นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.28 น.

ไทย–เวียดนามแน่นแฟ้น นายกฯ สองประเทศนำทีมคณะใหญ่หารือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกัน

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในโอกาสเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

จากนั้นในเวลา 15.15 น. ณ ห้องรับรองพิเศษ สำนักงานนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเวียดนามเข้าร่วมการหารือเต็มคณะ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ 

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมเน้นย้ำว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนเวียดนามในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และเป็นการเยือนในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ตลอดจนเป็นโอกาสในการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม และร่วมกันกำหนดทิศทางการนำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผสานจุดแข็งของทั้งไทยกับเวียดนามเข้าด้วยกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

คณะผู้แทนไทยที่ร่วมเดินทาง ครั้งนี้มาจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง พาณิชย์ กลาโหม การท่องเที่ยวและกีฬา พลังงาน และอุตสาหกรรม ตลอดจนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมคณะด้วย 

ในขณะที่ทางเวียดนามเองก็มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทางด้านกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง การท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงรัฐมนตรีด้านวัฒนธรรม ซึ่งทำให้การหารือกันครั้งนี้เปรียบเสมือนการประชุมที่สำคัญระหว่างคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศ ต่างเห็นถึงความสำคัญของกันและกันรวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดในทุกด้าน 

นอกจากนี้ทางด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนามยัง เห็นพ้องที่จะให้กระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดโดยให้มีการหารือในระดับทั้งรัฐบาลและในระดับคณะกรรมการและกลไกต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งสองฝ่ายยังหารือร่วมกัน ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ ทั้งการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–เวียดนาม (JCBC) ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) เพื่อขับเคลื่อนผลการหารือสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยหวังว่าจะมีการประชุมดังกล่าวในสิ้นปีนี้โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพ

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนโดยต่างมุ่งหมายที่จะผลักดันมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองประเทศ 

รวมทั้งไทยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้าในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาคการธนาคารด้วย

สำหรับอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนต่างๆ ที่เอกชนไทยได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ทางเวียดนามพร้อมรับไปดูแลและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน โดยประชาชนของทั้งสองประเทศต่างชื่นชอบในวัฒนธรรมรวมถึงอาหารซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ในระดับประชาชนนี้จะเป็นมาตรฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศในทุกๆด้าน

4. ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไกคณะกรรมการด้านความมั่นคง โดยมุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล

5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีเวียดนามชื่นชมไทยที่ผลักดันสันติภาพที่เกิดขึ้นในเมียนมา และใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง พร้อมเห็นพ้องกับไทยในการส่งเสริมความเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม และความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง รวมถึงร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน และสร้างอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพสามารถต่อรองในเวทีระดับโลกได้

ในช่วงหนึ่งของการหารือ นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังได้กล่าวขอบคุณไทยที่ได้ส่งมอบนกกระเรียนให้แล้ว 6 ตัว จัไปงหวัด ดงทับ ของเวียดนาม และอยู่ระหว่างการส่งมอบเพิ่มเติมอีก 6 ตัว เพื่อใช้ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวตอบว่า หากเวียดนามมีความประสงค์จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนามโดยความรู้ร่วมมือของภาคเอกชนไทย

Leave a comment