อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

’อนุทิน‘สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชน ตัวเลขเงินไม่ต้องถึงมือนายกฯ ปัดเรียก‘ผู้ว่าฯ รฟท.’ เข้าพบ  เหตุเจอกันมา 2 วันแล้ว

18 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 16.55 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเงินเยียวยาของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ที่ได้กำชับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ว่า ”ได้ให้แนวทางไปดูแลผู้เคราะห์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนตัวเลขเงินเยียวยาไม่ต้องเสนอถึงตนเอง“

เมื่อถามต่อวันนี้มีข่าวว่า นายกฯได้เรียกผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า  “เจอมา 2 วันแล้ว” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวย้ำถามต่อว่าไม่ได้เรียกเข้าพบใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า ”ไม่ได้เรียกครับ“.

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมหน่วยงานรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านการทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ปรับลดกฎหมายที่ไม่จำเป็น หนุนเข้า OECD ตามกรอบปี 2571  

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (18 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต

โดยมีสาระสำคัญว่าตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ว่าจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และวิธีการทำงานของระบบราชการของไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ “OECD” ให้ทันภายในปี พ.ศ. 2571  ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดันก็คือการต่อต้านการทุจริตและการสร้างความชื่อตรง (Anti-Corruption and Integrity) ขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

โดยคณะทำงานและ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเพื่อร่วมมือกันต่อต้านการทุจริต โดยใช้เทคโนโลยีในการอนุมัติ อนุญาตและการให้บริการประชาชน รวมทั้งแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อความโปร่งใส ลดขั้นตอน และดุลพินิจโดยไม่จำเป็นอันเป็นประโยชน์ต่อการปิดกั้นและลดทอนการทุจริต และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลพิจารณามาแล้วเป็นเรื่องที่ตรงกับนโยบายและความมุ่งหมายของรัฐบาล สมควรให้มีคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นเพื่อผลักดันข้อเสนอต่างๆเอกชนให้เป็นรูปธรรมอันจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1.ให้มี “คณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริตเรียกโดยย่อว่า “คตท.” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ  รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรรม เป็นรองประธานกรรมการ 

ส่วนกรรมการประกอบไปด้วย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใส่ในประเทศไทย ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ข้าราชการสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

และให้ คตท. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

1.เสนอแนะแนวทางและมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perceptions Index: CPI)

2.ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย

3.ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท.เพื่อประกอบการพิจารณา 

4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น

5.ดำเนินการอื่นๆตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

โดยขอให้เจ้าหน้าที่รัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจงหรือ ส่งหลักฐานตามที่ คตท. ร้องขอ ส่วนการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของ คตท. และคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของ สำนักงาน ก.พ.ร.  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อนุทิน ลั่น!ทำให้ดีที่สุด หาช่องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

อนุทิน ลั่น!ทำให้ดีที่สุด หาช่องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

อนุทิน ลั่น!ทำให้ดีที่สุด หาช่องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.42 น.

“อนุทิน”ลั่น!พยายามให้ดีที่สุด หาช่องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ย้ำไม่ได้ใช้เงินแผ่นดิน แจงรัฐบาลแค่ผู้ประสานงาน

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนทุิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมถอยเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11 มิ.ย. – 19 ก.ค.ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะถอยเพราะค่าลิขสิทธิ์แพง ว่า รัฐบาลประสานงานอย่างสุดความสามารถ และได้พยายามหาหนและทางช่องทางทุกอย่าง

เมื่อถามถึงการนำงบประมาณที่จะไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมาดูแลฟุตบอลไทยแทนตรงนี้นายกฯมองอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้ใช้เงินของแผ่นดิน หรือกรอบงบประมาณ แต่รัฐบาลประสานงานให้ผู้ที่แสดงเจตจำนงค์ที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกทุกอย่าง

เมื่อถามย้ำว่า คนไทยยังมีโอกาสได้รับชมฟุตบอลโลกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “Best Effort” (จะพยายามให้ดีที่สุด) เมื่อถามอีกว่า เห็นตัวเลข 1,700 ล้านบาท มองอย่างไร นายกฯ กล่าว ไม่ได้มองตรงนั้น เป็นผู้ประสานงาน เป็นผู้ประสานงาน

อนุทิน อัปเดตความมั่นคง ปรับทัพทีมเจรจาชายแดน ย้ำสองบิ๊กมีประสบการณ์

อนุทิน อัปเดตความมั่นคง ปรับทัพทีมเจรจาชายแดน ย้ำสองบิ๊กมีประสบการณ์

อนุทิน อัปเดตความมั่นคง ปรับทัพทีมเจรจาชายแดน ย้ำสองบิ๊กมีประสบการณ์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.41 น.

“อนุทิน”เผยถกหน่วยข่าวกรอง แค่อัปเดตความมั่นคง เผยดึง”ผอ.ข่าวกรอง”นั่งคณะพูดคุยไทย-มาเลเซีย​ โยก”พล.อ.สมศักดิ์”นั่งประธาน JBC ย้ำ 2 คนมีประสบการณ์ เป็นตัวแทนประเทศไทย

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศโดยประชาคมข่าวกรอง บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ที่ผ่านมา ได้มีการกำชับอะไรบ้าง ว่า ได้เรียกทีมงานด้านการข่าว ทั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และกองทัพมา สรุปสถานการณ์ต่างๆ ให้ฟัง โดยเป็นการอัพเดทซึ่งกันและกัน ให้เห็นถึงการข่าว ความมั่นคง สถานการณ์รอบบ้าน สถานการณ์ด้านพลังงาน รวมไปถึงพอดีอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหมด ซึ่งตนเองก็ได้อัพเดทให้ฟังด้วยว่า รัฐบาลเดินหน้าอะไรไปแล้วบ้าง

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีสถานการณ์อะไรน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลก็ได้เดินหน้าแก้ไขไปเยอะแล้ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เรื่องของสิทธิ​ทางทะเล การยกเลิก MOU 2544 และใช้แนวทางของอนุสัญญาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) และยังมีการจัดให้มีทีมงานเจรจาชุดใหม่ โดย นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าทีมเจรจาไทย-มาเลเซีย และสลับ พล.อ.สมศักดิ์​ รุ่งสิตา ไปเป็นประธานคณะเจรจา คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งทั้ง 2 ท่าน ก็มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เป็นตัวแทนให้กับประเทศไทย

นายกฯ มั่นใจ! พ.ร.ก.กู้เงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน

นายกฯ มั่นใจ! พ.ร.ก.กู้เงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน

นายกฯ มั่นใจ! พ.ร.ก.กู้เงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินิจฉัยเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยนายกฯ กังวลหรือไม่ ว่า เราก็ทําคู่ขนานกันไป รัฐบาลมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ว่าการที่เราออก พ.ร.ก.ฯ เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ สิ่งที่สําคัญที่สุดคือเราต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สําหรับรัฐบาลแล้วความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจากมูลเหตุใดก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่จําเป็นเร่งด่วน ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปดําเนินการช่วยเหลือ

เมื่อถามว่า ใครจะเป็นเจ้าภาพไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯ กล่าวว่า มีกระบวนการอยู่แล้วในส่วนของรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ เมื่อถามว่า แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ได้สั่งให้ชะลอหรือหยุด ในที่ประชุมคณะมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ จะมีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราออก พ.ร.ก.มาแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งเป็นการดําเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ กฎหมาย และตามรัฐธรรมนูญ

ถามต่อว่า โครงการไทยช่วยไทย จะยังเข้า ครม.ในวันพรุ่งนี้ รวมถึงการลงทะเบียน รวมโครงการในวันที่ 25 พ.ค.จะดําเนินการต่อใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกําหนด ทุกอย่างให้ไปถามรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในแต่ละด้าน เมื่อถามว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าต่อในการกู้เงิน คนที่ให้กู้จะมีความลังเลในการปล่อยกู้ให้หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “ตอนนี้มีแต่แย่งเข้ามาให้กู้ ขอโทษที”

ตอก เสรีพิศุทธ์ ปั้นน้ำเป็นตัว! อนุทิน ย้ำไม่เกี่ยวเขากระโดง ข้องใจรักใคร่กันดี อยู่ๆมาวีนดื้อๆ

ตอก เสรีพิศุทธ์ ปั้นน้ำเป็นตัว! อนุทิน ย้ำไม่เกี่ยวเขากระโดง ข้องใจรักใคร่กันดี อยู่ๆมาวีนดื้อๆ

ตอก เสรีพิศุทธ์ ปั้นน้ำเป็นตัว! อนุทิน ย้ำไม่เกี่ยวเขากระโดง ข้องใจรักใคร่กันดี อยู่ๆมาวีนดื้อๆ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

“อนุทิน”ตอก”เสรีพิศุทธ์ ” ปั้นน้ำเป็นตัว ไปบุรีรัมย์ให้บอก เผื่อเลี้ยงข้าว ย้ำไม่เกี่ยวเขากระโดง ข้องใจรักใคร่กันดี อยู่ๆมาวีนดื้อๆ

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เตรียมยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยคุณสมบัติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ผิดจริยธรรม กรณีละเว้นการดำเนินการที่ดินเขากระโดง ว่า ปั้นน้ำเป็นตัว ก็เข้าข่ายผิดจริยธรรมเหมือนกัน สนุกไปเรื่อย

เมื่อถามว่า ปั้นน้ำเป็นตัว หมายถึงคนที่จะไปบุก จ.บุรีรัมย์ เพื่อตรวจสอบใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทําไมต้องบุกบุรีรัมย์ ใครไปก็ได้อยู่แล้ว ถ้าไปเมื่อไหร่ก็บอกด้วย เผื่อว่าง จะพาไปกินข้าว

เมื่อถามว่า นายกฯ มั่นใจใช่หรือไม่ ว่าประเด็นเขากระโดงจะไม่มีผลมาถึงตัว นายกฯ กล่าวว่า ตนไปเกี่ยวอะไรกับเขากระโดง ไหนลองบอกมาว่าตนไปเกี่ยวอะไร เล่าไปหลายทีแล้วว่ามีทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น เพราะรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขณะนั้น ระบุว่า คนที่จะเป็น สส.แม้กระทั่งในระบบบัญชีรายชื่อ ต้องมีภูมิลําเนา แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ผ่าน และไม่ได้บังคับใช้ และตอนที่มีร่างออกมา ตนก็ไปดําเนินแล้ว เพราะตนเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก็ไม่นึกว่าพรรคภูมิใจไทย จะได้ สส.เยอะขนาดนี้ ตนก็ต้องไปที่เซฟโซนของตนก่อน และไปอยู่ที่นั่นก็ไม่เคยมีที่ดินของตนเอง ไม่เคยไปดําเนินการใดๆ ให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินใน จ.บุรีรัมย์ ตรงนี้เป็นส่วนของตน หากจะไปฟ้อง ก็ไม่รู้จะฟ้องเรื่องอะไร แต่ตนก็ไปห้ามคนที่จะฟ้องไม่ได้

เมื่อถามว่า ในฐานะ รมว.มหาดไทย เรื่องเขากระโดง อยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ขั้นตอนยังอยู่ในศาล ศาลพิพากษาออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตนก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะไปเดือดร้อนทําไม การรถไฟก็ฟ้อง เอกชนก็ฟ้อง ฟ้องกันไปฟ้องกันมา แต่คําพิพากษามีอยู่ได้ฉบับเดียว ใครทําผิดหรือถูกก็ต้องทําตามคําพิพากษาของศาล แต่สิ่งที่เขาพูดกัน เขาพูดกันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งมันไม่ใช่

เมื่อถามว่า ตัวนายกฯ จะมีการดําเนินการฟ้องกลับหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “แกอายุจะ 80 แล้วไม่เอาหรอก” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่ถือว่าเป็นการข่มขวัญใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “อย่างว่า แกเป็นตํารวจเก่า คงชินวิธีอย่างนี้ ข่มคนนั้นคนนี้ไปหมด จริงๆ แล้วก็รักใคร่กันดี อยู่ดีๆ ก็มาวีนตนเอาดื้อๆ ทั้งที่ไม่มีปัญหาอะไรกัน สงสัยโกรธผม ที่ไปขัดใจอะไรบางอย่างมั้ง ผมไม่ยอมทําอะไรตามใจเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้” เมื่อถามต่อว่า เรื่องอะไรที่ไม่ทําตามใจ นายกฯ ตอบว่า “ไปถามแกเอาละกัน ถามลูกน้องแกก็ได้ ไปถามเฮียเม้ง (วิรัตน์ วรศวิริน รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย)

ปชป. จ่อเดินสาย หารือ พท.-กธ.-ปช. ร่วมลงชื่อยื่นแก้รธน. ม.256 เปิดทางมี สสร. ทำรธน.ฉบับใหม่

ปชป. จ่อเดินสาย หารือ พท.-กธ.-ปช. ร่วมลงชื่อยื่นแก้รธน. ม.256 เปิดทางมี สสร. ทำรธน.ฉบับใหม่

ปชป. จ่อเดินสาย หารือ พท.-กธ.-ปช. ร่วมลงชื่อยื่นแก้รธน. ม.256 เปิดทางมี สสร. ทำรธน.ฉบับใหม่

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

ปชป. จ่อเดินสาย หารือ พท.-กธ.-ปช. ร่วมลงชื่อยื่นแก้รธน. ม.256 เปิดทางมี สสร. ทำรธน.ฉบับใหม่

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่าในการประชุมสส.ของพรรค วันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) จะมีประเด็นหารือถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 2 ประเด็น คือ ว่าด้วยองค์กรอิสระ และการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ อย่างไรก็ดีในตอนแรกคาดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อนหน้านี้ แต่เมื่อรัฐบาลเลือกไม่ยืนยัน

ดังนั้นพรรคจึงมีแนวทางที่จะเดินหน้า แต่ด้วยเสียงที่มีปัจจุบัน ไม่เพียงพอที่จะเข้าชื่อเสนอได้ เพราะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ 100 เสียงขึ้นไป ดังนั้นในที่ประชุมพรรคจะหารือเพื่อให้เป็นข้อยุติต่อการเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมือง ที่มีแนวคิดต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่มีจำนวน สส.ในพรรคไม่เพียงพอต่อการเสนอร่างแก้ไข เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ มาร่วมเสนอร่างแก้ไข

นายสาทิตย์ กล่าวว่าสำหรับแนวคิดเบื้องต้นต่อการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสสร.นั้น ใช้การหยั่งเสียงประชาชนเพื่อหาตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน ส่วนรายละเอียดนั้นยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องรอหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย และหลังจากการประชุมสส.ในวันที่ 19 พ.ค.แล้ว พรรคจะเดินหน้าหารือและชักชวนสส.ในพรรคการเมือง ที่เสียงไม่พอต่อการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที

ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“ปกรณ์”นำ​ กกร.แถลง​ แจงปม”นายกฯ”ให้สัมภาษ​ณ์โพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต​ ชี้ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก​ มอง​เป็นเพียงให้ความเห็น-กฎหมาย ขณะที่”อนุทิน”เซ็นตั้ง คตท.ทำงานร่วมเอกชนลุยต้านทุจริต​ พร้อมเรียก 10 หน่วยราชการคุย 20 พ.ค.นี้

