เดินหน้าสร้างความเข้าใจ ประเสริฐ เชิญผู้บริหารปอเนาะ ตาดีกา นัดถก เคลียร์ปมแม่ทัพภาค 4

เดินหน้าสร้างความเข้าใจ ประเสริฐ เชิญผู้บริหารปอเนาะ ตาดีกา นัดถก เคลียร์ปมแม่ทัพภาค 4

เดินหน้าสร้างความเข้าใจ ประเสริฐ เชิญผู้บริหารปอเนาะ ตาดีกา นัดถก เคลียร์ปมแม่ทัพภาค 4

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

วันที่ 20 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่เมืองทองธานี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจ ระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 และสถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ จะเชิญผู้บริหารสถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา มาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งจริง ๆ แล้ว มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำกับดูแลอยู่ โดยต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก เป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันในอนาคต 

เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจอย่างไร เพราะที่ผ่านมาคนมักจะมองโรงเรียนลักษณะนี้ไปในทางลบ นายประเสริฐ กล่าวว่า จริง ๆ ไม่มีอะไรเลย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกำกับดูแลอยู่ ที่ผ่านมาก็ทำงานบูรณาร่วมกันมาโดยตลอด ก็ไม่มีปัญหาอะไร และการมาพูดคุยกันครั้งนี้ ก็พูดถึงแนวทางในอนาคตที่จะต้องทำงานร่วมกัน รวมถึงประเด็นทั่วไปอีกหลายเรื่อง ที่โรงเรียนเอกชนต้องการเป็นการแลกเปลี่ยนกัน

ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

กู้วิกฤตราคาข้าวเปลือก สมาคมชาวนาฯ เชิญ ศุภจี ร่วมถกทางออกชาวนาไทย

กู้วิกฤตราคาข้าวเปลือก สมาคมชาวนาฯ เชิญ ศุภจี ร่วมถกทางออกชาวนาไทย

กู้วิกฤตราคาข้าวเปลือก สมาคมชาวนาฯ เชิญ ศุภจี ร่วมถกทางออกชาวนาไทย

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.02 น.

สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เตรียมจัดประชุมใหญ่ระหว่างวันที่ 25–26 เม.ย.นี้ รวบรวมปัญหาจากเกษตรกรทั่วประเทศ และเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน กู้วิกฤตราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก พร้อมเชิญ “ศุภจี” รับฟังข้อเสนอจากเครือข่าย​เกษตรกร​ทั่วประเทศ​เพื่อ​เร่งรัด​การ​แก้ไข​ปัญหา

วันนี้ 20 เม.ย. 2569 นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ จะจัดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 25–26 เม.ย.นี้ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อภาครัฐในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยในโอกาสนี้ได้มีหนังสือเชิญนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมและรับฟังข้อเสนอจากเกษตรกร

ปราโมทย์ เจริญศิลป์

โดยปัจจุบันราคาข้าวเปลือกเจ้ายังอยู่ในระดับต่ำเฉลี่ยเพียง 5,500–6,500 บาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ส่วนใหญ่เกิน 1,000 บาทต่อกระสอบ รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าจัดการที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ชาวนาจำนวนมากเผชิญภาวะต้นทุนบีบกำไรอย่างหนัก

ทั้งนี้ สมาคมฯ เตรียมเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนได้แก่​

– พยุงราคาข้าวเปลือกและกำหนดกลไกไม่ให้ราคาต่ำกว่าต้นทุนมากเกินไป

– เร่งมาตรการลดต้นทุนการผลิต ทั้งปุ๋ย พลังงาน และค่าจัดการ

– เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงและตอบโจทย์ตลาดโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและแก้ปัญหาการส่งออกชะลอตัว

– บริหารจัดการแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก รองรับความเสี่ยงภัยแล้งในระยะต่อไป

ทุ่งนา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นายปราโมทย์กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงฤดูแล้ง แต่น้ำยังมีเพียงพอ จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก หากระยะต่อไป​เกิดภาวะเอลนีโญตามที่นักวิชาการหลายคนคาดการณ์ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์การผลิตและรายได้ของเกษตรกรในวงกว้าง จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้าอย่างเร่งด่วน

สำหรับการประชุมดังกล่าว วันที่ 25 เม.ย. จะเป็นการประชุมใหญ่เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน คัดเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ และรวบรวมปัญหาจากพื้นที่ ขณะที่วันที่ 26 เม.ย. จะเป็นเวทีนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ พร้อมรับฟังความเห็นจากผู้แทนภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและลดภาระต้นทุนการผลิตอย่างเป็นระบบ

ศุภจี

รัฐบาลเตือนภัย หน้าร้อนนี้ระวัง ตับอักเสบเอ ระบาดหนัก หลังยอดผู้ป่วยพุ่ง 2 เท่า

รัฐบาลเตือนภัย หน้าร้อนนี้ระวัง ตับอักเสบเอ ระบาดหนัก หลังยอดผู้ป่วยพุ่ง 2 เท่า

รัฐบาลเตือนภัย หน้าร้อนนี้ระวัง ตับอักเสบเอ ระบาดหนัก หลังยอดผู้ป่วยพุ่ง 2 เท่า

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.36 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวังสถานการณ์โรคตับอักเสบเออย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2 เท่า โดยกระจุกตัวในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก อาทิ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงของการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในช่วงฤดูร้อน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โรคตับอักเสบเอเป็นโรคติดต่อที่แพร่ผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเข้าสู่ร่างกายผ่านทาง “อุจจาระสู่ปาก” มักพบในอาหารที่ปรุงไม่สุก น้ำดื่ม หรือน้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยในระยะแรกอาการอาจไม่ชัดเจน เช่น ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ก่อนจะมีอาการเด่นชัด เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้ม ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ทั้งนี้ โรคมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 28 วัน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบแหล่งที่มาของการติดเชื้อ และเชื้อสามารถแพร่ได้ตั้งแต่ก่อนแสดงอาการ ส่งผลให้การควบคุมโรคมีความท้าทาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารจากหลายแหล่ง

รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานสาธารณสุขเร่งค้นหาเชิงรุก เฝ้าระวังการเกิดคลัสเตอร์ และตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ระยะแรก และป้องกันการแพร่กระจายในวงกว้าง

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ในส่วนของประชาชน ขอให้ยึดหลัก “ป้องกันไว้ก่อน” โดย รับประทานอาหารปรุงสุก, ดื่มน้ำสะอาด, หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรืออาหารที่ไม่มั่นใจ, ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

“ตับอักเสบเอเป็นโรคที่ป้องกันได้ หากลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในช่วงฤดูร้อน เพื่อร่วมกันลดการแพร่ระบาดและปกป้องสุขภาพของตนเองและครอบครัว” นางสาวลลิดา กล่าว

4 แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ลดภาระราคา น้ำมัน ค่าไฟ

4 แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ลดภาระราคา น้ำมัน ค่าไฟ

4 แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ลดภาระราคา น้ำมัน ค่าไฟ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.36 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาครัฐเร่งพลิก “วิกฤต” เป็น “โอกาส” เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่เสริมความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย 4 SFIs ร่วมกันออกสินเชื่อ ครอบคลุมครัวเรือน เกษตรกร และ SME เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ชดา ธนาดิเรก

ธอส. ออก 3 แพ็กเกจ “บ้านอยู่เย็นเป็นสุข” สำหรับซื้อ สร้าง หรือปรับปรุงบ้านประหยัดพลังงาน พร้อมติดตั้งพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี รวมถึงสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.69% และสินเชื่อโซลาร์รูฟ วงเงินสูงสุด 300,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 3.90% โดยไม่ต้องจดจำนองเพิ่ม

ธนาคารออมสิน ออกสินเชื่อสีเขียว ครอบคลุมบ้าน รถ และธุรกิจ อาทิ GSB Green Home Loan กู้ได้สูงสุด 110% ผ่อนชำระนาน 40 ปี รวมถึงสินเชื่อ GSB Go Green สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซื้อรถ EV หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และสินเชื่อเพื่อ SME ดอกเบี้ยเริ่มต้น MLR -0.25%

สินเชื่อ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ธ.ก.ส. สนับสนุนเกษตรกรสู่ BCG Model ผ่านสินเชื่อเครื่องจักรกล ผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี และสินเชื่อ BCG ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน ชำระคืนได้สูงสุด 15 ปี พร้อมเงินทุนหมุนเวียน 12–18 เดือน

SME D Bank สนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3% ผ่อนชำระนาน 10 ปี และปลอดชำระเงินต้น 12 เดือนแรก

สินเชื่อ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

“มาตรการสินเชื่อจากทั้ง 4 แบงก์รัฐ ช่วยลดภาระในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน เสริมความมั่นคงทางพลังงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน” โฆษกรัฐบาล กล่าว

กอ.รมน.ลุยปิดช่องโหว่ ผุดรั้วแดนใต้

กอ.รมน.ลุยปิดช่องโหว่ ผุดรั้วแดนใต้

กอ.รมน.ลุยปิดช่องโหว่ ผุดรั้วแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กอ.รมน.ลุยปิดช่องโหว่ ผุดรั้วแดนใต้ ยาว185กม.สกัดภัยคุกคาม ดัดหลังค้ายา-ขนของเถอน ทวีปูดผู้มีอำนาจสั่งยิงสส.

กอ.รมน.เอาจริงลุยปิดช่องโหว่ชายแดนใต้ ชงแผนสร้างรั้วความมั่นคงความยาว 185 กิโลเมตร สกัดขบวนการลักลอบขนยาเสพติด-ของเถื่อน ด้าน“สส.กมลศักดิ์”น้ำตาซึมหลังประชาชน พร้อมผู้นำศาสนา นับพันคนร่วมพิธีละหมาดฮายัต ทวงความเป็นธรรม ด้าน “ทวี”ปูดผู้มีอำนาจบงการคดีลอบยิงและมีการฝึกซ้อมก่อนลงมือก่อเหตุ หนุนตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบคดี

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก «ทีมโฆษก กอ.รมน.»โพสต์ข้อความระบุว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า เดินหน้า “ปิดช่องโหว่ชายแดน” เตรียมชงแผนสร้างรั้วความมั่นคง 185กม.สกัดภัยคุกคามทุกรูปแบบ

โดยพล.ท.นรธิป  โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ลงพื้นที่ด่านศุลกากรบูเกะตา จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง บูรณาการการทำงานร่วมกับศุลกากรอย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายข้ามแดน

จากการประเมินพื้นที่พบว่า แนวชายแดนบริเวณด่านบูเกะตามีลักษณะเป็น “ชายแดนธรรมชาติ” ระยะทางยาวกว่า 185 กิโลเมตร ซึ่งเอื้อต่อการลักลอบกระทำผิด ทั้งการขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า จึงเตรียมเสนอแผนก่อสร้าง “รั้วความมั่นคง” ตลอดแนวพื้นที่เสี่ยง เพื่อยกระดับการควบคุมชายแดน ลดช่องว่างการแทรกซึม และเสริมประสิทธิภาพการป้องกันภัยคุกคามในทุกมิติ กอ.รมน.พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อประเทศชาติมั่นคง ประชาชนปลอดภัย

