นายกฯ บอกไม่เกี่ยวได้รับการนิรโทษฯ แล้วถึงจะสามัคคี ขออย่าบั่นทอนขวัญกำลังใจกันเอง

23 สิงหาคม 2569 เวลา 21:02 น.

นายกฯ บอกไม่เกี่ยวได้รับการนิรโทษฯ แล้วถึงจะสามัคคี หลังราชกิจจาฯ ประกาศกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองครอบคลุมชุมนุม – แสดงออกทางการเมืองกว่า 20 ปี

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 หรือ กฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 – วันที่ 16 ก.ค.2568 มองบรรยากาศการเมืองหลังจากนี้อย่างไร ว่า เราคนไทยควรจะสามัคคีกันไว้ ไม่เกี่ยวกับคนที่จะต้องได้รับการนิรโทษกรรมถึงจะมาสามัคคีกัน เราเป็นคนไทยด้วยกันเอง ศัตรูคนที่ไม่หวังดีกับประเทศมีมากมาย สิ่งที่จะทำให้ชัยชนะเกิดขึ้น และทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เกิดความสามัคคีของคนในชาติ

นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องไม่ว่ากล่าวให้ร้ายพวกกันเอง ไม่พูดอะไรที่เป็นการบั่นทอน หรือทำให้ขวัญกำลังใจของคนในชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องได้รับผลกระทบ เราต้องเชียร์เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทหารอาสาสมัครทั้งหลาย ให้มีกำลังใจในการป้องกันประเทศ ป้องกันบ้านของเรา

การเมืองนายกฯนิรโทษกรรมแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ-ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมเปิดสายด่วน 1880

23 สิงหาคม 2569 เวลา 20:54 น.

นายกฯ สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ-ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ เปิดสายด่วน 1880 ติดตามทุกเคสไม่ให้ตกหล่น

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามและสั่งการด้านความมั่นคงต่อสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว นายกรัฐมนตรีได้กำชับต่อเนื่องถึงการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เร่งเข้าช่วยเหลือและเยียวยาทุกกรณี ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ครอบคลุมทั้งผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว กลุ่มเปราะบาง และผู้ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ล่าสุด ศอ.บต. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสื่อสารและให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมาย โดยนำระบบ Case Management มาใช้ตลอดกระบวนการ มี Case Manager ทั้งในภาพรวมและรายกรณี ทำงานเป็นทีมเดียวกับจังหวัด ตั้งแต่การลงพื้นที่ค้นหาและรับข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ ตรวจสอบสิทธิ ติดตามการเข้าถึงความช่วยเหลือ ไปจนถึงการระบุปัญหาอุปสรรค ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่จะแก้ไขให้แล้วเสร็จ

ขณะนี้ ทีม Rapid Response ระดับจังหวัด 3 ทีมได้ลงพื้นที่แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด เพื่อรับข้อมูลสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง พร้อมประสานกับผู้รับผิดชอบงานเยียวยาและเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดอย่างใกล้ชิด โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปหาผู้ได้รับผลกระทบ แทนการรอให้ประชาชนเป็นฝ่ายเดินทางมาติดต่อหรือประสานหลายหน่วยงานด้วยตนเอง

พร้อมกันนี้ ศอ.บต. ได้เปิด สายด่วน 1880 เพื่อให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับสิทธิและการช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนโดยตรง ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวสามารถโทรสอบถามและประสานการช่วยเหลือได้ทันที พร้อมเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ Case Management เพื่อติดตามแต่ละกรณีจนได้รับการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ จะจัดทำ Dashboard แบบ Real Time เพื่อติดตามสถานะการช่วยเหลือเป็นรายกรณี แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ สีเขียว ได้รับความช่วยเหลือแล้ว สีเหลือง อยู่ระหว่างดำเนินการ สีส้ม ข้อมูลหรือเอกสารยังไม่ครบ และ สีแดง ยังเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ ทำให้เห็นได้ทันทีว่าเคสใดอยู่ขั้นตอนใด ติดขัดเรื่องอะไร และต้องเร่งแก้ไขจุดใด โดยข้อมูลความคืบหน้าจะนำมาสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนไม่ควรต้องเป็นฝ่ายวิ่งหาหน่วยงานรัฐ แต่รัฐต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาประชาชน การช่วยเหลือต้องรู้ให้ชัดว่าแต่ละครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างไร มีสิทธิได้รับการเยียวยาอะไร เรื่องอยู่ในขั้นตอนไหน ติดขัดตรงไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบและจะสามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จเมื่อใด เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนจริงและเร็วที่สุด” นางสาวรัชดากล่าว

ทั้งนี้ การดูแลจะครอบคลุมตั้งแต่การรักษาพยาบาลและฟื้นฟูผู้ได้รับบาดเจ็บ การดูแลครอบครัวและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน ร้านค้า และการประกอบอาชีพ

ชายแดนใต้นายกฯศอ.บต.สายด่วน1880แนวหน้าออนไลน์

นายกฯ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่น ให้คำมั่น จะดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี

23 สิงหาคม 2569 เวลา 20:49 น.

