 ทุนโดย ปรับลดเฉพาะกัมพูชา แล้วนำไปเพิ่มให้กับประเทศอื่น ที่เป็นพันธมิตรกับประเทศไทย 6.ยกเลิกโครงการทุนแลกเปลี่ยนนักศึกษา Exchange Program โดยกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งเปิดให้นักศึกษาปริญญาตรีปี 2 เข้าศึกษา 4 เดือนในสถานศึกษาของสมาชิกกลุ่มอาเชียน โดยปรับลดเฉพาะประเทศกัมพูชา และนำโควตาไปมอบให้กับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับไทย เช่น กลุ่มอาเซียนอื่น ติมอร์-เลสเต ภูฏาน เป็นต้น 7. ยกเลิกโครงการให้ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยภาครัฐ 8.รณรงค์ ขอความร่วมมือ ให้หน่วยงานที่สนับสนุนทุนการศึกษาแก่ กัมพูชาทั้งภาคเอกชน ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมชะลอการให้ทุนการศึกษาไว้ก่อนจนกว่าความสัมพันธ์กับประเทศไทยจะดีขึ้น ซึ่งรวมทุนทุนทั้งหมดมีกว่า 500ทุนโดยมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งเช่นม. เกริก-ให้ทุนถึง 40ทุนเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำกัมพูชาภายใต้ชื่อ Somdech Techo Scholarship

นอกจากนี้ ขอให้ชะลอ ลด หรืองดความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ผ่าน TICAในเกือบทุกด้าน อาทิ การศึกษา การสาธารณสุข เทคนิคและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมนุษยธรรมและผู้ลี้ภัยและความร่วมมือด้านการค้าชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโรงพยาบาลชายแดนเพื่อให้บริการแก่ชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วย การควบคุมโรคระบาด มาลาเรีย วัณโรค โควิด-19 การส่งเสริมวัคซีนและอาหารเสริมในพื้นที่ชายแดน การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเดษตร การอาชีพชุมชน การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กัมพูชาต้านบริหารจัดการพลังการพลังงานสิ่งแวดล้อม การพัฒนาถนน สะพาน ในพื้นที่ชายแดน การขยายระบบไฟฟ้า น้ำประปา ข้ามแดน การจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชายแดน การให้ที่พักชั่วคราว หรือกรณีความช่วยเหลือฉุกเฉินเกิดกรณีภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม รวมถึงการจัดระเบียบชายแดนการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการเตรียมการจัดตั้งสถานกงสุลกัมพูชาที่จังหวัดสงขลา เป็นต้น ประเด็นดังกล่าว(ยกเว้นเรื่องที่ควรดำเนินการเพื่อมนุษยธรรม หรือตามหลักสิทธิมนุษยธรรม)ควรชะลอ ลด หรืองดความช่วยเหลือไปก่อนจนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

เมื่อถามว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะสวนทางกับความพยายามของรัฐบาลที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาหรือไม่ นายปริญญา กล่าวว่า ประเด็นนี้มีคนพูดกับตนก่อนจะมาแถลงข่าว แต่วันนี้ในพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ก็เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น แล้วเราต้องอดทนต่อไปหรือไม่ เวลาที่เราพยายามทำดี พยายามอดทน แต่ประชาชนต้องสูญเสียไปตั้งเท่าไหร่ จากการที่เพื่อนบ้านข้ามรั้วมายิง มาฆ่า วันนี้เราเดือดร้อนแล้วยังบอกว่าจะขอความช่วยเหลืออยู่อีกหรือ แล้วเราควรต้องให้อีกหรือ

“ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเห็นการรับผิดอย่างเต็มตัว หรือการแสดงความรับผิดชอบของทางกัมพูชาอย่างจริงใจเลย มีแต่การท้าทายอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไมเราต้องคอยดูแลช่วยเหลือต่อไป จริงๆ เราควรเรียกร้องไปถึงนานาชาติหรือประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ช่วยกันบอยคอตประเทศกัมพูชา ให้ ให้เขามีจิตสำนึกกว่านี้ด้วยซ้ำไป” นายปริญญา กล่าว

นายกฯนำทัพเยือนฮานอย 2ชาติชื่นมื่น

นายกฯนำทัพเยือนฮานอย  2ชาติชื่นมื่น

นายกฯนำทัพเยือนฮานอย 2ชาติชื่นมื่น

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯนำทัพเยือนฮานอย 2ชาติชื่นมื่น ตั้งวงถกภาคเอกชนไทย ลั่นต้องเติบโตไปด้วยกัน

นายกฯอนุทิน นำคณะรมต. ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมภาคเอกชนไทย บินเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ชูศักยภาพอุตสาหกรรม-โลจิสติกส์ พร้อมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เน้น “เติบโตไปด้วยกัน”ขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจชาติอาเซียน ก่อนลงนามเอ็มโอยูเอกชนไทย-เวียดนาม 2 ฉบับ

เมื่อเวลา 07.00น.วันที่ 8มิถุนายน2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 ดอนเมือง กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา นำคณะประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารเรือ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทย ที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10บริษัทร่วมคณะเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8–9 มิ.ย.2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

นายกฯและคณะเยือนกรุงฮานอย

เวลา 11.00น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี นายเหงียนดิ่ญ คาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงชาติพันธุ์และกิจการศาสนาเวียดนาม ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศให้การต้อนรับ

