ศึกรอบด้าน! นิด้าโพลชี้เสียงส่วนใหญ่ มองรัฐบาลอนุทินอ่วมแน่ หลังเจอสารพัดปัญหาถาโถม

23 สิงหาคม 2569 เวลา 07:29 น.

23 สิงหาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 62.75 ระบุว่า การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นรองลงมา ร้อยละ 55.88 ระบุว่า การถูกกล่าวหา คดีฮั้ว สว. ร้อยละ 42.29 ระบุว่า การโดน สส. ตรวจสอบคดีเขากระโดง ร้อยละ 37.33 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพลังงาน ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 28.78 ระบุว่า แผนการใช้งบประมาณตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 25.27 ระบุว่า การจำกัดการถือครองอาวุธปืน ร้อยละ 24.27 ระบุว่า หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ร้อยละ 22.98 ระบุว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติในประเทศไทย ร้อยละ 18.17 ระบุว่า การถูกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมาก จนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้

ด้านการรับมือกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.69 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ บางประเด็น รองลงมา ร้อยละ 31.99 ระบุว่า จะไม่สามารถรับมือได้เลย ร้อยละ 16.26 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ ทั้งหมด ร้อยละ 11.68 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ กับประเด็นส่วนใหญ่ และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

สำหรับความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.86 ระบุว่า จะไม่รอดแน่ ๆ รองลงมา ร้อยละ 26.03 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก ร้อยละ 17.94 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย ร้อยละ 17.71 ระบุว่า รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก้มกราบที่ตัก อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า เป็นแค่การแสดงความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า เป็นแค่ฉากดรามาทางการเมือง ร้อยละ 21.60 ระบุว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ร้อยละ 17.48 ระบุว่า เป็นการกระทำเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 12.21 ระบุว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 9.62
เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงสนับสนุนนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 9.31 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

นิด้าโพล,รัฐบาลอนุทิน,อนุทินชาญวีรกูล,

ปปช.ขอเวลา10เดือน ฟ้องโกงสอบ ฟันอาญาไล่ยึดทรัพย์ การันตีสำนวนมัดแน่น

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ปปช.ขอเวลา10เดือน ฟ้องโกงสอบ ฟันอาญาไล่ยึดทรัพย์ การันตีสำนวนมัดแน่น กมธ.ลุยตรวจสอบTOR ยันอธิบดีปค.ไม่มีเอี่ยว

“อาสพลธ์”ประธานกมธ.ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฎร โร่เคลียร์ปมโกงสอบท้องถิ่นโยง บิ๊กขรก. ยืนยันอธิบดีกรมการปกครองไม่เอี่ยวทุจริต เตรียมเชิญประธานคณะกรรมการร่าง TOR ใหม่มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อ 27 สิงหาคมนี้ เผย ป.ป.ช.แจงกางแผนเผด็จศึก อีก 10 เดือนสั่งฟ้องคดีโกงสอบทั้งอาญา และคดีแพ่งยึดทรัพย์

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ในคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น พบว่ามีข้าราชการระดับอธิบดีเกี่ยวข้อง และมีชื่อของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)ด้วยว่า ตนอาจจะพูดไม่ตรง พูดผิด และได้ยินคำถามไม่ชัด เพราะอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เสียงดัง จึงฟังคำถามไม่ชัด

ยันอธิบดีปค.ไม่เกี่ยว

“ผมยืนยันว่า นายนฤชา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต และท่านยังเป็นผู้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งประธานและกรรมการร่าง TOR ใหม่ ที่ตรวจพบการจับกุมปลัดเทศบาลนครราชสีมา ซึ่งในการร่าง TOR ใหม่ทั้งประธานและกรรมการต่างๆ วันนี้ยังไม่มีใครเชิญ ประธาน และ กรมการร่าง TOR มาให้ข้อมูล ดังนั้น ในการประชุมกรรมาธิการ ป.ป.ช. วันพฤหัสบดีที่ 27 ส.ค.นี้ จะเชิญประธานร่าง TOR มาให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”นายอาสพลธ์ กล่าว

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการป.ป.ช.ที่ผ่านมา เลขานุการคณะทำงานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ให้ข้อมูลว่า ระยะเวลา 30 วัน ที่ตรวจสอบทั้งหมด ขณะนี้ถึงระดับ 10 คืออธิบดี และ ข้าราชการท้องถิ่น คณะทำงานชุดนี้ทำงานเสร็จสิ้นแล้วที่เหลือเป็นการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช./ปปง. และ ป.ป.ป. แต่ว่าในส่วนของคณะทำงานชุดนี้อยู่ที่การสอบหาข้อเท็จจริง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่ตรงกันกับกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยบูรพาพูดผ่านสื่อ

เดินหน้าตรวจสอบ

นายอาสพลธ์กล่าวอีกว่า กรณีนี้เหตุเกิดช่วงปี 2564 ของการสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนที่จะได้มีการจัดสอบ ปรากฏว่าได้มีผู้ร้องเรียนการทุจริตเกิดขึ้น จนกระทั่งนำมาสู่การไปจับกุมตัวปลัดเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา จึงเป็นการแก้ไข TOR ใหม่ ทางมหาวิทยาลัยบูรพาได้เป็นผู้ชนะจริง แต่เมื่อมีการจับกุมว่ามีการสอบและเกิดการทุจริตครั้งใหญ่ขึ้นในปี 2564 จึงได้แก้ TOR ใหม่ เมื่อแก้ TOR เสร็จแล้ว เงื่อนไขใน TOR ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมพอสมควร ทางผู้ว่าจ้างได้สอบถามกับทางมหาวิทยาลัยบูรพา ว่า จะทำในราคานี้ได้หรือไม่ ทางมหาวิทยาลัยบูรพาก็ตอบกลับมาว่า เงื่อนไขเปลี่ยนไปขนาดนี้เช่นไป จัดสอบทั่วประเทศและให้ตรวจผลสอบที่นั้นเลย เขาก็ไม่สามารถทำตามหลักการที่เสนอตอนแรกได้ จึงไม่มีการลงนามและเป็นที่มาของการประกวดราคาใหม่ TOR ใหม่ ก็ได้เชิญมหาวิทยาลัยบูรพามาร่วม แต่ก็ไม่มาร่วมประกวดราคาด้วย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ทางคณะทำงานได้แจ้ง ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯและทางคณะทำงานได้ฝากเรียนว่า ในการสอบข้อเท็จจริง คณะทำงานได้เชิญมหาวิทยาลัยบูรพา มาให้ข้อมูลทางมหาวิทยาลัยบูรพาก็ไม่มาให้ข้อมูล ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่มา ก็เป็นประเด็นที่สำคัญและไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เขาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อช่วงที่ผ่านมา

แฉซื้อเก้าอี้มาตลอด

นายอาสพลธ์กล่าวว่า จากการไปศึกษาดูงานที่ DSI ได้มีการสอบถามคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น ว่ามีนายหน้าตามต่างจังหวัด เช่น ศรีสะเกษ ทางอธิบดี DSI บอกว่ามีการสอบปากคำผู้ต้องหา และผู้ถูกกล่าวหาครบถ้วนหมดแล้ว แต่มีประเด็นสำคัญคือ ขบวนการนี้ไม่ได้ทำครั้งนี้ครั้งแรก คือทำมาโดยตลอด และที่สำคัญไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนจัดกลุ่มนายหน้าเหล่านี้ กลุ่มที่ผูกพันกระบวนการทุจริตเขาจะรู้จักกับคนที่จัดสอบในมหาวิทยาลัยทั้งหมด ต่อให้เราไปจ้างมหาวิทยาลัยไหนเขาก็มีช่องในการติดต่อเพื่อทำการทุจริตทั้งหมด