หากพบเหตุหรือเบาะแสที่กระทบต่อความมั่นคง สามารถแจ้งได้ที่ สายเหตุความมั่นคง 1374 ตลอด 24ชั่วโมง

ด้าน ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า วิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน กองทัพทำเองตามลำพัง ไม่ได้หรอกกระแสความพยายามอยากให้พล.ท.นรธิป โพยนอก พ้นจากพื้นที่ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ขอโทษที่ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจไปแล้ว

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า สำหรับตนเห็นต่างจากนักวิเคราะห์อื่นๆว่าท่านแม่ทัพเป็นข้อจำกัด หรือถูกมองว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เข้าใจงานความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ตนขออธิบายการที่ว่า ทำไมพล.ท.นรธิป ถูกส่งมาเป็นแม่ทัพภาคที่4 ด้วย 3 เหตุผลหลักคือ

1. ไม่ใช่เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เท่านั้น แต่เพราะหลักนิยม และหลักคิดของกองทัพบก เชื่อว่า นายทหารที่มาจากกองทัพภาคที่ 2 ทุกคน ผ่านประสบการณ์ ถอดบทเรียนและความสำเร็จในการต่อสู้สงครามทางความคิด ภัยคอมมิวนิสต์กับคนไทยร่วมชาติมาแล้ว ซึ่ง ผบ.ทบ.ปัจจุบัน จะเกษียณในปี 2570 พร้อมกับ พล.ท.นรธิป คงมีความตั้งใจในห้วง 3 ปีการเป็นผู้บัญชาการทหารบกของท่านอยากเห็น ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตามแนวทางที่ฝ่ายยุทธการออกแบบไว้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางเป็นหมุดหมายว่า ปี 2570 สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะสุขสงบร่มเย็น ก่อนที่ ผบ.ทบ.จะเกษียณไป

2. การมาของพล.ท.นรธิป จึงไม่ใช่วิถีแห่งสายเหยี่ยว ไม่ให้คนไทยต้องเข่นฆ่ากัน การแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเข้าถึงมวลชน อาจจะไปสร้างวิตกกังวลต่อกลุ่มขบวนการในพื้นที่ไม่มากก็น้อย เพราะแม่ทัพคนนี้ เห็นพ้องกับ ศอ.บต. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะผลักดันจัดตั้งโครงการวิทยาลัยอิหม่ามและอิสลามศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและวิทยฐานะ ของครูสอนศาสนาในพื้นที่ หากบรรลุเป้าหมายตรงนี้ น่าจะสร้างการยอมรับถึงการแสดงความจริงใจของรัฐที่มีต่อประชาชนในพื้นที่

3. แม่ทัพภาคที่4 ที่ผ่านมา ที่มาจากนายทหารนอกพื้นที่ ก็ทำงานประสบความสำเร็จได้ และได้รับการยอมรับ อาทิ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร มาจาก รองแม่ทัพภาคที่ 2นายทหารนักการพัฒนา และพล.ท.ปราการ ชลยุทธ์ นายทหารม้าจากกองทัพภาคที่3เป็นต้น เพราะคลังข้อมูลความมั่นคงในภารใต้ แม่ทัพหลายท่าน ที่มาจากทัพภาคอื่น ส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ภาคสนามในจังหวัดชายแดนใต้หลายคน สมัยที่เป็นผู้การทหารพรานบ้าง ผู้การหน่วยเฉพาะกิจ ภาคสนาม จึงเข้าใจบริบทปัญหาพอสมควร

“ผมเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวอันบริสุทธิ์ใจของสมาพันธ์ฯ ในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการแม่ทัพยูรอยู่ในพื้นที่เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลายและผมเข้าใจว่า มันกระทบกระเทือนจิตใจของพวกท่าน ผมว่ากังวลใจว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสซ้อนทับ เข้าทางไปขยายผลต่อ ผมอยากให้ต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว ทางรูปคดีคนร้ายลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ก็ต้องทำต่อไปไม่ให้เป็นมวยล้ม ถ้าทำได้น่าจะทำให้บรรยากาศคลี่คลายมากขึ้น”ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวย้ำ

วันเดียวกัน ที่สนามตาดีกาจำปากอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีพิธีละหมาดฮายัต เนื่องในวาระครบ 1 เดือน ในเหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ โดยมีชมรมอิหม่าม ชมรมตาดีกา ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายองค์กรเยาวชน มุสลิมะห์ ชมรมโต๊ะครู ชมรมโรงเรียนเอกชน อ.บาเจาะ พรรคประชาชาติ และศูนย์ทนายความมุสลิม มาร่วมพิธีกว่า 2,000 คน

ทั้งนี้ นายกมลศักดิ์ และประชาชนต่างเข้ามาสวมกอด และให้กำลังใจนายกมลศักดิ์จนน้ำตาซึม พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจว่า จะทำงานการเมืองต่อไป จะขอสู้เพื่อประชาชนพร้อมเคียงข้างประชาชนจะไม่ถอยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ขณะที่ ดร.มูฮัมหมัดลาเตะ ลาเตะ ได้อ่านแถลงการณ์ในนามตัวแทนภาคประชาชน โดยระบุอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์กราดยิงเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่การทำร้ายบุคคล แต่เป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม

โดยแถลงการณ์ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวผู้ลงมือ แต่ต้องขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไร้สองมาตรฐาน ยุติการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม และบังคับใช้กฎหมายอย่างศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียม เร่งคลี่คลายคดีเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนคืนมา

ส่วน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โดยมีนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าร่วมคณะของ พ.ต.อ.ทวี ด้วย

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า คดีที่เกิดขึ้นยังมีหลายประเด็นที่ชาวบ้านเฝ้าจับตา โดยเฉพาะเรื่องรถที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจน ว่ามีรถ 2 คัน รวมถึงรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ที่ติดตาม สส.มาจากสนามบินหาดใหญ่ ทางพรรคขอตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ได้ติดตามรถคันดังกล่าวอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการฝึกซ้อมยิงปืนก่อนลงมือก่อเหตุ เชื่อว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของคนร้าย ทำให้นายกมลศักดิ์ รอดชีวิตมาได้

“เราเห็นภาพชัดว่ามีการบงการจ้างวานอย่างชัดเจนจากผู้มีอำนาจ และจุดเชื่อมโยงสำคัญก็อยู่ใน จ.นราธิวาส จึงขอให้ชุดทำงานได้ใช้ความรอบคอบ และดำเนินการอย่างเป็นอิสระ ส่วนการตั้งคณะกรรมการอิสระนั้น เราพร้อมสนับสนุน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

ด้านนายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวย้ำว่า คดีนี้ไม่ใช่แค่ความเสียหายส่วนบุคคล แต่กระทบต่อมิติความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน การสืบสวนสอบสวนต้องยกระดับ จากการพึ่งพาพยานบุคคลเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหลักฐานที่ดัดแปลงไม่ได้

นายอับดุลเราะมัน กล่าวต่อว่า ขอฝากเตือนไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่าไม่ควรนำกระแสสังคมหรือข้อมูลมาด้อยค่า เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของเหยื่อ เพราะสิ่งที่ทุกคนต้องการคือความจริงที่จะนำไปสู่ความยุติธรรม

“พรรคประชาชาติ และพรรคประชาชน ขอให้รัฐบาลกำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นให้กลับมา แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะมีการจับกุมผู้ก่อเหตุไปแล้วบางส่วน แต่คดียังไม่คลี่คลาย รวมถึงยังมีการใส่ร้ายป้ายสีในโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง”นายอับดุลเราะมันกล่าว

นายกฯขึ้นเหนือ เร่งแก้ไฟป่า-ควันพิษ อีสานอ่วมพายุซัดพัง

นายกฯขึ้นเหนือ  เร่งแก้ไฟป่า-ควันพิษ  อีสานอ่วมพายุซัดพัง

นายกฯขึ้นเหนือ เร่งแก้ไฟป่า-ควันพิษ อีสานอ่วมพายุซัดพัง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พายุฤดูร้อนส่งผลให้เกิดฝนตก-ลูกเห็บถล่ม 2 อำเภอ ใน จ.นครพนม บ้านเรือน ร้านค้า พังเสียหายยับ ส่วนจ.สุรินทร์ หลังคาโรงเรียนปลิวหาย ขณะที่ จ.เชียงรายบ้านพังหลายสิบหลัง นายกฯ เตรียมยกทีมรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่นพิษ ครอบคลุมทุกมิติ เห็นผลรูปธรรม

เมื่อวันที่ 19เมษายน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 เมษายนนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จะนำรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ

สำหรับภารกิจครั้งนี้ นายกฯ ร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะประชุมติดตามการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พร้อมทั้งมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลดห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

“นายกฯ ห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน” น.ส.รัชดา กล่าว

ส่วนสถานการณ์พายุฤดูร้อน ที่ จ.นครพนม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้เกิดพายุฤดูร้อน ส่งผลให้มีฝนฟ้าคะนอง และลูกเห็บตกในบางพื้นที่ของ อ.ธาตุพนม โดยเต็นท์ร้านค้าหน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร รวมถึงบ้านเรือนราษฎรแถบริมแม่น้ำโขง ถูกลมกระโชกแรงจนหลังคาบ้านปลิวเสียหายหลายหลัง ต้นไม้หักโค่นทับเส้นทาง และยังทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ในช่วงกลางดึกวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ได้เกิดพายุพัดถล่มในพื้นที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยเฉพาะบริเวณตลาดโต้รุ่งเทศบาล ต.เรณูนคร ถือว่าได้รับผลกระทบเป็นครั้งที่ 2 แล้วในรอบปี เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ก็มีพายุพัดแรงจนแผงลอย เต็นท์พังเสียหาย โดยครั้งนี้พายุลมแรงกว่าครั้งก่อน กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ปลิวเสียหาย เช่น รถเข็นขายของ ถูกลมพายุซัดจนกองระเนระนาดเป็นจำนวนมาก พ่อค้าแม่ค้า และชาวบ้านต่างต้องหาที่หลบกันอย่างโกลาหล

สำหรับก่อนหน้านี้พายุฤดูร้อน ยังได้พัดถล่ม อ.นาแก อ.ท่าอุเทน อ.นาทม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ทำให้บ้านเรือนหลายสิบหลัง พังเสียหายเหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาสถานีเรือบ้านแพง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม ได้นำรถบรรทุก ร่วมกับ อบต.หนองเทา อ.ท่าอุเทน สำรวจความเสียหาย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น

ทั้งนี้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ออกประกาศฉบับที่ 8 เรื่องพายุฤดูร้อน มีผลกระทบถึงวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่าจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าในบางพื้นที่ บริเวณ จ.เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น และชัยภูมิ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณา สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแกร่งให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิต สัตว์เลี้ยง รวมถึงดูแลสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

ที่ จ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างหนักใน อ.ท่าตูม ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านชายทุ่ง ต.พรมเทพ อ.ท่าตูม หลังคาอาคารเรียนพังเสียหายยับเยิน บางห้องเรียนถูกแรงลมพัดหลังคาปลิวหายจนเหลือเพียงโครงสร้างตัวอาคาร ส่วนพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยซากหลังคาและสิ่งของที่ถูกแรงลมพัดกระจัดกระจาย

นางพร้อม ศักดิ์ศรี อายุ 58 ปี ครูประจำโรงเรียนดังกล่าวเปิดเผยว่า เหตุที่เกิดขึ้นนับเป็นครั้งแรกที่เกิดกับทางโรงเรียน โชคดีที่เกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียน จึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นมีผลกระทบกับทางโรงเรียนอย่างมาก หากไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ทางจิตอาสา และผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมกันสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินมูลค่าความเสียหายก่อนจะทำเรื่องของบประมาณในการซ่อมแซมต่อไป

วันเดียวกัน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เชียงราย รายงานความเสียหายจากพายุฤดูร้อน เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ว่าพื้นที่ อ.พาน มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายในหลายตำบล ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งสำรวจและช่วยเหลือ ส่วน ต.เวียงห้าว มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 52 หลังคาเรือน ต.ดอยงาม หมู่ 5 ได้รับความเสียหาย 5 หลังคาเรือน ขณะที่ ต.สันติสุขได้รับผลกระทบรวม 41 หลังคาเรือน ต.เจริญเมือง ได้รับผลกระทบ 14 หลังคาเรือน ต.ป่าหุ่ง ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ขณะเดียวกัน ต.เมืองพาน ต.หัวง้ม และ ต.สันกลาง ยังอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย

ด้าน อบต.ดอยงาม รายงานเพิ่มเติมว่าพื้นที่หมู่ 5 มีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 5 หลังคาเรือน และโรงเรือนเก็บพืชผลทางการเกษตรและคอกสัตว์ได้รับผลกระทบ 1 แห่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการแจกจ่ายวัสดุเพื่อซ่อมแซม ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกับออกสำรวจความเสียหายต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศว่า วันที่ 19-20 เมษายน 2569 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนัก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบนบริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด

วันที่ 21-22 เมษายน 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง โดยมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน เนื่องจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีกำลังอ่อนลง วันที่ 23–25 เมษายน 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงมีฟ้าผ่าเกิดขึ้น เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด

สำหรับภาคใต้ช่วงวันที่ 19–22 เมษายน 2569 ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ จะมีกำลังแรงขึ้น ส่วนช่วงวันที่ 23–25 เมษายน 2569 ภาคใต้มีฝนลดลง เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ จะมีกำลังอ่อนลง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น  ลุ้นลดอีก2บ.  ประชุมกบง.21เม.ย.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย.

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลลุยหั่นค่ากลั่น ลุ้นลดอีก2บ. ประชุมกบง.21เม.ย. ‘เอกนัฏ’เชื่อมั่นยังทุบได้ รัชดายันอนุทินไม่เกรงใจ ไล่ฟาดแก๊งกักตุนน้ำมัน เร่งคดี70ล้านลิตรล่องหน

รมว.พลังงาน นัดถกกบง.เคาะทุบค่าการกลั่นรอบสอง 21 เมษายนนี้ มั่นใจยังทำได้ มีลุ้นดีเซลลดลงอีกลิตรละ 2 บาท ด้านโฆษกรัฐบาล ยืนยันนายกฯอนุทิน ไม่เกรงใจแก๊งกักตุนน้ำมันเก็งกำไร สั่งไล่ฟาด เร่งคดี 70 ล้านลิตรล่องหนกลางทะเล

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล.ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ AIS (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ

ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน

รัฐบาลย้ำชัด“ไม่ปล่อยผ่าน-ไม่เกรงใจ-ไม่ละเว้น” เดินหน้าคุมเข้มกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสายด่วน ศรชล. 1465ตลอด24ชั่วโมง

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุถึงความคืบหน้ามาตรการดูแลราคาน้ำมันในประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการเร่งดำเนินการปรับลดค่าการกลั่นระลอกที่ 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังจากที่ระลอกแรกในช่วงเดือนมีนาคมสามารถลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงเพื่อกำหนดค่าการกลั่นรอบใหม่ เนื่องจากพบว่าในช่วงวันที่ 1-15 เมษายนที่ผ่านมา ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 15 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคมที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 7 บาทกว่า ถือเป็นระดับที่ผิดปกติมาก

โดยเตรียมนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อหารือพิจารณาต้นทุนใหม่อีกครั้ง ภายในวันที่ 21 เม.ย.นี้  (มีผล 23 เม.ย.) ซึ่งจะพิจารณาหักลบต้นทุนส่วนเพิ่มต่างๆ เช่น ค่าความเสี่ยงสงคราม (War Premium) ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ตามความเป็นจริง เพื่อกำหนดค่าการกลั่นใหม่โดยใช้ฐานข้อมูลของวันที่ 1-15 เมษายน คาดการณ์ว่าจะสามารถปรับลดค่าการกลั่นลงมาได้มากกว่า 2 บาทต่อลิตร

สำหรับประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงถึง 20% แต่ราคาหน้าปั๊มในประเทศกลับลดลงเพียงเล็กน้อยนั้น เกี่ยวข้องกับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง กองทุนฯ ได้เข้ามาพยุงราคาจนปัจจุบันมีภาระหนี้สะสมเกินกว่า 60,000 ล้านบาท

แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะดีขึ้นโดยมีภาระจ่ายออกลดลงเหลือวันละ 100 ล้านบาท จากเดิมวันละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการราคาหน้าปั๊มยังคงต้องทำแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ

ชงรื้อใหญ่ภาษี กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า แวตยันแม่ค้าออนไลน์

ชงรื้อใหญ่ภาษี  กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า  แวตยันแม่ค้าออนไลน์

ชงรื้อใหญ่ภาษี กมธ.วุฒิฯรีดถ้วนหน้า แวตยันแม่ค้าออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภาจัดหนัก เสนอแนวทางแก้ปัญหาหนี้สาธารณะทะลุเพดานจากฝีมือการผลาญของนักการเมือง ชงใหญ่ปรับรื้อโครงสร้างภาษีทั้งเพิ่ม VAT- ป้ายอวยพรของนักการเมืองต้องโดนด้วย  รวมถึงขายหวยต้องมีใบเสร็จ-เก็บภาษีซื้อขายทองคำทุกระบบ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้ ขณะที่ พท.นัดประชุมใหญ่ 24 เม.ย. ปรับกก.บห.ดันลูกสาวสมศักดิ์-จิราพร นั่งรองหัวหน้า

เมื่อวันที่ 19เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มีนายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จและได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย. นี้ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

วุฒิฯชงแก้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน

สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย อีกทั้ง 10ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกิดกว่าสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบกายยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570-2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้นดังนั้นควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ปรับรื้อโครงสร้างภาษีทั้งระบบ

กมธ.มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ 1.ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง

2.จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องโดน20%

“ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกบการไทย 20% เช่น ติ๊กต๊อก อี-เบย์ อาลีบาบา ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขึ้นต่ำ 15% ภายในปี2570” รายงานของกมธ. ระบุ

เพิ่มVAT-ภาษีหวย-ทองคำทุกระบบ

3.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทยจัดเก็บ VAT กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบโดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ ไม่เกิน 1.8ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขาย ทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์มและ paper gold เป็นต้น

ภาษีป้ายอวยพรนักการเมืองด้วย

4.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับบสนุนให้ออก ร่างพ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลเพื่อเป็นเครื่องมือต่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำสินค้าออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ

5.ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริภาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท.หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

พท.นัดประชุมใหญ่จัดทัพใหม่

ทางด้านความเคลื่อนไหวการเมืองที่น่าสนใจ มีรายงานว่า ในวันที่ 24 เมษายนนี้ พรรคเพื่อไทย จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย โดยวาระการประชุมที่สำคัญ คือการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่ โดยจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพียงบางส่วนเนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีกรรมการบริหารพรรคบางคนลาออก

ทั้งนี้ ตำแหน่งสำคัญ ทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและโฆษกพรรค จะไม่มีการปรับเปลี่ยนส่วนรองหัวหน้าพรรค จะปรับคนที่ไปดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารออก เช่น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย ที่เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2ส่วนรองหัวหน้าพรรคที่กำกับดูแลภาคเหนือตอนบน ยังเป็นนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ เหมือนเดิม

ดันลูกสมศักดิ์-จิราพรนั่งรองหน.

ขณะที่รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคเหนือตอนล่าง เป็น น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคกลาง เป็นนายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว

สำหรับรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนบน เป็นนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม ด้านรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคอีสานตอนกลาง เป็น น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ

ก่อแก้วคุมใต้-ธีรรัตน์ดูกทม.

ขณะที่รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยังเป็นนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เช่นเดิม และรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลพื้นที่ กทม. คือ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย

ด้านตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคคาดว่ามีการปรับเปลี่ยนให้ นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย ทำหน้าที่แทน น.ส.ปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงรายที่ไปเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เม.ย. แกนนำพรรคเพื่อไทยจะประชุมใหญ่อีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปและเคาะตำแหน่งให้ลงตัว

เสื้อแดงให้กำลังใจทักษิณหน้าคุก

วันเดียวกันที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มวลชนคนเสื้อแดงได้จัดกิจกรรม เพื่อให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร นำโดย กลุ่มเพื่อชาติประชาธิปไตยและคนที่เรารักศรัทธา (พปศ.)และมีคนเสื้อแดงจากหลายจังหวัดมาร่วมงาน เช่น เสื้อแดงลำพูน เสื้อแดงเชียงราย เสื้อแดงลำปาง เสื้อแดงชลบุรี เสื้อแดงอ่างทอง โดยมีการทำอาหารร่วมกิจกรรมกว่า 500 ชุด

ระหว่างกิจกรรมได้มีแกนนำสลับหมุนเวียนกันปราศรัย แต่ที่พิเศษกว่าทุกวันเนื่องจาก นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้นำสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 100 ชุด มาแจกให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งการแจกสลากฯจะจัดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง เพื่อรอรับนายทักษิณ ออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคม

ก่อแก้วแจกสลาก100ชุดลุ้นโชค

นายก่อแก้ว กล่าวว่า แนวคิดการแจกสลากฯ มาจากความต้องการสร้างความหวังให้ประชาชน เช่นเดียวกับที่นายทักษิณเคยผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน แม้ตนจะไม่สามารถทำในระดับเดียวกันได้ แต่หวังให้ผู้ได้รับสลากมีโอกาสลุ้นโชคและมีกำลังใจในช่วงเศรษฐกิจยากลำบาก

“ผมได้เตรียมสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 100 ชุด แจกให้ผู้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ ชุดละ 2 ใบ หากมีผู้มาร่วมมากกว่าที่เตรียมไว้ก็พร้อมแจกเพิ่มเติม และจะดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องตลอด 4 สัปดาห์ จนกว่านายทักษิณจะได้รับการพักโทษ” นายก่อแก้ว กล่าว

เสียงยังแตกเรื่องทักษิณวางมือ

เมื่อถามถึงคนเสื้อแดงบางส่วนที่อยากให้นายทักษิณพักจากการเมือง นายก่อแก้ว กล่าวว่า เข้าใจความรู้สึกดังกล่าว เพราะหลายคนมองว่านายทักษิณเสียสละมามากและควรได้ใช้เวลากับครอบครัว ขณะที่อีกส่วนยังอยากให้ช่วยเสนอแนะและให้คำปรึกษาเพื่อประโยชน์ของประเทศ แม้ไม่ต้องมีบทบาททางการเมืองโดยตรง

เมื่อถามถึงวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งถูกมองว่าเป็นวันที่ผู้สนับสนุนเฝ้ารอ นายก่อแก้ว กล่าวว่า เป็นวันที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการเห็น นายทักษิณ ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวและสังคมไทยอีกครั้ง พร้อมเชื่อว่าจะมีผู้สนับสนุนเดินทางมาต้อนรับเป็นจำนวนมาก

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.24 น.

เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เมื่อวันที่ 19 เม.  ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า วันที่ 24 เม.ย.นี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30-14.30 น. ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ คือการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพียงบางส่วน เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีกรรมการบริหารพรรคบางคนลาออก 
เบื้องต้นตำแหน่งที่สำคัญ ทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและโฆษกพรรคเพื่อไทย จะไม่มีการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ 

ส่วนตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีการปรับคนที่ไปดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารออก เช่น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ที่เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ส่วนรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกำกับดูแลภาคเหนือตอนบนยังเป็นนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคเหนือตอนล่าง เป็น น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคกลาง เป็นนายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย 

ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนบนเป็นนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลภาคอีสานตอนกลาง เป็น น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ส่วนรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ด้านรองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยังเป็นนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยเช่นเดิม และรองหัวหน้าพรรคที่กำกับดูแลพื้นที่ กทม. คือ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย 

ด้านตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย คาดว่ามีการปรับเปลี่ยนให้นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่แทน น.ส.ปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ที่ไปเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เม.ย. แกนนำพรรคเพื่อไทยจะประชุมใหญ่อีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปและเคาะตำแหน่งให้ลงตัว 

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.08 น.

ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ

ทันทีที่แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงประเด็นโรงเรียนปอเนาะ กระแสวิจารณ์ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนขยายไปสู่ข้อเรียกร้องให้ขอโทษ และบางส่วนเดินหน้าเรียกร้องให้มีการโยกย้ายตำแหน่ง ราวกับปัญหาชายแดนใต้ทั้งหมดจะคลี่คลายได้ด้วยการเปลี่ยนตัวบุคคลเพียงคนเดียว

ภาพเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกครั้งที่เกิดประเด็นเกี่ยวกับฝ่ายความมั่นคง มักจะมี “สื่อมวลชนบางราย“ , ”สส.บางคน” และ “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” บางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้สัมภาษณ์ การโพสต์ข้อความ และการขยายกระแสไปในทิศทางเดียวกัน จนทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า นี่คือการตรวจสอบตามปกติ หรือกำลังใช้ไฟใต้เป็นสนามทางการเมือง

ต้องยอมรับว่า “ปอเนาะ” เป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามที่มีความสำคัญต่อชุมชนมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ ทำหน้าที่ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม และการอบรมเยาวชนมาอย่างยาวนาน การกล่าวถึงแบบกว้างเกินไปย่อมกระทบความรู้สึกของคนในพื้นที่ และการออกมาชี้แจงหรือขอโทษย่อมเป็นเรื่องเหมาะสม

แต่การให้เกียรติ “ปอเนาะ” ไม่ได้หมายความว่ารัฐหมดสิทธิทำงานด้านความมั่นคง หากมีข้อมูลข่าวกรองหรือข้อสงสัยเป็นรายกรณี เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ตรวจสอบตามกฎหมาย บนฐานพยานหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกเรื่องกลายเป็นเขตห้ามแตะเพราะแรงกดดันทางสังคม

สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากคาใจ คือทุกครั้งที่รัฐถูกโจมตี กระแสจะดังและรวดเร็วมาก ขณะที่ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ถูกซุ่มยิง ถูกวางระเบิด หรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ความสนใจกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ความสูญเสียเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่องมานาน

เจ้าหน้าที่หนึ่งนายที่ล้มลง ไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียบุคคลหนึ่งคน แต่หมายถึงครอบครัวหนึ่งครอบครัวที่ต้องเปลี่ยนชีวิตไปพร้อมกัน ภรรยาที่ต้องรับภาระต่อ ลูกที่เติบโตโดยไม่มีพ่อ หรือพ่อแม่ที่รอคนกลับบ้านแล้วไม่มีวันได้พบอีก

คนที่บาดเจ็บจนพิการต้องใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ไปตลอด ขณะที่ครอบครัวต้องรับภาระทั้งค่าใช้จ่าย การดูแล และความไม่มั่นคงในอนาคต เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในชายแดนใต้ แต่ไม่ค่อยได้รับพื้นที่ในระดับเดียวกับประเด็นทางการเมืองที่เกิดขึ้นรายวัน

เมื่อภาพเช่นนี้เกิดซ้ำ ความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเขามองว่า “เจ้าหน้าที่ภาคสนาม” ถูกคาดหวังให้เสียสละ แต่เมื่อสูญเสียกลับถูกพูดถึงเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วเงียบหายไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อ “สื่อมวลชนบางราย” “ส.ส.บางคน” หรือ “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” บางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวเฉพาะเวลารัฐถูกวิจารณ์ แต่ไม่แสดงท่าทีในระดับเดียวกันเมื่อเจ้าหน้าที่ถูกโจมตี ย่อมถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามดังกล่าวไม่ใช่การปิดปากใคร หากเป็นการตรวจสอบกลับต่อผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม เพราะเมื่อบุคคลใดมีสิทธิวิจารณ์รัฐ บุคคลนั้นก็ต้องยอมรับสิทธิของประชาชนที่จะวิจารณ์ตนเองเช่นกัน

ปัญหาคือเมื่อถูกวิจารณ์ หลายครั้งกลับมีการหยิบคำว่า “ไอโอ” มาใช้ทันที ราวกับประชาชนจะไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง และทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วยต้องถูกจัดวางมาจากที่ใดที่หนึ่งเสมอ

คำว่า “ไอโอ” เดิมทีหมายถึงปฏิบัติการข่าวสารหรือการชี้นำทางข้อมูล แต่เมื่อถูกใช้พร่ำเพรื่อกับทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วย ความหมายของคำนี้ก็เริ่มเลือนลง และกลายเป็นเพียงป้ายสำหรับใช้ตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

หากประชาชนโพสต์แสดงความเห็นในพื้นที่ของตนเอง แสดงความคิดเห็นในเพจสาธารณะ หรือเข้าไปวิจารณ์ในเพจของนักการเมืองบางคนและ “สื่อมวลชนบางราย” แล้วถูกเหมารวมว่าเป็น “ไอโอ” ทั้งหมด นั่นไม่ใช่การอธิบายข้อเท็จจริง แต่เป็นการหลีกเลี่ยงคำถามที่สังคมกำลังตั้งอยู่

ความจริงอาจเรียบง่ายกว่านั้นมาก คนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจพฤติกรรมบางอย่างจริง ไม่พอใจการเลือกพูดเฉพาะวันที่โจมตีรัฐได้ ไม่พอใจการเงียบเมื่อเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ และไม่พอใจการเร่งกระแสปลด ย้าย หรือลงโทษบุคคลตามแรงกดดันรายวัน

สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีใครสั่ง เพราะเป็นปฏิกิริยาปกติของประชาชนที่ติดตามข่าวสารและตัดสินใจด้วยตัวเอง การนำทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วยไปใส่ป้ายว่าเป็น จึงยิ่งทำให้ข้อสงสัยเดิมหนักขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐเองก็ต้องยอมรับความจริงอีกด้านว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่อาจแก้ด้วยกำลังอย่างเดียว เครือข่ายผู้ก่อเหตุมีการปรับตัว ใช้ช่องโหว่ของระบบ และเคลื่อนไหวอย่างซับซ้อนกว่าภาพที่คนภายนอกเห็น

หากหน่วยงานยังทำงานแยกส่วน ข้อมูลไม่ถึงกัน ข่าวกรองไม่แม่น หรือกระบวนการสอบสวนไม่ทันเกม สถานการณ์ก็ย่อมยืดเยื้อต่อไป การตรวจสอบงานความมั่นคงจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์หรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ส่วนกรณี “คำขอโทษ” ต้องแยกให้ออกระหว่างการลดแรงปะทะ กับการตีความว่ารัฐผิดทุกเรื่อง ผู้มีตำแหน่งสูงเมื่อพูดแล้วเกิดความไม่พอใจ การขอโทษเป็นเรื่องเหมาะสม เพราะช่วยลดความตึงเครียดและรักษาบรรยากาศในพื้นที่

แต่ “คำขอโทษ” ไม่ควรถูกใช้เป็นใบเสร็จทางการเมือง เพื่อนำไปขยายผลกดดันให้ปลด ย้าย หรือทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ทั้งระบบ เพราะ “เจ้าหน้าที่ภาคสนาม” จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้พูด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแถลงข่าว และไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย

คนที่รับภาระยังเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดิม คนที่ออกเวรกลางคืนยังต้องออกเวร คนที่ตรวจเส้นทางเสี่ยงยังต้องลงพื้นที่ และคนที่เข้าเก็บหลักฐานหลังเหตุระเบิดก็ยังเป็นคนเดิม ไม่ว่ากระแสรายวันจะเปลี่ยนไปกี่รอบก็ตาม

หากสังคมยังใช้ทุกเหตุการณ์ในชายแดนใต้เป็นเครื่องมือปะทะกันรายวัน ปัญหาก็จะไม่เดินหน้าไปไหน รัฐต้องพูดด้วยข้อมูลและระวังคำพูด 

“สื่อมวลชนบางราย” ต้องทบทวนบทบาท “สส.บางคน” ต้องไม่ใช้ไฟใต้หาเสียงหรือหาคะแนน “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย และผู้เห็นต่างต้องไม่ถูกปิดปากด้วยข้อกล่าวหาง่าย ๆ

ขณะเดียวกัน “เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน” ต้องไม่ถูกลืม เพราะคนที่ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่คนเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่ยืนประจำจุดตรวจทุกคืน ไม่ใช่คนเดียวกับผู้ที่ออกลาดตระเวนเส้นทางเสี่ยง และไม่ใช่คนเดียวกับครอบครัวที่ต้องรับผลของความสูญเสียไปตลอดชีวิต.