รทสช. ยินดี เนเน่ รอยัล สร้างชื่อประเทศไทยบนเวทีโลก ชี้ศักยภาพเยาวชนไทยไปได้ไกล

24 กันยายน 2569 เวลา 13:14 น.

รทสช. ยินดี “เนเน่ รอยัล” คว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026 สร้างชื่อประเทศไทยบนเวทีโลก ชี้ศักยภาพเยาวชนไทยไปได้ไกล พร้อมหนุนภาครัฐผลักดันอุตสาหกรรมดนตรี–เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

วันที่ 24 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวแสดงความยินดีกับ “เนเน่ รอยัล” หรือ “แพรว–รัตติกานต์ อำลอย” ศิลปินเยาวชนไทยวัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ภายหลังคว้าชัยชนะจากการแข่งขัน America’s Got Talent 2026 (Season 21) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

นางสาวศศิกานต์กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับน้องเนเน่และครอบครัวอย่างยิ่ง ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของศิลปินคนหนึ่ง แต่เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นว่า เด็กไทยและศิลปินไทยมีศักยภาพมากพอที่จะยืนอยู่บนเวทีระดับโลกได้ เมื่อความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสมาเจอกัน สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยได้อย่างมาก

นางสาวศศิกานต์กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของเนเน่ยังสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรมดนตรีและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของความบันเทิง แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การสร้างอาชีพ การจ้างงาน รายได้ ทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการนำวัฒนธรรมและตัวตนของประเทศไทยออกสู่สายตาชาวโลก

“วันนี้เราไม่ควรถามเพียงว่า ประเทศไทยจะมีศิลปินระดับโลกได้อีกกี่คน แต่ต้องถามต่อว่า เราจะสร้างระบบที่ทำให้เด็กไทยที่มีความสามารถอีกจำนวนมาก มีโอกาสเดินไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ตั้งแต่พื้นที่ในการแสดง การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงแหล่งทุน การผลิตผลงาน ไปจนถึงช่องทางเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

นางสาวศศิกานต์ระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเห็นความสำคัญของการสนับสนุนคนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ศิลปิน นักดนตรี ผู้ผลิตผลงาน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถพัฒนาความสามารถและต่อยอดผลงานไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น เพราะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สามารถเป็นทั้งพื้นที่สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่และเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

นางสาวศศิกานต์ย้ำว่า เนเน่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จุดเริ่มต้นจากเด็กไทยคนหนึ่งกับกีตาร์หนึ่งตัว สามารถเดินทางไปถึงเวทีที่มีผู้ชมทั่วโลกได้ หน้าที่ของภาครัฐคือทำอย่างไรให้ความสำเร็จเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ประเทศไทยต้องมีสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้คนเก่งได้เติบโต มีพื้นที่แสดงความสามารถ และสามารถประกอบอาชีพจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองได้

“ขอแสดงความยินดีกับน้องเนเน่อีกครั้ง นี่คือความสำเร็จที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับคนไทย และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยอีกจำนวนมากกล้าที่จะฝัน กล้าพัฒนาความสามารถของตัวเอง และเชื่อว่าคนไทยสามารถก้าวไปยืนบนเวทีระดับโลกได้” นางสาวศศิกานต์กล่าว

‘ไอซ์ รักชนก’กัดไม่ปล่อย ไล่บี้ รัฐบาล เปิดตัวเลข ‘กยศ.’ เหน็บกู้แสนล้านติดโซลาร์ได้ แต่ปล่อยกองทุนฯขาดงบฯ

24 กันยายน 2569 เวลา 11:41 น.

‘ไอซ์ รักชนก’ ไล่บี้ ’รัฐบาล‘ เปิดตัวเลข ‘กยศ.’ ขาดงบฯเท่าไหร่ ชี้เด็กเสี่ยงถูกคัดออก เหตุไม่มีค่าเทอม ชี้ใบเบิกทางคนจนคือการศึกษา จี้รัฐโปะงบ กยศ. หลังพิงสุดท้ายของเด็กยากไร้ ​เหน็บกู้แสนล้านติดโซลาร์ได้ แต่ปล่อยกองทุนฯขาดงบฯ

