ชายแดนคึก แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

ชายแดนคึก  แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

ชายแดนคึก แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเดินหน้า UNCLOS กำหนดเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา ให้ชัดเจน ยันไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นจะยึดผลประโยชน์ชาติสูงสุด ส่วนปราสาทตาควาย-เนิน 350 ฮอตไม่หยุด นักท่องเที่ยวทะลัก 2วัน พุ่งกว่า1,500คน แห่สัมผัสพื้นที่ประวัติศาสตร์ชายแดน-หนุนเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่มีความกังวลกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น รัฐบาลขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องของการหารือและพิจารณาแนวเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่การเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกันหรือแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากร

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ได้อธิบายต่อสาธารณชนและทูตกว่า 70 ประเทศ อย่างชัดเจนว่าการเข้าสู่กระบวนการตาม UNCLOS เป็นกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกในประเด็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม หรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าการกำหนดเขตแดนทางทะเลให้มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย หรือยอมรับแนวทางใดล่วงหน้า แต่เป็นการใช้กลไกสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเต็มที่

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ กระบวนการ UNCLOS จะต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเลตามหลักสากลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และไม่ใช่การยกผลประโยชน์ของชาติให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” น.ส.รัชดา กล่าว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณปราสาทตาควาย-เนิน 350ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่ายังคงคึกคักต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และพื้นที่แห่งวีรกรรมทหารไทยตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวันมีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาลงทะเบียนทั้งจองผ่านแอปพลิเคชั่นและวอล์กอินอย่างต่อเนื่อง เพื่อขึ้นไปเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดชมวิวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางมาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด นักท่องเที่ยวทุกคนต้องจอดรถบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนลงทะเบียนและใช้บริการรถสองแถวที่หน่วยงานท้องถิ่นจัดเตรียมไว้รับ-ส่ง เพื่อควบคุมการสัญจรและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย โดยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดท่องเที่ยวด้านบน

ขณะเดียวกัน นายณัฐพัชร์ บุญมี นายกอบต.บักได จัดโครงการส่งเสริมเกษตรกร ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “ของดีบักได” ที่โรงเรียนบ้านสันติสุข หมู่ 16 ต.บักได เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยตรง

ทั้งนี้ ภายในงานมีผลไม้ขึ้นชื่อของพื้นที่ ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุด วางจำหน่าย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่รอเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 เป็นอย่างมาก ส่งผลให้ผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะมังคุด จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานภายหลังเปิดงาน สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวชายแดน

สำหรับโครงการดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกเหนือจากการจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายด้วยตนเอง สร้างรายได้เพิ่มและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านแหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ในเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่แล้วมากกว่า 1,500 คน จากโควตาที่เปิดรองรับ 2,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันแรกของการเปิดพื้นที่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา คาดว่าตลอดทั้งวันยอดนักท่องเที่ยวจะทะลุ 2,000 คนอย่างแน่นอนซึ่งความสำเร็จของการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่เพียงเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและกองทัพเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และการเรียนรู้ สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่กับการปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง  ทะลุ1.4หมื่นล.  รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ไทยช่วยไทยพลัส’พุ่ง ทะลุ1.4หมื่นล. รัฐบาลตีปี๊บศก.ฟื้นตัว แห่ใช้21.85ล้านสิทธิ คิวต่อไปฟู้ดเดลิเวอรี่ ธอส.ร่วมลงทะเบียน บัตรคนจนถึง21มิ.ย.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.4 หมื่นล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเฉียด 1 ล้านร้านค้า กำลังซื้อฟื้นตัว ด้านธอส.เปิดรับลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจนถึง 21 มิถุนายนนี้ หนุนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสิทธิ ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลงพื้นที่กระบี่กระตุ้นยอดขาย-กำไร

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น.สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย

ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 5,894.47 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากเข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

ส่วนร้านค้าพบว่า มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้ว 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้ว 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้ว142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.พร้อมสนับสนุนนโยบายของกระทรวงการคลังและรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง โดยร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ธอส.จะดำเนินการรับลงทะเบียนและยืนยันสิทธิผ่านสาขาของธนาคารทั่วประเทศ ตลอดจนร่วมเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดโดย ธอส.จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569 และประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ 1.เว็บไซต์หลักของโครงการ 2.แอปพลิเคชั่นทางรัฐ 3.แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และ 4.หน่วยงานรับลงทะเบียนในพื้นที่ ประกอบด้วย 5 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ดร.มหัทธนะ กล่าวต่อว่า การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ธอส.ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลไกภาครัฐที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้อย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในระยะยาว

“ธอส.ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้เปราะบางให้สามารถเข้าถึงสิทธิและโอกาสที่ภาครัฐจัดสรรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียม เพื่อมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook เพจ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารผ่าน G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ จ.กระบี่ จัดกิจกรรม ‘สมาร์ทโชห่วย ค้าปลีกยุคใหม่ : เพิ่มกำไร สร้างเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างความรู้ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการร้านโชห่วย/ร้านค้าปลีกท้องถิ่น อาทิ ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI , การบริหารร้านค้าปลีกยุคใหม่ , เทคนิคการบริหารร้านค้าปลีกให้ทันสมัย , บัญชี ภาษี และเทคนิคการจัดวางสินค้า โดยคุณสุดชาย สิงห์มโน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการร้านค้าปลีก และคุณนพดลสังขพงษ์ ที่ปรึกษา Traditional Trade จากบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) มาช่วยเสริมแกร่งธุรกิจค้าปลีก โดยภายในงานฯ มีการออกบูธโดยเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการขายโคคา-โคล่า เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ FIFA , ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระบบ POS ที่จะช่วยยกระดับร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกด้วยระบบการค้าสมัยใหม่ , สถาบันการเงินที่พร้อมนำเสนอแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ , บูธบริษัทไปรษณีย์ไทย และบูธสินค้าชุมชน ที่จะมาเพิ่มยอดขายเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้า

โอกาสนี้ได้รับความร่วมมือจากห้างมาเธอร์มาร์เช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างบิ๊กเบน ซุปเปอร์ค้าส่ง ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่ได้รับการยกระดับให้เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใน จ.กระบี่ เข้าร่วมสนับสนุนจัดกิจกรรมลดราคาสินค้ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาพิเศษ มากกว่า 60 รายการ รวมถึงมีร้านค้าโชห่วย และร้านค้าปลีกอื่นๆ เช่น ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ด อุปกรณ์เบเกอรี วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร ใน จ.กระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมงานด้วย

นอกจากนี้ได้เชิญชวนร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกท้องถิ่นสมัครเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ของรัฐบาล โดยร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส ตั้งแต่บัดนี้-31 กรกฎาคม 2569 และสมัครเป็นร้านธงฟ้าราคาประหยัดของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วสารทิศรวมกว่า 49 ล้านคน ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มรายได้ให้ร้านค้า ตลอดการดำเนินโครงการฯ 4 เดือน รวมทั้ง พิจารณาเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ

สำหรับผู้ประกอบการร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกชุมชนที่เข้าร่วมงานฯ จะได้รับคูปองส่วนลดซื้อสินค้า 700 บาท ใช้ซื้อสินค้าชุมชน สินค้า OTOP สินค้าอุปโภค-บริโภคจากร้านค้าภายในงานฯ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเพิ่มกำไรให้กับร้านค้า รวมทั้งสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างร้านค้าปลีกกับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนา เดินหน้าสู่การเป็น ‘สมาร์ทโชห่วย’ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเสริมแกร่งธุรกิจให้มีความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์และทุกการแข่งขันที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินโครงการ “สมาร์ทโชห่วยพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผู้ประกอบการโชห่วยและร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่การค้าสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านองค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการร้านค้า และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ กิจกรรมในวันนี้จะเป็นรากฐานอันสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้และบูรณาการเครือข่ายผู้ประกอบการร้านค้าปลีกใน จ.กระบี่ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การยกระดับเป็น สมาร์ทโชห่วย อย่างเต็มรูปแบบต่อไป” นายพูนพงษ์ กล่าว

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.40 น.