“ข้อมูลในวันนี้ยังคงถึงแต่นักการเมืองท้องถิ่น ยังไม่ไปถึงนักการเมืองระดับชาติ การที่ รังสิมันต์ โรม ไปพูดถึงนั้นในที่ประชุม DSI ก็บอกว่าเป็นแค่ข่าวยังไม่มีข้อมูลอะไรเลย ผมอยากจะขอให้ทาง DSI และ ป.ป.ช. ได้เชิญนายรังสิมันต์ โรม ไปให้รายละเอียดว่า ข่าวที่เอามามีรายละเอียดอย่างไร เพราะเราไม่มีรายละเอียดตรงนั้นและไปกล่าวหาบุคคลที่ 3 ผมว่ามันไม่เป็นธรรมกับคนที่ถูกกล่าวหา”ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าว

อีก10เดือนส่งฟ้องโกงสอบ

นายอาสพลธ์กล่าวด้วยว่า ทาง กมธ.ป.ป.ช.ได้ติดตามความคืบหน้า เพื่อให้คนทุจริตทั้งหมด มารับโทษ แต่พี่น้องประชาชนหลายท่านสงสัยว่า ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่เห็นคนผิดมาถูกลงโทษ จริงๆ กระบวนการเดินมาได้พอสมควร คือ อย่างที่กรม สถ.นำคนที่สอบตกเป็นสอบผ่านนำคนที่รับราชการ 3,000 กว่าราย ต้องออกจากราชการ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์สอบไม่ผ่าน และนำคนที่สมควรได้และสอบผ่านเข้ารับราชการนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ส่วนการดำเนินคดีอาญา ผู้แทน ป.ป.ช. ได้ชี้แจงว่า ใช้เวลาประมาณ 10 เดือนก็จะได้ฟ้องคดีต่อศาล และทาง ป.ป.ช.จะนำผลการศึกษาของทีมงานนายปกรณ์นำไปศึกษาด้วยเพื่อส่งฟ้องรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนคดีเพ่งที่ดำเนินงานหลักของ ปปง.ก็ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งเลขาธิการปปง.ก็ให้ข่าวแล้วว่าอีกไม่นานจะมีข่าวในการอายัดทรัพย์ของผู้ทุจริตบางรายเกิดขึ้นและจะส่งฟ้องศาลแพ่ง ซึ่ง 99 เปอร์เซ็นต์ผู้ที่ถูกส่งฟ้องศาลทางศาลจะเห็นพ้องตาม ปปง.ก็คือจะยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทั้งคดีทางแพ่งและคดีอาญากระบวนการได้เดินไปแล้วทางกรรมาธิการฯจะได้ติดตามและรายงานให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป

ปปช.ประธานกมธ.ปปช.อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพโกงสอบ

โวรมต.ตอบได้ทุกเรื่อง รบ.ไม่มีแผล กรวีร์มั่นใจศึกซักฟอก ปชป.เล็งเป้า‘ไชยชนก’

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

“กรวีร์ ปริศนานันทกุล”ประธานวิปรัฐบาล มั่นใจรับมือศึกซักฟอก ได้สบายเพราะรัฐบาลไม่มีบาดแผล เชื่อบรรดารัฐมนตรี ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ขัดข้องถ้าฝ่ายค้านอภิปรายคดี“ฮั้วสว.”ด้านประชาธิปัตย์ นัดประชุมกินโต๊ะลูกเนวิน 25 สิงหาคม

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทางวิปรัฐบาลจะมีการนัดประชุมเตรียมรับมือก่อนหรือไม่ว่า ยัง เพราะไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยื่นเมื่อไหร่และญัตติเป็นเรื่องอะไรบ้าง ต้องรอให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่เราจะได้พูดคุยกันถูก ทั้งนี้ การยื่นเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านอยู่แล้วซึ่งเขาคงจะต้องยื่นไม่งั้น ก็จะเสียสิทธิ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถามว่ามีการเก็งการบ้านไว้หรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบประเด็นไหนขึ้นมาอภิปราย นายกรวีร์ กล่าวว่าไม่ทราบเลย แต่จะเป็นประเด็นไหนก็ได้ เพราะเราไม่ได้กังวล และเชื่อว่ารัฐมนตรีจะสามารถตอบข้อชี้แจง อธิบายเหตุผลให้กับฝ่ายค้านทุกเรื่องได้อยู่แล้ว

ไม่ขัดฝ่ายค้านอภิปรายคดีฮั้วสว.

เมื่อถามว่าพรรคฝ่ายค้านจั่วหัวเรื่องคดีฮั้ว สว.เยอะมาก มองว่าเรื่องนี้สามารถอภิปรายได้หรือไม่ เพราะเหมือนจะไม่เกี่ยวกับรัฐบาล นายกรวีร์กล่าวว่า ก็ต้องไปดูว่าเขาจะโยงให้เกี่ยวยังไง ตนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไปเกี่ยวตรงไหน เพราะขณะนี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากเขามีเรื่องส่งฟ้องศาลก็อยู่ที่ศาล ดังนั้น ก็ต้องดูว่าประเด็นไหนที่เขาคิดว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาล

เมื่อถามว่าจะต้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยญัตติก่อนหรือไม่ว่าประเด็นนี้สามารถอภิปรายได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตอนนี้เราคาดการณ์กันไปเองทั้งหมด ยังไม่รู้ว่าเขาจะยื่นเรื่องเรื่องอะไรและญัตติที่เค้าเสนอจะเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินตรงไหน หากเขามีเหตุผลและหลักฐานที่สามารถชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล ก็ค่อยมาดูอีกที อย่างไรก็ตาม การเลือก สว.เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหาร ดังนั้น หากมีเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับฝ่าย ตนมองว่าก็อภิปรายได้ แต่ก็ต้องไปดูว่า
เกี่ยวตรงไหน

“ตามขั้นตอนขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่ในการไปสืบข้อเท็จจริงอะไรแล้ว และรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นคนจัดการเลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องของกกต.จึงอยากแยกเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่หากเขามีข้อมูลว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไปเกี่ยวข้อง ก็อาจจะอภิปรายได้ แต่ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะบอก ดังนั้น ต้องรอดูญัตติก่อน” ประธานวิปรัฐบาล กล่าวย้ำ

เมื่อถามว่าหากมีการลงมติ มั่นใจหรือไม่ว่าเสียงของรัฐบาลจะโหวตครบ นายกรวีร์ กล่าวว่ามั่นใจว่ารัฐบาลตอบข้อซักถามได้ทั้งหมด ไม่มีแผลอะไรที่จะตอบไม่ได้ ส่วนเรื่องคะแนนเสียง คงจะต้องไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน ต้องให้เกียรติกัน ดูเหตุผลและสิ่งที่รัฐบาลตอบก่อนว่ามีน้ำหนักหรือฟังได้หรือไม่ แต่หากชี้แจงชัดเจน สภาฯยกมือผ่านอยู่แล้ว

ปธ.กมธ.ตำรวจฯชงจัดระเบียบกมธ.

ขณะที่ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยว่า ตนสนับสนุนแนวคิดของนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากำหนดกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะให้มีความชัดเจนเพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซ้อน และก้าวก่ายอำนาจกันเอง

“ซึ่งปัญหาในการทำงานของสภาฯชุดปัจจุบัน ประธานกมธ.บางคณะไม่ทำหน้าที่ในกรอบบทบาทหน้าที่ของคณะตนเองอย่างแท้จริง โดยพบว่ามีการใช้อำนาจเกินหน้าที่ และอำนาจตามข้อบังคับฯเพื่อมุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก มีพฤติกรรมนำประเด็นจากสื่อมาปั้นน้ำเป็นตัวหรือจับแพะชนแกะเพื่อสร้างเรื่องราวซึ่งทำให้บุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหายอย่างมาก”
นายวัชรพงศ์ ย้ำ

เตือนใช้อำนาจเกินขอบเขต

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงขอเตือนอย่างจริงจังไปยังกมธ.ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวว่าหากยังคงใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมทั้งใช้พ.ร.บ.คำสั่งเรียกโดยมิชอบ หรือเกินขอบเขตจนเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายมีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้กลับได้ ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบรวมถึงการยื่นสอบจริยธรรมผ่านประธานสภาฯและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบและเอาผิดต่อไปได้

“ต้องการให้ประธานสภาฯมีแนวปฏิบัติกลางสำหรับกมธ.ทั้ง35 คณะ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการทำงาน ซึ่งการวางกรอบอำนาจที่ชัดเจนนี้จะช่วยลดภาระแก่หน่วยงานรัฐและประชาชนที่ถูกเรียกชี้แจง อีกทั้งยังทำให้การใช้อำนาจของ กมธ.มีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักนิติรัฐไม่ซ้ำซ้อน และไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองอีกด้วย” ประธานกมธ.ตำรวจกล่าว

ปชป.นัด25ส.ค.ถกวางกรอบซักฟอก

ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในวันที่25 ส.ค. จะมีการประชุมพรรคนัดสำคัญ คาดจะมีการหารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางรวมถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและอีกหลายอย่าง ที่รัฐบาลจะนำเข้าสู่การประชุมสมัยหน้านี้ โดยในส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็จับประเด็นเรื่องฮั้ว สว. อยู่ นางการดีเลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จับเรื่อง TH-AI Passport ส่วนตนกำลังดูอยู่ว่าการปล่อยปละละเลยในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องกัญชา พ่อทิพย์ หมอพร้อมทิพย์ ก็จะดูว่ารัฐมนตรีละเลยในการบริหารและการแก้ไขหรือไม่รวมถึงปัญหาที่หมักหมมในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ขอใช้เวทีเปิดข้อมูลให้ปชช.ตัดสิน

เมื่อถามว่ามองว่าถึงเวลาแล้วที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายสกลธีกล่าวว่า มีหลายเรื่องที่มีเหตุผลและสิ่งที่บ่งชี้ให้ประชาชนเห็นความไม่ชอบมาพากลได้ ส่วนที่เสียงของฝ่ายค้านอาจจะไม่พอล้มรัฐบาล นายสกลธีกล่าวว่า ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลเรื่องการซักฟอกยากอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นเวทีที่ชี้ให้เห็น ได้เปิดเผยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน บางครั้งอาจจะชนะการโหวต แต่แพ้ในสายตาประชาชนซึ่งขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและน้ำหนักข้อมูล

นายกฯปิดฉากเยือนแดนกีวี

วันเดียวกัน ที่โอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภารกิจวันสุดท้ายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในการเดินทางเยือนประเทศนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ โดยเมื่อช่วงเช้าเวลา 08.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าไทย 5 ชั่วโมง (ตรงกับ 03.50 น. ตามเวลาประเทศไทย)

นายกรัฐมนตรีได้เปิดห้อง Harbour 1 ชั้น 2 ณ โรงแรม Park Hyatt Auckland จัดเลี้ยงอาหารเช้า และพบปะพูดคุยกับตัวแทนชุมชนชาวไทยกว่า 100 คน ที่พำนักอยู่ในนครโอ๊คแลนด์โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายมิติทั้งการชี้แจงสาเหตุการเปลี่ยนสถานที่กะทันหัน โดยกล่าวว่าขออภัยพี่น้องชาวไทยที่ต้องเปลี่ยนสถานที่นัดหมายอย่างกะทันหัน เดิมทีตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไปไหว้พระและพบปะชุมชนชาวไทยที่วัด ซึ่งเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยและให้ความเป็นกันเองมากกว่า ได้พยายามเจรจาต่อรองกับทางการนิวซีแลนด์อย่างเต็มที่แล้วแต่ทางการนิวซีแลนด์ไม่อนุญาตเนื่องจากการเดินทางไปวัด ไม่ได้อยู่ในกำหนดการอย่างเป็นทางการ และมีความกังวลด้านมาตรฐานความปลอดภัย

พร้อมเล่าติดตลกว่า “ไอ้จะหลบออกไปก็หลบออกไปลำบากเพราะเขาเฝ้าหน้าห้องอยู่หนา 3 คน ในห้องก็มีคนเฝ้าอีกคนนึง” ทำให้ต้องตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการเชิญพี่น้องชาวไทยทุกคนมาพบกันที่โรงแรมที่พักแทนพร้อมจัดเตรียมอาหารเช้าดูแลอย่างเต็มที่

ยืนยันรัฐบาลผสมเหนียวแน่น

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้แนะนำคณะผู้แทนระดับสูงและรัฐมนตรีที่ร่วมเดินทางมาปฏิบัติภารกิจ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของรัฐบาลโดยระหว่างการแนะนำตัวนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานและหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้จะเป็นรัฐบาลผสมร่วมกัน แต่ทุกพรรคก็จับมือทำงานอย่างมีเสถียรภาพ และมีเป้าหมายเดียวกันเพื่อประเทศชาติ

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้สรุปภาพรวมความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้ว่าคณะได้เริ่มเดินทางจากนครซิดนีย์ สู่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้มีโอกาสไปเยือนวัดไทยและพบปะชุมชนที่นั่นและได้เข้าพบทั้งผู้ว่าการรัฐและนายกรัฐมนตรี ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก โดยได้มีการวางกลยุทธ์และลงนามข้อตกลง (MOU) เพื่อยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการค้า เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยีและการลงทุน โดยจะมีการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อย่างเต็มรูปแบบ

ยันสถานการณ์ชายแดนสงบดี

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่ามิติของความมั่นคงยืนยันว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวชายแดนกัมพูชา สระแก้ว ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี จันทบุรี ตราด ล้วนมีความสงบเรียบร้อยไม่มีการปะทะทางทหารใดๆ สำหรับประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชานั้น รัฐบาลได้ใช้นโยบาย “โฮลไว้ก่อน” (ชะลอการเจรจาข้อพิพาท)เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและมุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ย้ำร่วมมืออาเซียนปราบแก๊งคอลฯ