วันที่ 24 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.20 น. ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่เคยยืนยันเงินพอ แต่สุดท้ายกลับไม่พอ สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณอย่างไรว่า จริงๆแล้วกยศ. ไม่เคยเปิดตัวเลขว่าขาดเงินเท่าไหร่ หรือเด็กที่กำลังรอเงินเท่าไหร่ เข้าใจว่ากยศ. จะเปิดเองก็ลำบากใจเป็นการไปกดดันฝ่ายการเมือง ถ้าบอกว่าขาดเงิน 3-4 พันล้านบาท ก็จะเป็นการต่อว่าฝ่ายการเมืองว่าจัดงบประมาณมาให้ไม่เพียงพอ แต่เมื่อมีเด็กๆและฝ่ายค้านออกมาเรียกร้อง กยศ. สามารถที่จะเปิดตัวเลขออกมาได้เลยว่า ปลายปี 69 ที่กำลังรอคอยเงินกันอยู่ขาดเท่าไหร่ ถ้าตามตัวเลขที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พูดออกมา 3-4พันล้าน แต่ทุกคนต้องนึกถึงเด็กที่กำลังจะเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยว่า 3-4 พันล้านหมายถึงตัวเลขจำนวนเด็กเท่าไหร่

”จากที่ได้ทราบข่าวมามีเด็กหลายคนที่ไม่ได้จ่ายค่าเทอมได้ ทุกมหาวิทยาลัยบังคับให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โหดร้ายมากๆ สำหรับเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน และครอบครัวไม่สามารถที่จะซัปพอร์ตได้ หลังพิงสุดท้ายคือกยศ. เขาก็อยากมาใช้เงินกองทุนกยศ. เพื่อสร้างใบเบิกทางในชีวิตของขา และสามารถที่จะยกระดับทางสังคมได้ในประเทศนี้ ในโอกาสที่มีมีอยู่แค่นี้ ใบเบิกทางของเด็กบ้านจนคือการศึกษา” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รัชนก กล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาลเปิดตัวเลขอย่างตรงไปตรงมาว่าขาดเงินอีกเท่าไหร่และรัฐบาลจัดสรรให้เพียงพอ จะมาบอกว่าต้องไปเรียกร้องจากรุ่นพี่ที่ยังไม่ได้จ่ายเงินซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องงัดไม้เด็ดและนโยบายดีๆออกมา เพื่อที่จะทำให้คนเก่าจ่ายเงิน แต่ปัญหาเฉพาะหน้าจะมาบอกว่าคนเก่าไม่จ่ายแล้วคนใหม่ไม่ต้องได้เป็นแนวคิดที่ไร้ความรับผิดชอบ ตนเองไม่เข้าใจว่าในรัฐบาลจะมีใครเข้าใจปัญหานี้ดีหรือเปล่า และไม่แน่ใจว่ามีใครในรัฐบาลที่เคยกู้กับกยศ. หรือไม่ มีปัญหาเรื่องเงินในชีวิตติดขัดหาเงินเรียนไม่ได้หรือไม่ ไม่เข้าใจว่าจะมีใครเข้าใจความรู้สึกนี้ดีแต่ตนเองนั้นเข้าใจเพราะเป็นคนหนึ่งที่กู้กยศ. มา ทราบดีว่าเด็กที่หันหลังไปแล้วไม่มีใครซัปพอร์ตมันอ้างว้างหดหู่ในชีวิตและเครียด จึงขอเรียกร้องรัฐบาลที่ จะนำเงิน 9 พันล้าน ที่กำลังจะออกในงบประมาณปี70 มาใช้

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ปีหน้าอยากจะให้รัฐบาลจัดสรรเงินให้เพียงพอ เหมือนกู้เงินมา 2 แสนล้านเปลี่ยนถ่ายพลังงานที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งหมด คิดว่าก็น่าจะหาเงินอีกหมื่นล้านมาลงในกองทุนกยศ. ได้ หวังว่าการติดโซลาร์เซลล์ในประเทศนี้จะไม่สำคัญมากกว่าเด็กที่ต้องอยู่ในระบอบการศึกษา ไปมากกว่าอนาคตของชาติ ถ้าหาเงินมาติดโซลาร์เซลล์ได้ เงิน 1 หมื่นกว่าล้านที่จะมาโปะให้กองทุนกยศ. ก็น่าจะหาได้ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทางการศึกษามีใบบางครั้งในชีวิตของตนเอง เพราะในประเทศนี้โอกาสสำหรับคนที่ยากจนไม่ได้มีมากอยู่แล้ว โอกาสทางการศึกษาให้เขาเถอะ

บอร์ดสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบรายงาน EIA เดินหน้า 7 โครงการรัฐ

24 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

ที่ประชุมคกก. สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบ 7 โครงการสำคัญพัฒนาประเทศควบคู่รักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดัน พรุคันธุลี ขึ้นทะเบียน Ramsar Site ยกระดับการอนุรักษ์สู่ระดับโลก

วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งที่ 3/2569 โดยกล่าวเปิดประชุม ว่า ขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาร่วมกันพิจารณาเรื่องที่มีความสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม หลายหน่วยงานจำเป็นต้องมาอาศัยคณะกรรมการของเราเพื่อมาขับเคลื่อนเพื่อดำเนินการเรื่องการตั้งงบประมาณสู่การดำเนินการให้สอดรับกับการต้องการของประชาชน รวมถึงมีการกำหนดพื้นที่ที่เป็นที่ชุ่มน้ำ ทั้งนี้ให้คณะกรรมการทุกท่านพิจารณาให้เกิดความรอบคอบดำเนินการไปแล้วไม่มีผลกระทบในภายหลัง มีข้อเสนอแนะใดๆให้ฝ่ายเลขาฯไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป

ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จํานวน 7 โครงการสําคัญครอบคลุมทั้งด้านการคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานการบริหารจัดการน้า และสาธารณสุข เพื่อเร่งรัดการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1) โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล 2) โครงการอ่างเก็บนําแม่พวก ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ 3) โครงการถนนเชื่อมต่อวงแหวนรอบนอก ด้านตะวันตกและด้านตะวันออก (ภายใต้โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายวงแหวนรอบนอก กทม. ด้านตะวันตก (บางขุนเทียน – บางปะอิน) รวมถนนเชือมต่อวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตกและด้านตะวันออก และทางขนาน สะพานข้ามแม่นําเจ้าพระยา) 4) โครงการศึกษาความเหมาะสมและจัดทํารายงาน EIA สะพานเชือมเกาะยาวน้อย – เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา 5) โครงการรถไฟฟ้าสายสีนําตาล ช่วงแคราย – ลําสาลี (บึงกุ่ม) 6) โครงการปรับปรุงขยาย ท่าอากาศยานชุมพร และ 7) โครงการขยายพัฒนาท่าอากาศยานแพร่

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการเสนอขึ้นทะเบียนพื้นที่ซุ่มน้าพรุคันธุดี ต.คันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ให้เป็นพื้นที่ชุ่มนํ้าที่มีความสําคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลาย ทางชีวภาพและระบบนิเวศอันทรงคุณค่าในระดับสากล พร้อมทังเห็นชอบการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพนําในแหล่ง นําผิวดินให้มีความเหมาะสม ตลอดจนพิจารณาท่าทีของประเทศไทยในการดําเนินการตามอนุสัญญาสตอกโฮล์ม กรณีการแจ้งไม่สามารถยอมรับการแก้ไขภาคผนวก เอ บรรจุรายชื่อสาร MCCPs เพิ่มเติม รวมถึงพิจารณา การขอยกเลิกโครงการก่อสร้างระบบกําจัดสิ่งปฏิกูลของเทศบาลนครหาดใหญ่ จ. สงขลา เพื่อทดแทนของเดิมที่ชํารุด เพื่อให้สามารถดําเนินการแก้ไขปัญหาสิ่งปฏิกูลในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมต่อไป

นายกฯ ยินดี ‘เนเน่ รอยัล’ คว้าแชมป์ AGT สุดปลื้มเยาวชนไทยเปล่งประกายบนเวทีโลก

24 กันยายน 2569 เวลา 11:08 น.

“นายกฯ” ส่งใจจากนิวยอร์กถึงแคลิฟอร์เนีย ร่วมยินดี “เนเน่ รอยัล” เยาวชนไทยเปล่งประกายบนเวทีโลก คว้าแชมป์ America’s Got Talent Season 21 ชื่นชมความสามารถ– ความมุ่งมั่น สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมแสดงความยินดีกับ “เนเน่ รอยัล” ศิลปินเยาวชนไทยวัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดความสามารถระดับโลก America’s Got Talent Season 21 พร้อมชื่นชมความสามารถ ความมุ่งมั่น และความพยายามตลอดเส้นทางการแข่งขัน จนนำมาซึ่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของคนไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสำเร็จของเนเน่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่สามารถก้าวขึ้นไปแสดงความสามารถบนเวทีระดับโลกได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะความสามารถด้านการร้องเพลงและการเล่นกีตาร์ รวมถึงเอกลักษณ์ในการแสดงที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมในวงกว้าง ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่กล้าฝัน กล้าพัฒนาตนเอง และใช้ความสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ

สำหรับการแข่งขันรอบ Final เนเน่ ได้แสดงพลังเสียงและความสามารถด้านดนตรีในเพลง Seven Nation Army ของวง The White Stripes พร้อมกับผู้เข้าแข่งขันอีก 9 คน/ทีม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ณ Pasadena Civic Auditorium เมืองพาซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนมีการประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 23 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ตลอดการแข่งขัน America’s Got Talent Season 21 เนเน่สร้างความประทับใจตั้งแต่รอบ Audition ด้วยการร้องและเล่นกีตาร์ในเพลง “Zombie” ของ The Cranberries จนได้รับ 4 Yes จากคณะกรรมการ ก่อนสร้างผลงานโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง และได้รับ Golden Buzzer จาก Mel B จากการแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ในรอบ Live Quarterfinals ส่งผลให้ผ่านเข้าสู่รอบ Final โดยตรง

นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีกับเนเน่ รวมถึงครอบครัว ผู้สนับสนุน และทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนี้ พร้อมขอบคุณที่ได้นำความสามารถของเยาวชนไทยไปแสดงให้ผู้ชมทั่วโลกได้เห็น และมีส่วนสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทยผ่านดนตรีและการแสดง

“ความสำเร็จของเนเน่ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เยาวชนไทยมีศักยภาพไม่แพ้ใครในโลก หากได้รับโอกาส มีความมุ่งมั่น และไม่หยุดพัฒนาตนเอง รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเปิดพื้นที่และโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยได้พัฒนาความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ของไทยสามารถก้าวไปสร้างชื่อเสียงและนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่ประเทศได้อีกในอนาคต” นายกรัฐมนตรีกล่าว

รมว.กห.เซ็นปลดระวาง เรือกองทัพ 10 ลำ ‘คีรีรัฐ–สิมิลัน’ เกิน 50 ปี ซ่อมไม่คุ้ม เตรียมขายทอดตลาด-ชำแหละขาย ส่งเงินคืนคลัง

24 กันยายน 2569 เวลา 10:21 น.

วันที่ 24 กันยายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม มีรายงานว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามในหนังสือคำสั่งปลดเรือออกจากระวางประจำการ โดยกระทรวงกลาโหมพิจารณาแล้วเห็นว่า เรือในสังกัดกองทัพเรือ (ทร.) มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากใช้งานราชการมาเป็นเวลานาน ขณะที่การซ่อมบำรุงต้องใช้งบประมาณสูง และไม่คุ้มค่าต่อการซ่อมบำรุงเพื่อใช้งานต่อไป จึงเห็นสมควรให้ปลดเรือออกจากระวางประจำการ ลงวันที่ 23 กันยายน 2569

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมเรือหลายประเภท ประกอบด้วย เรือฟริเกต ได้แก่ ร.ล.ศิรีรัฐ และ ร.ล.สิมิลัน ซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี, เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ ได้แก่ ร.ล.สิมิรัน (สิมิสัน), เรือสำรวจขนาดใหญ่ ได้แก่ ร.ล.ศุกร์ และ ร.ล.จันทร

นอกจากนี้ ยังมี เรือตรวจการณ์และเรือประเภทอื่นๆ ได้แก่ เรือ ต.81, เรือ ต.82 และเรือ ต.83 ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง, เรือ ต.243 เป็นเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง รวมถึงเรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ ได้แก่ เรือ ล.ค.15 และเรือ ล.141 โดยทั้งหมดจะพ้นจากระวางประจำการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

รายงานข่าวระบุว่า การปลดระวางเรือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการปรับโครงสร้างและยกเครื่องกำลังรบทางเรือของกองทัพเรือ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ ตลอดจนสถานการณ์ภัยคุกคามและภารกิจด้านความมั่นคงในปัจจุบัน โดยมุ่งให้การจัดสรรกำลังและทรัพยากรทางเรือมีความเหมาะสมกับภารกิจในอนาคต

ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ภายหลังที่กองทัพเรือ ปลดระวางเรือจำนวน 10 ลำ หลังมีสภาพทรุดโทรมและมีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่คุ้มค่าในการซ่อมบํารุง โดยจะมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้

โดยขั้นตอนต่อไป ตามระเบียบ กระทรวงการคลัง กองทัพเรือ จะประกาศขายทอดตลาดเรือทั้ง 10 ลำ ให้กับผู้ที่สนใจ แต่หากขายไม่ได้ก็จำชำแหละเป็นชิ้นส่วนจำหน่ายและนำเงินที่ได้ทั้งหมดส่งคืนกระทรวงการคลัง ส่วนซากเรือที่ไม่สามารถขายได้ หากมีหน่วยงานรัฐสนใจเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ กองทัพเรือก็พร้อมจะมอบให้ เช่น นำไปทำปะการัง

‘สมชาย’ ตั้งข้อสังเกต บาร์โค้ด-QR Code บนบัตรเลือกตั้ง สส.-สว. สืบย้อนได้ ชี้อาจไม่เป็นความลับ

24 กันยายน 2569 เวลา 10:14 น.

สมชาย แสวงการ

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และ QR Code นั้น

ล่าสุดวันนี้ 24 กันยายน 2569 สมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะมีคำวินิจฉัย บัตรเลือกตั้ง สส ที่มี bar code หรือ QR code ด้วยข้่อความทั้งหมดว่า “วันที่ 28 กันยายนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้ง สส ที่มี bar code (บาร์โค้ด) QR code (คิวอาร์โค้ด) เข้าข่ายการเลือกตั้งที่ลับหรือไม่

สมชาย แสวงการ

ซึ่งคงต้องรอลุ้นกันครับ ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่28 นี้ จะช่วยชี้แนะทางออกของประเทศหรือไม่อย่างไร รวมถึงจะชี้ชะว่า ทิศทางการเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นหรือแย่ลงกันต่อไป
แต่ก่อนถึงวันที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรนั้น

ผมขอตั้งข้อสังเกตเพื่อให้สังคมได้เห็นอีกมุมหนึ่ง ด้วยว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในการเลือกตั้งสส ที่เราสงสัยกันเท่านั้น เพราะในบัตรเลือกสมาชิกวุฒิสภา ในรอบระดับประเทศ ที่ศูนย์อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อ2ปีก่อน

ก็น่าจะมีปัญหาแบบเดียวกัน ที่อาจต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันหน้า ว่า การเลือกสว ดังกล่าว เข้าข่ายที่การเลือกดังกล่าว ลับหรือไม่ เพราะโดยหลักฐานทางวิทยาศาตร์นั้น เป็นที่ทราบกันชัดเจนนะครับ ว่า ทั้ง barcode และQR code นั้น สามารถทำให้เกิดสืบย้อนกลับได้อย่างแน่นอน และตามมาด้วยคำถามว่า การเลือกตั้งหรือเลือกที่ต้องการให้เป็นความลับนั้น ยังลับจริงๆหรือ

สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา 24 กันยายน 2569″

สมชาย แสวงการ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ

นายกฯ ยันสถานการณ์ชายแดน ไทยอยู่ในสถานะกำหนดเงื่อนไข ขอชุมชนไทยอย่าห่วง

24 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

นายกฯ ยันสถานการณ์ชายแดน ไทยอยู่ในสถานะกำหนดเงื่อนไข ขอชุมชนไทยอย่าห่วง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ก.ย.(ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง )นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก กล่าวระหว่างพบปะชุมชนไทย ที่วัดพุทธไทยถาวรวนาราม ถึงข้อบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้านว่า ขอประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ยืนยันไม่มีเรื่องของความรุนแรงที่จะต้องเผชิญหน้ากัน ส่วนข่าวที่ออกมาไม่ว่าจะออกมาจากไหนนั้นไม่ทราบ แต่หากใครมีญาติอยู่บริเวณชายแดน ขอไม่ต้องห่วงว่าใครจะมารังแก และไม่ต้องห่วงว่าจะเสียดินแดน เพราะเราป้องกันอธิปไตยไว้เต็มที่ ขณะนี้เหลือแต่เพียงว่าเมื่อไหร่จะพร้อมเจรจา โดยผู้ที่จะกำหนดเงื่อนไขต่างๆต้องเป็นประเทศไทย เพราะไทยถูกคุกคามโดยใช้อาวุธสงครามยิงเข้ามาทำร้ายประชาชนของเรา ซึ่งได้ดำเนินการตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตย เต็มที่ ทำให้ขณะนี้ทุกอย่างจึงค่อนข้างที่จะมีความสงบ

นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีการยกเลิก MOU 44 และจะมาใช้ข้อตกลงใหม่ ถ้าเพื่อนบ้านพร้อมเจรจา ซึ่งด้วยความที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน และต่างก็เป็นประเทศสมาชิกอาเซียน ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องหาทางเจรจา ขอย้ำทุกอย่างอยู่ในสภาวะปกติไม่ต้องมีความกังวลใดๆ ขณะที่เพื่อนบ้านอีกฝั่งคือประเทศเมียนมา มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปด้วยดี เห็นได้ได้จากความร่วมมือด้านแหล่งก๊าซ และการขยายสัมปทานให้ ปตท.

“ประเทศไทยของเราเป็นด้ามขวาน ซึ่งบริเวณอ่าวไทย รูป ก. บริเวณ นั้นมีก๊าซเยอะอยู่แล้ว ยิ่ง ฝั่งกัมพูชา ไม่ยอมจบกับเรา เราก็ดูดของเราอยู่ทุกวัน ของสูงไหลลงที่ต่ำอยู่แล้ว จริง ๆ เขาต้องรีบจบกับเราจะได้มาแชร์กันได้ คุณไม่จบผมก็ดูดอยู่นั่นแหละ เพราะทุกวันนี้เราใช้แหล่งนี้เป็นแหล่งพลังงาน ก๊าซธรรมชาติของเราอยู่แล้ว

นอกจากนี้ เพิ่งพบแหล่ง ก๊าซธรรมชาติ ฝั่งทะเลอันดามัน ที่มีขนาดพอๆ กับในอ่าวไทยที่มีอยู่แล้ว ซึ่ง อีก 50-60 ปี เรายังใช้ได้อยู่ จึงยืนยันได้ว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงพลังงาน“

‘บังซุป’ เปิดวอร์ ‘สนธิ’! ถามทำหน้าที่สื่อ หรือเคลื่อนไหวการเมือง ซัด’ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล… เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน’

24 กันยายน 2569 เวลา 10:01 น.

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สื่อมีสิทธิตรวจสอบ แต่สื่อก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน

นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยู่ในวงการสื่อมวลชนไทยมายาวนาน มีประสบการณ์ มีผู้ติดตามจำนวนมาก และคำพูดของเขามีพลังต่อความคิดเห็นของสังคม เพราะเหตุนี้เอง ผมจึงเห็นว่า มาตรฐานความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงของนายสนธิยิ่งควรสูงกว่าคนทั่วไป ผมไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของนายสนธิที่จะตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามต่อพรรคภูมิใจไทย จะวิจารณ์หนักเพียงใดก็เป็นสิทธิ ตราบเท่าที่อยู่ภายใต้กฎหมายและตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามกลับก็คือ

วันนี้นายสนธิกำลังทำหน้าที่ “สื่อมวลชนผู้ตรวจสอบ” หรือกำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดยืนของตนเอง? นี่ไม่ใช่คำถามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา ในอดีตนายสนธิไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเคยใช้รายการสื่อควบคู่กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรอย่างเปิดเผย

ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มีทั้งบทบาทสื่อและประวัติการเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมานำเสนอเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ตรงไหนคือข่าว ตรงไหนคือความคิดเห็น และตรงไหนคือการรณรงค์ทางการเมือง

คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อในเครือผู้จัดการเผยแพร่ถ้อยคำของนายสนธิเองว่า “พวกผมจะเดินสายทั่วประเทศ ไปพูดให้ประชาชนเข้าใจว่า ไอ้ 500 บาท 1,000 บาท ที่คุณรับเขามา แล้วลงคะแนนให้ พรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งที่คุณได้รับ” เมื่อกล่าวเช่นนี้ต่อสาธารณะ ผมจึงขอถามในฐานะคนที่ถูกพาดพิงอย่างตรงไปตรงมา ใครจ่ายเงิน? ใครรับเงิน? จ่ายที่ไหน? จ่ายเมื่อไร? และหลักฐานใดเชื่อมโยงการจ่ายเงินนั้นมาถึงพรรคภูมิใจไทย?

ถ้ามีหลักฐาน — เปิดออกมา ส่งให้ กกต. ส่งให้ตำรวจ ส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ พรรคภูมิใจไทยไม่มีสิทธิและไม่ควรขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ หากใครซื้อเสียง ก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน การกล่าวถึงประชาชนที่รับเงิน 500 หรือ 1,000 บาทแล้วลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ก็มีผลทำให้เกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า กำลังทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเกิดจากการซื้อเสียงหรือไม่ ประชาชนที่เลือกภูมิใจไทยไม่ได้มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าประชาชนที่เลือกพรรคอื่น เขามีสิทธิเลือกจากนโยบาย เลือกจากผลงาน เลือกจากตัวผู้สมัคร หรือเลือกจากเหตุผลทางการเมืองของเขาเอง ไม่มีใครควรลดคุณค่าของคะแนนเสียงเหล่านั้นด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยมีข้อพิพาทกับการนำเสนอของนายสนธิ นายสนธิมีการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคภูมิใจไทยได้ฟ้องเป็นคดีต่อศาลอยู่ในระหว่างการพิจารณา เรื่องดังกล่าวต้องปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ผมจะไม่ตัดสินแทนศาล แต่ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่นายสนธินำเสนอเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยได้ก้าวไปถึงระดับที่เกิดข้อพิพาททางกฎหมายแล้ว

ดังนั้น วันนี้ผมไม่ขอกล่าวหาว่า “นายสนธิมีวาระซ่อนเร้น” เพราะผมไม่สามารถเข้าไปพิสูจน์เจตนาที่อยู่ในใจของใครได้ แต่ผมมีสิทธิตั้งคำถามจากพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะว่า การนำเสนอเรื่องพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ เป็นการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม หรือมีข้อสรุปอยู่ก่อนแล้วจึงเลือกข้อมูลมาสนับสนุนข้อสรุปนั้น? นี่ต่างหากคือคำถามสำคัญ คนทำสื่อมานานย่อมรู้ดีว่า จรรยาบรรณสื่อไม่ได้หมายถึงเพียงความกล้าที่จะวิพากษ์ผู้มีอำนาจ แต่หมายถึงการตรวจสอบข้อมูล แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา และไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นข้อเท็จจริงในสายตาประชาชนก่อนที่จะพิสูจน์ได้ ยิ่งมีไมโครโฟนดังเท่าไร ยิ่งมีผู้ติดตามมากเท่าไร ความรับผิดชอบก็ต้องมากขึ้นเท่านั้น

ผมยืนยันอีกครั้งว่า ตรวจสอบภูมิใจไทยได้ วิจารณ์ภูมิใจไทยได้ ขุดคุ้ยภูมิใจไทยได้ และถ้ามีหลักฐานว่าภูมิใจไทยทำผิด — เปิดออกมาให้หมด แต่อย่าใช้ข้อกล่าวหาแทนหลักฐาน อย่าใช้ความเชื่อแทนข้อเท็จจริง และอย่าใช้พลังของสื่อทำให้ประชาชนถูกพิพากษาไปก่อนกระบวนการพิสูจน์ เพราะสื่อที่ตรวจสอบนักการเมืองได้ ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิตรวจสอบสื่อได้เช่นกัน

สุดท้าย ผมฝากคำถามง่าย ๆ ถึงนายสนธิ ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความจริง — หลักฐานอยู่ที่ไหน? เอาหลักฐานมาวางบนโต๊ะ แล้วให้กฎหมายทำหน้าที่ เพราะในสังคมที่เคารพหลักกฎหมาย ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน พูดซ้ำกี่ครั้งก็ไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความจริง และคำว่า “สื่อมวลชน” ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใครในการกล่าวหาโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชนก็ตาม

‘อนุทิน’มั่นใจดีลภาษีสหรัฐฯต้องสำเร็จแน่ ย้ำไทยทำการค้าขายทั้งจีน-สหรัฐ

24 กันยายน 2569 เวลา 09:37 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 กันยายน 2569 (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง )นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก กล่าวระหว่างพบปะชุมชนไทย ที่วัดพุทธไทยถาวรวนาราม นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ถึงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กำลังเจรจา เชื่อมั่นว่าจะต้องสําเร็จ ไม่มีทางที่จะไม่สําเร็จ โดยไทยขายสินค้าให้สหรัฐฯ 1.25แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ดุลการค้าเกือบ 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ถ้าไปปฏิเสธเพื่อเซฟอย่างอื่น แล้วทำให้สินค้าอื่นขายไม่ได้ จะเกิดประโยชน์อย่างไร และสหรัฐฯเป็นประเทศมหาอำนาจ