‘กรมที่ดิน’ ยก 3 ข้อยันปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ปฏิบัติตามคำสั่งศาล-ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 กรมที่ดิน (ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชนว่า ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกา และศาลปกครองกลางตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ แต่จนถึงปัจจุบันกรมที่ดินยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น กรมที่ดินขอเรียนชี้แจง ดังนี้ 1.ประเด็นที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นั้น กรมที่ดินได้ดำเนินการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม 4 ฉบับ ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว กรมที่ดินขอเรียนว่า คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความในคดีเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ การอ้างว่าคำพิพากษานี้เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดจึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาดังกล่าว ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง

2.สำหรับกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า การรถไฟฯ ได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายทำให้ที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาแต่ต้น เอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลังจึงออกทับที่ดินของรัฐ นั้น กรมที่ดินขอเรียนว่า กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30มีนาคม2566 ศาลได้พิพากษาว่า “ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วและพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้” เมื่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ ในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจาก การรถไฟฯ กล่าวอ้าง คำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง ได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟฯ ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ ประกอบกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วย ขั้นตอน ระเบียบและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้โดยชัดแจ้งว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

“กรมที่ดินจึงไม่อาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ ซึ่งกรมที่ดินได้รายงานการดำเนินการให้ศาลทราบ และศาลกำหนดให้วันที่1กรกฎาคม2568เป็นวันที่ศาลนั่งพิจารณาคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกำหนดนัดฟังคำพิพากษา”

3.กรณีการรถไฟฯ ได้ฟ้องกรมที่ดิน ที่ 1 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2 ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 3เป็นผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม2568 ขอให้ (1) เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (2) เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินและให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง หากศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใด กรมที่ดินจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลต่อไป

กรมที่ดินขอเรียนว่า การดำเนินการตามนัยดังกล่าวข้างต้นเป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อีกทั้งปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นโจทก์ฟ้องประชาชนที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 24 คดี ประกอบไปด้วยที่ดินจำนวน 108 แปลง ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมแผนที่ทหารร่วมกันทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของศาล โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้รังวัดจัดทำแผนที่พิพาทและรายงานผลการรังวัดต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และหากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใดย่อมผูกพันคู่ความที่จะต้องปฏิบัติ ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่อไป

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

โสภณ แจงนโยบาย ตร.สภา เคารพธงชาติ มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

โสภณ แจงนโยบายเคารพธงชาติ ตร.สภา มุ่งสร้างวินัย ไม่ใช่ภาระเจ้าหน้าที่ วอนอย่าจับเพียงบางประเด็นทำปชช.หมดศรัทธาการเคารพธงชาติ

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีการมอบนโยบายให้ข้าราชการตำรวจเคารพธงชาติช่วงเช้าและเย็น ว่า ต้องการให้สื่อมวลชนช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับที่ประชาชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างวินัยในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้เป็นภาระต่อเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

นายโสภณ กล่าวว่า ข้าราชการตำรวจรัฐสภาที่มีอยู่ประมาณ 200 นาย หากจัดเวรเพียงวันละ 5 นายไปยืนเคารพธงชาติ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือสร้างความเดือดร้อน แต่การนำเสนอประเด็นดังกล่าวไปในบางลักษณะกลับทำให้ประชาชนเกิดความไม่ศรัทธาต่อการเคารพธงชาติ ทั้งที่สาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่การปลูกฝังระเบียบวินัย

ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวอีกว่า ในการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติยังมีอีกหลายเรื่องที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดทั้งหมด เพราะเมื่อบางเรื่องถูกนำเสนอออกไป กลับเลือกจับเพียงบางประเด็น จนทำให้ประชาชนขาดศรัทธาต่อฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ

“ผมต้องการเห็นภาพของรัฐสภาที่มุ่งสร้างสรรค์ ไม่เห็นด้วยกับการสร้างความนิยมผ่านวาทกรรม เนื่องจากไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงหรือการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการสร้างความเข้าใจในลักษณะนี้อาจต้องใช้เวลา อย่างกิจกรรมจิตอาสาที่รัฐสภาดำเนินการอยู่  แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป็นการสร้างภาพ แต่ในความเป็นจริงมีการทำงานอย่างจริงจัง เช่น แนวคิดในการนำผักตบชวามาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักเพื่อนำมาใช้ภายในรัฐสภา และยังมีอีกหลายแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ ขอให้ประชาชนติดตามผลการทำงานต่อไป” นายโสภณ กล่าว

‘ศิริกัญญา’ ลุยพัทยา หนุน ‘อิทธิวัฒน์’ ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

'ศิริกัญญา' ลุยพัทยา หนุน 'อิทธิวัฒน์' ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

‘ศิริกัญญา’ ลุยพัทยา หนุน ‘อิทธิวัฒน์’ ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาเมืองพัทยา เพื่อสนับสนุน อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (เบอร์ 1) และผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) พรรคประชาชน ในแต่ละเขตพื้นที่

ในช่วงเช้า น.ส.ศิริกัญญา พร้อมด้วยนายอิทธิวัฒน์ ได้ร่วมเดินหาเสียงกับผู้สมัคร สม. เขต 3 พรรคประชาชน (เบอร์ 7-12) ที่บริเวณชายหาดพัทยา เพื่อพบปะผู้ประกอบการร่มเตียงและรับฟังปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะ และปัญหาคนไร้บ้าน จากนั้นในช่วงบ่ายได้ลงพื้นที่คลองนกยาง ร่วมกับผู้สมัคร สม. เขต 1 พรรคประชาชน (เบอร์ 8-13) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาจากชุมชนชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก

ขึ้นรถแห่ปราศรัยย่อย ชาวพัทยาต้อนรับสะท้อนปัญหาต่อเนื่อง

ต่อมาในช่วงเย็น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมผู้สมัครนายกเมืองพัทยา และ สม. พรรคประชาชน ได้ร่วมเวทีปราศรัยย่อยบนรถกระจายเสียงบริเวณหน้าตลาดใหม่นาเกลือ ก่อนเคลื่อนขบวนรถแห่ไปตามถนนพัทยา-นาเกลือ ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ในวันนี้ คณะหาเสียงของพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้ประกอบการเมืองพัทยา ที่เข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และสะท้อนปัญหาเดือดร้อนที่ต้องการให้แก้ไขอย่างไม่ขาดสาย

อิทธิวัฒน์” ชูวิสัยทัศน์ ดันอีเวนต์คุณภาพ กระจายรายได้ถึงมือคนท้องถิ่น

ช่วงหนึ่งระหว่างการพบปะผู้ค้าร่มเตียง อิทธิวัฒน์ระบุว่า แนวนโยบายของทีมพัทยา พรรคประชาชน มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ เพื่อกระจายเม็ดเงินจากธุรกิจขนาดใหญ่ลงมาสู่ผู้ค้ารายเล็ก โดยเฉพาะผู้ค้าร่มเตียงซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ที่ผ่านมาพบปัญหาทุนต่างถิ่นรวมถึงชาวต่างชาติเข้ามาเช่าช่วงพื้นที่ประกอบการค้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การจัดอีเวนต์หลังจากนี้จะต้องกระจายรายได้ให้ถึงมือคนพัทยาอย่างแท้จริง ซึ่งหากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจเข้าไปบริหาร จะส่งเสริมกิจกรรมลักษณะนี้เพื่อยกระดับรายได้ให้ผู้ค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นายอิทธิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ตนและทีมผู้สมัคร สม. ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวพัทยามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ขยะ การจราจรติดขัด และน้ำท่วมขัง วิสัยทัศน์ของพรรคประชาชนชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนในชุมชน ทุกคนต้องได้รับโอกาสในการทำมาหากินและเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

ศิริกัญญา” ย้ำจุดยืน มีแค่ สส. ไม่พอ ต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นทลายส่วย

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ปัญหาที่ชาวพัทยาสะท้อนให้ฟังตลอดทั้งวัน เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตประจำวันซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกเมืองพัทยาและสภาเมืองพัทยาโดยตรง ที่ผ่านมาแม้ผู้แทนจากพรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เขตในพื้นที่นี้ แต่การมี สส. เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งหมดได้

พรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการบริหารเมืองในรูปแบบของพรรคจะตอบโจทย์ประชาชน ทั้งการจัดระเบียบจราจร แก้ปัญน้ำท่วม ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกในการค้าขายให้ง่ายขึ้น โดยปราศจากการเรียกรับส่วยหรือสินบน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทำกินให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

'สนธิรัตน์' เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด 'วงจรถอนทุนทางการเมือง' ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ มิถุนายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “หยุดวงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การบริหารประเทศในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพสูง แต่เตือนว่าอำนาจที่เข้มแข็งต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบที่เข้มข้น พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้าง

จับตาเมกะโปรเจกต์ จี้รัฐบาลยึดหลักความโปร่งใส

นายสนธิรัตน์ระบุว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะสามารถบริหารประเทศไปได้อีกยาวนาน แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยสะท้อนว่า อำนาจที่เข้มแข็งยิ่งต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งควบคู่กันไป

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่คือการกลับมาของ วงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยในช่วงที่ผ่านมา สังคมได้ตั้งคำถามต่อหลายโครงการของภาครัฐ ทั้งด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งแม้บางกรณีอาจไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดข้อสงสัย รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะความโปร่งใสคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ภาระของผู้มีอำนาจ

