ภราดร ชี้รัฐเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอหรือหยุด เตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน

ภราดร ชี้รัฐเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอหรือหยุด เตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน

ภราดร ชี้รัฐเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอหรือหยุด เตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

“ภราดร”ชี้รัฐเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอหรือหยุด เตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน บอกไม่กระทบลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินิจฉัยเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ศาลบอกว่ารับ และจะไปพิจารณา โดยให้กระทรวงการคลังไปชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งศาลไม่ได้สั่งว่าให้หยุดเอาไว้ก่อน เพราะฉะนั้นกระบวนการใดๆ ที่อยู่ในกระบวนการการกู้เงินหรือคณะกรรมการดำเนินการใดๆ ก็เป็นส่วนที่คณะกรรมการยังคงดำเนินการได้ต่อไป

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ แม้ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดหรือชะลอการดำเนินการ แต่รัฐบาลจะพิจารณาชะลอการดำเนินการตรงนี้เองหรือไม่ นายภราดร กล่าวย้ำว่า ศาลไม่ได้สั่ง ก็เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ออก พ.ร.ก.กู้เงินนี้ ศาลบอกเพียงให้ไปชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งรัฐบาลก็จะไปชี้แจงภายใน 7 วัน ทั้งนี้ตนยังไม่ได้เจอนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ถ้าเจอจะถาม เมื่อถามว่า จะส่งผลกระทบโครงการไทยช่วยไทย ที่จะลงทะเบียนวันแรกในวันที่ 25 พ.ค.นี้ หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า การลงทะเบียนที่รัฐบาลกำหนดไว้ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ก็จะเดินหน้าต่อไป

ผลพวงจำนำข้าว! ป.ป.ช.ชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์ ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้าน

ผลพวงจำนำข้าว! ป.ป.ช.ชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์ ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้าน

ผลพวงจำนำข้าว! ป.ป.ช.ชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์ ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้าน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

ผลพวง”จำนำข้าว” ป.ป.ช.ชี้มูล”บุญทรง เตริยาภิรมย์”ปมร่ำรวย 107 ล้านบาท แจงที่มาไม่ได้ แจ้งรายได้ 2 ล้านกว่าบาท พบมีเงินเข้าบัญชีลูกผิดปกติ ทั้งที่ยังเรียนอยู่ ส่งศาลฎีกานักการเมือง สั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

18 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่า 107,020,830 บาท โดยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขณะที่นายบุญทรง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ซึ่งมีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวม 2,083,320 บาท ขณะที่คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท บุตรอยู่ระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่ปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2 แห่ง ที่มีนายบุญทรงเป็นผู้ก่อตั้ง และมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยไม่มีแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน

ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ประกอบกับคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 ที่ระบุว่า นายบุญทรง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่องบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมาก ทรัพย์สินของนายบุญทรง รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิดในระหว่างดำรงตำแหน่งรวมจำนวน 107,020,830 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของรายการทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วย เงินฝากธนาคารในชื่อของนายบุญทรง จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 300,000 บาท เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีผู้สมรส จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 3,100,000 บาท เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตร จำนวน 5 บัญชี รวม 70,598,700 บาท และเงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ซึ่งมีมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนอีก 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 33,022,130 บาท

ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลว่า นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติหรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ โดยให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวนเอกสารพยานหลักฐานและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 118 ทั้งนี้ หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินตามที่มีมติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลา 10 ปี

วันนอร์ หารืออุปทูตวัฒนธรรมอิหร่าน ขออำนวยความสะดวกเรือสินค้าไทย 2 ลำตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ

วันนอร์ หารืออุปทูตวัฒนธรรมอิหร่าน ขออำนวยความสะดวกเรือสินค้าไทย 2 ลำตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ

วันนอร์ หารืออุปทูตวัฒนธรรมอิหร่าน ขออำนวยความสะดวกเรือสินค้าไทย 2 ลำตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