ดังนั้นไทยต้องพยายามหาจุดที่สามารถรับได้ ตอนนี้เหลือเพียงเรื่องของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องการซื้อมาขายไป แต่หากบอกว่าถ้าเขาเป็นศัตรูกับประเทศไหน คุณต้องเป็นด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่รับ ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องที่หารือกันเป็นเรื่องท้าย และขณะนี้การเจรจาใกล้จบแล้ว

“ถ้าเขาไม่มีเรา เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะสินค้าหลักก็มาจากเมืองไทย ส่วนประเทศจีน ก็มีการค้าขาย ก็ต้องอยู่กันอย่างนี้ จะอยู่ข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจมากเพียงพอ ที่เราจะยืนอยู่บนขาตนเองได้ ดังนั้นขอให้มั่นใจ ว่าประเทศของเราโดยกระทรวงการต่างประเทศ ทราบดีว่า เราควรจะดำรงสถานะของเราอย่างไร ซึ่งประเทศของเราก็ใช้บริบทนี้ในการพัฒนาตัวเองมาโดยตลอด“ นายกฯ กล่าว

อาร์ต ถึงแก่น ชี้ น้ำท่วมอยุธยา ต้องแก้ด้วยระบบ อย่าเอาความเดือดร้อนปชช. เป็นเครื่องมือทางการเมือง

24 กันยายน 2569 เวลา 08:06 น.

วันที่ 24 กันยายน 2569 จากกรณี ชาวพระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล โดยมีนายเจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนรับหนังสือ

ซึ่ง นายปุ้ย แสงนาค ตัวแทนประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยา ตีปี๊บพร้อมกล่าวเรียกร้องรัฐบาลและกรมชลประทานให้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา โดยระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันว่าปริมาณน้ำไม่มากและจะไม่ท่วมอยุธยา แต่ปัจจุบันประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการระบายน้ำอย่างหนัก

นายปุ้ย ยังทวงถามคำมั่นสัญญาของ นายอนุทิน ที่เคยระบุว่าจะจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับน้ำ โดยกล่าวว่า ผ่านมา 1 ปี แต่ประชาชนยังเผชิญปัญหาเดิม ขณะที่เกษตรกรบางรายมีหนี้สินจำนวนมากจากผลกระทบน้ำท่วม

“ประชาชนในอยุธยาต้องเผชิญน้ำท่วมเป็นเวลานานปีละ 3-4 เดือน และมีผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมทุกปี พร้อมสะท้อนความรู้สึกผิดหวังต่อการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ โดยมองว่าสถานการณ์รุนแรงกว่าที่ผ่านมา”นายปุ้ย กล่าว

ล่าสุด อรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง หรือ อาร์ต ถึงแก่น อดีตผู้สมัคร สส.ภูมิใจไทย ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้่ว่า น้ำท่วมจริง!…แต่อย่าท่วมความจริง

ชาวอยุธยาเดือดร้อนจากน้ำท่วม จริง และรัฐบาลมีหน้าที่แก้ปัญหา เยียวยา และตอบคำถามประชาชนให้ชัด แต่การนำความเดือดร้อนไปสร้างภาพว่า รัฐบาลไม่ทำอะไร ไม่มีแผน และทอดทิ้งอยุธยา ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบ
เพราะโครงการ บางบาล–บางไทร หรือเจ้าพระยา 2 เริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 และยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล ระบุว่า การแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนต้องใช้ ทางระบายน้ำขนาดใหญ่และเวลาอย่างน้อย 7–8 ปี พร้อมระบุว่ารัฐบาลกำลังผลักดัน ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ให้เดินหน้าต่อในปีงบประมาณ 2570

ดังนั้น การวิจารณ์รัฐบาล ตรวจสอบ และเรียกร้องให้ช่วยเหลือประชาชน เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ประชาชนเดือดร้อนจริง” กับ “การเลือกเล่าข้อมูลบางส่วนเพื่อสร้างข้อสรุปทางการเมือง” อย่าให้ “ปี๊บ” ดังจนกลบข้อเท็จจริง เพราะเรื่องน้ำ สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ใครชนะทางการเมือง แต่คือ น้ำต้องลด ความช่วยเหลือต้องถึง และโครงการแก้น้ำระยะยาวต้องเกิดขึ้นจริง น้ำท่วมแก้ด้วยระบบ ความจริงแก้ด้วยข้อมูล อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง