สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

“สีหศักดิ์”ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ มั่นใจการประนอมภาคบังคับ ปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลได้

1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ  ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก ตอนหนึ่งว่า งบประมาณที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับจัดสรร ขอสภาฯ อย่าได้ปรับลด เพราะก่อนหน้านี้ถูกลดลงแล้ว 10% ซึ่งงบประมาณที่ได้จะทำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การทูต 2.0 ที่ประสานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ ขับเคลื่อนประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ หาตลาดใหม่ ส่วนประเด็นเรื่องการทูตกับประเทศกัมพูชา ขณะนี้ได้เข้าสู่การประนอมภาคบังคับภายใต้ อันครอส ซึ่งตนมั่นและพร้อมเต็มที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย

นายสีหศักดิ์ ชี้แจงต่องบประมาณส่วนของยุทธศาสตร์แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ วงเงิน  8,400 ล้านบาท โดยยอมรับว่าตนได้รับหน้าที่ประธานคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเพื่อแก้สถานการณ์ชายแดนใต้ ตนต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ลงพื้นที่เพราะปัญหายืดเยื้อกว่า 20 ปี ถูกทุ่มงบประมาณจำนวนมาก แต่ประเด็นไม่ใช่งบประมาณเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าใช้งบที่ได้รับจัดสรรอย่างไร 

“ปีนี้ไม่มีงบบูรณาการ แต่การจัดสรรงบทุกหน่วยงานทำแบบบูรณาการ ไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อให้เกิดผลงานให้มากที่สุด ว่าใครรับผิดชอบ โดยงบประมาณจัดทำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีเอกภาพ ครอบคลุมทุกมิติปัญหาภาคใต้ กระบวนการพูดคุย และประชาชน  รวมถึงการศึกษา  สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดทำให้การจัดสรรงบประมาณที่มีประชาชนศูนย์กลาง ประชาชนปลอดภัย กินดีอยู่ดี มีสิทธิเสียงกำหนดอนาคตของตนเอง” นายสีหศักดิ์ ชี้แจง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ซักถามถึงการเข้าร่วมประนอมภาคบังคับที่อาจทำให้เกิดประเด็นเสียผลประโยชน์ โดยนายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า การเจรจาภายใต้เอ็มโอยูที่ยกเลิก ทั้งไทยและกัมพูชาร่วมเป็นภาคีอันครอส โดยกัมพูชา เข้าร่วมเมื่อเดือนมี.ค.68 ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน 

โดยการยินยอมเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับภายใต้อันครอส เป็นเจตนารมณ์ที่ตกลงร่วมกันของผู้นำของประเทศไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯไทย และ นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ที่ตกลงกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงประชุมสุดยอดอาเซียน ทั้งนี้ไม่ใช่กระบวนการทางศาล แต่คือการประนอมของทั้งสองฝ่าย

“หากไม่เข้ากระบวนการ การเจรจาต่างๆ เช่น เอฟทีเอ จะไม่มีความเช่ือมั่นในข้อตกลงที่มีพันธกรณี ที่สำคัญกระบวนการไม่ใช่ศาล แต่คือการประนอม ที่ผ่านผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เน้นต่อสู้ทางคดี แต่เป็นการหาทางออกของกติการะหว่างประเทศและความเที่ยงธรรมทุกฝ่าย ส่วนข้อเสนอนั้นไม่ใช่สุดท้าย เพราะต้องคุยกันสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่ามีอะไรที่รับกันได้หรือไม่” นายสีหศักดิ์ ชี้แจง

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เปิดโรดแมปขยายผล ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

'อธิบดีกรมการข้าว' เปิดโรดแมปขยายผล 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เปิดโรดแมปขยายผล ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เปิดโรดแมปขยายผล “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ปี 2569 ตั้งเป้า 25 จังหวัด 1 แสนไร่ เน้นตลาดนำการผลิต เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

กรมการข้าวจัดประชุมขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว โดยมีนายอานนท์  นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมครั้งนี้ ได้ระดมผู้ปฏิบัติงานโครงการนำร่องภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่องเขตนาชลประทานภาคกลาง ปี 2569 ซึ่งมีนายนพดล ประยูรสุข ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นหัวหน้าโครงการ มาซักซ้อมทำความเข้าใจ ROAD MAP การขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำประเทศไทย ปี 2569 กำหนดเป้าหมายดำเนินการ 25 จังหวัด พื้นที่ 1 แสนไร่ ของศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเชื่อมโยงตลาดข้าวคุณภาพสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แนวทาง BCG และนโยบาย 5 ทันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะขยายผลให้ได้ 1 ล้านไร่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHGs ไม่น้อยกว่า 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) /ปี และเชื่อมโยงตลาด Contract Farming และ Premium Rice

สำหรับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำของไทย  1 ล้านไร่ นั้น  เบื้องต้นกรมการข้าวได้มีแบบสำรวจเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) ของกรมการข้าว จากกลุ่มเป้าหมายศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนกลุ่มที่สนใจจำนวน 1,507 กลุ่ม สมาชิกทั้งหมด 49,936 ราย  พื้นที่รวมประมาณ 733,109 ไร่ แบ่งเป็นภาคเหนือ  493 กลุ่ม 16,421 ราย พื้นที่ 258,484 ไร่ ภาคกลาง 422 กลุ่ม 11,680 ราย พื้นที่ 242,678 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 438 กลุ่ม 15,998 ราย พื้นที่ 182,774 ไร่ และภาคใต้ 154 กลุ่ม 5,848 ราย พื้นที่ 49,173 ไร่ ทั้งนี้เป็นศูนย์ข้าวชุมชน 1,365 กลุ่ม 48,601 ราย พื้นที่ 698,376 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 90.6 ของจำนวนกลุ่มทั้งหมด และแปลงใหญ่ 142 กลุ่ม 1,335 ราย พื้นที่ 34,733 ไร่ คิดเป็นร้อยละ  9.4 ของจำนวนกลุ่มทั้งหมด  โดยมีจังหวัดที่มีพื้นที่สูงที่สุด 5 จังหวัด  ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี 121,947 ไร่ จ.พิจิตร 80,019 ไร่ จ.สุรินทร์ 64,338 ไร่ จ.สุโขทัย 53,710 ไร่ และจ.พิษณุโลก 50,327 ไร่

อนึ่งการดำเนินการขับเคลื่อนในปี 2569 นี้จะเน้นการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในเขตนาชลประทาน 6 ข้อ ได้แก่ 1.พันธุ์ข้าวที่เลือกปลูกเป็นพันธุ์ที่มีตลาดรองรับ 2.ก่อนปลูกใช้วิธีการไถกลบตอซังข้าว 3.การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) 4.การใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 ของกรมวิชาการเกษตร 5. การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตามคำแนะนำของนักวิจัยกรมการข้าว และ6. การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ตามหลักการวิชาการของกรมการข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

“สุริยะ” สั่งการกรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี นำร่อง 2,000 ไร่ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

ตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านตลาดข้าวคุณภาพและตลาดคาร์บอนเครดิต กรมการข้าวจึงเดินหน้าพัฒนาพื้นที่นำร่องโครงการข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป้าหมาย 2,000 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรในพื้นที่ จัดประชุมหารือและติดตามการดำเนินโครงการ ณ ที่ทำการกำนันตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเกษตรกรจากตำบลบ้านสระและตำบลย่านยาว เข้าร่วมกว่า 60 ราย พร้อมหารือแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่การผลิต

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีจัดทำแปลงต้นแบบและขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมการงดเผาตอซัง การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในการประชุม ได้มีการชี้แจงแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา โดยส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใช้สารปรับปรุงดินจากธรรมชาติ GreenCal Si เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างน้อยร้อยละ 30 พร้อมเน้นย้ำการไม่เผาฟางข้าวตามนโยบายของรัฐบาล