วันนอร์ เปิดห้องหารืออุปทูตวัฒนธรรมอิหร่าน เชื่อสงครามจบเร็วๆ นี้ พร้อมขออำนวยความสะดวกเรือสินค้าไทย 2 ลำตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง​ ขอคู่ขัดแย้งเจรจาด้วยดี ด้าน อิหร่าน ยินดีให้ความร่วมมือหากไทยมีปัญหาด้านพลังงาน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับอุปทูตวัฒนธรรมสาธารณรัฐอิหร่านว่า ทางทูตมาเยี่ยมตนเพื่อขอบคุณที่ตน และผู้นำประเทศไทยรวมถึงผู้นำศาสนาอิสลามได้ไปร่วมแสดงความเสียใจที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต เมื่อหลายวันที่ผ่านมา นอกจากนี้ทางอุปทูตได้ขอบคุณประเทศไทย ที่ยังเป็นมิตรที่ดีของประเทศอิหร่าน และได้ให้กำลังใจอิหร่านหลังเผชิญปัญหาทางด้านสงคราม ซึ่งตนได้เรียนกับทูตวัฒนธรรมว่า ประเทศไทยมีนโยบายชัดเจนว่า เราสนับสนุนความเป็นกลางในการที่จะไม่ให้มีการรุกรานฝ่ายใด และเรายืนยันว่า เราต้องปฏิบัติตามพันธสัญญา กฎกติกา มติขององค์กรระหว่างประเทศ สหประชาชาติ ซึ่ง รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยก็ยืนยันเช่นนี้เหมือนกัน ทั้งนี้เราหวังว่า สถานการณ์สงครามครั้งนี้คงจะสงบโดยเร็ว เพราะไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะประเทศคู่สงครามเท่านั้น แต่ความเดือดร้อนนี้นำมาสู่ประเทศต่างๆทั่วโลกด้วย โดยเฉพาะด้านพลังงาน และเศรษฐกิจ ที่มีปัญหา

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ที่สำคัญตนได้พูดกับทูตวัฒนธรรมว่า ขณะนี้เรายังคงมีเรือสินค้าของคนไทยอีก 2 ลำ ที่ยังตกค้าง ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยได้ฝากให้ตนมาพูดด้วย เพื่อขอให้ทางรัฐบาลอิหร่านช่วยอำนวยความสะดวกให้เรือสินค้าของเราสามารถผ่านออกมาได้โดยเร็ว ซึ่งทางอุปทูตฯ ได้รับปากว่า ไม่มีปัญหาอะไร เพราะประเทศที่ไม่ใช่คู่สงครามอนุญาตให้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากว่ามีเรือจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยพูดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศอิหร่านเพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือไทยเดินทางออกมาอย่างปลอดภัยโดยเร็ว ซึ่งตนก็ได้ขอบคุณไป

เมื่อถามว่า เรือ 2 ลำดังกล่าวเป็นเรืออะไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นเรือสินค้าของคนไทย ซึ่งรายละเอียดทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ให้รายละเอียด กับกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านไปแล้ว ซึ่งตนเข้าใจว่าน่าจะได้ออกมาโดยเร็ว

เมื่อถามว่า การพบกับทูตวัฒนธรรมอิหร่านวันนี้ไม่น่ามีปัญหาที่สหรัฐอเมริกาอาจเข้าใจไทยผิดใช่หรือไม่  นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เราก็ยืนยันว่าประเทศไทยมีนโยบายในการที่จะรักษาสันติภาพของประเทศต่างๆทั่วโลก เราไม่สนับสนุนให้เกิดสงครามขึ้นมา เพราะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย เรายืนยันในความเป็นกลางและต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่เรามีกับสหประชาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งเรายืนยันกับอุปทูตฯไปว่าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะตอนนี้ แต่มีความสัมพันธ์กันหลาย 100 ปี ตั้งแต่สมัยอยุธยา รัตนโกสินทร์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางทูตได้มีการชี้แจงถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศอิหร่านหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงกับตนหลายประการ ประการแรกคือขณะนี้การเจรจา มีความคืบหน้าไปมาก ก็หวังว่าจะได้มีการลงนามเกิดขึ้น แต่ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ เพราะยังไม่จบ แต่ยืนยันว่า การเจรจามีความคืบหน้า ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย และอีกประการหนึ่งคือการที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาไปประเทศจีน ซึ่งสองผู้นำประเทศพบกัน มีการพูดกันถึงเรื่องสงครามอิหร่านเป็นไปในทางที่ดี จึงเชื่อว่าการพบปะกันระหว่างผู้นำสองประเทศ รวมถึงเร็วๆนี้ ทางประธานสภาของอิหร่าน ซึ่งถือว่าได้เป็นผู้นำที่ได้รับมอบหมายในการเจรจากับประเทศต่างๆจะไปเยือนประเทศจีนอีก เพราะฉะนั้นทุกอย่างมีแต่ความคืบหน้าในทางที่ดี ก็ขอให้กำลังใจ และหวังว่าประเทศไทยคงจะหายวิกฤตในเรื่องของพลังงาน และเรื่องเศรษฐกิจโดยเร็ว สงครามที่เกิดขึ้นทำให้เรามีปัญหาเรื่องพลังงาน ซึ่งคิดว่าคงจะคลี่คลายโดยเร็ว และตนคิดว่าน่าจะเป็นข่าวที่ดีแต่ไม่สามารถบอกได้มากกว่านี้

เมื่อถามว่า ทางทูตบอกหรือไม่ ในเรื่องการขยายความร่วมมือ โดยเฉพาะด้านพลังงานกับประเทศไทยมีข่าวดีอย่างไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ทางอิหร่านยืนยันว่า สำหรับประเทศไทยทางอิหร่านพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกอย่าง ที่สำคัญคือเรื่องของพลังงาน ซึ่งอิหร่านเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยประเทศหนึ่ง เราขายข้าวให้อิหร่าน เป็นถือประเทศที่สำคัญเหมือนกัน ดังนั้นยืนยันว่า อิหร่านพร้อมให้ความร่วมมือทุกประการกับประเทศไทย รวมถึงเรื่องของพลังงานด้วย ซึ่งรายละเอียดคงต้องเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าเรามีปัญหาเรื่องพลังงานคงสามารถคุยกับทางอิหร่าน ได้ คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร 

ทอ.เผยรับ กริพเพน อีเอฟ ลำแรกปี 72 แทน F-16 ฝูงบิน 102 ที่ปลดประจำการ คาดปี 80 รับครบ 12 ลำ

ทอ.เผยรับ กริพเพน อีเอฟ ลำแรกปี 72 แทน F-16 ฝูงบิน 102 ที่ปลดประจำการ คาดปี 80 รับครบ 12 ลำ

ทอ.เผยรับ กริพเพน อีเอฟ ลำแรกปี 72 แทน F-16 ฝูงบิน 102 ที่ปลดประจำการ คาดปี 80 รับครบ 12 ลำ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

“โฆษก ทอ.” เผยปี 72 เตรียมรับ “กริพเพน อีเอฟ” ลำแรกเข้าประจำการแทน F-16 ฝูงบิน 102 หลังปลดประจำการ ชี้สมรรถนะสูง คำนึงถึงงบประมาณอย่างคุ้มค่า คาดปี 80 รับเครื่องบินขับไล่ครบ 12 ลำ หากเป็นไปตามแผน ลั่น “เมื่อรบก็ต้องชนะ”

เมื่อเวลา 11.53 น. วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (โฆษก ทอ.) กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการว่า เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ และฝ่ายรัฐบาลในโครงการจัดซื้อครั้งนี้ ได้เดินทางไปประชุมที่ประเทศสวีเดนร่วมกับรัฐบาลสวีเดน โดยบรรยากาศการดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการหารือถึงการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งกองทัพอากาศจะเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการ

ทั้งนี้ โครงการถูกแบ่งออกเป็นหลายระยะ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องมีการพูดคุยและเจรจา เพื่อให้แผนการจัดหาทดแทนครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถนำเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการได้ตามแผนที่กำหนดไว้

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า กองทัพอากาศได้ปรับโครงสร้างกำลังรบ เพื่อให้พร้อมรองรับกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลังในอนาคต กองทัพอากาศต้องมีความพร้อมในทุกมิติ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องอธิปไตยของไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้หารือในเรื่องการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน รวมถึงออฟเซ็ตโพลิซี (Offset Policy) หรือนโยบายชดเชยทางอุตสาหกรรม จึงได้จัดทีมกองทัพอากาศไปหารือกับกองทัพอากาศสวีเดน เพื่อขับเคลื่อนโครงการในทุกขั้นตอน ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างถูกต้อง และบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “กริพเพน อีเอฟ” ของกองทัพอากาศไทย จะจัดซื้อทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ของฝูงบิน 102 ซึ่งปัจจุบันปลดประจำการไปแล้ว โดยขณะนี้กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ยังเหลือเครื่องบิน F-16 ของฝูงบิน 103 ประจำการอยู่ และคาดว่าจะสามารถนำเครื่องบินเข้าประจำการครบทั้ง 12 เครื่องได้ภายในปี 2580 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์งบประมาณ ขณะที่กองทัพอากาศมีหน้าที่ชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทดแทน เพื่อรักษาความพร้อมรบและขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงการปรับโครงสร้างกำลังรบ จากเดิมที่กองทัพอากาศมีเครื่องบินจำนวนมาก พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ต้องมองภาพรวมว่าอะไรสามารถทดแทนเครื่องบินรบได้ จากบทเรียนความขัดแย้งที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้โดรนกามิกาเซะ (Kamikaze Drone) และอาวุธยิงระยะไกลมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ คงไม่สามารถดำรงขีดความสามารถเช่นในอดีตที่เคยมีถึง 8 ฝูงบินขับไล่ได้

ดังนั้น ต้องกลับมาพิจารณาว่าจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม และสามารถบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยคาดว่าในอนาคตอาจเหลือประมาณ 3 ฝูงบิน แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่า โครงสร้างกำลังรบที่สมดุลในทุกมิติ ควรต้องดำรงขีดความสามารถของฝูงบินขับไล่ไว้กี่ฝูงบิน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า ขีดความสามารถที่กองทัพอากาศมีอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลจากการลงทุนเมื่อ 40 ปีก่อน กับเครื่องบินขับไล่ F-16 และเมื่อ 15 ปีก่อน กับเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจจำเป็นต้องใช้กำลังทางอากาศในอนาคต พร้อมยืนยันว่ากองทัพอากาศไทยสามารถดูแล ปกป้องเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติได้

นอกจากนี้ กองทัพอากาศในอนาคตจะไม่ได้มีเพียงเครื่องบินขับไล่เท่านั้น แต่จะมีขีดความสามารถในมิติอื่นอย่างครบถ้วน ทั้งอาวุธยิงระยะไกล โดรนกามิกาเซะที่พัฒนาโดยคนไทย ขีดความสามารถด้านอวกาศผ่านระบบดาวเทียมที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย รวมถึงขีดความสามารถด้านไซเบอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบบัญชาการและควบคุมจะไม่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ และสามารถปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง

“เราไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้ หากเรายกระดับขีดความสามารถ ก็จะเป็นความได้เปรียบเมื่อกองทัพอากาศจำเป็นต้องใช้กำลัง ซึ่งกองทัพอากาศต้องไม่มีเครื่องหมายคำถามใด ๆ เราต้องพร้อมปฏิบัติภารกิจ และมีความรับผิดชอบให้ประสบผลสำเร็จ” พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” จะสามารถเข้าประจำการแทน F-16 ลำแรกได้เมื่อใด พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ในปี 2572 จะเริ่มเฟสแรกทยอยเข้าประจำการ โดยโครงการทั้งหมดมีการวางแผนไว้แล้ว ส่วนเฟส 2 ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเครื่องได้ เนื่องจากต้องเสนอของบประมาณในปี 2571

ทั้งนี้ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะต้องใช้เวลาในการผลิต อีกทั้งเมื่อได้รับเครื่องบินแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการฝึกนักบินให้มีความพร้อม โดยคาดว่าจะใช้เวลาฝึกอย่างน้อย 5-6 ปี และอาจนานถึง 10 ปี จึงจะสามารถสร้างนักบินพร้อมรบได้ 24 นายต่อ 1 ฝูงบิน

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องบินขับไล่ที่กองทัพอากาศจัดซื้อในปัจจุบัน มีขีดความสามารถด้าน AI สูง ซึ่งช่วยสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของนักบินได้อย่างมาก โดย “กริพเพน” รุ่นใหม่มีระบบคอมพิวเตอร์ 2 ชุด ชุดแรกทำหน้าที่ควบคุมระบบการบินหลัก ส่วนอีกชุดช่วยให้สามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ได้

ในอนาคต กองทัพอากาศยังสามารถอัปเกรดขีดความสามารถของ “กริพเพน อีเอฟ” ได้เพิ่มเติม รวมถึงระบบ Link-T ที่สามารถติดตั้งได้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่เฉพาะของกองทัพอากาศ แต่รวมถึงกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้านความมั่นคง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในการปฏิบัติการ และสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับด้านความมั่นคงมาโดยตลอด แต่รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลหลายมิติ ไม่เฉพาะด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว จึงต้องหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการดูแลทุกภาคส่วน

เมื่อถามถึงความมั่นใจต่อสถานการณ์ที่ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินขับไล่เช่นกัน พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ยืนยันว่า กองทัพอากาศไทยเตรียมสร้างนักบินบนพื้นฐานของการรบจริง โดยฝึกให้พร้อมออกปฏิบัติภารกิจและประสบความสำเร็จ

“เครื่องบินขับไล่ทุกแบบที่กองทัพอากาศไทยจัดซื้อ ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่องบิน ทั้งจรวดนำวิถีความร้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่สามารถยิงได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร การจัดซื้อไม่ได้มีเพียงเครื่องบิน แต่รวมถึงระบบอาวุธที่ทำให้เรามั่นใจว่าเหนือกว่าภัยคุกคามรอบด้าน ต่อให้ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินรบในอนาคต เมื่อเรารบ เราก็ต้องชนะ”

หม่อมกร ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม. นัดแถลงเปิดตัว-โชว์วิสัยทัศน์ 24 พ.ค.นี้

หม่อมกร ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม. นัดแถลงเปิดตัว-โชว์วิสัยทัศน์ 24 พ.ค.นี้

หม่อมกร ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม. นัดแถลงเปิดตัว-โชว์วิสัยทัศน์ 24 พ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

18 พฤษภาคม 2569 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ “หม่อมกร” นักเคลื่อนไหวและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอเรียนเชิญร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. “SAVE BKK – BKK SAFT”

สวัสดีพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร และ พี่ๆ เพื่อนๆ สื่อมวลชนทุกท่านครับ

กรุงเทพฯ คือบ้านของเรา บ้านที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา รอยยิ้ม และความหวัง แต่ในขณะเดียวกัน บ้านหลังนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่พวกเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากให้ปลอดภัยขึ้น น่าอยู่ขึ้น และมีอนาคตที่ดีกว่าเดิมเพื่อลูกหลานของเรา เพราะเราเชื่อว่า “กรุงเทพฯ ต้องปลอดภัย และน่าอยู่สำหรับทุกคน”

ในโอกาสนี้ จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกแขนง และพี่น้องประชาชนทุกท่าน มาร่วมพูดคุย รับฟังวิสัยทัศน์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวเดินครั้งสำคัญไปพร้อมกัน ในงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร : ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (หม่อมกร)

รายละเอียดการเดินทางมาร่วมงาน

• วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569

• เวลา: 14.00 – 16.00 น.

• สถานที่: ณ สมาคมธรรมศาสตร์ (สาทร)

(เลขที่ 99 ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร)

กำหนดการ (Agenda)

• 14:00 น. | เปิดตัวทีมงานและแม่ทัพมืออาชีพในด้านต่างๆ ที่พร้อมจะเข้ามาอาสารับใช้และร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ

• 15:00 น. | ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แถลงนโยบาย วิสัยทัศน์ และแนวคิดในการขับเคลื่อนเมืองหลวงของเรา

“เพราะเสียงของทุกคนคือพลัง และทุกความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนคือหัวใจสำคัญในการสร้างกรุงเทพฯ ที่ปลอดภัย“

พวกเราตั้งใจจริงที่จะมาร่วมคิด ร่วมทำ และรับใช้ทุกคน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งกำลังใจให้กันนะครับ แล้วพบกันตามวันและเวลาดังกล่าวครับ ขอบพระคุณจากใจจริงครับ

#SAVEBKK #BKKSAFE #หม่อมกร #ผู้ว่ากทม #เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่ากทม

– 006

‘กมธ. สว.’ ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ชี้ขัด รธน.ไม่รอบคอบ-ปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า

‘กมธ. สว.’ ชงรัฐบาลฉีก MOU43  ชี้ขัด รธน.ไม่รอบคอบ-ปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า

‘กมธ. สว.’ ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ชี้ขัด รธน.ไม่รอบคอบ-ปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

‘กมธ.’ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ต่อจาก MOU44 ชี้ขัด รธน.ทั้งไทย-กัมพูชา ไม่รอบคอบ การปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า ด้าน “สว.พันธุ์ใหม่” ซัดรายงานไร้เหตุผล จี้ให้ปรับปรุงใหม่ หวั่นยกเลิกแล้ว ถูกกลุ่มทุนฉวยโอกาส ฮุบประโยชน์ปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษาเรื่องข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายนพดล อินนา สว. เป็นประธานกมธ. พิจารณาแล้วเสร็จ

โดยนายนพดล รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่ง กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 โดยในส่วนของเอ็มโอยู 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปี 2543 ไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ และการอนุมัติให้ไปลงนามรับรองเอ็มโอยู 2543 ยังไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเสนอครม.ให้ความเห็นชอบก่อน และการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสนในเอ็มโอยูที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม เอ็มโอยู 2543 เมื่อเสร็จแล้ว จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน และการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตามเอ็มโอยู 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาผ่านไปเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบัน การดำเนินการยังอยู่ในขั้นแรก จากทั้งหมด 5 ครั้ง และเกิดการปะทะกันครั้งล่าสุด

“กมธ.ยืนยันว่า ฝ่ายไทย สามารถยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้ง ให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเมื่อไทยแจ้งยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ให้กัมพูชาทราบแล้ว ไทยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือน หากไทยต้องการจะเจรจากับกัมพูชา เพื่อปรับปรุงเอ็มโอยู 2543 ตามที่ไทยต้องการสามารถทำได้ ถ้าการเจรจาสำเร็จ ไทยสามารถถอนการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ แต่ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยยังยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจรจาตกลงกันได้แล้วก่อนการยกเลิก” นายนพดล กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณารายงานดังกล่าว พบว่ามี สว. ที่เห็นแตกต่าง ทั้งสนับสนุนรายงานและไม่สนับสนุนรายงานเนื่องจากมองว่ามีวาระซ่อนเร้นอีกทั้งมองว่าเอ็มโอยู 2543 ยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเจรจาหาทางออกกับกัมพูชาในความขัดแย้งโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายไม่เห็นด้วยต่อรายงานของกมธ. ตอนหนึ่งว่า การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับการสูญเสียกลไกทวิภาคี และจะทำให้ไทยเดินเข้าสู่การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ที่มีคนต่างชาติ 5 คนมาเป็นคนกลางพิจารณา ดังนั้นเหตุผลที่ระบุว่ายกเลิกเพื่อลดข้อกังวลจึงเป็นการเอาอธิปไตยไทยไปวางในมือของคนนอก ทั้งนี้การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับไทยละทิ้งข้อตกลงว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนที่กำหนดให้เจรจาผลประโยชน์ทางทะเลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อที่ทำให้ไทยได้เปรียบกว่ากัมพูชา อย่างไรก็ดีตนมองว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่าให้กระแสชาตินิยมข่มผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ และขอให้พิจารณาว่าเราจะเป็นรัฐที่ฉลาดใช้เครื่องมือทางการทูตเพื่อต้อนคู่แข่งให้จนมุม หรือเป็นรัฐหวาดระแวงในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงตามกระแสชาตินิยมจนฉีกข้อตกลงทิ้ง ตนมองว่าการรักษาหรือปรับเปลี่ยนเอ็มโอยู 2543 เอ็มโอยู 2544 เพื่อใช้ คือยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งและสมเกียรติประเทศไทย

ขณะที่นายเทวฤทธิ์ อภิปรายตอนหนึ่งว่า การพิจารณาเรื่องใดที่เป็นข้อดีหรือข้อเสีย และการเสนอทางออกควรมีตรงกลาง ไม่ใช่ชี้ไปในทางขาว หรือ ดำ แต่รายงานเสนอให้ยกเลิกเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ เมื่อตนดูรายชื่อ กมธ. พบชื่อของ พล.ท.ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร และ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ นักวิชาการ แปลกใจว่าบุคคลทั้ง 2 เห็นด้วยหรือ เพราะมติของกมธ. ระบุว่าเป็นเอกฉันท์  ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับรายงานดังกล่าวเพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอต่อการยกเลิกดังนั้นควรปรับปรุง แก้ไขรายงาน 

นายเทวฤทธิ์ อภิปรายต่อว่าตามรายงานที่ระบุเหตุผลของการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 อ้างความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถือเป็นกระบวนการภายในประเทศและนักกฎหมายไทยตีความหลากหลาย ตราบที่ไม่ทำให้โมฆะมีผลบังคับใช้ และระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีกระบวนการดำเนินการทางเขตแดนคืบหน้าแล้ว  600 ตารางกิโลเมตรถือว่าเป็นกระบวนการที่ได้รับการยอมรับในทางพฤตินัยแล้ว นอกจากนั้นแล้วได้ให้เหตุผลที่ให้ยกเลิก เพราะกัมพูชาละเมิดไม่รักษาสัญญาเป็นเหตุให้ยกเลิก ทั้งนี้เอ็มโอยูเป็นกลไกเชิงเทคนิคเรื่องเขตแดน เช่น สำรวจ ไม่ใช่เครื่องมือควบคุมพฤติกรรม

“การยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ของรัฐบาล ผมมีข้อกังวลต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ ต่อการยกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศในกรณีอื่นๆ และยังมีข้อกังวลต่อความเป็นธรรมและสิ่งที่ต้องสูญเสียที่จะยอมรับต่อการตัดสินที่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ อันคลอส หรือไม่ ดังนั้นการศึกษาข้อดี ข้อเสียของการยกเลิก ในทางออกไม่ควรเป็นขาวหรือดำ แต่ควรออกมาในทางการคุยหรือปรับปรุงเพื่อไม่ให้สิ่งที่ลากกันมา 26 ปีเสียเปล่า อย่างไรก็ดีในวิกฤติพลังงาน ผมมองว่าควรสร้างโอกาสหาทางพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมร่วมกัน ใครกันแน่ที่ฉวยเอาผลประโยชน์ประชชนในพ้นที่นั้นน เขาถือสัญชาติกัมพูชา  หรือถือสัญชาติไทย แล้วมากอบโกยผลประโยชน์ทรัพยากรภายใต้ชื่อของทุนพลังงานทำให้คนไทยและคนกัมพูชาต้องใช้พลังงาน และน้ำมันราคาแพง แทนจะได้โอกาสสะสางโครงสร้างพลังงาน  

และหลังจากที่ สว.ได้อภิปรายและกมธ.ได้ชี้แจงแล้ว พล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่าจะส่งความเห็น ข้อสังเกตและรายงานของ กมธ. ให้ ครม. พิจารณารับทราบต่อไป

ภราดร ชี้ เสรีพิศุทธ์ ฟ้อง อนุทิน-ไชยชนก ปมเขากระโดง เป็นสิทธิ ทำได้ตามกฎหมาย

ภราดร ชี้ เสรีพิศุทธ์ ฟ้อง อนุทิน-ไชยชนก ปมเขากระโดง เป็นสิทธิ ทำได้ตามกฎหมาย

ภราดร ชี้ เสรีพิศุทธ์ ฟ้อง อนุทิน-ไชยชนก ปมเขากระโดง เป็นสิทธิ ทำได้ตามกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

ภราดร ชี้ เสรีพิศุทธ์ ฟ้อง อนุทิน-ไชยชนก ปมเขากระโดงเป็นสิทธิ ย้ำจะดำเนินการได้หรือไม่ ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายกำหนด

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เตรียมยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รวมถึงนาย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผิดจริยธรรมกรณีละเว้นการดำเนินการที่ดินเขากระโดง ว่าเป็นสิทธิของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการคืนที่ดินเขากระโดง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะดำเนินการฟ้องร้องกับผู้ที่เป็นคู่กรณีเป็นรายแปลง ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ จะส่งผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมก็เดินหน้าต่อไป ส่วน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะมีข้อข้องใจ หรือประสงค์จะยื่นถอดถอน ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด ว่ามีช่องทางหรือเงื่อนไขรองรับเพียงใด