พบเอกชนไทยหารือในทุกมิติ

เวลา 11.30 น.ที่โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน เริ่มต้นภารกิจแรกหลังเดินทางถึงกรุงฮานอย โดยพบหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในเวียดนาม เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ภาคเอกชนที่เข้าร่วมหารือมาจากหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้างและการผลิต ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามและมีศักยภาพในการขยายการค้าการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดยมีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมการหารือกว่า 30คน

ยัน2ประเทศต้องเติบโตไปด้วยกัน

นายกฯกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในเวียดนาม พร้อมระบุว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งเช่นกัน สะท้อนถึงความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามและส่งสัญญาณว่า ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค มีความพร้อมที่จะนำศักยภาพของทั้ง 2ประเทศ มาผสานกันเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต

ชูศักยภาพอุตสาหกรรม-โลจิสติกส์

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวคิดว่า“เติบโตไปด้วยกัน”เนื่องจากการเติบโตของทั้งสองประเทศส่งผลเชิงบวกต่อกัน โดยเวียดนามมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรม การบริการ โลจิสติกส์และการเชื่อมโยงกับภูมิภาค จึงมีศักยภาพที่จะร่วมกันเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์”ในการขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเวียดนาม

สำหรับการเยือนเวียดนามครั้งนี้ นายกฯมีกำหนดเข้าพบหารือผู้นำระดับสูงเวียดนาม ทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม โดยในการหารือจะครอบคลุมเรื่องที่ภาคเอกชนสะท้อนมา และจะโฟกัสการส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และการสร้างสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน รวมทั้งผลักดันการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

ภาคเอกชนชื่นชมวิสัยทัศน์นายกฯ

โอกาสนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และฝ่ายความมั่นคง เป็นคณะใหญ่ที่สุดที่เคยเดินทางมาเยือนเวียดนาม รวมถึงการพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนามครั้งนี้ ถือเป็น โมเดล “ทีมไทยแลนด์ พลัส” คือภาครัฐ-เอกชน จับมือร่วมกันทำงานยังเป็นการมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจแบบรอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม อย่างเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน

ขณะที่ผู้แทนภาคเอกชนไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้พบหารือในวันนี้ พร้อมได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม รวมทั้งจุดแข็งและแนวปฏิบัติที่ดีของเวียดนามในการส่งเสริมการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งนี้ แม้จะมีความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังมีโอกาสที่ไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและต่อยอดความร่วมมือกับเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น

เป็นสักขีพยานเซ็นเอ็มโอยู2ฉบับ

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดการหารือว่า การรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ รัฐบาลนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกท่าน ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจของคนไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป จากนั้นนายกฯเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม จำนวน 2ฉบับ ได้แก่ 1.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มอมตะกับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) 2.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มบริษัท CP กับบริษัท FPT Corporationว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาวีรชน

เวลา 14.30น.นายอนุทิน พร้อมคณะเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญในการเยือนอย่างเป็นทางการที่สะท้อนถึงการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของประชาชนชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ จากนั้นนายกฯเดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อวางพวงมาลาและแสดงความเคารพต่อประธานโฮจิมินห์ อดีตผู้นำผู้ได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติของเวียดนาม และมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศสู่เอกราช โดยบริเวณจัตุรัสบาดิ่งห์ยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ประธานโฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 1945

การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับ

หลังเสร็จพิธี นายกฯเดินทางเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและการหารือเต็มคณะระหว่างสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม

โดยนายกฯจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันซึ่งเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เป็นเจ้าภาพ

สั่งเลื่อนประชุมครม.ไป10มิ.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งผู้เกี่ยวข้องว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้เลื่อนการประชุม ครม.จากเดิมวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 69 เป็น วันพุธที่ 10 มิ.ย. 69 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 5 ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจาก นายอนุทิน และรัฐมนตรีอีกหลายคน อยู่ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ (Official Visit) และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.69

‘แสวง’ปัดตอบไม่ผ่านประเมินกกต.

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีรายงานข่าวได้รับการประเมินจากการทำงานจาก กตต.ต่ำกว่า60 % ซึ่งให้อาจหลุดจากตำแหน่ง ว่า ตนเป็นผู้รับประเมิน และย้ำว่าไม่มีความเห็น เมื่อถามย้ำว่า มีรายงานข่าวว่า กกต.มีมติ 4:3เสียง ไม่ผ่านการประเมินการทำงานนั้น นายแสวง กล่าวว่า ไม่มีความเห็น ซึ่งการประเมินนั้นหมดไปแล้วในการทำหน้า ที่เมื่อปี 2568 ในเดือนกันยายน และย้ำเพียงว่าเป็นเรื่องของคู่สัญญา เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความหรือไม่ นายแสวง เรื่องที่จะตอบคำถาม โดยระบุสั้นๆเพียงว่า มี ตนรู้เท่าที่ควรรู้ เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดี สว.อยู่ในชั้นของกกต.แล้ว จะมีการพิจารณาแบบทยอยที่ละบุคคลหรือทั้งหมด นายแสวงกล่าวว่า การพิจารณาอยู่ที่กกตทั้ง 7 คน ซึ่ง คงจะเป็นการพิจารณาที่รอบคอบและสมบูรณ์ ตนไม่สามารถทราบได้ ก่อนกล่าวว่า หากเป็นข้อมูลในวันนี้ก็คือเริ่มที่จะพิจารณาแล้ว