20 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ทุบฮั้วสว.ไม่เข้าเป้า ปชน.แค้นลึก ลั่นตามขุดจนคดีจบ เท้งปรับแผนกินโต๊ะรบ. หนูบิน3ประเทศระรื่น เจรจานักลงทุนเข้าไทย
พรรคประชาชนยังไม่หายแค้น หลังขุดคดีฮั้วสว.ไม่เข้าเป้า ประกาศขุดต่อจนกว่าศาลจะตัดสิน “เท้ง” ปรับแผนกินโตะรัฐบาลใหม่ยันเดินหน้าเต็มสูบ ขณะ กมธ.วุฒิสภา เปิดเวทีโชว์ผลงาน “พิสิษฐ์” ยันคดี “ฮั้ว สว.”ไม่กระทบเดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบ จนกว่าศาลสั่ง นายกฯอนุทิน บิน 3 ประเทศ 20–27 กันยายนนี้ ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้าไทย พร้อมโชว์วิสัยทัศน์กลางเวทียูเอ็น
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดกำหนดการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร
โดยช่วงเช้า วันที่20 กันยายนนี้ นายกฯพร้อมคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (HND) และเดินทางถึงกรุงโตเกียวในช่วงเย็น ก่อนเข้าที่พักและรับประทานอาหารค่ำ
จากนั้น ช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน นายกฯเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo และในช่วงบ่าย เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียวไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดินทางถึงนครนิวยอร์ก เข้าที่พักและรับฟังการบรรยายสรุปกำหนดการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 โดยเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก
ประชุมUNGA81
สำหรับภารกิจในที่ 22 กันยายน นายกฯ จะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 และเริ่มการอภิปรายทั่วไป ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ จากนั้นพบหารือกับนาง Rebeca Grynspan ผู้สมัครตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากคอสตาริกา ในช่วงบ่ายจะร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Bank of America และพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เนื่องในโอกาสการประชุม UNGA81
ขณะที่ช่วงเช้าวันที่ 23 กันยายน นายกฯ จะเดินทางไปเยี่ยมชมและพบหารือกลุ่มเล็กกับผู้บริหารบริษัท Google ณ สาขา Pier 57 ก่อนเดินทางไปพบปะชุมชนชาวไทยในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ณ วัดพุทธไทยถาวรวนาราม จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน (working lunch) กับผู้บริหารบริษัท Brookfield และช่วงบ่ายหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ และในช่วงค่ำ นายกฯ พบหารือกลุ่มเล็กกับภาคเอกชน และกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.–ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) ร่วมเป็นเจ้าภาพ
อภิปรายทั่วไปเวที่UN
วันที่ 24 กันยายน ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Jefferies Group LLC จากนั้นพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ รวมถึงพบหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ขณะที่เวลา 17.00 น. นายกฯจะกล่าวอภิปรายทั่วไป (General Debate) ในการประชุม UNGA81โดยประเทศไทยมีกำหนดกล่าวเป็นลำดับที่ 8 ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
โฆษกประจำสำนักนายกฯอล่าวว่า ก่อนออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำ
วันที่ 25 กันยายน ในช่วงเช้า นายกฯเดินทางถึงกรุงลอนดอนในก่อนที่ช่วงบ่าย จะพบปะกับนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจการค้าแห่งกรุงลอนดอน ผู้แทนธุรกิจการเงินและการบริการของสหราชอาณาจักร ประธาน Thai-UK Business Council และผู้แทนการค้า จากนั้นเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Tea Reception) และพบหารือกับบริษัท UBS Group AG, สายการบิน Virgin Atlantic และบริษัท Rolls-Royce ตามลำดับ เมื่อจบภารกิจ นายกฯและคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานลอนดอนสแตนสเต็ด (STN) ในช่วงเช้า ไปยังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) และเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2569
โวเปิดโอกาสตลาดเข้าทุนไทย
“การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญทั้งการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 การกล่าวอภิปรายทั่วไปในนามประเทศไทย พร้อมพบหารือกับผู้นำและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนการหารือกับภาคการเงิน นักลงทุนและภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยและเปิดโอกาสในการดึงดูดการค้า การลงทุน และเงินทุนจากต่างประเทศ ต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ให้แก่ประเทศไทยและประชาชนไทย” นายเอกภพกล่าว
ยุทธพรชี้รบ.ไปต่อ–ศก.คลายกังวล
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่ามติดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ และลดความกังวลว่าผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่เกม “เซตซีโร่” ทางการเมือง
ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายกังวลว่า าก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาครอบคลุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวนมาก อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อการทำงานของรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของนักลงทุน เมื่อมติกกต.ไม่ยื่นคำร้องต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความไม่แน่นอนที่เคยแขวนอยู่เหนือรัฐบาลจึงลดลง ทำให้ทิศทางการบริหารประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น และส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจตามไปด้วย
“เมื่อความกังวลทางการเมืองลดลง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจสามารถประเมินทิศทางของรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายได้ชัดเจนกว่าเดิม ประเทศไทยจึงสามารถเดินหน้าต่อได้” รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว
พิสูจน์แก้ปัญหาปากท้องรุมเร้า
รศ.ดร.ยุทธพรอธิบายด้วยว่าคดีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 แตกต่างจากมาตรา 235ซึ่งหลายฝ่ายมักนำมาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะกรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล มาตรา 235 กำหนดว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ผู้ถูกร้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ “เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”ศาลจึงยังสามารถอนุญาตให้ผู้ถูกร้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่มาตรา 226ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าว หากกกต.ยื่นคำร้องและศาลฎีการับคำร้อง บุคคลที่ดำรงตำแหน่ง สส.หรือ สว.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา โดยเฉพาะกรณีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งควบทั้ง สส.และรัฐมนตรี ว่าจะต้องหยุดเฉพาะหน้าที่ สส.หรือกระทบไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายคนพร้อมกัน ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ การขับเคลื่อนนโยบาย และความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่ามติของกกต.ครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ช่วยคลายความไม่แน่นอนทางการเมืองในภาพรวม ทำให้รัฐบาลสามารถกลับไปเดินหน้าบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ควรถือว่าตนเองผ่านพ้นทุกปัญหา เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือผลงาน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ รายได้ และปากท้องของประชาชน
“ผลของกกต.ทำให้ประเทศเห็นทิศทางชัดขึ้น รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ เศรษฐกิจคลายความกังวล แต่ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถเปลี่ยนเสถียรภาพทางการเมืองให้กลายเป็นผลงานที่ประชาชนจับต้องได้มากเพียงใด”รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว
‘เทพไท’ดักคอกกต.ฮั้วสว.ส้ม-น้ำเงิน
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในหัวข้อ ฮั้ว สว.น้ำเงิน-ส้ม ต้องมาตรฐานเดียวกัน โดยระบุว่า มีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหญ่ ได้มีมติสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมใน 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองสีส้ม คณะก้าวหน้า และกลุ่ม สว.อิสระ หรือที่เรียกกันว่า“ฮั้วสว.ส้ม”เนื่องจากพยานหลักฐาน และเส้นทางทางการเงินยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณาลงมติ จึงมีกระแสข่าวนี้ออกมา หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้งได้มีมติสั่งฟ้อง 77 ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวกดดันไปยังกกต.ให้ดำเนินการสอบสวนคดีฮั้ว สว.สีส้มด้วย
“ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด สนับสนุนให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)ได้สอบสวนดำเนินการเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.ทุกสี ทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติและถ้าหากว่ามีพยานหลักฐานสามารถจะเอาผิด หรือสั่งฟ้องได้ อยากให้รีบดำเนินการโดยเร็วและไม่ควรจะใช้วิธีการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ถ้าหากว่ามีการวางกฎเกณฑ์ หรือมาตรฐานตรวจสอบการฮั้วสว.สีน้ำเงิน โดยยึดหลักพยานหลักฐานทั้งเรื่องการจัดเลี้ยง การจ่ายเงิน การโทรศัพท์ การเช่าที่พัก และการกระทำอื่นใด เช่น มีโพยในการลงคะแนนด้วย ก็อยากให้ใช้มาตรฐานนี้ไปดำเนินการกับสว.สีส้ม ว่ามีพยานหลักฐานครบถ้วนเหมือนกับการสอบคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงินหรือไม่
ชี้ต้องมีองค์ประกอบฮั้ว3ส่วน
นายเทพไทระบุว่าเพราะองค์ประกอบของการฮั้วสว.ที่เกิดขึ้นได้จนเป็นผลสำเร็จ มาจากองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เป็นศูนย์อำนวยการ การวางแผนฮั้ว สว. มีการออกแบบ วิธีการฮั้ว มีโปรแกรมการฮั้ว การจัดการลงคะแนน มีการวางแผน มีการดำเนินการทางวิชาการด้านสถิติ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการลงคะแนน 2.ต้องมีเงินทุนจำนวนมากพอสมควร ที่จะดำเนินการได้ อย่างไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ที่จะต้องใช้จ่ายในการว่าจ้างโหวตเตอร์ให้เป็นหน่วยกล้าตาย หรือหน่วยพลีชีพในการลงคะแนน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหัวละ 5,000 บาท 20,000 บาท 50,000 บาท 100,000 บาท และ 200,000 บาท เมื่อมีผู้ร่วมขบวนการนี้นับหมื่นคน ก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท 3.ต้องมีเครือข่ายทั้งระดับภาค ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ เพราะต้องหาโหวตเตอร์ หรือผู้สมัครที่เป็นหน่วยกล้าตายมาสมัคร เพื่อจะลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของขบวนการฮั้ว สว. ที่ต้องการให้บุคคลใดเป็น สว.ตัวจริง และต้องกำหนดให้โหวตเตอร์ไม่สามารถแตกแถวได้
หนุนกกต.ทำตรงไปตรงมาให้สำเร็จ
นายเทพไทย้ำทิ้งท้ายว่าดังนั้นการที่ สว.สีน้ำเงิน จะมีการฮั้วหรือไม่ ก็ต้องดูองค์ประกอบเหล่านี้ด้วย ถ้าหากมีเพียงการจัดสถานที่เพื่อประชุมกันทำความเข้าใจกัน แนะนำตัวกัน โดยไม่มีเส้นการเงินที่โอนให้กัน ไม่มีโพยในการลงคะแนน ไม่มีการว่าจ้าง ไม่มีการจ่ายที่พักอาศัย ค่าเดินทาง ก็ไม่เข้าองค์ประกอบของการฮั้ว เพราะฉะนั้นสนับสนุน กกต. ให้ทำเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา และทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ต้องการให้มีกระบวนการในลักษณะ เมื่อตัวเองฮั้วแล้วมีความผิด จึงซัดทอดให้คนอื่นถูกข้อกล่าวหาว่าฮั้วด้วย จึงสนับสนุนให้ กกต. ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เพราะเวลาล่วงเลยมา 2 ปีกว่าแล้ว
‘เท้ง’ร่ายยาวครบ20ปี19ก.ย.49
วันเดียวกันนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ 20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 ‘คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
นายณัฐพงษ์ย้ำอีกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้
หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่า“รับๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง”
เย้ยรธน.ปราบโกง-ผุดอำนาจใหม่
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่างๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาลและพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุด รัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้
เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช.ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ‘ระบอบประยุทธ์’เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ขณะเดียวกัน ก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน
ซัดรธน.60‘สีน้ำเงิน’กินรวบ
นายณัฐพงษ์ยังมองว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป เช่น การให้อำนาจ สว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ สว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป
แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชน ไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด นั่นคือที่มาของ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า‘โกง สว.’ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม‘น้ำเงินเข้ม’รอดทั้งหมด ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ 2560
ปลุกถึงเวลาล้ม‘ระบอบสีน้ำเงิน‘
นายณัฐพงษ์ ยังย้ำว่าต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่ายๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหา กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม
“แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21ล้านเสียง ยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร 20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง”นายณัฐพงษ์ ระบุทิ้งท้าย
สัมมนาสว.ที่เกาะช้าง
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เป็นผู้ดำเนินการเสวนาในเวทีหัวข้อ “เปิดประเด็นเด็ด กมธ. เรื่องที่สื่อไม่ควรพลาด “ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร โดยแบ่งเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภา แต่ละชุด ชุดแรกประกอบด้วย 3 กมธ. 1. นายจรุณ กลิ่นตลบ กมธ.เกษตรและสหกรณ์ 2. นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา กมธ.เกษตรและสหกรณ์ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ และ 3. นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ
โดยกมธ.เกษตรและสหกรณ์ นายยุคล ในฐานะที่ปรึกษากมธ. กล่าวว่า กมธ.ได้รับหนังสือจากพี่น้องประมงพื้นบ้าน โดยเรารับทราบถึงปัญหา อย่างไรก็ตาม กมธ.การเกษตรฯ ได้ผลักดันสำเร็จและประกาศใช้แล้วในช่วงนี้ ซึ่งหัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือคืนความเป็นธรรมและให้พื้นที่ทำกินของพี่น้องประมงพื้นบ้าน โดยต้องรักษาทรัพยากรทางทะเลไว้ กฎหมายฉบับนี้ต้องรักษาปลาและรักษาคนหาปลาไปด้วย
ทุกคนมีที่มาและที่ไป
นายจรุญ ในฐานะที่ปรึกษากมธ.การเกษตรฯ กล่าวว่า สว. จากกลุ่มอาชีพมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตามสายอาชีพ สามารถนำประสบการณ์ในพื้นที่มาผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งทุกคนเรียนรู้ผ่านมหาวิทยาลัยชีวิต นอกจากนี้ ในฐานะสว. จากสาขาอาชีพเกษตรกร รับทราบปัญหาของเกษตรกรทั้งระบบ จึงเข้ามาทำหน้าที่เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนลงพื้นที่เพื่อรับและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผ่านโครงการขับเคลื่อนสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน
ขณะที่กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ นายธณัชญ์พงศ์ ในฐานะกมธ. กล่าวว่า กมธ.ทหารฯ มีการประชุมมากกว่า 25 ครั้งต่อปี และมีการแบ่งภารกิจให้กับคณะอนุกมธ.ฯ อีก 3 คณะ ซึ่งตนเป็นกมธ. ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเรื่องการคงอยู่ ยุบ หรือปรับโครงสร้าง กอ.รมน. ซึ่งจะมีการเสนอผลการศึกษาเข้าที่ประชุมคณะกมธ. เร็วๆ นี้
นายธณัชญ์พงศ์ กล่าวต่อว่า กมธ.ด้านกิจการทหาร ศึกษาเรื่องกิจการของทหารผ่านศึก และคณะอนุกมธ.กิจการทหาร ทางด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ศึกษาประเด็นที่ประเทศไทยสามารถผลิตยุทโธปกรณ์ได้ แต่ไม่สามารถขายให้กับกองทัพได้ สำหรับผลการศึกษาเรื่อง กอ.รมน.ในชั้นคณะอนุกมธ.ฯ จะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า โดยเบื้องต้นได้ผลสรุปคร่าวๆ ว่า กอ.รมน.ยังคงอยู่ แต่จะต้องปรับโครงสร้าง บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
สว.ไม่หยุดปฎิบัติหน้าที่
และกมธ.ชุดที่ 4 ประกอบด้วย 1. นางอารีย์ บรรจงธุรการ กมธ.การสาธารณสุข 2. นายวร หินดี กมธ. การเศรษฐกิจการเงินและการคลัง
โดยกมธ.การสาธารณสุข นางอารีย์ ในฐานะโฆษกกมธ. กล่าวว่า ทางกมธ. ได้พยายามเชื่อมโยงปัญหาประชาชนกับข้อมูลหลักฐาน การปกป้องสิทธิ์ของทุกหน่วยผู้รับบริการ ปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน รวมทั้ง ทำให้โรงพยาบาลอยู่รอด โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่บ้าน ลดการเดินทางผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยง รวมถึง ได้ผลักดันวัคซีนป้องกันกลุ่มโรคสมองอักเสบ จนสามารถให้บริการฟรีได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา และทำระบบปฐมภูมิให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี พร้อมยืนยันวุฒิสภาไม่มีการเสนอให้ยกเลิกบัตรทอง หรือ สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรคตามที่มีข่าว แต่ต้องการทำให้ระบบดีขึ้นเท่านั้น
เมื่อถามว่า คดีฮั้ว สว. มีผลต่อการดำเนินงานของกรรมาธิการแต่ละคณะหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องคดีดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน เพราะ สว. มีอำนาจหน้าที่อยู่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เราหยุดปฏิบัติหน้าที่