ชี้ต้นตอปัญหามาจาก “ต้นทุนการเลือกตั้งที่สูงขึ้น”

นายสนธิรัตน์มองว่า ปัญหานี้ไม่ควรมองว่าเป็นความผิดของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมาอย่างยาวนานในระบบการเมืองไทย เมื่อการเลือกตั้งมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ความเสี่ยงที่จะเกิดแรงกดดันในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหลังเข้าสู่อำนาจจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ชง ข้อเสนอ ทลายวงจรถอนทุนทางการเมือง

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม นายสนธิรัตน์ได้เสนอให้ประเทศไทยเดินหน้าอย่างจริงจังใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่:

  1. เปิดเผยข้อมูล (Open Data) ข้อมูลโครงการภาครัฐต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย
  2. เสริมความเข้มแข็งให้กลไกตรวจสอบ ทั้งในกลไกของรัฐสภา องค์กรอิสระ และภาคประชาชน
  3. คุ้มครองผู้ตรวจสอบ ต้องมีมาตรการคุ้มครองสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้เปิดเผยข้อมูล (Whistleblower) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  4. ปฏิรูประบบการเมือง ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเพื่อลดต้นทุนทางการเมือง และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

ย้ำแก้คอร์รัปชันคือการ “สร้างระบบ” ไม่ใช่ล้มล้างฝ่ายใด

ในช่วงท้าย นายสนธิรัตน์ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนดี คนเก่ง หรือผู้นำที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน แต่สิ่งที่ขาดคือ ระบบ” ที่เอื้อให้คนดีทำงานได้เต็มที่ และสกัดกั้นไม่ให้คนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนทำได้สำเร็จ

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ใช่การล้มฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากเรากลัดกระดุมเม็ดแรกของระบบการเมืองได้ถูกต้อง ประเทศไทยก็จะมีโอกาสก้าวพ้นวงจรถอนทุนทางการเมือง และเดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ขอบคุณภาพและข้อมูลทั้งหมดจาก Facebook : สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ 

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา ไทยเศรษฐ์ จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 ที่บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานวันเกิด นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 65 ปี วันที่ 7 มิ.ย. 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น มีการแจกข้าวสารน้ำหนัก 5 กิโลกรัม​ ให้กับชาวบ้าน รวมกว่า 1,800 กระสอบ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีบรรดานักการเมือง ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจากทั้งใน จ.อุทัยธานี และต่างจังหวัด เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุตรสาวอย่าง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม น.ส.ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี และหลานชาย​อย่าง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมครอบครัวไทยเศรษฐ์ ร่วมให้การต้อนรับและจัดงานอวยพรวันเกิดอย่างพร้อมหน้าและอบอุ่น

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

'หมอเปรม'เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

“นพ.เปรมศักดิ์” นั่งประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า เตรียมเสนอแผนยกระดับระบบบัญชาการวิกฤตแห่งชาติ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงานแบบเรียลไทม์ภายใน 180 วัน

7 มิ.ย.69 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานคณะทำงาน เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลภายในระยะเวลา 180 วัน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางถนน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคอุบัติใหม่ ตลอดจนสาธารณภัยขนาดใหญ่ แต่ระบบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงกระจัดกระจายและแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจ การสั่งการ และการเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

“ปัญหาสำคัญที่พบในปัจจุบันคือ หน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้อย่างสมบูรณ์ หลายพื้นที่ยังใช้การประสานงานผ่านโทรศัพท์หรือเอกสาร ทำให้การส่งต่อผู้ป่วย การจัดสรรเตียง การบริหารรถพยาบาล และการกระจายกำลังช่วยเหลือเกิดความล่าช้า” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในกรณีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือผู้บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ ทุกนาทีล้วนมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต หากระบบข้อมูลยังทำงานแบบต่างคนต่างทำ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าที่สังคมรับรู้

อย่างไรก็ตาม จากการประชุมคณะทำงานครั้งแรก ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการรับมือภาวะวิกฤตของประเทศ ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างองค์กรภาครัฐให้รองรับนวัตกรรมใหม่ และการกำหนดมาตรฐานกลางด้านเทคโนโลยีสำหรับงานกู้ชีพ กู้ภัย และการบริหารจัดการสาธารณภัย