ส่วนประเด็นความไม่สงบใน เมียนมา รัฐบาลยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยใช้อาวุธหรือใช้พื้นที่ชายแดนสร้างผลกระทบต่อไทย โดยไทยกำลังทำงานร่วมกับอาเซียนอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่ตามมา เช่น ปัญหายาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการบริหารจัดการพลังงานก๊าซธรรมชาติเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงมิติทางเศรษฐกิจว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นบวกอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำเสถียรภาพของรัฐบาล ปัจจุบันตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เติบโตขึ้นเกือบ 100% ขณะที่การส่งออกขยายตัวถึง 20% ประกอบกับค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพ ตลาดหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่ง
และความน่าเชื่อถือของประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม

ในช่วงท้าย นายกฯได้กล่าวยกย่องคนไทยในต่างแดนทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด เช่น เจ้าของร้านอาหารไทยหรือเชฟว่าทุกคนเปรียบเสมือน เอกอัครราชทูตหรือทูตวัฒนธรรมที่ช่วยสร้างชื่อเสียง สร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดชาวต่างชาติให้สนใจประเทศไทย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและรับฟังทุกปัญหาอย่างเต็มที่ และขอให้ทุกคนรอข่าวดีในเร็วๆ นี้เกี่ยวกับการที่สายการบินไทยมีแผนจะกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ อีกครั้ง

สิ้น ‘เกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์’

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอานันท์ อมรินทร์ สส.จังหวัดอุดรธานี พรรคประชาชน ได้เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า “ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการถึงแก่อสัญกรรมของอาเหล่ากู๋ เกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์

อาเหล่ากู๋ได้ทำงานรับใช้บ้านเมืองมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี และรัฐมนตรีหลายสมัย เป็นแบบอย่างของคนคนหนึ่งที่ได้อุทิศชีวิตให้กับบ้านเมืองและประชาชน ขอให้ดวงวิญญาณของอาเหล่ากู๋ไปสู่สุคติ และพักผ่อนอย่างสงบครับ ด้วยรักและอาลัย”

ทั้งนี้ สำหรับ นายเกียรติชัย เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2481ที่จังหวัดอุดรธานี เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี และอดีตสส.อุดรธานี 6 สมัย โดยได้รับเลือกตั้งครั้งแรก ปี 2526 และได้รับเลือกเรื่อยมา จนถึงปี 2539 เคยได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โดยจากไปอย่างสงบเมื่อคืนที่ผ่านมาสิริอายุ 88 ปี

กรวีร์คดีฮั้วสว.ประธานวิรัฐบาลรัฐบาลไม่มีแผลรับมือศึกซักฟอก

ตามบี้พ่อทิพย์ กมธ.สาธารณสุขขยับ เรียกข้อมูลฉาวจากรพ.

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

“สกลธี”เดินหน้าสางปม“พ่อทิพย์–แม่ทิพย์”จี้หน่วยงานส่งข้อมูลโรงพยาบาลต้องสงสัย เตรียมใช้อำนาจเรียกหากยังไม่ร่วมมือ ด้านที่เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมพ่อทิพย์ วัย 23 ปี แจ้งเกิดให้ลูกติดแฟนสาวชาวเขาเผ่าลาหู่ แต่ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจดีเอ็นเอ อ้างเพิ่งคบได้ 2 เดือน ก่อนคลอด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายปธิกร เอี่ยมสะอาด นายอำเภอไชยปราการเปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายอนุชา สุพร ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง และนายนคร กาวิชัย ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ว่าได้บูรณาการร่วมกับชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E กรมการปกครอง จับกุมพ่อทิพย์ แจ้งเกิดบุตรกรณีมารดาไม่มีสัญชาติไทย บิดาสัญชาติไทยซึ่งถือเป็นรายที่ 2 ที่เกิดขึ้นในอ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ โดยรายแรกถูกจับกุมไปเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา

ส่วนรายล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งชาวไทยภูเขา เผ่าลาหู่ มีสัญชาติไทย ชื่อ นายดนุสรณ์ จะหยีอายุ 23 ปี ได้เดินทางมาแจ้งเกิดให้เด็กต่างด้าวที่สำนักทะเบียนอำเภอไชยปราการ โดยอ้างว่าตนเป็นบิดาของเด็กที่จะแจ้งเกิด ส่วนแม่ของเด็กเป็นหญิงชาวเขาเผ่าลาหู่ ไม่มีสัญชาติไทย ชื่อ นางหมวย (ไม่มีชื่อสกุล) พร้อมนำหลักฐานสมุดฝากครรภ์ ซึ่งมีชื่อของ นายดนุสรณ์ จะหยี อยู่ในช่องรายการบิดา และหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.1/1 จากโรงพยาบาลไชยปราการ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่สอบสวนข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด พร้อมแจ้งนายดนุสรณ์ว่าจะมีการตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันความสัมพันธ์แต่นายดนุสรณ์ปฏิเสธการตรวจ ก่อนจะรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่าตนเองเพิ่งอยู่กินด้วยกับนางหมวย ซึ่งตั้งท้องอยู่ก่อนแล้วประมาณ 6 เดือน และมาอยู่กินกับตนได้เพียง 2 เดือน จากนั้น นายดนุสรณ์ได้พานางหมวยไปฝากครรภ์ ที่โรงพยาบาลไชยปราการ และใส่ชื่อของตนเองในรายการบิดา เจ้าหน้าที่จึงทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ไชยปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายอำเภอไชยปราการ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางอำเภอได้เน้นย้ำเรื่องการแจ้งเกิดให้เด็กต่างด้าว เพราะในพื้นที่มีชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่หลากหลายกลุ่มและบางส่วนก็ยังไม่มีสัญชาติไทยกรณีการแจ้งเกิดให้เด็กที่มารดาไม่มีสัญชาติไทย และบิดาสัญชาติไทยจะต้องมีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกกันจริงๆ เคสนี้ฝ่ายชายเพิ่งคบหากับแม่ของเด็กได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น จึงรับเป็นพ่อและมาแจ้งเกิดให้ ไม่ใช่ขบวนการพ่อทิพย์รับแจ้งเกิดให้เด็กต่างด้าวแต่อย่างใด

นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าการตรวจสอบประเด็น พ่อทิพย์แม่ทิพย์ สวมรอยรับรองบุตรผ่านโรงพยาบาล ว่า ตอนนี้ข้อจำกัดของกมธ. คือรอเอกสารจากหน่วยงาน เนื่องจากมีความกังวลในการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งตนขอให้เปิดเผยรายชื่อของโรงพยาบาลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย และให้ส่งข้อมูลมายังกมธ. เพื่อเรียกโรงพยาบาลเหล่านั้นมาชี้แจง ในส่วนของกรุงเทพมหานคร กมธ. ได้ขอรายชื่อของผู้ที่มีแนวโน้มเป็นพ่อทิพย์ ซึ่งในกรุงเทพมหานครมีประมาณ500 กว่าคน ตอนนี้ยังคงรอเอกสารอยู่ จุดประสงค์ของกมธ.คือต้องการหาคนรับผิดชอบเรื่องนี้เพราะไม่ใช่แค่การมาจับ ปรับ จบกันและเงียบกันไป การกระทำเหล่านี้มักทำเป็นขบวนการ เราอยากไปให้สุด หากได้ข้อมูลมาตนจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เพื่อส่งต่อไปยังกมธ. อื่นที่มีอำนาจ เช่น กมธ.ปปง. เพื่อตรวจเส้นเงินขบวนการเหล่านี้ เป็นการขุดรากถอนโคนเงินเทาที่เข้ามา ในทุกวงการรวมถึงสาธารณสุขด้วยเช่นกัน

