รัดเกล้า ชำแหละ พ.ร.บ.สภาครูฯ จี้กรรมาธิการเติม 3 เสียงที่หายไป เผยเด็กไทยเครียดหนัก ต้องปรับครูเป็นที่พึ่งจิตวิทยา-แนะแนว

23 กันยายน 2569 เวลา 18:39 น.

23 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่า คุรุสภาคือองค์กรที่มีบทบาทชี้นำและกำหนดทิศทางว่าครูไทย ในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

นางรัดเกล้า เปิดเผยว่า จากการพิจารณาเนื้อหาในร่างกฎหมาย มาตรา 4 (แก้ไขมาตรา 12) และมาตรา 8 (แก้ไขมาตรา 21) ซึ่งกำหนดโครงสร้างคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ของคุรุสภาและคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพนั้น แม้จะเป็นโครงสร้างที่ดี แต่ยังมีข้อบกพร่องสำคัญเนื่องจากขาดตัวแทนและมิติความคิดอีก 3 เสียงสำคัญ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษาในยุคดิสรัปชัน

1.เสียงของผู้ใช้ครู (สถานศึกษาทุกสังกัด) ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญสภาวะครูล้น และครูขาด ในเวลาเดียวกัน บางสาขามีผู้จบการศึกษาจำนวนมากแต่ไร้ตำแหน่งบรรจุ ในขณะที่บางวิชาและบางพื้นที่กลับขาดแคลนวิกฤต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ผลิตครูได้กี่คน แต่คือผลิตครูตรงตามความต้องการของประเทศหรือไม่ คุรุสภาจึงต้องดึงผู้ใช้ครูจริงร่วมวางแผนการผลิตครู ทั้งในเชิงจำนวน วิชาเอก และพื้นที่

2.เสียงจากภาคเอกชนและตลาดแรงงาน เช่น ตัวแทนสภาหอการค้าฯ เนื่องจากทักษะการทำงานในโลกจริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าหลักสูตรการศึกษาหลายปี ปัจจุบันเด็กต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีทั้ง AI และ Quantum หากระบบไม่ฟังเสียงจากตลาดแรงงาน ก็จะไม่สามารถสร้างครูที่ได้ยินเสียงของอนาคต เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมรับมือโลกยุคใหม่ได้

3.เสียงของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ยุคสมัยปัจจุบันเด็กเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้ว บทบาทของครูจึงต้องเปลี่ยนจากการสอนตำรา มาเป็น ผู้แนะแนวและที่พึ่งทางจิตวิทยา ยอดเยาวชนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะความเครียด กดดัน โรคซึมเศร้า ไปจนถึงการทำร้ายตัวเอง ทักษะจิตวิทยาเชิงบวกและการแนะแนวทางชีวิตจึงไม่ควรเป็นเพียงวิชาเสริม แต่ต้องถูกยกระดับให้เป็นสมรรถนะพื้นฐาน ของครูไทยทุกคน

“ถ้าเราอยากเปลี่ยนการศึกษาไทย เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนระบบการสร้างครู และถ้าเราอยากให้เด็กไทยพร้อมสำหรับอนาคต เราต้องทำให้มีครูที่พร้อมสำหรับอนาคตเสียก่อน” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า ยังได้ยื่นข้อเสนอแนะขอให้คณะกรรมาธิการการศึกษาฯ ปรับแก้ถ้อยคำในร่างมาตรา 12 วรรคสาม และมาตรา 21 วรรคสอง เพิ่มเติมผู้แทนจากทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น เข้าไปเป็นคณะกรรมการ เพื่อให้คุรุสภามีชุดข้อมูลที่รอบด้าน ทันต่อสถานการณ์ และสามารถขับเคลื่อนการศึกษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผอ.JIC ตอก ฮุน มาเนต อย่าเปลี่ยนเวทีปราบสแกมเมอร์เป็นเวทีกล่าวหา ย้ำแยกปมอาชญากรรม-ชายแดน ชี้ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน

23 กันยายน 2569 เวลา 18:28 น.

23 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณี นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ระบุว่า การปราบปรามสแกมเมอร์ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีประเทศอื่น หรือเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังและเข้ายึดครองดินแดนของประเทศอื่นว่า ประเทศไทยเห็นด้วยกับหลักการอย่างชัดเจน ว่า อาชญากรรมออนไลน์ไม่ควรถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่หลักการดังกล่าวต้องใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หากเวทีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามสแกมเมอร์ ก็ควรพูดถึงแนวทางความร่วมมือในการทำลายเครือข่ายอาชญากรรม มากกว่าการใช้เวทีเพื่อกล่าวหาหรือสร้างความเชื่อมโยงโดยนัยกับประเทศอื่น

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขอให้กลับไปอ่าน Joint Statement วันที่ 27 ธ.ค. 2568 ที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน โดยข้อ 10 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงปฏิบัติตามแผนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึง Cyber Scams และ Human Trafficking ตลอดจนตกลงเพิ่มความร่วมมือเพื่อป้องกันการหลอกลวงออนไลน์และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในทางมิชอบ ดังนั้น คำถามที่ควรถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า “ใครกำลังใช้เรื่องสแกมเมอร์โจมตีใคร” แต่คือ “สิ่งที่เราลงนามร่วมกันนั้น ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” โดยประเทศไทยพร้อมร่วมมือ หากกัมพูชามีข้อมูล ผู้ต้องสงสัย บัญชีธนาคาร เครือข่าย สถานที่ หรือเส้นทางการเงิน ขอให้นำเข้าสู่กลไกความร่วมมือที่ตกลงกันไว้ ไทยพร้อมตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย และในทางกลับกัน หากไทยส่งข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ดำเนินกิจกรรมจากพื้นที่ในกัมพูชา ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังและตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน

ส่วนกรณี นายฮุน มาเนต กล่าวถึงการใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็น “ข้ออ้าง” ในการใช้กำลังและเข้ายึดครองดินแดนของประเทศอื่น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยก 2 เรื่องออกจากกันอย่างชัดเจน เรื่องแรกคือการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งต้องดำเนินการผ่านความร่วมมือทางกฎหมาย ตำรวจ การเงิน ข่าวกรอง และกลไกระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องที่สองคือเหตุการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน สำหรับเหตุการณ์การสู้รบ ฝ่ายไทยได้ยืนยันจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อสหประชาชาติว่า กองกำลังกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงต่อกำลังและดินแดนไทย และไทยจึงใช้สิทธิป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ โดยยืนยันหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีคำกล่าวอ้างที่แตกต่างออกไป ดังนั้น เรื่องนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐาน ไม่ใช่จากถ้อยคำทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“เราไม่ควรนำเรื่องสแกมเมอร์มาปะปนกับข้อพิพาทด้านความมั่นคง แล้วสร้างข้อสรุปว่าการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นข้ออ้างสำหรับการใช้กำลัง” ผอ.JIC กล่าว พร้อมระบุว่า ไทยไม่ได้กล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นประเทศสแกมเมอร์ และไม่ควรเหมารวมประชาชนหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ได้ดำเนินกิจกรรมจากพื้นที่ในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลานาน และกัมพูชาเองก็ยอมรับในเวที ICCOS วันนี้ว่า มีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้พื้นที่กัมพูชาดำเนินกิจกรรม ดังนั้น สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการเห็นไม่ใช่การแข่งขันกันกล่าวหา แต่คือผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ทั้งการจับกุมเครือข่ายได้กี่เครือข่าย ช่วยเหลือเหยื่อได้กี่คน ยึดและอายัดทรัพย์ได้เท่าใด ตัดเส้นทางการเงินได้หรือไม่ ผู้มีอิทธิพลหรือผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังถูกดำเนินคดีหรือไม่ และมีความร่วมมือส่งข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านจริงเพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างหากคือมาตรวัดความจริงใจในการปราบปรามสแกมเมอร์

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องการสื่อถึงนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตว่า ข้อความง่ายมาก คืออย่าใช้เวทีปราบสแกมเมอร์เป็นเวทีกล่าวหากัน แต่ขอให้กลับไปอ่านข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน และลงมือทำตามสิ่งที่ตกลงกันไว้ ไทยไม่ได้ต้องการให้กัมพูชาพูดว่าตัวเองไม่มีปัญหา และไทยก็ไม่ควรพูดว่าปัญหาทั้งหมดอยู่ที่กัมพูชา สิ่งที่ต้องการคือความร่วมมือที่วัดผลได้ เพราะสแกมเมอร์ไม่มีสัญชาติ เงินที่ถูกหลอกไม่มีพรมแดน และเหยื่อมีอยู่ทั่วโลก หากต่างฝ่ายยืนยันว่าปัญหานี้เป็นอาชญากรรมข้ามชาติจริง ก็ต้องร่วมกันจัดการกับอาชญากร ไม่ใช่เปลี่ยนการประชุมต่อต้านอาชญากรรมให้กลายเป็นเวทีกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้าน

“สำหรับเรื่องชายแดน ประเทศไทยยืนยันว่า การปกป้องอธิปไตยกับการปราบสแกมเมอร์เป็นคนละเรื่องกัน ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ถ้อยแถลงไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด และเวทีปราบอาชญากรรมไม่ควรถูกเปลี่ยนเป็นเวทีสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ไทยพร้อมร่วมมือ แต่ความร่วมมือต้องเริ่มจากการปฏิบัติตามสิ่งที่ทั้งสองประเทศลงนามไว้ด้วยกัน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

“ภราดร” โต้ปมแก้ท่วมช้า ชี้ลุ่มเจ้าพระยาต้องใช้เวลา 7-8 ปี ยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย ลั่น “อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นการเมือง”

23 กันยายน 2569 เวลา 18:19 น.

จากกรณีที่ นายปุ้ย แสงนาค ตัวแทนประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยา ได้ออกมาร้องเรียนรัฐบาลเรื่องของการแก้ปัญน้ำท่วมในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ที่ทางรัฐบาลสัญญาว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่เมื่อผ่านไปกลับนิ่งเฉย ล่าสุดนาย ภราดร ปริศนานันทกุล ได้ออกมาโต้ตอบอย่างดุเดือดโดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของตน โดยระบุข้อความว่า 

“อย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเล่นการเมือง

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่สามารถใช้เวลา 3-5เดือน ไม่ใช่ใช้เวลา 2ปี หรือ3ปี แต่เราพูดกันถึงระยะเวลาอย่างน้อย 7-8ปี ทุกคนรู้ว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีทางออกเดียวคือจะต้องมีทางระบายน้ำขนาดใหญ่

บางบาลบางไทรเริ่มต้นปี 2563 ถึงวันนี้ 6ปีแล้วยังไม่เสร็จ แต่อย่างน้อยโครงการได้เริ่มต้นไปแล้ว และจะแล้วเสร็จภายใน2ปีนี้

แต่

ไม่ใช่ว่าบางบาลบางไทรหรือเจ้าพระยาสองจะแก้ปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่อย่างน้อยก็สามารถ แบ่งเบาภาระประชาชนไปได้บ้าง

โครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย

มีเพียงการสร้างทางระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติม คือทางออกและทางรอดเดียวของการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ ถูกพูดถึงมาหลายรัฐบาลและมีการศึกษาไว้หลายรัฐบาลมาก ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถผลักดันได้สำเร็จ รัฐบาลนายกอนุทินได้เร่งรัดผลักดันจนโครงการนี้เดินหน้าแล้ว และจะเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2570

รัฐบาลนี้ได้เริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว”

สำนักงาน กกต. เข้มความปลอดภัยสื่อและพื้นที่ เตรียมรับ สนธิ-กลุ่มพันธมิตรฯ 25 ก.ย.นี้

23 กันยายน 2569 เวลา 18:07 น.

สำนักงาน กกต. คุมเข้มมาตรการความปลอดภัยสื่อและพื้นที่ เตรียมรับ สนธิ-กลุ่มพันธมิตรฯ 25 ก.ย.นี้ นัดแสดงพลังบุก กกต. 

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ฝ่ายสื่อสารองค์การ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวแจ้งว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตยจะเดินทางมายื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ณ สำนักงานคณะ กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้น

ในการนี้ ทางสำนักงาน กกต.มีการรักษาความปลอดภัย และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชนในการเข้าพื้นที่ จึงขอให้สื่อมวลชนที่ประสงค์จะเข้าพื้นที่ในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต. ลงทะเบียนตาม Google Form ที่แนบมาพร้อมนี้ เพื่อรับบัตรสื่อมวลชนเข้าพื้นที่ภายในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย.2569 เวลา 16.30 น. หากลงทะเบียนหลังจากเวลาดังกล่าว ถือว่า “สละสิทธิ์” ในการเข้าพื้นที่

ทั้งนี้ ฝ่ายสื่อสารองค์การ สำนักงาน กกต. ระบุว่า ในวันดังกล่าวขอสงวนสิทธิ์ในการเข้าพื้นที่ เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น พร้อมกันนี้ สื่อมวลชนแต่ละสำนักข่าวที่ลงทะเบียนสามารถรับบัตรสื่อมวล ชนในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ที่บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. (ประตู 1 ทิศตะวันออก) เพื่อเข้าพื้นที่ของสำนักงาน กกต. บริเวณห้องประชุม 201 และห้องสื่อมวลชน ส่วนสื่อมวลชวนที่ไม่ได้ลงทะเบียนนั้น จะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

ด้าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. ได้ประชุมเตรียมความพร้อมรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่สำนักงานฯ ร่วมกับ พ.ต.อ.ยุทธศิลป์ การินทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง และเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจตราความเรียบร้อยโดยรอบบริเวณอาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการฯ ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นจะมีเจ้าหน้าที่ 1 กองร้อยมาดูแลบริเวณโดยรอบอาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีสื่อมวลชนที่มาทำข่าวบริเวณหน้าสำนักงาน กกต.ได้มีคนขโมยของจากกระเป๋าสตางค์ จึงได้ประสานขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ตรงด้านหน้าบริเวณสำนักงาน กกต. ซึ่งอยู่ในความดูแลของบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) แต่กลับได้รับคำตอบว่ากล้องวงจรปิดในจุดดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับปรุงและไม่สามารถใช้งานได้ ทั้งที่เป็นพื้นที่สำคัญซึ่งมีกลุ่มมวลชนและประชาชนเดินทางมาจัดกิจกรรมและยื่นหนังสือร้องเรียนอยู่เป็นประจำ

ศาลฎีกา แจง ปธ.แผนกคดีเลือกตั้ง ไม่เคยพบอดีตนักการเมือง น. ช่วยเหลือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จ่อดำเนินคดีคนปล่อยข่าวเท็จ

23 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

23 กันยายน 2569 ศาลฎีกา ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อโซเชียลว่า นายวรวุฒิ ทวาทศิน ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เคยเดินทางไปพบกับ นาย น. อดีตนักการเมือง เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จาก สว. และจะช่วยเหลือคดีเลือกตั้งนั้น

ศาลฎีกา ได้รับการยืนยันว่า นายวรวุฒิ บุคคลตามที่ปรากฏเป็นข่าว ไม่เคยเดินทางไปพบกับอดีตนักการเมือง น. ดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งแม้ปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา แต่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ จะไปดำรงตำแหน่งบริหารอื่น ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาแต่อย่างใด และขณะนี้นายวรวุฒิ มอบอำนาจให้สำนักกิจการคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ติดตาม ดำเนินคดีกับบุคคลที่ปล่อยข่าวเท็จดังกล่าว ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการและชื่อเสียงแล้ว

รมต.สุขสมรวย ดัน สทบ. จับมือ สวก. เสริมความรู้เกษตรกรไทย 4 ภาค

24 กันยายน 2569 เวลา 14:06 น.

“รมต.สุขสมรวย” ดัน สทบ. จับมือ สวก. เสริมความรู้เกษตรกรไทย 4 ภาค ต่อยอดของดีท้องถิ่นสู่รายได้ยั่งยืน

สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ภายใต้การกำกับดูแลของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (ARDA) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “การส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกระบวนการผลิต และการนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร”

ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ พัฒนาศักยภาพสมาชิกกองทุนหมู่บ้านด้านเทคโนโลยีการเกษตรและการแปรรูปอย่างเป็นระบบ สร้างรายได้เสริมหรือรายได้หลักเพื่อลดการพึ่งพารายได้ภายนอกและการย้ายถิ่น และเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ (ฝวพ.) ของ สทบ. รับผิดชอบหลักในการประสานงานกับ สทบ. สาขาเขตทั่วประเทศ ขณะที่ สวก. สนับสนุนวิทยากรและองค์ความรู้ด้านวิชาการผ่านหน่วยงานในสังกัดภูมิภาค

โครงการหลักภายใต้ความร่วมมือนี้คือ “พัฒนาทักษะเกษตรกรเชิงอาชีพ 4 ภาค” จัดรวม 8 ครั้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2569 ครอบคลุมพืชและสัตว์เศรษฐกิจประจำถิ่นของแต่ละภูมิภาค โดยทุกครั้งใช้รูปแบบเดียวกันคือ บรรยายวิชาการและถอดบทเรียนกรณีศึกษาความสำเร็จในภาคเช้า ตามด้วย Workshop ปฏิบัติจริงแปรรูปผลิตภัณฑ์ในภาคบ่าย

หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ “มะปี๊ดครบวงจร” และ “ทุเรียน” ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสอนตั้งแต่การขยายพันธุ์โดยปราชญ์ชาวบ้าน ไปจนถึงเทคนิคจัดการดินน้ำในสภาพอากาศแปรปรวน และ Workshop แปรรูปเป็นแยม เจลลี่กัมมี่ และขนมไส้ทุเรียนลาวา ต่อด้วยหลักสูตร “ถั่วเหลือง” และ “ข้าว” ที่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งครั้งที่สอนถั่วเหลืองมีผลประเมินความพึงพอใจสูงถึง 4.06 จาก 5 คะแนน ส่วนหลักสูตรข้าวสอนตั้งแต่มาตรฐาน GAP ไปจนถึง Workshop ทำสบู่น้ำนมข้าวและซูชิจากข้าวไทย

เช่นเดียวกับที่จังหวัดเลยก็มีหลักสูตร “กาแฟ” ร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ สอนแนวคิด “ป่า 4 ชั้น” เปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ ส่วนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีหลักสูตร “มังคุดครบวงจร” ที่สอน Workshop ทำไวน์มังคุด ผ้ามัดย้อมจากเปลือกมังคุด และไอศกรีมมังคุด ปิดท้ายด้วยหลักสูตร “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชายฝั่ง” ที่สอนเลี้ยงปูม้าและหอยพร้อมแปรรูปเป็นน้ำพริก โดยผู้เข้าอบรมทุกคนได้รับใบประกาศนียบัตร

ความร่วมมือนี้ไม่ได้จบแค่การอบรม แต่ยังมีกำหนดติดตามผลที่จังหวัดจันทบุรี ครอบคลุม 20 กองทุน เพื่อประเมินว่าสมาชิกนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดสร้างอาชีพจริงหรือไม่ สะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างผลสัมฤทธิ์ที่วัดผลได้จริง ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมให้ครบตามแผน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นตอกย้ำแนวทางการทำงานที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถต่อยอดผลผลิตพื้นฐานให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ลดการพึ่งพารายได้จากภายนอก และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามผลงานและผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือของ สทบ. กับ สวก. และภาคีเครือข่ายต่างๆ สามารถมาได้ที่บูธ สทบ. K3 ในงาน FARM EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ถอดรหัส ‘ปุ๋ยม่วง TPI’ ทางรอดเกษตรกรไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนทางการเกษตรและกระแสการดูแลสุขภาพที่มาแรง “ปุ๋ยม่วง TPI” หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออแกนิค (TPI Growth Organic) กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางรอดที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากเกษตรกรไทย โดยถูกยกให้เป็นหัวใจสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง และในยุคที่เทรนด์เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจำนวนมากเริ่มมองหาตัวช่วยที่จะมาตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเพิ่มปริมาณผลผลิต และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้น “ปุ๋ยม่วง TPI” จึงกลายมาเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางเกษตรกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในขณะนี้

นายภาคภูมิ ทองสอน ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เปิดเผยว่า ปุ๋ยอินทรีย์โกร ออแกนิค ทีพีไอเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลว ได้จากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากอินทรียวัตถุ เช่น เศษพืชสัตว์ ใบไม้ เศษอาหาร โดยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย ได้ของเหลว สีน้ำตาลดำ ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน , ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม , แมกนีเซียม และกำมะถัน ธาตุอาหารเสริม เช่น เหล็ก, ทองแดง, สังกะสี, โบรอน, โมลิบดินัม,คลอไรด์, แมงกานีส รวมทั้งสารฮิวมิค ปุ๋ยอินทรีย์ โกร ออร์แกนิค ทีพีไอ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่พืชสามารถดูดซึมเข้าทางใบได้โดยตรง จึงช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารและสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน

“ปุ๋ยม่วง TPI คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ตามธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน จนได้กรดอะมิโน สารอินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชในรูปแบบที่สามารถดูดซึมได้ทันที จุดเด่นสำคัญของปุ๋ยสูตรนี้คือการเน้น “กระตุ้นการออกดอกและเพิ่มการติดผล” ช่วยให้พืชผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี และรสชาติกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าวและว่า โดยมี 3 คุณประโยชน์หลัก มัดใจเกษตรกร คือ 1.เห็นผลไว ดูดซึมเร็ว ฉีดพ่นทางใบ พืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้สังเคราะห์แสงได้ทันที 2.เร่งดอก ติดผลดก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพืชที่ต้องการเน้นผลผลิต เช่น ไม้ผล พืชไร่ พืชผักสวนครัว และแปลงนาข้าว และ 3.ไร้สารพิษ 100% ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ปลอดภัยทั้งต่อตัวเกษตรกรผู้ฉีดพ่นและผู้บริโภค

“ด้วยความเป็นปุ๋ยเข้มข้นและเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด TPI กำหนดอัตราส่วนการใช้งานไว้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการดูแลพืช อย่างฉีดพ่นทางใบ จะใช้อัตราส่วนผสม ปุ๋ย 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อที่พืชจะนำไปสังเคราะห์แสงได้ทันที เร่งการติดดอก หากนำไปฉีดพ่นพืชที่มีใบบนมัน เช่น ใบยางพารา หรือใบบัว แนะนำให้ผสมสารจับใบร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะติด” ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน กล่าว

นายภาคภูมิ กล่าวต่อไปว่า ความแตกต่างของปุ๋ยม่วง TPI ที่เหนือกว่าปุ๋ยอินทรีย์หมักทั่วไป คือกระบวนการย่อยสลายวัตถุดิบอินทรีย์ธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง จนได้โมเลกุลขนาดเล็กที่พืชดูดซึมได้รวดเร็วทั้งทางใบและทางราก ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กรดอะมิโน และสารอินทรีย์วัตถุ ช่วยกระตุ้นกระบวนการแบ่งเซลล์ เร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อพืช กลุ่มฮอร์โมนพืชธรรมชาติ มีสารสำคัญอย่าง ออกซิน (Auxin), จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) และ ไซโตไคนิน (Cytokinin) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นการติดดอก ออกผล และลดปัญหาดอกหรือผลร่วง จุลินทรีย์มีประโยชน์และธาตุอาหารรองที่ครบถ้วนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และลดการใช้สารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพืชแต่ละชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดได้อีกด้วยเช่นกัน อย่าง พืชสวน/ไม้ผล (ทุเรียน, มะม่วง, ส้ม, ส้มโอ) ควรฉีดพ่นก่อนระยะออกดอกเพื่อสะสมอาหาร และฉีดซ้ำในช่วงเริ่มติดผล เพื่อช่วยเพิ่มขนาด ผลสวย และรสชาติตีขึ้น , แปลงนาข้าว ฉีดพ่นช่วงข้าวเริ่มตั้งท้องและช่วงรวงข้าวเริ่มก้ม ช่วยเพิ่มน้ำหนักเม็ด รวงโต และลดปัญหาแกล้มหรือเมล็ดลีบ , พืชไร่ (ยางพารา, มันสำปะหลัง, อ้อย) ช่วยขยายขนาดหัวมัน เพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้ง ส่วนในยางพาราช่วยบำรุงเปลือกไม้และเพิ่มปริมาณน้ำยาง , ผักสวนครัว และไม้ดอกไม้ประดับ ทำให้ใบเขียวสด ดอกดก สีสันสดใส และเก็บเกี่ยวได้ไวขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าว

นอกเหนือจากเรื่องการเพิ่มผลผลิตแล้ว จุดเด่นที่ทำให้ปุ๋ยม่วง TPI กลายเป็นมิตรคู่ใจเกษตรกรคือ “ความคุ้มค่า” เนื่องจากเป็นสูตรเข้มข้นสูง ปุ๋ยเพียง 1 ลิตร สามารถผสมน้ำฉีดพ่นได้มากถึง 500-1,000 ลิตร ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้มากกว่า 30-50% อีกทั้งยังไร้สารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อทั้งตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภคปลายทาง ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทยที่เข้ามาตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรยั่งยืนได้อย่างลงตัว

ดังนั้น การมาถึงของปุ๋ยอินทรีย์น้ำอย่าง “ปุ๋ยม่วง TPI” ไม่เพียงแต่เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตตกต่ำให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เข้าสู่ยุค “เกษตรปลอดภัยไร้สารเคมี” อย่างแท้จริง

อธิบดีกรมการข้าว ขับเคลื่อน ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เชื่อมตลาดเพิ่มรายได้เกษตรกร

23 กันยายน 2569 เวลา 19:33 น.

23 กันยายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ตามแนวทาง BCG Model” โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นผู้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยนายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมพิธีเปิด ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

การจัดงานในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตามแนวทาง BCG Model พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกร ยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดข้าวเฉพาะ ตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ และแนวทางตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต เพิ่มรายได้ไห้เกษตรกร ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยอย่างยั่งยืน โดยได้จัดให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตั้งแต่ตันน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งด้านพันธุ์ข้าว การจัดการฟางและตอชัง ข้าว การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้จุลินทรีย์ RD-1 การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การใช้โดรนและเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าว ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้เห็นตัวอย่างเทคโนโลยีและนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอานนท์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับแนวทาง ตลาดนำการผลิต เชื่อมโยงตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การวางแผนการผลิต การรักษาคุณภาพและมาตรฐาน ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ข้าวที่ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลประโยชน์กลับคืนไปถึงพี่น้องเกษตรกร โดยกรมการข้าว สนองนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนการผลิตข้าว “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ” เพื่อให้การพัฒนาข้าวไทยก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย ทันน้ำ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ ทันพันธุ์ ให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพและพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ทันเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ทันมาตรฐานโลก ยกระดับการผลิตให้มีมาตรฐานและตรวจสอบย้อนกลับได้ และ ทันตลาด ผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย

“ผมจึงอยากเห็นแปลงนาของเกษตรกร เป็นมากกว่าพื้นที่การผลิตข้าว แต่เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สามารถลดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด การจัดงานในวันนี้จึงเป็นการนำความรู้จากงานวิจัยออกจากห้องทดลอง ไปสู่การเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จริง รวมทั้งยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาถ่ายทอดภายในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม การจัดการฟางและตอซังเพื่อลดการเผา การใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายฟาง การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือ AWD การปรับระดับพื้นที่นา การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ตลอดจนการนำเครื่องจักรกล โดรน และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน เราต้องไม่มองเฉพาะเรื่องการผลิต เราต้องเปลี่ยนเป็น “ผลิตได้ ต้องขายได้ และต้องขายได้ในราคาที่เหมาะสม” ผมขอให้ทุกหน่วยงานได้ใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ รับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกร และร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และบริบทของเกษตรกร เพื่อให้สิ่งที่เราถ่ายทอดได้นำไปใช้จริงและขยายผลต่อไป และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นในการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ สร้างเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงการผลิตกับตลาด และช่วยยกระดับข้าวไทยให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีมูลค่าสูง และแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นายอานนท์ กล่าว

สกร.ผนึกกำลังนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 เปิดวิสัยทัศน์มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคต

24 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

สกร.ผนึกกำลังนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 เปิดเวที “เปิดวิสัยทัศน์ มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคตและผู้นำการเปลี่ยนแปลง” เสริมศักยภาพบุคลากรกว่า 400 คน

วันที่ 23 กันยายน 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต จัดการเสวนา “เปิดวิสัยทัศน์ มองบริบทโลก สู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคตและผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ภายใต้โครงการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเปิดมุมมอง เสริมสร้างองค์ความรู้ และเตรียมความพร้อมบุคลากรในการรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เวลา 09.00 น. ดร.เกษทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มอบหมายให้ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ เป็นประธานเปิดการเสวนา โดยมีผู้บริหารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เลขานุการกรม ผู้อำนวยการกอง สถาบัน กลุ่ม และศูนย์ส่วนกลาง ตลอดจนข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ รวมประมาณ 400 คน เข้าร่วมรับฟัง

การเสวนาครั้งนี้มุ่งเปิดมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้นำและผู้บริหารจากหลากหลายภาคส่วน ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทโลก แนวโน้ม และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้บุคลากรกรมส่งเสริมการเรียนรู้สามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดด้านภาวะผู้นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนาองค์กร พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต” และ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง”

สำหรับเวทีเสวนาได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอธิริศร์ เตชะสินนิวัฒน์ เลขานุการมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ นางพุทธิพร แสงสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกรว์ฟ็อกซ์ จำกัด และ นพ.รพี เลิศพงศ์พิรุฬห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮักษา เมดิคอล กรุป จำกัด ร่วมถ่ายทอดมุมมอง ประสบการณ์ และแนวคิดจากการทำงานจริงในประเด็นภาวะผู้นำ การบริหารองค์กร การพัฒนาคน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมนวัตกรรม และการปรับตัวให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมีนายวิทวัช กุยแก้ว นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถาม และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของวิทยากรทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงมุมมองจากหลากหลายภาคส่วนสู่การประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้

การเสวนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกิจกรรมการพัฒนาบุคลากรระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 ณ โรงแรมชลจันทร์ พัทยา บีช รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี โดยมุ่งส่งเสริมให้บุคลากรมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เข้าใจบริบทโลกและความเปลี่ยนแปลง สามารถคิดวิเคราะห์และปรับตัวได้อย่างเหมาะสม รวมถึงพัฒนาทักษะด้านภาวะผู้นำ เพื่อนำไปสู่การร่วมกันขับเคลื่อนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีศักยภาพ มีความคล่องตัว และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ซาบีดา ห่มสไบใส่ชุดไทยศิวาลัย โชว์ความเป็นไทย ร่วมงาน Thai Cultural Night in Moscow 2026 กระชับมิตรภาพไทย-รัสเซีย

23 กันยายน 2569 เวลา 19:21 น.

“ซาบีดา” ห่มสไบใส่ชุดไทยศิวาลัย โชว์ความเป็นไทย ร่วมงาน Thai Cultural Night in Moscow 2026 กระชับมิตรภาพไทย-รัสเซีย มุ่งยกระดับพลังแห่งอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และสร้างประโยชน์กับประชาชน

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย เข้าร่วมเป็นเกียรติและกล่าวเปิดงาน “Thai Cultural Night in Moscow 2026” ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของสหพันธรัฐรัสเซีย) ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก โดยมี นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก นายวาสิลี เซเรเทลี (Mr. Vasily Tsereteli) ประธานสถาบันศิลปะแห่งรัสเซีย ร่วมกล่าวต้อนรับ และมีนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศผ่านมิติทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงาน “Russian Seasons 2026” และการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมไทยและรัสเซีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและรัสเซียในปี พ.ศ. 2570

กิจกรรมสำคัญภายในงานเป็นการแสดงพลังแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านเสียงดนตรี โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้นำวงดนตรีไทยร่วมสมัย (Contemporary Thai Music Ensemble) ร่วมถ่ายทอดความงดงามของมรดกทางวัฒนธรรมไทยร่วมกับศิลปินชั้นนำของรัสเซีย ได้แก่ นายอีกอร์ บุตแมน (Mr. Igor Butman) ศิลปินแห่งชาติสหพันธรัฐรัสเซีย และวง Quartet ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างประสบการณ์ดนตรีรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของทั้งสองชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมไทยให้แก่ผู้แทนระดับสูงและชาวรัสเซียได้อย่างน่าประทับใจ

การเข้าร่วมงานครั้งนี้นางสาวซาบีดา ห่มสไบ สวมชุดไทยศิวาลัย สีชมพูสวยงาม ปวดสายตาชาวรัสเซียที่มาร่วมงาน ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีในการเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยม และยังเป็นโอกาสสำคัญยิ่งต่อการเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสในระดับสากลให้แก่ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปวัฒนธรรม และบุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ในการขยายตลาดผลงานและแสดงศักยภาพสู่สายตาชาวโลก อันเป็นการยกระดับความสร้างสรรค์ของวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่ดีให้แก่ประเทศไทย ส่งผลในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ลงทุนชาวรัสเซียให้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ประชาชนชาวไทยในระยะยาวอีกด้วย