“ครบรอบ 23 ปี เซ็นทรัลแล็บไทย” มุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าไทยสู่ความยั่งยืนทางสังคม

“ครบรอบ 23 ปี เซ็นทรัลแล็บไทย” มุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าไทยสู่ความยั่งยืนทางสังคม

“ครบรอบ 23 ปี เซ็นทรัลแล็บไทย” มุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าไทยสู่ความยั่งยืนทางสังคม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

ชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี เซ็นทรัลแล็บไทย ภายใต้แนวคิด 23 Years of Trust: Sustainable Standard, Sustainable Society การยกระดับมาตรฐานไทย สู่ความยั่งยืนของสังคมผ่านวิถี ESG สะท้อนบทบาทการเป็นหน่วยงานที่ดูแลคุณภาพชีวิตและสังคมผ่านการให้บริการโดยใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ พร้อมยกระดับคุณภาพการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างความยั่งยืนและความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยกิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมและการประชุม บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานใหญ่

ภายในงานได้รับเกียรติจาก วิไล ตันตินันท์ธนา รองประธานกรรมการบริษัทฯ และ ปณิตา ชินวัตร กรรมการบริษัทฯ รวมถึงแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชน หน่วยงานคู่ค้า และผู้ประกอบการ เข้าร่วมกิจกรรมภายในงานฯ ที่ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการนำเสนอข้อมูลและผลงานของ 4 งานบริการหลักของเซ็นทรัลแล็บไทยในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา การแสดงวิสัยทัศน์การดำเนินงานของบริษัทฯ ในหัวข้อ “อนาคตมาตรฐานไทยสู่ความยั่งยืนของสังคม” โดยกรรมการผู้อำนวยการ เวทีเสวนาแชร์ประสบการณ์ของผู้ประกอบการในหัวข้อ “ยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่สากลด้วยวิถียั่งยืน” ที่เซ็นทรัลแล็บไทยได้เชิญผู้ประกอบการมาร่วมจัดแสดงสินค้าภายในงานด้วยเช่นกัน ได้แก่ กรีกโยเกิร์ตนมมะพร้าวบุญผลาโฮมเมด Milkkin Whey Protein Snack บริษัท มิลค์คิ่น อินโนเวชั่น จำกัด เบเกอรี่บ้านคุณมน และร้านหยิบกะหยอดขนมไทย

และไฮไลท์ของงานนี้ คือการนำเสนอผลการดำเนินงาน CSR ของบริษัทฯ ในโครงการตรวจคุณภาพน้ำประปา ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ ประกาศกรมอนามัย พ.ศ. 2563 ให้กับสถานศึกษาภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 23 โรงเรียน ซึ่งสะท้อนบทบาทการเป็นหน่วยตรวจวิเคราะห์ที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิตและสังคม โดยจะนำข้อมูลผลการทดสอบที่ได้ไปพัฒนาด้านการจัดการและควบคุมคุณภาพตามแหล่งน้ำประปาในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ยังได้มีกิจกรรมมอบเงินบริจาคสมทบทุนพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชนให้กับมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากทั้งเซ็นทรัลแล็บไทยและหน่วยงานที่มาภายในงานก็ได้ร่วมบริจาคสมทบทุนเช่นกัน โดยมี ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ

ยชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีเยี่ยมที่เรามาจะร่วมกันสร้าง ‘ระบบนิเวศแห่งคุณภาพ’ (Ecosystem of Quality) ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการทำงานจากพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ที่มีความโดดเด่นและมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างมาตรฐานที่เป็นรากฐานของความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ส่งผลให้ SME ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

“เซ็นทรัลแล็บไทยเราพร้อมที่จะเป็นผู้ริเริ่มและผู้ประสานให้เกิดการทำงานร่วมกัน ด้วยภารกิจและบทบาทในปัจจุบันในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (Quality Infrastructure) ของประเทศ เราพร้อมที่จะใช้ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และมาตรฐานระดับสากลที่เรามี เพื่อเป็นฟันเฟืองสนับสนุนให้สินค้าไทย ไม่เพียงแต่ไปไกลในระดับโลก แต่ยังสร้างความยั่งยืนให้กลับคืนสู่สังคมไทยในทุกมิติ เซ็นทรัลแล็บไทยจึงอยากเชิญชวนมาร่วมกันสร้างอนาคตที่มาตรฐานสินค้าไทย คือมาตรฐานของความยั่งยืนไปด้วยกัน”

อนึ่ง เซ็นทรัลแล็บไทย เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ให้บริการตรวจวิเคราะห์และทดสอบผลิตภัณฑ์ทางด้านเกษตร อาหาร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยมีสาขาให้บริการ 6 สาขา ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ สาขากรุงเทพ สาขาฉะเชิงเทรา สาขาสมุทรสาคร สาขาเชียงใหม่ สาขาขอนแก่น และสาขาสงขลา ด้วยคุณภาพของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญกว่า 22 ปี พร้อมด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย สามารถให้บริการด้วยความถูกต้อง แม่นยำ และมีผลการทดสอบเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมพัฒนามาตรฐานการทดสอบ การรับรองกระบวนการผลิต ส่งเสริมการแข่งขันทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง

‘พิเชษฐ กลั่นชื่น’ถ่ายทอดพลังวัฒนธรรมไทยข้ามมหาสมุทร ณ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61

‘พิเชษฐ กลั่นชื่น’ถ่ายทอดพลังวัฒนธรรมไทยข้ามมหาสมุทร ณ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61

‘พิเชษฐ กลั่นชื่น’ถ่ายทอดพลังวัฒนธรรมไทยข้ามมหาสมุทร ณ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

หนึ่งในศิลปินไทยที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ชมและแวดวงศิลปะนานาชาติในนิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง (Collateral Event) ของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61 (The 61st International Art Exhibition, Venice Biennale) ก็คือ พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินผู้บุกเบิกการแสดงที่เชื่อมโยงรากฐานของนาฏศิลป์ไทยเข้ากับศิลปะการแสดงแบบร่วมสมัย จนได้รับการยอมรับในระดับสากล ผลงานของเขาในนิทรรศการนี้สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน วัฒนธรรม และความทรงจำเปรียบเสมือนการเดินทางของศิลปะไทยที่ก้าวข้ามพรมแดนสู่เวทีโลก

นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 นำเสนอผลงานของศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร่วมถ่ายทอดและสำรวจประเด็นการย้ายถิ่น การพลัดถิ่นและประวัติศาสตร์ลัทธิล่าอาณานิคมข้ามทะเล ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยมี ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ในฐานะภัณฑารักษ์ ณ Palazzo Rocca Contarini Corfù นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี

พิเชษฐ กลั่นชื่น กล่าวว่า “สำหรับผลงานภาพยนตร์ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ภาค 2 ผมสนใจการเชื่อมโยงและทับซ้อนกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ภาคแรกของเรื่องยังคงอบอวลด้วยบรรยากาศแบบแฟนตาซีในบริบทวัฒนธรรมเอเชีย เป็นการเดินทางระหว่างโลกของมนุษย์และโลกหลังความตาย เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตและตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ ขณะที่ภาค 2 เรื่องราวจะเคลื่อนเข้าสู่โลกปัจจุบันมากขึ้น ผ่านตัวละครและเหตุการณ์ที่สะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คน ความขัดแย้งและสภาพสังคมร่วมสมัย ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่เรากำลังเผชิญอยู่ในชีวิตจริง สิ่งที่ผมต้องการตั้งคำถามคือ ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ความเป็นมนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หากเราไม่ฝึกฝนหรือขัดเกลาจิตใจ ไม่ดูแลมิติทางจิตวิญญาณของตัวเอง เราอาจค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการเข้าใจเห็นอกเห็นใจและใส่ใจผู้อื่น

ในฐานะศิลปิน ผมมองว่าหน้าที่ของศิลปะไม่ใช่เพียงการสร้างสุนทรียภาพ แต่ต้องกล้าตั้งคำถามต่อสังคมและสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวหากศิลปินเลือกที่จะปฏิเสธหรือวางเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ ก็อาจหลงลืมบทบาทสำคัญของศิลปะที่มีต่อมนุษย์และสังคมไป”

นอกเหนือจากการร่วมแสดงผลงานในเวทีศิลปะระดับโลกครั้งนี้ พิเชษฐ กลั่นชื่น ยังได้รับรางวัล Fukuoka Prize 2026 สาขา Arts and Culture Prize รางวัลระดับนานาชาติอันทรงเกียรติจากเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร หรือหน่วยงาน ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์สังคมและวัฒนธรรมของเอเชีย ซึ่งเป็นการสะท้อนศักยภาพของศิลปินไทยและพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถก้าวข้ามพรมแดนสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

การร่วมแสดงผลงานใน “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ พิเชษฐ กลั่นชื่น ที่ตอกย้ำบทบาทของศิลปินไทยบนเวทีศิลปะร่วมสมัยระดับโลก และแสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม และต่างประสบการณ์ ผ่านคุณค่าร่วมของมนุษยชาติได้อย่างงดงาม

นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ โครงการ วัน แบงค็อก จัดแสดงระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม ถึง 2 สิงหาคม 2569 ณ อาคารปาลาซโซ ร็อกก้า คอนตารินี คอร์ฟู (Palazzo Rocca Contarini Corfù) เมืองเวนิส และได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญในภาครัฐ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรชั้นนำจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM), บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), สยามพิวรรธน์, สยามพารากอน ไอคอนสยาม, Generali และอมรินทร์ กรุ๊ป

นอกจากนี้ การเข้าร่วมของศิลปินภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับภูมิภาค โดยศิลปินสิงคโปร์ Ong Kian Peng ได้รับการสนับสนุนโดย Fraser and Neave, Limited, ศิลปินมาเลเซีย Nadiah Bamadhaj สนับสนุนโดย Fraser & Neave Holdings Bhd และศิลปินเวียดนาม Le Hien Minh สนับสนุนโดย Saigon Beer-Alcohol-Beverage Corporation (SABECO)

ติดตามข่าวสาร และตารางกิจกรรมของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale) เพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ สืบสานพระราชปณิธาน‘โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์’ พลิกฟื้นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด สู่การอยู่ร่วมกันระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ช้างป่า’ อย่างยั่งยืน

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ สืบสานพระราชปณิธาน‘โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์’ พลิกฟื้นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด สู่การอยู่ร่วมกันระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ช้างป่า’ อย่างยั่งยืน

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ สืบสานพระราชปณิธาน‘โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์’ พลิกฟื้นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด สู่การอยู่ร่วมกันระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ช้างป่า’ อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.04 น.

ด้วยพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทรงรับ “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ที่มีความหมายว่า “น้ำทิพย์รักษาช้างให้แข็งแกร่งยืนยงดุจเพชร” ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมทั้งทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษาโครงการ โดยทรงมอบหมายให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการ

ทั้งนี้ เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแก้ไขปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า รวมทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดในภาคตะวันออก ซึ่งต่อมาได้เกิดชุมชนนำร่องในพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สระแก้ว และจันทบุรี ภายใต้ชื่อ “หมู่บ้านคชานุรักษ์”เพื่อสร้างต้นแบบในการปรับเปลี่ยนวิถีเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างอย่างสมดุลต่อไป

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลง ณ อาคารบัญชาการหน่วยราชการในพระองค์ 904 พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทรงเปิดการประชุมคณะกรรมการ โครงการอนุรักษ์ช้างป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในภาคตะวันออก “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการ ทรงกล่าวถวายรายงาน

ในการนี้ ทอดพระเนตรความเป็นมาและการดำเนินงานโครงการฯ ซึ่งประชาชนได้ถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2562 ได้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการฟื้นฟูแหล่งอาหารช้างป่าในพื้นที่ป่าตะวันออก “จัดการปัญหาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง” ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาช้างป่า พุทธศักราช 2562-2565 ซึ่งได้น้อมนำศาสตร์พระราชาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยได้เริ่มดำเนินกิจกรรมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง

พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออกเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 1,363,323.05 ไร่ หรือ 2,181.32 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวายเฉลิมพระเกียรติ อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ และอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง ซึ่งพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เดิมมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์นานาพันธุ์ เป็นป่ารอยต่อระหว่างระบบนิเวศภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ากว่า 600 ชนิด โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีช้างป่าประมาณ 400-450 ตัว จากที่เคยมีปรากฏอยู่ระหว่าง 40-60 ตัว ในช่วง พ.ศ.2520 และเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรช้างป่าสูงที่สุดในประเทศไทย คือร้อยละ 8.2 ต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน

แผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทสร้างความสมดุลระหว่างคนและช้างป่า ภายใต้โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ระยะ 3 ปี เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2563 แบ่งออกเป็น 3 ด้านตามพื้นที่ โดยด้านที่ 1 การจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่า (วงใน : พื้นที่ช้างอาศัย) เพิ่มศักยภาพถิ่นอาศัยของช้างป่า และการจัดการประชากรช้างป่า ด้านที่ 2 การจัดการพื้นที่แนวกันชน (วงกลาง : พื้นที่พักช้าง) สร้างจุดพักช้างในป่าชุมชนเพื่อดึงช้างกลับสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพป่าชุมชน และจัดทำระบบติดตามและเฝ้าระวังช้างป่า ด้านที่ 3 การจัดการพื้นที่ชุมชน (วงนอก : พื้นที่ชุมชนอาศัย) สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนปรับเปลี่ยนอาชีพ พัฒนาอาชีพ สร้างกระบวนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และเตือนภัยให้กับชุมชน และสร้างระบบการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จลงพื้นที่ 7 ครั้ง เพื่อติดตามงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่ละครั้งล้วนสะท้อนถึงความห่วงใยและพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหา โดยประทับแรมและทรงงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการป่าไม้และสัตว์ป่า

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ภายใต้การนำของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้พลิกฟื้นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ให้กลายเป็นโมเดลต้นแบบระดับประเทศ ผ่านแนวคิดการจัดการ 3 มิติ

มิติแรก คืนความสมบูรณ์ให้บ้านช้าง (ในป่าอนุรักษ์) เพราะ “ช้างออกนอกป่าเพราะขาดแคลน” โครงการจึงได้ฟื้นฟูทุ่งหญ้ากว่า 6,064 ไร่ ปรับปรุงป่าปลูกเพื่อเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่า 2,900 ไร่ ปลูกพืชอาหารช้างอีก 1,500 ไร่ พร้อมสร้างโป่งเทียม 144 แห่ง และจัดทำฝายชะลอน้ำ 118 แห่ง เพื่อให้ช้างมีทั้งน้ำและอาหารอุดมสมบูรณ์ในป่าลึก โดยไม่จำเป็นต้องลงมารบกวนพื้นที่เกษตรกรรม

มิติที่สอง ปกป้องชุมชนด้วยเทคโนโลยีและความร่วมมือ (แนวเขตป่า) การสร้างความปลอดภัยให้ราษฎรเป็นสิ่งสำคัญ มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามและเฝ้าระวังช้างป่าฯ ติดตั้งกล้องอัจฉริยะ NCAPS 40 ชุด และกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าอีก 22 ชุด พร้อมทั้งสนับสนุนชุดเคลื่อนที่เร็วและครุภัณฑ์ผลักดันช้างป่ารวมกว่า 26 ชุด ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านสามารถรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของช้างและป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที

มิติที่สาม พัฒนาคุณภาพชีวิตและปลูกจิตสำนึก (ในชุมชน) ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” จำนวน 1,148 ไร่ รวมถึงการปลูกพืชสมุนไพรที่ไม่ใช่พืชอาหารช้างเพื่อสร้างรายได้ และที่น่าประทับใจที่สุดคือการบ่มเพาะเยาวชนผ่านโครงการ “นักวิจัยน้อยคชานุรักษ์” เพื่อให้เด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ เรียนรู้พฤติกรรมของช้าง ปรับตัว และเติบโตขึ้นมาอย่างเข้าใจธรรมชาติ

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทำให้ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองได้รับการปกป้อง และราษฎรสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน

344 ขั้นแห่งแรงบันดาลใจ – ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต (Climb to Change a Life)”

344 ขั้นแห่งแรงบันดาลใจ – ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต (Climb to Change a Life)”

344 ขั้นแห่งแรงบันดาลใจ – ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต (Climb to Change a Life)”

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับ มูลนิธิ Zy Movement Foundation จัดกิจกรรม “ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต (Climb to Change a Life)” ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (ภูเขาทอง) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนผู้พิการทางการเคลื่อนไหว รวมถึงเยาวชนที่เคยกระทำผิด ให้ได้เรียนรู้คุณค่าของความพยายามและการก้าวข้ามอุปสรรคในชีวิตจริง

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการพาน้อง ๆ ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวและครอบครัว เดินขึ้นบันได 344 ขั้น สู่ยอดพระบรมบรรพต โดยมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฯ และเจ้าหน้าที่ศาลฯ ร่วมเดินเคียงข้าง เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ตลอดเส้นทางมีการแวะพัก ชมวิว ตีระฆัง และบันทึกภาพแห่งความทรงจำ เมื่อถึงยอดภูเขาทองได้จัดกิจกรรม “สร้างรอยประทับ” เชิงสัญลักษณ์ พร้อมมอบของที่ระลึกแก่เด็ก ๆ และรับฟังธรรมบรรยายจาก พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เพื่อเสริมพลังใจและแนวคิดเชิงบวกในการดำเนินชีวิต และได้ให้ข้อคิดเรื่องความเพียร ความอดทน และการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมนำสวดถวายผ้าจีวรแด่พระบรมสารีริกธาตุ

ปิยนุช ศรุติพันธ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวเปิดโครงการว่า“กิจกรรมนี้เป็นโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ สร้างมิตรภาพใหม่ ๆ และตระหนักว่า ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคใด หากมีความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ ก็สามารถก้าวไปถึงเป้าหมายได้”

ศศมณท์ สงวนสิน ผู้พิพากษาสมทบฯ และหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “โครงการนี้มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้คุณค่าของความพยายาม ความอดทน และการตั้งเป้าหมายในชีวิต ผ่านประสบการณ์จริงที่ทรงพลัง ขอขอบคุณน้อง ๆ ทุกคนที่มาร่วมกิจกรรมและมอบแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกเรา”

ศิริภัสสร ปิยนันทวารินทร์ ผู้พิพากษาสมทบฯ เล่าความประทับใจ “ขอบคุณโครงการนี้ที่ทำให้ได้เห็นว่า ความรัก ความช่วยเหลือ และความพยายาม คือพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงๆ”

กิจกรรมปิดท้ายด้วยการ “ขอบคุณ” และแบ่งปันความรู้สึก ณ จุดนัดพบ ก่อนมอบประกาศนียบัตรและหนังสือที่ระลึกให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความประทับใจและแรงบันดาลใจที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

กิจกรรม “ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต” ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเดินขึ้นภูเขาทอง 344 ขั้นเท่านั้น แต่เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความหมายและพลังใจ ทุกก้าวที่น้อง ๆ ได้ก้าวขึ้นไป ไม่ว่าจะด้วยแรงของตนเองหรือด้วยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ใจดีที่อยู่เคียงข้าง ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความพยายาม ความอดทน และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง

น้อง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกาย แต่หัวใจที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นสามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้เสมอ และทุกก้าวที่ก้าวขึ้นไป ไม่เพียงแต่เปลี่ยนชีวิตของน้อง ๆ เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนมุมมองของผู้ใหญ่ ครอบครัว และสังคมที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จครั้งนี้

พลังวิจัย สร้างไทยยั่งยืน ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ2569

พลังวิจัย สร้างไทยยั่งยืน ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ2569

พลังวิจัย สร้างไทยยั่งยืน ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ2569

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.47 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน ภายใต้แนวคิด “พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจ สังคมไทยยั่งยืน” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิจัยจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมงานคับคั่ง อาทิ อุกฤช กิจศิริเจริญชัย ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ, นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, ศ.ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร รองอธิการบดีฝายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเมืองน่าอยู่และการกระจาย ศูนย์กลางความเจริญ บพท., ภาวณี คำชาลี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม วช., เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อํานวยการ วช. และ ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อํานวยการ วช. ณ โรงแรมเซ็นทารา  แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

มหกรรมงานวิจัยฯ จะจัดขึ้นในวันที่ 22-26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

อุกฤช กิจศิริเจริญชัย, เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ, นพ.พีรชา คูเกษมกิจ, ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง, ศ.ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร, ศิรินทร์พร เดียวตระกูล, ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด และ ภาวณี คำชาลี

“จากทางด่วนสู่การลดคาร์บอน” DMT ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยแนวคิด 3P

“จากทางด่วนสู่การลดคาร์บอน” DMT ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยแนวคิด 3P

“จากทางด่วนสู่การลดคาร์บอน” DMT ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยแนวคิด 3P

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.43 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT  เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “3P : People – Planet – Profit” มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้คน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการเติบโตทางธุรกิจ พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการเดินทางและการใช้พลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางวิกฤติโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง ความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์โลก และปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน

“ภาคคมนาคม” ถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อการใช้พลังงานของประเทศ การพัฒนาระบบการเดินทางให้มีความคล่องตัวมากขึ้นไม่เพียงช่วยลดการใช้พลังงานและ ลดต้นทุน แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางและเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งของประเทศ DMT ได้นำแนวคิด “3P : People – Planet – Profit” มาเป็นกรอบในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ DMT กล่าวว่า ในมิติของ Planet หรือการดูแลสิ่งแวดล้อม บริษัทได้ดำเนินแผน Decarbonization Roadmap อย่างจริงจัง เพื่อผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาอาคารและสำนักงานตามแนวทาง Green Building และ Green Office รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์สะท้อนผ่านการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 DMT สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเหลือ 2,516 ตันคาร์บอน ลดลง 12.3% จากปีก่อนหน้า และใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนระยะยาว

จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก DMT ยังได้ยกระดับมาตรการประหยัดพลังงานภายในองค์กร อาทิ การกำหนดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน การส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้กระดาษ และการนำใช้ระบบประหยัดพลังงานมาใช้กับอุปกรณ์สำนักงาน เพื่อร่วมลดการใช้พลังงานและสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นอกจากนี้ DMT ยังส่งเสริมระบบคมนาคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฉุกเฉินสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV)  ณ ด่านดินแดง 2 เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ทางที่ประสบปัญหาแบตเตอรี่หมดระหว่างการเดินทาง ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดของประเทศ

ในปี 2568 บริษัท ยังขยายภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมสู่ภาคเกษตรกรรม ผ่านโครงการส่งเสริมการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” ในพื้นที่บางปะอิน ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตร และสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนของประเทศในภาพรวม

สำหรับมิติของ People ดร.ศักดิ์ดา กล่าวว่า DMT ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งพนักงาน ผู้ใช้ทาง และชุมชนโดยรอบ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “DMT Smart Assistant” ระบบช่วยเหลือผู้ใช้ทางที่ผสานการทำงานของบุคลากรเทคโนโลยี AI CCTV และศูนย์ควบคุมปฏิบัติการ (OCC) เพื่อเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินบนทางยกระดับอุตราภิมุขได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถเข้าช่วยเหลือผู้ใช้ทางได้ภายใน 12 นาที ช่วยยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจในการเดินทาง

ขณะเดียวกัน บริษัท ยังยึดหลักสิทธิมนุษยชนในการบริหารงาน ส่งเสริมความเท่าเทียมในการทำงาน พัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เพราะเชื่อว่าความยั่งยืนขององค์กรเริ่มต้นจากคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน นอกจากนี้ DMT ยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการส่งเสริมอาชีพสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ดอนเมืองที่ดำเนินมากว่า 4 ปี รวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ จนได้รับรางวัล AMCHAM CSI Award Silver Recognition

ในมิติของ Profit ดร.ดร.ศักดิ์ดา กล่าวว่า DMT ยังคงบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การบริหารทรัพยากรอย่างโปร่งใส และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ

ที่สำคัญ บริษัท ยังคงรักษาระดับการจ้างงานและการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวคิดที่ว่า “ผลกำไร” ไม่ได้หมายถึงผลตอบแทนทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างคุณค่าร่วมแก่สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

“ปัจจุบันองค์กรธุรกิจไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงผลกำไรระยะสั้นได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การดูแลบุคลากร และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว” ดร. ศักดิ์ดา กล่าว

ฟิล์ม รัฐภูมิ งานเข้าอีกระลอก ดีเอสไอจ่อสอบเส้นทางเงินโยงคดีแชร์ Forex ลั่นคำเดิมไม่เกี่ยวข้อง

ฟิล์ม รัฐภูมิ งานเข้าอีกระลอก ดีเอสไอจ่อสอบเส้นทางเงินโยงคดีแชร์ Forex ลั่นคำเดิมไม่เกี่ยวข้อง

ฟิล์ม รัฐภูมิ งานเข้าอีกระลอก ดีเอสไอจ่อสอบเส้นทางเงินโยงคดีแชร์ Forex ลั่นคำเดิมไม่เกี่ยวข้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

เดือดระอุ! “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ออกโรงโต้ทันควัน หลังดีเอสไอเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงิน Forex ลั่น “มีคนแกล้งเอาชื่อไปใส่” ยืนยันไม่เคยยุ่งเกี่ยวทั้้งระบบเพย์เมนต์และฟอเร็กซ์ พร้อมเข้าชี้แจง ขณะที่กระทรวงยุติธรรมเตรียมจัดแถลงใหญ่ วันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. นี้ กางแผงผังรายชื่อดารา-นักการเมืองเอี่ยวเพียบ จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้โพสต์ข้อความรายงานผลปฏิบัติการ “Shutdown the laundering ปราบเครือข่ายลงทุน Forex” ซึ่งเบื้องต้นมีการระบุถึงอักษรย่อของบุคคลที่เข้าข่ายถูกตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยพบว่ามีชื่อของ “นักการเมือง ภ.” และ “คนบันเทิง ฟ.” จนทำให้สังคมพุ่งเป้าไปที่อดีตพระเอกและนักธุรกิจชื่อดังอย่าง “ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” 

งานนี้ “ฟิล์ม” ลั่นบริสุทธิ์ใจคนบันเทิงตัวย่อ “ฟ.” ไม่ใช่ตน ทั้งนี้เจ้าตัวได้เปิดใจกับสื่อดังถึงประเด็นร้อนดังกล่าวโดยเจ้าตัวได้ออกโรงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง พร้อมระบุว่า “เหมือนเดิมครับ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเลย ทั้งเพย์เมนต์ ทั้งฟอเร็กซ์ ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวเลย แต่ก็คงมีคนแกล้งเอาชื่อผมเข้าไปอีกเหมือนเดิม เดี๋ยวเข้าไปชี้แจง”

การออกมาปฏิเสธอย่างทันควันของ ‘ฟิล์ม’ ยิ่งทำให้กระแสสังคมจับตามองอย่างหนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้อดีตพระเอกดังเคยมีประวัติถูกตั้งข้อสังเกตและโยงใยกับคดีแชร์ลูกโซ่และปมฉาวหลอกลวงลงทุนระดับประเทศมาแล้วหลายครั้ง เจ้าตัวจึงมั่นใจว่ารอบนี้ก็เป็นการถูกกลั่นแกล้งนำชื่อไปเชื่อมโยงเช่นเดียวกัน และพร้อมที่จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างไรก็ตาม ความจริงทั้งหมดกำลังจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนในอีกไม่ช้า รายงานเพิ่มเติมว่า ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะเดินทางมาเป็นผู้นำทีมคณะทำงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานบูรณาการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงผลการปฏิบัติการและสรุปรายงานคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการไฮไลท์สำคัญที่สังคมต้องจับตาในการแถลงข่าววันศุกร์นี้ คือ การเปิดแผนผังรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างละเอียด ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ นักการเมืองคนดัง, บุคคลในวงการบันเทิง ตลอดจนบริษัทนิติบุคคลเอกชนต่าง ๆ รวมไปถึงการเปิดเผยตัวเลขมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง จำนวนผู้เสียหายทั้งหมด และพยานหลักฐานสำคัญที่เจ้าหน้าที่ยึดได้จากการบุกตรวจค้นเครือข่ายฟอกเงินดังกล่าวมหากาพย์แชร์ Forex รอบนี้จะจบลงอย่างไร? คำกล่าวอ้างของ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ที่ว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งจะฟังขึ้นหรือไม่? และจะมี “บิ๊กเนม” คนไหนในวงการบันเทิงและการเมืองหลุดเข้ามาในโผแผนผังของดีเอสไออีกบ้าง วันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. นี้ ได้รู้กันแน่นอน!

เปิดโลกโอเปรามิติใหม่ ในงาน Bangkok Festivals 2026 สัมผัสการแสดงระดับมาสเตอร์พีซ

เปิดโลกโอเปรามิติใหม่ ในงาน Bangkok Festivals 2026 สัมผัสการแสดงระดับมาสเตอร์พีซ

เปิดโลกโอเปรามิติใหม่ ในงาน Bangkok Festivals 2026 สัมผัสการแสดงระดับมาสเตอร์พีซ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.43 น.

เมื่อพูดถึง “โอเปรา” หลายคนอาจนึกถึงภาพศิลปะการแสดงที่สามารถดูได้ทุกเจเนอเรชัน เพราะทุกคนเกิดมาจากความรักอยู่ได้ด้วยความรัก โอเปราเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวความรัก ความฝัน และบทเพลงอันทรงพลังที่ยังคงมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครเวที หรือดนตรีที่คุ้นเคย โดยในปีนี้ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ขอพาผู้ชมเดินทางไปสัมผัสโลกของโอเปราในหลากหลายมิติกว่าที่เคย แบบไม่ต้องบินไปต่างประเทศ และมีคำบรรยายให้เข้าใจเนื้อเรื่องและบทเพลงทั้งเรื่อง ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ เรื่องราว และความงดงามที่เข้าถึงผู้ชมได้ทุกเจเนอเรชัน

โอเปร่าถือเป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงแขนงหนึ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกตะวันตก และเป็นจุดเริ่มต้นของการนำดนตรีมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการเล่าเรื่องและถ่ายทอดอารมณ์ โดยโอเปร่าในยุคแรกเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากในราชสำนักของอิตาลีและฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา โอเปร่าได้พัฒนาไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อสะท้อนทั้งความคิด ความเชื่อ และคุณค่าของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่เรื่องราวของเทพปกรณัม ความรัก โศกนาฏกรรม ไปจนถึงประเด็นทางสังคมและการเมือง ขณะเดียวกัน หลักการสำคัญของโอเปร่ายังถูกส่งต่อมายังศิลปะร่วมสมัยหลากหลายแขนง โดยเฉพาะภาพยนตร์และละครเพลงที่ใช้ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง จนทำให้โอเปร่ายังคงเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อโลกความบันเทิงมาจนถึงปัจจุบัน

พบบทเพลงในความทรงจำ จากโลกภาพยนตร์ฮอลลีวูดสู่โอเปรา

หนึ่งในตัวอย่างอิทธิพลจากโลกโอเปร่าที่ถูกส่งต่อมาสู่วัฒนธรรมร่วมสมัยกับบทเพลงในภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับตำนาน ที่ปีนี้จะถูกนำมาถ่ายทอดผ่าน Opera Goes to Hollywood ที่รวมตัวศิลปินชั้นนำจากคณะ New York City Opera ภายใต้การอำนวยเพลงของ Constantine Orbelian ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ถึง 4 ครั้ง โดยนำเสนอบทเพลงจากโอเปรายอดนิยม อาทิ La Bohème, Turandot และ Carmen รวมถึงบทเพลงโอเปราที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่าง The Godfather, Bohemian Rhapsody, และ Mission: Impossible ซึ่งนำมาบรรเลงในรูปแบบต้นฉบับ ผสานพลังเสียงของนักร้องแนวหน้าทั้ง 6 คน พร้อมด้วยนักไวโอลินและนักเชลโลจาก New York City Opera ร่วมกับวงออร์เคสตราเต็มวง มอบประสบการณ์สุดยิ่งใหญ่และหาชมได้ยากเพราะมีแค่ประเทศไทยที่เดียวที่มีการรวมตัวครั้งนี้

La Traviata โศกนาฏกรรมรักที่ถูกสังคมตีตรา

La Traviata โอเปราอมตะของ Giuseppe Verdi ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอุปรากรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ถ่ายทอดเรื่องราวของ “วิโอเล็ตตา” หญิงงามเมืองผู้เลื่องชื่อแห่งปารีส ที่ได้พบกับความรักอันจริงใจจาก “อัลเฟรโด” ชายหนุ่มผู้พร้อมมอบชีวิตใหม่ให้เธอ แต่ความรักในครั้งนี้กลับต้องเผชิญแรงกดดันจากเกียรติยศของครอบครัวและกรอบทางสังคม วิโอเล็ตตาจึงเลือกเสียสละความสุขของตัวเองเพื่อคนที่รัก จนนำไปสู่หนึ่งในโศกนาฏกรรมที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์โอเปรา มากกว่า 150 ปีที่ผ่านมา ด้วยบทเพลงอันงดงามและประเด็นที่ร่วมสมัยอย่างการตัดสินผู้คนจากอดีต ภาพลักษณ์ และสถานะทางสังคม ผ่านโปรดักชันสุดอลังการของคณะ Helikon Opera ภายใต้การกำกับของ Dmitri Bertman ที่ยกทัพศิลปินและวงออร์เคสตรากว่า 150 ชีวิตส่งตรงจากรัสเซีย ที่จะมาร่วมสร้างประสบการณ์สุดตราตรึงใจ

บทเพลงรักเกอิชา Madama Butterfly กับการทรยศ ศักดิ์ศรี และคำสัญญา

Madama Butterfly อีกหนึ่งผลงานโอเปราชิ้นเอกของ Giacomo Puccini ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ Miss Saigon และ สาวเครือฟ้า กับการตีความใหม่สุดเข้มข้นโดยคณะ Helikon Opera จากรัสเซีย กับเรื่องราวของ “โจโจซัง” หรือ บัตเตอร์ฟลาย เกอิชาสาววัยเยาว์แห่งเมืองนางาซากิ ผู้มอบความรัก ความภักดี และอนาคตทั้งหมดให้กับพิงเคอร์ตัน นายทหารเรือชาวอเมริกัน พร้อมคอยเลี้ยงดูลูกชายและเฝ้ารอการกลับมาของเขาด้วยความหวังเพียงหนึ่งเดียว แต่เมื่อคำสัญญาที่เธอยึดมั่นกลับนำมาซึ่งความจริงอันโหดร้าย ความรักที่เคยงดงามจึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่สะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์โอเปรา พร้อมสะท้อนภาพการพบกันของโลกตะวันออกและตะวันตกในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน 

จากบทเพลงอมตะบนจอภาพยนตร์ ตลอดจนโศกนาฏกรรมความรักที่ตราตรึงใจผู้ชมทั่วโลก จะถูกนำกลับมาถ่ายทอดอย่างยิ่งใหญ่ผ่านพลังเสียงของนักร้องโอเปร่าและวงออร์เคสตราระดับโลกในงาน Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พร้อมเปิดจองบัตรตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 ตุลาคม 2569 ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ www.thaiticketmajor.com พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Bangkok Festivals

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม

ฮาย อาภาพร นำทีมแอโรบิก ปลุกพลังความฟิต กลางเมกาบางนา

ฮาย อาภาพร นำทีมแอโรบิก ปลุกพลังความฟิต กลางเมกาบางนา

ฮาย อาภาพร นำทีมแอโรบิก ปลุกพลังความฟิต กลางเมกาบางนา

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุก ๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE สร้างปรากฏการณ์ความสนุกแบบรักสุขภาพ กับกิจกรรม “MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE” ที่ได้ “ตัวมัม” ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ มานำทีมปลุกพลังโชว์สเต็ป ท่ามกลางกลุ่มลูกค้าที่รักการออกกำลังกาย และแฟน ๆ ที่มาร่วมงานกันอย่างคึกคักจนแน่นบริเวณพื้นที่จัดงาน กว่า 800 คน

บรรยากาศภายในงานเป็นการรวมตัวกันของคอมมูนิตี้ ACTIVE HEALTHY LIFESTYLE ที่ทยอยเดินทางมารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขยับร่างกายไปกับจังหวะแอโรบิกสุดสตรอง ซึ่งไฮไลต์ของงานอยู่ที่การปรากฏตัวของ ฮาย อาภาพร ที่ขนพลังมาแบบไม่มีแผ่ว ทั้งร้อง  เต้น และมอบความสุขให้กับผู้ร่วมงานอย่างเป็นกันเอง พร้อมนำเต้นแอโรบิกไปกับทีมเทรนเนอร์จาก FITNESS FIRST ไปกับเพลงฮิตหลากหลายสไตล์ ให้ทุกคนได้เต้น โยก และโชว์สเต็ปไปพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ขยับร่างกายไปพร้อมกันแบบไม่จำกัดวัย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเต้น ก็สามารถมาร่วมปล่อยพลัง เติมความสดชื่น และเริ่มต้นดูแลสุขภาพในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมแนวคิด ACTIVE HEALTHY LIFESTYLE ให้กับลูกค้าและคอมมูนิตี้โดยรอบ ผ่านการออกกำลังกายรูปแบบแอโรบิกที่สนุกและเหมาะกับทุกเจเนอเรชัน โดยมีพันธมิตรอย่าง FITNESS FIRST ผู้นำด้านฟิตเนสระดับโลก และ SUPERSPORTS ร่วมเติมเต็มประสบการณ์ให้กิจกรรมครั้งนี้เป็นมากกว่าการออกกำลังกาย แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพ ขยับร่างกาย และใช้ชีวิตอย่างแอคทีฟในแบบของตัวเอง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก เมกา สไมล์ รีวอร์ด ทั้งผลิตภัณฑ์กันแดดขนาดทดลองจากแบรนด์ HER HYNESS และคูปองส่วนลดจาก SUPERSPORTS สาขาเมกาบางนา ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ให้ผู้ร่วมงานได้ทั้งความสนุก ความคุ้มค่า และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพอย่างครบมิติ

กิจกรรม “MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนบทบาทของเมกาบางนาในฐานะ YOUR EVERYDAY MEETING PLACE พื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้ง การกิน การพักผ่อน หรือกิจกรรมที่สร้างสุขภาพดีและความสุขร่วมกัน พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงง่าย สนุก และตอบโจทย์ทุกคอมมูนิตี้อย่างต่อเนื่อง


ติดตามข่าวสารและโปรโมชันของเมกาบางนาได้ที่
แอปพลิเคชัน : HTTP://ONELINK.TO/N37E4G

เว็บไซต์ : HTTPS://WWW.MEGA-BANGNA.COM/

เฟซบุ๊ก : FACEBOOK.COM/MEGABANGNASHOPPINGCENTER

อินสตาแกรม : @MEGABANGNA_TH

เอ็กซ์ : @MEGABANGNA_TH

ไลน์ : @MEGABANGNAOFFICIAL

หรือโทร. 02-105-1000

เขตต์ ฐานทัพ ควงภรรยาตั้งโต๊ะแถลง บริสุทธิ์ใจปมเบี้ยวเงินอาร์ตทอย แฉกลับโดนกลุ่มนายหน้าข่มขู่!

เขตต์ ฐานทัพ ควงภรรยาตั้งโต๊ะแถลง บริสุทธิ์ใจปมเบี้ยวเงินอาร์ตทอย แฉกลับโดนกลุ่มนายหน้าข่มขู่!

เขตต์ ฐานทัพ ควงภรรยาตั้งโต๊ะแถลง บริสุทธิ์ใจปมเบี้ยวเงินอาร์ตทอย แฉกลับโดนกลุ่มนายหน้าข่มขู่!

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.14 น.

จากประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตต่างจับตามอง หลังมีเพจดังออกมาเปิดเผยเรื่องราวของอดีตพระเอกยุค 90 ระดับเบอร์หนึ่งของช่องมากสี ถูกกล่าวหาว่าเบี้ยวเงินส่วนแบ่งจากธุรกิจอาร์ตทอย จนคู่ค้าต้องตามตัวกันให้ควั่ก ซึ่งงานนี้สปอตไลต์ได้พุ่งเป้าไปที่หนุ่ม “เขตต์ ฐานทัพ” จนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

ล่าสุด “เขตต์ ฐานทัพ” พร้อมด้วยภรรยา “แนท ทักษญา” และทนายความ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยระบุว่าในส่วนของบริษัทคู่สัญญานั้นได้เคลียร์ใจและจบลงด้วยดีตามข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องที่ยังเป็นปัญหาอยู่คือกลุ่มคนเบื้องหลังที่เป็น “นายหน้า” ซึ่งมีการข่มขู่มาโดยตลอด และนำชื่อของตนไปแขวนประจาน

“ตลอดระยะเวลา 30 ปีในวงการ ผมไม่เคยโดนแขวนแบบนี้ เลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม อ้างว่าผมติดต่อไม่ได้ ผมไม่เคยติดต่อไม่ได้และไม่เคยหนีปัญหา” เขตต์ ฐานทัพ กล่าวด้วยความอัดอั้น

เปิดปมขัดแย้ง ตัวเลขไม่ตรง-ยันไม่เคยรู้จักส่วนตัว

เขตต์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ชนวนเหตุมาจากเรื่องเงินค่านายหน้าที่ตัวเลขไม่ถูกต้อง โดยกลุ่มนายหน้าจะเรียกเก็บยอดทั้งหมด 6 แสนบาท แต่ยอดที่ถูกต้องจริง ๆ มีเพียง สองแสนกว่าบาท เท่านั้น พอทางตนจะจ่ายยอดที่ถูกต้อง อีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับ แต่อยากได้ยอดที่ไม่ถูกต้อง จึงทำให้ยังไม่สามารถจ่ายได้ พร้อมย้ำว่าเอาเข้าจริง ๆ ตนไม่เคยพูดคุยหรือรู้จักกับกลุ่มนายหน้านี้เป็นการส่วนตัวเลยด้วยซ้ำ

ลั่น! อยากให้เป็นเคสตัวอย่าง เตรียมดำเนินคดีคนกล่าวเท็จ

ทางด้านภรรยา “แนท ทักษญา” ได้เสริมว่า รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมกับสามีอย่างมาก และอยากให้เหตุการณ์นี้เป็นเคสตัวอย่างในสังคม ไม่ใช่ว่าใครอยากจะเอาชื่อใครไปแขวนประจานในโลกออนไลน์ก็ทำได้ การออกมาพูดในครั้งนี้เพราะต้องการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกคนได้รับฟัง และยืนยันว่าผู้ที่กล่าวเท็จทำให้เสียหายจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมดอย่างแน่นอน