นายกฯ ไม่หวั่น ไต้หวัน ออกแถลงการณ์ผิดหวังไทย ยันไทยยึดนโยบาย จีนเดียว

นายกฯ  ไม่หวั่น ไต้หวัน ออกแถลงการณ์ผิดหวังไทย ยันไทยยึดนโยบาย จีนเดียว

นายกฯ ไม่หวั่น ไต้หวัน ออกแถลงการณ์ผิดหวังไทย ยันไทยยึดนโยบาย จีนเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

นายกฯ  ไม่หวั่น ไต้หวัน ออกแถลงการณ์ผิดหวังไทย ปมเห็นพ้องจีนประกาศถ้อยแถลง ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ยืนยันไทยยึดนโยบาย จีนเดียว มั่นใจไม่กระทบฟรีวีซ่า-แรงงานไทย ย้ำสัมพันธ์สองชาติเข้าใจกันดี ไม่ต้องชี้แจงท่าทีไทย

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ของนายกรัฐมนตรีที่กำลังส่งผลกระทบบานปลาย เพราะถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดทางการทูตที่มองข้ามเรื่องความอ่อนไหวเรื่องไต้หวัน ว่า ไทยยืนนโยบาย ”จีนเดียว“ มาโดยตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เรื่องความร่วมมือต่างๆ หากไม่ขัดกับนโยบายไทยก็ไม่ปิดกั้น เพราะสำหรับไทยก็คือนโยบายจีนเดียว 

ผู้สื่อข่าวถามถึงแถลงการณ์ของไต้หวันที่แสดงความผิดหวังกับท่าทีของไทยในลงนามในถ้อยแถลงร่วมไทย-จีน ที่อ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็เป็นท่าทีของเขา เราก็รับทราบ ซึ่งนโยบายเรามีความชัดเจน

เมื่อถามว่า ท่าทีของไต้หวันจะส่งผลกระทบกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบในด้านนั้น 

เมื่อถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายทางการทูตอะไรที่จะไปทำความเข้าใจกับไต้หวันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เข้าใจกันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ไต้หวันจะมองว่าไทยเอนเอียงไปทางจีนไปร่วมกดดันเขาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นโยบายของเรา ”จีนเดียว“ ไม่เอนเอียง เมื่อถามว่า กระแสโซเชียลของไต้หวันกำลังมาแรง นายกฯ กล่าวว่า กระแสไม่พูดถึง 

เมื่อถามถึงกรณีที่ไต้หวันจะยกเลิกฟรีวีซ่าไทย และส่งกลับแรงงานไทย นายกฯ กล่าวว่า นโยบายของไทยมีความชัดเจน 

เมื่อถามว่า เราต้องทำเรื่องชี้แจงท่าทีของไทยไปยังไต้หวันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นโยายของไทยมีความชัดเจน 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุก 4 เดือน ปัณณพัทธ์ คดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ปี 64

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุก 4 เดือน ปัณณพัทธ์ คดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ปี 64

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จำคุก 4 เดือน ปัณณพัทธ์ คดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา ปี 64

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

23 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา หรือ #ม็อบ1กุมภา2564 ลงโทษปัณณพัทธ์ ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุก 4 เดือน ปรับ 14,000 บาท ก่อนให้รอการลงโทษไว้

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ ระบุว่า วันที่ 23 ก.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา หรือ #ม็อบ1กุมภา2564 ของ “ปัณณพัทธ์ จันทนางกูล” กับพวกรวม 7 คน ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, “มั่วสุมกันใช้กำลังประทุษร้ายฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215,“ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน” มาตรา 138 ประกอบมาตรา 140 และ “ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 297

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 (ปัณณพัทธ์) ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตาม ม.138 จำคุก 6 เดือน ปรับ 21,000 บาท กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 14,000 บาท

ส่วนจำเลยที่ 2 (เกียรติศักดิ์ พันธุ์เรณู) พิพากษาลงโทษฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตาม ม.140 จำคุก 3 ปี ปรับ 30,000 บาท กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท

สำหรับจำเลยที่ 3 – 7 ได้แก่ หัสดินทร์, พัชรวัฒน์, ใบบุญ, ณัฐพงศ์ และชาญชัย ตามลำดับ พิพากษาลงโทษฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน จำคุก 4 ปี ปรับ 60,000 บาท กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 30,000 บาท

ทั้งนี้ โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 – 7 ศาลอุทธรณ์กำหนดให้รอการลงโทษไว้ ขณะนี้ปัณณพัทธ์ได้ถูกควบคุมตัวไปยังใต้ถุนศาลเพื่อดำเนินการชำระค่าปรับต่อไป

ย้อนอ่านข่าวคดีนี้: https://tlhr2014.com/archives/58578

นายกฯ ประณามเหตุลอบทำร้ายทหารพราน-ปชช. สั่ง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด

นายกฯ ประณามเหตุลอบทำร้ายทหารพราน-ปชช. สั่ง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด

นายกฯ ประณามเหตุลอบทำร้ายทหารพราน-ปชช. สั่ง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

นายกฯ ประณามเหตุลอบทำร้ายทหารพราน-ปชช. ที่ จ.นราธิวาส สั่ง รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด 

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประณามเหตุก่อการร้ายนราธิวาส คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง และขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ชาวบ้านบาดเจ็บ 2 ราย เป็นการกระทำอุกอาจ สั่งติดตามผู้กระทำผิดใช้กฏหมายเด็ดขาดให้รับโทษสูงสุด 

นายกรัฐมนตรีประณามขบวนการก่อการร้าย เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเจรจา การพูดคุยสันติภาพ รัฐต้องหาแนวทางปรับปรุงการทำงาน ให้มีการข่าวที่รวดเร็ว และมีมาตรการป้องกันเหตุ ป้องกันตัวเองของเจ้าหน้าที่ที่ดีกว่านี้ 

นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ก่อเหตุ โดยได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการกำลังเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด 

พร้อมย้ำว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการก่อเหตุอุกอาจ มีลักษณะเป็นการก่อการร้ายที่มุ่งสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งรัฐบาลจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดและไม่ยอมให้ผู้ก่อเหตุลอยนวล

มากไปกว่านั้น นายกฯยังได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว  รวมทั้งให้ทุกหน่วย เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ สร้างความเชื่อมั่น และกำลังใจให้พี่น้องประชาชน 

“นายกรัฐมนตรีขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวทหารกล้าที่เสียสละและประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บ มอบหมายให้ต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือและดูแลทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้เยียวยาสูงสุดตามระเบียบกำหนดไว้” โฆษกรัฐบาล กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี แต่ในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องจากการปฏิบัติการของขบวนการก่อการร้ายที่มีเป้าหมายสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนและมุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมและภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ไม่อาจเจรจาต่อรองได้รัฐบาลจะดำเนินการจัดการด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

นายกฯ นำประชุม คตท. ลั่น ไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้ ยกตัวอย่างทุจริตท้องถิ่นตอนนี้แข่งกันทำงานแล้ว บอกให้ความร่วมมือทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ  

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ  น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการเข้าร่วม โดยนายอนุทิน กล่าวเปิดประชุมตอนหนึ่งว่า ในเวทีนานาชาติเราได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่ไว้วางใจจากนานาชาติ หัวใจของการปฏิรูปไม่ใช่แค่เพียงป้องกันการทุจริต แต่เป็นการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความโปร่งใสความรับผิดชอบและการตรวจสอบได้ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าระบบมีช่องว่าง ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเพิ่มคะแนนหรือจัดลำดับให้ดีขึ้น ลำดับที่เป็นความรู้สึกของประชาชนตนไม่นับ เพราะไปถามใครคนที่ไม่ชอบรัฐบาลก็บอกโกง คนชอบรัฐบาลก็บอกไม่โกงหาสาระอะไรไม่ได้ หาหลักฐานการอ้างอิงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องยึดถือเรื่องการอ้างอิง และมีหลักฐานมาประกอบเพื่อให้เป้าหมายของเราถูกต้อง

นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราไปถามว่าความรู้สึกของประชาชนทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างไรต่อเรื่องคอรัปชั่นแล้วได้คำตอบว่าไม่ดีระดับลดลงไปในอีกทางหนึ่งก็ทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหายลงไปด้วย เราต้องมาเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปรามดำเนินคดีอย่างเข้มงวดอย่างที่สุดตรงนี้คือสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาโดยตลอด เราได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับการคอรัปชั่นทุกรูปแบบ การค้ายาเสพติด ปราบปรามสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ มีการฟอกเงินมีการยึดทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รายงานมาตลอดว่าช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามามีการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกฎหมายไปแล้วประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เป็นสิ่งที่จับต้องได้มีหลักฐานอย่างชัดเจนและยังมี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ปปท.) คอยเป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนแจ้งความดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด 

นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานรับผิดชอบด้านนี้มากมาย ยกตัวอย่างเรื่องการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คนบอกว่าให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสอบสวนเองเท่ากับเอาจำเลยมาสอบตัวเองไม่ใช่เลย เพราะมีหน่วยงานที่เริ่มทำมาอยู่แล้ว อย่างป.ป.ช. ปปง. ปปท. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงมีคณะกรรมการที่ตนแต่งตั้งให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน ได้สืบสวนสอบสวนขยายผลและประสานทุกหน่วยงานทำให้การปราบปรามดำเนินคดีและการดำเนินการต่อการทุจริต เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งตอนนี้เหมือนแข่งกันทำด้วยซ้ำ ตนเชื่อว่าไม่มีหน่วยงานไหนหรือคนที่พยายามวิ่งเต้นหลุดคดีสามารถไปทำเช่นนั้นได้ เพราะมีหน่วยงานคู่ขนานทำงานอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนของรัฐบาลในการเข้าไปสร้างระบบ และสร้างความน่าเชื่อถือในการเร่งรัดป้องกันปราบปรามการกระทำทุจริตทุกรูปแบบ

และยังมี คตท.ชุดนี้ที่ประชุมกันอยู่ ก็ขอความร่วมมือให้เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงประสานงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ภาควิชาการให้ทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกันมีเป้าหมายเดียวกัน และผลักดันการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบและกระบวนการ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดใช้ดุลยพินิจเพื่อความโปร่งใสและยกระดับการต่อต้านทุจริต จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสู่การป้องกันเชิงระบบอย่างยั่งยืน รัฐบาลชุดนี้พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคตท.อย่างเต็มที่และขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงานด้วยความมุ่งมั่น กล้าปรับเปลี่ยนกล้าปฏิรูป และยืนยันสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาครัฐไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาลโปร่งใสได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนและนานาประเทศ ตนยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับพวกท่านในที่นี้

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

นายกฯ นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

“นายกฯ”นำแถลงปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายแก๊งลับลอบใช้ไฟหลวง ขุดบิตคอยน์ เสียหาย 280 ล้าน ยึดของกลาง 200 ล้านบาท ลั่น”กฟน.-กฟภ.”ต้องรู้เรื่อง ตามยึดทรัพย์จ่ายคืนค่าเสียหาย สั่ง”ศุลกากร”วางหลักเกณฑ์นำเข้า ขอ ปชช.มั่นใจ ตามลากคนผิดลงโทษ เตือนอย่าหลงเป็นเหยื่อเอี่ยวธุรกิจผิด

23 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT บุกตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมแถลงข่าว

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามทางเทคโนโลยีทุกรูปแบ บโดยเฉพาะการลักลอบการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการขุดเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคมสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อของการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ให้ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อสืบสวนขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นายทุน ผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ

นายกฯ กล่าวว่า การดำเนินการของรัฐไม่ได้มุ่งหมายเพียงการจับกุมหรือยึดของกลางเท่านั้น แต่มุ่งตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์พร้อมทั้งจะใช้มาตรการทางกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ โดยที่รัฐบาลจะสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม แต่จะไม่ยอมให้ใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางในการลักลอบใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคของประเทศ

ดังนั้น ขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับการเฝ้าระวัง และการตรวจสอบเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และจะรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับความเสียหายสูงสุดของการลักลอบใช้ไฟฟ้าสาธารณะ คือการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในการลักลอบต่อสายตรงผ่านหม้อแปลงต่างๆ ซึ่งธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายแก่ภาครัฐ จึงต้องทีการดำเนินการอย่างเต็มที่ยึดทรัพย์อย่างเดียวไม่พอ เพราะทรัพย์สินเหล่านี้จะมีมูลค่าต่อเมื่อเอามาประกอบธุรกรรม แต่ถ้าแยกชิ้นส่วนขายทอดตลาดแทบจะไม่มีราคา เพราะทรัพย์สินทางด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และเกิดความเสียหายง่าย

“จับมาแล้วนำมายึดอายัดไว้ภายใน 2 – 3 เดือน ของเหล่านี้ก็หมดสภาพ เราจึงไม่เน้นเรื่องนี้ แต่จะเน้นว่าใครเป็นผู้สนับสนุน ผู้ประกอบการ หรือใครเป็นลูกค้า และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดที่ปล่อยให้มีการลักลอบใช้ไฟฟ้า โดยที่จะบอกว่าไม่ทราบไม่ได้ เพราะการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากขนาดนี้ ผมมั่นใจว่า ทางการไฟฟ้าภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง จะต้องมีมีระบบมอนิเตอร์ว่ากระแสไฟถูกนำไปใช้ต้นทาง และปลายทางถูกนำไปแยกสายโดยที่ทำให้ไม่อยู่ในระบบ เราจึงต้องติดตามดำเนินคดียึดทรัพย์ยึดเงินลงทุนต่างๆให้เป็นของรัฐมากที่สุด เพื่อทดแทนความเสียหายที่พวกเขาได้ทำไป” นายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ นายกฯ ระบุว่า จะสั่งการให้กรมศุลกากรได้เข้ามาช่วยวางหลักเกณฑ์ว่าของเหล่านี้เข้ามาในประเทศได้อย่างไร เพราะไม่ได้เมดอินไทยแลนด์แน่นอน แต่เป็นการนำเข้า ต้องตรวจสอบว่านำเข้ามาเป็นสินค้าอะไร และนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณรมว.ยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยความเข้มแข็ง สามารถทลายเครือข่ายขุดบิตคอยน์ได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลให้คำยืนยันอีกครั้งว่า เราจะบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขยายผลดำเนินคดีต่อไป และขอเตือนไปยังผู้ที่ประกอบธุรกิจเช่นนี้ว่าขอให้เลิก เพราะการตรวจสอบการขยายผลจะเข้มข้นไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งฝ่ายปกครอง และตำรวจแต่ละพื้นที่จะรับช่วงต่องานนี้ไป ดังนั้น ท่านจะไม่รอดเป็นอันขาด และขอเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเป็นเหยื่อธุรกิจเช่นนี้ เพราะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ไม่สามารถฟ้องร้องค่าเสียหาย และไม่สามารถเรียกทรัพย์สินอื่นๆมาทดแทนได้แต่อย่างใด ถ้าอยากจะลงทุนให้ไปลงทุนในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าให้มิจฉาชีพเหล่านี้มาสร้างความไม่มั่นคงกับเงินออมเงินเก็บของพวกท่าน เพราะจะไม่มีทางได้กลับคืนมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลทั่วไป พร้อมตรวจยึดเครื่องขุดจำนวนมากที่เชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ดีเอสไอร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT เข้าตรวจค้น 7 จุดในจังหวัดสมุทรสาคร และนครปฐม หลังพบเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ด้วยการต่อตรงระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริเวณ (บูชชิ่ง) ด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งได้ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลจากทั้ง 2 จุด ได้ประมาณ 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าในโรงงานทั้ง 2 แห่ง เบื้องต้นประมาณ 280 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักอาศัย และสำนักงานของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวม 5 แห่ง ในพื้นที่จ.สมุทรสาคร และจ.นครปฐม โดยตรวจพบผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจยึดเอกสาร และพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมาก ซึ่งสามารถขยายผลดำเนินคดี รวมถึงอาจนำไปสู่การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ  ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

ดีเอสไอ แจงบทบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

“ยุทธนา” เผย ดีเอสไอแค่ร่วมไต่สวนคดีทุจริตสอบเข้าท้องถิ่น-ฉ้อโกง บอก ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลัก

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ดีเอสไอสอบสวนในส่วนของคนที่ไปหลอกลวง ฉ้อโกง เป็นการตั้งเรื่องสืบสวนในกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า มีการหลอกลวง หรือหลอกเอาเงินเขาไป แต่ตัวเองไม่สามารถที่จะช่วยได้ เพราะไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โดยตรง ส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทางดีเอสไอได้ส่งคนไปร่วมไต่สวนกับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่ขอความร่วมมือ และดีเอสไอไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษ เพราะไม่ใช่หน่วยงานโดยตรง แค่สนับสนุนข้อมูล ซึ่งขณะนี้มีการร้องเรียนมายังดีเอสไอยังไม่มาก เนื่องจากผู้เสียหายทราบดีว่า เรื่องอยู่ที่ส่วนกลางคือ ป.ป.ช. เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อได้ข้อยุติเราก็ต้องสรุปเรื่องและส่งไปรวมกับ ป.ป.ช.อยู่ดี 

ยุทธนา แพรดำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการแยกอย่างไรกับผู้ที่ตั้งใจโกง กับผู้ที่ถูกหลอก พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องสืบสวนให้ชัดเจนว่า มันเป็นประโยชน์ต่อต้นตอ หรือผู้มีหน้าที่ในการจัดสอบโดยตรงหรือไม่ แต่ถ้าผู้นั้นไม่ได้มีหน้าที่ในกระบวนการนี้เลย แล้วไปหลอกว่า ตัวเองสามารถช่วยได้ ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้รู้จักกับผู้กระทำความผิดเลย ตรงนี้ก็ชัดเจนว่า เป็นการหลอกลวง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า ดีเอสไอดูในเรื่องการสอบสวน ถ้าสรุปแล้วก็จะส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช.

ยุทธนา แพรดำ
ยุทธนา แพรดำ

‘ยิ่งชีพ iLaw’ ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง ‘ไม่กลัวแพ้’ ห่วง ‘อนุทิน’ ไม่สง่างาม

'ยิ่งชีพ iLaw' ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง 'ไม่กลัวแพ้' ห่วง 'อนุทิน' ไม่สง่างาม

‘ยิ่งชีพ iLaw’ ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภท.อย่าฟ้องหมิ่น แต่ยังปากแข็ง ‘ไม่กลัวแพ้’ ห่วง ‘อนุทิน’ ไม่สง่างาม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.19 น.

เกิดประเด็นร้อนทางการเมืองจากการปะทะคารมผ่านสื่อ ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) จ่อฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) จากกรณีการตรวจสอบข้อครหาเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

ล่าสุด นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียอีกรอบ ตอบโต้ท่าทีของนายอนุทิน โดยมีข้อความระบุว่า

ขอเขียนยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งนึงนะครับ ผมขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลยเพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง

กรณีที่ผมพูดถึงกระบวนการโกงเลือกสว. ไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหม่ มีผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ พยานที่เกี่ยวข้อง พูดเรื่องนี้มานานแล้ว และพูดออกทีวี แถลงข่าวไปหลายครั้งแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริงขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยินครับ สังคมไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานเหล่านั้น  ซึ่งบางกรณีและบางท่านก็ได้ชี้แจงแล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจ

สิ่งที่ผมได้ทำไป เป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีปรากฏอยู่แล้วก่อนหน้านึ้จากปากคำพยานมากมาย นำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบในกระบวนการของรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนธรรมดา เพื่อมีส่วนร่วมตรวจสอบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยบุคคลของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งใครๆก็ทำได้ ทุกคนควรทำได้โดยรู้สึกปลอดภัย ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง ก็จบไป ผมก็ไม่อาจมีอำนาจทำอะไรท่านไปได้มากกว่านั้นอีกแล้วครับ 

ข้อสงสัยว่าบุคคลในรัฐบาลอาจทำอะไรที่ผิดหรือพลาดไปบ้าง เกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลาทุกสถานที่ คนที่รู้เห็นหรือพอจะรู้เห็นก็ย่อมชอบธรรมที่จะออกมาพูดถึง ในพื้นที่และรูปแบบที่เขาทำได้ตามบทบาทของแต่ละคน กฎหมายและการบังคับใช้ควรจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองการพูดถึงและการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีเหล่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศและกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่ต้องรู้สึกว่ากลัวที่จะถูกดำเนินคดีตามมาจากการพูดถึงสิ่งที่คนในรัฐบาลอาจทำผิดหรือทำพลาดหรือถูกกล่าวหา ผมอยากให้เราอยู่กันด้วยบรรยากาศแบบนี้ มาตรฐานแบบนี้ และหลักการแบบนี้ครับ จึงขอร้องอีกครั้งให้ท่านทบทวน

แต่หากท่านทบทวนแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทจริง เพราะท่านเห็นว่ามีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างไร และทำให้ท่านเสียหายโดยไม่สามารถเยียวยาความเสียหายของท่านได้โดยวิธีการชี้แจงต่อสาธารณะ ผมก็พร้อมที่จะนำข้อเท็จจริงที่มี อยู่ในมือมากมายในวันนี้ และที่จะเพิ่มเติมอีกได้ในอนาคต เอาขึ้นพิสูจน์ในชั้นศาลครับ

หากท่านตัดสินใจจะต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผมก็จะขอร้องท่านอีกด้วยว่า มาสร้างบรรทัดฐานการดำเนินคดีที่ดีด้วยกันครับ

1) อย่าใช้ตำรวจและกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือ ท่านนักการเมืองทั้งหลายมีต้นทุนทางสังคม และมีทรัพยากรด้านการเงินอยู่แล้ว ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง ออกค่าใช้จ่ายเองหรือพรรคออกให้ เพราะตอนนี้ท่านมีอำนาจเป็นรัฐบาลอยู่การแจ้งความต่อตำรวจหรืออัยการเพื่อให้ดำเนินคดีแทนท่าน โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ก็เป็นข้าราชการทำงานภายใต้รัฐบาลนี้ เป็นการใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนเรื่องชื่อเสียงส่วนตัวของท่านเองครับ เพราะผมในฐานะฝ่ายจำเลย ก็ต้องใช้ทรัพยากรของผมเองครับ

2) อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี เพราะการกระทำของผมทั้งหมดเกิดขึ้นครั้งเดียว ถ้าหากบุคคลที่ผมกล่าวถึงทั้งเก้าท่านรู้สึกว่าเสียหายก็สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันได้ ในเมื่อชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจจะฟ้องเป็นการตัดสินใจร่วมของพรรค ก็รวมกันมาเรื่องเดียวนะครับ ว่ากันทีเดียว เพราะการมีหลายคดีทำให้ต้องจัดการพยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด พยานแต่ละคนต้องเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้ง เสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความสับสนที่จะตามมาว่าเอกสารฉบับไหนของคดีไหนยื่นไปครบแล้วหรือยัง มารวมที่เดียวกันแล้วพูดทีเดียวกันเลยครับ

3) อย่าฟ้องคดีทางไกล ผมทราบว่าทะเบียนบ้านของคนที่ผมกล่าวถึงหลายท่านไม่ได้อยู่กรุงเทพ แต่ท่านก็ทำงานกันที่นี่แหละมีหน้าที่การงานอยู่ที่รัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ท่านยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาเป็นคดีเดียวกัน เพราะการดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมีแต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง สุดท้ายผมอาจชนะคดีได้ไม่ยากเพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาครับ

4) ท่านมาเบิกความเองด้วยนะครับ เพราะข้อมูลที่ผมได้ยื่นขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ หลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล ว่าได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จุดนั้นจุดนี้ หรือไม่ คนที่รู้เห็นและตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องเป็นตัวท่านเองเท่านั้น ถ้าท่านใช้วิธีมอบอำนาจให้ท่านศุภชัยหรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก ถ้าท่านบริสุทธิ์ใจจริง ขอให้ท่านมาอธิบายเอง แล้วให้เรามีโอกาสตรวจสอบได้ตั้งคำถามต่อท่านด้วยว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีพยานหลักฐานไปถึงตัวท่านเป็นจริงมากน้อยเพียงใด ผมเข้าใจว่าท่านมีภารกิจเพื่อประเทศชาติมากมายแล้ว แต่ถ้าท่านจะดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อส่วนตัวเพื่อให้คนหนึ่งคนต้องติดคุกท่านก็ยังมีภาระที่จะต้องตอบคำถามด้วยตัวเองด้วยนะครับ 

ย้ำอีกครั้งว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าตัวท่านเองไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนก็ไม่ต้องดำเนินคดีครับ แต่ถ้าตัวท่านเองรู้สึกว่าต้องดำเนินคดีจริงๆ มันก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของเราทั้งสองฝ่ายที่ต้องพิสูจน์กันบนเวทีที่เป็นกลาง ถ้าต้องเอาผมติดคุกให้ได้ ก็ขอให้กระบวนการที่เกิดขึ้นชัดเจนตรงไปตรงมา ท่านรักษาศักดิ์ศรีของท่านได้ ถ้าผมจะถูกตัดสินว่าผิดก็ขอให้ผมถูกตัดสินแบบแฟร์เกมที่เป็นธรรมกับผมด้วยครับ

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

23 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนีบบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการฟ้องร้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ “เป๋า ไอลอว์” ว่าจะมีการทบทวนการยื่นฟ้องหรือไม่ โดยระบุว่า “ไม่มี” ส่วนจะไปฟ้องเมื่อไหร่นั้น นายอนุทิน ระบุว่า “ได้มอบหมายให้ทนายความไปดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นในสัปดาห์นี้หรือไม่ตนไม่ทราบ” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า อะไรเป็นเหตุผลที่รับไม่ได้มากที่สุดในการยื่นฟ้อง นายนุทิน ระบุว่า “ให้ไปถามทนายความ”

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

รัฐบาลระดมจับกุมพนันฟุตบอลโลก 4,576 เว็บไซต์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน เดินหน้ายกระดับปราบบัญชีม้าทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.56 น.

23 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการปราบปรามเครือข่ายบัญชีม้าและซิมม้าทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อมุ่งเป้าตัดวงจรการเงินของแก๊งสแกมเมอร์  และเว็บพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาด

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า จากเฝ้าระวังและปราบปรามอย่างจริงจัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับกุมการพนันออนไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย ห้วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 มีการจับกุมพนันออนไลน์ ได้ทั้งสิ้น 1,441 ราย, จับกุมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย 787 ราย และจับกุมอาวุธปืนออนไลน์ 3,106 ราย ผู้ต้องหา 3,131 คน อาวุธปืน 4,088 กระบอก เครื่องกระสุน 242,808 นัด วัตถุระเบิด 162 ลูก และของกลางอื่นๆ 877 รายการ

ส่วนผลการระดมจับกุมการพนันฟุตบอลโลก ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 สามารถจับกุม 4,576 เว็บไซต์ เจ้ามือ 617 คน ผู้เล่นพนันออนไลน์ 8,181 คน เงินหมุนเวียนมหาศาลกว่า 20,463 ล้านบาท นอกจากนี้ ในรอบเดือนกรกฎาคม 2569 มีการจับกุมเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีวงเงินหมุนเวียนในระบบเกิน 10 ล้านบาท 137 เว็บไซต์ ผู้ต้องหา 325 คน มีเงินหมุนเวียนรวม 10,750 ล้านบาท ปิดกั้นรวม 557,924 URL

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เดินหน้าร่วมมือปราบปรามและตัดวงจรพนันออนไลน์ เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์ปราบปรามการพนันออนไลน์ AOGC” และการตรวจจับอัจฉริยะ เพื่อปราบปรามจับกุม ปิดกั้น เว็บพนันออนไลน์ รวมทั้งตรวจสอบ จับกุมการจำหน่ายและการโฆษณาอาวุธปืนผิดกฎหมายผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมดำเนินการสืบสวนจับกุมกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์หรือบุคคลมีชื่อเสียง ที่มีพฤติกรรมในการโฆษณา โปรโมท หรือทำคอนเทนต์ในการสนับสนุนชักชวนให้มีการเล่นพนันออนไลน์ รวมถึงให้ขยายผลไปถึงผู้ว่าจ้าง เตือนผู้เปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีม้า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้จัดหาหรือแสวงหาประโยชน์มีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี หรือปรับ 500,000 บาท” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.52 น.

23 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ภายใต้โครงการ AIS Academy for Thais “คิดเผื่อ เพื่อคนไทย” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยและพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมดิจิทัลมาส่งเสริมการเรียนการสอนและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพครูและผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการนำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยออกแบบการเรียนการสอน ลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อให้มีเวลาพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรด้าน AI, Cloud และทักษะดิจิทัล พร้อมระบบรับรองสมรรถนะ (Certification) และการสะสมหน่วยกิตผ่าน Credit Bank เพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อและการมีงานทำ รองรับความต้องการกำลังคนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ยังร่วมผลักดันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในสถานศึกษาพื้นที่ห่างไกล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านห้องสมุดดิจิทัล และสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ให้กับนักเรียนและประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมนักเรียนไทยสู่การประเมิน PISA 2029 โดยมุ่งพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) ควบคู่กับการยกระดับระบบการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะตรงกับความต้องการของประเทศในอนาคต

“รัฐบาลเชื่อว่าการพัฒนาคนเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การผนึกกำลังระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและ AIS Academy ในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ครู นักเรียน และประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เพื่อสร้างคนไทยที่พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุค AI” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว