โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

โอมานรับปากช่วย  เจรจา‘เตหะราน’  เปิดเส้นทางเรือไทย  ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” เผยโอมานรับปากช่วยประสานอิหร่านอำนวยความสะดวกเรือขนส่งสินค้าไทยที่ตกค้างอยู่ 9 ลำ ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความซับซ้อน ขณะเดียวกัน สนใจทำข้อตกลงซื้อเรือยกพลขึ้นบกไทย 4 ลำ และพร้อมขายน้ำมันดิบและก๊าซให้ไทย ด้านกรมการขนส่งทางบกเปิดลงทะเบียนผู้ประกอบการกลุ่มขนส่งรถโดยสารสาธารณะ-รถบรรทุก-รถแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์วิน รับเงินเยียวยาน้ำมันแพง ขอรับสิทธิ์ได้ถึง 19 เม.ย.นี้ “ศุภจี” ชงมาตรการดูแลค่าครองชีพ เข้า ครม.สัปดาห์หน้า ส่วนญี่ปุ่น ประกาศมอบเงิน 3.19 แสนล้านบาท ช่วยชาติพันธมิตรเอเชียสู้วิกฤตน้ำมัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเดินทางไปเยือนประเทศโอมาน ว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ว่า ได้พบหารือกับเจ้าชายชิฮาบ บิน ฏอริก บิน ตัยมูร อัล ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน และพลเรือตรี ซาอิฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน ณ กรุงมัสกัต โดยในครั้งนี้เป็นการเดินทางมาในช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียด เพราะไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนเรื่องพลังงาน ซึ่งกว่า 50% พลังงานที่ใช้ในประเทศไทย ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงพยายามที่จะขอเข้าพบกับบุคคลสำคัญของโอมาน เพราะโอมานเป็นประเทศที่อยู่ในพื้นที่ และพยายามวางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ไกล่เกลี่ยในความขัดแย้งนี้ จึงอยากฟังมุมมองว่า ประเมินสถานการณ์อย่างไร อีกทั้งโอมานกับอิหร่านก็เป็นประเทศชายฝั่งที่มีส่วนในการดูแลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงจะได้ถามถึงความคืบหน้าในการพิจารณาให้เรือขนส่งสินค้าไทยที่ตกค้างอยู่ 9 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย

นายสีหศักด์ กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรี โอมานยังมีความห่วงใยในสถานการณ์ตะวันออกกลาง และเห็นตรงกับไทยว่า สงครามไม่ควรเกิดขึ้น ควรอยู่ภายใต้กฎบัตรและกติการะหว่างประเทศ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องพยายามหาทางให้ยุติลงโดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้สงครามกินระยะเวลายาวนานขึ้น ไม่ได้สร้างความสูญเสียในภูมิภาคนี้เท่านั้น ยังส่งผลกระทรบไปยังนอกภูมิภาคด้วย

อยากเห็นเจรจาสันติภาพบรรลุผล

“ตอนนี้ทุกฝ่ายฝากความหวังไว้กับการเจรจาที่ปากีสถาน ในฐานะผู้ประสานงาน แม้ว่ารอบแรกจะไม่ประสบผลสำเร็จ และเชื่อว่าอาจจะไม่ใช่การคุยกันเพียงครั้งเดียว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงจัง และความพยายามในการพูดคุย อย่างไรก็ตาม ทั้งโอมาน และไทย เห็นตรงกันว่า อยากให้การเจรจาในรอบที่สองยังคงไว้ซึ่งการหยุดยิง และขยายเวลาออกไปเรื่อยๆ จนกว่าการเจรจาจะบรรลุผล และในระหว่างที่มีการหยุดยิง ควรมีมาตรการเปิดให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่า เป็นห่วงสถานการณ์ที่กำลังยุ่งยากขึ้น หลังสหรัฐฯ ขู่จะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะปิดได้แค่ไหน ไม่มีใครรู้ ปิดจริงๆ หรือจะปิดเพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้ ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายพยายามให้โอกาสกับการเจรจาและการทูต ให้หยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ผ่อนคลายการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

โอมานรับปากคุยอิหร่านดูแลเรือไทย

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ใช้โอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ช่วยเหลือลูกเรือของเรือมยุรีนารี 20 คน ไว้ได้อย่างปลอดภัย ส่วนอีก 3 คน ยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว อยู่ระหว่างพิสูจน์ตัวตน ก่อนส่งกลับประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังได้สอบถามโอมานด้วยว่า จะมีช่องทางในการติดต่อกับอิหร่าน เพื่อขอให้อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยเรือขนส่งสินค้าของไทย ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมโอมาน ยอมรับว่า สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย การติดต่อกับอิหร่านมีหลายช่องทาง มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม โอมานยืนยันว่าจะช่วย จึงได้ส่งรายละเอียดของเรือไทยทั้งหมด ให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมโอมานแล้ว เพื่อให้ช่วยประสานงานให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าในสถานการณ์นี้โอมานจะช่วยได้มากน้อยเพียง แต่ไม่ว่าจะมีช่องทางไหน รัฐบาลไทยก็ต้องทำ

สนใจซื้อเรือยกพลขึ้นบกไทย4ลำ

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมโอมานให้ความสนใจทำข้อตกลงซื้อเรือยกพลขึ้นบกที่ผลิตโดยเอกชนไทย จำนวน 4 ลำ ทำให้เห็นถึงศักยภาพของเอกชนไทย ส่วนการพบและหารือกับรมว.พลังงานและแร่ธาตุ และคณะ ได้ใช้โอกาสนี้ สอบถามถึงการซื้อขายพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ และก๊าซ หากไทยมีความจำเป็นเร่งด่วน โอมานมีพลังงานขายให้ไทยหรือไม่ ซึ่งทางโอมาน ยอมรับว่า ต้องดูช่วงการผลิต บางช่วงอาจผลิตเกินกว่าที่เหลือใช้เหลือขายแล้ว ก็จะสามารถส่งให้ไทยได้ จึงต้องมาตกลงคุยในรายละเอียดกัน ว่า จะขายให้ในปริมาณเท่าใด ราคาเป็นอย่างไร ซึ่งโอมาน ยืนยันว่า หากมีเหลือ ก็พร้อมหารือซื้อขายกับไทย ผ่านบริษัทนายหน้า

รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการซื้อปุ๋ยจากโอมานด้วย ส่วนการพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมานในวันพรุ่งนี้ ประเด็นสำคัญ ก็จะคล้ายกับที่ได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหม โดยเฉพาะต้องการให้ช่วยสื่อสารคำขอของไทยไปยังอิหร่าน รัฐบาลไทยพยายามหาทุกช่องทาง เพื่อให้ คำขอของเราไปถึงรัฐบาลอิหร่าน

ดีเดย์เปิดลงทะเบียนอุ้มภาคขนส่ง

วันเดียวกัน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ขบ.ได้เปิดให้ผู้ประกอบการในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ และกลุ่มรถที่ใช้ขนส่งสัตว์ หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า)

ทั้งนี้ สามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิช่วยเหลือได้แล้ว ผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ที่ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เปิดให้ดำเนินการได้จนถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569 เวลา 16.30 น. ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้เห็นชอบกรอบวงเงินในการช่วยเหลือกว่า 2,060 ล้านบาท

เตรียมเอการให้พร้อมขอรับสิทธิ

นายสรพงศ์ กล่าวต่อว่า การขอรับสิทธิ ผู้สมัครต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น ส่วนระยะเวลาที่จะให้การช่วยเหลือ และเริ่มนับระยะทางการให้บริการขนส่งสาธารณะ จะอยู่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 2569 ถึงวันที่31 พ.ค. 2569 (รวม 42 วัน)

เตือนใครมั่วนิ่มเจอโทษหนัก

นายสรพงศ์ กล่าวย้ำว่า ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะตรวจสอบข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ดังนั้นผู้ที่ได้รับสิทธิต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่ เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ

ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) ต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง โดยผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถ และออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถหากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลง หรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางแพ่ง, อาญา และจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่งต่อไป

เช็คเลยกลุ่มไหนได้รับเท่าไหร่

นายสรพงศ์ กล่าวด้วยว่า ผู้ได้รับสิทธิฯ จะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการ และ ขบ. ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิฯ แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ 1.กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ได้แก่ 1.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า2,500 กิโลเมตร(กม.)

2.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพฯ (รถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของขบ. หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม.

ให้การช่วยเหลือตามระยะทาง

3.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัส และรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. 2 บาทต่อกม. สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน 4.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. 2 บาทต่อ กม. สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน

และ 5.รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย ดังนี้ รถบัส 5,000 บาทต่อคัน และรถมินิบัส และรถตู้โดยสาร 3,600 บาทต่อคัน ทั้งนี้กรณีเป็นรถที่นำไปใช้ เพื่อการท่องเที่ยว หรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม. กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กม.

แท็กซี่-พี่วินเหมาจ่าย5พัน/คัน

2.กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง ได้แก่ 1.รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 6,000 บาทต่อคัน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กม. 2.รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42วัน ไม่น้อยกว่า 2,500กม.

และ3.กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์สาธารณะ) ได้แก่ 1.รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และเปิดใช้งานแอปฯ ตลอดระยะเวลาที่ทำการรับจ้าง ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม.และ2.รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 840 บาทต่อคัน

‘ศุภจี’เข้าทำเนียบไหว้ศาลตายาย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อสักการะศาลพระภูมิ และศาลตายาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า ไม่ได้ขอพรอะไร แต่ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้กับประเทศชาติ และประชาชน และถ้าทำได้เต็มที่แล้ว ก็ขอให้ช่วยอำนวยพรให้สามารถทำได้ตามสิ่งที่อธิษฐานเอาไว้

ส่วนที่มีการมองว่า การทำงานรอบนี้จะมีแรงกดดันมากกว่ารอบแรกนั้น นางศุภจี ยอมรับว่า เป็นธรรมดา เพราะช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญหลายวิกฤติซ้อนกัน ดังนั้นต้องตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็นแบบคลัสเตอร์ และบูรณาการร่วมกันกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการปัญหาแต่ละเรื่องให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ชงมาตรการดูแลค่าครองชีพเข้าครม.

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า นางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการ 2-3 เรื่อง คือ การดูแลค่าครองชีพประชาชน ซึ่งสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์พยายามดูแล คือ สินค้าควบคุม และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ในกรณีหากมีการปรับราคา ก็ต้องควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกลไกที่เป็นธรรม ทั้งประชาชน และผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน จะมีการนำสินค้าราคาพิเศษภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นการนำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นมาจำหน่ายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน

เร่งหาตลาดเพิ่มช่วย SMEs

นอกจากนี้ ยังได้มีการสนับสนุน SMEs เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือผ่านการค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพ SMEs ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลในเรื่องของค่าครองชีพ รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้ SMEs หรือผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจที่มีลักษณะแบบนี้ ขณะเดียวกัน จะต้องดูแลในเรื่องของการส่งออกที่ขณะนี้ตึงตัว เช่น ตะวันออกกลาง เมื่อเกิดปัญหาส่งออกชะงักงัน จึงต้องเร่งหาตลาดเพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ พยายามอย่างยิ่งที่จะคงรายได้ของประเทศในช่วงวิกฤตแบบนี้

ส่วนการตั้งที่ปรึกษานั้น นางศุภจี กล่าวว่า ในมุมของมิติการทำงานมีหลากหลายมิติ ภูมิรัฐศาสตร์กับภูมิเศรษฐศาสตร์ ต้องประสานกันไป ขณะเดียวกัน ต้องศึกษาถึงตลาดส่งออกที่มีโอกาส ตลาดที่ต้องควรระวัง หรือตลาดที่ควรต้องปรับตัว ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะภูมิภาคที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ระดมทีมช่วยแก้วิกฤตซ้อนวิกฤต

ส่วนที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี จะเป็นเรื่องของสินค้าเกษตร การดูแลภายในประเทศ โดยจะมีทั้งนายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และยังมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูป และเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหลากหลายมุมเพื่อช่วยเติมนโยบาย

“มีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการอย่างมากในช่วงนี้ คือ เรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งปัจจุบัน กรมการค้าภายใน มีกำลังอยู่ไม่เพียงพอ จึงต้องมีการปรับทีมภายใน โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็ส่งข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วย เพื่อให้เราสามารถตอบสนอง และดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งมีการปรับทั้งในกระทรวง และทีมที่ปรึกษา เพื่อให้ครบถ้วนมากขึ้น ทำให้สามารถตอบโจทย์วิกฤตซ้อนวิกฤติไปพร้อมกัน” รองนายกรัฐมนตรีระบุ

ญี่ปุ่นมอบ3.19แสนล.ช่วยชาติเอเชีย

อีกด้านหนึ่ง นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำจากกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศพันธมิตรว่า จะมอบเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.19 แสนล้านบาท) แก่ชาติพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงไทย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสำรองน้ำมันดิบ หวั่นวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงจากช่องแคบฮอร์มุซกระทบห่วงโซ่การผลิตลามถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเงินช่วยเหลือนี้จะอยู่ในรูปแบบของเงินกู้เพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขยายคลังน้ำมันสำรองในแต่ละประเทศ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เนื่องจากเห็นว่า ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทุกประเทศในเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดภาวะขาดแคลนหรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในเอเชีย ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

สำหรับเงินสนับสนุนดังกล่าว มีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำมันดิบประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศอาเซียนตลอดทั้งปี โดยญี่ปุ่นมีความกังวลเป็นพิเศษว่า หากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีคลังน้ำมันสำรองจำกัด ประสบปัญหาการเงินจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าส่งออกมายังญี่ปุ่น โดยเฉพาะเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์

Leave a comment