
11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร
วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร สั่งผญบ.เช็คชื่อตกหล่น
รัฐบาลชวนใช้สิทธิไทยช่วยไทยฯ ผ่าน 4 แพลตฟอร์มเดลิเวอรี เริ่ม 15 มิถุนายนนี้ ลดค่าอาหาร 60% ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ปลัดคลัง ยัน 11 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการบัตรคนจน ถกรื้อเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิฯ ด้านโฆษกพรรคภูมิใจไทย ย้ำ 13.2 ล้านสิทธิ์ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ลงพื้นที่สำรวจ
เมื่อวันที่9มิถุนายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจบริการทั่วประเทศ โดยขยายการใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ บน4แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFoodและ Robinhoodเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิของภาครัฐได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ
น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า ประชาชนจะสามารถเริ่มใช้สิทธิไทยช่วยไทย พลัส60/40 ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน–30 กันยายน 2569 ช่วงเวลา 06.00–21.00 น.ของทุกวัน ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” โดยเลือกใช้บริการจากแพลตฟอร์ม ShopeeFood, LINE MAN, GrabFoodและ Robinhoodที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น ลดภาระค่าครองชีพ และทำให้เม็ดเงินจากมาตรการของรัฐหมุนเวียนสู่ร้านอาหารและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า การขยายสิทธิประโยชน์สู่บริการเดลิเวอรี่ เป็นการตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ผู้สูงอายุ ผู้ปกครองที่ดูแลบุตรหลาน และผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางออกไปใช้จ่ายนอกบ้าน ให้สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างโอกาสให้ร้านอาหารรายย่อยทั่วประเทศเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์
สำหรับ ShopeeFoodผู้ใช้สิทธิจะได้รับส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 60% จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมสิทธิ จัดส่งฟรีโดยไม่มีขั้นต่ำ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าอาหารและค่าจัดส่งในคราวเดียว
ด้าน LINE MAN ได้รวบรวมร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการจำนวนมากทั่วประเทศ พร้อมมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติม โดยผู้ใช้สามารถใส่โค้ด LMPLUS เพื่อรับส่วนลดสะสมรวมสูงสุด 5,000 บาท ตลอดโครงการ และรับสิทธิ ส่งฟรีระยะทางสูงสุด 5 กิโลเมตร ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการสั่งอาหารผ่านระบบเดลิเวอรี่ ขณะที่ GrabFoodจัดแคมเปญสนับสนุนผู้ใช้สิทธิไทยช่วยไทย พลัส ด้วยส่วนลดค่าอาหารผ่านโค้ด GRAB สูงสุด 100 บาทต่อรายการ พร้อมสิทธิ รับเงินคืนสะสมสูงสุด 12,000 บาท ตามเงื่อนไขแพลตฟอร์ม และบริการ ส่งฟรี Grab Saver สูงสุด 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับประชาชน
ส่วน Robinhoodมอบสิทธิประโยชน์ทั้งด้านส่วนลดค่าอาหารและค่าจัดส่ง โดยผู้ใช้สามารถรับส่วนลด 50% สูงสุด 100 บาทต่อรายการ จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านการจัดส่งตามเงื่อนไขที่กำหนด ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารคุณภาพในราคาที่ประหยัดมากขึ้น
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ 4 ราย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยขยายช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยทั่วประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และส่งเสริมการจ้างงานในระดับชุมชน
“รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เป็นกลไกสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้า ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ขณะเดียวกัน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันว่า ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เป็นประธานฯ จะประชุมพิจารณาทบทวนเกณฑ์ใหม่ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการี หากที่ประชุมมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเร่งสรุปเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป
นายลวรณ กล่าวยืนยันว่าการประชุมของคณะกรรมการฯ เพื่อทบทวนเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการครั้งนี้ จะไม่กระทบกับกระบวนการคัดกรองแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่เริ่มต้นกระบวนการคัดกรอง โดยขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนให้ผู้ที่ได้รับสิทธิเดิม 13.18ล้านคน เข้ามายืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 4-21มิถุนายน 2569 ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่ได้รับสิทธิเดิมทั้งหมดเข้ามายืนยันสิทธิให้ครบผ่าน 5 ช่องทาง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตังและแอปพลิเคชั่นทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนตั้งแต่วันที่ประกาศผล ผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้
ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และแอปพลิเคชั่นทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 กรกฎาคม 2569 โดยจะต้องแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2569 เป็นต้นไป
ด้าน น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงความคืบหน้าการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าขณะนี้สำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ตัวเลขคือ 13.2 ล้านคน ขณะนี้ยังไม่มีใครที่ถูกตัดสิทธิ์ ทุกคนยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้เป็นไปตามข่าวที่ออกไป
ส่วนหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังบางหลักเกณฑ์ต้องพิจารณากันใหม่ โดยในประเด็นเรื่องของหลักเกณฑ์ในมุมมองของ สส.พรรคภูมิใจไทย คิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีมานานและเป็นปัญหามานาน ซึ่งบางคนมีบัตร บางคนไม่มีบัตร และได้รับเสียงสะท้อนมาหลายปี ซึ่งตอนนี้วนมาครบรอบที่กระทรวงการคลังจะต้องมาพิจารณาในเรื่องของเกณฑ์ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ เพื่อที่จะให้คนจนจริงๆ จึงต้องมีหลักเกณฑ์ออกมาสำหรับรอบนี้
“อย่าพึ่งตกใจเพราะนี่เป็นเพียงหลักเกณฑ์ในเบื้องต้นและยังไม่มีใครโดนตัดสิทธิ์ในขณะนี้”น.ส.แนนบุญย์ธิดา กล่าวและว่า สำหรับการประชุมวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะพิจารณาหลักเกณฑ์อื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องพิจารณากันอีกครั้ง และจะใช้วิธ๊การอย่างไรในการคัดกรอง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าให้ยืนยันตัวตนผ่านอำเภอ หรือสถานที่ราชการ เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศว่าจะให้บริการโดยให้ผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอำเภอและนายอำเภอลงไปสำรวจสิทธิ์ และยืนยันตัวตนรวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ด้วย ก่อนจะนำไปพิจารณาผ่านกระทรวงการคลัง และในส่วนหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่นายกฯ สั่งทบทวนการยกเลิกเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องนี้จะพิจารณาเพิ่มเติมในวันที่ 11 มิถุนายนนี้
ส่วนการพิจารณาจะพิจารณาในประเด็นเดียวเลยหรือไม่ น.ส.แนนบุญย์ธิดา กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีการลงพื้นที่สำรวจ และไม่ใช่ว่าสำรวจแล้วจะยืนยันเลย แต่ต้องผ่านการทำประชาคมหมู่บ้านก่อน ซึ่งคนที่จะผ่านการคัดกรองจะต้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ย้ำว่าเป็นคนจนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องรับผิดชอบ
วันเดียวกัน นายกิตติ ลิ้มศิริชัย นายอำเภอวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ นำเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ปฏิบัติงานเชิงรุกตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาปฏิบัติราชการปกติ โดยลงพื้นที่หมู่6ต.ภูน้ำหยด เขตติดต่อกับ จ.นครสวรรค์ อยู่ห่างไกลจากที่ว่าการ อ.วิเชียรบุรีมากกว่า 30 กิโลเมตรเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ช่วงเวลาพักกลางวัน นายอำเภอวิเชียรบุรีและคณะ ได้ลงพื้นที่หมู่ 11ต.ท่าโรง เขตเศรษฐกิจใกล้เคียงกับที่ว่าการอำเภอ เพื่อติดตามกระบวนการจัดเก็บและสำรวจฐานข้อมูลความเดือดร้อน พร้อมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อาจตกหล่นจากการได้รับสิทธิประโยชน์ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ
สำหรับการลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติในการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกว่ากลุ่มตกหล่นซึ่งมีตัวเลขสะสมอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,044,785 ราย โดยกลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในคลังข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)