ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

“ศุภมาส” บุกหาดใหญ่ ลุยตรวจคลินิกเสริมความงาม ลั่น! ทุกคลินิกต้องมีสัญญา เจอเอาเปรียบผู้บริโภคฟันทันที

วันนี้ (8 มิถุนายน 2569) เวลา 14.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจคลินิกเสริมความงาม ณ ห้างเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ร่วมด้วย โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เทศบาลนครหาดใหญ่ และสภาองค์กรของผู้บริโภค หน่วยประจำจังหวัดสงขลา ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภค

ศุภมาส

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ของ สคบ. พบว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 การร้องทุกข์ในพื้นที่จังหวัดสงขลา อันดับ 1 คือ เรื่องคลินิกเสริมความงาม โดยส่วนใหญ่เป็นการขอเงินคืนเพราะยังไม่ได้ใช้บริการจากกรณีที่คลินิกปิดกิจการหรือไม่สามารถให้บริการได้ รองลงมาคือซื้อแล้วเปลี่ยนใจไม่มาใช้บริการ และการบาดเจ็บหรือผลข้างเคียงจากการเสริมความงาม ซึ่งพอทราบว่าเจ้าหน้าที่กำลังลงตรวจในพื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุด ตนจึงไปดูด้วยตนเอง อยากเห็นกับตาว่าผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และผู้บริโภคได้รับบริการที่ปลอดภัยจริง

อำนาจหน้าที่ของ สคบ. คือการควบคุมสัญญา ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ที่กำหนดให้ธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 คลินิกทุกแห่งต้องจัดทำสัญญาและส่งมอบให้ผู้รับบริการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริโภคเสียหายจริง สคบ. ฟ้องคดีแทนได้ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บสัญญากลับไปตรวจสอบ หากพบข้อสัญญาที่ไม่เป็นไปตามประกาศ สคบ. จะดำเนินคดีทันที

ศุภมาส

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญามาตรฐานระบุสิทธิของผู้บริโภคไว้ชัดเจน ทั้งสิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันและได้รับเงินคืนเต็มจำนวนหากยังไม่ใช้บริการ สิทธิขอเงินคืนตามสัดส่วนเมื่อคลินิกปิดกิจการ ปิดปรับปรุง ย้ายสถานที่ หรือมีใบรับรองแพทย์ว่าการใช้บริการต่อไปอาจเสี่ยงอันตราย รวมถึงกำหนดคืนเงินภายใน 15 วันสำหรับเงินสด เงินโอน และเช็ค หรือภายใน 45 วันสำหรับบัตรเครดิต  พร้อมระบุว่า การกำกับดูแลคลินิกเสริมความงามยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายของหน่วยงานอื่นอีกหลายฉบับ สคบ. จึงทำงานร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และแพทยสภา เพื่อตรวจสอบทั้งใบอนุญาต มาตรฐานการให้บริการ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“ขอย้ำว่าทุกคลินิกเสริมความงามต้องทำสัญญาให้ถูกต้องและส่งมอบให้ผู้รับบริการ ส่วนประชาชนก่อนเข้ารับบริการ ขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตของสถานประกอบการ ดูเครื่องหมาย อย. ของผลิตภัณฑ์ และเก็บสัญญาไว้ทุกฉบับ อย่าหลงเชื่อโฆษณาราคาถูกผิดปกติหรือคำโฆษณาออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจเสียทั้งเงินและเสี่ยงต่อชีวิต หากผู้ประกอบการรายใดเอาเปรียบผู้บริโภค สคบ. จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาสกล่าว

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

“อัครนันท์” ลุยปัตตานีติดตามเงินเยียวยา “ครูปาตีเมาะ” ลั่นครูใต้คือนักรบแถวหน้า

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ โดยได้รับมอบหมายจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และคุณปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษาของ รมช.ศธ. ลงพื้นที่โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ มอบเงินเยียวยา และอำนวยความสะดวกด้านเอกสารให้แก่ครอบครัว “ครูปาตีเมาะ ยาโงะ” ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมรับฟังปัญหาและให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่

ครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ศธ. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสีย และหวังให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่โดยเร็ว ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะครูในพื้นที่ที่ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าในการสอนทั้งวิชาสามัญและศาสนา ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ ทั้งนี้ ศธ. ได้เข้ามาเร่งรัดสิทธิ์เยียวยาจากกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนจำนวน 4 ล้านบาท พร้อมมอบทุนการศึกษาให้บุตรของครูปาตีเมาะทุกคนจนจบปริญญาตรี และเตรียมผลักดันนโยบายเพิ่มงบสนับสนุนรวมถึงขยายสวัสดิการครูเอกชนนอกระบบให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า  บุคลากรทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ทิ้งไม่ได้ และเราคือกระทรวงแห่งความหวังในการสร้างชาติ หน่วยงานยุคใหม่จะมุ่งมั่นทลายทุกข้อจำกัดและดูแลสวัสดิภาพของนักรบแถวหน้าทางการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยความจริงใจ โดยจะไม่ปล่อยให้ใครต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป” นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.07 น.

กรมที่ดินแจงข้อเท็จจริง นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่มีข่าวทางสื่อมวลชนว่า ปรากฏเอกสารบันทึกการประชุม ระบุว่า นายชัย ชิดชอบ ยอมรับว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นที่ดินการรถไฟฯ และทำเรื่องขออาศัยที่ดินจากการรถไฟฯ นั้น ทำให้สื่อมวลชนตลอดจนประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของกรมที่ดิน จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. ตามสัญญาอาศัยที่ดิน ซึ่ง นายชัย ชิดชอบ ได้ทำสัญญากับการรถไฟฯ เมื่อปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ 6 – 1 – 98 ไร่ นั้น ตรวจสอบแล้วตำแหน่งที่ดินอยู่ในบริเวณกิโลเมตรที่ 5.6 และอยู่ในแนวเขต รางรถไฟข้างละ 100 เมตร กรมที่ดินยืนยันว่า ไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าว เนื้อที่ตามสัญญาอาศัยมีเพียง 6 – 1 – 98 ไร่ ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดินแปลงอื่นและเนื้อที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ แต่อย่างใด

2. จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่รางรถไฟตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลาฯ มีระยะทาง     ยาวประมาณ 6.2 กิโลเมตร โดยมีแนวเขตรางรถไฟ ดังนี้

– กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2 แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร

– กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54     แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร

– กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2   แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ซึ่งในบริเวณแนวเขตรางรถไฟดังกล่าวไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด หากเกินกว่าระยะแนวเขตรางรถไฟ การรถไฟฯ ได้รับรองแนวเขตที่ดินให้ทุกแปลงที่ออกเอกสารสิทธิโดยไม่เคยหวงกันพื้นที่แต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า การรถไฟฯ ยอมรับสิทธิของตนเฉพาะแนวเขตรางรถไฟ  ตามนัยดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น

กรมที่ดินขอเรียนว่า การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ด และตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กรมที่ดินได้ดำเนินการไปตามระเบียบกฎหมาย   ที่เกี่ยวข้องทุกประการ ซึ่งข้อพิพาทในบริเวณที่ดินระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ได้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว จึงควรรอผลการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำพิพากษา   หรือคำสั่งเป็นประการใดคู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องปฏิบัติตามต่อไป

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน ชี้การปล่อยผ่านแค่ปีภาษีนี้ ไม่ใช่ทางออก  

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา(ครม.เงา)พรรคประชาชน ถึงประเด็นหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า แม้ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ออกมาแถลงและยืนยันการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ของคณะกรรมการกองทุน แต่ไม่ใช่การทบทวนมติครม. ซึ่งในรายละเอียดที่ให้ต่อมา คือ รอบปีภาษีนี้คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ เนื่องจากลูก ๆ ได้ลดหย่อนภาษีไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ที่จะยืนยันหรือขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังขอได้อยู่แม้ลูกจะเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี แต่ในปีภาษีหน้าก็จะกลับไปเป็นตามมติ ครม. เดิม คือถ้าลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่พ่อแม่ก็จะถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อนั้น เราคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาอยู่ซึ่งเราไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้รวมกันได้ เพราะการที่ลูกอุปการะ ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่อยู่ในสถานะที่ไม่เดือดร้อน 

“ขอเสนอแนะให้รัฐบาล ทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดหย่อนภาษีของลูกและพ่อแม่ รวมถึงเกณฑ์การถือครองที่ดิน 10 ไร่ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แข็งมาก พบว่ามีเกษตรกรที่อาจมีที่ดินเกิน 10 ไร่แต่ไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ยังอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเกณฑ์เรื่องหนี้สิน 100,000 บาท จะทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่ได้เข้าเกณฑ์นี้ ขณะที่เรื่องของรถยนต์ไม่ว่าจะมีกรรมสิทธิ์ มาเป็นระยะเวลานานแล้วมูลค่ารถยนต์จริงไม่เหลือแล้ว หรือเป็นรถยนต์ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิ์เช่นเดียวกัน เรื่องนี้มีปัญหาเยอะมากในหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ จึงขอเรียกร้องให้มีการทบทวนมติ ครม. อีกครั้งหนึ่ง 

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

‘เท้ง‘ ถามตรง ‘อนุทิน-สุชาติ’ จะเลือก ‘คนไทย’ หรือ ‘นายทุนเหมือง’ หลังทำเฉยเมินแก้ ‘สารพิษ’ ตกค้างใน ’แม่น้ำ6สาย‘ จี้ ‘รัฐบาล’ ตั้งงบฯ ช่วยประชาชนได้รับผลกระทบ เจรจา-วางแผนตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน สิ่งแวดล้อม สุขภาพคน พ่วงออกกฎหมายลูกสกัดนำเข้าแร่ที่ผลิตไม่ได้คุณภาพ  
 
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชนว่า ตนอยากเรียกร้องตรงไปยังรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤตสารพิษในแม่น้ำ 6 สาย คือ กก โขง สาละวิน กระบุรี ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ระนอง โดยขอส่งคำถามตรงไปยังนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตกลงแล้วท่านอยู่ข้างประชาชนคนไทย หรือเลือกอยู่ข้างเดียวกับประเทศของคนที่เป็นเจ้าของเหมือง ที่กำลังก่อมลพิษ สร้างผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมาก 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ตนกล่าวเช่นนี้ เพราะการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจของตัวเอง ในการออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็น ยังไม่เห็นรัฐบาลใช้อำนาจในการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาตนและพรรคประชาชนพยายามผลักดันการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำสายต่างๆ มาถึง 3 รัฐบาล แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด ทั้งนี้ เรามองว่า มาตรการเร่งด่วนที่ควรทำทันที คือ 1. การใช้คน คือส่งตัวแทนไปเจรจาในเวทีพหุภาคีระหว่าง ไทย จีน เมียนมา และลาว โดยจะต้องมีการออกแผนปฏิบัติการในการตรวจคุณภาพดิน ตรวจคุณภาพน้ำ ตรวจคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสุขภาพของประชาชน อย่างสม่ำเสมอและมีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับร่วมกัน ตลอดจนการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เหมือง การขนส่ง การนำเข้าและการส่งออก 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า 2.ใช้กฎ ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ. แร่ มาตรา 104 เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการขนแร่พิษ เช่น การประกาศว่า การนำเข้าแร่ต่างๆ เช่น แร่ rare earths พลวง ดีบุก จะต้องขออนุญาตเพื่อจะได้ตรวจสอบต้นตอมาจากเหมืองที่ไม่ได้มีการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน ว่าแร่ที่กำลังจะนำเข้ามามีการจัดการที่ถูกต้อง ก็ต้องห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด และ3. การจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสารพิษตกค้างเป็นเวลานาน ที่เราอยากเห็นคือในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่กำลังจะเสนอเข้าสู่สภาฯภายในสิ้นเดือนนี้จนถึงต้นเดือนหน้า อย่างน้อยควรมีโครงการที่ใช้ในการปรับปรุง ตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงน้ำประปา การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การเพิ่มห้องแล็บตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน  และส่วนสุดท้ายคืองบฯ เยียวยาเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษดังกล่าว

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

นายกฯ นำคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน–สุสานโฮจิมินห์ สะท้อนความเคารพต่อประวัติศาสตร์ชาติ ตอกย้ำมิตรภาพไทย–เวียดนามบนพื้นฐานแห่งความไว้วางใจ

วันที่ 8 มิถุนายน 69 เวลา 14.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญในการเยือนอย่างเป็นทางการที่สะท้อนถึงการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของประชาชนชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อวางพวงมาลาและแสดงความเคารพต่อประธานโฮจิมินห์ อดีตผู้นำผู้ได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติของเวียดนาม และมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศสู่เอกราช โดยบริเวณจัตุรัสบาดิ่งห์ยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ประธานโฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 1945

การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและการหารือเต็มคณะระหว่างสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

”วิโรจน์“ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก. ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายวิโรจน์ ลัคนาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn -วิโรจน์ ลัคคณาดิศร ระบุว่า เนื่องจากมีประชาชนในเขตพระนครสอบถามผมเข้ามามากว่า ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน นั้นเป็นใครกันแน่ เพราะพบว่า มีผู้สมัคร 2 ท่าน ที่ใช้ป้ายหาเสียงเป็นโทนสีส้ม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัคร ส.ก. ทั้งสองท่าน ตลอดจนประชาชนที่ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมขออนุญาตชี้แจง เพื่อให้เกิดความชัดเจนนะครับ ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน เราชื่อว่า “อดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์” เบอร์ 5 สังเกตรูปที่ป้าย และรูปที่ติดบอร์ด จะมีโลโก้พรรค สามเหลี่ยมหัวกลับสีส้ม

วิโรจน์ ลัคนาอดิศร

ส่วนอีกท่านหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ศศิธร ประสิทธิ์พรอุดม” ที่ป้ายเขียนว่า “ส.ก.ของประชาชน” นั้นเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคประชาชน จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งให้กับชาวเขตพระนครทราบ 28 มิถุนายน 2569 จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ไม่เผลอจำสลับกันครับ

วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

รัฐบาลเปิดสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย.นี้ ย้ำร้านค้าเลือกได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น เริ่มรับออร์เดอร์ 15 มิ.ย.นี้

8 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขยายช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” โดยเปิดให้ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในประเภทธุรกิจอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ลงทะเบียนเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร้านค้าสามารถเลือกผูกบัญชีกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว โดยเมื่อยืนยันการสมัครแล้วจะ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมก่อนดำเนินการสมัคร

สำหรับร้านค้าที่ไม่มีสาขา สามารถสมัครได้ผ่านแบนเนอร์ “สมัครใช้งานฟู้ดเดลิเวอรี” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยกดยอมรับเงื่อนไข เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการสมัคร กรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP และรอผลการพิจารณาอนุมัติจากระบบ

ส่วนร้านค้าที่มีหลายสาขา จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม โดย สาขาหลักต้องเป็นผู้เลือกแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากทุกสาขาในร้านค้าจะต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน หากสาขาหลักประสงค์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเลือกเมนู “ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” จากนั้นกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากแพลตฟอร์มที่เลือก ยืนยันข้อมูลและยืนยันตัวตน เมื่อสาขาหลักได้รับการอนุมัติแล้ว สาขาย่อยจะสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันได้ โดยไม่สามารถเลือกแพลตฟอร์มอื่นแตกต่างจากสาขาหลัก

ในกรณีที่สาขาหลักไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการเปิดโอกาสให้สาขาย่อยเข้าร่วม สาขาหลักสามารถเลือกเมนู “ไม่ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” เพื่อกำหนดแพลตฟอร์มกลางสำหรับร้านค้าได้ จากนั้นสาขาย่อยที่ต้องการเข้าร่วมสามารถเข้าไปสมัครผ่านแอปถุงเงิน โดยระบบจะแสดงเฉพาะแพลตฟอร์มที่สาขาหลักเลือกไว้ และดำเนินการกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้า ยืนยันข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย OTP ตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีหลายสาขาสามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะบางสาขาได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกสาขา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร้านค้าที่สมัครและเชื่อมต่อระบบสำเร็จจะสามารถเริ่มรับคำสั่งซื้อภายใต้โครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 และรับออร์เดอร์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 21.00 น. โดยร้านค้าจะทราบผลการสมัครภายในวันถัดไปผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี จะช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าในระบบออนไลน์ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว.

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

นายกฯพบเอกชนไทยในเวียดนาม ย้ำเติบโตไปด้วยกัน ดันลงทุนข้ามพรมแดน หนุนภาคธุรกิจไทยขยายตลาดอาเซียน

8 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้อง Junior Ballroom โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เริ่มต้นภารกิจแรกหลังเดินทางถึงกรุงฮานอย ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยพบหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในเวียดนาม เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมหารือในครั้งนี้มาจากหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้างและการผลิต ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม และมีศักยภาพในการขยายการค้าการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดยมีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมการหารือกว่า 30 คน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในเวียดนาม พร้อมระบุว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งเช่นกัน สะท้อนถึงความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม และส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค มีความพร้อมที่จะนำศักยภาพของทั้งสองประเทศมาผสานกันเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวคิดว่า “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องจากการเติบโตของทั้งสองประเทศส่งผลเชิงบวกต่อกัน โดยเวียดนามมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรม การบริการ โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงกับภูมิภาค จึงมีศักยภาพที่จะร่วมกันเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในการขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเวียดนาม

สำหรับการเยือนเวียดนามครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าพบหารือกับผู้นำระดับสูงของเวียดนาม ทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม โดยในการหารือจะครอบคลุมเรื่องที่ภาคเอกชนสะท้อนมา และจะโฟกัสการส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และการสร้างสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน (Ease of Doing Business) รวมทั้งผลักดันการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

โอกาสนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม  กล่าวชื่นชม วิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และฝ่ายความมั่นคง เป็นคณะใหญ่ที่สุดที่เคยเดินทางมาเยือนเวียดนาม   รวมถึงการพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนามครั้งนี้ ถือเป็น โมเดล “ทีมไทยแลนด์ พลัส”  คือภาครัฐ-เอกชน จับมือร่วมกันทำงานยังเป็นการมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจแบบรอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม อย่างเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน   

ขณะที่ผู้แทนภาคเอกชนไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้พบหารือในวันนี้ พร้อมได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม รวมทั้งจุดแข็งและแนวปฏิบัติที่ดีของเวียดนามในการส่งเสริมการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งนี้ แม้จะมีความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังมีโอกาสที่ไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและต่อยอดความร่วมมือกับเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดการหารือว่า การรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ

“รัฐบาลนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกท่าน ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจของคนไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป” นายกรัฐมนตรีกล่าว

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

1.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มอมตะกับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate)
2.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มบริษัท CP กับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

แสวง เลี่ยงตอบปมร้อน ไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อวืดตำแหน่ง บอกเป็นเพียงผู้รับประเมินไม่มีความเห็น โยน กกต.คณะใหญ่ตอบ ส่วนพิจารณาคดีสว.ยกก้อนหรือไม่ รับเริ่มพิจารณาแล้ว

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีรายงานข่าวได้รับการประเมินจากการทำงานจาก กตต. ต่ำกว่า 60 % ซึ่งให้อาจหลุดจากตำแหน่ง ว่า ตนเป็นผู้รับประเมิน และย้ำว่าไม่มีความเห็น

เมื่อถามย้ำว่ามีรายงานข่าวว่า กกต.มีมติ 4:3 เสียง ไม่ผ่านการประเมินการทำงานนั้น นายแสวง กล่าวว่า ไม่มีความเห็น ซึ่งการประเมินนั้นหมดไปแล้วในการทำหน้า ที่เมื่อปี 2568 ในเดือนกันยายน และย้ำเพียงว่าเป็นเรื่องของคู่สัญญา

เมื่อถามว่ามีแนวโน้มที่จะส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความหรือไม่ นายแสวง เลี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยระบุสั้นๆ เพียงว่า มี ตนรู้เท่าที่ควรรู้

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดี สว.อยู่ในชั้นของกกต.แล้ว จะมีการพิจารณาแบบทยอยที่ละบุคคลหรือทั้งหมด นายแสวง กล่าวว่า การพิจารณาอยู่ที่กกตทั้ง 7 คน ซึ่ง คงจะเป็นการพิจารณาที่รอบคอบและสมบูรณ์ ตนไม่สามารถทราบได้ ก่อนกล่าวว่า หากเป็นข้อมูลในวันนี้ก็คือเริ่มที่จะพิจารณาแล้ว