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของภาคเอกชนได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานอย่างครบวงจร โดยบริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนสารปรับปรุงดิน GreenCal Si ในอัตราไร่ละ 3 กระสอบ บริษัท ข้าววรรณภพ จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ เชื่อมโยงตลาดและรับซื้อผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ส่วนบริษัท WAVE BCG รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรองรับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือประเด็นสำคัญที่เกษตรกรให้ความสนใจ ได้แก่ จุดรับซื้อผลผลิตใกล้พื้นที่และราคารับซื้อ ซึ่งอยู่ระหว่างการยืนยันรายละเอียดจากผู้ประกอบการ โดยกำหนดนัดหมายครั้งต่อไปในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดลงทะเบียนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ กรมการข้าวตั้งเป้าพัฒนาโครงการข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การลดต้นทุน การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION”  ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (AIDSID) ได้จัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” เมื่อวันที่ 25–30 มิถุนายน 2569 ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร เนื่องใน Pride Month 2569 ภายใต้หัวข้อ “Proud to Be. Proud to Care.” ซึ่งเปิดโอกาสให้ศิลปินและผู้สนใจได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ความเสมอภาค การสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) การไม่ตีตราและเลือกปฏิบัติ ความภาคภูมิใจในตัวตน การเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ตลอดจนการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เคารพความแตกต่างและเห็นคุณค่าของทุกคน

ภายในงานมีผู้เข้าชมนิทรรศการศิลปะอย่างต่อเนื่องและร่วมสะท้อนมุมมอง ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจ พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และการสร้างสังคมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน นอกจากนี้ AIDSID ยังมีกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยตัวเองและรับเป็นของที่ระลึก

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในการนี้มี  ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทางการแพทย์ ให้การต้อนรับและร่วมพิธีเปิด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เป็นประธานเปิด “อาคารอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จากซ้าย รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ ผอ.ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์,ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว.,นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช., รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิกาบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาตร์, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ., ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ., รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม รอง ผอ.ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์, รศ.พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ., ศ.ดร.ดนุพันธ์ วิสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน และกิจการสภามหาวิทยาลัย และ สิทธิชัย พันเศษ กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงาน

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. กล่าวแสดงความยินดี

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. กล่าวต้อนรับ

รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งสำคัญจาการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการบริการด้านการดูแลสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ‘ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์’ จึงถูกพัฒนาขึ้นให้เป็นมากกว่าสถานพยาบาล แต่เป็นพื้นที่ชีวิตแห่งการดูแลที่เชื่อมโยงการรักษาพยาบาล การฟื้นฟู และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน โดยยึดผู้รับบริการและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ภายใต้การดูแลของทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยอายุรแพทย์ด้านผู้สูงอายุ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ

อ.พญ.ฆริกานต์ อักษรชาติ, รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ และอ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม

รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์,นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี,ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์,ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์,ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล,รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย และ อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม ร่วมกันกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “การเปิดอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเป็นโรงพยาบาลเพื่อประชาชน ที่พร้อมดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ไม่ใช่เพียงชื่อของศูนย์หรืออาคาร แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาวอย่างครบวงจร การดูแลผู้สูงวัยมีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่นี้จึงไม่ได้ดูแลเฉพาะช่วงที่เจ็บป่วย แต่ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การรักษา ฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลแบบประคับประคอง โดยทีมอาจารย์แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้รับบริการและครอบครัวเกิดความมั่นใจสูงสุด”  

ผศ.ดร.อรพรรณ ยลระบิล รองอธิการบดี, รศ.จารุพร ไวยนันท์ กก.มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ, ผศ.ประภัสสร เลียวไพโรจน์, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ อุปนายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, ดารณี วัธนเวคิน เลขาธิการสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม กก.สมาคมธรรมศาสตร์ฯ และ รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์ฯ

รศ.ดร.ภก.รัฐพล อาษาสุจริต คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ , ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ศ.นพ.ณัฐพล ธรรมโชติ รอง ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ และ หน.ภาควิชาออโธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มธ.,

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. และคณะแพทย์ คณาจารย์จากคลิจิการแพทย์แผนจีน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเป้าหมายพัฒนา อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ให้เป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุของประเทศ ทั้งในด้านการบริการ การศึกษาวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยในอนาคต รวมถึงการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Wellness Destination) ของภูมิภาคโดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคสาธารณสุข และภาคนโยบายในการพัฒนาระบบการบริการที่มีคุณภาพและยั่งยืน 

         กฤติญา เรืองเวช, รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ประกอบด้วยอาคารสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 9,500 ตารางเมตร รองรับผู้รับบริการได้ 10,000 รายต่อปี และมีพื้นที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุจำนวน 160 เตียง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ได้รับการ ออกแบบตามแนวคิดการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ยังเป็นศูนย์ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุ และการดูแลแบบประคับประคอง ผู้สนใจรับบริการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-905-6005

