เปิดฉากคานส์ แบมแบม อาเล็ก เดนิส นำทีม คำสารภาพของหมอผี เริ่มภารกิจภาพยนตร์ไทยสู่เวทีโลก

เปิดฉากคานส์ แบมแบม อาเล็ก เดนิส นำทีม คำสารภาพของหมอผี เริ่มภารกิจภาพยนตร์ไทยสู่เวทีโลก

เปิดฉากคานส์ แบมแบม อาเล็ก เดนิส นำทีม คำสารภาพของหมอผี เริ่มภารกิจภาพยนตร์ไทยสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

M STUDIO เริ่มต้นภารกิจสำคัญบนเวทีภาพยนตร์ระดับโลกอย่างเป็นทางการ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2026 ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส นำทีมโดย BamBam หรือ “แบมแบม–กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” พร้อมด้วย “อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ” และ “เดนิส เจลีลชา คัปปุน” รวมถึงคุณ สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M STUDIO และ ต้น ณฐนนท์ ชลลัมพี ผู้กำกับภาพยนตร์ “คำสารภาพของหมอผี” เพื่อเริ่มต้นโปรโมตภาพยนตร์ไทยต่อสายตาสื่อและอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก

บรรยากาศวันแรกเต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยทีมงานและนักแสดงได้เข้าร่วมการพูดคุยอย่างเป็นทางการร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนเดินทางเข้าสู่พิธีเปิด ไทยแลนด์ พาวิลเลียน ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อและผู้ร่วมงานต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

หลังพิธีเปิด นักแสดงนำทั้ง “แบมแบม–อาเล็ก–เดนิส” ยังได้เผยความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการนำภาพยนตร์ไทยมาปรากฏตัวบนเวทีระดับโลกน รวมถึงความตั้งใจในการผลักดันภาพยนตร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แบมแบม เปิดใจว่า “รู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ไทยบนเวทีระดับโลกอย่างเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ สำหรับผม นี่ไม่ใช่แค่การเดินทางของหนังเรื่องหนึ่ง แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยที่อยากให้คนทั่วโลกได้เห็นศักยภาพและเสน่ห์ของภาพยนตร์ไทยมากขึ้นครับ”

ด้าน อาเล็ก ธีรเดช เผยความรู้สึกว่า

“ตื่นเต้นมากครับ เพราะนี่เป็นครั้งแรกๆ ที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศของเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกแบบใกล้ชิด การได้เห็นคนจากหลากหลายประเทศมารวมตัวกันเพราะรักภาพยนตร์เหมือนกัน เป็นอะไรที่พิเศษมาก และดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม ‘คำสารภาพของหมอผี’ ในการนำภาพยนตร์ไทยออกมาสู่สายตาชาวโลกครับ”

ขณะที่ เดนิส เจลีลชา เล่าถึงการมาคานส์ครั้งนี้ว่า “พอมาถึงคานส์จริงๆ รู้สึกทั้งตื่นเต้นและภูมิใจมากค่ะ เพราะนี่คือเวทีที่คนทำหนังทั่วโลกใฝ่ฝัน การที่ภาพยนตร์ไทยและทีมของเราได้มีโอกาสมาอยู่ตรงนี้ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำ และหวังว่าผู้ชมต่างชาติจะเปิดใจให้กับภาพยนตร์ไทยมากขึ้นค่ะ”

ด้าน คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M STUDIO เผยว่า “สำหรับ M STUDIO เราเชื่อมั่นในศักยภาพของภาพยนตร์ไทยมาโดยตลอด และตั้งใจผลักดันภาพยนตร์ไทยให้เติบโตไปสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง การได้พาทีม ‘คำสารภาพของหมอผี’ มาร่วมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การนำเสนอภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง แต่คือการแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ไทยมีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ และสามารถก้าวไปอยู่บนเวทีระดับนานาชาติได้อย่างเข้มแข็ง เราหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับวงการภาพยนตร์ไทยในอนาคต”

“คำสารภาพของหมอผี” ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่ถูกจับตามองในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของทีมผู้สร้างและนักแสดง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ภาพยนตร์ไทยจะได้ออกไปพบผู้ชมจากทั่วโลกอย่างแท้จริง ก่อนเตรียมเข้าฉายในประเทศไทยวันที่ 12 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูดูงาน ‘ดรุณาราชบุรี’ ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูดูงาน ‘ดรุณาราชบุรี’ ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูดูงาน ‘ดรุณาราชบุรี’ ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

19 พฤษภาคม 2569 ที่โรงเรียนกรุณาราชบุรี สถานศึกษาในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มหาสารคาม ได้เข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และการพัฒนาผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

โดย นายพลพัฒน์ จรัสเสถียร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)มหาสารคาม กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อบจ.มหาสารคาม มีอยู่ 21 โรง  ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียน กว่า 4,500 คน เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นเด็กด้อยโอกาส มีครูประมาณ 400 กว่าคน แต่โรงเรียนก็มีปัญหาขาดครูสอนภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามารถรับเพิ่มได้ เพราะครูเกินอัตรานักเรียน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีโดยเราจัดห้องสมาร์ทคาสรูมเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนทั่วถึง ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ตนอยากให้เด็กคิดเป็น มีทักษะการวางแผนที่ไม่ใช่การท่องจำผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็น Active  Learning เพราะเมื่อเด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะเป็น ต่อไปเมื่อไปเรียนที่ไหนก็จะอยู่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กในสังกัด อบจ.มหาสารคาม