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์​ นิล​ประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย​ พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน (กกร.) และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน อาทิ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย , รศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , นายมานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT และ นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันแถลงข่าว เพื่อชี้แจงถึงประเด็นผลการสำรวจของภาคเอกชน ที่ระบุว่าการคอรัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ​ ทำให้เกิดความเข้าใจคาดเคลื่อนถึงกรณีการเปิดเผยข้อสำรวจความเห็นของภาคเอกชนถึงองค์กรรัฐ​ที่เสี่ยงต่อการทุจริต ​ว่า​ เป็นผลการศึกษาของภาคเอกชน​ และดำเนินการตามหลักวิชาการที่ได้รับการรับรอง และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ OECD และธนาคารโลก ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันและกำจัดปัญหาการทุจริตคอรัปชันมาโดยตลอดทุกรูปแบบ ซึ่งการกำหนดไว้เป็นนโยบายของรัฐบาลชัดเจนว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมาย ตั้งแต่กรณีกฎหมายล้าสมัย​ กฎหมายระดับรอง​ วิธีการอนุมัติอนุญาต​ และการให้บริการภาครัฐ ให้มีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ และใช้ดุลยพินิจให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวไปแล้วหลายเรื่อง​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย​ เรื่องการอำนวยความสะดวกและการอนุมัติอนุญาต​ และการให้บริการภาครัฐ ซึ่งอยู่ในชั้นกรรมการร่วมการที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติ​ โดยคณะกรรมการ​กฤษฎีกา​เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย และทำตามกฎหมาย ตรวจสอบนอมินี และการตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำรายงานเสร็จเรียบร้อย และจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอะไรบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการเสนอข่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่ยอมรับผลการสำรวจและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้สำรวจและเปิดเผยผลการสำรวจ นายปกรณ์​ กล่าวว่า​ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนมาชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนว่า​ คำถามได้รับ​ ณ เวลานั้นคือคำถามสั้นๆ​ จึงพูดตามหลักกฎหมายว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหา​ และคิดว่าตัวเองเสียหายก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล เช่นกรณีที่มีการกล่าวหาว่าอาจกระทำการทุจริต ก็ให้ไปพิสูจน์กันในศาล​

“ยืนยันว่า​ ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก เพียงแต่หากมีกรณีที่เกิดความเสียหายเกิดขึ้นก็ควรจะไปดำเนินการทำคดีทางศาล​ ซึ่งก็พูดตามหลักทั่วไปของกฎหมายละเมิด เพื่อเป็นการพิสูจน์ไปได้ สนับสนุนให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือมีคำสั่งฟ้องร้องดำเนินคดีต่อใคร”

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่าขณะที่รายงานของซีโร่คอร์รัปชัน ​กกร.​จะเห็นว่าข้อมูลการสำรวจที่ว่านี้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักนำประเทศให้มีการปรับโครงสร้างและสามารถที่จะเป็นสมาชิก OECD ได้จึงเป็นประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชนทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด จึงควรที่จะทำแนวทางหรือผลสำรวจที่ว่านี้ไปเป็นฐานในการทบทวนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ และทบทวนแล้ว หากไม่มีอะไรก็ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการ และชี้แจงให้กับประชาชนทราบก็ และในช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ค.​69 นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้และมอบนโยบายต่อไป

นายปกรณ์​ ยังกล่าวอีกว่า​ ในวันนี้ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต หรือ​ (คตท.​) โดยมีนายกรัฐมนตรี​ เป็นประธาน​ และมีตนเป็นรองประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีผู้แทนสภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงสภาคมธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมการต่อต้านคอร์รัปชั่น​ สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ

นายปกรณ์​ กล่าวย้ำว่า​ การกล่าวหาว่ามีการกระทำความทุจริตทำให้เกิดความเสียหายของคนปกติ​ มีสิทธิที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่ในกรณีที่เป็นรัฐบาลทำนองว่าการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนหรือภาคส่วนต่างๆ เป็นไปเพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนากระบวนการทำงานของภาครัฐไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ยืนยันว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกันแต่บางทีการสื่อสารอาจจะใช้อารมณ์ เหมือนกับอยู่ดีๆถูกกล่าวหาว่าทุจริต และความเข้าใจในเรื่องยังไม่มี จึงเกิดความรู้สึกและอารมณ์ขึ้นมาแต่ตนขอกราบตรงๆ ว่าไม่มีรัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะฟ้องเอกชนเพื่อปิดปาก เพียงแต่นำคดีขึ้นสู่ศาลเป็นเรื่องที่ดีเพื่อที่จะนำความจริงมาพูดกันแต่ไม่ได้มีนโยบายว่าจะฟ้องใคร อย่างไรก็ตาม ทาง กกร.ยืนยันว่า ตอนนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้มีการทำหนังสือขอข้อมูลการทำผลสำรวจทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน หามาตรการป้องเหตุ รถไฟชนรถเมล์

ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน หามาตรการป้องเหตุ รถไฟชนรถเมล์

ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน หามาตรการป้องเหตุ รถไฟชนรถเมล์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน หามาตรการป้องเหตุ รถไฟชนรถเมล์ ย้ำรอ ศาลรธน. มีคำวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ออกมาก่อน ยันรบ.มีอำนาจเต็ม ไร้กระทบใช้เงิน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้ว่า การประชุมสภาฯวันพุธที่ 20พ.ค. จะพิจารณาร่างกฎหมายที่รัฐสภา รับทราบมติการยืนยันของคณะรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา นอกจากนี้ในที่ประชุมวิปรัฐบาลวันนี้(18พ.ค.) มีการพูดคุยถึงสถานการณ์เหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่ถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาในวันที่20พ.ค. เพื่อให้สภาฯ ได้แสดงความคิดเห็นและส่งความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี ถึงการดูแลเรื่องความปลอดภัย หรือมาตรการที่จะป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก ส่วนการประชุมสภาฯในวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ค.นี้ก็จะเป็นวาระการตั้งกระทู้ถาม กระทู้ถาทสดด้วยวาจา กระทู้ทั่วไป กระทู้ถามแยกเฉพาะ โดยจะพิจารณาวาระรับทราบรายงานของหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในระเบียบการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่การพูดคุยเรื่องวาระการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องกรอบเวลานั้น ในวันพรุ่งนี้(19 พ.ค.) พรรคภูมิใจไทย จะประชุมพรรคและหารือถึงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญว่าในรายละเอียดจะมีเรื่องใดบ้าง โดยจะกำหนดเวลาการพิจารณาครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ขอให้วินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่น่าเป็นข้อกังวลใด เรื่องที่ศาลรับคำร้องอยู่ที่ขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ภายในก่อนเวลาคือ 60 วัน ซึ่งสภาฯจะพิจารณาได้ คงต้องรอหลังจากศาลฯมีคำวินิจฉัยออกมาว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ทางสภาฯเราได้ระงับและรอการพิจารณา พ.ร.ก. ฉบับนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะมีแนวทางดำเนินการต่อไปอย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า เร็วไปที่จะพูดในตอนนี้ จะต้องดูในข้อกฎหมาย ว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมา และมีคำสั่งใดเพิ่มเติมมาด้วยหรือไม่ ไม่ว่าจะเห็นว่าขัดหรือไม่ขัดก็แล้วแต่ ต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก่อน

เมื่อถามว่าจะกระทบกับการใช้งบประมาณของรัฐบาลหรือไม่ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ยืนยันว่า ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอยู่ รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เพราะว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ที่ออกมาถือเป็นกฎหมาย ทางรัฐบาลสามารถดำเนินการกู้เงิน และสามารถดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้โดยชอบ

1,700 ล้าน ต้องรอบคอบ! ภราดร ยอมรับรัฐบาลคิดหนัก ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

1,700 ล้าน ต้องรอบคอบ! ภราดร ยอมรับรัฐบาลคิดหนัก ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

1,700 ล้าน ต้องรอบคอบ! ภราดร ยอมรับรัฐบาลคิดหนัก ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

“ภราดร”ยอมรับรัฐบาลคิดหนัก ทุ่มซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 1,700 ล้านบาท บอกต้องประเมินความคุ้มค่า ช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทย จ่อตัดสินใจเร็วๆ นี้ ก่อนบอลโลก 2026 คิกออฟ 11 มิ.ย.

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมถอยเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ว่า จริงๆ ไม่ได้ถอย และไม่ได้เดินอะไร เพราะนายกรัฐมนตรีให้ข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าจะพยายาม และหาแนวทางอย่างเต็มที่ โดยให้กรมประชาสัมพันธ์ ประสานงานกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อหาแนวทางความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้ให้คนไทยได้รับชม

อย่างไรก็ตาม จากการหารือเบื้องต้นระหว่างกรทประชาสัมพันธ์กับ กสทช.เห็นถึงข้อติดขัดว่าการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ใช้เงินถึง 1,300 ล้านบาท ค่าภาษีอีกประมาณ 300 ล้านบาท รวมถึงค่าดำเนินการต่างๆ อีก 100 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่รัฐบาลไทยจะต้องหาทั้งสิ้นกว่า 1,700 ล้านบาท อีกมุมได้ยินเสียงสะท้อนจากสังคมว่าการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกด้วยเงินถึง 1,700 ล้านบาท สามารถสร้างความยั่งยืนให้วงการฟุตบอลไทยได้มากน้อยแค่ไหน สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย วงการฟุตบอลไทยให้เติบโตตามเป้าหมายที่ทุกคนคาดหวัง คือการได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายหรือไม่ ซึ่งการนำเงิน 1,700 ล้านบาท ไปสนับสนุนเยาวชนหรือโครงการต่างๆ ที่เป็นการต่อยอดให้กับวงการฟุตบอลไทยจะมีประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ขณะนี้จึงอยู่ในช่วงของการหารือ เพราะเงิน 1,700 ล้านบาท เป็นเงินภาษีของประชาชน ไม่ว่าจะนำมาจากแหล่งไหนคงจะต้องคิดให้รอบคอบ ว่าแบบไหนจะสร้างความยั่งยืนให้กับวงการฟุตบอลไทยได้มากกว่ากัน

นายภราดร กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนล่าสุดขณะนี้ กรมประชาสัมพันธ์ และ กสทช.กำลังหารือกันหลังจากได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ด้วยงบประมาณที่สูงมาก คิดว่ารัฐรัฐบาลไทยคงต้องคิดหนักกับค่าลิขสิทธิ์ถึง 1,700 ล้านบาท ประกอบกับระยะเวลาการถ่ายทอดสดประมาณหนึ่งเดือน อีกทั้งช่วงเวลาการแข่งขันเป็นไทม์โซนที่แตกต่างกัน และไม่เหมาะสมกับประเทศไทย จึงต้องอ่านทบทวนกันให้ดี

เมื่อถามถึงการสนับสนุนจากเอกชน นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลขอบคุณถ้าจะช่วยสนับสนุน และซื้อลิขสิทธิ์ รัฐบาลไม่ได้ขัดข้องอะไร อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น คงต้องตัดสินใจเร็วๆนี้ เพราะ 15 วันจากนี้ฟุตบอลจะเริ่มแข่งขันแล้ว

“อะไรที่เป็นประโยชน์กับวงการฟุตบอลไทย วงเงิน 1,700 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจนำไปพัฒนาได้หลายปี ยกตัวอย่างเมื่อก่อนเคยมีรายการฝึกฟุตบอลที่จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชื่อว่า Prime Minister Cup ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะใช้เงินไม่มาก สามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจ และพัฒนาเยาวชนต่างจังหวัดได้อีกเยอะ หรือแม้แต่โครงการส่งเสริมฟุตบอลอาชีพของไทยระดับ T3 ที่มีอยู่เกือบทุกจังหวัด ก็ต่อยอด Prime Minister Cup ได้ ใครที่มีฝีมือก็ไปเล่นต่อยอดใน T3 เชื่อว่าปีหนึ่งไม่เกิน 200 – 300 ล้านบาท จะส่งเสริมให้ฟุตบอลในประเทศเกิดความยั่งยืน ดังนั้น การจะใช้เงิน 1,700 ล้านบาท จึงต้องทบทวนให้เกิดความละเอียดมากขึ้น” นายภราดร กล่าว