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล “La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity” ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ เป็นไปตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะงานด้านแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องแต่งกายไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  และ นางกาทรีน  เปการด์  (Mrs. Catherine Pégard)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส นายลิโอแนล  โซวาจ  (Mr. Lionel  Sauvage)  ประธานพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงงดงามในฉลองพระองค์ชุดเดรสโค้ท โดยห้องเสื้อ Meshmuseum ตัดเย็บจากผ้าไหมทอยกดิ้นทอง ลวดลายได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายป่าหิมพานต์ เดรสโค้ททรงเข้ารูปตัวยาว สวมทับเดรสผ้าไหมทอยกทองลายเดียวกัน ปกเทเลอร์ แขนยาว ตัวเสื้อตกแต่งด้วยกระดุมทองทรงกลมพร้อมงานปักเลื่อมและลูกปัดแก้วทรงรี ย้อมโทนสีมุกสุก ทรงพระกุณฑลพลอยโกเมน และกระเป๋าทรงถือย่านลิเภาทรงไข่ ประดับพลอยโกเมน เป็นลวดลายประจำยาม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์เดรสคอกลมแขนยาวระดับศอก โดยห้องเสื้อ Pyvet ตัดเย็บจากผ้าเจอร์ชีย์สีน้ำเงินเข้ม และผ้าไหมมัดหมี่ลายแต้ม ผ้าทอจากกลุ่มทอผ้าไหม CHATTUWAN Thaisilk โดยนายทวีศักดิ์ จัตุวัน บ้านม่วงลาด ตำบลม่วงลาด อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด มีการจับเดรปช่วงบริเวณสะโพกอย่างประณีต ช่วยสร้างจังหวะของเส้นสายและมิติให้กับรูปทรงของพระภูษา ลวดลายผ้าไหมมัดหมี่เผยให้เห็นรายละเอียดของงานผ้าทอไทย ขณะที่ผ้าเจอร์ชีย์ทำหน้าที่กำหนดโครงสร้างของเดรส ส่วนผ้าไหมมัดหมี่ช่วยถ่ายทอดคุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทย เกิดเป็นการผสานระหว่างวัสดุร่วมสมัยกับภูมิปัญญาดั่งเดิมที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันผ่านภาษาการออกแบบเดียวกัน

นิทรรศการ  “ราชพัสตราสู่สากล”  (La Mode en Majesté  :  Haute couture et tradition a La cour de Thailande)   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการฯ    จัดแสดงระหว่างวันที่  13 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน  2569  ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง  (Musée des Arts Décoratifs :  MAD)  กรุงปารีส  สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ในโอกาสครบรอบ 340 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต นับแต่เริ่มมีการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ฝรั่งเศสเมื่อพุทธศักราช 2228   และในโอกาสครบรอบ  170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส      

นิทรรศการดังกล่าวได้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)  พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส  และพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่งแห่งกรุงปารีส แสดงถึงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส ผ่านวิวัฒนาการของสิ่งทอ งานหัตถศิลป์ และแฟชั่นชั้นสูง 

ในนิทรรศการมีการจัดแสดงผลงานกว่า 200 ชิ้น อาทิ ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบอันปราณีตงดงามของนายปีแยร์ บัลแมง (Pierre Balmain) นักออกแบบชาวฝรั่งเศส รังสรรค์ร่วมกับเมซง เลอซาจ (Maison Lesage) สถาบันงานปักชั้นสูงของฝรั่งเศส   โดยผลงานเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาช่างฝีมือฝรั่งเศสและมรดกทางวัฒนธรรมไทย  รวมทั้งฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  และชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงร่วมออกแบบกับนักประวัติศาสตร์และนักออกแบบชาวไทย   การจัดแสดงฉลองพระองค์และเครื่องแต่งกายแห่งราชสำนักไทย ควบคู่กับงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า สะท้อนถึงความประณีตของภูมิปัญญาและมรดกวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการสืบสานมาอย่างยาวนาน  

ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทยพระราชนิยม ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก  (UNESCO)   เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2569  อันสะท้อนถึงคุณค่า ความงดงาม และการสืบทอดมรดกสิ่งทอของไทยสู่สากล

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

Sea (ประเทศไทย) จับมือ พม. ชวนวัยเก๋าสร้างรายได้กับ Shopee University

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการช้อปปี้ ซึ่งเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมผู้สูงอายุยุคใหม่ ผ่านการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ช้อปได้ ขายดี บน Shopee” เพื่อสร้างเสริมทักษะดิจิทัลและคุณค่าในการดำรงชีวิต พร้อมต่อยอดสู่การนำไปประยุกต์สร้างรายได้ในชีวิตจริง

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) ให้เกียรติร่วมเปิดงาน

ภายในงานมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Shopee University มาถ่ายทอดความรู้แบบใกล้ชิด ตั้งแต่วิธีเปิดร้านค้าออนไลน์ การลงขายสินค้า เทคนิคขายของออนไลน์แบบเข้าใจง่าย ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อช้อปออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย โดยมีพี่ ๆ วัยเก๋าเข้าร่วมอบรมกว่า 250 คน บนช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยชินกับเสียงไอของลูก เด็กบางคนติดหวัดมาจากที่โรงเรียน เป็นๆ หาย ๆ แต่มักไอไม่หยุด โดยคุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดที่เดี๋ยวคงหาย แต่จริง ๆ แล้ว หากเด็กไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็วและแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ก็อาจไม่ใช่อาการของไข้หวัดธรรมดา หากแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคปอด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนรุนแรงได้

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต มาไขข้อสงสัยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าอาการไอแบบไหนที่ควรระวังโรคปอด พร้อมแชร์วิธีดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังทำร้ายปอดไม่รู้ตัว

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต 

เช็กให้ชัวร์ เด็กไอแบบนี้ “หวัดธรรมดา” หรือ “เสี่ยงโรคปอด”

อาการไอ เป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันอันตรายหรือกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สิ่งกระตุ้น หรือฝุ่นมลพิษ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเป็นอาการไอจากการป่วยทั่วไปกับโรคปอดที่ซ่อนอยู่ ดูได้จากระยะเวลาและความรุนแรง โดยปกติถ้าเป็นไอจากไข้หวัด เด็กอาจมีน้ำมูก ไข้ต่ำ หรือไอมีเสมหะ และดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้าเด็กไอถี่ขึ้น แรงขึ้น และไอต่อเนื่องนานกว่า 4 สัปดาห์ หรือที่เรียกว่า ไอเรื้อรัง เป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคปอดได้

หอบหืด-ปอดอักเสบ-วัณโรค โรคปอดร้ายซ่อนอยู่ในการ “ไอเรื้อรัง”

การไอเรื้อรังในเด็กเกิดได้จากหลายปัจจัย ใกล้ตัวที่สุดคือการที่เด็กต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ในที่ชุมชน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อใหม่เข้ามาซ้ำเติมในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้อาการป่วยยืดเยื้อและกลายเป็นไอเรื้อรัง นอกจากนี้ยังรวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือภูมิแพ้ ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคืออาจเป็นโรคปอดที่ซ่อนอยู่ อาทิ หอบหืด ปอดอักเสบ และวัณโรค พญ.สุธิดา ชินธเนศ กล่าวเสริมว่า “วัณโรคมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่เด็ก ๆ ก็เป็นได้ ส่วนมากวัณโรคในเด็กมักติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งเวลาเด็กเป็นโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน อาจมีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด หรือไอเรื้อรัง หรือถ้าเป็นเด็กเล็กบางคนอาจไม่มีอาการไอเลย ดังนั้นผู้ปกครองต้องสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด”

ไอเรื้อรังแบบไหน อันตรายต่อปอด ควรพาลูกพบแพทย์ด่วน

หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือมีอาการไอร่วมกับมีสัญญาณผิดปกติ เช่น หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม เจ็บหน้าอก ปากเขียว ไข้สูงหรือไข้เรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึมลง หรือไม่ร่าเริงเหมือนเดิม เป็นสัญญาณว่าปอดอาจมีความผิดปกติ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

ตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็ก รู้ไว รักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็กทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยหากแพทย์สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติ จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเยื่อบุโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อจากทางเดินหายใจ และสุดท้ายคือการตรวจเสมหะ แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะเด็กมักขับเสมหะออกมาได้ยาก “ถ้าพบว่าเด็กมีอาการป่วยเป็นโรคปอด แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมตามแต่ละคน และตามความรุนแรงของตัวโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เด็ก ๆ จะได้ดีขึ้นโดยไว” พญ.สุธิดา ชินธเนศ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม อาการไอเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดในเด็กได้ ดังนั้น อยากให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกให้ดีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เริ่มจากพาไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน ดูแลให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศสะอาด ถ่ายเท ไม่เย็นเกินไป ถ้าเด็กมีอาการไอ เบื้องต้นให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เสมหะไม่เหนียว และอย่าซื้อยาแก้ไอมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการไอไม่ดีขึ้นจนเข้าข่ายไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยก็รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการรักษาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลูกจะได้กลับมาสดใสและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

ผู้ปกครองที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางเตือน โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ภัยเงียบที่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัย 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง อาการปวดลงขา ถ้ามีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจจะทำให้มีอาการชา รักษาช้าเสี่ยงพิการ  

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก 

นพ. ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า  สาเหตุการเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง ส่วนสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอายุ ได้แก่ การใช้งานที่มากเกินไป เช่น ยกของหนัก อุบัติเหตุ ล้มซ้ำๆ ซึ่งทำให้กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้  ซึ่งจะทำให้พบการเสื่อมของข้อต่อในคนอายุน้อยได้ 

สำหรับอาการของกระดูกสันหลังเสื่อมจะปรากฏอาการปวดคอ หรือปวดหลังซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ แต่บางคนอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบางครั้งอาการปวดอาจจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจากอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า มีอาการปวดตามแนวแกนกลางคอและหลังมากขึ้นเวลาแอ่นคอ หรือ หลัง ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ

สำหรับกระดูกสันหลังส่วนคอ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหันศีรษะจากซ้ายไปขวา และให้แหงนศีรษะขึ้นและลง จะพบอาการปวดชาร้าวลงไปตามแขนจากเส้นประสาทที่ถูกกด การตรวจกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนั้น แพทย์อาจให้ผู้ป่วยก้มลงหรือเคลื่อนไหวหลังและเอวไปในทิศทางต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อทดสอบว่าการเคลื่อนไหวนั้นถูกจำกัดหรือไม่ ร่วมกับอาการปวดหรืออ่อนแรง  เนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการใช้มือและการเดิน แพทย์อาจทดสอบมือ แขน ขาและเท้าของผู้ป่วยว่า มีกำลังมือที่อ่อนแรง ร่วมกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้รายละเอียดแม่นยำน้อยลง  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาต่อการตอบสนองที่อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นประสาท แพทย์อาจต้องขอ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อจะได้วินิจฉัยอาการ

 แนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นมีหลายวิธีจากน้อยไปมาก เมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการปวดไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ หรือหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา , ปวดคอร้าวลงแขน ,มีอาการชา หรืออ่อนแรง บางรายปวดศีรษะ คล้ายกับเป็นไมเกรน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกเสื่อมที่เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาท หากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดต้องผ่านการรักษาเบื้องต้นมาก่อน ดังนี้

เริ่มต้นจากกินยา ทำกายภาพบำบัด แต่หากนานกว่า 6 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ กล้ามเนื้อขาลีบ หรือ แขน-ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งของ ใช้งานได้ไม่เหมือนปกติ หรือ เดินไม่ได้  ก็อาจมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ด้วยเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มาเป็นการเจาะรูส่องกล้องซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic) ติดอยู่ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาอยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ เลือกตัดออกเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัยและชี้ให้เห็นรอยโรคด้วยผล X-ray และ MRI ถึงจะวางแผนการรักษาไปพร้อมผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด แม่นยำ และปลอดภัย ดังนั้น วิธีการรักษานี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตาม lifestyle ที่เคยเป็น เช่น กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รัก หรือทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ และไม่เป็นภาระให้กับคนใกล้ชิดได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ เราได้พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับการรักษาด้านกระดูกสันหลังให้ทัดเทียมระดับโลก ทำให้ทีมแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยเทคนิคการรักษาที่ต่างจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่า “มารักษากระดูกสันหลังที่ เอส สไปน์ ครบจบในที่เดียว”  นพ. ฐปนัตว์ กล่าวทิ้งท้าย