นายกฯ เข้าเยี่ยม ทหารเหยียบทุ่นระเบิด ขาขาด ถามลูกชาย จ่าสิบเอก ชาญณรงค์ อยากเป็นอะไร ก่อนตอบอยากเป็นหมอ ให้คำมั่น จะดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ที่ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่ เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 บริเวณพื้นที่ใกล้ ช่องอานม้า ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและข้อเท้าขวาขาด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา

ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรี ได้เข้าไปเยี่ยมและถามอาการของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ ทันทีพร้อมกับพูดคุยกับครอบครัวของนายทหาร ซึ่งมีทั้งลูกชาย และภรรยา โดยนายกฯ ให้คำยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยดูแลครอบครัวของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ พร้อมถามลูกชายของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ซึ่งได้รับคำตอบว่าอยากเป็นหมอ

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ถามไถ่อาการของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ ก่อนจะมอบสิ่งของเพื่อเป็นสินน้ำใจและให้กำลังใจกับครอบครัวของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์

ชายแดนไทยเขมรทหารนายกฯแนวหน้าออนไลน์

โด่ง อรรถชัย แฉแกนนำม็อบอาศัยความดังหลอกกินตับมวลชน บอกเคส 2 คนนี้ยังน้อย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 20:26 น.

โด่ง อรรถชัย แฉแกนนำม็อบอาศัยความดังหลอกกินตับมวลชน พลิกชีวิตจากยาจกสู่เศรษฐี บอกเคส 2 คนนี้ยังน้อย

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นายอรรถชัย อนันตเมฆ กรรมการขับเคลื่อนนโยบายพรรคเพื่อไทย อดีตดารานักแสดงและอดีตแกนนำคนเสื้อแดง ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไม่ใช่แค่สองคนนี้หรอก นี่ยังน้อย

เท่าที่อยู่กันมา เห็นเบื้องหลังเบื้องหน้า ยังมีแกนนำ แกนนอน อีกหลายคน อาศัยศรัทธา อาศัยความดัง ไปหลอกฟาดกินตับประชาชนผู้ศรัทธาอุดมการณ์ ด้วยใจจริง

ขนาด จัดนายหน้าลงไปหาเหยื่อในผู้ชุมนุมพาไปถวายแกนนำ หลังเวที ก็เคยเห็นเคยพบมาแล้ว

แกนนำพวกนี้ทุกวันนี้อยู่สุขสบายมีเงินมีทองกันอย่าง“ไม่มีเหตุผล” ในขณะที่ การต่อสู้ยังไม่บรรลุเป้าหมาย พี่น้องที่มาต่อสู้ยังลำบาก

โดนปราบไม่กี่วันได้เห็นแกนนำสั่งซื้อรถกันเป็นว่าเล่นขนาดว่าโชว์รูมต้องขนรถมาดูกันถึงที่ทั้งมอเตอร์ไซค์ทั้งรถยนต์

รวยว่างั้น ในวันที่พวกเราโดนปราบ

สังเกตุกลับไปดูเถอะ พลิกชีวิต จากยาจกเป็น เศรษฐี กันหลัง วันนั้น ละ

เวลาผ่านไป เดียวนี้บางคนไปนั่งด่าทักษิณ“สู้ไม่สุด ”

หักหลังประชาชน ??

โถ่ มึงอ่ะตัว เห้ เลย..

อย่างไรก็ตาม … ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการต่อสู้ เลวร้ายไปเสียทั้งหมด

ยังมีแกนนำ อีกหลายท่านที่ น่านับถือ

แน่นอน เมื่อการต่อสู้ยังไม่ถึงเป้าหมาย ทุกวันนี้ หลายคน พบชะตากรรม โดนอุ้มหาย หลายคน ยังต้องลี้ภัยกลับบ้านไม่ได้ ..

คนนึ่ง ที่ผมนับถือจากใจ…

สุรชัย. แซ่ด่าน … “

การเมืองม็อบสมบัติสมยศเสื้อแดงแนวหน้าออนไลน์

รอมฎอน ไม่ประณามBRN แต่ดึงดันปม ยิงจาก ฮ. จี้ตั้งกลไกอิสระตรวจสอบ อ้างความจริงมี 2 ชุด พร้อมดันผู้ตรวจการกองทัพ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:54 น.

รอมฎอน ไม่ประณามBRN แต่ดึงดันปม ยิงจาก ฮ. จี้ตั้งกลไกอิสระตรวจสอบ อ้างความจริงมี 2 ชุด พร้อมดันผู้ตรวจการกองทัพ

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” [ เมื่อความจริงมีสองชุด รัฐบาลควรตั้งกลไกอิสระไต่สวนข้อเท็จจริง ] — การโจมตีแบบประสานกันใน 3 จังหวัดเมื่อคืนนั้นมุ่งไปที่เป้าหมายที่เป็นพื้นที่พลเรือน แม้ว่าจะไม่ได้มุ่งหมายจะเอาชีวิต แต่ทรัพย์สินของสาธารณะและเอกชนต้องเสียหายไปก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวานนัั้นถือว่ายังไม่นิ่งครับ

เมื่อสักครู่ ผมโทรเชคกับ ผบช.ภ.9 พบว่าตัวเลขล่าสุดของจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นยังไม่ชัดเจนนัก แต่น่าจะมากกว่า 51 จุด ตามที่มีรายงานไปก่อนหน้านี้ จึงยังไม่แน่ใจว่าได้รวมเหตุการณ์ที่เป็นปริศนาและมีความจริง 2 ชุด กรณีวัยรุ่นถูกยิงที่ อ.จะแนะ ด้วยหรือไม่ครับ แต่ท่านยืนยันกับผมหนักแน่นว่าเหตุการณ์จะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานในฐานะที่เป็น #คดีความมั่นคง ไปด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลและข้อเท็จจริงพื้นฐานสำคัญอย่างมากครับ

เมื่อคืนผมตัดสินใจโพสต์เรียกร้องให้ @หน่วย เร่งตรวจสอบและสร้างความกระจ่าง หลังจากได้ข้อมูลในเบื้องต้นและตรวจสอบกับผู้นำในพื้นที่ ผมเกรงว่าหากไม่ทำให้ข้อเท็จจริงนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา ความขัดแย้งและหวาดระแวงจะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงวินาทีนี้เราพบว่ามีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ที่จะแนะนับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่มีความจริงสองชุด คล้ายกับหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในชายแดนใต้

ข้อมูลจากผู้ถูกยิงนั้นระบุว่ากลุ่มวัยรุ่นทั้ง 5 คนถูกยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์สองชุดหลังผ่านจุดเกิดเหตุเผาสำนักงาน อบต.ช้างเผือก การยิงที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บเกิดขึ้นขณะที่พวกเขากำลังชูมือเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นข้อเท็จจริงจากแม่ทัพภาคที่ 4 กอ.รมน. และหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่มีคำแถลงในวันนี้ว่าไม่มีการกราดยิงจากเฮลิคอปเตอร์แต่อย่างใด

มีคนตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น ทั้งชนิดอาวุธที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้น กระทั่งคำพูดของแม่ทัพก็ไปไกลว่าหากเป็นอาวุธที่ติดตั้งประจำใน ฮ.นั้น “คงไม่รอด” ผมคิดว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้คงต้องทำให้กระจ่างโดยเร็ว จะคาดหวังการทำงานของพนักงานสอบสวนให้ตอบข้อเท็จจริงเหล่านี้คงไม่ได้ เพราะยังมี #คดีความมั่นคง อีกไม่น้อยที่ต้องสะสาง

ทาง กอ.รมน.ก็คงเห็นว่าเป็นประเด็นและยังคงต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพราะในคำแถลงวันนี้ก็ยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบต่อไป โดยกำหนดให้เป็นการทำงานของสามฝ่าย (ทหาร ตำรวจ และปกครอง) แต่ผมเห็นว่ากลไกการตรวจสอบเหล่านี้อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ จึงอยากขอเรียกร้องให้กลไกที่เป็นอิสระและเป็นมืออาชีพเพื่อตรวจสอบกรณีนี้และสื่อสารต่อสาธารณะ โดยมีองค์ประกอบมาจากบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจทั้งจากเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่

ที่ผ่านมาตลอดกว่ายี่สิบปี เราเคยมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเหล่านี้หลายกรณีครับ งานศึกษาก่อนหน้านี้เคยนับว่ามีถึง 17 คณะ จากเหตุการณ์ที่สร้างความกังขาของสาธารณะ (เช่น ตากใบ กรือเซะ ปุโละปูโย โต๊ะชูด เป็นต้น) ทั้งการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี (ผ่านคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี) การแต่งตั้งโดยเลขาธิการ ศอ.บต. ผอ.รมน.ภาค 4 สน. หรือแม้แต่ผู้ว่าราชการ

ในขณะที่ตามกฎหมาย พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 ยังให้อำนาจกับสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่เป็นประเด็นปัญหาในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

กลไกการตรวจสอบเหล่านี้จะทำให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐมีความโปร่งใสและความชอบธรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้เลยโดยใช้อำนาจของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่กลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอื่น ๆ อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) หรือแม้แต่คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็อาจดำเนินการได้ด้วย

แต่ผมเห็นว่ารัฐบาลควรเป็นฝ่ายริเริ่มดำเนินการก่อนในเบื้องต้นครับ

ผมเข้าใจดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การเรียกร้องสิ่งเหล่านี้อาจทำให้มีคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าสร้างภาระให้กับทางเจ้าหน้าที่มากเกินไป กระทั่งกระทบต่อขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน บางคนคงเห็นว่าควรต้องให้น้ำหนักไปที่การประณามและทุ่มกำลังไปที่การจับกุมตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงหลายสิบจุดเสียก่อน

สำหรับผม การรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุเป็นหน้าที่พื้นฐานของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนอยู่แล้ว ผมเองก็ให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วย แต่ต้องไม่ลืมว่าในความขัดแย้งที่มีจุดคานงัดอยู่ที่มวลชนเช่นนี้ ความชอบธรรมของผู้ถืออำนาจรัฐนั้นสำคัญ สิ่งนี้ทำให้ “รัฐ” แตกต่างจากขบวนการติดอาวุธที่ “ไม่ใช่รัฐ” ครับ

การเปิดเผยความจริงและให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่รัฐพึงกระทำครับ

สถานการณ์เช่นนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมี #ผู้ตรวจการกองทัพ ที่เคยเป็นนโยบายของพรรคก้าวไกล/พรรคประชาชน เพราะนอกจากจะมีการตรวจสอบโดยกลไกที่เป็นอิสระแล้ว ยังจะเป็นหลักประกันว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นจะมีความชอบธรรมทางการเมืองมากพอ

ส่วนประเด็นที่ว่า การโจมตีในลักษณะที่มีการประสานงานกัน (coordinated attack) มีความหมายว่าอย่างไร คงมีการตีความได้หลายทาง ขึ้นกับข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ค่อย ๆ ปรากฎ ผมคงต้องขอชวนคิดในอีกโพสต์นึงครับ”

ทั้งนี้ได้มีคนเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก อาทิ ค่าหัวไอ้กระจอกนี่1บาทไทย, ตอนเกิดเหตุหายเงียบเลยน้า555, ไม่มีประนามการกระทำนี้ของbrn แม้แต่คำเดียว ไม่มีการเรียกร้องให้ชาวบ้านมุสลิมให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ (เข้าใจนะว่าคำสอนมุสลิมคือเรือนร่างเดียวกัน) ทำไมไม่เสนอแก้รัดนูนที่ว่าแผ่นดินไทยเป็นหนึ่งเดียวแบ่งแยกไม่ได้ไปเลยละ จบๆไป, ผมคนหนึ่งที่เป็นอิสลาม เกลียดพวกBRNชอบสร้างสถานการณ์แบ่งแยก สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น, อยากเห็นประจานแบบประจานพวกเผาทำลาย ระเบิดเสาไฟ เผารถทางการ 7-11 ไรพวกเนี่ยไม่เคยเห็นเลย ประจานการทำลายทรัพย์สินบ้างครับ ไม่เคยเห็นเลย ออกแนว จะเล่นหน่วยงานรัฐอย่างเดียว, ผมบอกเลย ส้มไม่ได้คะแนนบ้านผมอีกเพราะคนนี้ เป็นต้น 

กองทัพชายแดนใต้รอมฎอนแนวหน้าออนไลน์

โฆษก ทบ. ติง รอมฎอน โพสต์คำถามชี้นำปมใช้ ฮ. ยิงวัยรุ่น จชต. ชี้ควรกลั่นกรองข้อมูล ไม่ใช่ฟังเฉพาะคำบอกเล่า

23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:08 น.

โฆษก ทบ. ติง รอมฎอน โพสต์คำถามชี้นำปมใช้ ฮ. ยิงวัยรุ่น จชต. ชี้ควรระมัดระวัง-กลั่นกรองข้อมูล ไม่ใช่ฟังเฉพาะคำบอกเล่า

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ​จากกรณีนายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะว่า มีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น

ล่าสุด ​พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งในมิติทางยุทธการและยุทธวิธี เนื่องจากการใช้อากาศยานของกองทัพบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) มีไว้เพื่อการลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศเท่านั้น ไม่เคยมีการนำเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธมาใช้โจมตีเป้าหมายแต่อย่างใด

​สำหรับการใช้กำลังอาวุธต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต. เจ้าหน้าที่จะใช้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เสมอ ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนจากการปฏิบัติการที่ผ่านมา เช่น การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ หากไม่มีการต่อสู้ขัดขืนหรือใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการใช้อาวุธจากเจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน ทั้งนี้ยืนยันว่าการใช้อาวุธจะดำเนินการในลักษณะเพื่อการป้องกันตัว ภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักสากล

​การนำเสนอข้อมูลในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างกระแสข่าวที่ยังไม่ผ่านกระบวนการที่เหมาะสม และมีลักษณะเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียวแล้ว ยังก่อให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ประสานงานหรือสอบถามผ่านช่องทางทางการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะข้อมูลหลายอย่างในพื้นที่ จชต. ที่ไม่สามารถตัดสินได้จากการบอกเล่าเพียงฝ่ายเดียว จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ มาร่วมพิจารณาด้วยเสมอ

​ต่อกรณีดังกล่าว อาจนำมาซึ่งความตื่นตระหนกแก่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจรวมถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงภาวะวิกฤต

​ทั้งนี้ ในระยะหลังพบว่ามีการพาดพิงการทำงานของหน่วยงานรัฐโดยอ้างอิงข้อมูลที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองบ่อยครั้ง จึงขอให้สังคมและผู้บริโภคสื่อพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากพฤติการณ์เช่นนี้อาจเข้าข่ายการใช้กลยุทธ์สื่อสารเพื่อชี้นำสังคม และสร้างทัศนคติเชิงลบต่อเจ้าหน้าที่รวมถึงหน่วยงานรัฐได้

ชายแดนใต้รอมฏอนแนวหน้าออนไลน์โฆษกกองทัพบก

วันวิชิต แฉ 2 เหตุผล ทำไมขบวนการผู้ไม่หวังดีปลุกปั่นข่าวเสี้ยม-ก่อเหตุรุนแรง

23 สิงหาคม 2569 เวลา 18:12 น.

วันวิชิต แฉ 2 เหตุผล ทำไมขบวนการผู้ไม่หวังดีปลุกปั่นข่าวเสี้ยม-ก่อเหตุรุนแรง

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การปลุกปั่นข่าวเสี้ยมกับก่อเหตุความรุนแรงในจังหวัดนราธิวาส มี 2 ขยัก ที่ขบวนการผู้ไม่หวังดีต้องการ คือ

1. ใส่ร้าย ว่าทหารใช้เฮลิคอปเตอร์ บินมายิงประชาชน เพื่อโหมไฟให้คนโกรธและเชื่อว่าทหารทำ ข่าวนี้เท็จทั้งเพ

2. กดดัน ดิสเครดิต เพื่อเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ ๔ เพราะใกล้วงรอบการแต่งตั้งโยกย้ายงวดมาแล้ว แสดงว่ากองทัพขยับงานคืบหน้า ทำลายแนวร่วมขบวนการฯ ได้เพิ่มขึ้น

ป.ล. ประชาชนขอให้เชื่อมั่นฝ่ายความมั่นคงนะครับ อย่าตกเป็นเครื่องมือถือของพวกขบวนการฯ ทำร้ายประเทศของเรา”

ชายแดนใต้วันวิชิตแนวหน้าออนไลน์แม่ทัพภาคที่4

แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ปัตตานี ติดตามเหตุระเบิด ให้กำลังใจจนท.เร่งตรวจสอบความเสียหาย- ดูแลความปลอดภัย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 17:55 น.

แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ปัตตานี ติดตามเหตุระเบิด ให้กำลังใจจนท.เร่งตรวจสอบความเสียหาย- ดูแลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่เทศบาลเมืองตะลุบัน (หลังใหม่) อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดเกิดเหตุ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองตะลุบัน ภายหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อคืนที่ผ่านมา

โดย พล.ท.นรธิป ได้ติดตามสถานการณ์และรับฟังรายงานความคืบหน้าการดำเนินงาน พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เทศบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบและดูแลพื้นที่ โดยกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินการด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หากพบเห็นวัตถุ บุคคล หรือยานพาหนะต้องสงสัย อย่าเข้าใกล้หรือดำเนินการด้วยตนเอง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือสายด่วนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า 1341 เพื่อป้องกันอันตรายและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าทุกภาคส่วนยังคงร่วมกันดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ชายแดนใต้ปัตตานีแนวหน้าออนไลน์แม่ทัพภาคที่4

อนุทิน เสียงสั่น ให้กำลังใจทหารเหยียบทุ่นระเบิดเสียอวัยวะ ลั่น พร้อมหนุนทุกภารกิจ ป้องแผ่นดินไทย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

อนุทิน ไปต่อช่องอานม้า จ.อุบลฯ ตามสถานการณ์กู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เสียงสั่น ให้กำลังใจนายทหาร หลังเหยียบทุ่นระเบิดเสียอวัยวะ ลั่น พร้อมหนุนทุกภารกิจ ปกป้องแผ่นดินไทย ย้ำ ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบไทย

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ประกอบด้วย พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ในฐานะ สส.จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ

เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยเดินทางถึงท่าอากาศยานกองบิน 21 และเดินทางต่อด้วยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ไปยังจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ อำเภอน้ำยืน เพื่อเดินทางโดยรถยนต์ต่อไปยังบริเวณช่องอานม้า เพื่อรับฟังบรรยายสรุป การปฏิบัติงานด้านยุทธวิธี พร้อมให้กำลังใจพลทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษา และปกป้องผืนแผ่นดินไทย

ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังบรรยายสรุปโครงการปรับปรุงพัฒนาเส้นทางลาดตระเวนและตรวจการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าเพื่อความมั่นคงตามแนวชายแดนบริเวณพื้นที่อนุรักษ์อำเภอน้ำยืน และโครงการจัดกำลังพล และสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังสถานการณ์ทุ่นระเบิด และการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของประเทศไทย โดยการขอขยายระยะระยะเวลาการเก็บกู้ทุนแบบครั้งที่ 4 ของประเทศไทยระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.2570-31ธ.ค.2574 พร้อมทั้งดูภาพประกอบจุดกำลังพลเหยียบขึ้นระเบิดในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา

สำหรับรายงานการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ไทยมีพื้นที่ที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดทั้งสิ้น 15 อำเภอ 6 จังหวัด ครอบคลุมทั้งจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว และตราด โดยได้มีการเก็บกู้ทุนระเบิดและสรรพาวุธระเบิด ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.68-31มี.ค.69 ไปแล้วรวม 673 ทุ่น ส่วนการเก็บกู้กวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ยุทธบริเวณ เพื่อสนับสนุน กองกำลังป้องกันชายแดน ระหว่างวันที่ 11ธ.ค.68-31มี.ค.69 มีพื้นที่ที่ปลอดภัยแล้วทั้งสิ้น 390,883 ตร.ม.

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ยืนส่องกล้องทางไกล ดูหมู่บ้านอานแซะ ช่องอานม้า ฝั่งกัมพูชา ก่อนจะตรวจเยี่ยมกำลังพล และมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณช่องอานม้า

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับกำลังพล ด้วยน้ำเสียงที่สะเทือนใจ ว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจที่มีทหารต้องสูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทำความเสียใจให้กับตนเป็นอย่างมาก ตนมีความห่วงใย จึงได้หารือกับทางผู้บัญชาการทหารบก บอกว่าเมื่อกลับจากการไปราชการต่างประเทศแล้ว จะขอมาพบกับกองกำลังทุกคนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมายังไม่มีมีโอกาสพบกับทุกคน และเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดใจอยู่ตลอดเวลา

โดยช่วงที่มีเหตุการณ์สู้รบทั้งสองระลอก ตนมีความใกล้ชิดผูกพันกับนายทหารทุกคน มีโอกาสได้มา ติดตามสถานการณ์ และได้เห็นวีรกรรม ของพี่น้องทหาร ทั้งบาดเจ็บ และเสียชีวิต จึงบอกตัวเองว่าตราบใดที่ยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ จะปฏิบัติและใช้ความสามารถทุกอย่างที่มีอยู่ สนับสนุนให้ทหาร ของชาติ มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสู้รบ และปลอดภัย จากการปะทะ จากอริราชศัตรู จึงอยากให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาล อยู่ข้างทหารทุกคน และมีการประสานงานใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงตลอดเวลา เมื่อใีเหตุการณ์ใด ๆ ขึ้นมา ก็ไม่เคยมีความรู้สึกที่ดี นอกจากความเป็นห่วง และกังวลเป็นอันมากต่อความปลอดภัยของพวกเรา

ดังนั้นขอให้นายทหารทุกคนได้ร่วมมือกัน รัฐบาลจะดูแลอย่างเต็มที่ และขอให้ได้ระมัดระวังตนเองในการปฏิบัติภารกิจทุกภารกิจ ให้ปลอดความเสี่ยงมากที่สุด และสิ่งที่ทำให้ตนสามารถตัดสินใจ หรือเจรจา กับนานาประเทศ เวลามาพูดถึง เรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา คือการมาพบกับนายทหารที่ชายแดน เวลามีการพูดคุยบางทีมีประเทศที่ 3 ที่ 4 ไปฟังข้อมูลอะไรต่าง ๆ มา ก็พยายาม จะมาหาว่าเราเป็นประเทศที่ศักยภาพเหนือกว่าขีดความสามารถสูงกว่า เราไปรังแกประเทศเพื่อนบ้านหรือเปล่า ถ้าตนไม่ได้มาเจอ ตนอาจจะไม่มีความมั่นใจในการโต้ตอบกับพวกเขา

นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราทำงานอย่างใกล้ชิดกันเช่นนี้ และมีความรู้สึกร่วมด้วยกันเช่นนี้ ทำให้ทุกครั้งที่มีการหารือ กับต่างประเทศ ตนมีความมั่นใจ ที่จะต้องปกป้องและยืนหยัดในจุดยืนของพวกเราโดยที่ไม่ยอม ให้มีการเอารัดเอาเปรียบใด ๆ ไม่ว่าจะใช้กลไกใด ๆ ในการกดดันรัฐบาลไทย และกองทัพไทย สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเรามีความใกล้ชิดกัน มีความรู้สึกร่วมกัน ในการหวงแหน รักษา แผ่นดินของพวกเรา

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ตนมีโอกาส ก็จะขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกเสมอว่า อยากจะมาพบกับพวกเราแล้ว วันนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีอีกครั้งหนึ่ง แล้วยังมีใจที่เห็นพวกเรามีขวัญกำลังใจที่แน่วแน่ และมีความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ตนจะไปเยี่ยมเพื่อนของเราที่ได้รับบาดเจ็บ ขอให้เป็นคนสุดท้าย ขอให้เราทุกคนถอดบทเรียนเพิ่มความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยให้กับตัวเองพวกเราอยู่กับท่านเสมอท้ายที่สุดนี้ขออำอวยพร ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระบารมี องค์จอมทัพไทย และโปรดดลบันดาล ให้ทหาร ทุกคน และเจ้าหน้าที่ทุกคน จงประสบแต่ชัยชนะ มีความคล้ายของข้าจากภัยอันตรายทุกสิ่ง มีความปลอดภัย และรักษา บ้านรักษาเมืองของเรา ให้มีความภาคภูมิใจ เป็นเกียรติยศเกียรติศักดิ์ แล้วจะมาพบกันเสมอยืนยันให้การสนับสนุนภารกิจของทุกคนให้เราได้รับชัยชนะ โดยที่ไม่มีวันจบสิ้น

ชายแดนไทยเขมรนายกฯอนุทินแนวหน้าออนไลน์

อภิสิทธิ์ ยันผนึกฝ่ายค้าน เปิดซักฟอกรัฐบาลแน่ แย้มมีข้อมูลใหม่ ถึงล้มไม่ได้ แต่อาจบอบช้ำ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 16:41 น.

อภิสิทธิ์ ยันผนึกร่วมฝ่ายค้าน เปิดซักฟอกรัฐบาล แน่นอน แย้มมีข้อมูลใหม่ที่สาธารณะควรรู้ ชี้ถึงล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่อาจบอบช้ำ ต้องปรับปรุงตัว แจงไทม์ไลน์เดินงานหลังเปิดประชุมสภาฯ

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวการเตรียมความพร้อมทำงานหลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในวันที่ 25 ส.ค. นี้จะมีการยื่นกฎหมายสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมสภา ตั้งแต่เรื่องปาล์มน้ำมัน ไปจนถึงการเร่งรัดกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายประกันสังคม กฎหมายเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ส่วนวันพุธก็พร้อมอภิปรายเรื่องพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะชี้ให้เห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เงินกู้ก้อนใหญ่ก้อนนี้ และทำให้หนี้สาธารณะเกือบชนเพดานแล้ว กำลังมาถึงทางตันในแง่ที่ว่าเงินที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนเหลือแค่งวดเดียว คือต้น ก.ย.นี้ แต่ปัญหาข้าวของแพง ราคาพลังงาน

ซึ่งรัฐบาลเคยรับปากเกี่ยวกับการรื้อโครงสร้างต่างๆ แต่เอาเข้าจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์จะชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่ได้เอาจริงเท่าที่สามารถทำได้ ซึ่งหากใช้แนวทางที่เราเคยเสนอตั้งแต่ต้น ยึดมาตรการลดต้นทุนเป็นหลัก เราจะไม่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ นอกจากนี้ จะชี้ให้เห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพบว่า พยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกคน เห็นไปในแนวทางเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้าน ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไม่น่าเข้าเงื่อนไขตอบโจทย์ความมั่นคงทางเศรฐกิจ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ในวันพฤหัสบดี จะมีการตั้งกระทู้ถาม หรืออาจจะร่วมกับฝ่ายค้านในการเสนอญัตติการแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ส่วนวันศุกร์และวันเสาร์จะประชุม 3 เรื่องใหญ่คือการฮั้วสว. ซึ่งจะร่วมกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อแสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ก่อนที่กกต.จะมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ในช่วงปลายเดือน นอกจากนี้จะเป็นการเข้าร่วมการแก้ไขเพิ่มเติมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยจะชี้ให้เห็นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมีส.ส.ร. แนวคิดของพรรคการเมืองยังมีความแตกต่าง หลากหลาย ขณะที่มีเรื่องเร่งด่วน จำเป็นต้องแก้ไขไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการได้มาของสว. ซึ่งเห็นว่าไม่ควรมีการได้มาเหมือนครั้งที่ผ่านมาอีกต่อไป รวมถึงอำนาจของประธานสภาในการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งกรรมการไต่สวนอิสระกรณีป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งเรื่องนี้จะเรียกร้องให้ประธานสภาอย่างน้อยสุดต้องเปิดเผยชื่อกรรมการกลั่นกรอง รวมถึงกรอบเวลาที่ชัดเจน ว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อไหร่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อีกกิจกรรมที่ตนเป็นกรรมาธิการศาล และองค์กรอิสระ คือการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายคน ทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และนายวัส ติงสมิทร อดีตตุลาการ นายวิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. มพูดถึงวิกติศรัธธาขององค์กรอิสระในภาพรวมว่าจะฟื้นศรัทธาและววางกลไกถ่วงดุลให้เกิดความเหมาะสมในอนาคต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นจะมีการหารือร่วมกันของแกนนำพรรคฝ่ายค้านช่วงสิ้นเดือนส.ค.นี้ ว่าการดำเนินการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้น จะวางแนวทางและตารางเวลาอย่างไร เพราะหลังสภาเปิดจะมีการอภิปรายทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน และจากนั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์จะเป็นการอภิปรายงบประมาณวาระ 2 และวาระ 3

เมื่อถามว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการวางเรื่องไหนไว้เป็นพิศษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สส.หลายคนทำข้อมูลอยู่ แต่ต้องไปหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนปูทางเรื่องการฮั้วสว. และการทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ อยากเน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ กล่าวว่า อย่าไปบอกว่าใครทำอะไรก่อน หลัง มากน้อยอย่างไร เพาะการตรวจสอบเป็นหน้าที่ของทุกคน ซึ่งเรื่องฮั้ว สว.ตนก็พูดไว้ตั้งแต่วันเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วว่า มีฐมนตรีที่เกี่ยวข้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ในสํานวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ตนคิดว่าข้อเท็จจริงที่พรรคประชาชนทยอยเปิดออกมาโดยลำดับ กับข้อมูลที่เรามีอยู่ก็สอดคล้องกันหมด ไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ว่าภารกิจเบื้องต้นขณะนี้ก็คือ เราต้องการที่จะให้ กกต. ส่งเรื่องนี้ไปสู่ศาล ซึ่งเราคิดว่าก็จะทำให้การตรวจสอบ หรือการทำหน้าที่ของ กกต.สามารถทำให้เราได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้มากที่สุด

“ถ้าเรานึกภาพว่าในอดีตเนี่ย กกต. เคยส่งกรณีที่ผู้สมัคร สว. 2 คนคุยไลน์กันแล้วแลกเปลี่ยนคะแนนกัน ไปให้ศาลพิจาณรา ซึ่งศาลก็ตัดสินว่าผิดแล้ว ดังนั้นถามว่าสิ่งที่พวกเราเห็นข้อเท็จจริงเปิดเผยมาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุผลอะไรที่ กกต. จะไม่ส่งเรื่องนี้ให้กับศาล คำพิพากษาศาล คำพิพากษาศาลจบไปแล้วในกรณี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีเรื่องใหม่ๆ ที่จะเป็นหมัดเด็ดเพิ่มเติมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้อนว่า “ถ้าบอกก็ไม่ใหม่สิ” ทั้งนี้เรายังไม่ทราบว่าการอภิปรายจะเกิดขุ้นเมื่อไหร่ ตุ่กคนทำการบ้านกะนอยู่ซึ่งจะเป็รเรื่องใหม่หรือไม่ใหม่ไม่ทราบ แต่ว่าก็คงมีข้อมูลหลายอย่างซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้ปรากฏในสาธารณชน

เมื่อถามต่อว่านิด้าโพลทายว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ไม่นานเพราะปัญหาที่รุมเร้า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า บางโพลก็บอกรอด แต่อาจจะบอบช้ำหน่อย แต่เรื่องสำคัญคือกเรามีหน้าที่ตรวจสอบ และเราเห็นความล้มเหลวในการบริหาร การทุจริตคอร์รัป ก็เป็นสิ่งที่สาธารณชนมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ อาจจะไม่สามารถส่งผลในแง่ของคะแนนเสียงในสภา แต่มันเป็นหน้าที่สำคัญของเรา ที่จะเป็นตัวช่วยให้สังคมกดดัให้รัฐบาลปรับปรุงการทำงาน

ซึ่งเป็นไปตามที่ตนแถลงว่าเรื่องไหนที่รัฐบาลทำได้ดี ตนก็บอกว่าทำได้ดี แต่เรื่องไหนที่ทำได้ไม่ดี เราก็มีหน้าที่ทำให้เห็นมุมมอง และหวังว่ารัฐบาลอาจจะไปแก้ไขปรับปรุง เช่นที่เราเคลื่อนเรื่องของ Landbridge ในที่สุดก็นำไปสู่การตั้งกรรมการ แล้วก็สุดท้ายกรรมการก็มีความเห็นสอดคล้องกับภาคประชาชน กับพรรคการเมืองทั้งหลายที่ได้นำเสนอว่า มันเป็นโครงการที่ไม่คุ้มทุน

ซักฟอกรัฐบาลฝ่ายค้านอภิสิทธิ์แนวหน้าออนไลน์