นอกจากนี้ คณะทำงานยังเตรียมศึกษาข้อเสนอเชิงรุกเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตของประเทศ อาทิ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการข้อมูลฉุกเฉินแห่งชาติ (National Emergency Data Platform) ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย รถพยาบาล โรงพยาบาล หน่วยกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยงานด้านสาธารณภัยไว้บนแพลตฟอร์มเดียว การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้า การใช้ระบบสื่อสารสำรองในพื้นที่ประสบภัย และการพัฒนาแอปพลิเคชันกลางสำหรับแจ้งเหตุและติดตามการช่วยเหลือแบบเรียลไทม์

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิรูประบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียจากเหตุฉุกเฉิน และเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ คณะทำงานจะประชุมอย่างต่อเนื่องเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันจันทร์ เวลา 14.00 น. เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ และจัดทำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุด ก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติในระดับนโยบายต่อไป

สำหรับ คณะทำงานชุดดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายพิเชษฐ์ หนองช้าง รองประธานคณะทำงาน พลโทโชคชัย ขวัญพิชิต นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนพงษ์ วันจันทึก พันเอกอาภากร เผือกสุวรรณ และ น.ส.สุพรรษา ธรรมสโรช ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อระดมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางรากฐานระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตยุคดิจิทัลของประเทศไทย

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

'โจ ชัยวัฒน์' ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.42 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์  10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย มาร์ท อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจตุจักร เบอร์ 3 เข้าพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า เพื่อนำเสนอชุดนโยบายค้าขายง่ายและหวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงนโยบาย “หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.” โดยรูปแบบคือเมื่อประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการใน กทม. ทุกๆ 20 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดย กทม. จะจัดสรรงบประมาณเงินรางวัลให้เดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเกิดการบอกต่อ ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

นานชัยวัฒน์ ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและระบบซื้อขายตำแหน่งใน กทม. โดยระบุว่าพรรคประชาชนมีเจตจำนงแน่วแน่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการสร้างระบบมาป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยตามจับ ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเริ่มจากผู้นำ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” พร้อมกับยกตัวอย่าง อบจ.ลำพูน ที่บริหารโดยพรรคประชาชน ซึ่งสามารถซื้อของต่ำกว่าราคากลางถึง 26.7% ดังนั้นขอโอกาสจากประชาชนให้พรรคประชาชนเข้าไปบริหาร จะทำให้เห็นความแตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา.

ด้านนายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาหลักในพื้นที่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ เรื่องขยะตกค้างและปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด นอกจากนี้ยังมีเรื่องทางเดินเท้าเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่ยังขาดหลังคากันแดดกันฝน ทำให้ประชาชนเดินทางไม่สะดวก จึงต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาตลาดในความดูแลของ กทม. ให้ดียิ่งขึ้น

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.30 น.

ปิยะรัฐชย์ เผยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยสัก จังหวัดเชียงราย มุ่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 2 พันไร่

8 มิถุนายน 2569 นางสาว ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วานนี้ เปิดเผยว่า จากการได้ลงพื้นที่มาพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้รับทราบถึงปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ และมีความต้องการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคอีกเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมผลักดันโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงภาคการเกษตร บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพื่อจัดการปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ

โดยได้มีการตั้งกรอบงบประมาณดำเนินการไว้จำนวน 45 ล้านบาท ประกอบด้วยการ​ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพิ่มความจุน้ำรวม 400,000 ลูกบาศก์เมตร การ​ก่อสร้างคลองส่งน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กระยะทางรวม 2.2 กิโลเมตร รวมถึงการปรับระดับพื้นที่การเกษตรกว่า 500 ไร่ และการก่อสร้างระบบลำเลียงน้ำในไร่นาระยะทาง 2.3 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งถังพักน้ำ และระบบกระจายน้ำด้วยท่อ PE ความยาวอีก 2 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากนี้จะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หากได้รับการพิจารณาอนุมัติ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำในตำบลท่าสุด รวมถึงตำบลใกล้เคียงเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกว่า 2,000 ไร่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ยังได้มอบพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้ทุกครัวเรือนนำไปเลี้ยงเป็นแหล่งโปรตีนและแหล่งอาหารในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการครองชีพประจำวัน และในอนาคตยังสามารถต่อยอดจับขายเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่งด้วย พร้อมย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะน้ำและอาหารคือหัวใจสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย.