ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ผู้อำนวยการสำนักการคลัง (กทม.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสิทธิได้รับบำนาญปกติ เดือนละ 12,254.22 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มจากบำนาญปกติเดือนละ 3.82 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นมา ตามข้อ 31(2) ของหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อ31(2) โดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2554 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงได้คำนวณเงินเพิ่มจากบำนาญปกติ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 31(2) ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่และได้จ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเดือนละ 3063.85 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2554 เป็นต้นไป แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนควรได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2554 จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติของผู้ฟ้องคดีเป็นสิทธิที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายตามข้อ 31(2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 หาใช่เป็นสิทธิที่มีผลมาจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายจนก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใดไม่

แต่เป็นการฟ้องในข้อหาคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

โดยที่ข้อ 31(2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 เป็นระเบียบที่กำหนดให้คำนวณเงินเพิ่มจากเงินที่ควรเป็นบำนาญปกติ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2516 โดยถือเสมือนว่า ออกหรือพ้นจากราชการในวันดังกล่าวโดยไม่ต้องคำนึงว่าออกหรือพ้นจากราชการจริงเมื่อใดและให้นำจำนวนเงินที่ควรเป็นบำนาญปกติ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ความจริงที่ไม่มีคนกล้าพูด! หมอพรทิพย์ เปิดเบื้องหลัง ทำไมไฟใต้ยังคุ

ความจริงที่ไม่มีคนกล้าพูด! หมอพรทิพย์ เปิดเบื้องหลัง ทำไมไฟใต้ยังคุ

ความจริงที่ไม่มีคนกล้าพูด! หมอพรทิพย์ เปิดเบื้องหลัง ทำไมไฟใต้ยังคุ

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.16 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ในฐานะคนทำงานในพื้นที่จริงตั้งแต่ปี2547-2558 เรื่องใหญ่คือ

1สถานการณ์เป็นเครือข่ายที่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้ก่อเหตุเป็นเครือข่ายข้ามพื้นที่ ก่อเหตุหลายครั้งหลายคดีแต่การดำเนินคดีเป็นเหมือนคดีทั่วไปไม่เน้นเครือข่าย คดียกฟ้องมีมากไม่ได้มีการทบทวนความล้มเหลวที่เกิดขึ้นยอย่างตรงไปตรงมา

2การผลักดันให้ใช้นิติวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุดเพื่อความจริงและความเป็นธรรมทั้งในเหตุการณ์รายวันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มักจะถูกขวางโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพให้หลบหลีกได้

3การนำข้อมูลไปใช้ในการรายงานมักเป็นการพูดความจริงเสี้ยวเดียวเพื่อป้องกันการถูกตำหนิหรือเกรงใจในอำนาจของฝ่ายอื่น ที่สำคัญจะถูกตัดทอน ปกปิด เกลาเสียจนเป็นความไม่จริง ยังไม่รวมถึงการรายงานตามลำดับชั้นกว่าจะถึงระดับการตัดสินใจข้อมูลหลุด ถูกเติมแต่งจนห่างไกลความจริงแบบที่เรียกว่าเกมกระซิบ

ในฐานะที่เห็นว่าสถานการณ์กระทบผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก แต่เชื่อมั่นว่าหากทำงานตรงไปตรงมา ทำเต็มที่ก็น่าจะจัดการได้ไม่ยาก และด้วยความเป็นอิสระจากผลประโยชน์ ด้วยความเป็นแพทย์ที่อยากให้คนไข้หายจากโรคจึงพยายามตรวจ วินิจฉัยจนทราบว่าความรุนแรงในพื้นที่เกิดจากอะไรบ้าง ต้องรักษาอย่างไร แต่สิ่งที่พบคือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอยู่ห่างไกลพื้นที่ ยากที่จะรู้ข้อเท็จจริง ทุกฝ่ายล้วนเกรงใจ ไม่แตะ ไม่ตัดสินใจ รวมถึงมีฝ่ายที่ต้องการสร้างฐานอำนาจเอง  ทั้งต้องการรักษาตำแหน่ง สุดท้ายสถานการณ์ความรุนแรงก็ยังคงเกิดต่อเนื่อง

อยากเห็นผู้กำหนดนโยบายสั่งการโดยใช้ธรรม โดยใช้ปัญญา เรื่องนี้คือการกระทำผิดกฎหมายของแผ่นดินใครก่อเหตุใครสนับสนุนต้องรับโทษตรงไปตรงมาไม่เกี่ยวกับศาสนา รวมไปถึงต้องจัดการเรื่องทุจริตในทุกหน่วยอย่างจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ เวลาได้ยินว่าแก้ยากเพราะเสพติดงบ ฟังแล้วปวดใจยิ่งนัก

ภาคส่วนที่สำคัญคือสื่อทีควรเสนอความจริงครบด้าน และถูกต้อง

คำพูดเรื่องปัญหาความรุนแรงในจชตของแม่ทัพที่ถูกถ่ายทอดมา เป็นความจริงที่ไม่ค่อยมีคนกล้าพูด อยากให้มองทุกประเด็น อย่าพยายามใช้ประโยชน์ขยายผลเป็นส่วนๆ มองด้วยใจเป็นธรรม การทุจริตทั้งเงิน ทั้งอำนาจและเวลาได้ทำลายประเทศไทยมานานแล้ว ใช้โอกาสนี้นำร่องจัดการเรื่องทุจริตของทุกฝ่ายได้เลย กล้าไหม

ส่องแกนนำสีส้มรุ่นต่อไป! วีระยุทธ นั่งหัวหน้าพรรค ถอย เท้ง เลขาฯ ไอติม ปธ.วิป ลิซ่า เป็นโฆษก-คุมภาคใต้

ส่องแกนนำสีส้มรุ่นต่อไป! วีระยุทธ นั่งหัวหน้าพรรค ถอย เท้ง เลขาฯ ไอติม ปธ.วิป  ลิซ่า เป็นโฆษก-คุมภาคใต้

ส่องแกนนำสีส้มรุ่นต่อไป! วีระยุทธ นั่งหัวหน้าพรรค ถอย เท้ง เลขาฯ ไอติม ปธ.วิป ลิซ่า เป็นโฆษก-คุมภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.33 น.

ส่อง แกนนำสีส้มรุ่นต่อไปวาง “ดร.ต้น”หัวหน้าพรรคคนใหม่ ถอย “เท้ง” นั่งเลขาฯ “ลิซ่า”โฆษก พ่วงตำแหน่งขุนพลภาคใต้  ส่วน “ตี๋ เชียงใหม่” แกนนำภาคเหนือ “แบงค์” จ่อ แม่ทัพ กทม. “ไอติม” ประธานวิปฯ ฝ่ายค้าน 

วันที่ 18 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดเรื่องการจัดวางตำแหน่งบริหารต่างๆ ก่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พรรคประชาชน ช่วงวันที่ 24-26 เม.ย. นี้ ซึ่งตรงกับช่วงที่ ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 วันที่ 24 เม.ย. ว่า ในเรื่องของคดีความ ทางฝ่ายกฎหมายได้ประเมิณไว้ใน 3 ทาง คือ 1.ไม่ประทับรับฟ้อง 2.ศาลประทับรับฟ้อง โดยที่ไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือศาลอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ และ 3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม ในช่วงเวลาการประชุมใหญ่ พรรคปชน.ก็จะมีการเกาะติดคดีที่ศาลฎกาไปพร้อมกันด้วย 

ขณะที่การจัดวางบุคลากร เปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในพรรคปชน. ที่น่าสนใจ มีอาทิ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคปชน. คนใหม่ แทนที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ที่จะถอยลงไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการพรรค แทน นายศรายุทธ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ที่ไขก๊อกลาออก นอกจากนี้ น.ส.ภคมน หนุนอดนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นโฆษกพรรค แทน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะขยับไปทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานวิปฝ่ายค้าน ด้าน ตำแหน่งแม่ทัพในภาคต่างๆ มีอาทิ ภาคเหนือตอนบน คือ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ และรองโฆษกพรรค ส่วนภาคเหนือตอนล่าง คือ นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ อดีต สส.พิษณุโลก เขต5 สำหรับภาคอีสาน คือ นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น ส่วนภาคใต้ คือ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ และ ในส่วนของ กทม. จะเป็นในรายของ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. อย่างไรก็ตามทุกตำแหน่งข้างต้น ยังคงเปลี่ยนเเปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคปชน. รวมถึง คดี44 สส.ที่ศาลฎีกา นัดฟังคำสั่ง วันที่ 24 เม.ย.

เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “หาก กอ.รมน.เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนแล้วละก็ยกเลิก กอ.รมน.ไปเลยครับ”

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากปอเนาะถึงปฏิบัติการ: ถอดรหัส “บันได 7 ขั้น” เกมยาวของ BRN

หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2546 ในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าตรวจค้นและพบเอกสารสำคัญจากบุคคลหนึ่ง คือ มะแซ อุเซ็ง ชายผู้มีบทบาทในพื้นที่ในฐานะครูสอนศาสนา และถูกฝ่ายความมั่นคงเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการ BRN ในเวลาต่อมา สิ่งที่ถูกยึดได้ในครั้งนั้นไม่ใช่อาวุธ แต่เป็น “เอกสารลายมือ” ซึ่งภายหลังถูกถอดความและเรียกกันว่า “แผนบันได 7 ขั้น”

เอกสารดังกล่าวส่วนหนึ่งเขียนเป็นภาษายาวีหรือมลายู และเมื่อถูกแปลออกมา สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่แผนรบโดยตรง แต่เป็น “โครงสร้างการจัดตั้ง” ที่มีลำดับขั้นอย่างชัดเจน ตั้งแต่การสร้างความคิดไปจนถึงการปฏิบัติการ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกรอบอธิบายความขัดแย้งในชายแดนใต้ที่ถูกพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากผังที่ปรากฏ เราจะเห็นว่า ขั้นที่ 1 คือการสร้างจิตสำนึกมวลชน โดยใช้คำสำคัญอย่าง อิสลาม มลายู ปัตตานี ถูกยึดครอง และการต่อสู้ เป็นแกนในการปลูกความรู้สึกและอัตลักษณ์ร่วม ก่อนจะเข้าสู่ ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน ผ่านช่องทางในชีวิตประจำวัน เช่น การสอนศาสนา ตาดีกา ปอเนาะ คณะกรรมการ สหกรณ์ สมาคม และการกีฬา ซึ่งสะท้อนว่า การเคลื่อนไหวไม่ได้เริ่มจากความรุนแรง แต่เริ่มจาก “คน” และ “ความเชื่อ” ก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ ขั้นที่ 3 และ 4 คือการจัดตั้งองค์กรและกองกำลัง ซึ่งในผังยังระบุถึงการทำงาน “อยู่เบื้องหลัง” และการค่อย ๆ สร้างโครงสร้างกำลังอย่างเป็นระบบ ต่อด้วย ขั้นที่ 5 การปลูกอุดมการณ์ชาตินิยม เพื่อทำให้แนวคิดมีความชอบธรรมในสายตาของผู้สนับสนุน

ก่อนจะเข้าสู่ ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อม ซึ่งในผังใช้คำว่า “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิบัติ” สื่อถึงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน และสุดท้ายคือ ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิบัติ ซึ่งมีการระบุถึงพลังหลายด้าน ทั้งพลังการปฏิบัติ พลังการเมือง พลังมวลชน อำนาจทางเศรษฐกิจ และการพึ่งตนเอง

สิ่งที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งในผังคือ การระบุโครงสร้างกำลังคน เช่นผู้มีอุดมการณ์จำนวนมาก ,ผู้ผ่านการฝึก ,และผู้เชี่ยวชาญในระดับปฏิบัติการรวมถึงการกล่าวถึง “ประชาชนใต้ดิน” และบทบาทของเยาวชนในการเข้าสู่การปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนว่า แผนนี้มองการเคลื่อนไหวเป็น “ระบบ” ไม่ใช่การกระทำแบบกระจัดกระจาย

เมื่อเรานำผังนี้กลับมามองในภาพใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเอกสารนี้จริงหรือไม่จริงทั้งหมด แต่คือ “มันกำลังบอกอะไรเรา”
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ แผนนี้ให้ความสำคัญกับ “การสร้างคน” มากกว่า “การใช้กำลัง” กล่าวคือ อาวุธอาจเป็นเพียงปลายทาง แต่ต้นทางคือความคิด อัตลักษณ์ และเครือข่ายสังคม หากมองในมุมนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2547 จึงอาจไม่ใช่เรื่องฉับพลัน แต่เป็นผลของการสะสมในระยะยาวตามตรรกะของการจัดตั้งแบบเป็นขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมต้องระวังคือ การตีความเอกสารลักษณะนี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมประชาชนในพื้นที่ทั้งหมด เพราะในความเป็นจริง อัตลักษณ์มลายู ศาสนาอิสลาม หรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง หากแต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านี้ถูก “นำไปใช้” เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการแบ่งแยกดินแดน

อดีตรองข่าวกรอง-อ.ไชยันต์ ชื่นชมแม่ทัพภาค 4 พูดความจริงที่ คนไม่อยากได้ยิน

อดีตรองข่าวกรอง-อ.ไชยันต์ ชื่นชมแม่ทัพภาค 4 พูดความจริงที่ คนไม่อยากได้ยิน

อดีตรองข่าวกรอง-อ.ไชยันต์ ชื่นชมแม่ทัพภาค 4 พูดความจริงที่ คนไม่อยากได้ยิน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 จากกรณี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 แสดงความคิดเห็นเรื่องโรงเรียนปอเนาะและสถานศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงเชื่อมโยงขบวนการ BRN ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในพื้นที่และมีการเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4

ต่อมา พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมาขอโทษ พี่น้องประชาชน โดยระบุว่า ตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ซึ่งตนขอยืนยันว่า ตนในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้  นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟชบุ๊กสั้นๆ ว่า “แม่ทัพภาค4 พูดความจริงที่ คนไม่อยากได้ยิน”

ขณะที่  ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความว่า “จะอย่างไรก็แล้วแต่ ขอชื่นชม กองทัพไทย และแม่ทัพภาค ๔ ครับ”

สุทิน คารวะ มทภ.4 กล้าพูดความจริงปัญหาไฟใต้ ลั่นหากโจรสั่งย้ายแม่ทัพได้ คนมีอำนาจย้ายไปเลี้ยงควายดีกว่า

สุทิน คารวะ มทภ.4 กล้าพูดความจริงปัญหาไฟใต้ ลั่นหากโจรสั่งย้ายแม่ทัพได้ คนมีอำนาจย้ายไปเลี้ยงควายดีกว่า

สุทิน คารวะ มทภ.4 กล้าพูดความจริงปัญหาไฟใต้ ลั่นหากโจรสั่งย้ายแม่ทัพได้ คนมีอำนาจย้ายไปเลี้ยงควายดีกว่า

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569  จากกรณี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 แสดงความคิดเห็นเรื่องโรงเรียนปอเนาะและสถานศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงเชื่อมโยงขบวนการ BRN ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในพื้นที่และมีการเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4

ต่อมา พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมาขอโทษ พี่น้องประชาชน โดยระบุว่า ตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ซึ่งตนขอยืนยันว่า ตนในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด)

ล่าสุด นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า ถ้าโจรสั่งย้ายแม่ทัพได้ คนที่มีอำนาจย้ายไปเลี้ยงควายขายดีกว่า

อย่าอยู่ในราชการให้เปลืองข้าวสาร ผลาญงบประมาณ ผลาญข้าวสุก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้  นายสุทิน โพสต์ข้อความว่า แม่ทัพภาค 4 ครับคำพูดของท่านวันก่อนนั้นทำให้คนไทยรักชาติดีใจมากที่ท่านพูดความจริง ท่านไม่ต้องขอโทษให้คนไทยไม่สบายใจอีก ประชาชนอาจคิดว่า พอนักการเมืองกร้าวทหารอ่อน เพราะเหตุนี้ 3 จังหวัดชายแดนใต้แก้ไม่ได้มา 20 กว่าปีแล้ว ทหารต้องพูดคำไหนคำนั้น

คารวะและสนับสนุนแม่ทัพภาค 4 ที่กล้าเปิดหน้าท้ารบกับผู้ก่อการร้ายในคราบนักการเมือง เอ็นจีโอและนักข่าว คนพวกนี้เอาหนังราชสีห์คลุมหัวหมามานแล้ว

ข่าวดีชาวเชียงราย ปิยะรัฐชย์ แย้มสัญญาณบวก เอื้อทำฝนหลวงไล่ฝุ่น PM 2.5

ข่าวดีชาวเชียงราย ปิยะรัฐชย์ แย้มสัญญาณบวก เอื้อทำฝนหลวงไล่ฝุ่น PM 2.5

ข่าวดีชาวเชียงราย ปิยะรัฐชย์ แย้มสัญญาณบวก เอื้อทำฝนหลวงไล่ฝุ่น PM 2.5

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

นางสาว ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการประชุมติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประสานงานไปยังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในขอรับการทำฝนหลวงและดักแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หากสภาพอากาศเป็นไปตามเงื่อนไข ประกอบกับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 เม.ย.69) ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายคาดว่าจะมึกระแสลมที่จะช่วยพัดฝุ่นละอองในอากาศออกไปทางทิศตะวันออกของเชียงราย และในวันที่ 24-25 เมษายนนี้ จะมีปริมาณความชื้นสัมพันธ์สูงเพียงพอให้มีโอกาสเกิดฝนตกได้อีกด้วย

ทั้งนี้จากที่ได้พูดคุยกับนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีฝนหลวงและการบินเกษตรแล้ว ได้รับการยืนยันว่าหากสภาพอากาศของจังหวัดเชียงรายเหมาะสมจะมีการปฏิบัติการฝนหลวงและดัดแปรสภาพอากาศในทันทีโดยยืนยันว่าจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในจังหวัดเชียงรายให้ได้มากที่สุด

ปิยะรัฐชย์
ปิยะรัฐชย์
ปิยะรัฐชย์

2 รมช.มหาดไทย อำนวยพรคณะร่วม พิธีฮัจย์ จ่อคืนเงินเหลือจ่ายให้ผู้แสวงบุญ กว่า 62 ล้านบาท

2 รมช.มหาดไทย อำนวยพรคณะร่วม พิธีฮัจย์ จ่อคืนเงินเหลือจ่ายให้ผู้แสวงบุญ กว่า 62 ล้านบาท

2 รมช.มหาดไทย อำนวยพรคณะร่วม พิธีฮัจย์ จ่อคืนเงินเหลือจ่ายให้ผู้แสวงบุญ กว่า 62 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

18 เมษายน 2569 ที่อาคารอเนกประสงค์ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานพิธีอำนวยพรแก่ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 2569 โดยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นายอำเภอ นายศักดิ์กรียา บิลแสละ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา และประชาชนผู้แสวงบุญ ร่วมในพิธี

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การเดินทางสู่ห้วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีฮัจย์ ประจำปี 69 ณ นครเมกกกะห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในวันนี้ มีหัวใจสำคัญของการเดินทางที่น่าภาคภูมิใจ 3 ประการ คือ 1. “การรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” เพราะ พิธีฮัจย์คือศูนย์รวมศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ จึงขอชื่นชมในความมุ่งมั่นของทุกท่านที่จะปฏิบัติศาสนกิจ 2. “บทบาททูตสันติภาพ” ที่ทุกท่านเปรียบเสมือนตัวแทนประเทศไทยในระดับสากล ขอให้แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมที่สง่างาม มีจิตใจเอื้อเฟื้อและรักสันติ เพื่อสร้างไมตรีจิตต่อพี่น้องมุสลิมจากทั่วทุกมุมโลก และ 3.”ความร่วมมือและการสนับสนุน” ในนามของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนากิจการฮัจย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นธรรม เพื่อขยายโอกาสให้พี่น้องมุสลิมได้เดินทางไปประกอบพิธีเพิ่มมากขึ้น

พิธีฮัจย์ 69

“รัฐบาลได้ประสานงานและเจรจาเชิงรุกกับทางการซาอุดีอาระเบีย และหน่วยงานที่ให้บริการในเทศกาลฮัจย์อย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มการบริการและปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเดินทาง ด้วยการเจรจากับสายการบินชั้นนำ อาทิ การบินไทย การ์ตาแอร์เวย์ และเอมิเรตส์ เพื่อบริหารจัดการค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านน้ำหนักสัมภาระ และการบริการอาหารตลอดการเดินทาง ในด้านที่พักอาศัย ได้ให้บริษัทมะชาริกยกระดับมาตรฐาน เต็นท์ที่พักในทุ่งมีนา ทั้งระบบปรับอากาศและสุขอนามัยให้มีความสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้พี่น้องประกอบศาสนกิจได้อย่างสะดวกสบาย” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

นายเจเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญ เรายึดมั่นในความโปร่งใส โดยเตรียมคืนเงินเหลือจ่ายจากการให้บริการและส่วนต่างค่าบัตรโดยสาร รวมกว่า 62 ล้านบาท ให้แก่ผู้แสวงบุญในเทศกาลฮัจย์ 2568 นอกจากนี้ ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อดูแลและสนับสนุนพี่น้องทุกท่าน ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็คอิน บริหารจัดการสัมภาระ ตลอดจนกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และความปลอดภัย โดยรัฐบาลจะอยู่เคียงข้างและสนับสนุนพี่น้องทุกท่านในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าการเดินทางสู่ห้วงเวลาแห่งศรัทธาในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างสง่างามและเปี่ยมด้วยความสุขสันติ 

พิธีฮัจย์ 69

“ผมขออำนวยพรและส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้เดินทางทุกท่าน ขอให้ได้รับฮัจย์ที่สมบูรณ์ (ฮัจย์มับรูร) ให้ท่านได้ประกอบศาสนกิจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ขอความสันติสุข ความเมตตา ความปลอดภัย และความจำเริญจากอัลลอฮ์ให้ประสบแก่ผู้ร่วมเดินทางและครอบครัวทุกคนอย่างถ้วนหน้า” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69
พิธีฮัจย์ 69

อดีตปธ.สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ย้ำหลักการเสรีภาพ ต้องมาคู่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน

อดีตปธ.สภาการหนังสือพิมพ์ฯ  ย้ำหลักการเสรีภาพ ต้องมาคู่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน

อดีตปธ.สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ย้ำหลักการเสรีภาพ ต้องมาคู่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบ 

เมื่อเร็วๆนี้ ผมเขียนแถลงการณ์ให้องค์กรสื่อองค์กรหนึ่งที่ถูกฟ้องปิดปาก หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPP) หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า มีเหตุที่สมควรออกแถลงการณ์ได้

เหตุที่ว่านััน คือแนวทางการนำเสนอข่าวขององค์กรสื่อ หรือสำนักข่าวนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ มีความระมัดระวังในการใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ โดยเฉพาะข่าวการค้ามนุษย์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเป็นที่มาของการฟ้องร้องคดีนั้น

หลังที่แถลงการณ์ปรากฎต่อสาธารณะ ผมได้เห็นการตอบรับที่น่ายินดี การให้กำลังใจกับพวกเขาที่จะต่อสู้กับอำนาจการเมือง และการใช้คดีความมาบีบบังคับให้ต้องยอมจำนนต่ออำนาจอธรรม
แต่การออกแถลงการณ์ในหลายครั้ง กับให้ผลตรงกันข้าม คือมีแต่เสียงก่นด่า วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งคำถามย้อนกลับว่า ผู้ออกแถลงการณ์ได้คำนึงถึงการใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบของตนเองอย่างเพียงพอหรือไม่ สำหรับผู้เป็นต้นเหตุให้ออกแถลงการณ์นั้น

สื่อมิใช่อภิสิทธิ์ชน ไม่ใช่ผู้ทรงอำนาจที่จะชี้นิ้วสั่งการให้ใครทำอะไรก็ได้ แต่สื่อเป็นเพียงกระจกสะท้อนสังคม ที่มีหน้าที่เพียงรายงานข้อเท็จจริง อย่างครบถ้วน และรอบด้าน ด้วยความอ่อนน้อม ถ่อมตน และเคารพวิจารณญาณของประชาชนผู้รับสาร

นี่คือหลักการ นี่คือแนวปฎิบัติ ที่ผมยึดมั่นมาตลอด 50 ปีที่อยู่ในวิชาชีพสื่อ