รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น  ลุ้นลดอีก2บ.  ประชุมกบง.21เม.ย.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย.

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย. ‘เอกนัฏ’เชื่อมั่นยังทุบได้ รัชดายันอนุทินไม่เกรงใจ ไล่ฟาดแก๊งกักตุนน้ำมัน เร่งคดี70ล้านลิตรล่องหน

รมว.พลังงาน นัดถกกบง.เคาะทุบค่าการกลั่นรอบสอง 21 เมษายนนี้ มั่นใจยังทำได้ มีลุ้นดีเซลลดลงอีกลิตรละ 2 บาท ด้านโฆษกรัฐบาล ยืนยันนายกฯอนุทิน ไม่เกรงใจแก๊งกักตุนน้ำมันเก็งกำไร สั่งไล่ฟาด เร่งคดี 70 ล้านลิตรล่องหนกลางทะเล

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล.ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ AIS (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ

ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน

รัฐบาลย้ำชัด“ไม่ปล่อยผ่าน-ไม่เกรงใจ-ไม่ละเว้น” เดินหน้าคุมเข้มกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสายด่วน ศรชล. 1465ตลอด24ชั่วโมง

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุถึงความคืบหน้ามาตรการดูแลราคาน้ำมันในประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการเร่งดำเนินการปรับลดค่าการกลั่นระลอกที่ 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังจากที่ระลอกแรกในช่วงเดือนมีนาคมสามารถลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงเพื่อกำหนดค่าการกลั่นรอบใหม่ เนื่องจากพบว่าในช่วงวันที่ 1-15 เมษายนที่ผ่านมา ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 15 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคมที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 7 บาทกว่า ถือเป็นระดับที่ผิดปกติมาก

โดยเตรียมนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อหารือพิจารณาต้นทุนใหม่อีกครั้ง ภายในวันที่ 21 เม.ย.นี้  (มีผล 23 เม.ย.) ซึ่งจะพิจารณาหักลบต้นทุนส่วนเพิ่มต่างๆ เช่น ค่าความเสี่ยงสงคราม (War Premium) ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ตามความเป็นจริง เพื่อกำหนดค่าการกลั่นใหม่โดยใช้ฐานข้อมูลของวันที่ 1-15 เมษายน คาดการณ์ว่าจะสามารถปรับลดค่าการกลั่นลงมาได้มากกว่า 2 บาทต่อลิตร

สำหรับประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงถึง 20% แต่ราคาหน้าปั๊มในประเทศกลับลดลงเพียงเล็กน้อยนั้น เกี่ยวข้องกับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง กองทุนฯ ได้เข้ามาพยุงราคาจนปัจจุบันมีภาระหนี้สะสมเกินกว่า 60,000 ล้านบาท

แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะดีขึ้นโดยมีภาระจ่ายออกลดลงเหลือวันละ 100 ล้านบาท จากเดิมวันละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการราคาหน้าปั๊มยังคงต้องทำแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ

ชงรื้อใหญ่ภาษี กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า แวตยันแม่ค้าออนไลน์

ชงรื้อใหญ่ภาษี  กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า  แวตยันแม่ค้าออนไลน์

ชงรื้อใหญ่ภาษี กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า แวตยันแม่ค้าออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภาจัดหนัก เสนอแนวทางแก้ปัญหาหนี้สาธารณะทะลุเพดานจากฝีมือการผลาญของนักการเมือง ชงใหญ่ปรับรื้อโครงสร้างภาษีทั้งเพิ่ม VAT- ป้ายอวยพรของนักการเมืองต้องโดนด้วย  รวมถึงขายหวยต้องมีใบเสร็จ-เก็บภาษีซื้อขายทองคำทุกระบบ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้ ขณะที่ พท.นัดประชุมใหญ่ 24 เม.ย. ปรับกก.บห.ดันลูกสาวสมศักดิ์-จิราพร นั่งรองหัวหน้า

เมื่อวันที่ 19เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มีนายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จและได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย. นี้ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

วุฒิฯชงแก้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน

สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย อีกทั้ง 10ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกิดกว่าสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบกายยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570-2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้นดังนั้นควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ปรับรื้อโครงสร้างภาษีทั้งระบบ

กมธ.มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ 1.ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง

2.จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องโดน20%

“ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกบการไทย 20% เช่น ติ๊กต๊อก อี-เบย์ อาลีบาบา ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขึ้นต่ำ 15% ภายในปี2570” รายงานของกมธ. ระบุ

เพิ่มVAT-ภาษีหวย-ทองคำทุกระบบ

3.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทยจัดเก็บ VAT กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบโดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ ไม่เกิน 1.8ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขาย ทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์มและ paper gold เป็นต้น

ภาษีป้ายอวยพรนักการเมืองด้วย

4.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับบสนุนให้ออก ร่างพ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลเพื่อเป็นเครื่องมือต่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำสินค้าออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ

5.ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริภาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท.หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

พท.นัดประชุมใหญ่จัดทัพใหม่

ทางด้านความเคลื่อนไหวการเมืองที่น่าสนใจ มีรายงานว่า ในวันที่ 24 เมษายนนี้ พรรคเพื่อไทย จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย โดยวาระการประชุมที่สำคัญ คือการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่ โดยจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพียงบางส่วนเนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีกรรมการบริหารพรรคบางคนลาออก

ทั้งนี้ ตำแหน่งสำคัญ ทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและโฆษกพรรค จะไม่มีการปรับเปลี่ยนส่วนรองหัวหน้าพรรค จะปรับคนที่ไปดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารออก เช่น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย ที่เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2ส่วนรองหัวหน้าพรรคที่กำกับดูแลภาคเหนือตอนบน ยังเป็นนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ เหมือนเดิม

ดันลูกสมศักดิ์-จิราพรนั่งรองหน.

ขณะที่รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคเหนือตอนล่าง เป็น น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคกลาง เป็นนายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว

สำหรับรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนบน เป็นนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม ด้านรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคอีสานตอนกลาง เป็น น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ

ก่อแก้วคุมใต้-ธีรรัตน์ดูกทม.

ขณะที่รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยังเป็นนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เช่นเดิม และรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลพื้นที่ กทม. คือ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย

ด้านตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคคาดว่ามีการปรับเปลี่ยนให้ นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย ทำหน้าที่แทน น.ส.ปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงรายที่ไปเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เม.ย. แกนนำพรรคเพื่อไทยจะประชุมใหญ่อีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปและเคาะตำแหน่งให้ลงตัว

เสื้อแดงให้กำลังใจทักษิณหน้าคุก

วันเดียวกันที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มวลชนคนเสื้อแดงได้จัดกิจกรรม เพื่อให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร นำโดย กลุ่มเพื่อชาติประชาธิปไตยและคนที่เรารักศรัทธา (พปศ.)และมีคนเสื้อแดงจากหลายจังหวัดมาร่วมงาน เช่น เสื้อแดงลำพูน เสื้อแดงเชียงราย เสื้อแดงลำปาง เสื้อแดงชลบุรี เสื้อแดงอ่างทอง โดยมีการทำอาหารร่วมกิจกรรมกว่า 500 ชุด

ระหว่างกิจกรรมได้มีแกนนำสลับหมุนเวียนกันปราศรัย แต่ที่พิเศษกว่าทุกวันเนื่องจาก นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้นำสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 100 ชุด มาแจกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งการแจกสลากฯจะจัดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง เพื่อรอรับนายทักษิณ ออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคม

ก่อแก้วแจกสลาก100ชุดลุ้นโชค

นายก่อแก้ว กล่าวว่า แนวคิดการแจกสลากฯ มาจากความต้องการสร้างความหวังให้ประชาชน เช่นเดียวกับที่นายทักษิณเคยผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน แม้ตนจะไม่สามารถทำในระดับเดียวกันได้ แต่หวังให้ผู้ได้รับสลากมีโอกาสลุ้นโชคและมีกำลังใจในช่วงเศรษฐกิจยากลำบาก

“ผมได้เตรียมสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 100 ชุด แจกให้ผู้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ ชุดละ 2 ใบ หากมีผู้มาร่วมมากกว่าที่เตรียมไว้ก็พร้อมแจกเพิ่มเติม และจะดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องตลอด 4 สัปดาห์ จนกว่านายทักษิณจะได้รับการพักโทษ” นายก่อแก้ว กล่าว

เสียงยังแตกเรื่องทักษิณวางมือ

เมื่อถามถึงคนเสื้อแดงบางส่วนที่อยากให้นายทักษิณพักจากการเมือง นายก่อแก้ว กล่าวว่า เข้าใจความรู้สึกดังกล่าว เพราะหลายคนมองว่านายทักษิณเสียสละมามากและควรได้ใช้เวลากับครอบครัว ขณะที่อีกส่วนยังอยากให้ช่วยเสนอแนะและให้คำปรึกษาเพื่อประโยชน์ของประเทศ แม้ไม่ต้องมีบทบาททางการเมืองโดยตรง

เมื่อถามถึงวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งถูกมองว่าเป็นวันที่ผู้สนับสนุนเฝ้ารอ นายก่อแก้ว กล่าวว่า เป็นวันที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการเห็น นายทักษิณ ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวและสังคมไทยอีกครั้ง พร้อมเชื่อว่าจะมีผู้สนับสนุนเดินทางมาต้อนรับเป็นจำนวนมาก

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.24 น.

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เมื่อวันที่ 19 เม.  ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า วันที่ 24 เม.ย.นี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30-14.30 น. ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ คือการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพียงบางส่วน เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีกรรมการบริหารพรรคบางคนลาออก 
เบื้องต้นตำแหน่งที่สำคัญ ทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและโฆษกพรรคเพื่อไทย จะไม่มีการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ 

ส่วนตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีการปรับคนที่ไปดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารออก เช่น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ที่เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ส่วนรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกำกับดูแลภาคเหนือตอนบนยังเป็นนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคเหนือตอนล่าง เป็น น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคกลาง เป็นนายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย 

ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนบนเป็นนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคอีสานตอนกลาง เป็น น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ด้านรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยังเป็นนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยเช่นเดิม และรองหัวหน้าพรรคที่กำกับดูแลพื้นที่ กทม. คือ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย 

ด้านตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย คาดว่ามีการปรับเปลี่ยนให้นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่แทน น.ส.ปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ที่ไปเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เม.ย. แกนนำพรรคเพื่อไทยจะประชุมใหญ่อีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปและเคาะตำแหน่งให้ลงตัว 

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.08 น.

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ทันทีที่แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงประเด็นโรงเรียนปอเนาะ กระแสวิจารณ์ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนขยายไปสู่ข้อเรียกร้องให้ขอโทษ และบางส่วนเดินหน้าเรียกร้องให้มีการโยกย้ายตำแหน่ง ราวกับปัญหาชายแดนใต้ทั้งหมดจะคลี่คลายได้ด้วยการเปลี่ยนตัวบุคคลเพียงคนเดียว

ภาพเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกครั้งที่เกิดประเด็นเกี่ยวกับฝ่ายความมั่นคง มักจะมี “สื่อมวลชนบางราย“ , ”สส.บางคน” และ “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” บางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้สัมภาษณ์ การโพสต์ข้อความ และการขยายกระแสไปในทิศทางเดียวกัน จนทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า นี่คือการตรวจสอบตามปกติ หรือกำลังใช้ไฟใต้เป็นสนามทางการเมือง

ต้องยอมรับว่า “ปอเนาะ” เป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามที่มีความสำคัญต่อชุมชนมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ ทำหน้าที่ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม และการอบรมเยาวชนมาอย่างยาวนาน การกล่าวถึงแบบกว้างเกินไปย่อมกระทบความรู้สึกของคนในพื้นที่ และการออกมาชี้แจงหรือขอโทษย่อมเป็นเรื่องเหมาะสม

แต่การให้เกียรติ “ปอเนาะ” ไม่ได้หมายความว่ารัฐหมดสิทธิทำงานด้านความมั่นคง หากมีข้อมูลข่าวกรองหรือข้อสงสัยเป็นรายกรณี เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ตรวจสอบตามกฎหมาย บนฐานพยานหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกเรื่องกลายเป็นเขตห้ามแตะเพราะแรงกดดันทางสังคม

สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากคาใจ คือทุกครั้งที่รัฐถูกโจมตี กระแสจะดังและรวดเร็วมาก ขณะที่ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ถูกซุ่มยิง ถูกวางระเบิด หรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ความสนใจกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ความสูญเสียเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่องมานาน

เจ้าหน้าที่หนึ่งนายที่ล้มลง ไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียบุคคลหนึ่งคน แต่หมายถึงครอบครัวหนึ่งครอบครัวที่ต้องเปลี่ยนชีวิตไปพร้อมกัน ภรรยาที่ต้องรับภาระต่อ ลูกที่เติบโตโดยไม่มีพ่อ หรือพ่อแม่ที่รอคนกลับบ้านแล้วไม่มีวันได้พบอีก

คนที่บาดเจ็บจนพิการต้องใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ไปตลอด ขณะที่ครอบครัวต้องรับภาระทั้งค่าใช้จ่าย การดูแล และความไม่มั่นคงในอนาคต เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในชายแดนใต้ แต่ไม่ค่อยได้รับพื้นที่ในระดับเดียวกับประเด็นทางการเมืองที่เกิดขึ้นรายวัน

เมื่อภาพเช่นนี้เกิดซ้ำ ความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเขามองว่า “เจ้าหน้าที่ภาคสนาม” ถูกคาดหวังให้เสียสละ แต่เมื่อสูญเสียกลับถูกพูดถึงเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วเงียบหายไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อ “สื่อมวลชนบางราย” “ส.ส.บางคน” หรือ “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” บางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวเฉพาะเวลารัฐถูกวิจารณ์ แต่ไม่แสดงท่าทีในระดับเดียวกันเมื่อเจ้าหน้าที่ถูกโจมตี ย่อมถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามดังกล่าวไม่ใช่การปิดปากใคร หากเป็นการตรวจสอบกลับต่อผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม เพราะเมื่อบุคคลใดมีสิทธิวิจารณ์รัฐ บุคคลนั้นก็ต้องยอมรับสิทธิของประชาชนที่จะวิจารณ์ตนเองเช่นกัน

ปัญหาคือเมื่อถูกวิจารณ์ หลายครั้งกลับมีการหยิบคำว่า “ไอโอ” มาใช้ทันที ราวกับประชาชนจะไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง และทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วยต้องถูกจัดวางมาจากที่ใดที่หนึ่งเสมอ

คำว่า “ไอโอ” เดิมทีหมายถึงปฏิบัติการข่าวสารหรือการชี้นำทางข้อมูล แต่เมื่อถูกใช้พร่ำเพรื่อกับทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วย ความหมายของคำนี้ก็เริ่มเลือนลง และกลายเป็นเพียงป้ายสำหรับใช้ตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

หากประชาชนโพสต์แสดงความเห็นในพื้นที่ของตนเอง แสดงความคิดเห็นในเพจสาธารณะ หรือเข้าไปวิจารณ์ในเพจของนักการเมืองบางคนและ “สื่อมวลชนบางราย” แล้วถูกเหมารวมว่าเป็น “ไอโอ” ทั้งหมด นั่นไม่ใช่การอธิบายข้อเท็จจริง แต่เป็นการหลีกเลี่ยงคำถามที่สังคมกำลังตั้งอยู่

ความจริงอาจเรียบง่ายกว่านั้นมาก คนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจพฤติกรรมบางอย่างจริง ไม่พอใจการเลือกพูดเฉพาะวันที่โจมตีรัฐได้ ไม่พอใจการเงียบเมื่อเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ และไม่พอใจการเร่งกระแสปลด ย้าย หรือลงโทษบุคคลตามแรงกดดันรายวัน

สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีใครสั่ง เพราะเป็นปฏิกิริยาปกติของประชาชนที่ติดตามข่าวสารและตัดสินใจด้วยตัวเอง การนำทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วยไปใส่ป้ายว่าเป็น จึงยิ่งทำให้ข้อสงสัยเดิมหนักขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐเองก็ต้องยอมรับความจริงอีกด้านว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่อาจแก้ด้วยกำลังอย่างเดียว เครือข่ายผู้ก่อเหตุมีการปรับตัว ใช้ช่องโหว่ของระบบ และเคลื่อนไหวอย่างซับซ้อนกว่าภาพที่คนภายนอกเห็น

หากหน่วยงานยังทำงานแยกส่วน ข้อมูลไม่ถึงกัน ข่าวกรองไม่แม่น หรือกระบวนการสอบสวนไม่ทันเกม สถานการณ์ก็ย่อมยืดเยื้อต่อไป การตรวจสอบงานความมั่นคงจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์หรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ส่วนกรณี “คำขอโทษ” ต้องแยกให้ออกระหว่างการลดแรงปะทะ กับการตีความว่ารัฐผิดทุกเรื่อง ผู้มีตำแหน่งสูงเมื่อพูดแล้วเกิดความไม่พอใจ การขอโทษเป็นเรื่องเหมาะสม เพราะช่วยลดความตึงเครียดและรักษาบรรยากาศในพื้นที่

แต่ “คำขอโทษ” ไม่ควรถูกใช้เป็นใบเสร็จทางการเมือง เพื่อนำไปขยายผลกดดันให้ปลด ย้าย หรือทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ทั้งระบบ เพราะ “เจ้าหน้าที่ภาคสนาม” จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้พูด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแถลงข่าว และไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย

คนที่รับภาระยังเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดิม คนที่ออกเวรกลางคืนยังต้องออกเวร คนที่ตรวจเส้นทางเสี่ยงยังต้องลงพื้นที่ และคนที่เข้าเก็บหลักฐานหลังเหตุระเบิดก็ยังเป็นคนเดิม ไม่ว่ากระแสรายวันจะเปลี่ยนไปกี่รอบก็ตาม

หากสังคมยังใช้ทุกเหตุการณ์ในชายแดนใต้เป็นเครื่องมือปะทะกันรายวัน ปัญหาก็จะไม่เดินหน้าไปไหน รัฐต้องพูดด้วยข้อมูลและระวังคำพูด 

“สื่อมวลชนบางราย” ต้องทบทวนบทบาท “สส.บางคน” ต้องไม่ใช้ไฟใต้หาเสียงหรือหาคะแนน “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย และผู้เห็นต่างต้องไม่ถูกปิดปากด้วยข้อกล่าวหาง่าย ๆ

ขณะเดียวกัน “เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน” ต้องไม่ถูกลืม เพราะคนที่ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่คนเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่ยืนประจำจุดตรวจทุกคืน ไม่ใช่คนเดียวกับผู้ที่ออกลาดตระเวนเส้นทางเสี่ยง และไม่ใช่คนเดียวกับครอบครัวที่ต้องรับผลของความสูญเสียไปตลอดชีวิต.

โรม จ่อขอ นายกฯ ตอบกระทู้แยกเฉพาะปม กองทัพว้า ตั้งฐานทัพล้ำไทย ห่วงยาเสพติดลามทะลัก

โรม จ่อขอ นายกฯ ตอบกระทู้แยกเฉพาะปม กองทัพว้า ตั้งฐานทัพล้ำไทย ห่วงยาเสพติดลามทะลัก

โรม จ่อขอ นายกฯ ตอบกระทู้แยกเฉพาะปม กองทัพว้า ตั้งฐานทัพล้ำไทย ห่วงยาเสพติดลามทะลัก

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.53 น.

ประชุมสภาฯ สัปดาห์นี้ ฝ่ายค้าน ประเดิมตั้งกระทู้บี้ถาม รัฐบาล ด้าน โรม ขอ นายกฯ ตอบกระทู้แยกเฉพาะปม กองทัพว้า ตั้งฐานทัพล้ำดินแดนไทย ห่วงยาเสพติดลามทะลัก

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 22 – 23 เม.ย.นี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทยราษฎร ได้นัดประชุม พร้อมกับกำหนดวาระพิจารณาในประเด็นต่างๆ ทั้งนี้ต้องจับตาการประชุมในวันที่ 23 เม.ย. ซึ่งเป็นการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา กระทู้ถามทั่วไป และกระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการประชุมสภาฯ ชุดที่ 27  ปีที่หนึ่ง สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ที่จะมีการตั้งกระทู้เพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกระทู้ถามสดนั้น จะเป็นการจัดลำดับที่ให้ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านและสส.รัฐบาลได้ตั้งคำถามต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะพิจารณากันในช่วงวันที่  21 เม.ย. ขณะที่กระทู้ถามทั่วไป จำนวน 3 กระทู้ มีการตั้งถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี 1 กระทู้ คือ ปะเด็นการสร้างโรงพยาบาลในเขตบางพลัดติดขัดเนื่องจากระเบียบของสำนักงานพระพุทธศาสตนาแห่งชาติ ถามโดยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน และถามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จำนวน 2 กระทู้  คือ การขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ตั้งถามโดย นายพลากร พิมพะนิตย์ สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย และ กระทู้เรื่องสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีและความเสี่ยงจากการนำเข้าปุ๋ยยูเรียของประเทศไทย ถามโดย น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย 

ส่วนกระทู้ถามแยกเฉพาะ มีทั้งหมด 6 กระทู้ โดยมีกระทู้ที่น่าสนใจ คือ กระทู้เรื่องการดำเนินการให้กองทัพสหรัฐว้าถอนกำลังจากดินแดนของประเทศไทย ถามโดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามนายกฯ 

ขณะที่ประเด็นกระทู้ถามแยกเฉพาะของนายรังสิมันต์นั้น มีประเด็นจากกรณีที่ในพื้นที่ดอยหลวง และดอยหัวม้า อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พบทหารกองทัพสหรัฐว้า เสริมกำลังเพิ่มเติมและขยายการตั้งฐานปฏิบัติการรุกล้ำถึง  250 เมตร โดยกองทัพภาคที่3 ดำเนินการตามขั้นตอนทุกระดับแล้วไม่เป็นผล และที่ผ่านมาทราบดีว่าชาวว้ามีรายได้หลักจากการผลิตยาเสพติด โดยมีข้อมูลฐานการผลิตยาเสพติดเป็นระบบ ทั้งเขตว้าเหนือและว้าใต้ การรุกล้ำดินแดนไทยจึงเป็นเรื่องน่ากังวลและอาจนำมาซึ่งปัญหายาเสพิดที่รุนแรง 

พร้อมกับตั้งคำถาม ว่า รัฐบาลจะดำเนินการให้กองทัพสหรัฐว้าถอนกำลังจากดินแดนไทยได้อย่างไร และหากกองทัพสหรัฐว้าไม่ถอนกำลังจากพื้นที่จะมีแผนงานเพื่อให้เกิดการสำรวจและปักปันเขตแดนที่ชัดเจนในพื้นที่อย่างไร รวมถึงถามแผนงานป้องกันการกลักลอบขนยาเสพติดบริเวณชายแดนที่เป็นฐานการรรผลิตยาเสพติดของกองทัพสหรัฐว้าเข้าประเทศไทยอย่างไร

สำหรับการตอบกระทู้ของสภาฯ นั้น ตามข้อบังคับแล้ว นายกฯ ที่ถูกตั้งคำถามสามารถขอเลื่อนการชี้แจง หรือ ไม่มาตอบ หรือ สามารถมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงแทนได้

นิพิฏฐ์ ชม ไอซ์ ประชด ปชป. หลังเงียบกริบปม ป.ป.ช. แอบยกคำร้อง ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

นิพิฏฐ์ ชม ไอซ์ ประชด ปชป. หลังเงียบกริบปม ป.ป.ช. แอบยกคำร้อง ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

นิพิฏฐ์ ชม ไอซ์ ประชด ปชป. หลังเงียบกริบปม ป.ป.ช. แอบยกคำร้อง ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

นิพิฏฐ์ ชม ไอซ์ รักชนก กล้าวิจารณ์ ป.ป.ช. แอบยกคำร้อง ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น แซะ เคยเป็นหน้าที่ ปชป. แต่ยังเงียบกริบ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้แชร์โพสต์ข่าวที่มีเนื้อหา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีมติยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้นายศักดิ์สยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี พร้อมระบุเนื้อหาว่า “เรื่องแบบนี้ เมื่อก่อนเป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะวิเคราะห์ว่า กระบวนการทั้งหลายของบ้านเมือง เดินไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่ ผมรอฟังความเห็นพรรคปชป.(ฝ่ายค้าน)อยู่ แต่ไม่ได้ยิน

-วันนี้ ต้องชื่นชมส.ส.ไอซ์ พรรรประชาชน ที่ออกมาแสดงความเห็น

-ผมเห็นด้วยกับความเห็นของท่านส.ส. 80 % แต่อีก 20 % ท่านส.ส. ใช้ความรู้สึกที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผล มาแสดงความเห็น”

ปรับรื้อโครงสร้างภาษี! กมธ.เศรษฐกิจ จ่อชงเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้

ปรับรื้อโครงสร้างภาษี! กมธ.เศรษฐกิจ จ่อชงเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้

ปรับรื้อโครงสร้างภาษี! กมธ.เศรษฐกิจ จ่อชงเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.13 น.

แก้ปัญหาหนี้สาธารณะทะลุเพดาน! “กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภา”ชงใหญ่ ปรับรื้อโครงสร้างภาษี เพิ่ม VAT – เก็บภาษีป้ายอวยพรของนักการเมือง-ขายหวยต้องมีใบเสร็จ-เก็บภาษีซื้อ-ขายทองคำทุกระบบ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้

19 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มี นายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จ และได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย.นี้ ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย อีกทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกิดกว่าสัดส่วนการขาดดุลงงบประมาณตามกรอบกายยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570 – 2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ควรรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

กมธ.มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ 1.ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็ฐภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง

2.จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5 แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

“ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกบการไทย 20% เช่น ติ๊กต๊อก อี-เบย์ อาลีบาบา ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขึ้นต่ำ 15% ภายในปี 2570” รายงานของ กมธ.ระบุ

3.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บบจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทย จัดเก็บ VAT กิจการธุรรกิจอย่างเต็มระบบ โดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ – ขาย ทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์ม และ paper gold เป็นต้น

4.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับสนุนให้ออกร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์ เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลเพื่อเป็นเครื่องมือต่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำสินค้าออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ

5.ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริภาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท.หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

ยกเครื่ององค์กรอิสระ! วุฒิสภา ชงสูตร 6 ข้อ ติง PDPA ตัวถ่วงสืบสวน

ยกเครื่ององค์กรอิสระ! วุฒิสภา ชงสูตร 6 ข้อ ติง PDPA ตัวถ่วงสืบสวน

ยกเครื่ององค์กรอิสระ! วุฒิสภา ชงสูตร 6 ข้อ ติง PDPA ตัวถ่วงสืบสวน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.06 น.

“วุฒิสภา”เตรียมถกรับทราบรายงานยกเครื่อง”องค์กรอิสระ” ร่วมกัน”ปราบโกง” แนะลดข้อจำกัดกฎหมาย ติง กม.PDPA เป็นอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล-การสืบสวน

19 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นัดประชุม สว.วันที่ 20 เม.ย.นี้ มีวาระพิจารณาเรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม เพื่อรับทราบรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการบูรณาการความร่วมมือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มี พล.ต.อ.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.เป็นประธาน กมธ.

โดยรายงานฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญ ระบุว่า การทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาปะเทศทุกมิติ รวมถึงการบิดเบือนกลไกตลาดที่นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในสังคม บ่อนทำลายคุณธรรม จริยธรรม ทำลายความเชื่อถือของประชาชนต่อระบบราชการ และกระบวนการยุติธรรม และด้านการเมืองทำให้การบริหาราชการแผ่นดินขาดธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและความผาสุกของประชาชน จำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วน

“แม้องค์กรอิสะมีหน้าที่ อำนาจ และกลไกทำงานชัดเจน แต่ลักษณะของการทุจริตมีความซับซ้อน หลากหลายรูปแบบ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เชื่อมโยงเครือข่ายข้ามหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเกี่ยวพันกับองค์กอาชญากรมข้ามชาติ ทำให้การทำงานขององค์กรอิสระแต่ละแห่งเพียงลำพังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และครอบคลุมปัญหาอย่างสมบูรณ์ได้ ดังนั้น ต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรอิสระอย่างจริงจังเป็นระบบ” รายงานศึกษาของ กมธ.ระบุ

กมธ.ฯ ยังมีข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก่ 1.แก้ไขและปรับปรุงกฎหมาย ที่เป็นอุปสรคต่อการทำงาน เช่น เรื่องอายุความในคดีทุจริต เพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของหน่วยงานตรวจสอบ สร้างข้อยกเว้นทางกฎหมายให้หน่วยงานอิสระสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประโยชน์การสืบสวนสอบสวนภายใต้มาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม ทั้งนี้ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคการปราบทุจริต พบว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกระหว่างหน่วยงาน แม้เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการสืบสวนสอบสวนก็ตาม 2.จัดทำกลไก ช่องทางการเชื่อมโยงการทำงงานให้ประสานงานและส่งต่อข้อมูลที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ยับยั้งความเสียหายและดำเนินกาารกับผู้กระทำผิดได้โดยทันที

3.ส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกของความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อแก้ปัญหาทุจิต โดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญเพื่อคัดสรรคนดีเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบของความซื่อสัตย์และคุณธรรม ทั้งนี้ กระบวการเลือกตั้งที่จะมีประสิทธิภาพต้องส่งเสริมให้ประชาชน และพรรคการเมืองมีส่วนร่วม 4.ให้ความสำคัญกับเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งของผู้นำประเทศ เพื่อต่อสู้กับการทุจริตที่จริงจังและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล 5.คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ตามหลักการการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น การดำเนินการที่กระทบต่อสิทธิผู้ถูกกล่าวหาต้องระมัดระวัง และ 6.ผลักดันให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนประเทศตามแผนการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง

ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.33 น.

19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล. ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ AIS (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ

ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน

รัฐบาลย้ำชัด “ไม่ปล่อยผ่าน-ไม่เกรงใจ-ไม่ละเว้น” เดินหน้าคุมเข้มกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสายด่วน ศรชล. 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

เริ่ม 1 พ.ค.นี้ “ครูเอกชน” เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time ไม่ต้องสำรองจ่าย ใช้ระบบ สปสช. ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพ

19 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการด้านสุขภาพให้ครูเอกชน โดยกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน (สช.) ได้นำระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบ Real-Time (Clearing House) ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกกองทุนฯ เข้าถึงบริการได้รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สมาชิกกองทุนฯ จะสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้โดย ไม่ต้องสำรองจ่าย ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล กองทุนฯ และ สปสช. ช่วยลดขั้นตอนการยื่นเบิก และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569) มีสถานพยาบาลเข้าร่วมโครงการแล้ว 109 แห่ง ครอบคลุม 47 จังหวัดทั่วประเทศ และมีการขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยสมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมแบบ Real-Time ได้ที่เว็บไซต์กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน www.aidfunds.org หรือผ่านระบบค้นหา https://www.aidfunds.org/HCH

สิทธิประโยชน์ดังกล่าวครอบคลุมผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ โดยมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรวมกันไม่เกิน 150,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ แนะนำให้สมาชิกตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเครือข่ายสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ

“มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวก และทำให้ครูเอกชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษา” นางสาวลลิดา กล่าว