ปธน.อิหร่านลั่น ไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ ปฏิเสธพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ปธน.อิหร่านลั่น ไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ ปฏิเสธพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

23 ก.ย. 2569 22:37 น.

ปธน.อิหร่านลั่น ไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ ปฏิเสธพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีอิหร่านประกาศกลางเวทีประชุม UNGA ว่าประเทศของเขาจะไม่ยอมก้มหัวให้การข่มขู่ พร้อมยืนยันว่า พวกเขาพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติ และไม่ยอมรับที่เทคโนโลยีนี้อยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

ในวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ไม่ยอมสยบต่อการข่มขู่ และเรียกร้องความยุติธรรมให้กับประเทศ

นายเปเซชเคียนตอบโต้สุนทรพจน์เมื่อวานนี้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่านเป็นผู้ก่อการร้าย โดยโต้กลับว่า “อิหร่านต่างหากที่เป็นเหยื่อของการก่อการร้าย”

เขายกตัวอย่างเหตุโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมีนับ (Minab) เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ฝีมือสหรัฐฯ และอิสราเอล จนทำให้มีเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 120 คนและครู 26 คน รวมถึงการสังหารอดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านอีกหลายคน

อนึ่ง ขณะที่นายเปเซชเคียนกำลังกล่าวถึงการโจมตีสังหารเด็กและประชาชน ผู้แทนของสหรัฐฯ เพียงคนเดียวในห้องประชุมก็ลุกเดินออกไปทันที

ประธานาธิบดีอิหร่านยืนยันด้วยว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ของอิหร่านมีไว้เพื่อ “ความก้าวหน้าอย่างสันติ” เช่น การเกษตรและการผลิตไฟฟ้า ไม่ใช่เพื่อสร้างอาวุธข่มขู่ใคร

เขาลั่นวาจาว่า อิหร่านไม่ยอมรับการที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์จะเป็นสิ่งเฉพาะสำหรับประเทศแค่หยิบมือ และจะไม่ยอมละทิ้งสิทธิ์อันชอบธรรมนี้ โดยระบุชัดเจนว่าอิหร่าน “ไม่เอาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ต้องไม่มีการจำกัดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ”

นายเปเซชเคียนชี้ว่าการพัฒนาระบบป้องกันประเทศและกำลังทางทหารเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้ใครกล้ามาวางแผนทิ้งระเบิดใส่เมืองต่างๆ ของอิหร่านแล้วรอดไปได้โดยไม่มีการตอบโต้

เขาประกาศด้วยว่า อิหร่านจะไม่ยอมให้ประเทศใดใช้ช่องแคบฮอร์มุซในการรุกรานหรือสร้างความไม่มั่นคงต่ออิหร่าน ในขณะที่กีดกันไม่ให้เตหะรานเข้าถึงน่านน้ำของตนเอง สื่อถึงการที่สหรัฐฯ กำลังใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล เพื่อสกัดเรือสินค้าของอิหร่าน และปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน

เปเซชเคียนเตือนทรัมป์ด้วยว่า การกดดัน มาตรการคว่ำบาตร และการรังแกกัน (Bullying) มีแต่จะทำให้การต่อสู้และแรงต้านของชาวอิหร่านเพิ่มสูงขึ้น

เขาย้ำว่า “อิหร่านจะไม่มีวันก้มหัวหรือยอมสยบ” พร้อมเตือนว่าโลกที่ใช้กำลังทหารแทนความชอบธรรม ใช้การก่อการร้ายแทนการเมือง และใช้สงครามแทนการเจรจา จะเป็นโลกที่ไม่ปลอดภัย

อิหร่านพร้อมยื่นมือสร้างความร่วมมือกับทั่วโลกเพื่อสันติภาพที่แท้จริง เพราะเชื่อว่าในภูมิภาคนี้จะไม่มีใครปลอดภัยได้เพียงลำพัง “ถ้าไม่สร้างความมั่นคงร่วมกัน ก็ต้องเผชิญความไม่มั่นคงไปด้วยกัน” ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สายการบินอิหร่านยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง หลังสหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตร

สายการบินอิหร่านยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง หลังสหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตร

23 ก.ย. 2569 22:03 น.

สายการบินอิหร่านยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง หลังสหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตร

สายการบินอิหร่านยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศหลายเส้นทาง หลังจากสหรัฐฯ ยกระดับการคว่ำบาตรภาคการบินของพวกเขา เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินต่างๆ ของอิหร่านจำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศหลายเส้นทาง ในวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 หลังจากสหรัฐฯ ยกระดับการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมการบินของอิหร่าน โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหม่

เส้นทางที่ได้รับผลกระทบได้แก่ เที่ยวบินไปยังกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก กับกรุงมัสกัต ของโอมาน, เที่ยวบินไปประเทศกาตาร์, จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจาน ก็ถูกระงับให้บริการ ขณะที่สนามบินในแบกแดดและมัสกัตปฏิเสธการรองรับเที่ยวบินจากอิหร่านแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ขู่จะ “สั่งปิด” สายการบินอิหร่าน และเตือนประเทศอื่นๆ ว่า หากให้การสนับสนุนเที่ยวบินอิหร่าน เช่น เติมน้ำมัน ให้บริการภาคพื้น หรือขายตั๋ว ประเทศนั้นจะถูกตัดออกจากระบบเงินดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเปิดรับเที่ยวบินจากอิหร่าน โดยจีนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรนี้และชี้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นอกจากนั้นสายการบินขนาดเล็กของอิหร่านยังคงให้บริการเที่ยวบินไปยังอิสตันบูล (ตุรกี), อาร์เมเนีย, คาบูล (อัฟกานิสถาน), ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และเมืองนาจาฟ (อิรัก) ด้วย

นอกจากผลกระทบต่อสายการบินแล้ว บริษัททัวร์ในอิหร่านยังชะลอการขายตั๋วชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อผู้แสวงบุญชาวชีอะห์ที่จะเดินทางระหว่างอิหร่านและอิรัก โดยอิหร่านพยายามเจรจาย้ายเส้นทางบินจากแบกแดดไปลงที่เมืองนาจาฟแทน

ขณะเดียวกัน ประชาชนบางส่วนเริ่มพิจารณาปรับเปลี่ยนไปใช้การเดินทางทางบก แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้นมากก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“ฮุน มาเนต” ลั่นกัมพูชาจะไม่เป็น “แหล่งหลบภัย” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายฐานแก๊งคอลขนาดเล็กหมดประเทศ

"ฮุน มาเนต" ลั่นกัมพูชาจะไม่เป็น "แหล่งหลบภัย" แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายฐานแก๊งคอลขนาดเล็กหมดประเทศ

23 ก.ย. 2569 15:25 น.

“ฮุน มาเนต” ลั่นกัมพูชาจะไม่เป็น “แหล่งหลบภัย” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายฐานแก๊งคอลขนาดเล็กหมดประเทศ

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ประกาศว่ากัมพูชาจะไม่ยอมให้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการหรือ “แหล่งหลบภัย” ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมยืนยันนโยบายปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง ชี้กัมพูชาได้ “ทลายแหล่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ขนาดเล็กทั้งหมดลงอย่างราบคาบ” ขณะที่ทางการระบุว่า ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2025 ถึง 31 ส.ค. 2026 ทางการอายัดเงินในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่ง 446 คดี ผู้ต้องหา 3,927 คน เข้าสู่กระบวนการศาล

ในการกล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ หรือ ICCOS-2026 ที่กรุงพนมเปญ ระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน ภายใต้หัวข้อ “ร่วมมือกันตัดวงจรและขจัดการหลอกลวงออนไลน์” นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ประกาศว่า กัมพูชาจะไม่เป็น “แหล่งหลบภัย” สำหรับการหลอกลวงทางออนไลน์ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง 

ฮุน มาเนต กล่าวว่า กัมพูชาต้องการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศจะไม่เป็นแหล่งหลบภัยสำหรับการดำเนินงานของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติจำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงความกล้าที่จะจัดการกับช่องโหว่เชิงระบบและปัญหาที่ซับซ้อนโดยตรง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยันว่า รัฐบาลใช้นโยบาย “ไม่ยอมรับการหลอกลวงออนไลน์โดยเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีการถอย” พร้อมระบุว่าการบังคับใช้กฎหมายถือเป็นภารกิจด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เพื่อสร้างภาพลักษณ์

ฮุน มาเนตประกาศว่า “ปัจจุบันไม่มีแหล่งปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์เหลืออยู่” ในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา และระบุว่ามาตรการของรัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงการรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมที่มีอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง ตลอดจนฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อเศรษฐกิจ บรรยากาศการลงทุน การท่องเที่ยว และความปลอดภัยของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ฮุน มาเนตเตือนว่าเครือข่ายอาชญากรรมอาจปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินงาน ด้วยการแยกตัวออกเป็นกลุ่มขนาดเล็กและกระจายตัวมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามและหันมาโจมตีชาวกัมพูชาโดยตรง จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกัมพูชาและเมียนมา กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยมีทั้งผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมและผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในสถานที่ปฏิบัติการหลอกลวง

รูปแบบการหลอกลวงมีตั้งแต่การสร้างความสัมพันธ์ปลอมเพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน ไปจนถึงการชักชวนให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีหรือโครงการลงทุนปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี

รัฐบาลกัมพูชายืนยันว่า ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากกัมพูชา และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ โดยการเข้ามาของเครือข่ายดังกล่าวส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของธุรกิจการพนันออนไลน์และธุรกิจคาสิโน ก่อนที่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติจะพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ ช่องโหว่ด้านกฎระเบียบ และเครือข่ายโทรคมนาคมข้ามพรมแดน

ขณะเดียวกัน นักวิจัยบางรายระบุว่า หลังการปราบปราม แก๊งหลอกลวงบางส่วนอาจย้ายไปยังสถานที่ขนาดเล็กและไม่เป็นที่สังเกตมากขึ้น และมีข้อกล่าวหาว่าศูนย์บางแห่งได้รับข้อมูลล่วงหน้าก่อนการบุกตรวจค้น

ข้อมูลจากคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชา หรือ CCOS ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2026 ทางการกัมพูชาอายัดเงินในบัญชีธนาคารที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ได้มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการส่งคดี 446 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา 3,927 คน เข้าสู่กระบวนการศาล นอกจากนี้ ทางการยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ โดยมี 4 คดี ผู้ต้องหา 15 คน ซึ่งรวมถึงรองอัยการ รองอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง รองผู้บัญชาการตำรวจเทศบาลกรุงพนมเปญ อดีตอธิบดีจากกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเฉพาะทางเข้าตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัย 832 แห่ง และดำเนินการปราบปรามใน 663 แห่ง โดยในจำนวนนี้สามารถเข้าควบคุมศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงขนาดใหญ่ได้ 86 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายเพื่อยึดทรัพย์สินของสถานที่เหล่านั้น

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า การปราบปรามทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการตรวจสอบสถานที่จำนวนมาก รวมถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคาสิโนและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ พร้อมส่งผู้ต้องหาจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เดลฟีน ชานซ์ ผู้แทนระดับภูมิภาคของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC กล่าวชื่นชมความพยายามของกัมพูชา แต่เตือนว่ายังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ

ด้านหยาง เหวยหลิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ชื่นชมความร่วมมือระหว่างกัมพูชากับจีน พร้อมกล่าวว่าไม่มีประเทศใดสามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้โดยลำพัง และไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าประชาคมระหว่างประเทศต้องตระหนักว่ารากฐานที่เอื้อต่อการฉ้อโกงผ่านระบบโทรคมนาคมยังไม่ได้ถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์

ขณะที่สตีเฟน ฟลอเรส เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและการร่วมรับภาระในการต่อสู้กับอาชญากรรม

ข้อมูลของสหรัฐฯ ระบุว่า เฉพาะปี 2568 องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถหลอกเงินจากชาวอเมริกันได้อย่างน้อย 18,200 ล้านดอลลาร์ ผ่านกลโกงที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า เครือข่ายคุ้มครองระดับผู้มีอิทธิพล รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและสถานที่ที่ใช้ดำเนินธุรกิจหลอกลวงยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผู้ดำเนินการย้ายหรือรวมกลุ่มกลับมาได้อีกครั้ง

การประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ICCOS-2026 จัดขึ้นที่กรุงพนมเปญระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน โดยมีผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ ประเทศในอาเซียน ตลอดจนผู้แทนจากอินเตอร์โพล, UNODC และศูนย์ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคงแบบบูรณาการล้านช้าง-แม่โขง หรือ LMLECC เข้าร่วม

เป้าหมายหลักของการประชุมคือทำความเข้าใจวิวัฒนาการของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ เสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติในการสกัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ผู้จัดการประชุมยังคาดหวังให้มีการรับรอง “ปฏิญญาพนมเปญว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์” ในวันที่ 24 กันยายน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในการตัดวงจรและขจัดเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไข.

ที่มา Cambodia Ministry of Information / AFP

ตั้ม บ้าพลัง บุกสภาฯ แต่งตัวเป็นโคนัน ทำแสบเปิดตัวลูกพี่ โชว์ป๋องแป้ง ยันมาทวงโควตาสลากผู้พิการ แฉกลโกงฟอกเงินเว็บพนัน-สแกมเมอร์

24 กันยายน 2569 เวลา 16:00 น.

24 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เดินทางมาให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์และการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์เพื่อการดำรงชีพของทหารผ่านศึก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง สภาผู้แทนราษฎร

โดยทนายตั้มแต่งตัวเป็นยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ซึ่งมาพร้อมกับแว่นขยายของโคนัน โดยขับรถสปอร์ต Nissan GT-R (R35) สีแดง ล้อเลียนรถสปอร์ตหรู ลัมโบร์กินี ของ กัน จอมพลัง

ก่อนการให้สัมภาษณ์ ทนายตั้มได้เปิดตัวลูกพี่ คือ หยิบกระป๋องแป้งเด็กแคร์สีฟ้าออกมาจากเสื้อสูท โชว์ต่อสื่อมวลชน ก่อนที่จะระบุว่า ตอนนี้ลูกพี่ผมน่าจะว่างอยู่ เพราะฝ่ายค้านก็ไม่ใช่ ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ใช่ ก่อนจะบอกว่า ลูกพี่ของผม “ชื่อแป้ง” เป็นลูกพี่ที่คุ้มครองกะลาหัวผมอยู่ทุกวันนี้ และหอมแป้งโชว์สื่อมวลชน

ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้ตอนมาในลุคของโคนัน เพื่อตามหาความจริง ใครขโมยสลากผู้พิการต้องมีการค้นหากัน และอย่างที่เห็นว่าวันนี้ตนมาด้วยรถคันสีแดง ถึงจะไม่ใช่ลัมโบร์กีนี แต่รับรองว่าชุดแต่งไม่ใช่ของปลอมแน่นอน ไม่เหมือนลัมโบร์กีนีของใครก็ไม่รู้ ที่ใช้ชุดแต่งปลอม และถูกอายัดทะเบียน

ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์และการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์เพื่อการดำรงชีพของทหารผ่านศึก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง มาพูดในเรื่องของสลาก ไม่อยากให้มี อินฟูเอ็นเซอร์ รับบริจาคทำเท่อยู่คนเดียว อยากจะแก้ปัญหาในเชิงระบบโครงสร้าง หากเราแก้ในเรื่องระบบได้ ทางผู้พิการก็ไม่จำเป็นไปแบมือขอรับเงินบริจาคใคร สามารถประกอบอาชีพด้วยตนเองได้ เขาไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร ผมคุยกับผู้พิการที่มาร่วมกับผม 500 คน เขาอยากจะทำงานด้วยตัวเอง อยากให้เขาได้โควต้าสลากในการดำรงชีพ

“วันนี้ผมจะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง เกี่ยวกับ รปภ.คนหนึ่ง ขโมยสลากของคนพิการ งวดหนึ่งประมาน 2 แสนฉบับ 1 เดือน 4 แสนฉบับ โดยจะไปร่วมมือกับคนขายลอตเตอรี่ออนไลน์ ปัจจุบันมีอยู่เจ้าหนึ่ง โดยใครถูกรางวัล 10 ใบ 60 ล้านบาท โดยที่เจ้าของสลากออนไลน์ก็จะนำเงินสดไปให้ มีโปรโมชั่นไม่หักค่าภาษี ได้รับเงินเต็มๆ ในการถูกลอตเตอรี่ เสร็จแล้วเขาจะได้สลากมา รปภ.จะนำสลากแม่แร่ขายกับเว็บพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ที่ต้องการจะฟอกเงิน โดยไปขายต่อเพิ่มอีก 20% จาก 60 ล้านบาท จะกลายเป็น 72 ล้านบาท ได้ส่วนต่าง 12 ล้านบาท โดยจะเอาเศษเงินกระดูกนิดหน่อย ไปช่วยเหลือคน ไปบริจาคตรงนั้นตรงนี้ ผมบอกเลยเมื่อก่อนคนเขาเกรงใจ ไม่ได้เกรงใจ รปภ.คนนี้ แต่เขาเกรงใจคุณหนุ่ม กันภัย แต่วันนี้คุณหนุ่ม กันภัย หลุดจากสายสนิท วันนี้มันถึงโดนอ้วกขนาดนี้” ทนายตั้ม กล่าว

เมื่อถามว่า การเปิดตัวพูดถึงแป้ง ซึ่งสังคมรับรู้ว่าหมายถึงใคร แสดงว่ามีข้อมูลเชิงลึกหรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า ไม่มีอะไรมาก เข้ามาที่สภาผู้ทรงเกียรติ จะเข้ามาโดยที่ไม่มีใครเป็นแบ็คไม่ได้ เดี๋ยวจะเหมือนทนายธรรมราช ที่ให้ สก.แรบบิท จ้างคนไปตบเขา ผมก็กลัวเหมือนกัน ผมจึงต้องให้ลูกพี่ผมมาด้วย อยู่ใกล้ตัวมันอุ่นใจ จะได้ไม่มีใครจ้างคนมาตบระหว่างสัมภาษณ์

เมื่อถามว่า แล้วใครเป็นลูกพี่อยู่เบื้องหลัง ทนายตั้มได้หยิบกระป๋องแป้งจากกระเป๋าเสื้อสูทมาโชว์ผู้สื่อข่าวและบอกว่า “นี่แหละ ลูกพี่ทนายตั้มบ้าพลัง คือคนนี้เลย แต่วันนี้เค้าใส่ชุดสีฟ้ามา ปกติใส่ชุดสีเขียว ตอนนี้เขากำลังคิดอยู่ว่า เดี๋ยวจะไปรวมกับสีน้ำเงิน มันจะเป็นสีอะไรดี หรือเป็นสีฟ้าดี เขายังสับสนกับชีวิตอยู่ รอเขาหายสับสน เขาจะรู้”

เมื่อถามว่า สิ่งที่ทนายตั้มพูด เชื่อมโยงกับการเมือง มีวาระอะไรซ่อนเร้นอยู่ ทนายตั้ม กล่าวว่า ไม่มี แต่เหมือนเป็นพรรครอ ยังไม่มีอะไรมาก รอร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า การที่ออกมาพูดแบบนี้ ไม่กลัวหรือ ทนายตั้ม กล่าวว่า ถ้ากลัวก็ไม่ออกมา เมื่อถามย้ำว่า มีพระดี มีแบ็คกดี หรือมีเรื่องอะไรๆ อยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า “พูดแบบไม่ติดตลก ผมไม่มีแบ็กสักคน กับบิ๊กโจ๊กผมก็เลิกคบไปแล้ว ตอนนี้แบ็กผมใครรู้ไหม เป็นคนพิการทั่วประเทศ ให้กำลังใจและส่งกำลังใจให้ผม รวมถึงประชาชนที่เห็นด้วย”

ทนายตั้ม กล่าวว่า หลังจากนี้จะประสานกับกระทรวงแรงงาน ให้ผู้พิการมีงานทำ โดยวันนี้ตนไม่ได้มาร้อง กมธ.แต่ช่วยเหลือพูดคุยเรื่องปัญหาโควต้าสลากผู้พิการ ซึ่งวันนี้จะมีการเชิญองค์การทหารผ่านศึกมาด้วย

เมื่อถามว่า จะมีความหวังให้ รปภ.คนนั้นคลายโควต้าสลากล็อตเตอรี่หรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า วันนี้มาพูดเรื่องปลาสลิดดีกว่า ซึ่งคนไทยอยากกินปลาสลิดแน่นอน (ฉายาของ กัน จอมพลัง) แต่เรื่องต่อจากปลาสลิด คนไทยจะกินไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของอิฐ หิน ปูน ทราย ที่มาเข้าหูผม

เมื่อถามถึงกรณีมีผู้เสียหายไปร้องเรียน กับนายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ว่ามูลนิธิกันจอมพลัง ขอปลาดสลิด 1.2 ตัน เพื่อไปช่วยเจ้าหน้าที่ ในช่วงเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดี ที่ผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อ ทนายตั้ม กล่าวว่า ตนได้ทราบเรื่องนี้กับนายธนกฤตมาบางส่วน แต่ต้องบอกด้วยว่าธนกฤตยังเห็นกันเป็นน้อง จึงรู้สึกไม่อยากโจมตีอะไรกัน แต่เมื่อมีคนมาร้องเขาก็ต้องช่วยเหลือประชาชน โดยพาไปหน่วยงานต่างๆ ที่น่าจะช่วยเหลือได้ ซึ่งตนรู้มาว่าหลังจากไปขอร้อง ก็มีสายมาข่มขู่ป้าคนนั้นที่ไปร้องเรียน ก่อนจะพูดว่า ”ให้ไปถามนายธนกฤตจะดีกว่า“

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการให้สัมภาษณ์ทนายตั้ม ได้เดินไปที่ห้องอาหารสภาชั้น B2 ฝั่ง สส.ซึ่งมีเด็กนักเรียนมาเยี่ยมชมอาคารรัฐสภากรี๊ดและขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะเดินไปดูฝ้าโรงอาหารของสภาที่เคยถล่มลงมา หลังจากนั้นได้หยิบไมค์ของนักศึกษาที่มาร้องเพลงเปิดหมวก เอามาร้องเพลง โดยได้ร้องเพลง “ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน” ของ ดา เอ็นโดรฟิน ก่อนจะระบุว่า จำเป็นต้องร้องแบบนี้เพื่อหลบลิขสิทธิ์

โดยก่อนที่จะขึ้นไปประชุมกับ กมธ. ทนายตั้ม ได้จับมือพูดคุยทักทายกับ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อีกด้วย

ธนกร จี้เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวเงินกองทุนประกันสังคม ชี้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน หวั่น 20-40 ปีข้างหน้า กองทุนอาจมีเงินจ่ายบำนาญได้ไม่ครบถ้วน

24 กันยายน 2569 เวลา 15:51 น.

“ธนกร”จี้เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวเงินกองทุนประกันสังคม ชี้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน หวั่น 20-40 ปีข้างหน้า กองทุนอาจมีเงินจ่ายบำนาญได้ไม่ครบถ้วน ลั่นหน้าที่ของกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่แค่มีเงินกองไว้ แต่ต้องดูแลคนทำงานในวันที่แก่เฒ่า ให้ได้บำนาญมากพอใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

24 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่แค่รายงานตัวเลขทางบัญชีทั่วไป แต่ส่งสัญญาณเตือนถึงประเด็นที่ต้องรีบหาทางแก้ไข เพราะเงินทุกบาทในกองทุนนี้ คือความมั่นคงในชีวิตของคนทำงาน เป็นเงินที่พี่น้องประชาชนส่งสมทบไว้ในวันที่เขายังมีเรี่ยวแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่า ในวันที่เขาเจ็บป่วย ตกงาน หรือในวันที่ร่างกายทำงานต่อไม่ไหว ระบบนี้จะยังดูแลเขาได้

ทั้งนี้ หากเราดูตัวเลขในรายงานอย่างผิวเผิน ณ สิ้นปี 2567 กองทุนประกันสังคมมีสินทรัพย์รวมสูงถึงประมาณ 2.72 ล้านล้านบาท แต่คำถามคือ เรามั่นใจได้หรือไม่ว่า ในอีก 20 30 หรือ 40 ปีข้างหน้า กองทุนจะยังคงมีเงินจ่ายบำนาญให้กับคนทำงานในวันนี้ได้อย่างครบถ้วน

นายธนกร กล่าวต่อว่า ไส้ในของรายงานเราจะเริ่มเห็นเค้าลางของปัญหา ประการแรกคือ ภาระที่พุ่งสูงขึ้น เฉพาะค่าใช้จ่ายกรณีชราภาพในปี 2567 สูงถึง 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 15% และไม่แน่ว่าปีต่อๆ ไปจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเท่าไหร่ ตามโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัยของไทย และระบบของกองทุนชราภาพ ที่กำหนดสูตรบำนาญไว้ล่วงหน้า ไม่ได้จ่ายบำนาญตามจำนวนเงินที่ผู้ประกันตนได้จ่ายสมทบเข้ากองทุน ทำให้รายรับกับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน ประการที่สองคือ ข้อสังเกตจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุชัดเจนว่า การรับรู้ประมาณการหนี้สินกรณีชราภาพ ณ สิ้นปี 2567 ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึงประมาณ 294,676 ล้านบาท ตัวเลขนี้กำลังเตือนสติเราว่า ในการประเมินฐานะกองทุนบำนาญ เราจะมองแค่เงินในกระเป๋าที่มีวันนี้ไม่ได้ แต่เราต้องประเมินภาระหนี้สินในอนาคตที่เราสัญญาไว้กับคนทำงานด้วย ว่าเงินก้อนนี้มันเพียงพอหรือไม่

นายธนกร กล่าวอีกว่า ขอเสนอแนวทางแก้ไขในระดับโครงสร้าง 3 ประการ ดังนี้ 1.ยกระดับการบริหารกองทุนให้เป็นมืออาชีพ เรากำลังบริหารเงินลงทุนกว่า 2.6 ล้านล้านบาท เงินระดับนี้ต้องมีความชัดเจนว่า ใครกำหนดนโยบาย ใครลงทุน ใครบริหารความเสี่ยง และใครวัดผล เราต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีระบบที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะมันคือหยาดเหงื่อและหลักประกันของพี่น้องผู้ประกันตน 2.บริหารการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ การเพิ่มผลตอบแทนเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผลตอบแทนที่สูงย่อมตามมาด้วยความเสี่ยง สิ่งที่เราต้องทำคือ การกำหนดเป้าหมายระยะยาว กระจายการลงทุนอย่างชาญฉลาด และมีระบบควบคุมความเสี่ยงที่สอดรับกับภาระผูกพันของกองทุน และ 3.กล้าทบทวนทั้งฝั่งรายรับ และฝั่งสิทธิประโยชน์ให้เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการขยายเพดานค่าจ้าง อัตราเงินสมทบ หรือการปรับสูตรคำนวณบำนาญ ทุกครั้งที่เราจะปรับระบบ เราต้องประเมินทั้งเรื่องภาระลูกจ้าง นายจ้าง ความยั่งยืนของกองทุน และบำนาญ ที่คาดว่าจะได้รับว่าเพียงพอแล้วหรือยัง

“สถาบันวิจัย TDRI เคยประเมินไว้ว่า หากโครงสร้างระบบประกันสังคมยังเป็นแบบเดิม รายจ่ายของกองทุนบำนาญมีแนวโน้มจะแซงหน้ารายรับภายในปี 2580 แรงกดดันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น วันนี้เรายังมีเวลา ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยลุกขึ้นมาแก้ หากเราเริ่มวันนี้ เรายังสามารถค่อยๆ ปรับตัวได้ ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยการประเมินฐานะระยะยาวของกองทุนให้สาธารณชนได้รับทราบ ประเมินไปอีก 20-30 ปีข้างหน้า สถานะรายรับ-รายจ่ายจะเป็นอย่างไร และหากต้องมีการปรับปรุงระบบ ใครจะต้องเป็นผู้ร่วมรับภาระนี้บ้าง เราไม่ควรทิ้งระเบิดเวลานี้ไว้ให้คนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเพียงลำพัง เพราะหน้าที่ของกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่แค่การมีเงินกองไว้ในวันนี้ แต่คือการรักษาสัญญาที่จะดูแลพี่น้องคนทำงานไปจนถึงวันที่พวกเขาแก่เฒ่า ให้ได้บำนาญในจำนวนที่มากเพียงพอใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีด้วย” นายธนกร กล่าว

เทพไท วิเคราะห์ 4 สัญญาน กล้าธรรม เพื่อหวังร่วมรัฐบาล

24 กันยายน 2569 เวลา 15:42 น.

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สัญญาน4ข้อ ของกล้าธรรม เพื่อหวังร่วมรัฐบาล

หลังจากกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านมีปัญหากัน ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคกล้าธรรม มีการตัดชื่อวิปของพรรคกล้าธรรมออกจากคณะกรรมการประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้านไปทั้งหมด เพื่อต้องการให้พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ต้องมาอยู่ภายใต้การประชุม หรืออาณัติของพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน และมีกระแสข่าวหนึ่งว่า พรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเอง จึงทำให้ไม่มีการตั้งคำถามว่า การที่พรรคกล้าธรรมออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เกิดจากพรรคกล้าธรรมขอถอนตัว หรือถูกไล่ออกจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

แม้ว่าความเห็นต่างระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน จากกรณีที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ปฏิบัติตามมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และอาจจะนำมาสู่การยื่นญัตติอภิปรายไว้วางใจรัฐบาล ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาในพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ จึงจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม ตัดชื่อคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้านในส่วนของพรรคกล้าธรรมออกไปก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามว่า ทำไมพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพ และไม่มีการลงชื่อในญัตติอภิปรายไว้วางใจ หรืออาจจะลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สอดคล้องกัน

จากกรณีที่พรรคกล้าธรรมต้องการที่จะปรับสถานะของตัวเอง จากพรรคร่วมฝ่ายค้านไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีตั้งแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ใหม่ๆ แต่ด้วยเงื่อนไขและข้อตกลงในการจัดตั้งรัฐบาลไม่ลงตัว จึงทำให้พรรคกล้าธรรมต้องมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านโดยความจำเป็น และตลอดระยะเวลาที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือพรรคฝ่ายคอย พรรคกล้าธรรมได้แสดงไมตรีต่อพรรคภูมิใจไทย เพื่อต้องการจะร่วมรัฐบาลหลายครั้ง อย่างน้อยที่เห็นอยู่ 4 ปรากฏการณ์สำคัญ คือ

1.ในกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกพรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาล ว่าขัดต่อรัฐรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงชื่อในคำร้องอย่างพร้อมเพรียง แต่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงชื่อในคำร้องร่วมกับฝ่ายค้านอื่นๆ

2.ในการพิจารณาพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล มติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โหวตไม่รับร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล และเปิดโอกาสให้สามารถใช้สิทธิ์งดออกเสียงได้ แต่พรรคกล้าธรรมไม่ได้โหวตตามมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้าน กลับมีมติโหวตสวนมติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน คือ โหวตรับร่างพรบ.งบประมาณประจำปีของรัฐบาล

3.จากกรณีคดีฮั้วส.ว.ที่มีการพิจารณาของคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วส.ว. ซึ่งมีรัฐมนตรี ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีความผูกพันและเกี่ยวข้องกับพยานในคดีฮั้วส.ว.อย่างน้อย3คน คือนายเอกราช ช่างเหลา นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช นายอัษฎางค์ แสวงการ ได้หนังสือขอกลับคำให้การต่อประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง ทำให้คดีฮั้วส.ว.ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ถูกตัดตอนไป ไม่โดนสั่งฟ้องและไม่โดนคดียุบพรรค

4.หลังจากมีปัญหากัน ระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน และมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ จะเห็นการโพสต์ของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม เป็นภาพที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สวมนาฬิกาคาสิโอ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล มอบให้ เป็นการแสดงให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า มีข้อตกลง มีการหมั้นหมาย และมีการพูดคุยกันถึงอนาคตการร่วมรัฐบาล

เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ 4 ข้อที่เกิดขึ้น มีความชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมมีความฝักใฝ่ในการเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น จึงทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้แสดงออกเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย จึงตัดสินใจตัดรายชื่อวิปในส่วนของพรรคกล้าธรรมออกไป

ซึ่งต้องจับตาดูว่า เมื่อพรรคกล้าธรรมไปเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระแล้ว จะได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลตามที่รอคอยเมื่อไหร่หรือไม่

‘สีหศักดิ์’ เผยนายกฯ เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรก ใน UNGA ชูสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รื้อฟื้นโลกยึดกติกา

24 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.


‘สีหศักดิ์’ เผยนายกฯ เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรก ใน UNGA ชูสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รื้อฟื้นโลกยึดกติกา

วันที่ 23 กันยายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว,การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่นครนิวยอร์ก ถึงการเดินทางมาเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) สมัยที่ 81 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ว่า ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายกฯ มากล่าวสุนทรพจน์ใน UNGA หัวข้อของปีนี้คือโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงมีความผันแปร เราจะทำอย่างไรจึงจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โลกตอนนี้มีความแตกแยก มีการแข่งขัน ระบบพหุภาคี ซึ่งมีสหประชาชาติเป็นแกนกลางถูกบั่นทอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คิดว่าทุกคนเห็นว่าสำคัญคือการที่เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และความมั่นใจในระบบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ สร้างความมั่นใจในสถาบันสหประชาชาติซึ่งถือว่ามีหน้าที่ค้ำจุนระบบดังกล่าว ซึ่งเป็นโจทย์ที่ตั้งมาสำหรับปีนี้

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การกล่าวสุนทรพจน์ของนายกฯจะเน้นการแสดงวิสัยทัศน์ของท่านและของไทยในประเด็นเหล่านี้ เราเป็นห่วงเหมือนกับทุกประเทศว่าโลกในขณะนี้เป็นโลกที่ไร้กติกา เราต้องหาทางรื้อฟื้นโลกที่มีการยึดมั่นในกติกา แต่แน่นอนว่ามันจะเป็นแบบเดิมไม่ได้ เพราะโลกก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว มันไม่ได้มีขั้วอำนาจเดียวหรือสองขั้วอำนาจแต่มีหลายขั้วอำนาจ และมีประเทศที่แต่ก่อนไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น ตอนที่เขาตั้งระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นระเบียบโลกใหม่ที่เราจะต้องร่วมกันสร้าง ซึ่งมีสหประชาชาติแกนกลางก็ต้องเป็นระเบียบโลกที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเป็นระเบียบโลกที่ทุกคนมีส่วนร่วมและมีส่วนรับผิดชอบ

รักชนก ฟาดแรง เลขาฯประกันสังคม ทำงานห่วย ปมให้ข้อมูลขัดกฎหมาย ห้ามนำโพยเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

24 กันยายน 2569 เวลา 13:35 น.

’ไอซ์ รักชนก‘ จวกยับ ‘เลขาฯประกันสังคม’ ทำงานห่วย มีระบบราชการคุ้มกะลาหัว ไม่เข้าใจให้ข้อมูลขัดกฎหมาย ปมนำโพยเข้าคูหาเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ ชี้กฎหมายห้ามเฉพาะสื่อผู้สมัคร ลั่นอย่าทำผู้ประกันตนใช้สิทธิ์ยาก โอ่ลั่นถ้าเป็น ‘รมว.แรงงาน’ จะเรียกมาคุย ปลุกชวนประชาชน ถ่าย ‘คลิป-ภาพ’ หลักฐาน หากหน่วยไหนมีปัญหา ขอแรง ‘ผู้ประกันตน‘ ช่วงโค้งท้าย กำจัด ’เห็บ-หมัด‘ ที่กัดกินมา 30 ปี

วันที่ 24 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวก่อนการประชุม กมธ. เพื่อติดตามการใช้งบประมาณการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

โดยน.ส.รักชนก ได้กล่าวถึง การจดโพยเข้าไปเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ภายหลังที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ออกมาให้สัมภาษณ์แบบกำกวมว่าจะสามารถนำโพยเข้าไปได้หรือไม่ว่า ยืนยันว่า ในมาตรา 44 ได้ระบุชัดเจนว่า ห้ามนำสิ่งที่เกี่ยวข้องที่เป็นสื่อของผู้สมัครเข้าไปในคูหาเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นเอกสารส่วนตัว เช่น กระดาษที่พกเข้าไปเอง ก็ควรจะตีความว่า สามารถนำเข้าไปได้ ซึ่งตนเองไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ทำไมถึงออกมาให้ข้อมูลที่ขัดกับตัวบทกฎหมาย

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า เข้าใจว่า มติวันที่ 9 กันยายน มีเอกสารออกมาให้พวกเราหลายคนได้อ่านแล้ว ซึ่งอ้างอิงจากคำพิพากษาของศาลในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งสามารถที่จะนำโพยเข้าไปได้ จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดสำนักงานประกันสังคม มีความพยายามที่จะทำให้การไปใช้สิทธิ์ มีความยากลำบาก เพราะหากตีความตามตัวบทกฎหมาย และตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็ควรที่จะสามารถนำโพยเข้าไปได้ แต่การออกมาสื่อสารว่า ไม่สามารถนำเอกสารเข้าไปได้ หรือให้เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่นั้น เลขาธิการประกันสังคมคิดว่า เจ้าหน้าที่จะทำอย่างไร ซึ่งเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ก็จะต้องปกป้องตัวเองก่อน เพราะไม่อยากตัดสินอะไรที่ลำบาก ก็ต้องห้ามนำโพยเข้าอยู่แล้วแน่นอน

“ถ้าดิฉันเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเรียกเลขาธิการประกันสังคมเข้าไปคุยว่า ท่านเป็นข้าราชการมาตั้งนาน ทำไมท่านถึงบิดเบือนตัวบทกฎหมาย อ่านดูก็รู้อยู่แล้วว่า มันน่าจะต้องตีความยังไง ทำไมถึงยังบิดเบือนให้คนเข้าใจผิด แล้วทำไมถึงต้องทำให้ผู้ประกันตน ไปใช้สิทธิ์ยาก แต่บังเอิญว่า ดิฉันก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดิฉันก็ไม่ได้มีอำนาจนั้น แต่ถ้ามีก็คงจะทำ“ น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ทางที่เซฟที่สุดก็คงเป็นการจดใส่มือ ตามที่หลายคนได้แนะนำกัน และขอแนะนำว่า ถ้าวันจริงใครไปใช้สิทธิ์แล้วพนักงานประกันสังคม คนไหนที่มีปัญหา ขอถ่ายคลิปวิดีโอ และภาพถ่ายไว้ แล้วส่งมาที่ตนเอง ซึ่งจะตามหาตัว และหลังจากการเลือกตั้ง ก็จะดำเนินการในส่วนที่คณะกรรมาธิการสามารถจะดำเนินการได้ แต่ก็ไม่อยากให้สำนักงานประกันสังคมลุแก่อำนาจมากไปกว่านี้ เพราะการเลือกตั้งก็มีความยากลำบากอยู่แล้ว ก็หวังว่า ในวันเลือกตั้งจะไม่มีความวุ่นวาย อย่างไรก็ตามก็ต้องขอแรงผู้ประกันตนเพราะไม่มีอะไรที่ไว้ใจได้

“คูหาจะเปิดตั้งแต่ 08.00 – 16.00 น. ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงของทุกท่าน กว่าเราจะหากันได้แต่ละคะแนน มันยากลำบาก แต่ว่าการที่มันจะหายไป มันหายไปได้ง่ายมาก จากคนที่ขานเขาขานผิด หรือขานว่า เป็นบัตรเสียหาย มันง่ายมาก ดังนั้นก็อยากจะเชิญชวนว่า หลังจากการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ถ้ามีเวลาดูการนับคะแนนต่อ ดิฉันคิดว่าคงใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงในการนับคะแนน“ น.ส.รักชนก กล่าวว่า

เมื่อถามว่า มองเรื่องการทำงานของสำนักงานประกันสังคม ในการประชาสัมพันธ์บอร์ดเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเองเคยไปถาม ประชาชนในในพื้นที่ที่มีมนุษย์เงินเดือนจำนวนมาก เช่น สยาม, นนทรี หรือสีลม และแม้กระทั่งประชาชนที่อยู่ในเมืองชั้นใน และใช้โซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องได้ติดตามข่าวสารนั้น พบว่ามี ประมาณ 70% ยังไม่ทราบเลยว่า จะมีการเลือกตั้ง และ 90% ไม่ทราบว่า บอร์ดประกันสังคมมีหน้าที่อะไร จึงขอตั้งคำถามกับสำนักงานประกันสังคมว่า งบประชาสัมพันธ์ของประกันสังคม ที่ทุกปีจะมีงบประชาสัมพันธ์อยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท และงบเลือกตั้ง 270 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นงบเฉพาะการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งประกันสังคม 40 ล้านบาท จึงอยากถามว่า เอาไปทำอะไร เอาเงินไปละลายกับอะไรหมด เพราะหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพิ่งจะมีการ Kick-off จากสำนักงานประกันสังคม หรือเริ่มจัดซื้อสร้างเอกสาร ที่ออกไปรณรงค์ ทำให้เห็นความจริงใจของสำนักงานประกันสังคม

“รู้มาเป็นปีแล้วว่า จะมีการเลือกตั้ง แต่เพิ่งทำเอกสารในการรณรงค์ในเดือนสุดท้าย และการเลขาธิการประกันสังคม ไปแจกแผ่นประชาสัมพันธ์ ด้วยตนเอง ประมาณ 2-3 อาทิตย์ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง จึงขอตั้งคำถามว่า ถ้าท่านมีความจริงใจจริง ๆ นี่คือ การเตรียมตัวของสำนักงานประกันสังคมเหรอ ถ้าท่านทำงานในบริษัทเอกชน ท่านทำงานห่วยแตกแบบนี้ ท่านไม่มีโอกาสได้ไปต่อนะคะ แต่โชคดีไงที่ท่านยังอยู่ในระบบราชการ และระบบระเบียบต่าง ๆ มันคุ้มกะลาหัวพวกท่านได้ ทำให้พวกท่านทำงานห่วย ๆ แล้วยังสามารถอยู่ในสำนักงานประกันสังคมต่อไปได้“ น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้ประกันตน และไม่ได้เป็นนายจ้าง แต่ตนเองอยากจะเห็นสำนักงานประกันสังคมให้ดีขึ้นมีความโปร่งใส และอยากจะทำให้คนที่มีมีการทุจริตคอร์รัปชัน เห็บ-หมัด ที่มีการกัดกินประกันสังคมมาอย่างยาวนานตลอด 30 ปีต้องถูกจัดการ ซึ่งถ้าเรามีเจตจำนงตรงกันที่อยากเห็นสำนักงานประกันสังคมดีขึ้น ต้องขอแรงทุกคนในโค้งสุดท้าย ให้ช่วยกันจริง ๆ

‘ชวน หลีกภัย’ โพสต์คลิปยินดี ‘เนเน่ รอยัล’ คว้าแชมป์ AGT ชู ‘มารยาทไทย’ ประทับใจคนทั่วโลก

24 กันยายน 2569 เวลา 13:25 น.

ชวน หลีกภัย

หลังจากที่ เนเน่ รอยัล สาวไทยวัย 16 ปี คว้าแชมป์ America Got Talent Season 21 สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรก

ล่าสุดวันนี้ 24 กันยายน 2569 นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตนายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปวิดีโอแสดงความยินดีกับ เนเน่ รอยัล คว้าแชมป์ AGT ได้สำเร็จ พร้อมข้อความ “ขอแสดงความยินดีกับน้องแพรว”เนเน่ รอยัล” คว้าแชมป์ AGT ครับ”

ชวน หลีกภัย

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีความยาว 2 นาที 44 วินาที โดยนายชวน หลีกภัย ได้กล่าวไว้ดังนี้ “ผมก็เป็นส่วนหนึ่งของคนไทยทั่วไปนะครับ ที่ขอแสดงความยินดีกับน้องเนเน่ ในโอกาสของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ แต่ว่าอยากจะถือโอกาสนี้ทบทวนว่า เมื่อเราดูประวัติความเป็นมาของความเติบโตของน้องเนเน่ จะเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญมากในการวางรากฐานให้กับลูก ก็ขอแสดงความชื่นชมคุณพ่อคุณแม่ ความจริงผมโดยส่วนตัวก็เคยทำหนังสือแสดงความยินดีให้กำลังใจไปตั้งแต่ต้น เพราะว่าคุณพ่อเขาเป็นคนจังหวัดตรัง

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสิ่งที่น้องเนเน่ทำให้คนทั่วโลกมีความชื่นชมและก็ประทับใจ เป็นประโยชน์ยิ่งแก่ประเทศชาติและคนไทยก็คือ กิริยามารยาทนะครับ กิริยาการยกมือไหว้ ความสุภาพ เหล่านี้มันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงไทย คนไทย ที่ไม่มีชาติใดเหมือน อันนี้ก็ทำให้ความรู้สึกของคนทั่วโลกมีความรู้สึกประทับใจตั้งแต่ต้น ไม่เฉพาะเรื่องการแสดงที่เป็นความสามารถ

ส่วนความสำเร็จ ผมว่านอกเหนือจากความเป็นอัจฉริยะของตัวน้องเนเน่เองแล้ว สิ่งหนึ่งก็คือครูและผู้ให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งชาวต่างชาติที่ให้กีตาร์ เอ่อ ที่สำคัญแก่น้องเนเน่ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นมีความ มีสายตาที่ไกลนะครับ แล้วก็มองออกว่าเด็กคนนี้มีความสามารถพิเศษ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ประกอบกันก็เลยทำให้เกิดความสำเร็จ

เพราะฉะนั้นขออนุญาตแสดงความยินดีกับน้องเนเน่ด้วยความจริงใจ และคิดว่าประเทศชาติเรา ถือว่าคนไทยคนหนึ่ง ไม่ว่าน้องเนเน่จะเกิดที่ภูเก็ตหรือที่ไหนก็ตาม แต่น้องเนเน่คือตัวแทนของชาวไทยทั้งประเทศที่ให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าคนไทยมีความสามารถ

ซึ่งความจริงถ้าพูดไปแล้ว เรายังมีนักกีฬาและบุคคลสำคัญอื่นๆ เช่น คุณลิซ่า น้องจีโน่ เหล่านี้ล้วนแต่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยทั้งสิ้น รวมทั้งบุคคลที่ผมไม่ได้เอ่ยถึงนะครับ นักกีฬารุ่นก่อน แล้วรวมไปถึงทีมวอลเลย์บอลหญิง ทีมวอลเลย์บอลหญิงชาติไทย ซึ่งประสบความสำเร็จ แล้วก็ทำให้ภาพของประเทศไทยโดดเด่นขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนควรจะภาคภูมิใจ แล้วก็แสดงความยินดีด้วยความจริงใจครับ สวัสดีครับ”

ชวน หลีกภัย

ไม่นานหลังจากคลิปวิดีโอแสดงความยินดีของ ชวน หลีกภัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ รุ่นหลังควรจะดูเป็นต้นแบบ เครารพรักนะคะ”

“น้องเนเน่ กลายเป็นไอดอล ของคนทั้งโลกครับท่าน”

“น้องอยู่ในสังคมสากลด้วยใช่ไหมคือภูเก็ตจึงทำได้ปราดเปรียวในทุกท่วงท่าการเล่นเหมือนเคยชินเป็นกิจวัตร”

“ท่านชวนเป็นนักการเมืองที่ควรยกย่องที่สุดคะ รักเนเน่นะคะ”

“อัจฉริยะสร้างได้ จริงๆ จากมือ พ่อแม่”

“ยินดีเช่นกันค่ะ ขอให้ลุงชวนสุขภาพแข็งแรงนะคะ”

“ความมุมานะพยายาม 9-16 ขวบแห่งการสะสมประสบการณ์ อดทนต่อสู้”

“ขอให้ท่านชวนสุขภาพแข็งแรงนะคะเป็นนักการเมืองต่อไปค่ะรักที่สุดค่ะ”

“ยินดีกะน้องเนเน่เช่นกันค่ะ เคารพและรักลุงชวนเสมอค่ะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะคะ”

“ชื่นชมและนับถือท่านชวนค่ะ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยดลบันดาลให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงค่ะ”

ชวน หลีกภัย
ชวน หลีกภัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ชวน หลีกภัย Chuan Leekpai

‘เอกนิติ’เบี้ยวตอบกระทู้สด ‘กรณ์’บี้ถามปมสอบสวน ‘วรภัค’ ถูกสหรัฐคว่ำบาตร โยงสแกมเมอร์

24 กันยายน 2569 เวลา 13:22 น.

‘รมว.คลัง’ เบี้ยวตอบกระทู้ปมสอบสวน ‘วรภัค’ โยง ‘สแกมเมอร์ข้ามชาติ’ ด้าน ’กรณ์‘ บี้ ‘ปธ.กลต.’ ทำงานตามกฎหมาย ปราบ ‘ทุนเทา-ทุจริต’ อย่าเอื้อประโยชน์

วันที่ 24 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.45น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงกระทู้ถามสด นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดต่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ถึงการตรวจสอบ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง หลังมีชื่อที่ทางการสหรัฐอเมิกาให้สอบสวนว่าเข้าเกณฑ์คว่ำบาตรจากความเกี่ยวข้องกับอาชญากรมสแกมเมอร์ข้ามชาติหรือไม่ และการกำกับการทำงานของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)

ทั้งนี้นายโสภณ แจ้งว่า นายเอกนิติ ติดภารกิจสำคัญ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไปก่อน ตามข้อบังคับ แต่ให้นายกรณ์อภิปรายเพื่อฝากคำถามไปยังรมว.คลัง

ซึ่งนายกรณ์ กล่าวว่า กระบวนการของไทย หากมีความเป็นไปได้ว่าทางการสหรัฐอเมริกาขอความร่วมมือมายังรัฐบาลไทยให้สืบสวนนายวรภัค ซึ่งตนขอถามถึงท่าทีของรัฐบาลและ รมว.คลังง นอกจากนี้ ยังฝากคำถามที่เป็นความกังวลต่อการทำงานของ กลต. ที่บังคับใช้กฎหมายล่าช้า ทั้งนี้รัฐบาลเคยติดตาม ตั้งคำถามกับ กลต. หรือพอใจกับการทำงานที่ล่าช้าหรือไม่

“กฎหมายของไทยมีครบถ้วน แต่ประเด็นทุนเทา ทุจริต ฉ้อโกงในตลาดหลักทรัพย์ได้ผลลัพธ์ที่น้อยกว่า กฎหมายมี อำนาจมีแต่ผลลัพธ์ไม่ปรากฎ เป็นเหตุให้ต้องตั้งคำถามต่อตัวบุคคลว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายหรือไม่ ทั้งนี้กับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งประธาน กลต. มีประวัติ เงื่อนงำที่เกี่ยวข้องกับการลงนามเอ็มโอยูกับกลุ่มทุนเทา ผมขอตั้งคำถามว่าทำงานจริง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกปราบปรามหรือไม่” นายกรณ์ กล่าว