เมื่อถามว่า การที่หน่วยงานไม่ให้ความร่วมมือแบบนี้ ทางกมธ. สามารถทำอะไรได้บ้าง นายสกลธี กล่าวว่า มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียก แต่เราไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น สิ่งที่กมธ. ขอไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เราต้องการแก้ปัญหา ซึ่งข้อมูลในมือตนก็มี เพียงแค่อยากได้การยืนยันชัดเจนจากหน่วยงาน แต่ถ้าขอกันแบบปกติไม่ได้ คงต้องใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก หรือเชิญหน่วยงานนั้นมาทุกสัปดาห์จากการตรวจสอบเบื้องต้นเดือนที่ผ่านมามีโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 8 แห่ง ที่เกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้เกือบ 20 กว่าที่แล้ว และในสัปดาห์หน้า ที่จะมีการประชุมสภาฯ ตนก็มีเรื่องแอปพลิเคชันหมอพร้อมทิพย์ เข้ามา ยืนยันว่าจะเดินหน้าเรื่องพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ให้ถึงที่สุด เพราะเราเห็นว่าทุนเทาไปในทุกกระบวนการ แม้กระทั่งในสาธารณสุขเองก็กัดกินงบประมาณของคนไทย

เมื่อถามว่า แอปหมอพร้อม ทางกมธ.จะมีการตรวจสอบอย่างไร เพราะล่าสุดสาธารณสุขออกมาชี้แจงว่าเป็นเพียงการคีย์ข้อมูลผิด นายสกลธี กล่าวว่า ตนได้ฟังทางสาธารณสุขชี้แจง คิดว่าไม่เพียงพอ เพราะมีผู้มาร้องถึง 200-300 ราย มีแนวโน้มว่าไม่ใช่การคีย์ผิด แต่จะเป็นการทุจริตหรือไม่ก็จะเชิญผู้ชี้แจงมาอีกครั้งหนึ่ง กรณีกระทบกับความเชื่อมั่น ซึ่งตนเคยทำหนังสือเชิญปลัดกระทรวงสาธารณสุขไป แต่จะส่งใครมาตนไม่ติดใจ แต่ควรจะต้องเป็นคนที่รู้เรื่องเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้มีแนวโน้มการทุจริต ไม่ใช่การคีย์ผิดทั้งหมด

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการทุจริตมากกว่าใช่หรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีบางคนพูดว่า ถ้าจับกันจริงๆแทบไม่มีโรงพยาบาลไหนในประเทศไทยเลยที่ทำถูก แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ตนคิดว่าควรต้องมีการสังคายนา ถ้าจะเป็นเรื่องของเคพีไอทางกระทรวงสาธารณสุขก็ต้องปรับตรงนั้น ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ใช่รีบมาสรุปว่าคีย์ข้อมูลทิพย์ แล้วจบกันไป

กมธ.สาธารณสุขพ่อทิพย์สกลธี

อนุทิน ยันฟันไม่เลี้ยง ทุจริตสอบท้องถิ่น ขอปชช.มั่นใจ​ สาวถึงคนไหน ก็คนนั้น

22 สิงหาคม 2569 เวลา 21:43 น.

“อนุทิน” ยัน​ ฟันไม่เลี้ยง​ ทุจริตสอบท้องถิ่น ก่อนสะกิดถาม“รองเซมเบ้” ถึงผมหรือเปล่า?” หลังฝ่ายค้านพยายามโยง ​ถึงสมัยนั่ง​มท.1 รัฐบาลก่อน​ ขอปชช.มั่นใจ​ ไม่มีขีดเส้น​ สาวถึงคนไหน ก็คนนั้น

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา​ 19.40 น.​ที่​ท่าอากาศยาน​ทหาร​ 2 กองบิน​ 6 นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีการรายงานผลสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น​ และเมื่อผลปรากฏ​มีการสั่งการสาวไปยังข้าราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ว่า​ ได้สั่งการเรียบร้อยแล้ว​ และขอให้คำยืนยันว่า​ เรื่องการทุจริตสอบเราดำเนินการด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด​ และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือต้องสงสัย​ ก็ได้ถูกดำเนินคดี​ ถูกให้ออกจากหน้าที่ที่จะมีส่วนได้ส่วนเสีย​ เพราะทุกอย่างมีขั้นตอน​ แต่ตนยังเห็นมีการพาดหัวข่าวว่าสาวไม่ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสูงสุด​ ซึ่งต้องบอกว่าสูงสุดตรงไหน​ ก็โดนตรงนั้น คนที่ไม่ผิด​ เราจะไปบอกให้เขาผิด ก็คงไม่ได้​ หากหลักฐานไปถึงตรงไหนก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น ซึ่งหน่วยงานที่ดำเนินการก็มีทั้งตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายชี้นำได้​ ประชาชนก็ควรจะสบายใจว่าผู้ที่ดำเนินการในเรื่องนี้ คือหน่วยงานอย่าง​ ป.ป.ช.​ ที่เป็นองค์กรอิสระ​ ว่าจะไม่มีการยกเว้นหรือละเว้นใครอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าจะสาวไปถึงนายหน้า​ ติวเตอร์​ ด้วยหรือไม่​ นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ ตอนนี้ก็มีการสอบปากคำกันตามขั้นตอน ซึ่งในที่สุดแล้วมันก็ต้องมีบทสรุป พร้อมย้ำว่าอยากให้มั่นใจว่าไม่มีการขีดเส้น ว่าจะเอาแค่ตรงนี้พอ มันทำไม่ได้ ถ้าทำไปคนที่สั่งก็ตาย เป็นไปไม่ได้อย่าไปเชื่อพวกข่าว​ การประเมินการวิเคราะห​​ การจะทำให้เกิดความปั่นป่วน​ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามว่าแต่ดูเหมือนว่าฝ่ายค้านจะพยายามเชื่อมโยงไปให้ถึงนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ในรัฐบาลก่อนหน้านั้น​ นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ ตนเป็นคนยกเลิกการสอบ​ ปี​ 2566 เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินการไปด้วยความโปร่งใส ซึ่งฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล อันนี้ตนเข้าใจ และเราก็ต้องยอมรับแต่เราก็มั่นใจ เมื่อเราไม่ได้ทำ ดังนั้นหลักฐานก็จะไม่มี เมื่อมันไม่มีเราจะไปกังวลก็ไม่ได้ จะบอกฝ่ายค้านว่า​ “ผมไม่ได้ทำ อย่ามาทำผม​ หรือพาดพิงผมก็ไม่ได้​ พูดไปพูดมา ก็จะหาว่าแก้ตัว​” เพราะฉะนั้นถ้าใครสงสัยอะไร ก็ขอให้ไปแจ้งความ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้หมด เราพร้อม ที่จะรับข้อมูลใหม่ๆตลอด ขอให้เป็นข้อมูลที่จริง ที่มีหลักฐาน แต่อย่าเป็นการกล่าวหาลอยๆ และใช้ความรู้สึก มาชี้นำหรือตัดสิน​ ยืนยันว่าไม่มีปัญหา​

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น และกำลังจะเดินทางกลับ นายกรัฐมนตรี​ได้หันกลับมาถามสื่อมวลชนว่า​ ไม่สัมภาษณ์​นายนิรัตน์​ พงษ์​สิทธิ​ถาวร​ รอง​ปลัด​กระทรวง​มหาดไทย​ ในฐานะรักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง​ท้องถิ่น​หรือ​ จากนั้นนายกรัฐมนตรี​ได้ถามนายนิรัตน์ว่า​ ได้ยกเว้นใครหรือไม่​ ทำให้นายนิรัตน์ หันกลับมาตอบสื่อมวลชนว่า​ “ไม่มีเลยครับ ท่านนายกฯบอกว่าถึงใครก็คนนั้น” นายกรัฐมนตรีจึงหันไปถามนายนิรัตน์อีกว่า “ถึงผมหรือเปล่า” นายนิรัตน์จึงกล่าวว่า​ไม่มีเลยครับ ทำให้นายกรัฐมนตรีหัวเราะและเดินทางกลับ

ทุจริตสอบท้องถิ่นนายกสอบท้องถิ่น

เพนกวิน ขอยืนข้าง ผู้ถูกกระทำ ประณาม สมยศ ทำลายขบวนการประชาธิปไตย

22 สิงหาคม 2569 เวลา 21:06 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีข่าวนักกิจกรรมผู้หญิงออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศโดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ที่เคยเป็นนักโทษคดีม.112 ซึ่งกำลังเป็นเรื่องฉาวโฉ่แวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ต่อมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ขอโทษ ถึงตนเองเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (สมยศ เคลื่อนไหวแล้ว หลังข่าวฉาวคุกคามทางเพศ ‘ขอโทษที่ผมเข้าใจผิด’ คิดว่าให้ความยินยอม)

ล่าสุด นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศไทยไปอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak” ระบุว่า ในกรณีที่ “คุณ A” ได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ตัวเองถูกล่วงละเมิด ฯ โดยนักเคลื่อนไหวอาวุโสท่านหนึ่ง บัดนี้บางท่านก็คงจะทราบแล้วว่าคือคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและขอยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกกระทำ และแน่นอนว่าขอประณามผู้กระทำ (ก็คือคุณสมยศ) อย่างถึงที่สุด

ผมเคยติดคุกร่วมกับคุณสมยศและเคยนับถือคุณสมยศในฐานะผู้เสียสละเพื่อการต่อสู้มามาก แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนเมื่อไม่กี่วันนี้ รวมถึงสิ่งที่ได้เคยได้ยินและเคยได้เห็นมาบ้างก่อนหน้านี้ รวมถึงที่เกิดกับผมในช่วงเวลาที่ผมลำบากที่สุด ช่วงเวลาที่คุณสมยศเองควรเห็นใจผมที่สุด แต่ก็มาทำให้ผมได้ทุกข์ร้อนใจในครั้งนั้น ได้ทำลายความเคารพศรัทธาที่ผมมีต่อตัวบุคคลคนนี้จนพังพินาศทั้งหมด

อันที่จริง เรื่องความรุ่มร่ามของคุณสมยศก็เป็นที่กล่าวถึงมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าจะเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้ ประพฤติดังกล่าวไม่เพียงเป็นเรื่องโหดร้ายต่อผู้ถูกกระทำ แต่ยังเป็นการทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอัน ”เขียนด้วยมือ“ ด้วยเท้า” ของเราทุกคนถูก “ลบด้วยเท้า“ ของคุณสมยศเอง

ขบวนการเคลื่อนไหวในยุคสมัยนี้ไม่มีองค์กรที่ชัดเจนและเข้มแข็ง จึงยากที่จะบังคับใช้วินัยลงโทษผู้ประพฤติไม่ชอบในทางใดได้ แต่สิ่งที่เห็นว่าพอจะเป็นแนวทางได้นั้นคือการตระหนักและให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทางเพศให้เป็นบรรทัดฐานของสังคม รวมถุงในหมู่นักเคลื่อนไหวด้วยกันเอง นั่นคือ นักเคลื่อนไหวพึงตระหนักว่าเรื่องเพศไม่อาจแยกขาดกับเรื่องความเป็นธรรมได้ การที่เรื่องเพศเป็นเรื่องในที่ลับมิได้แปลว่าจะเป็นเรื่องที่ทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม

ในทางปฏิบัติ ผมหวังว่าอย่างน้อย ต่อไปนี้คงไม่มีใครในขบวนการเคลื่อนไหวคิดร่วมงานกับคุณสมยศอีก ส่วนเรื่องทางกฎหมายนั้น ผมไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร หากจะมีการดำเนินการใดก็ควรจะเป็นไปตามสมควร

แม้ในปัจจุบันผมจะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรได้มากนัก แต่ก็ขอยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกกระทำ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ดังที่ผู้ถูกกระทำก็ได้บอกเจตนาในการเล่าประสบการณ์ของตนไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นไปเพื่อที่จะไม่ต้องมีใครถูกกระทำเช่นนี้อีก

คุกคามทางเพศสมยศพฤกษาเกษมสุขอดีตนักโทษม.112เพนกวิน

นายกฯอนุทิน เตรียมบินน่าน พรุ่งนี้ ถกรับมือน้ำท่วมเหนือ ยันเยียวยาเต็มที่

22 สิงหาคม 2569 เวลา 20:48 น.

“นายกฯอนุทิน” เตรียมบินน่าน พรุ่งนี้ ถกรับมือน้ำท่วมเหนือ ยันเยียวยาเต็มที่ ชี้หากงบจังหวัดไม่พอ มีงบสำนักนายกฯ สำรองอยู่ มั่นใจทุกจังหวัด มีแผนเผชิญเหตุ รับมือหน้าน้ำ


วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วม พื้นที่ภาคเหนือและจะเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดน่านในวันพรุ่งนี้ว่า ตนได้ประสานกับนายยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา แต่ก็ทราบมาว่าทุกอย่าง คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เหลือในเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยา ก็จะเป็นไปตามระเบียบ ในในส่วนของผู้เสียชีวิตตนได้สั่งการ ให้ดำเนินการหางบประมาณช่วยเหลือครอบครัว มีอยู่ 2 ราย ก็จะดำเนินการให้เขาได้รับการเยียวยาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ส่วนงบจังหวัดเพียงพอหรือไม่ หรือต้องขอเพิ่มมามาที่รัฐบาล นายอนุทินระบุว่า หากไม่พอมีงบ ของสำนักนายกรัฐมนตรี และงบจากหน่วยงานต่าง ๆ

ส่วน ช่วงนี้ที่เป็นหน้าน้ำ จะบูรณาการรับมือในจังหวัดอื่นอย่างไร นายอนุทินเปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมแผนเผชิญเหตุไว้ในทุกจังหวัด และจะสังเกตได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตจังหวัดสุ่มเสี่ยงที่จะประสบภัย ก็มีความพร้อมในการประกาศสภาวะฉุกเฉิน และเข้าไปดำเนินการ คลี่คลาย สถานการณ์ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปที่จังหวัดน่าน แต่ไม่ได้จะเดินทางไปดูน้ำท่วม หน้างาน แต่จะไปรับฟัง สิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ว่ายังต้องการการสนับสนุน อะไรจากส่วนกลางบ้าง ซึ่งพูดถึงทั้งภาคเหนือ จะประชุมที่ศาลากลางจังหวัดน่าน ไม่ได้ลงพื้นที่ น้ำท่วม เพราะในพื้นที่ มีหน่วยปฏิบัติอยู่แล้ว เพื่อฟื้นฟูคืนพื้นที่ให้เร็วที่สุด

ส่วนปลายเดือนนี้ที่จะมีการประชุมครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา จากดูเรื่องการใช้งบประมาณน้ำท่วมหรือไม่ภายหลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ นายกรัฐมนตรีระบุว่า เราจะลงไปติดตามสถานการณ์ ครม.สัญจร ไม่ใช่แค่การลงพื้นที่เพื่อบรรเทาสาธารณภัยเพียงอย่างเดียว แต่จะลงไปในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ และพัฒนาระบบ สาธารณูปโภค เป็นเรื่องของภาพใหญ่ ทั้งเรื่องการเกษตร ความมั่นคง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกน้ำท่วมน้ำท่วมน่าน

ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายและความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ‘แก้วตา’ ฟาดปม ‘สมบัติ’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 20:26 น.

ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายผู้หญิง และความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ‘แก้วตา’ ฟาดปม ‘สมบัติ’

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณี ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” ได้ออกมาโพสต์เรื่องของตัวเองเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ซึ่งอ้างว่าเคยโดนเหตุการณ์แบบนี้คล้ายๆกัน กับ “คนดัง”ในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งได้โพสต์ข้อความให้ชวนคิดว่า “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?” (‘สาวกิจกรรม‘เปิดแชต สมบัติ เคลียร์ปมละเมิด โต้ไม่ได้ปลุกปล้ำในโรงแรม ฝ่ายหญิงขอบคุณให้บทเรียน อโหสิแต่ไม่ขอเจออีกแล้ว)

กรณีสมบัติ บุญงามอนงค์

ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายและความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

กรณีที่มีผู้หญิงออกมาเปิดเผยประสบการณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ในวันนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งแรกที่สังคมควรทำไม่ใช่การรีบตั้งศาลเตี้ยตัดสินใคร แต่คือ การไม่ทำให้เสียงของผู้ที่กล้าออกมาพูดถูกกลบหายไปอีกครั้ง
คุณสมบัติได้ชี้แจงว่าเคยมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องจริง แต่มีความทรงจำและคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์บางส่วนแตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับความยินยอม นี่จึงยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสังคมต้องพูดเรื่อง Consent อย่างจริงจัง ไม่ใช่ลดทอนให้เหลือเพียงคำถามว่า “เคยมีความสัมพันธ์กันหรือไม่”

ความยินยอมไม่ใช่การเดา ไม่ใช่ความเงียบ ไม่ใช่ความเกรงใจ และไม่ใช่สิ่งที่อนุมานเอาเองได้เพราะอีกฝ่ายเคารพ ศรัทธา ทำงานด้วย หรือยังพูดคุยกับเราในภายหลัง

อีกประเด็นที่ควรแยกออกมาพูดให้ชัด คือเรื่องความรับผิดชอบต่อคู่สมรส หากในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวคุณสมบัติมีภรรยาอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหลักฐานว่ามีหรือไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศ เพราะการนอกใจกับการละ
เมิด Consent เป็นคนละเรื่องกัน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีความสำคัญเลย

เมื่อบุคคลหนึ่งมีพันธะต่อคู่สมรสอยู่แล้ว ความรับผิดชอบต่อความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ย่อมเป็นหน้าที่ของบุคคลที่มีพันธะนั้นเอง เราไม่ควรพลิกกลับไปตั้งคำถามกับผู้หญิงว่า “รู้ไหมว่าเขามีภรรยา” แล้วโยนภาระทางศีลธรรมทั้งหมดไปให้เธอ

และในพื้นที่การเมือง ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อน เพราะระหว่างนักกิจกรรมอาวุโส บุคคลสาธารณะ ผู้มีชื่อเสียง กับคนหนุ่มสาวหรืออาสาสมัคร อาจมี ความไม่สมมาตรทางอำนาจ (power asymmetry) ซ่อนอยู่ แม้จะไม่มีตำแหน่งในองค์กรอย่างเป็นทางการก็ตาม

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงหลายวันนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็น “ดราม่าฝ่ายประชาธิปไตย” หรือการแข่งขันกันขุดเรื่องฉาวของใคร แต่ควรมองว่าเป็นปรากฏการณ์แบบ #MeToo — เมื่อคนหนึ่งกล้าพูด เสียงของคนหนึ่งอาจทำให้อีกคนรู้ว่า ประสบการณ์ที่ตนเคยเก็บเงียบไว้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตนเพียงลำพัง

และนั่นคือพลังสำคัญของการที่ผู้ถูกกระทำ empower ซึ่งกันและกัน

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความยุติธรรมในพื้นที่สาธารณะ ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้เราหลีกเลี่ยงการตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองในพื้นที่ส่วนตัวได้

เราไม่ควรมีมาตรฐานสิทธิมนุษยชนชุดหนึ่งไว้ใช้ต่อสู้กับรัฐ แล้วมีอีกมาตรฐานหนึ่งไว้ใช้กับผู้หญิงที่อยู่ข้างเรา

และคำว่า “พวกเดียวกัน” ต้องไม่สำคัญกว่าคำว่า Consent

ดิฉันขอส่งกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนที่กำลังรวบรวมความกล้าเพื่อเล่าประสบการณ์ของตน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อวาน 5 ปี หรือ 20 ปีก่อน การที่คนคนหนึ่งใช้เวลานานกว่าจะสามารถพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้ทำให้เสียงของเขามีคุณค่าน้อยลง

ฟังเขาให้จบก่อน

อย่ารีบถามว่า “ทำไมเพิ่งพูด”

แต่ลองถามสังคมกลับว่า

“ที่ผ่านมา เราเคยสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยพอให้เขาพูดหรือยัง?”

การเมืองคุกคามทางเพศสมบัติ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชุดใหม่

22 สิงหาคม 2569 เวลา 20:01 น.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชุดใหม่

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง “แต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ”

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสวนสาธารณะ ในลักษณะสวนป่าที่มีความเป็นธรรมชาติ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในพุทธศักราช 2535

สำหรับใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และเป็นสถานที่รวบรวมอนรักษ์พันธ์ไม้ให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์ ตลอดจนส่งเสริมวิชาการในการศึกษาวิจัยด้านพฤกษศาสตร์และปลูกฝังทัศนคติในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ให้เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของธรรมชาติแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป จึงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่สืบสานและสนับสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ให้เจริญก้าวหน้า มีความมั่นคง เป็นประโยชน์แก่ประชาชนสืบไป

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 9 แห่งข้อบังคับมูลนิธิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ ชุดใหม่ ดังต่อไปนี้

องค์ประธานที่ปรึกษา

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

คณะกรรมการมูลนิธิ

1.พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานกรรมการ

2. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการ

3. พันโท สมชาย กาญจนมณี รองประธานกรรมการ

4. พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต กรรมการ

5. พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง กรรมการ

6. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการ

7. ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการ

8. อธิบดีกรมป่าไม้ กรรมการ

9. อธิบตีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรรมการ

10. คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ กรรมการ

11. นายไพศาล ล้อมทอง กรรมการ

12. นายพิธาน เหี้ยมโท้ กรรมการ

13. ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต กรรมการ

14. นายมนตรี แสนชมภู กรรมการ

15. นายวีระชัย ณ นคร กรรมการ

16. พลอากาศตรี จักรพงษ์ หอมไกรลาศ กรรมการและเหรัญญิญญิก

17. นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิก

18. ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ กรรมการและเลขาธิการ

19. คุณหญิงปราณี วรรธนะกุล กรรมการและรองเลขาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประยุทธ์ จันทร์โอชาราชกิจจานุเบกษาสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ผอ.JIC เมินแถลงการณ์ กัมพูชา ชี้เส้นเขตแดน พิสูจน์ที่หลักฐาน ไม่ใช่คำกล่าวอ้าง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 19:50 น.

“ผอ.JIC” เมินแถลงการณ์ กัมพูชา ลุย สร้างถนนชายแดน รักษาความปลอดภัยกำลังพล-ประชาชน สวนกลับ ข้อกล่าวหา ไม่ใช่ ข้อเท็จจริง เส้นเขตแดน ข้อพิพาทต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) ให้สัมภาษณ์กรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่า แผ้วถางพื้นที่ สร้างถนน และจัดทำที่มั่นทางทหาร อันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา โดยยืนยันว่า ไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และขอให้แยก “ข้อกล่าวหา” ออกจาก “ข้อเท็จจริง”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า จุดยืนของประเทศไทยมีความชัดเจนมาโดยตลอดว่า ไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน ป้องกันภัยคุกคาม และดูแลความมั่นคงในพื้นที่ภายใต้การควบคุมและความรับผิดชอบของฝ่ายไทย โดยคำนึงถึงข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

“สิ่งสำคัญคือ มาตรการด้านความปลอดภัยไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดน และไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของกระบวนการจัดทำหลักเขตแดนที่ทั้งสองประเทศมีกลไกตกลงกันอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าหากกัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของกัมพูชา ไทยจะตอบอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ใครจะกล่าวอ้างอะไรก็สามารถกล่าวได้ แต่ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ หากมีความเห็นต่างว่าแนวเขตอยู่ตรงไหน หรือกิจกรรมใดเกิดขึ้นในพื้นที่ใด วิธีที่ถูกต้องคือ นำแผนที่ หลักฐาน และข้อเท็จจริงเข้าสู่กลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน
เรามีทั้งคือคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) อยู่แล้ว ก็ควรใช้กลไกเหล่านี้พิสูจน์ข้อเท็จจริงและหาทางออก

“ผมขอย้ำประโยคหนึ่งว่า เส้นเขตแดนไม่ควรถูกเปลี่ยนด้วยกำลัง และเส้นเขตแดนก็ไม่สามารถถูกกำหนดขึ้นใหม่ด้วยแถลงการณ์ ข่าว หรือโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน”

เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่าการกระทำของไทยขัดต่อข้อตกลงหยุดยิง ไทยกำลังละเมิดข้อตกลงหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นต่อถ้อยแถลงร่วมของการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และแนวทางลดความตึงเครียดอย่างเคร่งครัด แต่ต้องเข้าใจว่าข้อตกลงเป็นพันธกรณีของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หากมีข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในพื้นที่ สิ่งที่ควรทำคือใช้กลไกประสานงานที่มีอยู่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ไม่ควรรีบตัดสินกันผ่านไมโครโฟนหรือแถลงการณ์ เพราะยิ่งกล่าวหากันมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความตึงเครียด แต่ไม่ได้ทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้น

เมื่อถามว่า มองว่ากัมพูชากำลังใช้สงครามข้อมูลข่าวสารหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ตนไม่อยากติดป้ายให้ฝ่ายใด แต่หลักการของ JIC คือ เมื่อมีข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เราจะตรวจสอบและชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง

สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าให้ความเห็นหรือข้อกล่าวหาถูกนำเสนอซ้ำจนสังคมเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น แนวทางของเราคือ “ข้อกล่าวหา ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อพิพาท ต้องตอบด้วยหลักฐาน และความเห็นต่าง ต้องแก้ด้วยกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ”

เมื่อถามว่ากัมพูชาระบุว่าต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ไทยเห็นด้วยหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง และประเทศไทยก็ยืนยันหลักการนี้มาตลอด แต่คำว่า สันติวิธีต้องเกิดขึ้นทั้งในพื้นที่และในพื้นที่ข้อมูลข่าวสารด้วย เราควรลดถ้อยคำที่ยั่วยุ ลดการกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ และนำข้อเท็จจริงกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกทวิภาคี

สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการเห็น ไม่ใช่ว่าใครออกแถลงการณ์ได้เร็วกว่า หรือกล่าวหาได้แรงกว่า แต่คือใครมีข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ใครมีความอดกลั้น และใครจริงใจต่อการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

เมื่อถามอีกว่า หากกัมพูชายังคงออกแถลงการณ์ในลักษณะนี้ ไทยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยจะไม่แข่งขันกันด้วยถ้อยคำ หน้าที่ของเราคือรักษาความปลอดภัย รักษาอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไทย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้สถานการณ์บานปลายโดยไม่จำเป็น

“หลักของเรายังเหมือนเดิม คือ ไม่ยั่วยุ-ไม่ประมาท-ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่พร้อมรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ และหลักสากล”

เมื่อถามว่าพื้นที่ที่กัมพูชากล่าวถึงเป็นของไทยหรือกัมพูชากันแน่ ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องเขตแดนไม่ควรตัดสินกันด้วยคำพูดของตนหรือคำพูดของฝ่ายกัมพูชา แต่ต้องตัดสินด้วยหลักฐาน แผนที่ ข้อตกลง และกระบวนการที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน นี่คือเหตุผลที่เรามีกลไก JBC

“ถ้าเราเชื่อในสันติวิธี ก็ต้องเชื่อในกระบวนการ ไม่ใช่ประกาศคำตอบฝ่ายเดียวแล้วเรียกร้องให้อีกฝ่ายยอมรับ”

ส่วนไทยจะหยุดสร้างถนนหรือที่มั่นตามที่กัมพูชาเรียกร้องหรือไม่นั้น ผอ.JIC กล่าวว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง สถานการณ์ด้านความมั่นคง ข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง และความปลอดภัยของกำลังพลกับประชาชน

เราไม่ควรนำข้อเรียกร้องฝ่ายเดียวมาใช้แทนกระบวนการที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน หากมีข้อสงสัยว่าเรื่องใดกระทบต่อข้อตกลง ก็ควรนำเข้าสู่กลไกที่มีอยู่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

“ขอย้ำจุดยืนของฝ่ายไทยว่า ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง แถลงการณ์ไม่ใช่เส้นเขตแดน ข้อพิพาทต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและกลไกที่ตกลงร่วมกัน ประเทศไทยไม่ต้องการความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการให้ประชาชนทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่ความสงบที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง การเคารพข้อตกลงซึ่งกันและกัน และการเคารพอธิปไตยอย่างเท่าเทียม”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยพร้อมพูดคุย พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมใช้สันติวิธี แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มที่

ชายแดนไทยกัมพูชาไทยกัมพูชา