
ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’
วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’ หนูลั่นกลางอาเซียน
ผลักดันแลนด์บริดจ์ พท.ยอมแก้ที่มาสสร.
“ทักษิณ ชินวัตร”ปลดกำไล EM เรียบร้อยแล้ว หลังศาลอาญาธนบุรี ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ คาดเตรียมบินดูไบไปพบ “ยิ่งลักษณ์”สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หลังไม่ได้เจอกันนาน 8 เดือน นายกฯ ‘อนุทิน’โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forumที่เวียดนามผนึกกำลังวางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมประกาศผลักดัน“แลนด์บริดจ์”ต่อนายกฯหารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รอบด้านร่วมกัน
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซอยจรัญสนิทวงศ์ 71 บ้านของนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีรายงานว่าศาลอาญาธนบุรีอยู่ระหว่างพิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษซึ่งหนึ่งในนั้นคือรายชื่อของนายทักษิณแต่จากการเฝ้าสังเกตการณ์หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติขับ เข้าไปในบ้าน แต่ผู้สื่อข่าวที่อยู่ฝั่งประตูด้านหลังของบ้านจันทร์ส่องหล้าบอกว่าช่วงเวลา14.00น.เห็นรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับเข้าไปในบ้าน
“ทักษิณ”ปลดกำไลEM แล้ว
โดยเมื่อเวลาประมาณ14.30น.นายทักษิณ ได้ดำเนินการถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์(EM)ร่วมกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากขั้นตอนทางกฎหมายที่ศาลอาญาธนบุรีได้พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งปรากฏรายชื่อของนายทักษิณ เป็นหนึ่งในผู้ได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างเป็นทางการโดยเมื่อกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องเสร็จสิ้นลง ทางสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1จึงได้อนุญาตให้ทำการปลดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบขั้นตอนขั้นสุดท้าย
จ่อบินดูไบพบ“ยิ่งลักษณ์”สิ้นมิ.ย.
อย่างไรก็ตาม หลังจากปลดกำไลEM แล้ว นายทักษิณ มีกำหนดการเดินทางไปหาน้องสาว คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนนี้และจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับน้องสาวสักระยะหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน 8 เดือนซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่ต่างแดน ทำให้นายทักษิณอยากบินไปหาน้องสาวทันทีที่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศขณะเดียวกัน นายทักษิณก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปต่างประเทศเช่น ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านพักที่นายทักษิณ และครอบครัวได้ใช้เวลาพักผ่อนช่วงหนึ่งตอนที่อยู่ต่างประเทศ.
‘อนุทิน’โชว์วิสัยทัศน์เวทีASEAN
สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนเวียตนามวันที่สอง เมื่อเวลา 08.30น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งมีเวียดนามเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจากสปป.ลาว กัมพูชาและติมอร์-เลสเต ที่โรงแรมMelia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
โดยนายกฯได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสรุปสาระสำคัญดังนี้นายกฯกล่าวชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ โดยอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน
ผนึกกำลังวางรากฐานสันติภาพ
ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้ ทั้งนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น
ประกาศผลักดัน“แลนด์บริดจ์”ต่อ
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า“ความยืดหยุ่น”หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่
พร้อมร่วมขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่าอาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวมถึงปัญญาประดิษฐ์(AI)จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวันเช่นการหลอกลวงทางออนไลน์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ ระบบสาธารณสุข และระบบคุ้มครองทางสังคม
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากอาเซียนยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่หลายภูมิภาคกำลังขาดแคลน ได้แก่ เสถียรภาพ การเชื่อมโยง และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ย้ำไทยเขมรอยู่ในห้วงตัดสินใจทิศทาง
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่าทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคตจึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์
นายกฯเข้าหารือปธน.เวียดนาม
เวลา11.00 น.ที่ห้อง Stateroom ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม (Tonkin Palace) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เน้นย้ำสัมพันธ์ใกล้ชิดผู้นำทั้ง2ปท.
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นระหว่างการเยือนประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนไทยและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศนายกฯกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีเวียดนามที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมกล่าวด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองโดยการเดินทางเยือนครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ เพื่อสะท้อนความตั้งใจของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับเวียดนามในทุกมิติ
ขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน
2. เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกันทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนาม โดยประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต นายกฯยืนยันว่าไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้
เสริมสร้างความร่วมมือความมั่นคง
4. เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายนายกฯกล่าวว่า การที่ รมว.กลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่าง รมว.ต่างประเทศและรมว.กลาโหมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ไทยยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตรและพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ รวมทั้งสนับสนุนการจัดประชุมคณะทำงานร่วมในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว
ร่วมจับมือและเติบโตไปด้วยกัน
5. ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามนายกฯได้สะท้อนข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและคับใช้กฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกรณีที่บางบริษัทอยู่ระหว่างรอการชำระเงินตามสัญญาประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด6. สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย–เวียดนามไทยยังพร้อมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วม “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน” อย่างเป็นรูปธรรม
พท.ปรับแก้ร่างแก้รธน.ที่มาส.ส.ร.
ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรค แถลงถึงประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยนายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากร่างฉบับของพรรคเพื่อไทย โดยที่ความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่นัยยะทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือร่างของพรรคเพื่อไทยนี้อาจจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระแรก
พรรคเพื่อไทยจึงมีข้อสรุปว่าจะนำร่างเดิมมาปรับเนื้อหาในส่วนที่มาของ ส.ส.ร.โดยนำแนวทางการได้มาของสสร.ฉบับปี 2540และความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วมาพิจารณา เพื่อให้ ส.ส.ร.ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ยึดในหลักการประชาธิปไตย และมีโอกาสจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการแก้ไข จะมีการแถลงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหลังการปรับแก้แล้วเสร็จ
‘ชัชชาติ’แจงคดีเครื่องออกกำลังกาย
ความเคลื่อนไหวการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ร้อนระอุ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์ 9 พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่ากทม.ร่วมแถลงชี้แจงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำนวน 32 ราย ที่เกี่ยวข้องกับคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงซึ่งระบุว่ามีการเสนอลงโทษวินัยไม่ร้ายแรงด้วยการตัดเงินเดือนเพียงร้อยละ2จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างกว้างขวาง
โดยนายชัชชาติระบุว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้งซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
คดียังไม่ยุติ-ตีกลับโทษเบาเกินไป
ยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติและยังไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ตามที่มีการกระพือข่าวออกไปโดยข้อเสนอการตัดเงินเดือนร้อยละ 2 หรือประมาณ 600บาทต่อคนนั้น เป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนชุดแรกที่ส่งขึ้นมาเท่านั้นเมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร(ก.ก.) และฝ่ายบริหาร ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไปและรับไม่ได้จึงได้มีมติตีกลับสำนวนเพื่อให้ไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมโดยละเอียด
พร้อมส่งป.ป.ช.ตรวจคู่ขนาน
สอดคล้องกับการชี้แจงของ น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่ากทม.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ก.ก.โดยตรงที่ระบุว่าผลวินิจฉัยความผิดวินัยไม่ร้ายแรงดังกล่าวถูกเสนอขึ้นมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมาแต่เนื่องจากคณะกรรมการใหญ่ของก.ก.ยังมีข้อสงสัยในสำนวนอีกหลายประเด็น ประกอบกับพิจารณาแล้วเห็นว่าโทษเบาเกินไปจึงสั่งการให้กลับไปสอบสวนใหม่ และย้ำชัดว่าฝ่ายบริหารไม่ได้ยอมรับผลการสอบสวนในรอบแรกและขอให้ภาคประชาชนรอผลการสอบสวนที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
นอกจากนี้กทม.ยังได้ดำเนินกระบวนการตรวจสอบคู่ขนานไปกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เนื่องจาก ป.ป.ช.มีอำนาจตามกฎหมายที่กว้างขวางกว่าโดยเฉพาะในมิติการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะที่ทางกทม.สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้เฉพาะภายใต้กรอบวินัยและระเบียบข้อบังคับทางราชการเท่านั้น
โวได้รับโอกาสเร่งตามคดีเต็มที่
วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลให้กทม.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการเสนองบประมาณใหม่ทั้งหมดจากเดิมที่บางโครงการอาจขาดความชัดเจนในรายละเอียด ต่อไปจะต้องมีการระบุข้อมูลที่ละเอียดยิบและรอบคอบมากขึ้นเพื่อป้องกันช่องโหว่ทางทุจริตในลักษณะเดิม
นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หากได้รับโอกาสและความไว้วางใจให้กลับเข้ามาทำหน้าที่ผู้ว่ากทม.อีกครั้ง จะเดินหน้าเร่งรัดและติดตามคดีนี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ เนื่องจากเป็นประเด็นที่กระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของภาคประชาชน พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเปิดเผยสู่สาธารณะซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการตรวจสอบ ทบทวนและนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการทำงานของกทม.ให้มีความโปร่งใสสูงสุดนำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนอย่างแท้จริง
อนุชาย้ำ5นโยบายพลิกโฉม กทม.
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5ประกาศความพร้อมในการเป็น“เจ้าภาพ”แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯโดยย้ำชัดว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า“นอกเหนืออำนาจกทม.”อีกต่อไปพร้อมย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”โดยนโยบายได้ผ่านการศึกษาและเจรจากับภาคส่วนต่างๆจนมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติได้จริง ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจราจรพร้อมผลักดันนโยบาย“ตั๋วร่วม”ที่ตนเคยมีส่วนร่วมร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชนโดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมมีแนวคิดดึงรถเมล์ขสมก.เข้ามาอยู่ใต้การดูแลของ กทม.และเร่งนำเรือไฟฟ้ามาใช้เป็นฟีดเดอร์(Feeder)อีกทั้งยังเน้นการแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ โดยเสนอให้ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแทนการใช้เจ้าหน้าที่กดปุ่มแบบแมนนวล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเน้นความปลอดภัยเป็นหลักรวมถึงประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรบริเวณเส้นทึบสีเหลืองอย่างเข้มงวด
สำหรับปัญหาน้ำท่วม นายอนุชา ชี้ว่า กทม.ต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการโดยเร่งระบายน้ำลงคูวิภาวดีและอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อให้เร็วที่สุด พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย“อุโมงค์ยักษ์”เพื่อผันน้ำลงสู่อ่าวไทย
ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน
สำหรับเรื่องการทุจริตซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต นายอนุชา ยืนยันเสียงแข็งว่า”ส่วยและค่าปากถุงต้องไม่มี”การแต่งตั้งบุคลากรต้องมาจากความรู้ความสามารถ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ”เข้ามาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและการทำงานของสำนักงานเขต หากพบความผิดปกติหรือความล่าช้า ระบบจะแสดงผลทันที
อ้อนเลือกผู้ว่า-กา.ยกทีมปชป.
นายอนุชายังฝากถึงชาวกรุงเทพฯว่านโยบายทั้ง 5 ด้านจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรก หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ พร้อมกับมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)จากพรรคประชาธิปัตย์ในจำนวนที่มากพอซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการประสานงานและการล็อบบี้ในสภากทม. ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ
“กทม.จากนี้ไปจะไม่มีการพูดว่ามันนอกเหนืออำนาจและปัดทิ้งเราจะประสานต่อและเป็นเจ้าภาพเองจนกว่างานนั้นจะจบสิ้นทุกเรื่องที่เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขได้”นายอนุชาย้ำทิ้งท้าย
มัลลิกาบุกเขตดอนเมืองท้าแดดเปรี้ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่เขตดอนเมืองกลับมาคึกคักและทวีความร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์14พร้อมทีมงาน เดินหน้าลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเขตดอนเมืองแบบใกล้ชิดชนิดที่ว่าไม่กลัวแดดไม่กลัวร้อนแม้สภาพอากาศจะร้อนระอุทะลุองศาเดือด ดร.มัลลิกา เบอร์ 14 ก็ไม่ได้ถอย จัดเต็มขึ้นรถแห่กระจายเสียงเคลื่อนขบวนเข้าสู่พื้นที่ย่านดอนเมืองโดยจุดแรกพุ่งเป้าไปที่ตลาดฝั่งโขง แหล่งชุมชนและศูนย์รวมเศรษฐกิจสำคัญของชาวดอนเมือง ทันทีที่ไปถึง ดร.มัลลิกา ได้ลงจากรถแห่เข้าไปกราบไหว้ทักทาย พร้อมอ้อนขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น
ลุยต่อเส้น”สรงประภา – สรณคมณ์”
จากนั้นขบวนรถแห่ของดร.มัลลิกาเบอร์ 14 ได้เคลื่อนผ่านเข้าสู่ ถนนสรงประภา และเลี้ยวเข้าสู่ ซอยสรณคมณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงราย โดยตลอดเส้นทางดร.มัลลิกาได้ชูนโยบายเด่นที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวดอนเมือง พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มและโบกมือทักทายประชาชนที่ชะโงกหน้าออกมาจากบ้านเรือนและร้านค้าตลอดสองข้างทาง
ดร.มัลลิกากล่าวระหว่างการลงพื้นที่ว่า”อากาศจะร้อนแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคค่ะเพราะความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาและรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวดอนเมืองนั้นร้อนแรงยิ่งกว่า วันนี้เห็นรอยยิ้มและการต้อนรับของพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องในซอยสรณคมณ์และถนนสรงประภาแล้ว ทำให้มีพลังใจพร้อมทำงานอย่างเต็มที่แน่นอน ขอฝากเบอร์ 14 ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ”
สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมและคะแนนนิยมที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในเขตดอนเมือง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเขตสมรภูมิเลือกตั้งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด