
10 มิ.ย. 2569 16:42 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน “กวาดล้างชาติพันธุ์” ไล่รื้อชุมชนชาวเบดูอินในเวสต์แบงก์
องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ออกรายงานฉบับใหม่กล่าวหาอิสราเอลอย่างรุนแรงว่า กำลังดำเนินยุทธการ “กวาดล้างชาติพันธุ์” ต่อชาวเบดูอินและชุมชนเกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน หรือ เวสต์แบงก์ ที่ถูกยึดครอง เผยเป็นแผนการที่บงการและสนับสนุนโดยรัฐบาลเพื่อเร่งการผนวกดินแดนปาเลสไตน์อย่างผิดกฎหมาย
องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เผยแพร่รายงานในชื่อ “ลบทุกสิ่งที่เป็นปาเลสไตน์: การกวาดล้างชาติพันธุ์ของอิสราเอลต่อชาวเบดูอินและชุมชนเลี้ยงสัตว์ในเวสต์แบงก์” (Erasing anything Palestinian: Israel’s ethnic cleansing of West Bank Bedouin and herding communities)
รายงานระบุว่า ชุมชนชนบทของชาวปาเลสไตน์กำลังต้องแบกรับความรุนแรงและการถูกบังคับให้ออกจากที่ทำกินอย่างหนักหน่วง โดยผลการวิจัยชี้ว่า ระหว่างปี 2023 ถึงปี 2025 มีชุมชนชาวเบดูอินและกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์จำนวน 27 ชุมชน ซึ่งประกอบด้วยชาวปาเลสไตน์หลาย مหมื่นคน ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานหรือกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกขับไล่ในพื้นที่ “เขตซี” (Area C) ของเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมถึงร้อยละ 60 ของดินแดนทั้งหมด และอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990
แอมเนสตี้ได้กล่าวหาคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐบาลฝ่ายขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ว่ากำลังตอบสนองต่อวาระชาตินิยมทางศาสนาของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว ด้วยการเร่งขยายชุมชนชาวยิวและยึดครองที่ดิน เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินและโลจิสติกส์ รวมถึงการแจกจ่ายอาวุธให้แก่กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เกิดกลุ่มความรุนแรงที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐอย่างเป็นทางการ
แอมเนสตี้พยายามหักล้างข้ออ้างของเจ้าหน้าที่อิสราเอลที่มักระบุว่า ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์เกิดจาก “บุคคลหัวรุนแรงเพียงไม่กี่คน” ในกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน โดยชี้ให้เห็นว่ามีการเรียกร้องอย่างเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลในการขยายถิ่นฐานและลดจำนวนประชากรชาวปาเลสไตน์ในเขตซี
รายงานระบุว่า “ยุทธการกวาดล้างชาติพันธุ์นี้ถูกนำโดยรัฐและได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่หลุดแถว หรือบรรดารัฐมนตรีหัวรุนแรงตามที่กล่าวอ้าง”
หนึ่งในบุคคลสำคัญคือนายเบซาเลล สมอตริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายขวาจัด ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตตั้งถิ่นฐานชาวยิวเองและเป็นผู้สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์อย่างแข็งขัน โดยเขาเพิ่งถูกทางการฝรั่งเศสสั่งห้ามเข้าประเทศจากการไปโปรโมตแนวคิดดังกล่าว ทั้งนี้ สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ที่ได้ออกมาประณามร่องรอยของการกวาดล้างชาติพันธุ์ทั้งในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์เช่นกัน
แอมเนสตี้เน้นย้ำว่า ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อิสราเอลในฐานะอำนาจผู้ยึดครองมีหน้าที่ต้องคุ้มครองประชาชนท้องถิ่น แต่การกระทำในปัจจุบันถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ว่าด้วยการเนรเทศและการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้าข่าย “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”
ชุมชนชาวเบดูอินและคนเลี้ยงสัตว์มักอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่มีกองกำลังความมั่นคงคอยปกป้อง ทำให้ตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าผู้สื่อข่าวในพื้นที่ได้เห็นการอพยพหนีตายของชุมชนชาวเบดูอินหลายแห่ง รวมถึงในหมู่บ้าน ราส ไอน์ อัล-เอาจา
ฟาร์ฮาน จาฮาลีน ชาวเบดูอินในหมู่บ้านกล่าวกับเอเอฟพีว่า “สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือการล่มสลายโดยสิ้นเชิงของชุมชน ผลจากการโจมตีอย่างต่อเนื่องและซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว”
นับตั้งแต่รัฐบาลของเนทันยาฮูเข้าบริหารประเทศในช่วงปลายปี 2022 “พีซ นาว” (Peace Now) หน่วยงานตรวจสอบการตั้งถิ่นฐาน ระบุว่ารัฐบาลได้ไฟเขียวให้สร้างชุมชนชาวยิวในเวสต์แบงก์เพิ่มขึ้นถึง 102 แห่ง ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คน อาศัยอยู่ในเขตตั้งถิ่นฐานเวสต์แบงก์ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคน ไม่รวมพื้นที่เยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งพื้นที่นี้อิสราเอลยึดครองมาตั้งแต่ปี 1967 และตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถือว่าเขตตั้งถิ่นฐานของชาวยิวทั้งหมด “ผิดกฎหมาย”
หน่วยงานสิทธิมนุษยชนรายงานว่า กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวบางส่วนได้ก่อเหตุวางเพลิง ทุบทำลายทรัพย์สิน ลักขโมย ตลอดจนทำร้ายร่างกายและบางครั้งถึงขั้นฆาตกรรมชาวปาเลสไตน์ โดยสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ระบุว่า สถิติการโจมตีเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นในปี 2023 และในปี 2026 นี้ อัตราความรุนแรงในเวสต์แบงก์ได้พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 6 ครั้ง.
ที่มา Amnesty International / AFP