รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

รัฐบาลเปิดทาง โซลาร์ภาคประชาชน ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.25 น.

รัฐบาลเปิดทาง “โซลาร์ภาคประชาชน” ใช้เอง-ขายไฟส่วนเกินได้ เตรียมพิจารณาใช้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ  อุดหนุนเงินดาวน์ค่าติดตั้ง หวังประชาชนร่วมเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยที่มีความพร้อม ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟในครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ เป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง

ล่าสุด มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดรับซื้อไฟฟ้ารวม 500 เมกะวัตต์ ประชาชนผู้เข้าร่วมสามารถขายไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี และต้องสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปี 2570

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับความสะดวกสูงสุด กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย ยังร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เตรียมจัดบริการแบบ One Stop Service ลดขั้นตอนการขออนุญาตและการติดตั้ง โดยจะแจ้งรายละเอียดเรื่องการยื่นคำขอ เอกสาร เงื่อนไข และขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังเตรียมมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยมีแนวคิดช่วยค่าติดตั้งหรือค่าดาวน์ 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้าสนับสนุน 400,000 ครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยจะเสนอโครงการ ขอใช้งบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงินสี่แสนล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ การไฟฟ้าจะเป็นหน่วยงานตรวจสอบความพร้อมของผู้เข้าร่วม ทั้งด้านระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย และความเหมาะสมของการเชื่อมต่อ เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าภาคประชาชนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนไม่เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า แต่เป็นผู้ร่วมผลิตพลังงานสะอาดของประเทศ บ้านที่มีความพร้อมสามารถใช้พื้นที่บนหลังคาให้เกิดประโยชน์ ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน และร่วมกันลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล สร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศในระยะยาว

ประชาชนที่สนใจขอให้รอการประกาศเปิดรับสมัครและรายละเอียดโครงการจาก กฟน. หรือ กฟภ. ตามพื้นที่ที่ใช้ไฟฟ้า เพื่อเตรียมเอกสารและความพร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ.

‘ดร.สามารถ’ ไขปมทำไมรัฐต้องยอมเบรกแลนด์บริดจ์ ฟังเสียงคนใต้

‘ดร.สามารถ’ ไขปมทำไมรัฐต้องยอมเบรกแลนด์บริดจ์ ฟังเสียงคนใต้

‘ดร.สามารถ’ ไขปมทำไมรัฐต้องยอมเบรกแลนด์บริดจ์ ฟังเสียงคนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.35 น.

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แลนด์บริดจ์… หยุดก่อน! ให้ประชาชนกำหนดอนาคตภาคใต้

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศไทย เพราะรัฐบาลได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ

(1) ยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC)

(2) ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ โดยมีภาคประชาชนร่วมศึกษาและกำหนดทิศทาง

(3) ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรอแผนแม่บทฯ และผลการศึกษาของคณะกรรมการแลนด์บริดจ์
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียง “ข้อตกลงทางการเมือง” แต่ในความเป็นจริง MOU ฉบับนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก
เพราะนี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลยอมรับอย่างเป็นทางการว่า การพัฒนาภาคใต้ไม่ควรเริ่มต้นจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมกับประชาชน

1. เปลี่ยนวิธีคิดจาก “โครงการนำ” เป็น “แผนนำ”
ที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของประเทศมักเริ่มจากโครงการ เมื่อมีโครงการแล้ว จึงค่อยออกแบบทุกอย่างให้รองรับโครงการนั้น ไม่ว่าจะเป็นผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้าง
พื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งออกกฎหมายให้เอื้อต่อโครงการ ประชาชนมักเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงท้าย เมื่อทิศทางหลักถูกกำหนดไปแล้ว
MOU ฉบับนี้เสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป คือเริ่มจากการตั้งคำถามว่า (1) ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด (2) จุดแข็งของแต่ละพื้นที่คืออะไร (3) เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต จะเดินไปด้วยกันได้อย่างไร

เมื่อมีคำตอบเหล่านี้แล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าโครงการใดเหมาะสมที่จะบรรจุไว้ในแผน ไม่ใช่กำหนดโครงการไว้ก่อน แล้วให้ทุกอย่างเดินตาม

2. ประชาชนไม่ใช่ผู้คัดค้าน แต่เป็นผู้ร่วมออกแบบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ตั้งคำถามต่อโครงการแลนด์บริดจ์มักถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายคัดค้าน” แต่ MOU ฉบับนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่ง ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา
สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ การพัฒนาที่มีข้อมูล มีเหตุผล และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
หากกระบวนการนี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้ต้นแบบใหม่ของการกำหนดนโยบายสาธารณะ นั่นคือ การให้ประชาชนร่วมคิด ไม่ใช่เพียงร่วมรับฟัง

3. นี่อาจเป็นต้นแบบของทั้งประเทศ
หากคณะกรรมการฯ สามารถจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคใต้ แต่จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร ล้วนสามารถใช้กระบวนการเดียวกัน คือให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง

4. ความท้าทายเพิ่งเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายรักษาคำมั่นที่ลงนามไว้ คณะกรรมการฯ ต้องทำงานอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้คัดค้าน” มาเป็น “ผู้ร่วมเสนอทางออก” เพราะการออกแบบอนาคตย่อมยากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์

5. บทใหม่ของประเทศไทย
ความสำเร็จที่แท้จริงของ MOU ฉบับนี้ ไม่ใช่การหยุดหรือเดินหน้าแลนด์บริดจ์ แต่คือการพิสูจน์ว่า ประชาชนสามารถเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตของประเทศได้ หากกระบวนการนี้เดินหน้าจนเกิด “แผนพัฒนาภาคใต้ฉบับประชาชน” ได้สำเร็จ

นี่จะไม่ใช่เพียงชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่จะเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยเชิงนโยบาย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่การพัฒนาประเทศไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกเขียนร่วมกันโดยประชาชนทุกคน
“นี่ไม่ใช่แผนของ SEC Watch ไม่ใช่แผนของรัฐบาล แต่ควรเป็น ‘แผนของคนใต้ทุกคน’ และหากทำสำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 21”

รับไม่ได้แอร์สาวขนผงขาว นายกฯเดือด กระทบภาพลักษณ์ชาติ

รับไม่ได้แอร์สาวขนผงขาว นายกฯเดือด กระทบภาพลักษณ์ชาติ

รับไม่ได้แอร์สาวขนผงขาว นายกฯเดือด กระทบภาพลักษณ์ชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รับไม่ได้แอร์สาวขนผงขาว นายกฯเดือด กระทบภาพลักษณ์ชาติ เรียกประชุมด่วน3ก.ค. ป.ป.ส.จับมือตร.ออสซี่ รู้ตัวหมดแล้วรอตะครุบ

นายกฯเดือดข้ามโลก ข่าวแอร์สาวเจ้าจำปี ขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย สั่งด่วนข้ามประเทศ เรียกประชุมหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด-AOT 3 กรกฎาคมนี้ หวั่น กระทบภาพลักษณ์ผลักดันไทยเป็นฮับด้านการบิน ด้าน ป.ป.ส.เค้นสอบไรเดอร์คนที่ 1 ไม่พบผิด เปิดวงจรมัดไรเดอร์อีกคนขับเก๋งส่งของสั่งเร่งล่าตัว ขณะที่ ออสเตรเลียแถลง ครึ่งปีแรกไทยก่อคดีฉาวอื้อ 6 คดีผู้ต้องหา 10 คน ทั้งผงขาว ยาบ้า มูลค่าพันล้าน

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ถูกตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) จับกุมหลังจากขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า และยังมีกรณีพบชาวต่างชาติขนยาเสียสาวเดินทางจากไทยไปออสเตรเลียอีกด้วย

ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียติยศ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569 ได้สั่งการด่วนจากประเทศฝรั่งเศสให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดทั้งหมด รวมไปถึงการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มาประชุมในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ มีรายงานว่านายกฯไม่พอใจเป็นอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ เนื่องจากกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ และต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน และตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2571

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ ว่า เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น สายการบินก็ต้องกําชับไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แต่เรื่องแบบนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

ไรเดอร์หนุ่มให้ข้อมูลปปส.

เมื่อเวลา 10.50 น. ที่ สำนัก งาน ป.ป.ส.(ดินแดง) กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผอ.สำนักปราบปราบยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมด้วยชุดสืบสวน ป.ป.ส. ได้เดินทางมารอรับ นายกิตติกร (สงวนนามสกุล) ไรเดอร์ขนส่งบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 บริเวณด้านหน้าคอนโดมิเนียม เดอะ โคสต์ แบงค็อก (The Coast Bangkok) ถนนสุขุมวิท แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักของ น.ส.มีนา คอนโด่ะ อายุ 26 ปี พนักงานต้อนรับสายการบินไทย ที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ณ ท่าอากาศยาน เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.69 เนื่องจากพยายามลักลอบนำเข้าเฮโรอีน ปริมาณ 1 กก. ไว้ภายในกระเป๋าสัมภาระเดินทาง อย่างไรก็ตาม นายกิตติกร กลายเป็นบุคคลที่สังคมให้ความสนใจสงสัย เนื่องจากปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดในวันที่ 23 มิ.ย.69 เวลา 11.15 น. นำส่งพัสดุไปยังคอนโดฯ ของ น.ส.มีนา เช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่ไรเดอร์คนเดียวกันกับที่นำพัสดุที่บรรจุยาเสพติดในวันที่ 22 มิ.ย.69 เวลา 12.00 น. (วันเกิดเหตุ) เจ้าตัวจึงได้เดินทางไปเข้าพบพนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อคืนวันที่ 30 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับพัสดุในวันที่ 22 มิ.ย.69 ดังกล่าว

ปปส.แถลงปมไรเดอร์

เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีน้องไรเดอร์ซึ่งเป็นผู้ชาย ที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 โดยได้มีการนำส่งพัสดุให้แก่ น.ส.มีนา ยังคอนโดมิเนียม แต่ ไม่ใช่ไรเดอร์คนเดียวกันกับที่นำส่งพัสดุซึ่งบรรจุเฮโรอีนให้แก่ น.ส.มีนา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 แต่อย่างใด จึงเดินทางมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นไรเดอร์คนละคนกัน กล่องที่นำส่งพัสดุก็คนละสี รายการนำส่งก็คนละอย่างกัน โดยน้องไรเดอร์คนนี้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนไม่เปิดเผยหน้าตาชื่อและนามสกุลจริง อย่างไรก็ตาม เราได้ตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว ขอยืนยันว่า น้องไรเดอร์ที่มาวันนี้ เป็นคนละคนกับที่เราต้องการตัว เพราะเนื่องจากที่เมื่อวานนี้ (30 มิ.ย.69)

เช็คยิบกล่องพัสดุ

ซึ่งตนได้แถลงข่าวและขอความร่วมมือจากพี่น้องสื่อมวลชนให้ช่วยกันตามหาบุคคลที่เป็นคนส่งพัสดุภัณฑ์ของผู้ต้องสงสัยที่เป็นเฮโรอีนไปให้กับ น.ส.มีนา ซึ่งจากภาพข่าวที่ได้มีการเผยแพร่ และได้รับความร่วมมือจากพี่น้องสื่อมวลชน ก็ทำให้มีพลเมืองดีที่ได้ส่งของให้กับน้องมีนา ได้มาแสดงตนที่ สภ.สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ เราจึงเชิญร้องไรเดอร์มาให้การ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบโดยละเอียด จึฝพบว่าน้องที่มาแสดงตนวันนี้ ได้นำส่งพัสดุให้กับน้องมีนาจริง แต่เป็นพัสดุคนละรายการ และคนละวัน เพราะพัสดุเฮโรอีนถูกส่งเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 เวลาประมาณเที่ยงเศษ แต่น้องไรเดอร์พลเมืองดีที่มาให้การในวันนี้ เราได้ดูภาพกล้องวงจรปิดแล้ว พบว่ามีการส่งพัสดุในวันที่ 23 มิ.ย. ตอนเช้า ซึ่งชัดเจนว่าเป็นคนละกล่อง อีกทั้งการแต่งตัวก็เป็นการแต่งกายคนละลักษณะ เพราะไรเดอร์น้องผู้ชายคนนี้ มีการใส่ฮู้ดจริง แต่เป็นเสื้อสีเหลือง แต่ของผู้ต้องสงสัยที่เราต้องการตัวมาสอบปากคำ เขาใส่ฮู้ดสีดำไปส่งของในวันที่ 22 มิ.ย.69 จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นคนละคน และเป็นพัสดุคนละรายการเลย อนึ่ง พัสดุที่น้องไรเดอร์คนนี้นำส่งให้กับน้องมีนาในวันที่ 23 มิ.ย.69 เป็นกล่องสีน้ำตาล ส่วนพัสดุที่ไรเดอร์ต้องสงสัยนำส่งให้น้องมีนาในวันที่ 22 มิ.ย.69 จะเป็นกล่องพัสดุสีดำ

สงสัยไรเดอร์ขับเก๋ง

พ.ต.ต.สุริยา เผยอีกว่า จากการขยายผลตรวจสอบกล้องวงจรปิด เรายังพบว่าพาหนะที่มีการนำส่งพัสดุให้กับน้องมีนาที่คอนโดมิเนียม ในวันที่ 22 มิ.ย.69 ที่เราสงสัยและต้องการตัวมาสอบปากคำ จะเป็นรถยนต์สีดำเข้ม แต่ยังไม่สามารถบอกยี่ห้อรถ ทะเบียนเลขรถ และเส้นทางการขับได้ เพราะเราต้องใช้ในการขยายผล และขอประชาสัมพันธ์ให้คนที่นำส่งพัสดุดังกล่าวรายนี้ เดินทางให้ความร่วมมือให้ข้อมูลกับ ป.ป.ส. โดยเร็ว ก่อนที่เราจะมีการขยับมาตรการออกหมายเรียก หากยังคงเงียบและไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลใด ๆ ส่วนกรณีของน้องไรเดอร์วันนี้ที่เป็นพลเมืองดีเข้าให้ข้อมูล น้องได้นำส่งพัสดุให้แก่น้องมีนา ในวันที่ 23 มิ.ย.69 ซึ่งน้องขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งของ ไม่ใช่รถยนต์เก๋งแต่อย่างใด

พ.ต.ต.สุริยา เผยต่อว่า ตอนนี้เรายังคงเร่งตรวจสอบและประสานความร่วมมือการทำงานอย่างใกล้ชิดทั้งกับตำรวจนครบาล ตำรวจสำนักงานปราบปรามยาเสพติด เพื่อไล่กล้องวงจรปิดทุกส่วน ว่ารถยนต์คันดังกล่าวที่นำส่งพัสดุยาเสพติดให้กับน้องมีนาในวันที่ 22 มิ.ย.69 เป็นใคร และมีความเชื่อมโยงกับต้นทางยาเสพติดอย่างไรหรือไม่ และเป็นการรับของมาจากที่ใด ส่วนการแถลงข่าวของตนก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่ามีไรเดอร์เป็นแกร็บ มาส่งพัสดุให้กับน้องมีนาในวันที่ 22 ม .ย.69 นั้น ตนให้แถลงจากบันทึกที่ทางนิติกรของคอนโดฯ น้องมีนาได้บันทึกไว้ในรายงานของคอนโดฯ ว่าใครเป็นคนมาส่งพัสดุ แต่เราก็ยังไม่ได้ปักใจเชื่อทั้งหมด อ๋อใช้เวลาในการขยายผลสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่ากล่องพัสดุที่บรรจุยาเสพติดเฮโรอีนมาในกล่องจะเป็นคนละบริษัทกับที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะว่ากล่องแพ็คเก็จพัสดุภัณฑ์เหล่านี้ ผู้ส่งสามารถซื้อได้ตามร้านส่งทั่วไป แล้วค่อยนำส่งสินค้าถึงผู้รับก็เป็นไปได้

จี้ให้รีบมาพบตำรวจ

พ.ต.ต.สุริยา ย้ำว่า ถ้าไรเดอร์ตัวจริงที่นำส่งพัสดุยาเสพติดแก่น้องมีนา ไม่เข้ามาให้ข้อมูลแก่ ป.ป.ส. จะมีความผิดหรือไม่นั้น ตนขอเรียนว่า ถ้าท่านมีส่วนร่วม และมีเจตนาที่จะปกปิดในการกระทำผิดในการส่งยาเสพติดครั้งนี้ให้กับน้องมีนา ก็มีความผิดแน่นอน แต่ถ้าหากท่านแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เกี่ยวข้องและชี้แจงเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน ก็ไม่มีความผิดอะไร ตนจึงอยากประชาสัมพันธ์ หากใครมีคนรู้จัก หรือเป็นคนใกล้ชิดกับบุคคลที่เราต้องการตัว ก็ฝากบอกเขาให้รีบเข้ามาให้ข้อมูลโดยเร็วด้วย

พ.ต.ต.สุริยา เผยว่า ส่วนการแกะรอย Facebook อวตาร ชื่อ “Rose Rose” ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง หรือเชื่อมโยงกับบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อ ”แป้งที่แปลว่าแป้ง“ หรือไม่นั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีลูกเรือหลายคนที่ถูกทักแชทข้อความสอบถามเรื่องการรับหิ้วของไปยังเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ว่า ทางเรายังไม่ขอยืนยันในตอนนี้ว่าบัญชีผู้ใช้ทั้งสองรายจะเป็นผู้ใช้คนเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากในตอนนี้มีสื่อบางกระแสไปยืนยันว่าเป็นผู้ใช้คนเดียวกัน แต่เราไม่เคยพูดว่าทั้งสองบัญชีนี้เป็นคนเดียวกันหรือไม่อย่างไร เราเพียงแต่ยืนยันว่าบุคคลที่ใช้บัญชี Facebook ที่ชื่อ ”Rose Rose” คือคนที่ทักไปติดต่อกับน้องมีนา เพื่อขอให้น้องรับหิ้วส่งของไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่เรากำลังใช้ความพยายามประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายและแอพพลิเคชั่น เพื่อทำการสืบสวนให้ได้ว่าเป็นใคร ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังใช้บัญชี Facebook ดังกล่าว และแม้ว่าบัญชี Facebook จะมีการปิดตัวลงไปแล้ว ก็ไม่ได้ยากต่อการขยายผลสืบสวน เพราะมันยังปรากฏร่องรอยให้เราสามารถตรวจสอบค้นหาได้ด้วยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน

ประชุมร่วมออสเตรเลีย

พ.ต.ต.สุริยา ระบุด้วยว่า สำหรับลูกเรือรายใดที่เคยถูกบัญชีผู้ใช้ Facebook ชื่อ “Rose Rose” ทักข้อความมาสอบถามเรื่องการรับหิ้วสินค้าของไทยไปยังต่างประเทศ ในลักษณะเดียวกับน้องมีนาโดน ก็สามารถเข้าให้ข้อมูลกับเราได้เสมอ อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการขยายผลและประสานงานความร่วมมือทางคดีในวันนี้ ช่วงเวลา 14.00 น. เราจะได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลีย หรือ AFP

แอร์บินไทยขึ้นศาล14กค.

พ.ต.ต.สุริยา ย้ำว่า ส่วนเรื่องคดีสาวการบินไทยนั้น สถานทูตไทยประจำออสเตรเลียได้เข้าดูแลในเรื่องของการให้คำปรึกษาทางด้านคดีความ ขอให้ไม่ต้องเป็นกังวล และปัจจุบันน้องก็ยังคงอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียเหมือนเดิม และเตรียมขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นในวันที่ 14 ก.ค.69

อย่างไรก็ตามในขณะนี้ถือว่าอยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัย เพราะยังสาวไม่ถึงต้นตอ สำหรับน้ำหนักยาเสพติดอย่างเป็นทางการในคดีน้องมีนา เนื่องด้วยทางการออสเตรเลียจับกุมของกลางเป็นกระเป๋าลายปักช้างไทย 2 ใบ จากจำนวน 12 ใบ และได้มีการกรีดหนึ่งในสองใบ และนำชั่งน้ำหนัก นำเข้าตรวจในแล็บ จึงพบว่ามีเฮโรอีนน้ำหนัก 900 กรัม ส่วนกระเป๋าอีกใบ มีการประมาณการณ์ว่าก็อาจจะน้ำหนัก 900 กรัมเช่นกัน

จิงโจ้แถลงขับสาวไทย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจออสเตรเลียแถลงเรื่องการจับกุมและตั้งข้อหาพนักงานต้อนรับสาวชาวไทยวัย 26 ปี ถ้อยคำแถลงได้ไล่ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่จับกุม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบินระหว่างประเทศ บินมาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติเมลเบิร์น

เจ้าหน้าที่กองกำลังชายแดนออสเตรเลียตรวจพบความผิดปกติจากการเอกซเรย์กระเป๋าผ้าของเธอจำนวน 12 ใบ เมื่อฉีกตรวจสอบพบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋า ซึ่งผลตรวจเบื้องต้นยืนยันว่าเป็นเฮโรอีน เจ้าหน้าที่ประเมินว่า ยาเสพติดที่ตรวจยึดได้มีมูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 11.5 ล้านบาท) ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาหนัก 2 กระทง ตามกฎหมายออสเตรเลีย คือนำเข้าสารเสพติดควบคุมในปริมาณเพื่อการค้า และครอบครองสารเสพติดควบคุมเพื่อการค้า พร้อมคุมตัวส่งฟ้องศาลและปฏิเสธการให้ประกันตัว สำหรับความผิดทั้งสองข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดกระทงละ 25 ปี และเธอมีกำหนดต้องขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายนนี้

แฉครึ่งปีจับได้ 6 คดี

ทางตำรวจออสเตรเลียมีมาตรการไม่ประนีประนอมต่อบุคคลที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับความไว้วางใจมาเอื้อประโยชน์ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย เราจะเดินหน้ากวาดล้างบุคคลที่ใช้สถานนะทางสังคม หรือ หน้าที่การงานมาสนับสนุนการค้ายาเสพติดอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าคุณจะมีตำแหน่งหรือยศระดับใด หากพยายามฝ่าฝืนกฏหมายของประเทศ จะต้องเผชิญการลงโทษอย่างถึงที่สุด เราจะใช้ทั้งระบบคัดกรองและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเฝ้าระวังและรักษาความมั่นคงของพรมแดนอย่างเข้มงวดต่อไป

นอกจากนี้มีรายงานข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 ว่ามีผู้เดินทางจากประเทศไทยถูกตั้งข้อหาในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดเชิงพาณิชย์อย่างน้อย 6 คดี และมีผู้ถูกตั้งข้อหาอย่างน้อย 10 คน สามารถตรวจยึดเฮโรอีน ยาบ้า และยาเสพติดประเภทอื่นรวมกว่า 82 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประเมินได้มากกว่า 40 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือ ประมาณ 915 ล้านบาท

สื่อของออสเตรเลีย ยังได้รายงานว่าบริษัทสายการบินไทยได้ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าผู้ถูกจับกุมเป็นพนักงานของบริษัทจริง และกำลังร่วมมือกับทางทางการออสเตรเลียอย่างเต็มที่ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ซึ่งมีมาตรการเด็ดขาดคือให้ออกจากงานทันที หากพบว่ากระทำความผิดจริง

จับสาวฝรั่งเศสขนผงจากไทย

หลังจากเกิดกรณีที่สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (Australian Federal Police: AFP) แถลงผลการจับกุมพนักงานหญิงต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยอายุ 26 ปีรายหนึ่ง พร้อมของกลางเป็นเฮโรอีน น้ำหนักราว 1 กิโลกรัมซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้า ขณะเดินทางมาถึงสนามบินเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ในข้อหาลักลอบนำเข้าและครอบครองยาเสพติดผิดกฎหมายนั้น แต่ก่อนหน้านั้นทางการออสเตรเลียยังได้จับกุมหญิงชาวฝรั่งเศสอายุ 31 ปีรายหนึ่งที่เดินทางมาจากประเทศไทย ฐานนำเข้าสารเสพติดผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน

โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เว็บไซต์ AFP ได้เผยแพร่ข่าวการนำตัวผู้ต้องหาหญิงชาวฝรั่งเศสรายนี้ขึ้นศาลแขวงเพิร์ท เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากรณีลักลอบนำเข้ายาเสพติดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายชายแดนออสเตรเลีย โดยระบุว่าผู้ต้องหาหญิงชาวฝรั่งเศสรายนี้ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในย่านแมนนิง ได้ถูกเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันชายแดนออสเตรเลีย(ABF) จับกุมขณะเดินทางถึงสนามบินนานาชาติเพิร์ทเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หลังเดินทางมาจากประเทศไทย เนื่องจากระหว่างการตรวจสอบสัมภาระ เจ้าหน้าที่ ABF พบของเหลวต้องสงสัยอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เขียนว่าเป็น ครีมอาบน้ำ ซึ่งจากการทดสอบของเหลวภายในพบว่าเป็น สารบิวเทนไดออล มีปริมาณ 50 กรัม ซึ่งเป็นสารเสพติดที่อยู่ภายใต้การควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายของออสเตรเลีย

เจอข้อหายาเสพติด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ ABF ยังตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของหญิงรายดังกล่าวและพบภาพถ่ายที่บ่งชี้ว่าเธอยังอาจมีการซุกซ่อนสารเสพติดประเภทดังกล่าวไว้ภายในร่างกายอีก จากนั้นผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้ถูกส่งต่อให้ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ดำเนินการ ซึ่งต่อมาหญิงฝรั่งเศสรายนี้ได้ขับถ่ายยาเม็ดสเตียรอยด์ออกมาจำนวน 40 เม็ด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางดังกล่าวไว้เพื่อนำไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์

ผู้ต้องหาหญิงชาวฝรั่งเศสรายนี้ถูกตั้งข้อหา 1 กระทงฐานนำเข้าสารเสพติดควบคุมในปริมาณที่เข้าข่ายเพื่อการค้าซึ่งเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 307.2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของเครือรัฐออสเตรเลีย ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 25 ปี

ปีเตอร์ บรินดัล รักษาการผู้บังคับการสืบสวนของ AFP กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามายังประเทศออสเตรเลียผ่านทางท่าอากาศยานของประเทศ

​มท.ชี้ผลโกงสอบเสร็จแล้ว มีข้อบกพร่อง เตรียมตั้งโต๊ะแถลง2ก.ค.นี้

​มท.ชี้ผลโกงสอบเสร็จแล้ว มีข้อบกพร่อง เตรียมตั้งโต๊ะแถลง2ก.ค.นี้

​มท.ชี้ผลโกงสอบเสร็จแล้ว มีข้อบกพร่อง เตรียมตั้งโต๊ะแถลง2ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มท.ชี้ผลโกงสอบเสร็จแล้ว มีข้อบกพร่อง เตรียมตั้งโต๊ะแถลง2ก.ค.นี้ ลั่นต้องสาวถึงตัวการใหญ่ ‘กิจ’โผล่ขอโทษ‘ทรงศักดิ์’

ปลัดมหาดไทยขอให้รอผลจากคณะกรรมการสอบทุจริตท้องถิ่น สรุปผลครบ 7 วัน ก่อนรายงานตรง 2 กรกฎาคมนี้ นัดแถลงต่อสาธารณชนแน่นอน ชี้ต้องสาวให้ถึงทุกคนในขบวนการ พร้อมเอาผิดขรก.ที่มีเอี่ยว เตรียมส่งผลให้ป.ป.ช.สอบต่อ ยืนยันไม่รู้จักนายกิจด้านทรงศักดิ์ลั่นเดินหน้าดำเนินคดีกิจ-ส้มเหตุใส่ร้ายเสียหาย

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าหลังตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีทุจริตสอบท้องถิ่นโดยมี นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดูแลด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการครบ 7วันว่า นายสันติธรได้รายงานว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริง ก่อนจะนำข้อสรุปในวันนี้ที่รองปลัดฯ และคณะกรรมการได้ตรวจสอบมารายงานตนอีกครั้ง หลังจากนั้นจะแจ้งให้ทุกคนได้รับทราบอีกครั้งถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง

การตรวจสอบครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีผู้ที่บกพร่องของกระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องดำเนินการต่อไป แต่อีกส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการสอบสวนคดีอาญา อยู่ในระหว่างการดำเนินการเช่นกัน ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) อยู่ระหว่างการเขียนไทม์ไลน์ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบ 3-6เดือน ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อให้ข้อมูลเป็นหนึ่งเดียว แต่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะต้องชี้ให้ได้ว่า มีความบกพร่อง หรือผิดพลาดอย่างไรและใครอยู่ในกระบวนการนี้

เมื่อถามว่า มีข้าราชการระดับใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้างหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอรายละเอียดจากรองปลัดฯที่เป็นประธานการตรวจสอบ ยืนยันว่า หากผลสอบแล้วเสร็จ จะต้องแถลงต่อสาธารณชน ไม่มีการปกปิดแน่นอน เมื่อถามว่า ผลสอบทั้งหมดจะส่งต่อไปยัง ปปช.หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกับ ปปช.โดยตลอดและปปช.ก็มีการตรวจสอบ ต้องเอาข้อมูลชนกัน แต่ยอมรับว่า มีข้อบกพร่อง แต่ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดจริงๆ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการแจ้งความดำเนินคดีกับบุคลในคลิปเสียง อ้างภรรยาปลัดกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้น นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตนได้ย้ำไปแล้วว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายในทุกกรณี เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง คนที่นำเสนอข่าวผิดๆ ก็ลอยนวล แต่ยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อถามว่า วันนี้มีกระแสข่าวว่า คนที่ชื่อ “กิจ” จะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ทุ่งสองห้อง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกรณีที่คนที่ชื่อ “กิจ”จะแจ้งความจับคนที่ชื่อ“ส้ม”นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เมื่อมีการเปิดเผยความจริง เราก็ยิ่งดีใจ เพราะสุดท้ายเราต้องการหาตัวการที่อยู่ข้างหลังให้ได้ เพราะฉะนั้นใครที่มีข้อมูลอะไร อย่างที่นายกรัฐมนตรีบอกให้ไปร้องยังสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปลัดสำนักนายกระบุว่าข้อมูลที่ให้เป็นความลับชั้นสุดยอด ยืนยันว่า ไม่รู้จักกับคนที่ชื่อกิจ หลังจากที่มีการเปิดเผยว่า คนที่ชื่อกิจอยู่ในแวดวงนักการเมืองท้องถิ่น

วันเดียวกัน นายพงศกร เสาร์ทน หรือกฤต บุคคลที่ปรากฏในคลิปเสียงอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ปากคำ หลังจากทนายความของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนนานประมาณ 1.30ชม.นายพงศกรได้ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยเริ่มต้นด้วยการ กราบขออภัยนายทรงศักดิ์ ทองศรี ที่นำชื่อไปกล่าวอ้างในบทสนทนาภายในคลิปเสียง จนทำให้ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมยืนยันว่า นายทรงศักดิ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นแต่อย่างใด

นายพงศกร ยืนยันว่าตนและนายทรงศักดิ์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ตามที่ถูกกล่าวหา โดยระบุว่าเรื่องราวการทุจริตที่ถูกพูดถึงในคลิปเสียงที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่มีมูลความจริง เป็นเพียงบทสนทนาในคลิปเสียงเท่านั้น จึงตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา สำหรับที่มาของคลิปเสียง เป็นการสนทนาระหว่างตนเองกับบุคคลที่ชื่อของส้ม ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะจนสร้างความเสียหายให้กับตน โดยยืนยันว่าไม่มีการต่อรองผลประโยชน์หรือเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ และยืนยันในความบริสุทธิ์ของตน

ส่วนกรณีที่ในคลิปมีลักษณะการพูดคุยเหมือนสนิทสนมและมีการกล่าวถึงตัวเลขต่าง ๆ ตนเป็นคนพูดคุยกับผู้อื่นได้ง่าย น้ำเสียงอาจทำให้เข้าใจว่าสนิทกัน แต่ความจริงเพิ่งรู้จักกับส้ม ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่ได้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว แม้จะยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวมีตัวตนจริงก็ตาม สำหรับการพูดคุยในลักษณะดังกล่าวมีจุดประสงค์บางประการที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวอยู่ในสำนวนการสอบสวน ในส่วนคดีที่นายทรงศักดิ์แจ้งความดำเนินคดีนั้น ตนเข้าพบตำรวจครั้งนี้เป็นการประสานเข้ามาเพื่อแสดงตัวและแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นบุคคลในคลิปเสียงจริง ไม่ใช่การถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับ โดยขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ส่วนความคืบหน้ากรณีของส้ม ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบพบว่ามีผู้ใดจงใจแอบบันทึกเสียง ตัดต่อ หรือเผยแพร่คลิปเพื่อทำให้ตนได้รับความเสียหาย ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น หลังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการครบ7วันว่า การสรุปข้อมูลจากการสอบสวนข้อเท็จจริงจะครบกำหนดภายในช่วงวันที่2-3ก.ค.นี้ ก่อนจะรายงานผลต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อไป สิ่งที่คณะกรรมการฯตรวจสอบ เราเห็นพฤติการณ์อยู่แล้ว ดังนั้นการสรุปข้อเท็จจริงจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการภายใน1-2วันนี้ สำหรับภาพรวมทั้งหมดว่า มีใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่มีเยอะพอสมควร เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)และเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ แต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย จะโฟกัสเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระทรวงมหาดไทย

“ขณะนี้มีหลายคนบอกว่าวันก่อนก็ไปเจอแล้ว จับแล้ว จนตอนนี้เงียบแล้ว ยังหาคนผิดไม่ได้ จริงๆไม่ใช่แบบนั้น เราทำงานบนข้อเท็จจริงที่มีกระจัดกระจาย มีคนเกี่ยวข้องเยอะมาก อยากขอเวลาให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯได้ทำงาน เพราะสิ่งที่แย่กว่าการทำงานช้า คือการวินิจฉัยผิด ถ้าเกิดคณะกรรมการฯไม่ชัดเจนในข้อมูล หรือไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน วินิจฉัยออกมาแล้วมีความผิดพลาด มันยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ แต่ขอให้สบายใจขั้นตอนการตรวจสอบ เพราะทุกหน่วยงานมีความตั้งใจทำเรื่องนี้อยู่แล้ว” รมช.มหาดไทย กล่าว เมื่อถามว่า พอจะบอกข้อมูลที่สาวไปถึงต้นตอของเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ต้นตอขณะนี้ยังไม่บอก ไม่ใช่ว่าจะไม่บอก แต่ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการฯสรุปข้อมูลให้แล้วเสร็จก่อน หากเปิดเผยข้อมูลเชิงรายละเอียดเยอะเกินไป มันส่งผลต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะขณะนี้ข้อมูลกระจัดกระจาย ถ้านำออกมาเปิดเผยเลย ก็อาจชี้ช่องให้เขาตั้งตัว หรือสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อถามว่าในกระบวนการตรวจสอบจะมีการพิจารณาเรื่องคลิปเสียงที่มีการปล่อยออกมาหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เชื่อว่าทางป.ป.ช.และตำรวจ ก็ทำงานอยู่ ซึ่งคลิปเสียงมีมาก่อนหน้านี้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งข้อมูลเหล่านี้ให้ทางป.ป.ช.ไปแล้วด้วย ทั้งนี้ ในการแถลงสรุปข้อเท็จจริงจะแถลงเฉพาะส่วนของทางกระทรวงมหาดไทยก่อน ไม่ได้แถลงร่วมกับหน่วยงานอื่นเพราะกรอบเวลา และอำนาจหน้าที่ของแต่ละทีมตรวจสอบแตกต่างกัน

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังกรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.ส้ม กับนายกิจ หรือนายพงศกร เสาร์ทน ซึ่งมีการพาดพิงถึงตนในประเด็นการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนทำให้ได้รับความเสียหายและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด

ล่าสุด นายกิจ ได้เปิดใจผ่านรายการ“เรื่องนี้ต้องเคลียร์”ทางสถานีโทรทัศน์ท็อปนิวส์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า นายทรงศักดิ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างในคลิปเสียง พร้อมกล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจที่นำชื่อของนายทรงศักดิ์ไปแอบอ้าง อีกทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีคนใด เมื่อผู้ที่อยู่ในคลิปออกมายอมรับข้อเท็จจริงแล้ว จึงอยากขอความเป็นธรรมจากประชาชนและสังคมว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมแสดงความเห็นว่า การปล่อยคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหาย ทำให้เกิดความพยายามล้มกระบวนการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นและดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทย ส่วนการดำเนินคดีกับ น.ส.ส้มและนายกิจ ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กรณีนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป แม้นายกฤตจะออกมายอมรับว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

“ที่ยังต้องดำเนินคดีต่อไป ก็เพื่อต้องการสร้างบรรทัดฐานว่า การตรวจสอบบุคคลสาธารณะสามารถทำได้ หากอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน หรือจงใจใส่ร้ายจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โดยผู้กระทำต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นด้วย” รองนายกฯ กล่าว

‘ภาวุธ’ขอเลื่อน เข้าพบดีเอสไอ ปมพันฟอเร็กซ์ อ้างหาหลักฐาน

‘ภาวุธ’ขอเลื่อน เข้าพบดีเอสไอ ปมพันฟอเร็กซ์ อ้างหาหลักฐาน

‘ภาวุธ’ขอเลื่อน เข้าพบดีเอสไอ ปมพันฟอเร็กซ์ อ้างหาหลักฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ภาวุธ’ขอเลื่อน เข้าพบดีเอสไอ ปมพันฟอเร็กซ์ อ้างหาหลักฐาน

ภาวุธ” สส.ปชน. ส่งหนังสือเลื่อนเข้าให้การดีเอสไอ คดีฟอเร็กซ์ จาก 2 กรกฎาคม ออกไปเป็น 6 กรกฎาคม อ้างอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน ขณะที่ดีเอสไอ พบพิรุธบริษัทเครือข่ายใช้ใบอนุญาตปลอม พบเงินหมุนเวียนกว่า 28 ล้านบาท เป็นเจ้าของบริษัทโบรกเกอร์หรือไม่

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม มีรายงานข่าวว่า พนักงานสอบสวนกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีกำหนดเชิญตัวนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เข้าพบพนักงานสอบสวนกองคดีเทคโนโลยีฯ ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ในฐานะพยาน หลังจากตกเป็นประเด็นถูกเชื่อมโยงกับธุรกรรมทางการเงิน เครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศ หรือฟอเร็กซ์ ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนกว่า 500 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตามแนวทางการสืบสวนของดีเอสไอ คาดว่าพนักงานสอบสวนจะสอบถามนายภาวุธ หลังจากพบพิรุธสำคัญจากบริษัทเพย์เมนท์รายหนึ่ง ในเครือข่ายฟอเร็กซ์ ซึ่งมีการใช้เอกสารใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยปลอม โดยเอกสารฉบับดังกล่าวอ้างว่าได้รับอนุญาตจากนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ผิดปกติ เนื่องจากนายอุตตม พ้นจากตำแหน่ง รมว.คลัง ตั้งแต่ปี 2563 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ขณะที่เป็นช่วงเวลาซึ่ง นายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่ง รมว.คลัง ด้วยอีก 1 ตำแหน่ง

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ยังจะสอบถามความสัมพันธ์ของนายภาวุธ กับบริษัท QRS Global จำกัด ว่ามีสถานะเป็นเจ้าของหรือโบรกเกอร์ในเครือข่ายฟอเร็กซ์หรือไม่ โดยมุ่งเป้าไปที่เส้นทางการเงินที่มีการโอนจากบริษัท สปาร์ค ดิจิตอล ซึ่งเป็นบริษัทในระบบโอนเงินของเครือข่าย เข้าสู่บัญชีที่เชื่อมโยงกับนายภาวุธ เป็นเงิน 28 ล้านบาท ภายในวันเดียว คือวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 และจากการตรวจสอบพบว่ายอดรวมค่าธุรกรรมโอนเงินและรับเงิน มากกว่า 28 ล้านบาท ไปอีกจำนวนมาก

ที่ผ่านมานายภาวุธ ได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน ที่รัฐสภา โดยยืนยันสถานะของตนเอง ว่าเป็นเพียงผู้เทรดทองคำ และได้รับผลขาดทุน ไม่ใช่ผู้ชักชวนหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่ พร้อมระบุว่า ไม่ได้หลบหนี ไม่ลาออกจาก สส.โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทางการเงินย้อนหลัง เพื่อนำมาแสดงต่อพนักงานสอบสวนให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า นายภาวุธ ได้มอบหมายทนายความ ส่งหนังสือขอเลื่อนการเข้าชี้แจงพนักงานสอบสวน ออกไปเป็นวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น.

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า เหตุผลของการขอเลื่อนครั้งนี้ เนื่องจากนายภาวุธ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน

เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน

เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน

เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.52 น.

เฉลยแล้ว ซุปเปอร์จี หายไปไหน

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สวัสดีค่ะ เริ่มต้นครึ่งปีหลังกันแล้วนะคะ พอเริ่มเดือนใหม่ปุ๊บ ทีมแอดมินก็ทวงทันทีว่า พี่แต๋มต้องบอกแล้วนะคะว่า “ศุภจีหายไปไหน” (ขออนุญาตแอบยิ้มนิดนึง) เพราะ “ศุภจีไม่ได้หายไปไหน ศุภจีแค่ทำงานค่ะ”

จะเดือนที่ผ่านมา หรือเดือนไหนๆ ก็ทำงาน (หนัก) เหมือนเดิมค่ะ จริงๆ ถามทีมแอดมินอยู่เหมือนกันนะคะว่า โพสต์แบบนี้ จะเหมือนเราอวดหรือเปล่า เพราะเราแค่ทำงาน แต่น้องแอดมินยืนยันว่า ทุกคนจะได้ทราบว่า “ศุภจีไม่ได้หายไปไหน”

และ “ศุภจีไม่ได้ทำงานคนเดียว” ด้วยค่ะ เพราะงานที่เห็นเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” เท่านั้น แต่ในการทำงานจริงๆ ทีมกระทรวงพาณิชย์ทำงานหนักมากๆ ทั้งการดูแลค่าครองชีพ การดูแลราคาพืชผลของพี่น้องเกษตรกร การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการปราบปรามนอมินีและทุนเทา ทีมกระทรวงพาณิชย์ของเราลงพื้นที่ทำงานกันตลอด

วันนี้มาอัพเดทว่า เรากำลังทำอะไรอยู่นะคะ

ส่วนผลลัพธ์เป็นอย่างไร จะกลับมาเล่าอีกครั้งค่ะ

และขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณทุกท่านด้วยที่ส่งกำลังใจมาให้กันตลอด เพราะเราต้องเจอกับความท้าทายมากขึ้นทุกขณะ แต่กำลังใจยังเต็มเปี่ยมค่ะ

ที่ผ่านมามีคนถามว่า ณ วันนี้ passion ยังเหมือนเดิมมั้ย ขอตอบตรงนี้ว่า passion ยังมีอยู่เหมือนเดิมค่ะ และทำงานหนักขึ้น รวมถึงพิจารณาให้มากขึ้นว่า เรายังทำได้ดีกว่าเดิมอย่างไรได้บ้าง เพื่อประโยชน์สูงสุดของ

ประเทศและพี่น้องประชาชนทุกคน

ขอบคุณจากใจค่ะ”

สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.35 น.

1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก(รับหลักการ) วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่3 โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นตัวแทนรัฐบาลกล่าวสรุปภาพรวมว่า รัฐบาลมีความพยายามทำให้ประเทศแข่งขันได้ คนไทยมีรายไได้ที่สูงขึ้น ขอความร่วมมือฝ่ายค้านช่วยทำ ออกความเห็นเป็นประโยชน์กับปะเทศ ทั้งนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลวิกฤติปากท้อง ด้วยงบที่จำกัดจึงต้องออกพระราชกำหนด เพราะหากแก้ไม่ได้ จะลามไปถึงธุรกิจเล็กๆ ที่อาจต้องไล่คนออก คนตกงาน ที่อาจเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ

“การออกพ.ร.ก.ไม่ได้เยียวยาประชาชนเท่านั้น เพราะพึ่งพาน้ำมัน แก๊สธรรมชาติสูง 20% ของจีดีพี หากไม่เปลี่ยนผ่านจะนำเข้าแพงและต้นทุนแพงระยะยาว โดย 2 เดือนที่ผ่านมา น้ำมันแพง ทำให้เกิดการขาดดุลในบัญชีเดินสะพัดถึง 5 แสนล้านบาท จึงปล่อยไม่ได้ ทำให้ต้องออก พ.ร.ก.แก้ปัญหาวิกฤติปากท้อง ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งนี้ผมไม่ใช่หมอที่สร้างวาทะกรรมเก่ง แต่ต้องการผ่าตัดปัญหางบประมาณ ปีที่แล้วขาดดุล 4.4% จึงออกแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุล 3% ในปี2572 และต้องทำให้โปร่งใส โดยปีนี้เมื่อเปิดเผยให้เห็นแผลตั้งเป้าลดขาดดุล 4.4% เหลือ 3.9% เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลัง” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ฐานะการคลังเราเหนื่อย ต้องเน้นวินัยการคลัง ดังนั้นต้องช่วยผ่าตัดเพื่อให้เหลืองบลงทุนประเทศ ทั้งนี้งบลงทุนปีนี้ เหลือ 7 หมื่นล้าน เพราะต้องรักษาวินัยการคลังเปิดแผลทั้งหมด ไม่หมกเม็ด ฝีไม่แตก เพราะความโปร่งใส และช่วยผ่าตัด ส่วนงบลงทุน ตนเห็นด้วยกับผู้นำฝ่ายค้าน มีงบส่วนอื่น ปีนี้จึงเน้นงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ เพิ่ม 2.7แสนล้านบาท ซึ่งไม่อยู่ในเล่มงบประมาณ โดยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน บางโครงการไม่ต้องใช้เงิน เปิดให้เอกชนร่วมลงทุน เช่น เรื่องพลังงานสะอาด ทรัพยากรน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้การจัดทำงบประมาณ 2570 รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนและผลประโยชน์สูงสุด การจัดทำงบ เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับความมั่นคงของประชาชน ส่วนข้อเสนอแนะของสส. ขอให้ กมธ.นำไปพิจารณาและตรวจสอบงบ ให้รอบคอบ เกิดประโยชน์กับประชาชนที่ได้อภิปรายในสภา  ดังนั้นขอให้ช่วยกันพลิกวิกฤติเป็นโอกาสสร้างโอกาสให้คนไทยมีความหวัง มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ขีดการแข่งขันของประเทศจะยกระดับ

ทั้งนี้ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง รวมถึงตัวแทนของทั้ง3ฝ่าย ได้แก่ สส.พรรคร่วมรัฐบาล สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน และคณะรัฐมนตรี(ครม.) อภิปรายสรุปภาพรวมของร่างฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเวลา21.05น. ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบฯปี70 ด้วยคะแนนเสียง 288 ต่อ 119 งดออกเสียง 86 เสียง ไม่ลงคะแนนไม่มี

จากนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี70 จำนวน 72 คน แบ่งเป็นสัดส่วนของ ครม. 18 คน และพรรคการเมือง 54 คน ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 21 คน พรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ส่วนพรรคไทรวมพลัง พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจ อย่างละ 1 คน กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 30 วัน โดยจะมีการนัดประชุมกมธ.ฯนัดแรก เพื่อเลือกตำแหน่งต่างๆในกมธ.ฯ วันพรุ่งนี้(2ก.ค.) เวลา13.30น. 

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

รมว.กลาโหม โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์ ได้พร้อมเครื่องยนต์ เหตุชะลอซื้อเรือฟริเกต ท้าชี้เป้า ทหารผี พร้อมพาลุยตรวจสอบทุกพื้นที่ 

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็น วันที่ 3

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ว่า ตนเป็นบุคคลที่เติบโตมาจากพื้นฐานที่สุด การที่ได้ยินผู้อภิปรายออกมาพูดว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจ ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ทั้งนี้ ตนเติบโตมาจากชั้นประทวนผ่านผู้บังคับหน่วยมาทุกตำแหน่งที่เขาอยากเป็นกัน ไม่เคยมีพฤติกรรมชั่ว ๆ อย่างที่กล่าวมา

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ในปี 2570 ได้รับการจัดสรรกว่า 200,000 ล้านบาทเศษ ลดลงจากปีที่แล้วกว่า 957 ล้าน คิดเป็น 5.4% ของงบประมาณประเทศ และคิดเป็น 0.99% ของจีดีพี โดยเป็นงบประจำ 152,869 ล้านบาทเศษ งบลงทุน 50,415 ล้านบาทเศษ ซึ่งในความท้าทายด้านความมั่นคงของประเทศปัจจุบันเรามีภัยคุกคามทุกด้าน จึงจะจัดสรรงบประมาณเพื่อขจัดภัยคุกคามเหล่านี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ การป้องกันประเทศและเสริมความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของกำลังคนยุทโธปกรณ์และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย

พล.ท.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการป้องกันประเทศและเสริมความมั่นคง เราใช้งบประมาณในการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นหลัก ทั้งเรื่องของการเตรียมกำลังทางอากาศ พื้นดิน ทางทะเล ใต้ทะเล รวมถึงระบบสั่งการบังคับบัญชาอำนวยการรบ ให้พร้อมในพื้นที่ปฏิบัติการบริเวณชายแดนทุกด้าน และจัดกองกำลังป้องกันชายแดนจำนวน 8 กองกำลัง ในการเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจสกัดกั้นแรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด และภัยคุกคามอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนในงานพันธกิจเสริมความมั่นคง 5 ประการ คือการเฝ้าตรวจและป้องกันพื้นที่ชายแดน การเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ล่อแหลมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับก็นำมาพัฒนาศักยภาพของกำลังคน การฝึกทหารใหม่ ให้มีสุขภาพ สภาพจิตที่สมบูรณ์แข็งแรง ใช้อาวุธเป็น ดูแลเขาเหมือนน้องคนสุดท้องที่เพิ่งเข้ามา รวมถึงการฝึกร่วมกับมิตรประเทศเพื่อความพร้อมรบ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า นโยบายการพัฒนาระบบทหารอาสา ซึ่งในแต่ละปีจะมีทหารเข้ามา 100,000 คน แต่ในแต่ละปีจะเรียกเข้ามาประมาณ 25,000 คนใน 4 ปี โดยยอดความต้องการทหารกองประจำการแต่ละปีอยู่ที่ 91,875 คน ในอนาคตหากเรามีการประชาสัมพันธ์ที่ดีก็จะมีทหารออนไลน์เพิ่มขึ้น และอาจจะไม่ต้องตรวจเลือกเลยก็ได้ เพราะเรามั่นใจว่าการสมัครและมาอยู่กับเราสี่ปีจะช่วยสร้างคนให้มีศักยภาพออกไปสู่ชุมชน ส่วนการพัฒนาศักยภาพยุทโธปกรณ์ เรามีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและเสริมสร้างผู้ประกอบการในเรื่องการซ่อมบำรุง และส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเรามีคณะกรรมการกำหนดความต้องการและความเร่งด่วนในการจัดหาโดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานฯ โดยการจัดหายุทโธปกรณ์ทดแทนที่ใช้ไปในการสู้รบ รวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อใช้ในครังถัดไป และจัดระเบียบในพื้นที่ชายแดนเพื่อให้กำลังคนมีสิ่งอำนวยความสะดวก

พล.ท.อดุลย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า และปัญหาภัยแล้ง การจัดหาเรือดำน้ำที่มีกำหนดส่งมอบตามสัญญาในเดือนม.ค. 2572 ยืนยันว่า ตอนนี้ยังคงดำเนินการเป็นไปตามไทม์ไลน์ทั้งหมด โดยในส่วนของเรือดำน้ำจะเข้ามาพร้อมเครื่องยนต์ และใช้งานได้ ขออย่ากังวลใจเพราะตนกำกับดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว

“ส่วนเรื่องเรือฟริเกต ที่ท่านกล่าวหาว่าผมเป็นรัฐมนตรีปีศาจ ซึ่งหากเป็นสมัยก่อน ผมคงเดินลงไปหา แต่ในวันนี้ต้องขออภัยเราเป็นพี่น้องกัน ซึ่งผมต้องขออภัยที่พูดแบบนี้ เพราะการพูดของผู้อภิปรายทำลายศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์อย่างมาก ผมยืนยันว่า ถ้าผมชั่วคงไม่ไม่มีทางมาถึงขั้นนี้ หากผมชั่วตรงไหนให้บอกมาเลย ซึ่งเรื่องเรือฟริเกต ผมได้พูดคุยกับ ผบ.ทร. ถึง 2 ครั้ง ซึ่งก็บอกว่าขอให้กองทัพเรือและประเทศชาติได้ประโยชน์ และขอให้ ผบ.ทร. ซื้อบริษัทที่เขาซื้อสินค้าเราด้วย” พล.ท.อดุลย์ กล่าว

รมว.กลาโหม กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หากดูภาระงบประมาณของกองทัพเรือ ในปี 2570 ที่ได้รับงบประมาณกว่า 40,000 ล้าน หากซื้อเรือฟริเกตไปจะเหลือเงินประมาณ 1,383 ล้าน เป็นภาระงบฯ และหากซื้อลำที่สองในปีเดียวกัน จะทำให้ติดลบในงบฯ ดังนั้นถามว่า หากเป็นท่านจะซื้อหรือไม่ แต่ยืนยันว่าศักยภาพในการพร้อมรบอยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว เราสามารถร่วมกับกองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม ตนจะพูดคุยกับรัฐบาลว่า ถ้าปีต่อไปภาระงบฯ ของกองทัพเรือดีขึ้น เราก็จะสามารถจัดหาได้ ซึ่งทุกคนเป็นคนไทย หวังดีกับประเทศชาติทั้งนั้น ไม่มีใครไม่อยากให้กองทัพเรือไม่มีศักยภาพ

“ความมั่นคงของชาติและอธิปไตยของชาติ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นในวันที่เกิดวิกฤต แต่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าเสมอ เพราะความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน งบประมาณกระทรวงกลาโหม จึงเป็นการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องประชาชน รักษาอธิปไตย สร้างพลังหนุนในเวทีระหว่างประเทศ และสร้างอนาคตที่มั่นคง มีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิให้กับคนรุ่นต่อไป” พล.ท.อดุลย์ กล่าว

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องทหารผี ขอยืนยันว่านโยบายของกระทรวงกลาโหม และผบ.เหล่าทัพ ไม่มีเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าท่านรู้ก็ขอให้ให้บอกตนว่า อยู่ที่ไหนและไปด้วยกัน ซึ่งทุกที่ตนจะพาไปด้วยตนเอง ถ้าตรงไหนที่คิดว่ามีทหารผี หรือมีชื่อบรรจุแต่ตัวไม่ได้ไป ก็ขอให้มาหาตนได้ทุกเวลา เพราะเปิดโทรศัพท์ 24 ชั่วโมง รับสายอยู่แล้ว ย้ำว่าตนไม่ได้ท้าทาย แต่เป็นการพูดด้วยความรักและเคารพ

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 ‘ปรุงจืด’ เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 'ปรุงจืด' เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 ‘ปรุงจืด’ เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.51 น.

1 ก.ค. 2569 เมื่อเวลา 19.30น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่3 ทั้งนี้ เข้าสู่ช่วงอภิปรายสรุปภาพรวมของร่างฯ โดยในฝั่งของสส.พรรคร่วมรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ชี้แจงว่า ถ้าให้ตนตั้งชื่อร่างฯแบบตรงไปตรงมา ตนอยากตั้งชื่อว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณแบบปรุงจืด เพราะรู้สึกจืดๆอึนๆไม่ค่อยมีสีสัน ไม่ค่อยเผ็ดร้อนเหมือนกับการอภิปรายงบประมาณครั้งที่ผ่านๆมา แต่สวยแบบธรรมชาติ ถ้าเป็นอาหารก็คงต้องบอกว่าไม่ค่อยอร่อย ตนไม่ได้แซะหรือเสียดสี แต่เป็นเรื่องจริง ต้องชื่นชม เพราะเราแลกกับการเสียดสีทางการเมือง หรือวาทกรรมทางการเมืองมาด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงของสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล หากเราละวางประเด็นการเมืองลง แล้วตั้งใจฟังให้ได้ยิน ตนอยากฝากไปถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.) และผู้บริหารหน่วยงานทุกกระทรวง ข้อเสนอของฝ่ายค้านมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ ต้องขอบคุณสำนักงบประมาณที่จัดสรรงบฯเปิดเผยข้อมูลต่อสภาฯตามที่เราเคยเรียกร้องมาหลายปี แต่มาสำเร็จในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำลังส่งข้อความว่า เราเชื่อในการจัดสรรงบฯแบบโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยกลัวการตรวจสอบ เราไม่เคยหนีการตรวจสอบ ที่ผ่านมารัฐบาลเผชิญความท้าท้าย ทั้งปัญหาความมั่นคงชายแดน ภัยพิบัติธรรมชาติ เศรษฐกิจที่ผันผวน สงครามตะวันออกกลางนำมาสู่วิกฤตพลังงาน ตามมาสู่ตุ้นทุนค่าครองชีพที่สูง ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือน จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติเหมือนกับรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา งบฯปี70จึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตดังกล่าว จึงต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง ทั้งพ.ร.บ.โอนงบฯ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อประคับประคองสถานการณ์ประเทศ งบฯปีนี้รัฐบาลจึงต้องวางโจทย์ใหม่ในการจัดทำลำดับความสำคัญใหม่ ไม่ได้จัดตามอำเภอใจ แต่จัดแบบพุ่งเป้า โปร่งใส คุ่มค่า ทำเฉพาะเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ลดความซ้ำซ้อน มุ่งเน้นความคุ้มค่าของการใช้งบฯมากที่สุด เป้าหมายใหญ่คือการปรับสมดุลการคลัง สร้างวินัยทางการเงิน วางรากฐานประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลตัดสินใจถูก ยอมเจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน นอกจากนี้ยังเห็นความพยายามในการพาประเทศกลับไปสู่วินัยการเงินการคลัง สัญญาณสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้กำลังจะบอกกับประชาชนทั้งประเทศว่าในช่วงระยะเวลา4ปีของการบริหารเราจะฟื้นฟูสถานะการคลังให้กับประเทศ เราจะนำวินัยทางการเงินกลับมาเป็นหลักในการบริหารประเทศอีกครั้ง ไม่ได้แก้แค่เฉพาะหน้า

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการบอกว่างบฯปีนี้เป็นงบฯฝีแตก ตนเห็นด้วย งบฯปี70 วงเงิน3.788ล้านล้านบาท เป็นงบฯรายจ่ายประจำถึง 2.78 ล้านล้านบาท เหลืองบฯลงทุนเพียง 7.8 แสนล้าน ลดลงจากปีก่อนถึง 7.2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่น่าภูมิใจ แต่เป็นความจริง ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นสะสมมาหลายรัฐบาลหลายสิบปี ไม่ได้เกิดตอนนายกฯท่านนี้เข้ามาบริหารงาน รู้ว่าป่วย แต่ไม่เคยรักษาจริงจัง เลือกซุกปัญหาใต้พรม แล้วหวังว่าอาการป่วยจะหายไปเอง ต้องชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ กล้าตัดสินใจนำสิ่งที่ซุกใต้พรมขึ้นมาอยู่บนโต๊ะทำงบฯปีนี้ให้สะท้อนกับความเป็นจริง เริ่มจากยอมรับความเป็นจริง  สำหรับตนงบฯปีนี้ไม่ใช่ฝีแตก แต่มันคืองบฯที่กล้าจะลงมือกรีดแผลลงไปและผ่าตัดเอาฝีก้อนนั้นออกมา ยอมเจ็บวันนี้ ดีกว่าปล่อยฝีแตกในวันข้างหน้า หรือผลักภาระให้รัฐบาลหน้า ไม่มีนักการเมืองอยากจะตัดสินเรื่องยากๆแบบนี้ หรือกระทบกับคะแนนนิยม การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องการบริหารคะแนนเสียง มันคือความกล้าทำสิ่งถูกต้อง เราเลือกรักษาประเทศ มากกว่าภาพลักษณ์ตัวเอง เลือกรักษาความมั่นคงมากกว่าคะแนนเสียงทางการเมือง

“ผมอยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลที่กำลังจะเช้าไปเป็นกมธ.วิสามัญฯ ช่วยกันตรวจสอบให้เข้มข้น ตัดลดงบฯที่ไม่จำเป็น ตัดลดส่วนเกินออกให้หมด เพื่อทำให้งบฯฉบับนี้ที่พวกเราจะผ่านสภาฯกันไป มันส่งตรงไปถึงมือของประชาชนให้ได้มากที่สุด และผมอยากเห็นมิติใหม่ของความโปร่งใส ในชั้นกมธ.ท่านถ่ายทอดสดเลย เพื่อให้เห็นการทำงานของสมาชิกว่าเราในฐานะตัวแทนประชาชน เราถามคำถามอะไรกับฝ่ายราชการ เรารวมกันตรวจสอบทำงานการใช้งบฯของฝ่ายราชการร่วมกัน ผมเชื่อว่ายิ่งการเมืองโปร่งใส ความเชื่อมั่นของประชาชนจะมากขึ้น บางคนบอกว่าเห็นงบฯแล้วไม่เห็นอนาคตประเทศ แต่ผมเห็นงบฯแล้ว ผมกลับเห็นอนาคตของประเทศมากมาย ไม่ว่าหรอก อนาคตของพวกเราอาจไม่เหมือนกัน ส่วนที่มีการบอกว่างบฯไทยช่วยใคร ผมได้ข้อสรุปว่างบฯนี้ไม่ได้ช่วยคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ช่วยพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย ช่วยคนหาเช้ากินค่ำ ช่วยคนลดภาระค่าครองชีพ แล้วไปสร้างโอกาส สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว ช่วยผู้สูงอายุให้มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าในบั้นปลายชีวิต ช่วยคนหนุ่มสาวให้มีอนาคต ช่วยลูกหลานให้เข้าถึงการศึกษา เรียนจบมีงานทำ ช่วยพ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอีให้ยืนหยัดต่อสู้เติบโต ที่สำคัญช่วยฟื้นฟูวินัยการเงินการคลัง ลดการขาดดุล วางรากฐานมั่นคงต่อไป ดังนั้นมันคืองบฯไทยช่วยไทยอย่างแท้จริง” นายกรวีร์ กล่าว

กางแผน ศธ. ปี 70 ‘เรียนฟรีต้องฟรีจริง’ สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

กางแผน ศธ. ปี 70 'เรียนฟรีต้องฟรีจริง' สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

กางแผน ศธ. ปี 70 ‘เรียนฟรีต้องฟรีจริง’ สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้น 359,576.88 ล้านบาท ถือเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างงบประมาณส่วนใหญ่กว่า 64.70% ยังคงเป็นงบประมาณสำหรับบุคลากรภาครัฐ รองลงมาคืองบยุทธศาสตร์ 32.13% งบพื้นฐาน 2.95% และงบบูรณาการ 0.22% ตามลำดับ ทั้งนี้ ในส่วนที่เป็นเม็ดเงินสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาโดยตรงนั้น มีจำนวน 78,783 ล้านบาท ครอบคลุมการดำเนินงาน 228 โครงการ ภายใต้แนวคิดหลัก “All for Education” หรือการผนึกกำลังเพื่อการศึกษาไทย โดยแบ่งทิศทางการทำงานออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่

  1. การคืนเวลาให้ครู เพื่อมุ่งสร้างอนาคตให้เด็ก
  2. การรื้อโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านงบประมาณและโอกาสการเข้าถึง
  3. การยกระดับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกแห่งความจริง
  4. การสร้างโรงเรียนให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง
  5. การสร้างสถาปัตยกรรมทางการศึกษาใหม่ ผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดที่ตรงกับความมุ่งหวังของสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือการใช้เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียน สามารถลดภาระของครูได้จริง และต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีประเด็นสำคัญที่ได้ชี้แจงและขยายความ ดังนี้

1. ความโปร่งใสในโครงการ Digital Skill และ Credit Portfolio

สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio : Empowering Education) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีงบประมาณผูกพันระยะยาวระหว่างปี 2569 – 2573 วงเงินกว่า 3,158 ล้านบาทนั้น รมว.ศธ. ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ เกิดขึ้น และเพื่อความโปร่งใสขั้นสูงสุด กระทรวงฯ ได้เชิญหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมติดตาม ตรวจสอบ และให้คำแนะนำในทุกรายละเอียดของโครงการ เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากมีการเดินหน้าโครงการนี้ในอนาคต จะต้องปราศจากการทุจริตและเกิดประโยชน์ต่อเยาวชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากประเมินแล้วพบว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ หรือไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย กระทรวงฯ พร้อมที่จะทบทวน ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไข (TOR) ทันที

2. สางปมความซ้ำซ้อน: ความแตกต่างของระบบ NDLP และ Credit Portfolio

เพื่อป้องกันความสับสนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบดิจิทัลของกระทรวงฯ รมว.ศธ. ได้อธิบายถึงความแตกต่างของสองแพลตฟอร์มหลักอย่างชัดเจน โดย ระบบ NDLP (National Digital Learning Platform) คือแพลตฟอร์มที่รวบรวมสื่อการสอนตาม “หลักสูตรแกนกลาง” ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่ง สพฐ. วางเป้าหมายให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด รองรับผู้ใช้งานทั้งครูและนักเรียนกว่า 5 ล้านคน

ในขณะที่ โครงการ Digital Skill/Credit Portfolio จะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมนอกเหนือตำราเรียน เป็นสื่อสำหรับการวางแผนเส้นทางอาชีพกว่า 447 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาตัวเอง การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพในอนาคต ไปจนถึงการสร้างทักษะการเป็นพลเมืองโลก ซึ่งทั้งสองระบบมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

3. บูรณาการข้ามกระทรวง: สร้างระบบหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)

กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มองการศึกษาจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงข้อมูลระบบ Credit Portfolio ของนักเรียนเข้ากับระดับอุดมศึกษาและการทำงานในอนาคต เพื่อลดความซ้ำซ้อนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้วางรากฐานการทำงาน 3 แนวทาง ได้แก่:

  • การสร้างระบบนิเวศสื่อการสอนที่เหมาะสม: เน้นความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อลดภาระครูในการเตรียมการสอน โดยมีมาตรการดูแลระยะเวลาการใช้หน้าจอ (Screening Time) ของเด็กให้เหมาะสมกับวัย
  • การพัฒนาระบบ Digital ID และ AI Framework: เร่งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และเปิดระบบหลังบ้าน (API) ให้กระทรวงอื่นๆ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางของรัฐ (Single Platform) อย่างแท้จริง
  • การจับมือกับกระทรวง อว. และกระทรวงแรงงาน: ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนผ่านกลไก Human Capital Board และเตรียมจัดตั้ง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” (National Credit Bank) เพื่อให้คนไทยสามารถสะสมทักษะ นำไปเทียบโอนวุฒิการศึกษา หรือใช้ประกอบการสมัครงานได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ตั้งคณะกรรมการบูรณาการและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันกฎหมาย การลดภาระครู ความปลอดภัย และการปรับปรุงหลักสูตรให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

4. ปฏิวัติงบอุดหนุนรายหัวและนโยบาย “เรียนฟรีต้องมีอยู่จริง”

เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระทรวงฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อออกแบบ “สูตรการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวรูปแบบใหม่” โดยจะนำตัวแปรด้านบริบทของแต่ละโรงเรียน (เช่น ขนาดของโรงเรียน พื้นที่ห่างไกล) มาคำนวณ เพื่อให้การจัดสรรเงินเป็นธรรมมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายนำร่องภายในปีงบประมาณ 2571

ในส่วนของปัญหาโรงเรียนเรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือที่มักเรียกกันว่าแป๊ะเจี๊ยะ รมว.ศธ. ยอมรับว่าปัญหานี้ยังมีอยู่จริง แต่ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดผ่าน สพฐ. ออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า โรงเรียนจะเก็บเงินบำรุงการศึกษาได้ เฉพาะส่วนที่จัดเสริมนอกเหนือจากหลักสูตรแกนกลางเท่านั้น” และที่สำคัญคือต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา ได้รับการอนุมัติจากเขตพื้นที่การศึกษา และต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ห้ามบังคับเด็ดขาด โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาลงไปกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

5. การคืนเวลาให้ครู: หั่นตัวชี้วัด เลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน

หนึ่งในนโยบายที่กระทรวงฯ ภูมิใจนำเสนอคือ “การลดภาระงานครู” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่จำเป็นต้องขอตั้งงบประมาณเพิ่ม แต่ใช้วิธีการบริหารจัดการใหม่เพื่อคืนเวลาให้ครูได้กลับไปอยู่กับนักเรียนอย่างเต็มที่ โดย สพฐ. ได้ดำเนินการปรับลดตัวชี้วัดการประเมินผลจากเดิม 151 ตัวชี้วัด เหลือเพียง 43 ตัวชี้วัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันที

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศ ยกเลิกการประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) ในระดับโรงเรียน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป โดยจะให้ประเมินเฉพาะระดับเขตพื้นที่การศึกษาเท่านั้น เพื่อปลดล็อกภาระการทำเอกสารของครูและผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึง ยกเลิกการประเมินโครงการโรงเรียนสีขาว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 โดยจะบูรณาการมาตรการดูแลนักเรียนและการป้องกันยาเสพติดเข้ากับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ผลลัพธ์ในการดูแลเด็กยังคงเข้มงวดเช่นเดิม แต่ไม่สร้างภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อนให้แก่ครูผู้สอน

6. ฝ่าวิกฤต PISA และการบริหารงบประมาณมุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียน

ประเด็นสุดท้ายที่ รมว.ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุด คือความกังวลต่อผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA 2022) ของเด็กไทยที่อยู่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการในปี 2001 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน รัฐมนตรีฯ ระบุว่า แม้งบประมาณโดยรวมของกระทรวงจะมีจำกัด แต่ได้มีการปรับวัฒนธรรมการทำงานใหม่ โดยเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่เน้นว่าสถานศึกษาต้องทำรายงานส่งส่วนกลาง มาเป็น “การยึดตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง” การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะต้องตอบโจทย์ความปลอดภัยและทักษะของเด็ก เช่น อาคารเรียน สนามกีฬา และโรงอาหารต้องได้มาตรฐาน

เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต PISA กระทรวงฯ ได้วางแผนปฏิบัติการ Roadmap PISA 2029 เพื่อตั้งเป้ายกระดับคะแนนอย่างก้าวกระโดด โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้และประเมินผลตามสมรรถนะ การใช้ฐานข้อมูลสนับสนุนแบบมุ่งเป้า การสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน พร้อมทั้งเร่งจัดทำแบบประเมิน OECD/EDPC เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยในเวทีโลก

ในช่วงท้าย รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สำหรับทุกข้อเสนอแนะและข้อท้วงติง พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องลงทุนที่ตัวเด็ก ต้องคืนเวลาให้ครู และต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับการศึกษาของชาติ