คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 2 กรกฎาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • นายแอมานุแอล ฌ็อง-มีแชล เฟรเดริก มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล Légion d’Honneur ชั้น Grand-Croix แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส สถาปนาขึ้นโดยจักรพรรดินโปเลียน และทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ Ordre national du Mérite ชั้น Grand-Croix แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ และโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส..
  • พสกนิกรติดตาตรึงใจในพระจริยาวัตรงดงามนุ่มนวลอ่อนหวานของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในครั้งนี้ ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ประยุกต์ ชุดไทยบรมพิมาน(ประยุกต์) สไบสองชาย  จากห้องเสื้อ Pichita พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ชุดเดรสโค้ทผ้าไหมไทยจากห้องเสื้อ Meshmuseum  พลัฎฐ์ พลาฎิ ในขณะที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์งดงามจากห้องเสื้อ Tirapan ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ..
  • สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569..
  • นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จัดพิธีสงฆ์และพิธีบวงสรวงในโอกาสครบรอบ 93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงและครบ 21 ปีมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง  2 ก.ค.08.00 น.พร้อมมอบทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลศิลปิน-นักแสดง..
  • ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ประธานกก.บริหารมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย 13 ก.ค. 09.00 น..
  • ยินดีกับ ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก ที่ได้รับรางวัล Thailand Top CEO of the Year 2026 ประเภทอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่ง จาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์และนิตยสาร Business ..
  • ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานคอนเสิร์ต  BRIDGE ACROSS TIME – AUAA Alumni Homecoming One Night. One Stage. A Lifetime of Memories. รวบรวมศิลปิน นักร้อง นักแสดง และนักดนตรีชั้นนำของประเทศ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงอเมริกันคลาสสิก เพลงบรอดเวย์ และบทเพลงร่วมสมัย วันอาทิตย์ 26 ก.ค. 18.00 นที่. สมาคม AUAA บัตรราคา 5,000 / 3,500 / 2,500 / 2,000 / 1,500 จองบัตรได้ที่โทร 099-495-9595..

น้อง

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

‘ปลัด พม.’ นำทีมร่วมเวที UN ย้ำ ไทยพร้อมจับมือทุกภาคส่วน ป้องกันลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า ตนในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย นายประวิทย์ ร้อยแก้ว อธิบดีอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด และเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานว่าด้วยการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ครั้งที่ 13 และการประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ (Constructive Dialogue) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (UNTOC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 มิถุนายน 2569 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ทั้งนี้ วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการประชุมวันแรก ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ 1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับแนวทางการดำเนินงานตลอดเส้นทางและแนวทางบูรณาการแบบข้ามแดนของการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน และ 2) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน: การกำหนดและปรับปรุงการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้เล็งเห็นว่าการลักลอบนำผู้โยกย้ายถิ่นฐาน เป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่มีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการกระทำโดยใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดังนั้น ที่ประชุม

จึงเห็นควรสนับสนุนการทำงานแบบบูรณากับหลายประเทศตลอดเส้นทางการกระทำดังกล่าว (The Whole-of-Route Approaches) ซึ่งครอบคลุมประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน และประเทศปลายทาง โดยเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเรื่องข่าวกรองที่รวดเร็วทันท่วงที , การติดตามและตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน , การเสริมสร้างความร่วมมือในการสนับสนุนการสืบสวนร่วมกัน , การสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือทางคดีระหว่างประเทศ , การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง , การพัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยในการตรวจจับการกระทำขององค์กรอาชญกรรม และการสร้างความเข้มแข็งในการดูแลพรมแดน

นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การโยกย้ายถิ่นฐานเป็นไปตามช่องทางที่ถูกต้อง (Regular Migration Pathway) และปลอดภัย (Safe Migration) อีกทั้งสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ UNTOC และมติที่ประชุมเรื่องการทำงานแบบบูรณาการตลอดเส้นทาง ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงานดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้บรรลุแนวทางดำเนินการตามมติที่ประชุม รวมทั้งให้การคุ้มครองผู้เสียหายอย่างครอบคลุมทุกมิติ

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

‘มูลนิธิซิตี้ – UNDP’ สรุปผลงาน ‘ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026’ ทศวรรษแห่งนวัตกรรมที่นำโดยเยาวชนและก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียแปซิฟิก

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จัดงาน “ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026” (Youth Co:Lab Summit 2026) การประชุมด้านเยาวชนระดับภูมิภาคครั้งสำคัญที่รวมตัวผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนา และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วเอเชียแปซิฟิก ร่วมนำเสนอความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการพัฒนาศักยภาพเยาวชนตลอดหนึ่งทศวรรษ ควบคู่กับการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการส่งเสริมภาวะผู้นำ นวัตกรรม และการเป็นผู้ประกอบการแก่คนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “A Moonshot for Youth-led Leadership, Innovation, and Entrepreneurship” สะท้อนบทบาทของเยาวชนในฐานะพลังสำคัญในการร่วมแก้ไขความท้าทายของโลก โดยงานประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งสหประชาชาติ ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สำนักเลขาธิการเครือจักรภพ (Commonwealth Secretariat) CVC Capital Partners Microsoft และธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IsDB) และ Tencent

ทั้งนี้ โครงการยูธ โคแล็บ (Youth Co:Lab) เป็นโครงการในความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และมูลนิธิซิตี้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้เยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้นำเสนอแนวคิดทางธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการเยาวชนโดยตรง ผ่านการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ด้านธุรกิจ รวมถึงการเชื่อมโยงเยาวชนเข้ากับเครือข่ายผู้นำและแหล่งเงินทุน การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายองค์กรพันธมิตร ตลอดจนการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวเข้าถึงเยาวชนกว่า 400,000 คนใน 30 ประเทศและเขตปกครองทั่วภูมิภาค สนับสนุนผู้ประกอบการเยาวชนมากกว่า 48,000 คน และมีส่วนช่วยในการก่อตั้งและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชนกว่า 4,000 แห่ง

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 10 ปี โครงการยูธ โคแล็บ ได้มีส่วนผลักดันกิจการเพื่อสังคมและนวัตกรรมที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมในหลายประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก อาทิ ‘DeafTawk’ แพลตฟอร์มบริการภาษามือแบบออนดีมานด์จากประเทศปากีสถาน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 68,000 คนใน 5 ประเทศ โครงการ ‘GAWIREA’ โครงการยกระดับความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสตรีชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศอินโดนีเซีย ที่ช่วยให้ผู้ร่วมโครงการมีทักษะวิชาชีพ รวมถึงมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 40 และยังเป็นต้นแบบการพัฒนาที่รัฐบาลขยายผลต่อไปยังพื้นที่อื่นภายในประเทศ ไปจนถึงโครงการสัญชาติไทยอย่าง ‘YoungHappy’ แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะจิตสำหรับคนวัยเกษียณ ตามแนวคิด Active Aging ‘HOSTBEEHIVE’ แบรนด์น้ำผึ้งป่าที่ก่อตั้งโดยชาวปกาเกอะญอ หรือชาวกะเหรี่ยง บ้านห้วยหินลาดใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านการจำหน่ายน้ำผึ้งป่าจากการเลี้ยงผึ้งตามวิถีดั้งเดิม ควบคู่กับการอนุรักษ์แหล่งอาศัยตามธรรมชาติของผึ้ง นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยังนำเข้าสู่กองทุนส่วนกลางของชุมชน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสาธารณสุขและการป้องกันไฟป่า รวมถึงโครงการ ‘Seed Journey’ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่นำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลและสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนอาข่าและกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและกิจกรรมป๊อปอัพไดนิ่ง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับมาทำงานในบ้านเกิด พร้อมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมพื้นเมืองและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ปัจจุบันโครงการได้สนับสนุนเกษตรกรกว่า 30 ครัวเรือนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ให้มีรายได้จากการจำหน่ายของป่าและผลผลิตทางการเกษตรให้แก่โครงการโดยตรง

Gerd Trogemann ผู้จัดการเครือข่ายนโยบายโลก แห่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า “เรามางาน Youth Co:Lab Summit 2026 ไม่ใช่เพื่อการเฉลิมฉลองปิดฉากโครงการ แต่เรามาเพราะภารกิจของเรายังไม่เสร็จสิ้น เมื่อเยาวชนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และเราเชื่อมั่นพร้อมมอบโอกาสให้พวกเขา ย่อมทำให้ชุมชนต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเราพร้อมขยายผลโครงการที่ประสบความสำเร็จผ่าน Youth Moonshot เพื่อขยายโอกาสไปสู่เยาวชนทุกคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

สำหรับการจัดงาน ยูธ โคแล็บ ซัมมิท 2026 ในวันแรกมุ่งนำเสนอโรดแมปการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของโครงการตลอด 10 ปี ผ่านมุมมองของผู้มีส่วนร่วมในโครงการ รวมถึงการเสวนาระดับสูงเกี่ยวกับนโยบายและความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อผู้ประกอบการเยาวชน ขณะที่ในวันที่สองเป็นการจัดกิจกรรม Regional Demo Day เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ร่วมนำเสนอแนวคิดธุรกิจและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ก่อนปิดท้ายด้วยการสะท้อนบทเรียนและการต่อยอดความสำเร็จของโครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วภูมิภาคได้รับการสนับสนุนอย่างรอบด้าน พร้อมขยายผลการพัฒนาสู่สังคมในอนาคต

ฟลอเรนเซีย สปันกาโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “ยูธ โคแล็บ ได้กระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมจากเยาวชนในภูมิภาค และสร้างระบบนิเวศอันแข็งแกร่งเพื่อส่งเสริมคนรุ่นใหม่ มูลนิธิซิตี้ภูมิใจในผลกระทบเชิงบวกของโครงการตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมโซลูชันใหม่ ๆ สำหรับการจ้างงานเยาวชน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและ AI กำหนดอนาคตโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว”

นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย และตัวแทนมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า “ความสำเร็จตลอดระยะเวลา 10 ปี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงการยูธ โคแล็บ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติและมูลนิธิซิตี้เชื่อมั่นว่า การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมและการสนับสนุนศักยภาพของเยาวชนเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ขับเคลื่อนอนาคตเท่านั้น แต่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันด้วย เราจึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ต่อยอดศักยภาพของตนเอง เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ดี พร้อมส่งต่อผลลัพธ์เชิงบวกให้แก่สังคมต่อไป”

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของโครงการยูธ โคแล็บ ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการเยาวชน เนื่องจากปัจจุบันมีเยาวชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอยู่นอกระบบการศึกษา การจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม ในสัดส่วนถึง 1 ใน 5 สะท้อนถึงความท้าทายที่ยังคงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมในระยะยาว โดยต่อยอดจากรากฐานความสำเร็จตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เครือข่ายพันธมิตรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม และโครงการยูธ โคแล็บ ได้ที่ https://www.youthcolab.org/

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ สานความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 170 ปีระหว่างไทย–ฝรั่งเศส

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ สานความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 170 ปีระหว่างไทย–ฝรั่งเศส

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ สานความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 170 ปีระหว่างไทย–ฝรั่งเศส

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (State Visit) พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาตามคำทูลเชิญของนายเอมานูว์แอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน -2 กรกฎาคม 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย–ฝรั่งเศส  

เมื่อวันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน 2569  เวลา  16.46 น.  (เวลาท้องถิ่น) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนาชกัญญา จากโรงแรมเลอ เมอริช กรุงปารีส โรงแรมที่ประทับ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ไปในพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ณ อนุสรณ์สถาน โอแตล เด แซ็งวาลิด (Hôtel des Invalides)  กรุงปารีส 

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง นายเอมานูว์แอล มาครง  (Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส  และ นางบริจิต มาครง (Mrs. Brigitte Macron)  ภริยา รอเฝ้ารับเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ไปยังลานพิธี  กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศส ตามลำดับแล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ   ผู้บัญชาการกองทหารเกียรติยศกราบบังคมทูลรายงานและถวายความเคารพ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการรับเสด็จอย่างเป็นทางการแล้ว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังทำเนียบประธานาธิบดี  ((Palais de l’Élysée)

นายเอมานูว์แอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส พร้อมด้วยภริยา ได้ถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Élysée, Paris) Élysée – Présidence de la République française เพื่อร่วมพิธีรับเสด็จเนื่องในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ (Jean-Claude Poimboeuf) ร่วมในพิธี

ในโอกาสนี้ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล Légion d’Honneur (เลฌียง ดอนเนอร์) ชั้น Grand-Croix (กรอง ครัวซ์) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ หรือ Ordre national du Mérite (ออร์เดรอะ นาซียงนาล ดู เมริท) ชั้น Grand-Croix (กรอง ครัวซ์) แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมได้กล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีต่อการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  โดยถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการกระชับความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งนับเป็นการกระชับสายสัมพันธ์ที่มีมายาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องบอลรูม (Ballroom) ซึ่งเป็นห้องจัดงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ

โอกาสเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชินี ทอดพระเนตรเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสนำมาจัดแสดง ได้แก่  พระราชสาส์นทองคำ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทูลสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียน ที่ 3 เมื่อ พ.ศ.  2404 (ค.ศ. 1861) สนธิสัญญาทางไมตรี การค้า  และการเดินเรือ ระหว่าง สยามและฝรั่งเศส  พ.ศ. 2399  และ สัตยาบันสารของสยามสำหรับสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า  และการเดินเรือ ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ 2399  อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนานระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส 

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างฝรั่งเศสและไทย สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ และเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการสานต่อและยกระดับความเป็นหุ้นส่วน ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ บนพื้นฐานแห่งมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน

วาโก้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์รักษ์โลก ‘แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน’

วาโก้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์รักษ์โลก ‘แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน’

วาโก้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์รักษ์โลก ‘แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน’

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์รักษ์โลก ที่ได้ฉลากเขียวรายแรกและรายเดียวในธุรกิจสิ่งทอ วาโก้ ก้าวสู่ Lifestyle Brand ที่ดูแลทุกจังหวะชีวิต ภายใต้แนวคิด “แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน” ในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30

วาโก้ แบรนด์ชุดชั้นในที่มุ่งมั่นดูแลทั้งผู้สวมใส่และสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่การเป็น Lifestyle Brand ที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคในทุกช่วงจังหวะของชีวิต ร่วมตอกย้ำวิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืนในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 25–28 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด “แฟชั่นเปลี่ยนไปแต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน” สะท้อนความเชื่อว่าแฟชั่นที่ดีไม่ได้ตอบโจทย์เพียงความงามและความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังต้องเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นรักษ์โลก ด้วยการเป็นชุดชั้นในแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว (Green Label) จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เครื่องหมายแห่งความไว้วางใจ ที่รับรองว่าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “นอกจากวาโก้จะได้รับความไว้วางใจให้เป็นแบรนด์ชุดชั้นในยอดนิยมอันดับ 1 ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี จากรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2011–2026 แล้ว อีกหนึ่งความภาคภูมิใจสำคัญคือการเป็นแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับการรับรองฉลากเขียว ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพ ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน เพราะทุกการเลือกใช้วาโก้คือการดูแลตัวเอง คนรอบข้าง และโลกของเราไปพร้อมกัน

ภายในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 30 วาโก้ได้จัดบูธภายใต้ 3 โซนพิเศษ ได้แก่ โซน LOVE EARTH ร่วมสัมผัส Wacoal Bra Wall ที่บอกเล่าเส้นทางแห่งความภาคภูมิใจของวาโก้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์แฟชั่นที่งดงามควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ในฐานะ    แบรนด์ชุดชั้นในรายแรกและรายเดียวที่ได้รับ “ฉลากเขียว (Green Label)” การันตีว่า วาโก้ทุกชิ้นผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน โดยไม่พบสารตกค้างเกินมาตรฐาน เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง และสารเคมีอันตราย

การจัดแสดงภาพบันทึกเรื่องราวแห่งการให้และการแบ่งปัน ผ่านหลากหลายโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่วาโก้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและโลกอย่างยั่งยืน และยังสามารถนำชุดชั้นในเก่าทุกแบรนด์มาบริจาคผ่านกล่องโครงการวาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ เพื่อนำไปกำจัดถูกวิธี  พร้อมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ อาทิ Rachel บอดีสูทพยุงกล้ามเนื้อ และ SMART X: Back Support เสื้อพยุงหลัง ที่ช่วยเพิ่มความสบายและคุณภาพชีวิตในทุกวัน

โซน ONLINE SHOPPING เปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งยุคใหม่ผ่าน Live Studio ที่เชื่อมต่อการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไร้รอยต่อ และ โซน TRANSIT COLLECTION by Wacoal x Pony Stone คอลเลกชันที่ตีความความเซ็กซี่ในมิติใหม่ ผ่านการผสานเสน่ห์ของชุดชั้นใน เลานจ์แวร์ และแฟชั่น Outerwear เข้าด้วยกันอย่างไร้ขีดจำกัด สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าแตกต่าง มั่นใจ และพร้อมออกเดินทางสู่ทุกโมเมนต์ของชีวิต ด้วยสไตล์ที่โดดเด่น สวมใส่สบาย และเปิดกว้างต่อการแสดงออกอย่างเป็นตัวเอง

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “WACOAL FASHION SHOW 2026” นำเสนอคอลเลกชันล่าสุดของวาโก้ โดยมี TRANSIT COLLECTION by WACOAL x PONY STONE เป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ ถ่ายทอดแนวคิดการเดินทางที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด ผ่านสไตล์ Street Luxury อันเป็นเอกลักษณ์ ที่หลอมรวมชุดชั้นใน เลานจ์แวร์ และ Outerwear ไว้อย่างลงตัว พร้อมดีไซน์ซิกเนเจอร์ของ Pony Stone ที่ผสานความเบาสบายในแบบฉบับวาโก้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตแบบ On-the-Go,WACOAL MOTION WEAR สปอร์ตแวร์ที่ตอบรับทุกการเคลื่อนไหว สวยทุก Motion มั่นทุก Move, WACOAL LOVE EARTH ชุดชั้นในรักษ์โลกที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว การันตีความปลอดภัย ปราศจากสารพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต “ยิ่งใกล้ใจ ยิ่งต้องไว้ใจ เพื่อคุณและโลก” พร้อมโชว์พิเศษจาก ชาร์เลท–วาศิตา แฮเมเนา ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของวาโก้

“วาโก้ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค แต่ยังมุ่งสร้างคุณค่าที่ดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกการสวมใส่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกอย่างยั่งยืน”    นายธรรมรัตน์  กล่าวทิ้งท้าย

ไทยเบฟ สนับสนุนการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน สืบสานให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์ดนตรีไทย

ไทยเบฟ สนับสนุนการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน สืบสานให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์ดนตรีไทย

ไทยเบฟ สนับสนุนการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน สืบสานให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์ดนตรีไทย

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี  สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร  สิริวิบูลยราชกุมาร ครั้งที่ 8  พุทธศักราช 2568  โดย มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ  บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 12

นายนิติกร กรัยวิเชียร กล่าวว่า “มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และไทยเบฟ ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่ามรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีผู้สืบทอด สนับสนุนการจัดการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ พัฒนาทักษะ และสร้างแรงบันดาลใจในการสืบทอดดนตรีไทยให้คงอยู่กับสังคมไทยต่อไป ขอให้น้อง ๆ ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสาน รักษา และต่อยอดดนตรีไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ เพราะภารกิจสำคัญนี้จะดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และความรักในศิลปวัฒนธรรมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกคน”

เด็กชายธนัยนันท์ กิจจานุกิจวัฒนา  รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทซอด้วง ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนพนัสพิทยาคาร จ.ชลบุรี

เด็กชายธนัยนันท์ กิจจานุกิจวัฒนา  รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทซอด้วง ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนพนัสพิทยาคาร จ.ชลบุรี “การเรียนดนตรีไทยทำให้ได้พัฒนาทักษะ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ตั้งใจร่วมอนุรักษ์ สืบสาน และส่งต่อศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่ต่อไป”

เด็กชายกฤตเมธ อรัญมิตร รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี  สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ประเภทขิมสาย ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนอนุบาลระยอง จ.ระยอง

เด็กชายกฤตเมธ อรัญมิตร รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี  สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ประเภทขิมสาย ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนอนุบาลระยอง จ.ระยอง “สิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตคือการได้รับรางวัลหลังฝึกซ้อมมานาน 3 ปี โดยเฉพาะการได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดและความทรงจำอันล้ำค่า พร้อมทั้งขอร่วมแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”

เซ็นทารา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชีย พัฒนาทักษะคนพิการสู่การทำงานภาคธุรกิจโรงแรม ต่อเนื่องปีที่ 6

เซ็นทารา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชีย  พัฒนาทักษะคนพิการสู่การทำงานภาคธุรกิจโรงแรม ต่อเนื่องปีที่ 6

เซ็นทารา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชีย พัฒนาทักษะคนพิการสู่การทำงานภาคธุรกิจโรงแรม ต่อเนื่องปีที่ 6

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก (APCD Foundation) จัดโครงการฝึกอบรมพัฒนาทักษะคนพิการสู่การทำงานภาคธุรกิจโรงแรม ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเซ็นทาราในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม พร้อมตอกย้ำบทบาทขององค์กรในการเป็นต้นแบบด้านการจ้างงานและการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมทุกคน (Disability-Inclusive Employment and Business: DIEB) ในอุตสาหกรรมการบริการ

นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ได้ร่วมมือกับศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD Foundation) และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินโครงการฝึกอบรมวิชาชีพและส่งเสริมโอกาสการจ้างงานสำหรับคนพิการอย่างต่อเนื่อง โดยในปีพ.ศ. 2569 นี้ โครงการได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของการดำเนินงานอย่างประสบความสำเร็จ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้มอบประสบการณ์การฝึกปฏิบัติงานจริงในสายงานโรงแรมให้แก่ผู้พิการ อายุระหว่าง 18–59 ปี ไปเกือบ 100 คน เพื่อเสริมสร้างทักษะวิชาชีพ ความมั่นใจ และความพร้อมในการเข้าสู่การทำงานจริง โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติงานในหลากหลายแผนก อาทิ แผนกบริการอาหารและเครื่องดื่ม แผนกต้อนรับส่วนหน้า แผนกแม่บ้าน และแผนกซักรีด

ผลลัพธ์ของโครงการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพัฒนาทักษะ แต่ยังนำไปสู่การสร้างโอกาสการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ได้บรรจุผู้ผ่านการฝึกอบรมเข้าทำงานจริงในบางตำแหน่งว่างของโรงแรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้พิการ และความสำคัญของการสร้างเส้นทางสู่การมีงานทำอย่างเท่าเทียม

เซ็นทารามุ่งส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียมให้กับกลุ่มเปราะบาง ผ่านการพัฒนาทักษะ การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ครอบคลุม และการเปิดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างมีคุณค่า เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมและยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อน OTOP Premium สู่สากล ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย Soft Power

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย ได้จัดการอบรมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ประจำปี 2569 ณ ห้องฟินิกซ์ 1 – 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสยาม สิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนซึ่งปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย OTOP ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการ  รวมถึงผู้บริหารส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะอาจารย์ แขกผู้มีเกียรติ และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3 – 5 ดาว ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก จำนวน 209 กลุ่ม/ราย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้า Premium เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และยกระดับแบรนด์ OTOP สู่สากล โดยสอดรับกับนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลในการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กว่า 1,200 กลุ่ม/ราย ให้ได้รับการส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ผนวกเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างจุดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมยุคใหม่

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน สามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งน้อมนำแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขยายผลการดำเนินงานในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน และยกระดับฝีมือของผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

เบน กัลยาณี คุณแม่ลูกสี่ ต้นแบบหญิงแกร่ง แบ่งปันประสบการณ์ ปลุกพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่

เบน กัลยาณี คุณแม่ลูกสี่ ต้นแบบหญิงแกร่ง แบ่งปันประสบการณ์ ปลุกพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่

เบน กัลยาณี คุณแม่ลูกสี่ ต้นแบบหญิงแกร่ง แบ่งปันประสบการณ์ ปลุกพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

แม้จะมีบทบาทสำคัญในฐานะคุณแม่ลูก 4  แต่ คุณเบน-กัลยาณี กมลวิศิษฎ์ ยังคงอุทิศเวลา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าให้กับเยาวชน โดยได้รับเกียรติเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ บรรยายพิเศษในรายวิชา ความรู้เบื้องต้นของการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว ให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1

ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Cultivating an Entrepreneurial Mindset” คุณกัลยาณีได้ถ่ายทอดทั้งแนวคิด ประสบการณ์การทำงาน และมุมมองในการสร้างแนวคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Mindset) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษา พร้อมปลูกฝังทัศนคติที่จำเป็นสำหรับการก้าวสู่โลกธุรกิจในอนาคต

ตลอดการบรรยาย นักศึกษาได้รับความรู้เกี่ยวกับการมองเห็นโอกาสท่ามกลางความท้าทาย การคิดอย่างสร้างสรรค์ การกล้าตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติจริง และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้ประกอบการในโลกยุคปัจจุบัน

บรรยากาศภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความสนใจและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ นักศึกษาต่างได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และมุมมองใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนและการประกอบอาชีพในอนาคตโอกาสนี้ คณะผู้จัดการเรียนการสอนและนักศึกษาทุกคนโดยทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวขอบคุณ คุณเบน ที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่า และร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษารุ่นใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพและพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกธุรกิจแห่งอนาคต

20 ปี แห่งพลังน้ำใจ โลหิต 646 ล้านซีซี ช่วย 4.8 ล้านชีวิต เดอะมอลล์ กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษ สายโลหิต สายใจ

20 ปี แห่งพลังน้ำใจ โลหิต 646 ล้านซีซี ช่วย 4.8 ล้านชีวิต  เดอะมอลล์ กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษ สายโลหิต สายใจ

20 ปี แห่งพลังน้ำใจ โลหิต 646 ล้านซีซี ช่วย 4.8 ล้านชีวิต เดอะมอลล์ กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษ สายโลหิต สายใจ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

ฉลอง 20 ปี “เดอะมอลล์ กรุ๊ป สายโลหิต สายใจ”  องค์กรอันดับ 1 ที่ส่งมอบโลหิตสูงสุดของประเทศไทย แก่สภากาชาดไทย อย่างต่อเนื่อง20 ปี ผนึกกำลัง 47 องค์กรภาครัฐ-เอกชน รณรงค์รับบริจาคโลหิตถวายเป็นพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี   สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายแพทย์ศักดา อัลภาชน์  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน ณ  MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้ส่งมอบโลหิตจากโครงการ “สายโลหิต สายใจ” รวมกว่า 646,995,600 ซีซี หรือ 1,617,489 ยูนิต สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้กว่า 4,852,467 คน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงสถิติ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของพลังแห่งการแบ่งปันที่ร่วมส่งต่อโอกาสในการรักษา ความหวัง และการมีชีวิตให้แก่ผู้คนจำนวนมาก พร้อมทั้งร่วมสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการให้” ที่หยั่งรากและเติบโตอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย ผลจากความร่วมมืออันยาวนานดังกล่าว ทำให้เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้รับการรับรองจากสภากาชาดไทย ให้เป็นองค์กรที่ส่งมอบโลหิตให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มากที่สุดของประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างความพร้อมให้กับสังคมไทยก่อนเกิดวิกฤต ด้วยการริเริ่มจัดตั้ง “หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่” (Fixed Station) ภายในศูนย์การค้า เพื่อยกระดับการบริจาคโลหิตให้เป็นเรื่องที่สะดวก  และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนปัจจุบันเปิดให้บริการ จำนวนถึง 6 สาขา ได้แก่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์  ท่าพระ งามวงศ์วาน บางกะปิ บางแค ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และส่วนภูมิภาคที่ เดอะมอลล์ โคราช ตลอด 356 วัน ตั้งแต่เวลา 12.00–18.00 น. ตลอดจน การจัดกิจกรรมรณรงค์รับบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง

ในวาระฉลองครบรอบ 20 ปี บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชนรวมกว่า 47 องค์กร จึงจัดงาน 20 ปี เดอะมอลล์ กรุ๊ป สายโลหิต สายใจ” รณรงค์รับบริจาคโลหิตถวายเป็นพระกุศล   แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย สายสม วงศาสุลักษณ์ เศรณี ชาญวีรกูล,  ม.ล.รังษิธร ภาณุพันธุ์, นิปุณ แก้วเรือน และสันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นต้น พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เซเลบริตี้ นักแสดง ศิลปิน มาร่วมกันบริจาคโลหิต ในโอกาสสำคัญนี้

คุณกฤษณา อัมพุช รองประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “20 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจนที่สุดคือ ความดีที่ทำอย่างต่อเนื่องย่อมส่งมอบเป็นพลัง ตัวเลข 646 ล้านซีซี ที่เราส่งมอบมาด้วยกัน ไม่ใช่ผลงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่คือพลังของผู้มีจิตศรัทธา พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทุกท่านที่เชื่อว่าการบริจาคโลหิตครั้งหนึ่ง อาจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้  และในโอกาส 20 ปี ของโครงการฯ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เรียนเชิญเซเลบริตี้ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ในการร่วมรณรงค์บริจาคโลหิตต่อเนื่องให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ชัยเวช นุชประยูร  ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงการบริจาคโลหิต แต่ยังเป็นพลังสำคัญของ ‘การสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้อย่างยั่งยืน’ ในสังคมไทย ปัจจุบันประเทศไทย ยังต้องการโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้ป่วยทั่วประเทศ ซึ่งองค์การอนามัยโลก กำหนดให้แต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิต ร้อยละ 3 ของประชากร ในประเทศไทย จึงควรมีผู้บริจาคโลหิต 1.98 ล้านคน การที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยืนหยัดร่วมภารกิจนี้มาอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนและวางรากฐานระบบสาธารณสุขของประเทศในด้านการบริการโลหิต ให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ทุก 3 เดือน ณ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา  ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และเดอะมอลล์ โคราช  โดยเปิดให้บริการตลอด 356 วัน ตั้งแต่เวลา 12.00–18.00 น.