เมื่อถามต่อว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องไปถาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เอง

รับคำร้อง พรก. กู้เงิน ศาล รธน. ให้ครม.ยื่นคำชี้แจงภายใน 7 วัน

รับคำร้อง พรก. กู้เงิน ศาล รธน. ให้ครม.ยื่นคำชี้แจงภายใน 7 วัน

รับคำร้อง พรก. กู้เงิน ศาล รธน. ให้ครม.ยื่นคำชี้แจงภายใน 7 วัน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

วันนี้ (18 พ.ค.69) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง)
ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรรคหนึ่ง

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว เห็นว่ากรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมญว่าด้วยวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (1) จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแจ้งให้ผู้ร้องทราบ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 27 วรรคสาม ให้คณะรัฐมนตรี จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ศาลรัฐธรรมนูญ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามติในวันนี้เป็นขององค์คณะชุดเล็กที่พิจารณารับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในครั้งถัดไป เต็มองค์คณะ 9 คน จะมีในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ซึ่งหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว ตามวิธีการพิจารณาของศาล จะต้องดำเนินการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

ศาลรัฐธรรมนูญ

ตึกไทยคู่ฟ้า ติดรูป อนุทิน ขึ้นทำเนียบนายกฯ คาดถือเคล็ดไม่ต้องรอเป็นอดีตนายกฯ

ตึกไทยคู่ฟ้า ติดรูป อนุทิน ขึ้นทำเนียบนายกฯ คาดถือเคล็ดไม่ต้องรอเป็นอดีตนายกฯ

ตึกไทยคู่ฟ้า ติดรูป อนุทิน ขึ้นทำเนียบนายกฯ คาดถือเคล็ดไม่ต้องรอเป็นอดีตนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ตึกไทยคู่ฟ้า ติดรูป อนุทิน ขึ้นทำเนียบนายกฯ คาดถือเคล็ดไม่ต้องรอเป็นอดีตนายกฯ

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในตึกไทยคู่ฟ้า ปรากฎว่าได้มีการติดตั้งรูปนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บนผนังทำเนียบนายกรัฐมนตรี  โดยถือเป็นการเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติเพราะปกติแล้ว ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ภายในตึกไทยคู่ฟ้า จะติดภาพต่อเมื่อนายกฯคนนั้น พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ล่าสุดปรากฎภาพนายอนุทิน ถูกนำมาติดในระหว่างดำรงตำแหน่ง ไม่รอให้พ้นนายกรัฐมนตรีไปก่อน เพื่อเป็นการถือเคล็ด

นายกฯ ถกหน่วยงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ย้ำหน่วยข่าวกรองมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ

นายกฯ ถกหน่วยงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ย้ำหน่วยข่าวกรองมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ

นายกฯ ถกหน่วยงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ย้ำหน่วยข่าวกรองมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

นายกฯ ถกหน่วยงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ย้ำหน่วยข่าวกรองมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ 

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศโดยประชาคมข่าวกรอง โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯรมว.ต่างประเทศ พล.ท.วณัฐ ลักษณสิริ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก พล.ร.ท.ณัฐพล พรหมขุนทอง เจ้ากรมข่าวทหารเรือ พล.อ.ท.อังคาร อินทรา เจ้ากรมข่าวทหารอากาศ พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัยพล.ต.ท.ยสวินท์ หรรษมนตร์ ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล  เข้าร่วมเป็นต้น 

โดยนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมรวมข้อมูลและสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงให้พวกตนได้รับทราบในวันนี้ตน และเราได้ติดตามสถานการณ์โลกและบริบทด้านความมั่นคงในประเทศของเรามาโดยตลอด ซึ่งหน่วยข่าวกรองถือว่ามีความสำคัญที่สุดในการบริหารประเทศ วันนี้จึงต้องมีการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้น

ผู้สื่อรายงานว่า โดยวาระการประชุมจะมีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน ก่อนจะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 20 พ.ค.นี้