‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.45 น.

‘อนุทิน’เตรียมยกทีม รมต.ลงพื้นที่เชียงใหม่ 20 เมษายน นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ โดยคณะรัฐมนตรีที่ร่วมเดินทาง ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

สำหรับภารกิจครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

“นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ โดยที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาลย้ำ

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.42 น.

19 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีมโฆษก กอ.รมน.” โพสต์ข้อความระบุว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า เดินหน้า “ปิดช่องโหว่ชายแดน” เตรียมชงแผนสร้างรั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดภัยคุกคามทุกรูปแบบ

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ลงพื้นที่ด่านศุลกากรบูเกะตา จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง บูรณาการการทำงานร่วมกับศุลกากรอย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายข้ามแดน

จากการประเมินพื้นที่พบว่า แนวชายแดนบริเวณด่านบูเกะตามีลักษณะเป็น “ชายแดนธรรมชาติ” ระยะทางยาวกว่า 185 กิโลเมตร ซึ่งเอื้อต่อการลักลอบกระทำผิด ทั้งการขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า จึงเตรียมเสนอแผนก่อสร้าง “รั้วความมั่นคง” ตลอดแนวพื้นที่เสี่ยง เพื่อยกระดับการควบคุมชายแดน ลดช่องว่างการแทรกซึม และเสริมประสิทธิภาพการป้องกันภัยคุกคามในทุกมิติ

กอ.รมน. พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อประเทศชาติมั่นคง ประชาชนปลอดภัย

*หากพบเหตุหรือเบาะแสที่กระทบต่อความมั่นคง สามารถแจ้งได้ที่…
*สายเหตุความมั่นคง 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง
*Line Official : @promchuay

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.27 น.

19 เมษายน 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน กองทัพทำเองตามลำพัง ไม่ได้หรอกครับ ครับ กระแสความพยายามอยากให้แม่ทัพภาคที่ 4 พลโทนรธิป โพยนอก พ้นจากพื้นที่ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ

แน่นอน ท่านแม่ทัพได้ขอโทษที่ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจไปแล้ว ผมขออนุญาตให้ความเห็นต่างจากนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ว่า ท่านแม่ทัพเป็นข้อจำกัด หรือถูกมองว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เข้าใจงานความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ผมขออธิบายการที่ว่า ทำไม พลโทนรธิป ถูกส่งมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4

1. ไม่ใช่เพราะพลโทนรธิป เป็นเพื่อนร่วมรุ่น รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เท่านั้น แต่เพราะหลักนิยม และหลักคิดของกองทัพบก เชื่อว่า นายทหารที่มาจากกองทัพภาคที่ 2 ทุกคน ผ่านประสบการณ์ ถอดบทเรียนและความสำเร็จในการต่อสู้สงครามทางความคิด ภัยคอมมิวนิสต์กับพี่น้องคนไทยร่วมชาติมาแล้ว

ซึ่ง ผบ.ทบ.ท่านปัจจุบัน จะเกษียณในปี 2570 พร้อมกับ พลโทนรธิป คงมีความตั้งใจในห้วง 3 ปีการเป็นผู้บัญชาการทหารบกของท่านอยากเห็น ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตามแนวทางที่ฝ่ายยุทธการออกแบบไว้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางเป็นหมุดหมายว่า ปี 2570 สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะสุขสงบร่มเย็น ก่อนที่ ผบ.ทบ. จะเกษียณไป

2. การมาของพลโท นรธิป จึงไม่ใช่วิถีแห่งสายเหยี่ยว ไม่ให้คนไทยต้องเข่นฆ่ากัน การแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเข้าถึงมวลชน อาจจะไปสร้างวิตกกังวลต่อกลุ่มขบวนการในพื้นที่ไม่มากก็น้อย เพราะแม่ทัพคนนี้ เห็นพ้องกับ ศอ.บต. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะผลักดันจัดตั้งโครงการวิทยาลัยอิหม่ามและอิสลามศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและวิทยฐานะ ของครูสอนศาสนาในพื้นที่ หากบรรลุเป้าหมายตรงนี้ น่าจะสร้างการยอมรับถึงการแสดงความจริงใจของรัฐที่มีต่อประชาชนในพื้นที่

3. แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ผ่านมา ที่มาจากนายทหารนอกพื้นที่ ก็ทำงานประสบความสำเร็จได้ และได้รับการยอมรับ อาทิ พลโทพิเชษฐ์ วิสัยจร มาจาก รองแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารนักการพัฒนา และพลโทปราการ ชลยุทธ์ นายทหารม้าจากกองทัพภาคที่ 3 เป็นต้น

เพราะคลังข้อมูลความมั่นคงในภารใต้ แม่ทัพหลายท่าน ที่มาจากทัพภาคอื่น ส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ภาคสนามในจังหวัดชายแดนใต้หลายคน สมัยที่เป็นผู้การทหารพรานบ้าง ผู้การหน่วยเฉพาะกิจ ภาคสนาม จึงเข้าใจบริบทปัญหาพอสมควร
ครับ ผมเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวอันบริสุทธิ์ใจของสมาพันธ์ฯ ในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการ “แม่ทัพยูร” อยู่ในพื้นที่ เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย และผมเข้าใจว่า มันกระทบกระเทือนจิตใจของพวกท่าน

ผมว่ากังวลใจว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสซ้อนทับ “เข้าทาง” ไปขยายผลต่อ ผมอยากให้ต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว ทางรูปคดีคนร้ายลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ก็ต้องทำต่อไปไม่ให้เป็นมวยล้ม ถ้าทำได้น่าจะทำให้บรรยากาศคลี่คลายมากขึ้น

โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.52 น.

19 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเหมาะสมของบทลงโทษของกฎหมายจราจรการจับและปรับ 10 ข้อหาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า

1. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 74.66 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 11.60 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 70.38 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 8.86 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.15 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 4.66 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

4. ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.08 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 11.68 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

5. ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 26.41 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 14.96 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

6. ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน) ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.34 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.89 ระบุว่า บทลงโทษ
น้อยเกินไป และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

7. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.57 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.70 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.50 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

8. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.11 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.73 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.85 ระบุว่า บทลงโทษ
น้อยเกินไป และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

9. ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.28 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา
ร้อยละ 35.88 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.69 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า
ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

10. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 40.69 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 4.58 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34
อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.97
นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.53 สมรส และร้อยละ 2.52 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่
โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.86 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 32.90 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.28 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.95 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.46 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.57 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.37 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.70 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.57 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.54 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน
และร้อยละ 6.79 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 21.30 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.43
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 31.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 11.37
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.34 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 2.44
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 0.85
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้

ทรัมป์-อิหร่าน ไร้สัจจะ เทพไท อัดยับ! ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

ทรัมป์-อิหร่าน ไร้สัจจะ เทพไท อัดยับ! ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

ทรัมป์-อิหร่าน ไร้สัจจะ เทพไท อัดยับ! ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.36 น.

19 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อิหร่าน-อเมริกา พูดจาเด็กเล่นขายของ

ภายหลังจากสถานการณ์สู้รบกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน และมีการเจรจาหยุดยิงกัน ทำให้หลายฝ่ายต่างลุ้นกันว่า การเจรจาสงบศึกหรือยุติสงคราม น่าจะได้ข้อยุติ หวังได้รับสัญญาณที่ดี เพื่อให้วิกฤตพลังงานโลกคลี่คลายไปในทางที่ดี เป้าหมายสำคัญคือ ทั่วโลกต้องการให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ต้องการให้การเดินเรือ การขนส่งสินค้า การขนส่งน้ำมัน เป็นไปได้ตามอิสระและเป็นปกติ

ทั่วโลกดีใจเมื่อมีสัญญาณว่า อิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังจากนายนายอับบาส อารัคซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาโพสต์ผ่านแพลตฟอร์มเอ๊กซ์(X)หรือทวิตเตอร์(Twitter) ระบุว่า อิหร่านตัดสินใจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้เรือพาณิชย์สัญจรได้สมบูรณ์ และเป็นการตอบรับข้อตกลงหยุดยิงเลบานอน

หลังจากนั้นโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ผ่านสื่อโซเชียล ตอบรับทันทีว่า อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ กล่าวขอบคุณ ทำให้ทั่วโลกดีใจ และเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดี หวังว่าทุกฝ่ายจะรักษาคำสัญญา รักษาคำพูด

แต่ว่าในที่สุดประธานาธิบดีโดนัท ทรัมป์ ออกมาโพสต์ผ่านสื่อโซเชียลว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านจะเปิดแล้วก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังคุมเชิง หรือรักษาการอยู่ด้านนอก ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน จึงทำให้อิหร่านไม่พอใจ หลังจากเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ไม่ถึง1วัน ทางอิหร่านก็ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ทำให้สหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาข่มขู่ว่า จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงอีก ซึ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ทั่วโลกไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้นำทั้ง2ประเทศไม่มีความแน่นอน และไม่รักษาคำพูด พูดอย่างทำอย่าง บางวันพูดเป็นบวกบางวันพูดเป็นลบ เหมือนกับเด็กเล่นขายของ โดยเฉพาะโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอยเลย ทำให้สถานการณ์โลกมีปัญหาเรื่องวิกฤตพลังงานน้ำมันกันถ้วนหน้า และทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับตึงเครียดอีก

คนทั้งโลกอยากเรียกร้องให้ผู้นำทั้ง2ประเทศ ได้รักษาคำมั่นสัญญา รักษาคำพูด เจรจากันด้วยสันติวิธี โดยคำนึงถึงสันติภาพ และหวังว่าการเจรจาสงบศึกที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานครั้งต่อไป คงจะสำเร็จด้วยดี เชื่อว่าประชาชนทั่วโลกต่างก็คาดหวังเช่นนี้

นายกฯสั่งเติมงบปี’70 เร่งเดินหน้าดับไฟใต้

นายกฯสั่งเติมงบปี’70 เร่งเดินหน้าดับไฟใต้

นายกฯสั่งเติมงบปี’70 เร่งเดินหน้าดับไฟใต้

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯสั่งเติมงบปี’70 เร่งเดินหน้าดับไฟใต้

รัฐบาลเล็งจัดงบประมาณปี 2570 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ “นายกฯ” กำชับต้องออกแบบเฉพาะให้สอดคล้องกับพื้นที่ ขณะที่ปัตตานีถูกป่วนหนัก พบวัตถุต้องสงสัยทิ้งริมถนน-พร้อมพ่นสี “เอกราชปาตานี”

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการแก้ไขปัญหายาเสพติดยังคงเป็นวาระสำคัญที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง จากการลงพื้นที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จังหวัดยะลา และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 17 เมษายน ได้มีการหารือเชิงลึกในประเด็นดังกล่าวเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ แม้ผลการปราบปรามจะมีความคืบหน้า โดยสามารถจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดยังน่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน พบผู้เสพยาบ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มที่ผู้เสพบางรายจะพัฒนาไปเป็นผู้ค้ารายย่อย

เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ต้องการให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดที่อยู่ใกล้ชุมชน สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง และมีระบบส่งต่อเพื่อการรักษาระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดปัญหาการหลบหนีและการกลับไปเสพซ้ำ

“นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตามนโยบายรัฐบาล และได้เตรียมแผนงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2570 แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องมีการออกแบบแนวทางเฉพาะที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างครอบครัวศาสนา สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านความมั่นคง” นางสาวรัชดา กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลย้ำชัดว่า “ยาเสพติด” เป็นภัยคุกคามสำคัญที่ต้องเร่งจัดการอย่างจริงจัง ควบคู่ทั้งมาตรการปราบปรามและการบำบัดฟื้นฟู เพื่อสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในทุกพื้นที่

วันเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ชาวไทยมุสลิมและครอบครัวจำนวนมากเดินทางมาส่งผู้แสวงบุญใน“เที่ยวบินปฐมฤกษ์” นครเมกกะราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปีพุทธศักราช 2569 ฮิจเราะห์ศักราช 1447 โดยมีนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีอำนวยพรและส่งผู้แสวงบุญ มี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ ผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน ผู้แทนอธิบดีกรมการปกครอง นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าฯ สงขลา นายศักดิ์กรียา บิลแสละ ประธานกรรมการอิสลามประ จ.สงขลา หัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงผู้แสวงบุญ

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อย่างเต็มที่ทั้งด้านสายการบิน การลดภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลตลอดเส้นทางการเดินทางโดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้มีสายการบินหลายแห่งเข้ามาแข่งขัน ทำให้ค่าโดยสารถูกลงและเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้เดินทาง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้แสวงบุญมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการฮัจย์ในอนาคต เพื่อให้การเจรจาและพัฒนาระบบบริการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อีกทั้งฝากถึงผู้แสวงบุญทุกคนให้ช่วยดุอาร์ขอพรให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข มีความสามัคคี และผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี พร้อมเน้นย้ำให้ทุกคนดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ เนื่องจากปีนี้คาดว่าอุณหภูมิในพื้นที่ประกอบพิธีฮัจย์จะสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทุ่งมีนา ซึ่งต้องใช้พละกำลังและความพร้อมของร่างกายอย่างมาก

รายงานว่าปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ประเทศไทยมีผู้ลงทะเบียนไปประกอบพิธีฮัจย์จำนวนทั้งสิ้น 7,037 คน เดินทางผ่านท่าอากาศยานหาดใหญ่ 4,668 คน ในวันที่ 18-23 เม.ย. 2569 และวันที่20 พ.ค. 2569 รวม 13 เที่ยวบิน โดยสายการบินซาอุเดีย เป็นผู้ดำเนินการขนส่งผู้แสวงบุญชาวไทยเพียงสายการบินเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ว่าพบวัตถุต้องสงสัยวางอยู่บริเวณริมถนนทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการสัญจร

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบวัตถุต้องสงสัยจำนวน 1 ชิ้น มีลักษณะเป็นขวดแก้วถูกพันด้วยเทปพันสายไฟสีดำอย่างมิดชิด คล้ายระเบิดแสวงเครื่องวางทิ้งไว้ริมถนน นอกจากนี้ในบริเวณเดียวกันยังพบการพ่นสีสเปรย์เป็นข้อความภาษาลายาวี ว่า Patani
merdeka ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า เอกราชปาตานี ปรากฏอยู่ 1 จุด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ดำเนินการปิดกั้นพื้นที่ที่เกิดเหตุทันที โดยห้ามมิให้บุคคลภายนอกหรือผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้จุดดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดอันตรายจากการทำงานของวัตถุต้องสงสัย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานไปยังชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ให้เร่งเดินทางเข้าตรวจสอบและดำเนินการเก็บกู้ตามขั้นตอนมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สถานการณ์โลกปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าคนไทยเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่คนทั้งโลกก็เดือดร้อนจากสาเหตุเดียวกันนี้ทั้งสิ้น ที่ว่าเก่งนักเก่งหนาก็ยังมึนเลยครับ มิสู้เรามาร่วมมือกันประคองตัว ประคองชาติบ้านเมือง ให้ผ่านวิกฤตการณ์สากลนี้ไปให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาฟัดกันใหม่ ดีมั้ย”

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ

ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.)

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี บุกค้นซ้ำคลังอ่างทอง

ดีเอสไอเผยชงนายกฯอนุมัติทีมสอบสวนชุดใหญ่ทั้ง สตช.กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่าฯลฯ เตรียมเค้น 8 บริษัท ขนส่งน้ำมันจันทร์นี้เพื่อพิสูจน์การกักตุน ในขณะที่การลงทะเบียนเยียวยาขนส่งผ่านไป 2 วัน 2.6 หมื่นราย รถกว่า 1.16แสนคัน ขยายเวลา ลงทะเบียน ถึง 24 เม.ย.

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหนังสือเรียกเชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ มาสอบปากคำในฐานะพยาน พร้อมให้เวลารวบรวมเอกสารหลักฐาน คาดเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 เม.ย. 2569 ณ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี(C) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัทเป็นมาอย่างไร มีใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไร เป็นต้น

ชงนายกฯตั้งทีมสอบพิเศษ

พ.ต.ต.วรณัน เผยด้วยว่า ปัจจุบันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการจัดทำหนังสือแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้มีหน่วยงานภาคีเกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้า
ภายใน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า ศรชล. ฯลฯ มาร่วมเป็นพนักงานสอบสวน และใช้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อปฏิบัติงานสอบสวนคดีกักตุนน้ำมันร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวอยู่ระหว่างนายกรัฐมนตรีลงนามตามขั้นตอนต่อไป

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและศูนย์ปฏิบัติการภาค 1 ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัดอ่างทอง พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ร่วมกันเข้าตรวจสอบ บริษัทคลังน้ำมันอ่างทองเก็บตัวอย่างไปพิสูจน์

ประชุมแก้ปัญหาน้ำมันปาล์ม

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในเตรียมนำแผนการใช้พลังงาน B7 และ B20 รวมถึงแผนการส่งออกน้ำมันปาล์มของผู้ประกอบการ เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ในการประชุมวันที่ 21 เมษายนนี้ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปริมาณและความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมระบุว่าการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มของประเทศในขณะนี้ ยึดหลักการบริหารสมดุลทั้งระบบ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์ม ได้มีการประชุมในเดือนเมษายน 2569 เพื่อกำหนดกรอบการส่งออกในปริมาณ 200,000 ตัน โดยแบ่งเป็นการบริโภคภายในประเทศประมาณ 125,000 ตัน และการใช้ในภาคพลังงาน (B7 และ B20) ประมาณ 120,000–140,000 ตันเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 70,000 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณผลผลิตในช่วงฤดูกาล โดยกรมดำเนินการควบคู่กันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนหรือกระทบต่อราคาภายในประเทศ

สำหรับในเดือนเมษายน มีผู้ส่งออกยื่นขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มประมาณ 102,000 ตัน ซึ่งกรมได้พิจารณาอนุญาตให้ส่งออกทั้งหมด เนื่องจากยังอยู่ในกรอบที่กำหนด และยังสามารถพิจารณาอนุญาตเพิ่มเติมได้โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์สต็อกและความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลัก

แนวโน้มน้ำมันปาล์มลดลง

นายวิทยากรกล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่กรมยังคงดูแลให้ราคาภายในประเทศอยู่ในระดับประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด

ทั้งนี้ ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 อยู่ที่ 6.80-7.50 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.15 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.70 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 40.00–40.25 บาท ต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.13 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 33.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 19% ซึ่งเป็นผลจากการดูดซับเข้าสู่ภาคพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน กรมได้กำชับให้มีการกำกับดูแลการรับซื้อผลปาล์มอย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของโรงงานสกัดและลานเท โดยให้ปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร

สำหรับการประชุมในวันที่ 21 เมษายนนี้ กรมจะพิจารณาข้อมูลแผนการใช้พลังงานและแผนการส่งออกจากผู้ประกอบการ พร้อมขอความร่วมมือให้จัดทำแผนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมและเกิดความสมดุลในทุกภาคส่วน

ขนส่งลงทะเบียนเยียวยา

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ภายหลังเปิดให้ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือสำหรับ กลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง(ดีเซลหรือเบนซินล้วน) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนผ่านระบบ “DLT พร้อมซัพพอร์ต” ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า มีผู้ประกอบการให้ความสนใจจำนวนมาก หลังเปิดรับลงทะเบียน 2 วันแรก (16–17 เมษายน 2569) มีผู้ประกอบการลงทะเบียนแล้วกว่า 26,000 ราย และมียานพาหนะเข้าสู่ระบบรวมกว่า 116,000 คัน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569)

นายสรพงศ์ กล่าวว่า หลังจากเปิดระบบลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า ยังมีผู้มีสิทธิบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ดังนั้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้สั่งการให้ขยายระยะเวลาการลงทะเบียน เพื่ออำนวยความสะดวกและให้มาตรการเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ดังนั้น กรมฯ จึงตัดสินใจขยายระยะเวลาลงทะเบียนออกไปจนถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยเปิดรับทั้งช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง และช่องทาง Walk-in ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ(ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

แนะนำหลักฐานต้องพร้อม

นายสรพงศ์ กล่าวย้ำว่ามาตรการนี้มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่รับภาระต้นทุนสูงที่สุด เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ

สำหรับเงื่อนไขการรับสิทธิและการจ่ายเงินสำหรับผู้ที่จะขอรับสิทธิ ต้องเตรียมเอกสารสำคัญ ดังนี้ 1.บัญชีธนาคาร ต้องผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน (บุคคลธรรมดา) หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (นิติบุคคล) 2.เอกสารหลักฐาน สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง, หนังสือรับรองนิติบุคคล และหลักฐานการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร(ตามประเภทรถ)

ทั้งนี้ การจ่ายเงินช่วยเหลือจะพิจารณาตามสัดส่วนระยะเวลาที่ให้บริการขนส่งจริงหลังจากวันที่ลงทะเบียนสำเร็จ ภายใต้กรอบมาตรการ 42 วัน (เริ่มวันที่ 20 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2569) จึงขอให้ ผู้ประกอบการรีบลงทะเบียนเพื่อรักษาสิทธิอย่างเต็มที่

คมนาคมลุยต่อ คุมเข้มอุบัติเหตุ หลังพ้นสาดน้ำ รับมือปชช.กลับ

คมนาคมลุยต่อ คุมเข้มอุบัติเหตุ หลังพ้นสาดน้ำ รับมือปชช.กลับ

คมนาคมลุยต่อ คุมเข้มอุบัติเหตุ หลังพ้นสาดน้ำ รับมือปชช.กลับ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คมนาคมลุยต่อ คุมเข้มอุบัติเหตุ หลังพ้นสาดน้ำ รับมือปชช.กลับ

ปิดจ๊อบสงกรานต์ 2569 คมนาคม โวยอดเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะกว่า 20 ล้านคน อุบัติเหตุลดลง 16% สั่งคุมเข้มความปลอดภัยต่อเนื่อง รองรับประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับ

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 กระทรวงคมนาคมโดยศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม (ศปภ.คค.)ได้รายงานสรุปข้อมูลการเดินทางบนโครงข่ายคมนาคมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ระหว่างวันที่ 10-17 เมษายน 2569 สะสม 8 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 07.30 น.) พบว่า ระบบขนส่งสาธารณะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ โดยมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 20,106,651 คนลดลงร้อยละ 0.65 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา(11-18 เมษายน 2568)

ทั้งนี้ ระบบรางมีสัดส่วนการ ใช้บริการสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 45 ขณะที่ผู้ใช้บริการสูงสุดในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง (ทางอากาศขาออก)369,322 คน ภาคใต้ (ทางราง) 245,334 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ทางถนน) 267,270 คน ภาคเหนือ (ทางถนน) 147,302 คน และภาคตะวันออก (ทางถนน) 148,894 คน

ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศรวม 1,862,174 คน สำหรับการจราจรเข้า-ออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก12 เส้นทาง มีปริมาณ 7,772,199 คันเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.04 และการเดินทางภายในกรุงเทพฯ บนทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีปริมาณ 9,793,313 คัน ลดลง ร้อยละ 5.48

สำหรับสถิติอุบัติเหตุบนโครงข่ายของกระทรวงคมนาคมสะสม 8 วัน พบว่า โครงข่ายทางบกเกิดอุบัติเหตุรวม1,308 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 1,420 คน เสียชีวิต 175 ศพ สาเหตุหลักเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด 852 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 65 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุด คือ รถปิกอัพบรรทุก 4 ล้อ662 คัน ลักษณะพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรงไม่มีความลาดชัน 905 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 69 จังหวัดนครราชสีมา มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 8 คน ขณะที่กรุงเทพฯ เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 65 ครั้ง

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า อุบัติเหตุลดลงร้อยละ 16 ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 และผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 7 ส่วนระบบขนส่งรถโดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุ 3 ครั้ง และโครงข่ายทางรางเกิดอุบัติเหตุ 4 ครั้ง ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต ขณะที่โครงข่ายทางน้ำและทางอากาศไม่มีรายงานอุบัติเหตุ

การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ แม้ภาพรวมของการเดินทางเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ยังคงเข้มงวดเฝ้าระวังความปลอดภัย โดยกรมการขนส่งทางบกได้กำชับผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ ให้เข้มงวดพนักงานขับรถปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตรวจสภาพและความพร้อมของรถทุกคันต้องมีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยพร้อมใช้งาน พนักงานขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถถูกต้องตามประเภทใบอนุญาตขับรถ ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ก่อนออกเดินทาง และชั่วโมงการขับรถต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด

กรมการขนส่งทางรางกำชับผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าทุกสายยังคงมาตรการอำนวยความสะดวกและคุมเข้มความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ดูแลความพร้อมของขบวนรถ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีต่อเนื่อง

การรถไฟแห่งประเทศไทยนอกจากเพิ่มตู้โดยสารจนเต็มหน่วยลากจูงในขบวนรถประจำแล้ว ได้จัดเตรียมขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารเพิ่มเติมในวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนที่ยังคงทยอยกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง จำนวน 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนที่ 984 ยะลา-กรุงเทพอภิวัฒน์เวลาออก 15.35 น. ขบวนที่ 6 เชียงใหม่-กรุงเทพอภิวัฒน์ เวลาออก 19.35 น.

กรมเจ้าท่าเฝ้าระวังความปลอดภัยจัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรืออำนวยความสะดวกตามท่าเรือต่างๆ ในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ จัดเรือตรวจการณ์ในพื้นที่บริเวณ 6 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือท่าช้าง ท่าเรือท่าเตียน ท่าเรือท่าพระจันทร์ ท่าเรือวังหลัง ท่าเรือวัดระฆังฯ และท่าเรือวัดอรุณฯ ในส่วนภูมิภาคได้จัดตั้งศูนย์ปลอดภัยทางน้ำและจุดอำนวยความสะดวกให้บริการและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการตามท่าเรือต่างๆ ตรวจสอบความพร้อมเรือโดยสาร ท่าเรือ คนประจำเรือ และอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เสื้อชูชีพ พวงชูชีพ ให้พร้อมใช้งาน ก่อนออกเดินเรือตามมาตราการความปลอดภัย กำชับนายเรือให้ใช้ความเร็วเรือตามข้อกำหนด ห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แม้ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์จะสิ้นสุดลงแล้ว กระทรวงคมนาคมยังคงอยู่ในช่วงดำเนินการตามแผนอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยฯ ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 รองรับประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับและยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยเพื่อการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัยที่สุดให้แก่ประชาชนทุกวัน

วันเดียวกัน นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง ร่วมกับนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน“ประเพณีวันไหลนาเกลือ ประจำปี 2569”ณ สวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลืออำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมีคณะสมาชิกสภาเมืองพัทยา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงาน มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จากวัดจิตตภาวันวิทยาลัยจากนั้นเป็นพิธีสรงน้ำพระพุทธรูป และพิธีรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ เพื่อแสดงถึงความเคารพและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีไทย

ต่อมาได้มีการจัดขบวนรถบุปผชาติ และขบวนแห่พระพุทธรูป เคลื่อนออกจากสวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือ แห่รอบบริเวณตลาดนาเกลือ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมและเล่นน้ำตามประเพณี อย่างเนืองแน่น

ทั้งนี้ “วันไหลนาเกลือ” ถือเป็นประเพณีท้องถิ่นของชุมชนชายฝั่งทะเลจังหวัดชลบุรี ที่สืบทอดต่อเนื่องจากประเพณีสงกรานต์ในอดีต สะท้อนวิถีชีวิตของชาวประมงที่มีความผูกพันกับทะเล และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของเมืองพัทยา

การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและการละเล่นพื้นบ้าน ปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เห็นคุณค่าและร่วมสืบสานความเป็นไทย รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยคาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก

ประชุมปลาไหล หนูนาย้ำเนื้อเดียวกับภท. มีลุ้นยุบพรรคไปรวมกัน

ประชุมปลาไหล หนูนาย้ำเนื้อเดียวกับภท. มีลุ้นยุบพรรคไปรวมกัน

ประชุมปลาไหล หนูนาย้ำเนื้อเดียวกับภท. มีลุ้นยุบพรรคไปรวมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประชุมปลาไหล หนูนาย้ำเนื้อเดียวกับภท. มีลุ้นยุบพรรคไปรวมกัน

“ชาติไทยพัฒนา”เจ้าของฉายาปลาไหลดั้งเดิมของแท้ ประชุมใหญ่ที่สุพรรณบุรี “กัญจนา”ลั่น“วราวุธ” เป็นรมต.อุตสาหกรรม ทั้งอดีตสส.พรรคได้เข้าสภารับใช้ประชาชนมากกว่าเดิม การันตี“ชทพ.-ภท.”เป็นเนื้อเดียวกัน จะยุบรวมหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 เมษายน 2569 ที่โรงแรมสองพันบุรี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนาได้จัดการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่2/2569 โดยมีน.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นประธาน ซึ่งมีแกนนำพรรค และสมาชิกพรรคคนสำคัญเข้าร่วมหลายคนประกอบด้วย นายจองชัย เที่ยงธรรม สมาชิกพรรค, นายธีระ วงศ์สมุทร ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาและประธานคณะกรรมการดำเนินกิจการของพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด, นายสมชาย สุจิตต์หัวหน้าสาขาพรรคชาติไทยพัฒนา

เคลียร์ปมสส.ย้ายซบภท.

โดยน.ส.กัญจนา กล่าวในที่ประชุมว่าการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว มีการตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว นายวราวุธศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาไปเป็น รมว.อุตสาหกรรม อดีตสส.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้เป็น สส.ของพรรคภูมิใจไทย มีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ที่น่ายินดีคือ นายนิกร จำนง ซึ่งเป็นสมาชิกเก่าแก่ของพรรคได้มีโอกาสเป็นสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยด้วย

“อยากบอกคนสุพรรณบุรีว่า ณ ตอนที่นายวราวุธ และอดีต สส.ของพรรคย้ายไปพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอาจจะเกิดความไม่เข้าใจและตำหนิว่าย้ายพรรค อยากเรียนว่าถ้าวันนั้นนายวราวุธและน้องๆ สมาชิกพรรคไม่ย้ายไปในวันนี้ อย่าว่าแต่เป็นรัฐมนตรีเลย นายวราวุธจะได้เป็นสส.หรือไม่ สส.คงไม่ได้เป็น พื้นที่และตำแหน่งที่จะรับใช้ประชาชนโอกาสตรงนั้นคงน้อยลง คนพูดสวยหรูว่าอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้แต่นั่นเป็นแค่คำพูด ความเป็นจริงการมีตำแหน่งทางการเมือง มีศักยภาพในการรับใช้พี่น้องประชาชนสูงกว่ามาก ยิ่งนายวราวุธได้เป็นรัฐมนตรีจะดูแลพี่น้องได้มากกว่าเป็น สส. ถ้านายวราวุธไม่ได้เป็นอะไร จะดูแลพี่น้องประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน การที่พวกเขาไปพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทำให้มีเครือข่ายประสานงานในกระทรวงต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ย้ำ

แจง‘พ่อเติ้ง’ไม่ได้ก่อตั้งชท.

น.ส.กัญจนา กล่าวว่าบางคนพูดว่า นายวราวุธทิ้งพรรคที่พ่อสร้างอยากชี้แจงอีกครั้งว่าพรรคชาติไทยในอดีต นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯก็ไม่ได้ก่อตั้ง พรรคชาติไทยก่อตั้งปี 2517 โดยผู้ใหญ่กลุ่มซอยราชครู คือ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร
ยศขณะนั้น พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ยศขณะนั้น และ พล.ต.ศิริ สิริโยธิน โดยผู้ใหญ่ทั้ง 3 คน เป็นผู้ก่อตั้งพรรคขึ้นมาในปี 2519 ตอนนั้นมีข่าวว่านายบรรหารจะลงพรรคการเมืองก็มีพรรคต่างๆมาทาบทาม แต่นายบรรหารเลือกมาอยู่กับพรรคชาติไทยและเติบโตในพรรคชาติไทยมาตลอด ย้ำว่านายบรรหารไม่ได้เป็นคนตั้งพรรคชาติไทย พรรคเขา มีของเขาอยู่ นายบรรหารแค่ต้องการหาพื้นที่ทำงานให้กับคนสุพรรณบุรีและคนไทยทั้งประเทศจึงหาพรรคที่ให้โอกาสได้ วันนี้ก็เช่นเดียวกันนายวราวุธถ้าอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนา คงไม่มีศักยภาพรับใช้พี่น้องประชาชนได้เต็มที่ การย้ายไปพรรคภูมิใจไทยก็เหมือนกับนายบรรหารมาอยู่กับพรรคชาติไทยในตอนต้น

ป้อง‘ท็อป’ภท.ให้โอกาสทำงาน

น.ส.กัญจนา กล่าวต่อว่า พรรคชาติไทยทุกยุคจนมาปี 2551 เกิดเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาถึงวันนี้ คนที่ค่อนแคะตำหนินายวราวุธ อยากย้ำว่านายบรรหารไม่ได้สร้างพรรคชาติไทย แต่เป็นพรรคที่มีอยู่แล้วและไปอยู่กับพรรคนั้น เพื่อต้องการพื้นที่ในการทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนและทุกวันนี้ถ้าพี่น้องประชาชนมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ในฐานะที่เราเป็นพรรคพี่พรรคน้องเชื่อมกันได้ ให้มาบอกพรรคชาติไทยพัฒนา เราจะประสานกับนายวราวุธและอดีตสส.ของพรรคชาติไทยพัฒนาในสุพรรณบุรีทั้ง 4 เขตเพื่อรับใช้พี่น้องประชาชน

“ใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญ มันสำคัญว่าใส่สีนั้นแล้วมีโอกาสรับใช้พี่น้องประชาชนได้หรือไม่ ถ้านายวราวุธและอดีต สส.ใส่เสื้อสีชมพูคงไม่มีศักยภาพทำงานได้เต็มที่ วันนี้ใส่สีน้ำเงินก็มีศักยภาพในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น ดังนั้น ใครมาต่อว่า ฝากสมาชิกช่วยชี้แจงว่าพ่อบรรหารไม่ได้เป็นคนตั้งพรรคชาติไทย แต่อาศัยพรรคชาติไทยเพื่อมีพื้นที่ทำงาน เหมือนวันนี้ที่นายวราวุธไปอยู่พรรคภูมิใจไทยซึ่งที่ผ่านมาเขาให้เกียรติมาก ตอนไปเป็นผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยก็ให้อยู่ลำดับที่ 3 และให้เกียรติอดีตสมาชิกพรรคทุกคน” น.ส.กัญจนา ระบุ

แนะต้องปรับตัวช่วยกันประหยัด

หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนากล่าวว่าขณะนี้เราประสบปัญหาน้ำมันแพงสาเหตุไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยในประเทศแต่เป็นเพราะภาวะสงคราม สหรัฐอเมริการ่วมกับอิสราเอลถล่มอิหร่านซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์โดยเฉพาะ จึงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ประเทศที่ได้รับผลกระทบมีทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเพื่อนบ้านก็กระทบสปป.ลาว ค่าน้ำมันแพงกว่าเราเท่าตัว โดยรัฐบาลต้องการให้ประชาชนทราบราคาที่แท้จริง ให้ทราบว่าราคาน้ำมันแพง และต้องปรับตัวอย่างไร รัฐบาลพยายามช่วยในเรื่องค่าครองชีพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางซึ่งเราทุกคนต้องช่วยกัน ปรับวิธีการใช้น้ำมัน ต้องประหยัด

“โควิดเรายังผ่านกันมาได้ น้ำมันแพง อาจรู้สึกว่าน้ำมันหนักกว่า ตอนโควิดก็หนัก เราตายก็เยอะ เราลำบากในการดำรงชีวิต แต่ตายเพราะน้ำมันแพงเรายังไมได้ยินตรงนั้น ตอนโควิดต้องปิดพื้นที่เป็นพื้นเลย เราลำบากมากก็ผ่านกันมาได้ ไม่มีอะไรยึดโยงถาวร วันนี้ถ้าสงครามสงบก็กลับสู่สภาวะปกติ ราคาน้ำมันก็ลดลง เราผ่านโควิดมาได้ก็ผ่านน้ำมันแพงได้ ขอให้กำลังใจ ช่วงนี้อากาศร้อน แต่ใจอย่าร้อน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน” น.ส.กัญจนา กล่าว

ประสานสส.ภูมิใจไทยดูแลปชช.

น.ส.กัญจนาได้กล่าวตอนท้ายว่าเรายังเป็นพรรคการเมือง มีหัวหน้าพรรคกรรรมการบริหารพรรคและสาขาพรรคในภาคต่างๆ มีสมาชิกพรรค แต่แน่นอนว่ากิจกรรมทางการเมือง คงไม่ได้มากอย่างในอดีต เพราะเราไม่มีสส.เรายังมีสถานะเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนพี่น้องประชาชนที่จะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนหรือข้อชี้แนะต่างๆ ได้อยู่เราจะประสานให้กับอดีตสส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ไปเป็นสส.และรัฐมนตรีภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขามีศักยภาพในการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ไม่ได้แตกต่างจากตอนสวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา

ไม่มีสส.ไม่ทิ้งปชช.ดูแลเหมือนเดิม

“ไม่ต้องไปคิดถึงสีเสื้อ ในเขต 1สุพรรณบุรี นายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย เขาคือคนเดิมเป็นลูกชายนายสมชาย สุจิตต์ ทำงานรับใช้คนสุพรรณบุรีเหมือนเดิม เขต 2นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย รับใช้พี่น้องประชาชนในเขต 2 เหมือนเดิม เป็นคนเดิมแต่ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย เขต 3 นายนพดล มาตรศรี ครั้งนี้เราพ่ายแพ้ ให้กับพรรคกล้าธรรมไป แต่ไม่ได้ ทิ้งพี่น้องประชาชน นายนพดลยังอยู่จะช่วยงานของเรา เราจะลงพื้นที่นายนพดลทั้งหมด ครั้งหน้าหวังว่า เราจะสามารถเอาพื้นที่ของเราคืนมาได้ เราจะยังทำงาน แม้เราไมได้สส.เขตนี้ เราไม่ทิ้งประชาชน ประชาชนยังฝากทุกข์สุขกับสส.พรรคภูมิใจไทยได้ เขต 4 นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นลูกของนายจองชัย เที่ยงธรรม เหมือนเดิม ยังดูแลพื้นที่เหมือนเดิม เขต 5 ไม่ต้องกังวล นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย อยู่พรรคชาติไทยมาก่อนนายบรรหาร อยู่ตั้งแต่ปี 18ดังนั้น ทั้ง 5 เขตของสุพรรณบุรี แม้ว่า จะเป็นสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย หรือในเขตที่เราไม่ได้สส. พรรคภูมิใจไทยก็ยังดูแลประชาชน ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา ยินดีที่จะเป็นจุดบอกเล่าทุกข์สุขเราจะประสานให้สส.ในเขตเป็นอย่างดี เรายังมีสถานะเป็นพรรคการเมืองอยู่เช่นนี้” น.ส.กัญจนาทิ้งท้าย

ย้ำ‘ชทพ.-ภท.’เป็นเนื้อเดียวกัน

น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อรักษามวลชนหรือฐานเสียงของพรรคชาติไทยพัฒนาไว้ว่าพรรคชาติไทยพัฒนายังมีสำนักงาน มีตัวแทนของพรรค และผู้บริหารพรรคที่ยังทำงาน แม้จะไม่มี สส.แต่อดีต สส.ที่ไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ก็เหมือนเนื้อเดียวกัน คนสุพรรณบุรี มีปัญหาอะไรให้บอกมาที่พรรคชาติไทยพัฒนาได้ยกตัวอย่างสมาชิกพรรค นายสมชายสุจิตต์ หัวหน้ากรรมการสาขาพรรค เป็นบิดาของนายสรชัด สุจิตต์ สส.เขต 1สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย นายจองชัย เที่ยงธรรม สมาชิกพรรคก็เป็นบิดานายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.เขต 4 สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทยซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นพรรครุ่นพ่อคิดดูว่าพ่อใหญ่กว่าลูกหรือไม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคชาติไทยพัฒนาในขณะนี้ล้วนแต่เป็นที่พึ่งในการรับฟังปัญหาของชาวสุพรรณบุรีและส่งต่อไปยังสส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลในพื้นที่ ไม่ได้ต่างอะไรกัน ยังทำงานจุดนี้ได้อยู่ พรรคชาติไทยพัฒนาทำงานช่วยพรรคภูมิใจไทย
ด้วยซ้ำ ที่จะช่วยรับฟังปัญหาและแก้ปัญหา

น.ส.กัญจนากล่าวถึงความเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาว่าในความเป็นจริงไม่ได้มีสส.หากพูดถึงฐานมวลชนไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยขณะนี้ หรือพรรคชาติไทยพัฒนาขณะนี้ก็คือฐานเดียวกัน เพราะในความเป็นจริงต้องยอมรับว่า คือฐานเดียวกัน ทำงานส่งทอดด้วยกัน มาจากที่เดียวกัน

ยุบชทพ.รวมภท.เรื่องอนาคต

เมื่อถามว่า เงื่อนไขของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในครั้งหน้าจะต้องมีการส่งผู้สมัคร สส.น.ส.กัญจนากล่าวว่า “เดี๋ยวจะพิจารณาอีกทีหนึ่ง เพราะยังไม่ถึงวันนั้น” เมื่อถามอีกว่าในอนาคตมีการพูดถึงพรรคชาติไทยพัฒนายุบรวมกับพรรคภูมิใจไทยน.ส.กัญจนา กล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ยังไม่พูดวันนี้”

เมื่อถามย้ำว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะยังยึดฐานที่มั่นและลงพื้นที่เหมือนเดิมใช่หรือไม่ น.ส.กัญจนากล่าวว่า อย่างที่บอกคือ ฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะทำทุกทางไม่ว่าจะเป็นนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายสรชัด นายเสมอกันหรือ นายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรีเขต 5 พรรคภูมิใจไทย และนายนพดล มาตรศรี อดีต สส.สุพรรณบุรี เขต 3 ยังมีโอกาสทำงานให้ประชาชน เพื่อให้ทุกคนที่ไปจากพรรคชาติไทยพัฒนาได้ยังคงอยู่ทำงานให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่

ชมรบ.ไม่ใจแคบ/ให้กำลังใจฝ่าอุปสรรค

น.ส.กัญจนากล่าวถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันว่ารัฐบาลมีปัญหาที่ต้องแก้ไขและเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงที่เกิดสงคราม ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งการขึ้นราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าครองชีพซึ่งก็ต้องให้กำลังใจรัฐบาล และเชื่อว่ารัฐบาลรับฟังปัญหาของประชาชน รวมทั้งเปิดใจกว้างที่จะฟังข้อชี้แนะข้อเสนอแนะจากหลายฝ่าย เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ใจแคบและไม่ฟังใครซึ่งเห็นได้จากที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ได้เชื้อเชิญคนที่อยู่พรรคฝ่ายค้าน หรือต่างพรรคมาช่วยเป็นทีมแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้แปลกแยกว่าเป็นพรรคนั้นพรรคนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่รัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น และดึงภาคส่วนต่างๆ มาช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พร้อมทั้งขอให้กำลังใจทุกคน ให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงาน ให้กำลังใจประชาชนในการฝ่าฟันอุปสรรค ภาวะตรงนี้ขนาดโควิด-19 เรายังผ่านกันมาได้ สถานการณ์นี้เราก็ต้องผ่านกันไปได้ สงครามไม่ได้อยู่ไปตลอดปีตลอดชาติ ต้องมีวันจบและราคาน้ำมันจะต้องมีการปรับตัวลง”น.ส.กัญจนา ย้ำ

‘ยศชนัน’ลงเชียงใหม่ลุยสู้แก้ฝุ่นพิษ

วันเดียวกันนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่นและนายก อบจ.เชียงใหม่ รวมถึงผู้สมัครสส.เชียงใหม่พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เพื่อเปิดตัวและเดินเครื่องติดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือสู้วิกฤต PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง ทั้งนี้ ก่อนตรวจเยี่ยม นายยศชนันได้หยิบเครื่องวัดฝุ่นพกพาขึ้นมาตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคารด้วยตนเองพบค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 150-180 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง ท่ามกลางกลุ่มควันที่ปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ โดยย้ำว่าสถานการณ์นี้ รอไม่ได้ต้องลงมือแก้ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที

เดินหน้าเปิดเครื่องฝีมือคนไทย

นายยศชนันเปิดเผยว่ารัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนาน คือ ระยะสั้นนำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัดโดย “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ผลงานวิจัยของมช.นำโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์จริยาเลิศศักดิ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดร.วิภูรุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ประกอบด้วย3 องค์ประกอบหลักคือระบบความดันบวก(Positive Pressure) ร่วมกับเครื่องฟอกอากาศ DIY และเซ็นเซอร์ IoT วัดฝุ่น ซึ่งจะทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และเก็บกวาดฝุ่นภายในห้องติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชนผลิต-ซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนในพื้นที่

นำร่องช่วยกลุ่มเปราะบาง83แห่ง8จว.

ระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำdeep tech มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่าพร้อมตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปีเพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ โดยเฟสแรกจะขยายผล “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วย พร้อมเป้าหมายระยะถัดไปขยายสู่ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ

จากนั้นนายยศชนัน และคณะได้เดินทางไปยังสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อ.แม่ริม เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