“ผมสนใจการเรียนการสอนแบบ Active Learning มานานแล้ว อยากให้เด็กสังกัด อบจ.มหาสารคาม ได้เรียนรู้แบบ Active  Learning วันนี้พาครูมาศึกษาดูงานก็อยากให้ครูนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษเหมือนเด็กในเมือง เราจึงใช้เทคโนโลยีใส่ในสิ่งที่เค้าขาดลงไปให้ โดยไม่ต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้น ผมไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะต้องไปสอบแข่งขันหรือว่าต้องสอบติดหมอ แต่ขอให้เด็กมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแล้วทำงานในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว”นายก อบจ.มหาสารคามกล่าว

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า โรงเรียนยินดีช่วยเผยแพร่เรื่องของการเรียนรู้แบบActive Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพราะเราเห็นผลจากที่เด็กสามารถคิดเป็นระบบได้ ซึ่งความคิดชั้นสูงจะเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ พัฒนาเด็ก เพราะเราเห็นว่าในสามปีที่เราใช้ Active Learning สามารถพัฒนาเด็กได้จริง อย่างไรก็ตามก่อนจะไปพัฒนาเด็กได้ เราต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีความคิด มีความเชี่ยวชาญจนสามารถมองได้ว่า บนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ จะมาจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เมื่อครูสามารถจัดได้ความเป็น Active Learning ก็จะออกมา ทำให้เด็กมีความสุขและผลสัมฤทธิ์ก็จะดี เพราะฉะนั้นในความคิดของพ่อคือ Active Learning ทำให้เด็กปฏิบัติได้ เด็กก็สนุกกับการเรียนและมีความสุข

“เวลาที่ทำการเรียนการสอนกลไกสำคัญ คือ ผู้บริหารจะให้นโยบายได้  แต่ผู้บริหารต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่คนที่ลงมือปฏิบัติจริง ๆ คือ ครู เพราะฉะนั้นครูต้องการกำลังใจ ต้องการการสนับสนุน ต้องการการช่วยเหลือ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีให้ครู เพื่อครูจะได้มีพลังที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นกลไกสำคัญ เครื่องมือใดที่สามารถช่วยให้ครูพัฒนาได้ ผู้บริหารต้องส่งเสริม เมื่อครูมีกำลังใจในการทำงาน ผลลัพธ์จะออกมาที่ตัวเด็ก ครูก็มีความสุข เด็กก็มีความสุขและสามารถไปต่อได้  เป็นการสร้างความภูมิใจให้ครู เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กให้สามารถคิดกระบวนการคิดชั้นสูงได้เขาก็สามารถต่อยอดได้ ถึงแม้ว่าจะจบจากโรงเรียนไปแล้ว ก็สามารถไปต่อยอดได้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความยั่งยืนกับตัวเด็ก”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว

คุณพ่ออภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่จะมองการสร้างนวัตกรรมของเด็กในแบบผู้ใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้ววัยของเด็กจะเป็นเรื่องของจินตนาการตามวัย โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสอนให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่อนุบาล คิดจากง่าย ๆ ไปสู่ยาก จากที่ไม่สลับซับซ้อนไปสู่สลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเด็กจะมีความสุขกับการเรียน เพราะได้เรียนและได้ปฏิบัติไปพร้อมกัน ได้ลงมือทำ ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว และเมื่อสร้างฐานได้แล้วเราก็จะสามารถขยับสร้างนวัตกรรมได้  ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง AI กับ Active Learning ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คือ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการคิด เวลาเด็กต้องทำนวัตกรรมจะต้องคิดรวบรวมข้อมูล หาแหล่งข้อมูลซึ่งมาจากกระบวนการ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กคิดเป็น ก็จะสั่งการออกมาได้ คือ คิดว่าจะทำอะไร ก็ย้อนกลับมาเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการแบบนี้จะต้องมีอะไรบ้าง ทำให้กระบวนการคิดเกิดขึ้นทันที  เช่นเดียวกันเวลาทำ AI  ต้องให้เราเขียน prompt ซึ่งการเขียนจะต้องรู้จักคิดว่าจะให้ AI ทำอะไร วิธีนี้ก็เป็นการเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเรามีกระบวนการคิดก็จะสามารถสั่งได้ตามที่เราต้องการ ไม่ใช่ AI เป็นนายเราแต่เราเป็นนาย AI ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีวาดภาพว่า เราเป็นครีเอเตอร์ เราเป็นคนสร้างให้เด็กคิดจนเกิดเป็นผลงานนวัตกรรมมากมาย โดยปลูกฝังเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมลงไปด้วย เช่น เด็กคิดจะทำรถให้ครูที่เป็นสโตรก โดยมีโจทย์ว่า ครูสามารถมาสอนได้เพียงแค่เดินไม่สะดวก แสดงว่าพื้นฐานเด็กต้องมีจริยธรรมที่มองเห็นว่า การกระทำไหนเป็นการช่วยเหลือสังคม ซึ่งถ้าสังคมมีคนแบบนี้เยอะ ๆ สังคมก็จะมีความสุข 

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว.กล่าวว่า โลกยุคใหม่ทำให้ “ความรู้มีวันหมดอายุ” และ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เหนือกว่ามนุษย์ การศึกษาที่เน้นท่องจำเพื่อสอบจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พร้อมเตือนว่า วิกฤตสำคัญของไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือ “ความล้าสมัยของกระบวนการเรียนรู้” ที่ทำให้ประเทศขาดนวัตกรและติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง

“การอบรมครั้งนี้เน้นการใช้ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ สร้าง Metacognition หรือ “การคิดถึงกระบวนการคิดของตนเอง” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ระยะยาว สามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมได้จริงและโรงเรียนดรุณาราชบุรี ถือเป็นโมเดลความสำเร็จระดับประเทศ หลังนำ GPAS 5 Steps มาประยุกต์ใช้จนสามารถพัฒนานักเรียนสู่ “นวัตกรรุ่นเยาว์” ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม โดย พว. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการมายาวนานกว่า 25 ปี” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า ตนยังเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปจาก “ล่างขึ้นบน” ที่เริ่มจากห้องเรียน จะเริ่มเห็นผลชัดภายใน 1-3 ปี โดยปีแรกจะเกิด “ครูนวัตกร” ปีที่สองเกิด “นวัตกรรมผู้เรียน” และปีที่สามจะสะท้อนผ่านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและทัศนคติของเด็กที่เปลี่ยนจาก “ผู้รอรับ” เป็น “ผู้สร้าง” พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประเทศแห่งนวัตกร” อย่างยั่งยืนในอนาคต

กองทุนสื่อ จัดปัจฉิมนิเทศ ‘Young จะเล่า’ ปั้นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ สื่อสารอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

กองทุนสื่อ จัดปัจฉิมนิเทศ ‘Young จะเล่า’ ปั้นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ สื่อสารอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

กองทุนสื่อ จัดปัจฉิมนิเทศ ‘Young จะเล่า’ ปั้นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ สื่อสารอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานปัจฉิมนิเทศกิจกรรม “Young จะเล่า” พร้อมมอบประกาศนียบัตรเยาวชนผู้ผ่านการอบรมในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม” จำนวน 60 คน ซึ่งเป็นเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กิจกรรม ‘Young จะเล่า’ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็น ‘มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม’ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และค้นพบศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ในอนาคต งานปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการมอบประกาศนียบัตร แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนผลลัพธ์ของโครงการที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเยาวชน ทั้งด้านทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 196 คน และผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 60 คน จากเดิมที่กำหนดไว้ 50 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดหลักสูตร โดยเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านการผลิตเนื้อหาและสร้างสรรค์คอนเทนต์ 2. ด้านองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ และ 3.ด้านการเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพ โดยมี นายศิลา พีรวัฒฑึก “พ่อมดติ๊กต๊อก” นักสร้างคอนเทนต์ชื่อดัง, นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, นายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญจากกองทุนฯ และคณาจารย์จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

นอกจากการอบรมในห้องเรียน เยาวชนยังได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในบทบาท “มัคคุเทศก์น้อย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตรงและความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้เข้าชมโดยมอบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนทั้ง 60 คน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานคลิปวิดีโอโดดเด่น 3 รางวัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของเยาวชนในการเป็นทั้ง “ผู้รู้เท่าทันสื่อ” และ “ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์” ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยมาสื่อสารสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอในหัวข้อ “มัคคุเทศก์น้อยอาสา พาทัวร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ผลงานที่มียอดรับชมสูงสุด 3 อันดับ ได้รับโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลจากกองทุนฯ ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ : น.ส.ณิชา ไทยยิ่ง , รองชนะเลิศอันดับ 1: น.ส.ศรุตา คอยเอื้อชาติ และรองชนะเลิศอันดับ 2 น.ส.พนิตนันท์ จำเนียรเจริญกุล

ทั้งนี้ กองทุนพัฒนาสื่อฯยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะรอบด้าน สอดคล้องกับบริบทสังคมในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และการสื่อสาร ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตและการใช้สื่ออย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อยกระดับศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักสื่อสารและผู้ผลิตสื่อคุณภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศ

​ศธ.ปักหมุดอุบลฯ ชู 3 แนวทาง ‘เข้าถึง-คุณภาพ-มีส่วนร่วม’ ยกระดับการศึกษาพิเศษทั่วไทย

​ศธ.ปักหมุดอุบลฯ ชู 3 แนวทาง ‘เข้าถึง-คุณภาพ-มีส่วนร่วม’ ยกระดับการศึกษาพิเศษทั่วไทย

​ศธ.ปักหมุดอุบลฯ ชู 3 แนวทาง ‘เข้าถึง-คุณภาพ-มีส่วนร่วม’ ยกระดับการศึกษาพิเศษทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 10 จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีบทบาทในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะเเรกเริ่ม และเตรียมความพร้อมของคนพิการ 7 ประเภท เพื่อเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเรียนร่วม โรงเรียนเฉพาะความพิการ ศูนย์เรียนเฉพาะความพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีนักเรียน 1,088 คน แบบไป-กลับ และแบบอยู่ประจำ 7 ครอบครัว มีครู บุคลากร และพี่เลี้ยง รวม 204 คน ทั้งยังดูแลเด็กในหน่วยบริการนอกศูนย์ฯ ในเขต 1-5 รวม 27 หน่วย และเด็กที่รับบริการที่บ้าน ซึ่งมีความพิการรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมารับบริการที่ศูนย์ฯได้อีกด้วย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาที่นี่ เพื่อต้องการมาฟังเสียงของคนในพื้นที่ และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้การศึกษา หรือการเรียนฟรีเกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ภายใต้แนวทางการทำงานใน 3 เรื่อง คือ 1.การเข้าถึง เด็กทุกคนต้องได้รับการเข้าถึงบริการที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ส่วนเรื่องที่ 2.คุณภาพ การสนับสนุนครู เครื่องมือเครื่องใช้ รวมไปถึง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล IEP (Individualized Education Program) ให้การเรียนรู้ตอบโจทย์เด็กแต่ละคนอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันต่อไป และ 3.การมีส่วนร่วม โดยพยายามที่จะบูรณากาารการทำงานให้เกิดประโยชน์กับการศึกษาและการเรียนรู้สูงสุด เพื่อสร้างการศึกษาเพื่อความเท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายงานพิเศษ : เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้เด็กตาบอดมองเห็นอนาคต ก้าวใหม่ของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายงานพิเศษ : เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้เด็กตาบอดมองเห็นอนาคต ก้าวใหม่ของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายงานพิเศษ : เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้เด็กตาบอดมองเห็นอนาคต ก้าวใหม่ของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำหรับเด็กตาบอด คำว่า “อนาคต” มักมาพร้อมคำถามว่า พวกเขาจะสามารถเดินไปในเส้นทางใดได้บ้างในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ทักษะ และอาชีพใหม่อย่างต่อเนื่อง

แต่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ วันนี้เด็กหลายคนกำลังเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ของชีวิต ผ่านการทดลองใช้ Edu-Career Intelligence System ระบบสนับสนุนการวางแผนการศึกษาและเส้นทางอาชีพยุคใหม่ ที่พัฒนาโดย บจก.โซเชียลสวิชซ์ ร่วมกับเครื่องมือประเมินด้านอาชีพและศักยภาพจาก Pearson องค์กรด้านการศึกษาชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกการศึกษาในปัจจุบัน ที่การแนะแนวไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริมในห้องเรียนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของการช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเอง มองเห็นโอกาส และวางแผนอนาคตได้อย่างเหมาะสมท่ามกลางโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยระบบดังกล่าวใช้แบบประเมินทางจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อช่วยสะท้อนความสนใจ ความถนัด แรงจูงใจ และแนวโน้มด้านอาชีพของผู้เรียน ก่อนนำข้อมูลมาประมวลผลร่วมกับแนวโน้มของโลกการทำงานยุคใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นเส้นทางการศึกษาและอาชีพที่สอดคล้องกับตัวตนของตัวเองมากยิ่งขึ้น

สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ระบบได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้งานผ่านระบบเสียงอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถเข้าถึงกระบวนการประเมินและการใช้งานได้ด้วยตนเองในทุกขั้นตอน สิ่งสำคัญคือ แนวทางการแนะนำอาชีพของระบบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทหรือสายงานที่สังคมมักคุ้นชินกับผู้พิการทางสายตาเท่านั้น แต่ยังเปิดมุมมองไปสู่อาชีพร่วมสมัยที่สอดคล้องกับความสามารถ ความสนใจ และศักยภาพเฉพาะบุคคลของผู้เรียนแต่ละคน

“ก่อนหน้านี้หนูคิดว่าเด็กตาบอดมีงานให้เลือกไม่กี่อย่าง แต่พอฟังผลลัพธ์ หนูได้รู้ว่ายังมีอีกหลายอาชีพที่ทำได้เหมือนคนทั่วไป ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดอะไร” นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ กล่าว

ในโลกการทำงานยุคใหม่ โอกาสไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงสถานที่หรือข้อจำกัดทางกายภาพเหมือนในอดีตอีกต่อไป หลายอาชีพสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ผ่านเทคโนโลยี ทำให้สิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คือการที่ผู้เรียนได้เข้าใจตัวเองเร็วพอที่จะพัฒนาทักษะและวางเส้นทางอนาคตได้อย่างเหมาะสม

นายประสงค์ สุบรรณพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ เล่าว่า สิ่งที่น่าประทับใจไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของแบบประเมิน แต่คือบรรยากาศระหว่างที่เด็กๆ ได้ทดลองใช้งานระบบด้วยตัวเอง เสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และการพูดคุยกันถึงอาชีพที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปถึงได้ กลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญว่า เด็กทุกคนต่างต้องการโอกาสในการทำความเข้าใจตัวเอง และมีสิทธิ์ในการออกแบบอนาคตของตัวเองไม่ต่างจากคนอื่น

“การศึกษาพิเศษไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกรอบเดิมๆ เด็กของเราควรมีโอกาสค้นพบเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเอง และเติบโตในแบบที่เขาเป็น” ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ระบุ

นอกจากการใช้งานในบริบทของการศึกษาพิเศษแล้ว Edu-Career Intelligence System ยังถูกออกแบบให้สามารถต่อยอดการใช้งานได้ในหลากหลายบริบท ทั้งระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กร และหน่วยงานด้านการพัฒนากำลังคน เพื่อช่วยสนับสนุนการวางแผนด้านการศึกษา ทักษะ และเส้นทางอาชีพบนพื้นฐานของข้อมูลและความเข้าใจรายบุคคลมากยิ่งขึ้น

แนวทางดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เริ่มผสานข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจมนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นศักยภาพของตัวเอง และเตรียมความพร้อมสำหรับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ปัจจุบัน Social Switch ขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่างๆ เพื่อพัฒนาแนวทางการแนะแนวและการเตรียมทักษะสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่ให้เข้าถึงผู้เรียนได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยโครงการที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีและความเข้าใจด้านมนุษย์มาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

เสริมแกร่งระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติไทย GISTDA – ICEYE รับความท้าทาย ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เสริมแกร่งระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติไทย GISTDA – ICEYE รับความท้าทาย ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เสริมแกร่งระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติไทย GISTDA – ICEYE รับความท้าทาย ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้เปิดฉากความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ ICEYE ผู้นำเทคโนโลยีดาวเทียมเรดาร์ระดับโลกจากฟินแลนด์ ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ GISTDA – ICEYE EO Satellite Joint Development Workshop” เพื่อเดินหน้ายกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทยสู่ระดับสากล เพื่อตอบรับต่อความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี H.E. Kristiina Kuvaja-Xanthopoulos  เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย Mr.Dylan Monaghan รองประธานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก  ทีมผู้บริหารจาก ICEYE และดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เข้าร่วมงาน ณ ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก

ในอดีต ประเทศไทยมักประสบปัญหาในการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติในช่วงฤดูฝน เนื่องจากดาวเทียมระบบ Optical (ภาพถ่ายเชิงแสง) ไม่สามารถมองทะลุเมฆหรือฝนที่ปกคลุมหนาแน่นได้ แต่เทคโนโลยี SAR (Synthetic Aperture Radar) ได้เข้ามาเป็นคำตอบที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในครั้งนี้ เทคโนโลยี SAR มีความสำคัญต่อเราอย่างมหาศาล เพราะสามารถมองทะลุเมฆและทำงานได้แม้ในความมืดมิด และเทคโนโลยีนี้คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเฝ้าระวังภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ทั้งอุทกภัย การทรุดตัวของแผ่นดิน และการกัดเซาะชายฝั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง

การร่วมมือกับ ICEYE ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการให้บริการข้อมูล แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “แผนที่นำทาง (Roadmap) การพัฒนาดาวเทียม” ที่ GISTDA วางไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อเป้าหมายในทศวรรษหน้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย 1.การสร้างและควบคุมดาวเทียม ประเทศไทยตั้งเป้าดำเนินการสร้างและควบคุมดาวเทียมสำรวจโลกที่หลากหลาย รวมถึงดาวเทียมระบบ SAR ของตนเองในอนาคต 2.อธิปไตยทางอวกาศ จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางข้อมูลที่เป็นอิสระ 3.ศูนย์กลางภูมิภาค ก้าวสู่การเป็น Hub ของอาเซียนที่มีศักยภาพครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การประมวลผล ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลอัจฉริยะ และ  4.ตอบโจทย์ National Agenda ไปจนถึงเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้วย

นอกจากการจัดการภัยพิบัติแล้ว ข้อมูลจากดาวเทียม SAR ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ภาคการเกษตร” ที่สามารถประเมินความชื้นในดินได้อย่างแม่นยำแม้ในฤดูฝน รวมถึงการเสริมสร้าง “ความมั่นคงทางทะเล” ในการติดตามการเคลื่อนที่ของเรือเพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมายและการรุกล้ำน่านน้ำ รวมทั้งในเรื่องความมั่นคงของประเทศ การประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้คือการผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกเข้ากับโครงการดาวเทียมของไทย เพื่อสร้างโซลูชันที่นำไปใช้งานได้จริงและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป ความร่วมมือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนของ จาก ฯพณฯ เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่มุ่งเน้นนวัตกรรมขั้นสูง โดย ICEYE พร้อมจะถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมพัฒนานวัตกรรมกับหน่วยงานไทย เพื่อออกแบบการบริการข้อมูลที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทยมากที่สุด

การรวมพลังระหว่าง GISTDA และ ICEYE ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่คือการสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งให้กับ “อุตสาหกรรมอวกาศไทย” เพื่อให้ “ดวงตาแห่งฟากฟ้า” ดวงใหม่นี้ ปกป้องและสร้างโอกาสให้แก่คนไทยอย่างเต็มภาคภูมิในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจากอวกาศ

‘ยศชนัน-ประเสริฐ’เดินหน้าปรับใหญ่ ‘ท้องฟ้าจำลอง’ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

'ยศชนัน-ประเสริฐ'เดินหน้าปรับใหญ่ 'ท้องฟ้าจำลอง'ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

‘ยศชนัน-ประเสริฐ’เดินหน้าปรับใหญ่ ‘ท้องฟ้าจำลอง’ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.58 น.

“ยศชนัน-ประเสริฐ”เดินหน้าปรับใหญ่ “ท้องฟ้าจำลอง”ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก ปรับเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย

18 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกศธ.,นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รวมทั้งผู้บริหารองค์กรหลักและองค์กรในกำกับ ศธ. และเครือข่ายการเรียนรู้จากหลากหลายภาคส่วนร่วมในพิธีเปิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีเป็นสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น ขอชื่นชมรมว.ศธ. และรมช.ศธ. รวมถึงทีมงาน การก้าวผ่านกรอบแนวคิดเดิมของ “พิพิธภัณฑ์” ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Ecosystem) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ (Outcome-based) ว่าผู้เรียนที่จบออกมาจะมีศักยภาพและทิศทางอย่างไร ซึ่งการขับเคลื่อนตรงนี้ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายภาคส่วน ตนเชื่อว่าท้องฟ้าจำลองเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยเกินครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ จึงอยากเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองว่าเป็นพื้นที่การศึกษาที่ดีสำหรับสร้างความหวังให้กับทุกคนเห็นว่าความฝันนั้นเป็นจริงได้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้

“ปัจจุบันบริบและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเรียนอาจจะไม่มีความหมายเลยก็ได้ แรงบันดาลใจจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็กอย่างเดียว ทำให้เราต้องเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเด็กเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับพี่น้องแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่สูญเสียงาน ให้สามารถเข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตหรืออาชีพใหม่ได้ในทุกช่วงวัย และด้วยประชากรที่มีเป็นจำนวนมาก พื้นที่ท้องฟ้าจำลองแห่งเดียงคงไม่เพียงพอที่จะเป็นปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Lifelong Learning Ecosystemได้ จึงต้องเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เช่น อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ห้องสมุดโรงเรียน และศูนย์การเรียนรู้ของภาคเอกชน เข้ามาเป็นเครือข่ายเพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ“ รองนายฯ และ รมว.อว.กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการเรียนรู้ในแต่ละอาชีพมีความหลากหลายมาก จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของ สกร.ในการแยกย่อยแก่นความรู้ที่หลากหลายในแต่ละสายอาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนให้กับคนทุกช่วงวัยได้นำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้ โดย สกร.สามารถเชื่อมโยงเรื่องนี้ไปสู่การศึกษาทุกระดับ ทั้งอาชีวศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน กทม.และสถาบันอุดมศึกษา เชื่อมโยงในเรื่องของอุตสาหกรรม พลังงาน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น การเรียนรู้ของแต่ละคนและของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสและสร้างความเท่าเทียมให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลและเป็นความหวังให้กับทุกคนได้

ด้าน นายประเสริฐ กล่าวรายงาน ว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีแนวนโยบายยกระดับบทบาทศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ โครงการพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้สู่ระบบนิเวศแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2507 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรด้วยพระราชประสงค์ที่จะเปิดโลกวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ให้กับเยาวชนไทย มาวันนี้ผ่านมากว่า 60 ปี สถานที่แห่งนี้ยังคงฝังอยู่ในความทรงจําของคนหลายรุ่น เชื่อว่าหลายคนเคยมาที่นี่ ตอนเป็นเด็กได้เงยหน้ามองดาวบนโดมอันยิ่งใหญ่ และรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล นั่นคือพลังของสถานที่แห่งการเรียนรู้ที่ดี และสามารถจุดประกายความฝันของหลายๆคนได้ ซึ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว “พิพิธภัณฑ์” ในความหมายเดิมไม่อาจตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนยุคนี้ได้อีกต่อไป เราต้องพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่ที่คนอยากมา รู้ว่าที่นี่สนุก ได้ความรู้ได้เปิดโลกเปิดประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ ให้กลายเป็น Learning Landmark สําหรับการเรียนรู้ที่มีชีวิต

กระทรวงศึกษาธิการ กําหนดให้ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ เป็นศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ เชื่อมโยงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายไปสู่สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ “ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดช่วงชีวิต” โดยนําเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI, Virtual Reality, Augmented Reality, Metaverse และ Immersive Learning มาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรม สร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สําหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย

“นี่คือหนึ่งในช่องทางการลดความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาที่เป็นรูปธรรมที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ “All for Education” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เชื่อว่าโอกาสในการเรียนรู้และการค้นพบตัวเอง ต้องเป็นสิทธิ์ของเด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ใด” รมว.ศธ.กล่าว

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (อธิบดี สกร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สกร.เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล (International Museum Day) พร้อมพิธีเปิดงาน Kick Off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ในวันนี้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สาธารณะสู่ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” ที่ผสานองค์ความรู้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “Digital & Future Technology Zone” และ “Co-Learning Space” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบ Immersive และ Hands-on Learning ให้ประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและเทคโนโลยีสมัยใหม่  ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Metaverse นิทรรศการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) หุ่นยนต์ เทคโนโลยี VR และ AR ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ เกม E-Sport และเทคโนโลยีโดรน ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ให้ทัน  ต่อโลกยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ในรูปแบบ Co-Learning Space ที่เปิดโอกาส ให้เยาวชนและประชาชนได้ทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม Interactive และการทดลองจริง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการดูดาวด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยาศาสตร์สุขภาพ พลังงาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ด้านเซลล์เชื้อเพลิงเบื้องต้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกลุ่ม STEM / Maker / Workshop ที่เน้นการพัฒนาทักษะ แห่งอนาคตและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรม Hologram งานศิลปะสร้างภาพ 3 มิติ หุ่นยนต์สำรวจ ดวงจันทร์ หุ่นยนต์คัดแยกขยะ หุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้ และกิจกรรม STEAM ที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสร้างนวัตกรรมองย่าสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิด มีการประชุมคณะทำงานพัฒนายกระดับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ครั้งที่ 1 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวคิด กรอบระยะเวลา เป้าหมายสำคัญ และแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นต้นแบบระดับประเทศต่อไป

– 006

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

18 พ.ค. 2569 16:07 น.

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศเดินหน้าเสริมศักยภาพกองทัพอินโดนีเซีย ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน พร้อมรับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติม รวมถึงอาวุธและยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อยกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ

นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวระหว่างพิธีรับมอบยุทโธปกรณ์ใหม่ของกองทัพอากาศ ที่ฐานทัพอากาศในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อใช้เป็น “เครื่องยับยั้ง” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

ผู้นำอินโดนีเซียย้ำว่า ประเทศไม่มีเป้าหมายอื่นใด นอกจากการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของตนเอง พร้อมระบุว่า เสถียรภาพของชาติจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านการป้องกันประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ

ในพิธีดังกล่าว อินโดนีเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีก 3 ลำ หลังได้รับมาแล้ว 3 ลำเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมเป็น 6 ลำ จากคำสั่งซื้อทั้งหมด 42 ลำ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.9 แสนล้านบาท ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2022

นอกจากเครื่องบินรบ Rafale แล้ว อินโดนีเซียยังได้รับมอบเครื่องบิน Dassault Falcon 8X จำนวน 4 ลำ เครื่องบินลำเลียง Airbus A400M Atlas อีก 1 ลำ ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ GM403 GCI ของบริษัท Thales รวมถึงขีปนาวุธ Meteor และอาวุธอัจฉริยะ AASM Hammer จากฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมก่อนขึ้นสู่อำนาจในปี 2024 ได้ทำพิธีพรมน้ำดอกไม้บนหัวเครื่องบิน Rafale ตามธรรมเนียมอินโดนีเซีย เพื่อความเป็นสิริมงคล

กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียระบุว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาวุธทางทหาร แต่เป็น “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเสริมสร้างอธิปไตย เกียรติภูมิ และความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า แม้อินโดนีเซียยังเดินหน้าโครงการจัดซื้ออาวุธ แต่รัฐบาลอาจเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการประหยัดงบประมาณฉุกเฉินเพื่อรองรับโครงการด้านกลาโหมเพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่ ท่ามกลางสถานะการคลังของประเทศที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก.

ที่มา JAKARTA GLOBE / Reuters

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน “ปูติน” บินพบ “สี จิ้นผิง” เพียงวันเดียว

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน "ปูติน" บินพบ "สี จิ้นผิง" เพียงวันเดียว

18 พ.ค. 2569 15:43 น.

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน “ปูติน” บินพบ “สี จิ้นผิง” เพียงวันเดียว

รัฐบาลยูเครนระบุว่า โดรนรัสเซียโจมตีเรือสินค้าของจีนในทะเลดำใกล้เมืองโอเดสซา แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

กองทัพเรือยูเครนและประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาเปิดเผยว่า โดรนโจมตีของกองทัพรัสเซียได้พุ่งชนเรือบรรทุกสินค้าของประเทศจีนในทะเลดำ เมื่อช่วงดึกคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นเวลา 2 วัน เพื่อเข้าพบและร่วมหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

ทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในคืนดังกล่าว โดยใช้โดรนโจมตีจำนวน 524 ลำ และขีปนาวุธอีก 22 ลูก ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธนำวิถี และขีปนาวุธร่อน ถล่มเมืองท่าโอเดซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของยูเครน

ดีมีโทร เพลเทนชุก โฆษกกองทัพเรือยูเครน เปิดเผยว่า หนึ่งในโดรนกามิกาเซ่ตระกูล “ชาเฮด” ได้พุ่งชนเรือบรรทุกสินค้าที่มีชื่อว่า “เคเอสแอล เต๋อหยาง” (KSL DEYANG) ซึ่งติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ แต่มีเจ้าของเป็นบริษัทสัญชาติจีน โดยกองทัพเรือยูเครนได้เผยแพร่ภาพถ่ายหลักฐานแสดงให้เห็นบริเวณดาดฟ้าเรือชั้นบนที่มีรอยไหม้เกรียมเป็นสีดำเขม่าจากการถูกโจมตี

รายงานระบุว่า ขณะเกิดเหตุเรือลำดังกล่าวเป็นเรือเปล่าที่ไม่มีสินค้า และกำลังแล่นเข้าสู่ท่าเรือปิฟเดนเนีย ในภูมิภาคโอเดสซา เพื่อเตรียมโหลดแร่เหล็กเข้มข้น แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเรือ แต่โชคดีที่ลูกเรือทั้งหมดซึ่งเป็นชาวจีนสามารถช่วยกันควบคุมเพลิงและจัดการกับความเสียหายได้ด้วยตัวเอง ตัวเรือไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง และไม่มีลูกเรือคนใดได้รับบาดเจ็บ โดยเรือลำดังกล่าวสามารถเดินทางมุ่งหน้าสู่ท่าเรือจุดหมายปลายทางต่อไปได้

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุถึงเหตุการณ์นี้ว่า “โดรนได้โจมตีเมืองโอเดซา และมีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ลำหนึ่งพุ่งชนเรือที่เป็นของประเทศจีน พวกเขารัสเซียไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่าเรือที่แล่นอยู่ในทะเลลำนั้นเป็นเรือของใคร”

เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่รัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทูต นับตั้งแต่รัสเซียส่งกองกำลังบุกเข้าสู่ยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 แม้ว่าที่ผ่านมาจีนจะพยายามวางตัวเป็นกลางและเรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพ โดยไม่เคยออกมาประณามการกระทำของรัสเซียเลยก็ตาม

นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ในทะเลดำยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่รัสเซียประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำ ที่สหประชาชาติและตุรกีร่วมเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเมื่อปี 2023 ส่งผลให้เรือสินค้าพลเรือนที่เดินทางเข้าออกพรมแดนยูเครนตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า เหตุโดรนพุ่งชนเรือสินค้าจีนเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกมาแถลงว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศจากยูเครนอย่างหนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปี โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถสกัดกั้นและทำลายโดรนของยูเครนได้ถึง 3,124 ลำ

โดยวันที่สถานการณ์วิกฤตที่สุดคือวันที่ 13 พฤษภาคม และ 17 พฤษภาคม ซึ่งสามารถยิงสกัดโดรนยูเครนได้ถึง 572 ลำ และ 1,054 ลำตามลำดับ นอกจากนี้ ทางการท้องถิ่นรัสเซียยังรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ และบาดเจ็บอีกนับสิบรายจากเศษซากโดรนของยูเครนในรอบวันท่ีผ่านมา ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการโจมตีโต้กลับเข้าไปในดินแดนรัสเซียของยูเครนนั้น “เป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่ง” ในสถานการณ์สงครามเช่นนี้.

ที่มา AFP / Independent

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

18 พ.ค. 2569 14:57 น.

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ตำรวจญี่ปุ่นบุกรวบ 2 หนุ่มสัญชาติอเมริกัน หลังก่อเหตุอุกอาจปีนรั้วบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงลิงของสวนสัตว์เมืองอิจิกาวะ ซึ่งเป็นที่อาศัยของ “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะที่เป็นไวรัลไปทั่วโลก คาดว่าเพื่อถ่ายคลิปสร้างคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ชายชาวอเมริกัน 2 คน ถูกจับกุมในข้อหากีดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หลังร่วมกันก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในส่วนจัดแสดงลิงของสวนสัตว์อิจิคาวะ เมืองอิจิคาวะ จังหวัดชิบะ ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นสถานที่อาศัยของพันช์คุงลูกลิงหิมะชื่อดัง เมื่อช่วงสายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.)

ผู้ต้องหารายแรก อายุ 24 ปี อ้างตัวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ถูกจับหลังปีนรั้วและกระโดดลงไปในคูแห้งรอบคอกลิง ขณะที่อีกคน อายุ 27 ปี อ้างว่าเป็นนักร้อง ทำหน้าที่ถ่ายวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าว

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดแฟนซีสีเหลือง พร้อมหน้ากากหน้ายิ้มและแว่นกันแดด ปีนรั้วเข้าไปในพื้นที่ลิง ส่งผลให้ฝูงลิงแตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เข้าควบคุมตัวทั้งสองคนได้อย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้สัมผัสหรือทำร้ายสัตว์แต่อย่างใด ก่อนส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดี ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนติดตัว และพยายามให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับชื่อของตนในช่วงแรกของการสอบสวน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสวนสัตว์อิจิคาวะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติ เนื่องจาก “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะญี่ปุ่น กลายเป็นดาวดังในโลกออนไลน์ หลังสวนสัตว์เผยแพร่ภาพลูกลิงกอดตุ๊กตาอุรังอุตังของอิเกียเพื่อปลอบใจตัวเอง หลังถูกแม่ปฏิเสธไม่เลี้ยงดู

พันช์คุงเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา และถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมพิเศษ ก่อนเริ่มฝึกกลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้งในปีนี้ โดยเรื่องราวของมันได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ ภายใต้แฮชแท็ก “#HangInTherePunch”

ภายหลังเกิดเหตุ บัญชี X ของ Memecoin ได้ออกมาย้ำเตือนให้ทุกคนเคารพกฎหมายท้องถิ่น และห้ามเอาตัวเอง คนอื่น หรือสัตว์ใดๆ ไปเสี่ยงอันตราย ในการทำคอนเทนต์ร่วมแคมเปญ และบอกว่า ชายคนดังกล่าวมีเจตนาจะเอาตุ๊กตาไปให้พันช์คุงเท่านั้น และยืนยันว่าไม่มีสัตว์ตัวใดได้รับอันตราย พร้อมประกาศเตรียมบริจาคเงิน 1 ล้านเยนให้สวนสัตว์ เพื่อสนับสนุนการดูแลสัตว์และปรับปรุงพื้นที่จัดแสดงลิง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งสะท้อนความกังวลของสังคมญี่ปุ่น ต่อพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวและนักสร้างคอนเทนต์ต่างชาติ โดยเมื่อปีที่แล้ว ยูทูบเบอร์ชาวยูเครนที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6.5 ล้านคนถูกจับกุมหลังจากถ่ายทอดสดตัวเองขณะบุกรุกบ้านหลังหนึ่งในเขตห้ามเข้าใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ และยูทูบเบอร์ฺชาวอเมริกันที่รู้จักกันในชื่อ จอห์นนี โซมาลี ถูกจับกุมในปี 2023 ในข้อหาบุกรุกสถานที่ก่อสร้าง.

ที่มา AFP / @thememecoincult / Yomiuri Shimbun