ประท้วงส่อบานปลาย ม็อบยูเครนไล่ ผบ.ทสส. ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม

ประท้วงส่อบานปลาย ม็อบยูเครนไล่ ผบ.ทสส. ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม

21 ก.ค. 2569 22:25 น.

ประท้วงส่อบานปลาย ม็อบยูเครนไล่ ผบ.ทสส. ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม

ผู้ประท้วงในยูเครนเรียกร้องให้มีการปลดผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจอย่างหนักที่ประธานาธิบดีปลดรัฐมนตรีกลาโหมผู้เป็นที่นิยม จากความขัดแย้งที่เขามีกับ ผบ.ทสส.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 ชาวยูเครนยังคงออกมาประท้วงต่อต้านการตัดสินใจของประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ที่ปลดนาย มีไคโล เฟโดรอฟ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยผู้ชุมนุมขู่จะจัดประท้วงทั่วประเทศหากไม่คืนตำแหน่งให้นายเฟโดรอฟ และปลดผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกจากตำแหน่ง

“หากภายในวันศุกร์ที่ 24 ก.ค.นี้ (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โอเลกซานเดอร์) ซีร์สกี ยังไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง และยังไม่มีการเสนอชื่อเฟโดรอฟให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม “เราจะเริ่มการประท้วงวงกว้างทั่วประเทศแบบไม่มีกำหนด” ดมิโตร โคเซียดินสกี อดีตทหารผ่านศึก ระบุบนโซเชียลมีเดีย

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าสื่อเต็มไปด้วยรายงานข่าวเกี่ยวกับการประชุมและการหารือ เพื่อหาทางคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่เซเลนสกีต้องคำปรึกษาจากบรรดารัฐมนตรีและนายพลทั้งหลาย ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า นายพลซีร์สกีจะถูกปลดจากตำแหน่ง จนเจ้าตัวต้องออกมาปฏิเสธ

มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครน
มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครน

ด้านนายคีรีโล บูดานอฟ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบประธานาธิบดียูเครน เรียกร้องให้ชาวยูเครนอยู่ในความสงบ “สถานการณ์ที่ห้อมล้อมการเปลี่ยนแปลงภายในครั้งล่าสุดนี้ ก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง”

“ผมเข้าใจประชาชนที่ออกมาแสดงจุดยืนของตนเอง… เราได้ยินเสียงและมุมมองของสังคมแล้ว” นายบูดานอฟกล่าว ในขณะที่ผู้ประท้วงตะโกนเรียกร้องอย่างเกรี้ยวกราดไปทั่วบริเวณจัตุรัสอีวานา ฟรังกา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทำเนียบประธานาธิบดี

ผู้ประท้วงจำนวนมากกำลังพุ่งเป้าความโกรธแค้นไปยังพลเอกซีร์สกี ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นตัวแทนของค่านิยมทางทหารยุคโซเวียตอันล้าสมัย อย่างไรก็ตาม นายบูดานอฟ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกองทัพ เตือนชาวยูเครนว่า “อย่าเกลียดชังกันเอง”

“ศัตรูกำลังเฝ้ามองความขัดแย้งภายในทุกเรื่องของเราอย่างใกล้ชิด และกำลังรอให้เราเริ่มต่อสู้กันเอง” เขาระบุ “งานกำลังดำเนินการอยู่ และจะเกิดผลลัพธ์ตามมา”

ทั้งนี้ นายเฟโดรอฟกับนายเซเลนสกีออกมายอมรับแบบเป็นนัยว่า การเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกลาโหมครั้งนี้ เป็นเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างนายเฟโดรอฟกับพลเอกซีร์สกี

เฟโดรอฟเปิดเผยว่าเขาเคยเสนอให้เซเลนสกีเปลี่ยนตัวซีร์สกี และอันดรีย์ ฮนาตอฟ เสนาธิการทหารบก ขณะที่นายเซเลนสกียอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างคณะเสนาธิการทหารและกระทรวงกลาโหมนั้นเป็นปัญหา “เชิงระบบ” และเกิดขึ้น “ในหลายระดับ” ซึ่งซีร์สกีและเฟโดรอฟจะทำงานร่วมกันได้ก็ต่อเมื่อมีตัวเขาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเท่านั้น

แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายพลซีร์สกีโพสต์ข้อความยาวตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์และปกป้องผลงานของตัวเอง พร้อมเรียกร้องให้ผู้อ่านอย่าไปโฟกัสเรื่องความขัดแย้งกับนายเฟโดรอฟตามที่เป็นข่าว และแสดงความประหลาดใจที่ได้รู้ว่าตนเองมีความขัดแย้งกับรัฐมนตรีผู้นี้

“ผมมองความสัมพันธ์ของเราว่าเป็นความสัมพันธ์ในการทำงานมาโดยตลอด” เขาเขียนในบทความบนเว็บไซต์ Militarny “หากผมทำให้ใครต้องขุ่นเคือง รวมถึงมีไคโล อัลเบร์โตวิช (เฟโดรอฟ) ผมต้องขออภัยด้วย”

นายพลซีร์สกีระบุว่า ประเด็นเรื่องสัญญาซื้อขายยุทโธปกรณ์ทางการทหาร การจัดซื้อจัดจ้าง และการเกณฑ์ทหารที่กำลังถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าสื่อ และถูกลดทอนลงเหลือเพียงถ้อยคำสโลแกนสั้นๆ บนแผ่นกระดาษแข็งที่ผู้ประท้วงชูขึ้นนั้น มีความซับซ้อนมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เข้าใจมาก

“การตัดสินใจที่มีชีวิตของผู้คนเป็นเดิมพันไม่ได้ใช้แค่สโลแกน” เขากล่าว “การทำงานจริง คือสิ่งที่จะเอาชนะสงครามได้ ไม่ใช่ดราม่าออกมาตามสื่อ”

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน
โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของซีร์สกีคือ ชาวยูเครนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดูเหมือนจะเชื่อมั่นในมุมมองของเฟโดรอฟเรื่องความจำเป็นต้องปฏิรูป เพื่อให้ยูเครนชนะสงคราม มากกว่ามุมมองของตัวนายพลเอง และเหนือสิ่งอื่นใด ผู้คนจำนวนมากมองว่าเฟโดรอฟเป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในกองทัพ และค่อยๆ เพิ่มโอกาสให้ยูเครนสามารถตีโต้ศัตรูที่มีกำลังพลเหนือกว่าได้

“ตอนนี้สงครามกำลังเปลี่ยนไป ดังนั้นเราจึงต้องการความคิดใหม่ๆ และโครงสร้างแบบใหม่” ทาเทียนา มากาเรนโก พนักงานบริษัทกฎหมายวัย 44 ปี กล่าวระหว่างการชุมนุมประท้วงช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ “มักมีคำพูดที่ว่า กองทัพโซเวียตขนาดเล็กไม่สามารถเอาชนะกองทัพโซเวียตขนาดใหญ่ได้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและเริ่มสงครามรูปแบบใหม่”

อนึ่ง ในช่วงเวลา 6 เดือนที่เฟโดรอฟดำรงตำแหน่งผู้นำกระทรวงกลาโหม เป็นช่วงที่กองทัพประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการโจมตีกดดันรัสเซีย ส่งผลให้ตัวเขาได้รับความดีความชอบไปด้วย แม้ว่านั่นอาจไม่ใช่ผลงานของเขาทั้งหมดก็ตาม

“เรามีความรู้สึกแบบนี้เพราะเราได้เห็นสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป” มากาเรนโกกล่าว “เรามีความรู้สึกว่าเราสามารถทำสิ่งนี้ได้”

ขณะที่ในบทความของซีร์สกีก็มีการตอบโต้ผู้ที่กล่าวหาเขาว่า ขาดวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ หรือล้มเหลวในการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยระบุว่า “ข้อกล่าวหาที่แปลกประหลาดที่สุดที่ผมเคยได้ยินคือการหาว่าผมไม่อยากต่อสู้ด้วยโดรน” พร้อมชี้ให้เห็นว่าตัวเขานี่แหละคือผู้ที่ดูแลการจัดตั้งกองทัพโดรนขึ้นเป็นเหล่าทัพแยกเฉพาะในกองทัพ

แต่นายพลซีร์สกีย้ำด้วยว่า แม้โดรนจะเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความสูญเสียส่วนใหญ่ให้กับฝ่ายรัสเซีย แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ “ผมไม่สามารถเปลี่ยนกองทัพที่มีกำลังพลเป็นล้านคนให้กลายเป็นกองทัพโดรนได้ภายในเวลาแค่สองเดือน แล้วบอกว่า ต่อจากนี้เราจะสู้กันแบบนี้นะ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นประท้วงจีน เรือพิฆาตซ้อมยิงกระสุนจริงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ

ญี่ปุ่นประท้วงจีน เรือพิฆาตซ้อมยิงกระสุนจริงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ

21 ก.ค. 2569 16:51 น.

ญี่ปุ่นประท้วงจีน เรือพิฆาตซ้อมยิงกระสุนจริงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ

รัฐบาลญี่ปุ่นยื่นประท้วงจีนอย่างเป็นทางการ หลังเรือพิฆาตของกองทัพเรือจีนซ้อมยิงกระสุนจริงในน่านน้ำใกล้เกาะโอกิโนะโทริ ซึ่งญี่ปุ่นอ้างว่าอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน ระหว่างการลาดตระเวนร่วมกับรัสเซีย ขณะที่จีนโต้กลับว่าญี่ปุ่นไม่มีสิทธิอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมกล่าวหาว่าญี่ปุ่นสร้างกระแสภัยคุกคามเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเสริมกำลังทางทหาร

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยวันนี้ (21 ก.ค.) ว่า ได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อรัฐบาลจีนผ่านช่องทางการทูต หลังเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือจีนทำการซ้อมยิงกระสุนจริง ในน่านน้ำใกล้เกาะโอกิโนะโทริ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ระหว่างการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับกองทัพเรือรัสเซีย

กองบัญชาการเสนาธิการร่วมของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ระบุว่า เรือพิฆาตชั้น “ลู่หยาง 3” (Luyang III) ของจีนได้ดำเนินการซ้อมยิงกระสุนจริง บริเวณห่างจากเกาะโอกิโนะโทริไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 180 กิโลเมตร หลังจากถูกตรวจพบว่าปฏิบัติการร่วมกับเรือรบจีนอีก 2 ลำ และเรือฟริเกตของรัสเซีย

รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ก่อนเริ่มการซ้อมยิง เรือรบจีนได้แจ้งเตือนเรือที่เดินเรืออยู่ในบริเวณดังกล่าวผ่านระบบวิทยุ แต่ญี่ปุ่นเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของการเดินเรือในพื้นที่

มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลได้แสดงความกังวลต่อจีนผ่านช่องทางการทูต พร้อมยืนยันว่าจะติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนและรัสเซียรอบญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังน่านฟ้าและน่านน้ำของประเทศ

ด้านนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึง ความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างจีนและรัสเซีย โดยชี้ให้เห็นถึงการยิงทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำของจีนเมื่อต้นเดือน รวมถึงเที่ยวบินร่วมของเครื่องบินทิ้งระเบิดจีนและรัสเซียรอบญี่ปุ่นมากกว่า 10 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของญี่ปุ่น โดยระบุว่า ความกังวลของญี่ปุ่น “ไม่มีมูลความจริง” และกล่าวหาว่าญี่ปุ่นกำลังขยายภาพภัยคุกคามจากภายนอกเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการเพิ่มศักยภาพทางทหาร

จีนยังยืนยันว่าการปฏิบัติการของกองทัพเรือในทะเลหลวงเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวหาญี่ปุ่นว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างกระแสโจมตีการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายของประเทศอื่น

ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทครั้งนี้อยู่ที่สถานะของ เกาะโอกิโนะโทริ ซึ่งญี่ปุ่นอ้างว่าเป็น “เกาะ” จึงมีสิทธิประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) รอบพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่จีนยืนยันว่าโอกิโนะโทริเป็นเพียง “โขดหิน” ไม่ใช่เกาะ จึงไม่สามารถใช้เป็นฐานในการอ้างสิทธิ์ EEZ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล

กองทัพญี่ปุ่นเปิดเผยว่านี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเปิดเผยต่อสาธารณะเกี่ยวกับการตรวจพบการซ้อมยิงกระสุนจริงของกองทัพจีนภายในพื้นที่ที่ญี่ปุ่นอ้างว่าเป็น EEZ แม้ว่าการซ้อมยิงดังกล่าวจะไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรงก็ตาม

ก่อนเกิดการซ้อมยิง กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นตรวจพบกองเรือจีนและรัสเซียจำนวน 4 ลำ ประกอบด้วยเรือพิฆาตชั้น Renhai เรือพิฆาตชั้น Luyang III เรือส่งกำลังบำรุงชั้น Fuchi ของจีน และเรือฟริเกตชั้น Steregushchiy ของรัสเซีย แล่นผ่านช่องแคบระหว่างเกาะโอกินาวาและเกาะมิยาโกะ ก่อนมุ่งหน้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นแสดงความวิตกต่อการขยายบทบาททางทหารของจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะหลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา มีการตรวจพบเรือบรรทุกเครื่องบินของจีน 2 ลำ ปฏิบัติการใกล้เกาะอิโวจิมะเป็นครั้งแรก รวมทั้งการเพิ่มความถี่ของการลาดตระเวนร่วมระหว่างจีนและรัสเซียรอบหมู่เกาะญี่ปุ่น

เหตุการณ์ล่าสุดมีแนวโน้มเพิ่มความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งเผชิญความขัดแย้งต่อเนื่องจากประเด็นไต้หวัน ความมั่นคงในภูมิภาค และข้อพิพาททางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก.

ที่มา Associated Press / Reuters

สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

“สีหศักดิ์“ ร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ไทยย้ำความสำคัญการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน-อาหาร

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

โดยนายสีหศักดิ์ ได้ร่วมหารือแนวทางเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ภายใต้หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) อาเซียน – จีน ซึ่งครบรอบ 5 ปี ในปีนี้ โดยได้ผลักดันความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ การหลอกลวงทางออนไลน์ การฉ้อโกงทางการเงิน และอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลการเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลง การค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA) 3.0 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ 

ไทยยังย้ำความสำคัญของการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร อันจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและความเข้มแข็งของภูมิภาคในระยะยาว ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน

นายกฯ เปิดงาน Thailand China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทยจีน มั่นคงแข็งแกร่ง

นายกฯ เปิดงาน Thailand China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทยจีน มั่นคงแข็งแกร่ง

นายกฯ เปิดงาน Thailand China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทยจีน มั่นคงแข็งแกร่ง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

นายกฯ เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทย–จีน มั่นคงแข็งแกร่ง ยัน รบ. พร้อมสนับสนุนการลงทุน -สร้างพันธมิตรทางการค้า ลั่น ใครขวางจบไม่สวย ความมั่นใจ ปท. มีความมั่นคง -ไม่ให้ใครคุกคาม

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานแสดงสินค้า Thailand – China Cooperation Expo 2026 โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน นายหลิว เฉวียนเหลย นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการชั้นนําของไทยและจีนเข้าร่วมงาน 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ด้านนายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัคราชทูตจีนประจำประเทศไทย ขึ้นเวทีกล่าวรายงานการจัดงานเป็นภาษาจีน ก่อนช่วงท้ายพูดเป็นภาษาไทยว่า ขออำนวยการให้งานนี้จงประสบผลสำเร็จและสามารถที่จะสร้างผลลัพธ์ที่จะให้ประชาชนชาวไทยมีความรู้สึกหวานชื่นเหมือนกับเพลง “เถียนมี่มี่”ที่นายกฯได้กรุณาให้เกียรติไปร้องที่งานเลี้ยงของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ท้ายสุดนี้ ขอยืมคำของนายก ฯ“เจียโหยวไท่กั๋ว เจียโหยวจงกั๋ว เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้า Thailand – China Cooperation Expo 2026

จากนั้นนายกฯ กล่าวปาฐกถาว่า เมื่อสักครู่ท่านอุปทูต ได้สอนภาษาไทยตน ซึ่งตนได้ถามว่า ตำแหน่งทางการคือราชทูตประจำประเทศไทยใช่หรือไม่ ซึ่งท่านอุปทูต บอกว่าต้องเรียกว่าอุปทูต ถือว่าภาษาไทยของท่านมีความแข็ง ตนก็หวังว่าจะได้เสี้ยวหนึ่งในการพูดภาษาจีน การที่ตนพูดจีนไม่คล่องทำให้ต้องร้องเพลง และสิ่งที่อุปทูตมีคำพูดกับพวกเราก็คงทำให้ความสงสัย ความกังวล ความแคลงใจใดๆ และผู้ที่กังวลว่า ตนร้องเพลง เถียนมี่มี่เหมาะสมแก่กาลเทศะที่ประเทศจีนหรือไม่ ก็คงจะผ่านพ้นไปด้วยไปด้วยดี

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวว่า งานแสดงสินค้า Thailand – China Cooperation Expo 2026 ถือว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง เพราะความสัมพันธ์ของประเทศจีนและไทย กำลังก่อตัวเพื่อให้เกิดความมั่นคง แข็งแกร่ง เพื่อให้เกิดการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ พี่น้องกัน ประเทศที่เป็นครอบครัวเดียวกันในช่วงเวลาที่โลกของเรากำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน เราต้องกำหนดทิศทางความร่วมมือและกำหนดท่าทีของความสัมพันธ์มิตรประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและ ประชาชน 

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับไทยและจีนเรื่องการก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ยาก  เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยาวนาน  เป็นความผูกพันที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้สองประเทศมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พร้อมยกระดับความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ร่วมกันตลอดเวลาที่ผ่านมาเมื่อปีที่แล้ว เราได้ฉลองครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน  แต่คำว่าครบรอบ 50 ปี เป็นเพียงคำศัพท์ที่เป็นทางการ เพราะประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์เป็น 1,000 ปี ความสัมพันธ์ไทยกับจีน ย้อนเวลากลับไปจนเราไม่สามารถคิดได้ว่า เริ่มขึ้นเมื่อไหร่ เราอยู่คู่กันมาอย่างยาวนาน ทุกท่านในห้องนี้ตนเชื่อว่า 80% มีเชื้อสายจีนพูดจีนได้ทุกคน ตนก็เป็นคนจีน จีนแต้จิ๋ว คือแซ่ตั้ง จีนกลาง แซ่เฉิน จีนกวางตุ้งคือ แซ่ชั้น หากเรารวมยอดสามเหลี่ยมขึ้นไป ซัก 20 เจนเนอเรชั่น เราอาจจะอยู่หมู่บ้านเดียวกันก็ได้ บรรพบุรุษของเราอาจจะเป็นพี่น้องกันก็ได้ ก่อนที่จะแตกสาขาออกมา จนเรามาอยู่ในประเทศไทย และได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารให้มีชีวิตที่ดี แต่เราก็ไม่เคยลืมรากเหง้าของตัวเอง

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องแสวงหาความร่วมมือกับประเทศจีน เป็นความจำเป็น เราอยู่ใกล้กัน เรามีประวัติประวัติศาสตร์ร่วมกัน ประเทศจีนในฐานะที่ประเทศที่ใหญ่ มีประชากรมากลงทุนงบประมาณ ในการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งต่างๆ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความร่วมมือ และแสวงหาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับประเทศจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตนไปเยือนจีนไปพบกับบริษัทชั้นนำ หลายบริษัทให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทย ยินดีที่จะเข้ามาลงทุนสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจร่วมกับประเทศไทย ประเทศไทยของเราก็แสดงถึงความพร้อมที่จะทำให้เขามาลงทุนที่นี่แล้วเขาคุ้มค่ากับการลงทุน สามารถที่จะขยายกิจการได้ จ้างคนงานของเรา ได้เพิ่มยอดขายของเขาได้ อย่าไปกังวล

นายอนุทิน กล่าวว่า พอตนกลับมาจากจีนก็เจอนักวิชาการบางคนบอกว่า เขามาลงทุนแต่เขาไม่ได้ทรานเฟอร์เทคโนโลยี แล้วเขาจะไปจ้างชาวเกาะที่ไหนมาทำงาน เขาก็ต้องจ้างคนไทย จ้างเอนจิเนียร์ไทย การทรานเฟอร์เทคโนโลยีไม่ใช่มานั่งเปิดหนังสือ การที่เราได้ฝึกทักษะ การที่เราได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ประชุมหารือวางแผน กำหนดยุทธศาสตร์ นั่นคือทรานเฟอร์เทคโนโลยีอย่างนึง แล้วยังบอกว่า ซัพพลายเชนของจีนล้วน ก็นี่เป็นธุรกิจใหม่ เป็นนวัตกรรมใหม่ เราต้องการเทคโนโลยีขั้นสูง สินค้าที่ผลิตจากเทคโนโลยีขั้นขั้นสูงมาประเทศไทย ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่มา เราก็ไปทำความมั่นใจให้มา พอเขามา ก็บอกว่าซัพพลายเชนใช้ของจีนหมดเลยมันไม่ใช่ ของไทยก็มี อย่าให้ข้อมูลที่ผิดกับประชาชนคนไทย ต่อให้เขาใช้ของจีนหมดในระยะเวลาอันสมควร ทุกอย่างก็จะมีการต่อยอดสร้างซัพพลายเชนขึ้นมา ในที่สุดประเทศไทยเราได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าเขาไม่มา เราก็จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์อื่นๆ ว่า ประเทศไทยไม่มีปัญญาหาเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาอยู่ดี ฉะนั้นรัฐบาลจะมานั่งวิตกกังวล หรือแคร์เสียงนก เสียงกาแบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลมั่นใจอย่างเดียวว่า ถ้าทำแล้วคนไทยได้ประโยชน์ เงินหลั่งไหลเข้าประเทศ ผลิตสินค้าในประเทศและส่งออกไป กำไรมาก กำไรน้อย มันเป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการบริหารงาน อย่างไรก็ตาม เราเปิดโอกาสเสมอในการลงทุนของต่างประเทศ อะไรที่เป็นตัวอย่างที่ดี เราต้องให้ความร่วมมือ ศึกษา และนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย แต่จะไม่ใช้คำว่า “ก๊อปปี้” เราต้องสร้างพันธมิตร สร้างความไว้ใจ และทำงานร่วมกัน จะได้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการลงทุน การสร้างพันธมิตรทางการค้าอย่างเต็มที่ ตอนนี้บีโอไอมี Thailand FastPass มีอะไรติดต่อที่บีโอไอได้ที่เดียว ไม่ต้องไปวิ่งทุกโต๊ะ ทุกกระทรวงอย่างที่ผ่านมา ถ้าใครทำเช่นนั้น คนที่ทำแบบนั้นกับท่านจบไม่สวยแน่นอน ตนไม่มีอะไรต้องกังวล คนที่ไปขัดขวาง หรือเป็นอุปสรรคต่อนโยบายของรัฐบาล เขาจะมาอยู่บนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของพวกเราไม่ได้ ขอให้เชื่อตนไม่ยอมเรื่องพวกนี้ มันหมดเวลาไปแล้วสำหรับคนที่ไร้ความรู้สึก ไม่ได้สนใจเงินเดือนใช้ทุกเดือนไม่ได้สนใจว่าใครจะเดือดร้อนอย่างไร เวลานั้นหมดไปแล้ว รัฐบาลชุดนี้จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของท่าน วันนี้เราไม่มีภาคเอกชนไม่ได้ เพราะรัฐบาลจะประสบความลำบากอย่างแสนสาหัส ถ้าจะให้รัฐบาลลดการลงทุน ลดค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากร ท่านอย่าลงทุนเลยไม่เกินปีรัฐบาลไม่มีเงินมาจ่ายเงินเดือน 

นายกฯ กล่าวว่า พวกเรารู้ว่างบประมาณการใช้จ่ายของรัฐมาจากไหน เรามาอยู่ในยุคนี้ข้าราชการไม่ใช่เจ้าคนนายคน ข้าราชการคือผู้ให้บริการ ผู้อำนวยความสะดวก ผู้ที่จะต้องประสานงานทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจอย่างเดียว นี่คือค่านิยมใหม่ที่รัฐบาลเร่งปลูกฝัง และตนมั่นใจว่าข้าราชการในยุคนี้ ส่วนใหญ่เข้าใจถึงความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างดี ตนต้องขอขอบคุณท่าน ในช่วงเศรษฐกิจที่ผันผวน ความไม่แน่นอนเรื่องของพลังงาน คนอื่นเขาทะเลาะกันเราก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ปัญหาที่มีเราใช้เวลาแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ตนเชื่อมั่นว่างานในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ๆ ที่ทรงคุณค่า มีปัญหาสิ่งใดพวกเราพร้อมที่จะประสานงานแก้ไขปัญหาให้กับพวกท่านอย่าง เราอยู่ได้เพราะท่านขอให้จำคำนี้ไว้

อนุทิน ชาญวีรกูล

“วันนี้หัวหน้ารัฐบาลมาบอกว่า ไม่มีผู้ประกอบการ ไม่มีพวกท่าน รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ขอให้ท่านได้เชื่อมั่นว่า เราจะดำเนินให้การสนับสนุนเต็มที่ภายใต้กรอบกฎหมาย ขอให้ท่านทำสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่างๆพวกเราจะดำเนินการปลดทุกอย่างเพื่อให้ท่านได้รับความสะดวกให้มากที่สุด ไม่มีอะไรน่ากังวล สถานการณ์ด้านความมั่นคง ขอท่านทั้งหลายวางแผนเหมือนประเทศมีความปกติทุกอย่าง ประเทศไทยไม่มีใครรุกรานได้ ไม่มีใครคุกคามได้ เราได้แจ้งกับมิตรประเทศของเราทุกคนแล้วว่า เราอยู่ของเราดีๆ อย่ามาคุกคาม แต่ถ้าเข้ามาคุกคามเราก็เบรก ไม่อยู่เหมือนกัน ฉะนั้นต่างคนต่างอยู่ดีกว่าแล้วค่อยหาวิธีที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กัน อย่าคุกคามกัน อย่าก้าวล่วงกัน ผมมั่นใจว่าประเทศไทยของเรามีความพร้อมและสามารถที่จะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี ปลอดภัยจากการคุกคาม ใครที่จะวางแผนทำธุรกิจวางแผนไปเลยไม่ต้องกังวลในเรื่องของความมั่นคง ประเทศไทยมีความมั่นคงมาก ความปลอดภัยในประเทศต้องมี คนที่อยู่ในประเทศไทยถ้าไม่เข้าไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยงจะต้องมีความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ นายอำเภอ ฝ่ายปกครองจะต้องบันดาลความปลอดภัยให้กับทุกท่าน ไม่มีเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบคนต่างชาติ ไม่เอาเปรียบผู้ประกอบการ และทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดี ผมให้ความมั่นว่าเราจะทำได้ ผมเป็นนายกฯ มา 10 เดือน เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยมา 3 ปี เส้นสนกลในรู้หมด “ นายกฯ กล่าว

จากนั้น นายกฯเยี่ยมชมบูธทั้งจากผู้ประกอบการจีนและไทยภายในงาน และได้ลองชิมชาผู่เอ๋อร์ ต้าอี้ เป็นแบรนด์ชาผู่เอ๋อร์ชั้นนำจากมณฑลยูนนาน รสชาติกลมกล่อม เป็นที่นิยม และรอนั่งโดรนสำหรับโดยสารไร้คนขับ

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

‘วันนอร์’สะท้อนปัญหาคนค้ายาไม่กลัวกฎหมาย แถมท้าทายขอไปนรก อึ้ง ‘เพศหญิง’ ในเรือนจำมากกว่า

‘วันนอร์’สะท้อนปัญหาคนค้ายาไม่กลัวกฎหมาย แถมท้าทายขอไปนรก อึ้ง ‘เพศหญิง’ ในเรือนจำมากกว่า

‘วันนอร์’สะท้อนปัญหาคนค้ายาไม่กลัวกฎหมาย แถมท้าทายขอไปนรก อึ้ง ‘เพศหญิง’ ในเรือนจำมากกว่า

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

’วันนอร์‘ สะท้อนความจริงอันน่าเจ็บปวดหดหู่ของปัญหายาเสพติด ’คนท้อง‘ ถูกจับขายยาต้องคลอดลูกใน ‘คุก’ จนท.รู้เห็น สายตาต่างชาติมองไม่ดี ไทยเป็นทางผ่าน ’ยานรก‘ ปราบยังไงก็ไม่หมด คนผิดไม่กลัวติดตาราง-กฎหมาย อึ้ง ‘เพศหญิง’ ในเรือนจำมากกว่า บี้ ’รัฐบาล‘ สางปัญหาจริงจังลงถึงระดับจังหวัด-ตำบล-หมู่บ้าน ฝาก ’มท.-ตร.‘ ผนึกกำลังทำงาน ช่วยมาแจงแผนสางปม
 
วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกมธ.ฯคนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณามาตรา21 งบประมาณกระทรวงยุติธรรม โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ.งบฯปี70 อภิปรายตอนหนึ่งถึงงบฯของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมว่า งบฯของป.ป.ส.ที่ปีนี้ได้รับจัดสรรจำนวน2,500กว่าล้านบาท ลดลงกว่าปีที่แล้ว200ล้านบาท แต่ยังไงก็ไม่พอ เพราะเรื่องยาเสพติดเป็นงานที่กว้างขวาง สำคัญ ยอมรับว่าขณะนี้ตนยังไม่เห็นการทำงานแบบบูรณาการอย่างจริงจังของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดได้ในเรือนจำจะมีคนลดลงไปหลายแสนคน อาชญากรรมต่างๆก็จะลดลง แต่ถ้าปัจจุบันยังทำงานแบบนี้ ยังไงก็ไม่ลด ตนสงสารประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ยกปัญหายาเสพติดมาแก้ไขแบบเร่งด่วนจริงจัง ความเสียหายของประเทศจะมีมาก ชื่อเสียงของเราหากลองไปต่างประเทศเขาค่อนข้างมองประเทศไทยในทางที่ไม่ดี บางทีคนไทยถูกตรวจค้นมากกว่าประเทศอื่นๆ บางครั้งเขาเตือนคนในประเทศที่จะมาประเทศไทยให้ระวังเป็นพิเศษเรื่องยาเสพติดในไทย 

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า เราจับยาเสพติดรายใหญ่ในระดับหลายล้านเม็ดยังไงก็ไม่หมด ถ้าไม่เอาใจใส่ลงไปในระดับจังหวัด ตำบล หมู่บ้าน ต้องไปจับคนขายยาเสพติดรายย่อย10-100เม็ด ที่ขายข้างโรงพัก หน้าวัด ข้างโรงเรียน ตนคิดว่าเจ้าหน้าที่คงทราบ เพราะบางทีภรรยาของเจ้าหน้าที่บางคนก็ขายยา ที่ตนสงสารมากคือเราจับคนขายยาเสพติดรายย่อยเป็นผู้หญิง ท้องก็มี ทำให้คนท้องต้องเข้าไปคลอดในเรือนจำ ผู้ค้าที่ถูกจับกุมในเรือนจำขณะนี้ จากที่ตนเข้าไปตรวจเยี่ยมเรือนจำมาหลายๆที่ ตนประเมินว่าผู้หญิงน่าจะมากกว่าผู้ชาย เพราะตอนที่ขายเจ้าหน้าที่อาจไม่เพ่งเล็ง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายน้อย 

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า คนขายยาเสพติดไม่ว่ารายย่อยหรือรายใหญ่ ไม่ได้กลัวกฎหมาย เพราะถือว่ามีกฎหมาย ติดคุกก็หลุดมาได้ อยู่ในคุกก็ยังสั่งการได้ ไม่กลัวกฎหมาย ไม่กลัวคุก แม้แต่ศาสนา บอกว่าบาปตกนรก มันก็ไม่กลัว ตนเคยให้ผู้นำศาสนาไปพูดกับตัวกลางที่ขายยาเสพติดว่าให้เลิกเถอะ เพิ่งออกจากคุก ตายไปก็ตกนรก เงินไม่ได้เอาไปไหน มันบอกว่าขอไปนรก เพราะสวรรค์มันแน่นแล้ว มันพูดอย่างท้าทายพระเจ้า แต่พระเจ้ามีจริง ตนตามดูมัน อยู่ได้ไม่ถึงเดือน ก็ตายจริงๆ พวกนี้มันไม่กลัวกฎหมาย ไม่กลัวคุก ไม่กลัวตกนรก กลัวอย่างเดียวคือยึดทรัพย์ 

“ผมมาพูดวันนี้ไม่ได้บอกถึงว่าจะทำยังไง แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ถึงจะไม่ประกาศเป็นสงคราม แต่ขอให้ถือว่าเป็นปัญหาของประเทศ ปัญหาของเยาวชน ผมสงสารคนแก่ ที่ลูกหลานติดยาเสพติด สงสารประเทศไทย ที่ถูกต่างชาติมองไม่ดีว่า เราเป็นที่ผ่านของยาเสพติดเหมือนคนติดโรค ถ้าวันนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการปราบยาเสพติด ความยากจน อาชญากรรมต่างๆในประเทศไม่น่าจะหมดไป” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

นายวันมูหมัดนอร์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เลขาธิการ ป.ป.ส.ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ เพราะมีเครือข่ายและกำลังไม่พอ แต่คนที่สำคัญที่สุด คือผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้การตำรวจจังหวัด ถ้า2คนนี้ไม่ให้ความสำคัญกับยาเสพติด ปราบอย่างไรก็ไม่หมด ถึงจะตั้งมา 10 ป.ป.ส.ก็ทำอะไรไม่ได้ หวังว่ากมธ.ต้องให้ความสำคัญกับกระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ถ้าเข้ามาเมื่อไร ต้องบี้เรื่องนี้ให้ได้ ว่าจะดำเนินการอย่างจริงจังหรือไม่ ถ้าไม่งั้น ป.ป.ส.ไม่ต้องไปตัดงบฯ เพิ่มให้ไม่ได้ ไปตัดงบฯมหาดไทย และสำนักงานตำรวจฯ ถ้าปัญหายาเสพติดยังอยู่แบบนี้ ขอฝากถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยและ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยมาให้คำตอบว่าจะทำอย่างไรกับปัญหายาเสพติด

‘รองปลัดเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ. ประกาศฟื้นศรัทธาองค์กร กำชับห้ามแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

‘รองปลัดเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ. ประกาศฟื้นศรัทธาองค์กร กำชับห้ามแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

‘รองปลัดเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ. ประกาศฟื้นศรัทธาองค์กร กำชับห้ามแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

’รักษาการอธิบดี สถ.‘ ประกาศฟื้นศรัทธาองค์กร กำชับสอบสายบริหารต้อง ‘โปร่งใส’ สั่งห้ามแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์เด็ดขาดทุกกรณี

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) เขตดุสิต กทม. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  (สถ.) เป็นประธานการประชุมกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 11/2569 โดยมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและบุคลากรของกรม เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนองค์กร สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และฟื้นฟูภาพลักษณ์ของกรมภายหลังวิกฤตด้านความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้น

รักษาการอธิบดี สถ. กล่าวว่า การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันนำพาองค์กรก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดระแวงหรือเปลี่ยนแปลงบุคลากร แต่เพื่อให้ข้าราชการทุกคนร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของตนอย่างเต็มกำลัง พร้อมร่วมกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นของกรมให้กลับคืนมา ส่วนนโยบายสำคัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอกำชับอย่างเด็ดขาดไม่ให้มีการนำตำแหน่งหน้าที่หรือชื่อของผู้บริหารไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์ในทุกกรณี สำหรับการสอบคัดเลือกบุคลากร โดยเฉพาะการสอบสายบริหารที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 ก.ค.69 จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริต และตรวจสอบได้ ห้ามมีการซื้อขายตำแหน่ง การวิ่งเต้น หรือการส่งรายชื่อแทรกแซงกระบวนการสอบโดยเด็ดขาด

นายนิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนได้สั่งการให้ทบทวนมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการสอบอย่างรัดกุม โดยประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะผู้ดำเนินการจัดสอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมว่าการสอบของ สถ. จะดำเนินการด้วยมาตรฐานสูงสุด  ขอเตือนเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าการกระทำที่ไม่ถูกต้องในปัจจุบันสามารถถูกตรวจสอบและเปิดเผยได้ทุกเวลา จึงต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริตอย่างเคร่งครัด อย่างก็ตามตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเร่งดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่แอบอ้างชื่อผู้บริหาร เรียกรับผลประโยชน์ หรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จจนสร้างความเสียหายแก่กรมฯ อย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในด้านการบริหารงบประมาณ รักษาการอธิบดี สถ . ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมจัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายตามหลักเกณฑ์และความจำเป็นของพื้นที่อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (อปท.) โดยไม่ให้มีการใช้ดุลยพินิจบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในส่วนด้านการบริหารงานบุคคลนั้นขอให้บุคลากรทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยึดหลักกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ด่วนตัดสินล่วงหน้า ส่งเสริมการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ลดความขัดแย้งภายใน และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรมและธรรมาภิบาล 

รักษาการอธิบดี สถ. กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จในการฟื้นฟูองค์กรจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของบุคลากรทุกคน ขอให้ร่วมกันเป็นหูเป็นตา ไม่ปล่อยให้ผู้ใดใช้กรมฯ เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ส่วนตน พร้อมยืนยันว่าผู้ที่ยังฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทำการทุจริตจะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อร่วมกันสร้าง สถ. ให้เป็นองค์กรที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนอีกครั้ง ตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล

สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

“สีหศักดิ์” พบหารือ รมว.กต. ออสเตรเลีย ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาค 

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับนางสาวเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศออสเตรเลียในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – ออสเตรเลียที่ใกล้ชิดในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งสะท้อนในความร่วมมือในสาขาที่หลากหลาย และส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นสถานการณ์ที่สำคัญในภูมิภาค 

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

ก.ตร.มีมติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

มติ ก.ตร. เอกฉันท์ 12-0 เห็นชอบตั้ง สำราญ เป็น “ผบ.ตร. คนที่ 16” ชี้พิจารณาครบทุกด้านตามกฎหมาย

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569  เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เดินทางมาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2569 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม 4 แคนดิเดต ประกอบด้วยพลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และพลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ร่วมต้อนรับ

ผู้สื่ิอข่าวรายงานบรรยากาศก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทางแคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินลงมาที่ห้องโถงอาคาร 1 เพื่อรอรับนายกรัฐมนตรี โดยพลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และพลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้เดินมาพร้อมกันก่อนจะโอบเอวกันเดินเข้าไปที่ห้องรับรอง จากนั้นพลตำรวจเอกอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ และพลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. ก็ได้เดินมารอตั้งแถวรอรับนายกรัฐมนตรี

โดยทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงมีสีหน้ายิ้มแย้มและได้ทักทาย 4 แคนดิเดต ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อคัดเลือกตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าจะมีเซอร์ไพรส์หรือไม่ จากนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพร้อมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ทรงคุณวุฒิได้เข้าห้องรับรองส่วนตัว เพื่อหารือวันนี้องค์ประชุมครบทั้ง 16 คน โดยก่อนจะเข้าห้องประชุมเพื่อเริ่มการประชุมตามวาระที่กำหนด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมีการเรียกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 12 คนหารือนอกห้องประชุมที่ห้องพรหมนอกเป็นเวลา 30 นาที จากนั้นเมื่อประชุมวงเล็กเสร็จสิ้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางกลับเข้ามาที่ห้องประชุมศรียานนท์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่มีความกังวล เช่นเดียวกับแคนดิเดตทั้ง 4 คนที่นั่งรออยู่ในห้องประชุมใหญ่มีการยิ้มแย้มและพูดคุยกันตลอดเวลา

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีทั้งหมด 5 วาระ โดยวาระสำคัญอยู่ในวาระที่ 4 คือ การคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. คนที่ 16 แทน พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้

จากนั้นเวลา 15.50 น. ภายหลังการเสร็จสิ้นการประชุมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดใดต่อสื่อมวลชน

ด้านพลตำรวจโทฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เห็นชอบแต่งตั้ง พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 พร้อมยืนยันกระบวนการคัดเลือกเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ทุกประการ ทั้งเรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวน-ป้องกันปราบปราม

พลตำรวจโทฐายุฏฐ์ เปิดเผยรายละเอียดขั้นตอนการคัดเลือก ผบ.ตร. ว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอรายชื่อรอง ผบ.ตร. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม มาตรา 78 (1) ต่อที่ประชุม ก.ตร. เพื่อให้ความเห็นชอบตาม มาตรา 23 (4) ซึ่งในระหว่างการพิจารณา ได้มีการอภิปรายและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เสนอชื่ออย่างรอบด้าน

ในการลงมติ ครั้งนี้ มีกรรมการ ก.ตร. เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 16 ท่าน โดยรอง ผบ.ตร. ทั้ง 4 ท่านที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับด้วยการเดินออกจากห้องประชุม ทำให้เหลือองค์ประชุมในการลงคะแนนทั้งหมด 12 ท่าน ซึ่งผลการลงมติออกมาเป็น เอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง

ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่มีลำดับอาวุโสอยู่อันดับ 3 และอาจขัดกับ พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ. 2565 นั้น พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ชี้แจงว่า กฎหมายเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจในการเสนอรายชื่อ โดยนำปัจจัยเรื่อง “ความอาวุโส” มาพิจารณา “ควบคู่กับความรู้ความสามารถ” โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนและงานป้องกันปราบปราม ซึ่งนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ

เมื่อถูกถามถึงความกังวลเรื่องการฟ้องร้องจากผู้เสียสิทธิ์ หรือรอยแตกร้าวในองค์กร พลตำรวจโท ฐายุฏฐ์ ระบุว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องความรักความสามัคคีของพี่น้องตำรวจอย่างชัดเจน เนื่องจากแคนดิเดตทั้ง 4 ท่าน ต้องมีผู้ที่ได้รับเลือกเพียง 1 ท่าน และอีก 3 ท่านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าข้าราชการตำรวจจะยังคงรักสามัคคีและร่วมมือกันทำงานเพื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป โดยขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้

เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

เส้นทาง บิ๊กราญ ก่อนผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ดุลอำนาจ โจทย์ใหญ่ใต้แรงกดดัน 7 ปี

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบตามที่ “นายกฯอนุทิน” ในฐานะประธาน ก.ตร. เสนอชื่อ “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ต่อจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

ขั้นตอนหลังจากนี้ นายกฯ จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

มติของ ก.ตร.ครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ “บิ๊กราญ” ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้สูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างอำนาจในกรมปทุมวัน เพราะ พล.ต.อ.สำราญเป็นผู้มีอาวุโสลำดับที่ 3 จากแคนดิเดตทั้งหมด 4 คน

นอกจากนี้ หากอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.ต่อเนื่องจนเกษียณอายุราชการในปี 2576 พล.ต.อ.สำราญจะมีเวลาอยู่บนเก้าอี้ ผบ.ตร.นานถึง 7 ปี เป็น ผบ.ตร.ที่มีวาระยาวนานที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

จากเด็กเพชรบุรีสู่รั้วสามพราน

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2516 เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี จบการศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี ก่อนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50

พล.ต.อ.สำราญสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมทั้งศึกษาต่อด้านกฎหมายในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เส้นทางชีวิตราชการเริ่มต้นในปี 2540 ในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สน.พระโขนง ก่อนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในงานทะเบียนพล และเคยเป็นนายตำรวจติดตาม “พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์” อดีต ผบ.ตร.

ผ่านเส้นทาง 191 ก่อนผงาดเป็นบิ๊กนครบาล

ปี 2546 ดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวน สน.ทองหล่อ ก่อนขยับเป็นสารวัตรงานสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และสารวัตรป้องกันปราบปราม สน.บางนา

ปี 2552 ขึ้นเป็นรองผู้กำกับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นกลับมารับตำแหน่งรองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ในปี 2554

ปี 2555 เป็นผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง ก่อนไปรับตำแหน่งผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ในปี 2557

จากนั้นเส้นทางรับราชการขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษในปี 2559 และขึ้นเป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือผู้บังคับการ 191 ในปี 2561

ประสบการณ์ใน 191 ทำให้ พล.ต.อ.สำราญมีภาพของนายตำรวจสายปฏิบัติการที่คุ้นเคยกับงานป้องกันปราบปราม การควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน การระดมกำลัง และการบริหารหน่วยที่ต้องตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว

ปี 2563 พล.ต.อ.สำราญ ซึ่งขณะนั้นมียศพลตำรวจตรี ขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนใช้เวลาเพียงปีเดียวก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ขณะมีอายุ 48 ปี

จากแม่ทัพนครบาลสู่รอง ผบ.ตร.

หลังดำรงตำแหน่ง ผบช.น. พล.ต.อ.สำราญได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ในปี 2565 และได้รับมอบหมายงานสำคัญหลายด้าน ทั้งงานป้องกันปราบปราม งานความมั่นคง และภารกิจพิเศษ

ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

ผลงานเข้าตารัฐบาล

ในช่วงปี 2568-2569 ชื่อของ พล.ต.อ.สำราญปรากฏในภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปราบปรามทุนเทา นอมินีต่างด้าว ผู้มีอิทธิพล และขบวนการที่อาศัยช่องโหว่ทางทะเบียนและกฎหมายเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

หนึ่งในผลงานที่ถูกจับตาคือปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” กวาดล้างขบวนการรับจ้างแจ้งเกิดเท็จและจัดทำเอกสารให้คนต่างด้าว ซึ่งไม่ใช่เพียงคดีปลอมแปลงเอกสารทั่วไป แต่เกี่ยวพันกับสถานะบุคคล สัญชาติ ความมั่นคง และการแทรกซึมเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายนอมินีต่างด้าวหลายพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินและการประกอบธุรกิจที่อาจใช้คนไทยบังหน้า รวมถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และกำกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานการณ์สำคัญ

ด้วยหน้าที่กำกับงานความมั่นคง พล.ต.อ.สำราญจึงปรากฏตัวร่วมกับนายกฯ ในหลายภารกิจ จนนำไปสู่กระแสวิจารณ์เรื่องความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะกระแสข่าวว่ารู้จักกับ “อนุทิน” มาตั้งแต่เป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์

จาก “สำราญ นวลมา” ถึงกระแส “สำราญ นอนมา”

กระแสเรื่องความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองเข้มข้นขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย จนชื่อของ “สำราญ นวลมา” ถูกล้อในแวดวงสีกากีและสื่อมวลชนว่า “สำราญ นอนมา”

ที่น่าสนใจคือ กระแสดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดก่อนการประชุม ก.ตร.ไม่กี่วัน แต่ชื่อของ พล.ต.อ.สำราญถูกพูดถึงในฐานะว่าที่ ผบ.ตร.คนที่ 16 มาเป็นเวลาหลายเดือน โดยเฉพาะหลังได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบ.ตร. และรับผิดชอบงานที่ใกล้ชิดกับนโยบายรัฐบาล

เมื่อประกอบกับอายุราชการที่เหลือถึงปี 2576 ทำให้เกิดการประเมินว่า ฝ่ายการเมืองอาจต้องการ ผบ.ตร.ที่สามารถทำงานต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ต้องเปลี่ยนผู้นำองค์กรทุกปี และมีเวลาสร้างทีมของตัวเองขึ้นมาขับเคลื่อนนโยบาย

ท้ายที่สุด เมื่อนายกฯอนุทินเลือกเสนอชื่อ พล.ต.อ.สำราญ และ ก.ตร.มีมติเห็นชอบ ทำให้ ผบ.ตร.คนใหม่ต้องเผชิญแรงกดดันตั้งแต่ยังไม่เข้ารับตำแหน่งว่า จะพิสูจน์ความเป็นอิสระในการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแยกผลประโยชน์ขององค์กรออกจากความต้องการของฝ่ายการเมืองได้เพียงใด

7 ปีบนเส้นทางที่ต้องรักษาดุลอำนาจ

การอยู่ในตำแหน่งยาวถึง 7 ปีเป็นจุดแข็งที่เปิดโอกาสให้ พล.ต.อ.สำราญวางนโยบายและขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมมีบทบาทในการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงหลายระลอก ตั้งแต่รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ไปจนถึงระดับผู้กำกับการ

แต่ระยะเวลาที่ยาวนานก็มีความอ่อนไหวและอาจก่อให้เกิดแรงกดดันภายในองค์กร เพราะการที่ นรต.รุ่น 50 ขึ้นครองเก้าอี้ ผบ.ตร.จนถึงปี 2576 ย่อมทำให้เส้นทางสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของนายตำรวจรุ่นพี่และนายตำรวจระดับสูงหลายคนเกิดภาวะทางตันเป็นเวลานาน

นับจากนี้จึงต้องจับตาว่า “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จะรักษาดุลอำนาจภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างไร ท่ามกลางความคาดหวังจากรัฐบาล แรงกดดันภายในสตช. และสายตาของสังคมที่เฝ้ามองว่า ผบ.ตร.ซึ่งมีเวลาอยู่ในตำแหน่งถึง 7 ปี จะใช้โอกาสนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรตำรวจได้มากน้อยเพียงใด

บิ๊กราญ

แฟ้มภาพ

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

เจาะสัมพันธ์ ไอติม-ยิ่งชีพ ทิ้งบอมบ์ 9 เเกนนำพรรคภูมิใจไทย บี้หวดฮั้วสว. 229 คน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

จากกรณีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)เพื่อตรวจสอบเอาผิดเเกนนำบางพรรคที่ร่วมกระทำผิดการฮั้วสว.

โดย นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ได้เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานตั้งแต่ปี 2568 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า นอกจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะทำหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้แล้ว ตนมองว่าฝ่ายค้านสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเป็นหลัก เพราะมีบุคคลสำคัญในรัฐบาลจำนวนมากตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วยและมีโอกาสที่จะลอยนวลด้วยน้ำมือของกกต. ตนจึงนำข้อมูลมาเสนอต่อวิปฝ่ายค้านเพื่อขอให้ช่วยกันตรวจสอบรัฐบาล สำหรับข้อมูลที่นำมายื่นกับวิปฝ่ายค้านวันนี้ มีข้อมูลของรัฐมนตรีและสส.รวม 9 คน สังกัดพรรคภูมิใจไทยร่วมกระทำผิด

นายพริษฐ์ กล่าวว่า การฮั้วสว.เป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ข้อมูลบางส่วนของนายยิ่งชีพสอดรับกับข้อมูลที่พยานได้พูดในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักฐานคดีฮั้ว สว.”เวทีของวิปฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดังนั้นวิปฝ่ายค้านจะรับมาดำเนินการต่อไปยืนยันว่ากระบวนการนี้ เป็นกระบวนการที่คาดว่าจะมีเครือข่ายนักการเมือง และพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง และขอให้สังคมร่วมกันจับตาคือการตรวจสอบไม่ให้ กกต. ตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล ซึ่งขบวนการตัดตอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การที่กกต. ยกคำร้องทั้ง 229 คนนั้น

เเหล่งข่าวจากสำนักงานกกต. เเจ้งว่า การเคลื่อนไหวของนายยิ่งชีพเเละนายพริษฐ์รวมทั้งสว.อิสระ สว.สำรอง นักวิชาการบางส่วนในกรณีข้างต้นนั้นเสมือนกดดันการพิจารณาของคณะกรรมการกกต.ทั้งเจ็ดคน เเละกรณีล่าสุดทั้งสองคนคือนายพริษฐ์เเละนายยิ่งชีพมีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายหลายข้อ เช่นกล่าวหาว่ากกต.อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงินเเละการกดดันกกต.ว่าควรตัดสินเอาผิด 229 คน 

โดยยึดมติคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ที่ระบุว่าต้องชี้มูลความผิด229คนในการฮั้วสว. โดยไม่ต้องนำมติคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คนนั้นให้ตีตกคำร้อง

เเหล่งข่าวจา กกกต.กล่าวว่า กรณีเวทีเสวนาวันที่12กค.ที่ผ่านมา มีการนำพยานคืออดีตผู้สมัครสว.สี่คนจากสี่จังหวัดมาเปิดเผยข้อมูลในเวทีเสวนาดังกล่าวนั้น กรณีนี้อาจผิดกฎหมายเพราะพบว่าพยานบางคนในวันนั้น ตอนเเรกให้การกับกกต.เเละดีเอสไออีกอย่างหนึ่ง ต่อมาพยานคนนั้นก็มาขอกลับคำให้การเเละนำข้อมูลไปเผยเเพร่ในเวทีเสวนาดังกล่าวเเละยังพบว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมาพยานบางคนก็ยังไปลงสมัครเลือกตั้งสส.กับบางพรรค ตรงนี้น่าพิจารณาว่าอาจมีการกระทำเป็นขบวนการในการดิสเครดิตเเละกดดันกกต.ให้วินิจฉัยตามความต้องการของนายยิ่งชีพ นายพริษฐ์เเละพวกเท่านั้น

เเหล่งข่าวเเจ้งว่า กรณีนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้งให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า ขณะนี้การพิจารณาคดีมีความคืบหน้าไปมาก และคาดว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คนจะสามารถลงมติในคดีดังกล่าวได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้เพราะได้มีการพิจารณาไปเยอะแล้ว แต่ตอนนี้เราทำตามใจที่เราคิดทุกอย่างไม่ได้ เพราะมีกฎหมายให้เราใช้ในการพิจารณาอยู่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานนั้น  ตรงนี้ชัดเจนว่ากกต.พิจารณาคดีฮั้วสว.รอบคอบ ยึดหลักกฎหมายเเละตัดสินตามพยานหลักฐาน เเละเเม้มติคดีฮั้วสว.จะออกมาเเบบใด กกต.มีโอกาสที่จะถูกบางฝ่ายนำไปฟ้องร้องในอนาคต

เเหล่งข่าว กล่าวว่า กกต.พิจารณากรณีนี้รอบคอบเเละไม่ได้อยู่ในสังกัดพรรคใด/ระบอบสีน้ำเงินตามที่บางฝ่ายกล่าวหาในตอนนี้   เพราะหากมองขั้นตอนเเละโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระก่อนที่จะส่งผู้ที่ผ่านการสรรหาไปให้สว.ตรวจสอบเเละลงมติตามรัฐธรรมนูญนั้น คณะกรรมการสรรหามี 9 คน ประกอบด้วย 1. กรรมการโดยตำแหน่ง (ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ) จำนวน 4 คน ประธานศาลฎีกา เป็น ประธานกรรมการ  ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น กรรมการ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็น กรรมการ ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ 2.กรรมการจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ (ระบบเวียนกัน) จำนวน 5 คน เป็นกรรมการ

เเหล่งข่าว กล่าวว่า พบว่าการเลือกตั้งสส.ปี2562-2566-2569 นั้นพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน เเต่การเลือกตั้งสส.ปี2566เเละ2569 หลังจากพรรคก้าวไกลโดนยุบพรรคเเละก่อตั้งเป็นพรรคประชาขน พบว่าหัวหน้าพรรคประชาชนได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้เเทนฯ  ดังนั้นหัวหน้าพรรคประชาชนจึงเป็นหนึ่งในเก้าคนของคณะกรรมการสรรหาฯเเละมีสิทธิลงคะเเนนเช่นกัน ดังนั้นการสรรหาเเละลงมติเลือกกรรมการในองค์กรอิสระมีการกลั่นกรองตามขั้นตอนเเละไม่ถูกบางพรรค/ระบอบสีน้ำเงิน/สว.ครอบงำตามที่บางฝ่ายกล่าวหา

“อย่าลืมว่าไอลอว์ใกล้ชิดกับพรรค/กลุ่มการเมืองใดในตอนนี้ เเละพรรคประชาชนมีข้อกล่าวหาว่าอาจกระทำกฎหมายเลือกตั้งสส.เเละอาจโดนยุบพรรค  กรรมการบริหารพรรคอาจโดนตัดสิทธิทางการเมือง คือกรณีพรรคประชาชนขอข้อมูลเลเซอร์ไออีหลังบัตรประชาชนจากสมาชิกพรรคเเละยังไม่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมข้อมูลกับกรมการปกครอง แต่พรรคอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ก็ตาม กรณีนี้เเกนนำบางคนในพรรคประชาชนจึงออกมากดดันการทำงานของกกต.ก็เป็นได้“เเหล่งข่าวระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อนึ่งช่วงการรณรงค์การรับสมัครบุคคลเข้าสมัครรับการสรรหาเป็นสว.นั้นพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เเละอดีตหัวหน้าพรรคอนาตตใหม่ได้จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ชุดใหม่ในปี 2567  ส่วนนายยิ่งชีพเเละเว็บไซต์ไอลอว์นั้นได้ติดตามการสมัครสว.ในตอนนั้นเเละพบว่าบางกลุ่มเมือง/บางพรรคก็ส่งผู้สมัครสว.ด้วยเเต่จำนวนมากไม่ผ่านการสรรหา