หม่อมกร ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม. นัดแถลงเปิดตัว-โชว์วิสัยทัศน์ 24 พ.ค.นี้

หม่อมกร ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม. นัดแถลงเปิดตัว-โชว์วิสัยทัศน์ 24 พ.ค.นี้

หม่อมกร ลุยชิงผู้ว่าฯ กทม. นัดแถลงเปิดตัว-โชว์วิสัยทัศน์ 24 พ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

18 พฤษภาคม 2569 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ “หม่อมกร” นักเคลื่อนไหวและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอเรียนเชิญร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. “SAVE BKK – BKK SAFT”

สวัสดีพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร และ พี่ๆ เพื่อนๆ สื่อมวลชนทุกท่านครับ

กรุงเทพฯ คือบ้านของเรา บ้านที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา รอยยิ้ม และความหวัง แต่ในขณะเดียวกัน บ้านหลังนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่พวกเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากให้ปลอดภัยขึ้น น่าอยู่ขึ้น และมีอนาคตที่ดีกว่าเดิมเพื่อลูกหลานของเรา เพราะเราเชื่อว่า “กรุงเทพฯ ต้องปลอดภัย และน่าอยู่สำหรับทุกคน”

ในโอกาสนี้ จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกแขนง และพี่น้องประชาชนทุกท่าน มาร่วมพูดคุย รับฟังวิสัยทัศน์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวเดินครั้งสำคัญไปพร้อมกัน ในงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร : ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (หม่อมกร)

รายละเอียดการเดินทางมาร่วมงาน

• วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569

• เวลา: 14.00 – 16.00 น.

• สถานที่: ณ สมาคมธรรมศาสตร์ (สาทร)

(เลขที่ 99 ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร)

กำหนดการ (Agenda)

• 14:00 น. | เปิดตัวทีมงานและแม่ทัพมืออาชีพในด้านต่างๆ ที่พร้อมจะเข้ามาอาสารับใช้และร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ

• 15:00 น. | ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แถลงนโยบาย วิสัยทัศน์ และแนวคิดในการขับเคลื่อนเมืองหลวงของเรา

“เพราะเสียงของทุกคนคือพลัง และทุกความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนคือหัวใจสำคัญในการสร้างกรุงเทพฯ ที่ปลอดภัย“

พวกเราตั้งใจจริงที่จะมาร่วมคิด ร่วมทำ และรับใช้ทุกคน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งกำลังใจให้กันนะครับ แล้วพบกันตามวันและเวลาดังกล่าวครับ ขอบพระคุณจากใจจริงครับ

#SAVEBKK #BKKSAFE #หม่อมกร #ผู้ว่ากทม #เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่ากทม

– 006

‘กมธ. สว.’ ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ชี้ขัด รธน.ไม่รอบคอบ-ปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า

‘กมธ. สว.’ ชงรัฐบาลฉีก MOU43  ชี้ขัด รธน.ไม่รอบคอบ-ปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า

‘กมธ. สว.’ ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ชี้ขัด รธน.ไม่รอบคอบ-ปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

‘กมธ.’ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ต่อจาก MOU44 ชี้ขัด รธน.ทั้งไทย-กัมพูชา ไม่รอบคอบ การปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า ด้าน “สว.พันธุ์ใหม่” ซัดรายงานไร้เหตุผล จี้ให้ปรับปรุงใหม่ หวั่นยกเลิกแล้ว ถูกกลุ่มทุนฉวยโอกาส ฮุบประโยชน์ปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษาเรื่องข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายนพดล อินนา สว. เป็นประธานกมธ. พิจารณาแล้วเสร็จ

โดยนายนพดล รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่ง กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 โดยในส่วนของเอ็มโอยู 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปี 2543 ไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ และการอนุมัติให้ไปลงนามรับรองเอ็มโอยู 2543 ยังไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเสนอครม.ให้ความเห็นชอบก่อน และการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสนในเอ็มโอยูที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม เอ็มโอยู 2543 เมื่อเสร็จแล้ว จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน และการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตามเอ็มโอยู 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาผ่านไปเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบัน การดำเนินการยังอยู่ในขั้นแรก จากทั้งหมด 5 ครั้ง และเกิดการปะทะกันครั้งล่าสุด

“กมธ.ยืนยันว่า ฝ่ายไทย สามารถยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้ง ให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเมื่อไทยแจ้งยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ให้กัมพูชาทราบแล้ว ไทยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือน หากไทยต้องการจะเจรจากับกัมพูชา เพื่อปรับปรุงเอ็มโอยู 2543 ตามที่ไทยต้องการสามารถทำได้ ถ้าการเจรจาสำเร็จ ไทยสามารถถอนการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ แต่ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยยังยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจรจาตกลงกันได้แล้วก่อนการยกเลิก” นายนพดล กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณารายงานดังกล่าว พบว่ามี สว. ที่เห็นแตกต่าง ทั้งสนับสนุนรายงานและไม่สนับสนุนรายงานเนื่องจากมองว่ามีวาระซ่อนเร้นอีกทั้งมองว่าเอ็มโอยู 2543 ยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเจรจาหาทางออกกับกัมพูชาในความขัดแย้งโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายไม่เห็นด้วยต่อรายงานของกมธ. ตอนหนึ่งว่า การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับการสูญเสียกลไกทวิภาคี และจะทำให้ไทยเดินเข้าสู่การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ที่มีคนต่างชาติ 5 คนมาเป็นคนกลางพิจารณา ดังนั้นเหตุผลที่ระบุว่ายกเลิกเพื่อลดข้อกังวลจึงเป็นการเอาอธิปไตยไทยไปวางในมือของคนนอก ทั้งนี้การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับไทยละทิ้งข้อตกลงว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนที่กำหนดให้เจรจาผลประโยชน์ทางทะเลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อที่ทำให้ไทยได้เปรียบกว่ากัมพูชา อย่างไรก็ดีตนมองว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่าให้กระแสชาตินิยมข่มผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ และขอให้พิจารณาว่าเราจะเป็นรัฐที่ฉลาดใช้เครื่องมือทางการทูตเพื่อต้อนคู่แข่งให้จนมุม หรือเป็นรัฐหวาดระแวงในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงตามกระแสชาตินิยมจนฉีกข้อตกลงทิ้ง ตนมองว่าการรักษาหรือปรับเปลี่ยนเอ็มโอยู 2543 เอ็มโอยู 2544 เพื่อใช้ คือยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งและสมเกียรติประเทศไทย

ขณะที่นายเทวฤทธิ์ อภิปรายตอนหนึ่งว่า การพิจารณาเรื่องใดที่เป็นข้อดีหรือข้อเสีย และการเสนอทางออกควรมีตรงกลาง ไม่ใช่ชี้ไปในทางขาว หรือ ดำ แต่รายงานเสนอให้ยกเลิกเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ เมื่อตนดูรายชื่อ กมธ. พบชื่อของ พล.ท.ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร และ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ นักวิชาการ แปลกใจว่าบุคคลทั้ง 2 เห็นด้วยหรือ เพราะมติของกมธ. ระบุว่าเป็นเอกฉันท์  ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับรายงานดังกล่าวเพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอต่อการยกเลิกดังนั้นควรปรับปรุง แก้ไขรายงาน 

นายเทวฤทธิ์ อภิปรายต่อว่าตามรายงานที่ระบุเหตุผลของการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 อ้างความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถือเป็นกระบวนการภายในประเทศและนักกฎหมายไทยตีความหลากหลาย ตราบที่ไม่ทำให้โมฆะมีผลบังคับใช้ และระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีกระบวนการดำเนินการทางเขตแดนคืบหน้าแล้ว  600 ตารางกิโลเมตรถือว่าเป็นกระบวนการที่ได้รับการยอมรับในทางพฤตินัยแล้ว นอกจากนั้นแล้วได้ให้เหตุผลที่ให้ยกเลิก เพราะกัมพูชาละเมิดไม่รักษาสัญญาเป็นเหตุให้ยกเลิก ทั้งนี้เอ็มโอยูเป็นกลไกเชิงเทคนิคเรื่องเขตแดน เช่น สำรวจ ไม่ใช่เครื่องมือควบคุมพฤติกรรม

“การยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ของรัฐบาล ผมมีข้อกังวลต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ ต่อการยกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศในกรณีอื่นๆ และยังมีข้อกังวลต่อความเป็นธรรมและสิ่งที่ต้องสูญเสียที่จะยอมรับต่อการตัดสินที่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ อันคลอส หรือไม่ ดังนั้นการศึกษาข้อดี ข้อเสียของการยกเลิก ในทางออกไม่ควรเป็นขาวหรือดำ แต่ควรออกมาในทางการคุยหรือปรับปรุงเพื่อไม่ให้สิ่งที่ลากกันมา 26 ปีเสียเปล่า อย่างไรก็ดีในวิกฤติพลังงาน ผมมองว่าควรสร้างโอกาสหาทางพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมร่วมกัน ใครกันแน่ที่ฉวยเอาผลประโยชน์ประชชนในพ้นที่นั้นน เขาถือสัญชาติกัมพูชา  หรือถือสัญชาติไทย แล้วมากอบโกยผลประโยชน์ทรัพยากรภายใต้ชื่อของทุนพลังงานทำให้คนไทยและคนกัมพูชาต้องใช้พลังงาน และน้ำมันราคาแพง แทนจะได้โอกาสสะสางโครงสร้างพลังงาน  

และหลังจากที่ สว.ได้อภิปรายและกมธ.ได้ชี้แจงแล้ว พล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่าจะส่งความเห็น ข้อสังเกตและรายงานของ กมธ. ให้ ครม. พิจารณารับทราบต่อไป

ภราดร ชี้ เสรีพิศุทธ์ ฟ้อง อนุทิน-ไชยชนก ปมเขากระโดง เป็นสิทธิ ทำได้ตามกฎหมาย

ภราดร ชี้ เสรีพิศุทธ์ ฟ้อง อนุทิน-ไชยชนก ปมเขากระโดง เป็นสิทธิ ทำได้ตามกฎหมาย

ภราดร ชี้ เสรีพิศุทธ์ ฟ้อง อนุทิน-ไชยชนก ปมเขากระโดง เป็นสิทธิ ทำได้ตามกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

ภราดร ชี้ เสรีพิศุทธ์ ฟ้อง อนุทิน-ไชยชนก ปมเขากระโดงเป็นสิทธิ ย้ำจะดำเนินการได้หรือไม่ ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายกำหนด

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เตรียมยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รวมถึงนาย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผิดจริยธรรมกรณีละเว้นการดำเนินการที่ดินเขากระโดง ว่าเป็นสิทธิของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการคืนที่ดินเขากระโดง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะดำเนินการฟ้องร้องกับผู้ที่เป็นคู่กรณีเป็นรายแปลง ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ จะส่งผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมก็เดินหน้าต่อไป ส่วน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะมีข้อข้องใจ หรือประสงค์จะยื่นถอดถอน ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด ว่ามีช่องทางหรือเงื่อนไขรองรับเพียงใด

เมื่อถามต่อว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องไปถาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เอง

รับคำร้อง พรก. กู้เงิน ศาล รธน. ให้ครม.ยื่นคำชี้แจงภายใน 7 วัน

รับคำร้อง พรก. กู้เงิน ศาล รธน. ให้ครม.ยื่นคำชี้แจงภายใน 7 วัน

รับคำร้อง พรก. กู้เงิน ศาล รธน. ให้ครม.ยื่นคำชี้แจงภายใน 7 วัน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

วันนี้ (18 พ.ค.69) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง)
ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรรคหนึ่ง

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว เห็นว่ากรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมญว่าด้วยวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (1) จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแจ้งให้ผู้ร้องทราบ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 27 วรรคสาม ให้คณะรัฐมนตรี จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ศาลรัฐธรรมนูญ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามติในวันนี้เป็นขององค์คณะชุดเล็กที่พิจารณารับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในครั้งถัดไป เต็มองค์คณะ 9 คน จะมีในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ซึ่งหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว ตามวิธีการพิจารณาของศาล จะต้องดำเนินการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

ศาลรัฐธรรมนูญ

ตึกไทยคู่ฟ้า ติดรูป อนุทิน ขึ้นทำเนียบนายกฯ คาดถือเคล็ดไม่ต้องรอเป็นอดีตนายกฯ

ตึกไทยคู่ฟ้า ติดรูป อนุทิน ขึ้นทำเนียบนายกฯ คาดถือเคล็ดไม่ต้องรอเป็นอดีตนายกฯ

ตึกไทยคู่ฟ้า ติดรูป อนุทิน ขึ้นทำเนียบนายกฯ คาดถือเคล็ดไม่ต้องรอเป็นอดีตนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ตึกไทยคู่ฟ้า ติดรูป อนุทิน ขึ้นทำเนียบนายกฯ คาดถือเคล็ดไม่ต้องรอเป็นอดีตนายกฯ

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในตึกไทยคู่ฟ้า ปรากฎว่าได้มีการติดตั้งรูปนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บนผนังทำเนียบนายกรัฐมนตรี  โดยถือเป็นการเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติเพราะปกติแล้ว ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ภายในตึกไทยคู่ฟ้า จะติดภาพต่อเมื่อนายกฯคนนั้น พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ล่าสุดปรากฎภาพนายอนุทิน ถูกนำมาติดในระหว่างดำรงตำแหน่ง ไม่รอให้พ้นนายกรัฐมนตรีไปก่อน เพื่อเป็นการถือเคล็ด

นายกฯ ถกหน่วยงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ย้ำหน่วยข่าวกรองมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ

นายกฯ ถกหน่วยงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ย้ำหน่วยข่าวกรองมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ

นายกฯ ถกหน่วยงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ย้ำหน่วยข่าวกรองมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

นายกฯ ถกหน่วยงานสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ย้ำหน่วยข่าวกรองมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ 

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศโดยประชาคมข่าวกรอง โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯรมว.ต่างประเทศ พล.ท.วณัฐ ลักษณสิริ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก พล.ร.ท.ณัฐพล พรหมขุนทอง เจ้ากรมข่าวทหารเรือ พล.อ.ท.อังคาร อินทรา เจ้ากรมข่าวทหารอากาศ พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัยพล.ต.ท.ยสวินท์ หรรษมนตร์ ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล  เข้าร่วมเป็นต้น 

โดยนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมรวมข้อมูลและสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงให้พวกตนได้รับทราบในวันนี้ตน และเราได้ติดตามสถานการณ์โลกและบริบทด้านความมั่นคงในประเทศของเรามาโดยตลอด ซึ่งหน่วยข่าวกรองถือว่ามีความสำคัญที่สุดในการบริหารประเทศ วันนี้จึงต้องมีการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้น

ผู้สื่อรายงานว่า โดยวาระการประชุมจะมีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน ก่อนจะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ 

ภราดร เผยหากที่ประชุม สส.ภท. เห็นชอบร่างแก้ รธน.จ่อส่งประธานรัฐสภา 20 พ.ค.

ภราดร เผยหากที่ประชุม สส.ภท. เห็นชอบร่างแก้ รธน.จ่อส่งประธานรัฐสภา 20 พ.ค.

ภราดร เผยหากที่ประชุม สส.ภท. เห็นชอบร่างแก้ รธน.จ่อส่งประธานรัฐสภา 20 พ.ค.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ภราดร เผยหากที่ประชุม สส.ภท. เห็นชอบร่างแก้ รธน.จ่อส่งประธานรัฐสภา 20 พ.ค. บอกเป็นพรรคแรกสนองผลประชามติ 21 ล้านเสียง ใช้บทเรียนครั้งที่แล้วมาแก้ไขตั้งเป้าหมายต้องดันให้สำเร็จ

เมื่อวันที่  18 พ.ค.2569 เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่า วันที่ 19 พ.ค. จะเสนอร่างให้ที่ประชุมสส.ของพรรคพิจารณา หากที่ประชุมเห็นชอบจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยต่อประธานรัฐสภาวันที่ 20 พ.ค. โดยเนื้อหาในร่างของพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลการลงประชามติของประชาชน 21 ล้านเสียง โดยจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด1หมวด 2 โดยจะกำหนดล็อคไม่ให้สภาร่างรัฐธรรนูญ (ส.ส.ร.) มาแก้ไขส่วนนี้ด้วย

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เนื่องจากที่ผ่านมามีความขัดแย้งจนไม่สามารถเดินหน้าได้ นายภราดร ตอบว่า ต้องไปดูที่ผ่านมาปัญหาและอุปสรรคอยู่ตรงไหนโดยเรานำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงเพื่อยกร่าง จากนี้ก็ต้องไปหารือเจรจากับทุกฝ่าย เพราะการจะผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ต้องมีหลายส่วนทั้งในส่วนของ สว. สัดส่วนของฝ่ายค้านก็ต้องเห็นด้วยร้อยละ 20 การจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ในฐานะพรรคภูมิใจไทย เราต้องการผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญาของพรรคเป็นร่างหลักหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่การพิจารณาของรัฐสภา ส่วนที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกันในส่วนของพรรคร่วมจะคุยกันก่อนหรือไม่นั้น การยื่นร่างกฎหมายเป็นสิทธิของแต่ละพรรค พรรคภูมิใจไทยก็เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย เราเห็นความสำคัญและประกาศตัวเป็นพรรคแรกที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากที่รัฐบาลประกาศไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาฯชุดที่ผ่านมา เรื่องนี้พรรคการเมืองก็เดินหน้าต่อ เมื่อถามว่าระหว่างการร่างได้พูดคุยกับทางสว.จนเป็นที่ยอมรับแล้วหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ประเด็นของสว.ครั้งที่แล้วติดใจเรื่องอำนาจ 1 ใน 3 ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนจะมีสสร. ซึ่งเรื่องนี้ต้องนำไปพูดคุยในพรรคในวันที่ 19 พ.ค. ว่าจะดำเนินการแบบไหนว่าแบบไหนคือจุดตรงกลาง ซึ่งร่างเดิมของพรรคภูมิใจไทยใส่ตรงนี้ไว้ 1 ใน5 

ครม.เงา ชงรัฐบาล 3 ข้อ ถึงรัฐบาล แก้เหตุรถไฟชนรถเมล์ บี้ผลักดัน Missing Link แก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ

ครม.เงา ชงรัฐบาล 3 ข้อ ถึงรัฐบาล แก้เหตุรถไฟชนรถเมล์ บี้ผลักดัน Missing Link แก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ

ครม.เงา ชงรัฐบาล 3 ข้อ ถึงรัฐบาล แก้เหตุรถไฟชนรถเมล์ บี้ผลักดัน Missing Link แก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘ครม.เงา‘ ชง 3 ข้อถึงรัฐบาลแก้เหตุรถไฟชนรถเมล์ ’เข้มวินัยจราจรคนขับรถ-สอบสาเหตุผ่านกก.สอบ-เร่งผลักดันมิสซิ่งลิงก์แก้จุดตัดทางรถไฟ‘

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมครม.เงา กรณีรถไฟชนรถเมล์บริเวณแยกอโศก เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตจำนวนมากว่า พรรคประชาชนจะใช้ทุกกลไกที่มีในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล โดยจะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมกรรมาธิการ(กมธ.)การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนภาพรวมข้อเสนอของครม.เงา ต่อรัฐบาล มี 3 เรื่อง คือ 1. การเข้มงวดกวดขันวินัยจราจร การใช้รถใช้ถนน ทั้งคนขับรถเมล คนขับรถไฟ และอื่นๆ 2.การสอบสวนหาสาเหตุต่างๆ เป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงาน ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ผ่านคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุของการขนส่งทางราง และ 3. ขอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน มิสซิ่งลิงก์ (Missing Link) ที่อนุมัติไปแล้วตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟบนผิวจราจรได้

ฟ้องมา ฟ้องกลับ สมชัย ประกาศกร้าว เราขอใช้แนวคิดนายกฯบ้าง

ฟ้องมา ฟ้องกลับ สมชัย ประกาศกร้าว เราขอใช้แนวคิดนายกฯบ้าง

ฟ้องมา ฟ้องกลับ สมชัย ประกาศกร้าว เราขอใช้แนวคิดนายกฯบ้าง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

วันนี้ 18 พฤษภาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โพสต์ข้อความพร้อมภาพจากสื่อแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า “ฟ้องมา ฟ้องกลับ

ใครกล้าแจ้งความดำเนินคดีประชาชน ด้วยข้อกล่าวหาเท็จ รุนแรง หมิ่นประมาท เพิ่อหวังปิดปากการวิจารณ์โดยชอบ ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับด้วย 10.00 น. วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ อาคาร 1 กองปราบ ข้างแดนเนรมิตเดิม ประชาชนที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยมิชอบ จะแจ้งความดำเนินคดีอาญากลับ 1) ฟ้องเท็จ 2) หมิ่นประมาท 3) จงใจใช้ตำแหน่งหน้าที่ปฏิบัติมิชอบ

สมชัย ศรีสุทธิยากร

หมายเหตุ : ข่าวไม่เกี่ยวกับภาพประกอบ แต่สื่อว่า เราขอใช้แนวคิดนายกอนุทินบ้าง”

หลังจากที่โพสต์ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“อาจารย์ สมชัย สุ้ๆ จะอยุ่เคียงข้าง คะ”

“เริ่่ด”

“พอร่อง”

“ถ้าคนตั้งใจจะปราบโกง เขาต้องหาทางเอื้อให้คนเปิดโปงและร้องเรียน ไม่ใช่ข่มขู่คนให้ข้อมูล แบบอันธพาล”

“ยุคคอรัปชั่นพลัส”

“สรุปไม่มีรับสินบน ไม่มีฮั้วสว. ที่เขากระโดงก็ไม่ผิดว่างั้น”

“หัวหน้าแก๊งครับ”

“เห็นด้วยครับ อาจารย์ ตั้งฐานสู้กับพวกมัน จะระดมทุน หรือไม่ ช่วยรายละเอียดด้วยครับ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

‘ปชน.’ กาง 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมปชช.-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว.

‘ปชน.’ กาง 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมปชช.-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว.

‘ปชน.’ กาง 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมปชช.-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

‘เงาส้ม‘ กาง 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมประชาชน-ป้องผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว. ด้าน ‘พริษฐ์’ ย้ำเบื้องต้นต้องมีคูหาให้ประชาชนร่วมเลือกได้ อัด คำวินิจฉัยศาล รธน. ขัดหลักประชาธิปไตย-ย้อนแย้งกันเอง โทษ ’รธน. 60‘ คืออุปสรรคสำคัญสุด เหตุวางด่านป้องกันการแก้ใหม่ ลามเอื้อเป็นปุ๋ยให้ ’ระบอบสีน้ำเงิน‘ กินรวบทุกสถาบันการเมือง

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เงา จากพรรคประชาชน โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม และแถลงผลการประชุมเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่โดยเร็วที่สุด พรรคประชาชนจึงมีข้อเสนอ 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.ในส่วนของพรรคประชาชนและภาคประชาชน เราเห็นตรงกันว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มากที่สุด ต้องคงหลักการ 3 ข้อไว้ด้วยกัน หลักการข้อ1. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้เราจะอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 หลักการข้อ2.เราต้องป้องกันการผูกขาด ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องไม่เกิดกระบวนการทำให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งผูกขาดกระบวนการจัดทำรัฐธรรรมนูญฉบับใหม่ได้ตลอดกระบวนการ หลักการข้อ3.ไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตลอดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า 2.พรรคประชาชนพร้อมจะเสนอและผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ยึดกับหลักการทั้ง 3 ข้อก่อนหน้า เข้าสู่รัฐสภาตามผลการออกเสียงประชามติของประชาชน 3.พรรคประชาชนพร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วนไปสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 นี้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เสนอเข้ามา ตราบใดที่ร่างของพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น สอดคล้องกับหลักการข้างต้นทั้ง 3 ข้อ 4.พรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนภาคประชาชน ในการรวบรวมอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยภาคประชาชน 5.พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นตรงว่า ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนในสังคม ควรต้องมีส่วนร่วมในการรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้อย่างมีความหมาย

ด้านยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า เราไม่อยากเห็นเพียงว่า รัฐบาลที่นําโดยพรรคภูมิใจไทย จะเอาร่างฉบับเดิมกลับมา หรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ แค่นี้ไม่เพียงพอ ขอเรียกร้องอย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้ จําเป็นต้องประกาศแถลงโรดแมป กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ให้ประชาชนได้เข้าใจ อย่างน้อยต้องมีประชามติอีกสองครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร ซึ่งกระบวนการข้างหน้า อาจจะเสร็จเร็วได้ในระยะ 2-3 ปี หรือเสร็จช้าไม่ทันรัฐบาล แต่ประชาชนจําเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัว

“ไม่ว่าพรรคการเมืองไหน ต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และยังมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่า มาโดยสุจริตถูกต้องหรือไม่ สว.ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอํานาจเหนือ สส. และประชาชน ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าพวกเราในฐานะประชาชนคนธรรมดา ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาโดยไม่ชอบธรรม ก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน และกระบวนการข้างหน้าหวังว่าจะไม่มีการโยนอํานาจไปให้ สว.มากเกินความจำเป็น อย่างไรก็ดี หากร่างที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้มีส่วนร่วมของประชาชน เราคงต้องใช้สิทธิ์ของประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นเข้าแข่งขัน” นายยิ่งชีพ กล่าว

ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลฮั้วกับองค์กรอิสระได้ โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีการเลือก สว. ไม่ยึดโยงกับประชาชน และมาจากการเลือกกันเอง เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง สามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ และในเมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบให้วุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ดังนั้น หากฝ่ายการเมืองที่เข้าควบคุมเสียงวุฒิสภานั้นเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่า รัฐบาลนั้นอาจคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน

“รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ ด้วยการควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดให้สำเร็จ เราจึงกังวลใจว่า ระบอบสีน้ำเงินจะทำทุกวิถีทาง ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สำเร็จ หรือพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในระบบรัฐสภา เพื่อให้ประเทศเรามีระบบและกติกาการเมืองที่เป็นธรรม มีส่วนร่วมของประชาชน และหลุดพ้นจากระบอบสีน้ำเงิน แต่คงไม่อาจสำเร็จได้ หากไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ

เมื่อถามถึงเงื่อนไขเรื่องอำนาจของ สว. นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ได้ตัดอำนาจ สว. เพราะอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในกรณีดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งไปทำประชามติ เราคิดว่าอย่างน้อย สส. กับ สว. ควรมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน ไม่ควรเพิ่มสิทธิกำหนดให้ต้องมีเสียง สว. เกิดสัดส่วนเท่าไร จึงจะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถามประชามติกับประชาชนได้ พรรคประชาชนจึงยืนยันหลักการที่สอดคล้องกับภาคประชาชนว่าไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. แต่หากมีฝ่ายที่เห็นต่างก็ควรนำมาปรึกษาหารือกันในระบบรัฐสภา

เมื่อถามถึงสูตร 20 หยิบ 1 ที่เคยมีในร่างแก้ไขก่อนหน้านี้ จะยังมีอยู่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนจะมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมี 3 หลักการสำคัญ คือเพิ่มส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มกฎเกณฑ์ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เราจึงอาจต้องนำเอาหลายร่างที่เคยเสนอไป มาทบทวนปรับปรุงให้สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้ เพื่อยื่นกลับเข้าไป

เมื่อถามถึงรูปธรรมของหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า รูปธรรมของหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน คือการมีคูหา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนรูปแบบของคูหาจะเป็นเช่นไร เมื่อเข้าสู่การประชุมของ สส. และมีข้อสรุปชัดเจน ก็จะสามารถแถลงรายละเอียดให้ทราบได้ แต่เบื้องต้นยืนยันได้เรื่องการมีคูหา ซึ่งเป็นรูปธรรมของการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า การมีคูหาไม่ได้เป็นอะไรที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และมองว่าคำวินิจฉัยขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และขัดต่อคำวินิจฉัยก่อนหน้านั้นในปี 2564 ด้วยซ้ำ ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราต้องยืนยันว่า เป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และขัดแย้งกันเอง

“แต่แม้เราเอาคำวินิจฉัยดังกล่าวมาอ่านเพิ่มเติม ก็ต้องยืนยันว่า การมีคูหาที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง ก็ไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งร่างที่พรรคประชาชนเคยเสนอไปในวาระ 1 เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาที่ปรึกษาโดยตรง และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อม” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่าลืมว่าเวลานั้นสมาชิกรัฐสภา รวมถึงเสียง สว. เกิน 1 ใน 3 ก็เห็นชอบรับหลักการร่างของพรรคประชาชนเช่นนี้มา จึงยืนยันได้ว่า ร่างดังกล่าวไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และไม่อยากให้ฝ่ายใดนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเกราะกำบังความพยายามในการลดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ดังนั้น อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือตัวรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เอง เพราะการออกแบบกติกาตั้งแต่สมัย คสช. คือป้องกันไม่ให้เกิดการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเจอหลายอุปสรรคที่ถูกฝังไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งการกำหนดว่าการแก้ไขใดๆ ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. รวมถึงการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่สร้างอุปสรรค ทั้งเรื่องจำนวนการทำประชามติ และการเลือกผู้ร่าง

“แต่สิ่งที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการให้เราร่วมกันทลายอุปสรรคดังกล่าวได้ คือพลังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งได้สะท้อนเจตจำนงชัดเจนแล้วผ่านการออกเสียงประชามติ หากยังมีพลังของประชาชนผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทลายอุปสรรคเหล่านี้” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามถึงหลักการข้อที่ 3 เรื่องการไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว.  นายพริษฐ์ กล่าวว่า ยอมรับว่า เป็นไปได้ว่าจะยึดเกณฑ์เดิมคือ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเกณฑ์นี้เคยได้รับเสียงเห็นชอบจากกรรมาธิการเสียงข้างมากในการพิจารณาเมื่อช่วงต้นปีด้วย

ขณะที่นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ที่ไม่บรรลุผลตาม MOA ที่ทำไว้กับพรรคภูมิใจไทย จะมีการโน้มน้าว สว. หรือพรรคการเมืองอื่นอย่างไรว่า สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังการทำ MOA คือเสียงของประชาชนในการออกเสียงประชามติ 21 ล้านเสียง ที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลักการทั้งหมดอยู่ใน 3 ข้อที่เราแถลงไปแล้ว ตราบใดที่สมาชิกรัฐสภาและทุกฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญและความเคารพกับเจตนารมณ์ของประชาชน ที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชน ถ้าทุกคนเคารพเจตจำนงตรงกัน หลักการทั้ง 3 ข้อที่เราวางไว้ ไม่น่าจะขัดแย้งกับความเห็นใดๆ ของทุกภาคส่วน และเราก็บอกด้วยว่า พร้อมจะสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยซ้ำ หากไม่ขัดต่อหลักการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว