นับถอยหลังสู่ World Gourmet Festival 2026: The World of Flavours ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

23 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ (Anantara Siam Bangkok Hotel) ชวนนับถอยหลังสู่งาน World Gourmet Festival 2026 เทศกาลอาหารระดับนานาชาติครั้งที่ 26 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้ธีม “The World of Flavours” ต้อนรับเชฟชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารและวัฒนธรรมผ่านมื้ออาหารสุดพิเศษ คอลลาบอเรชันดินเนอร์ เทสติ้งเมนู และประสบการณ์ด้านอาหารที่จะจัดขึ้นตลอดหกวันของเทศกาล



ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ห้องอาหารและพื้นที่ต่างๆ ภายในโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ จะกลายเป็นจุดนัดพบของเหล่าเชฟจากทั่วโลก ตั้งแต่เชฟเจ้าของดาวมิชลิน ไปจนถึงเชฟผู้สร้างชื่อจากแวดวงไฟน์ไดนิ่งระดับสากล พร้อมด้วยเชฟแถวหน้าของประเทศไทยที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด เทคนิค และมุมมองด้านอาหาร เพื่อร่วมรังสรรค์ประสบการณ์อาหารเลิศรสอย่างเหนือระดับ

ตลอดเทศกาล นักชิมจะได้พบกับเหล่าเชฟผู้มีชื่อเสียงจากเวทีอาหารระดับโลก อาทิ Chef Julien Royer จาก Odette ประเทศสิงคโปร์, Chef Josiah Citrin จาก Mélisse สหรัฐอเมริกา, Chef Dave Pynt จาก Burnt Ends ประเทศสิงคโปร์, Chef Álvaro Clavijo จาก El Chato ประเทศโคลอมเบีย, Chef Deepanker Khosla จาก HAŌMA กรุงเทพฯ รวมถึง Chef Chumpol Jangprai จาก R.HAAN, Chef Chalee Kader จาก Wana Yook และเชฟชั้นนำอีกมากมายจากประเทศไทยและนานาประเทศ

นอกเหนือจากดินเนอร์โดยเชฟระดับโลกแล้ว World Gourmet Festival 2026 ยังเตรียมโปรแกรมหลากหลายตลอดหกวัน ทั้งเทสติ้งเมนู ดินเนอร์แบบคอลลาบอเรชัน โชว์และกิจกรรมต่างๆ จากเชฟ อาฟเตอร์นูนที, บรันช์สุดสัปดาห์, บาร์คอลลาบอเรชัน และบาร์เทคโอเวอร์ รวมถึงเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากบุคคลสำคัญในแวดวงอาหาร

อีกเพียงไม่กี่วัน โลกแห่งอาหารจากหลากหลายมุมโลกจะมาบรรจบกันที่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่งาน World Gourmet Festival 2026: The World of Flavours ระหว่างวันที่ 29 กันยายน ถึง4 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เตรียมพบกับ 6 วันแห่งรสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวจากทั่วโลก ได้ภายในงาน

สามารถดูตารางกิจกรรมและรายละเอียดการสำรองที่นั่งได้ที่ https://www.worldgourmetfestival.asia

กัน นภัทร กลั้นน้ำตาไม่อยู่ นาที เนเน่ คว้าแชมป์ หลังบินเชียร์ถึงขอบเวที

24 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดประทับใจ สำหรับการแข่งขันบนเวทีระดับโลกของ “เนเน่ รอยัล” หรือ “น้องแพรว-รัตติกานต์ อำลอย” ที่ได้รับแรงเชียร์จากแฟนคลับและคนไทยอย่างล้นหลาม ล่าสุดนักร้องหนุ่มเสียงคุณภาพ “กัน นภัทร” ก็ไม่พลาด เดินทางไปส่งกำลังใจให้สาวน้อยมากความสามารถถึงติดขอบเวที

โดย กัน นภัทร ได้เผยคลิปบรรยากาศช่วงเวลาสุดตื่นเต้นภายในฮอลล์การแสดง ซึ่งเต็มไปด้วยแสง สี เสียง และบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ ก่อนที่ เนเน่ รอยัล จะก้าวขึ้นเวทีโชว์ความสามารถต่อหน้าผู้ชมจากทั่วโลก

ตลอดการแสดง หนุ่มกันส่งเสียงเชียร์และให้กำลังใจเนเน่อย่างเต็มที่ พร้อมเผยความรู้สึกสุดตื้นตันกับการได้เห็นเด็กไทยก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีระดับโลก โดยเจ้าตัวถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

งานนี้หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกมา ก็มีเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและแฟนคลับเข้ามาร่วมแสดงความยินดีและส่งกำลังใจกันอย่างคึกคัก

‘เอิ๊ต ภัทรวี’ เปลี่ยน ‘Comfort Tone’ ให้เป็น ‘บ้านของหัวใจ’ พาแฟนเพลงพักใจ ผ่านเสียงเพลง ในค่ำคืนคอนเสิร์ตสุดอบอุ่น

24 กันยายน 2569 เวลา 14:18 น.

หลังจากเดินทางบนเส้นทางสายดนตรีมากว่า 10 ปี วันนี้ ‘เอิ๊ต – ภัทรวี ศรีสันติสุข’ ศิลปินค่าย Boxx Music ในเครือ Muzik Move เติบโตขึ้นอีกขั้น พร้อมตัวตนที่ชัดเจนและเป็นตัวเองมากขึ้น พาทุกคนเข้าสู่ Comfort Zone พักฟังเพลงแบบสบาย ๆ ในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุด “Singha Corporation presents Earth Patravee ‘Comfort Tone’ Concert” เมื่อวันที่ 19 กันยายน ณ centralwOrld LIVE โดยทีมผู้จัด OKD (โอเคดี) ฝ่าย Show Business จากบ้าน Muzik Move ที่สร้างสรรค์โชว์ครั้งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเต็มอิ่มตลอดกว่า 3 ชั่วโมง

ภาพ ‘Comfort Tone’ ของ ‘เอิ๊ต’ ถูกออกแบบด้วยสวนดอกไม้สดใสบนเนินหญ้าสีเขียวดูสบายตา ห้อมล้อมไปด้วยเพื่อน ๆ นักดนตรี กีตาร์, เบส, กลอง, เปียโน และยังเติมเต็มด้วยวงเครื่องสาย 3 ชนิด ทั้ง ไวโอลิน, วิโอลา, เชลโล พร้อมทีมคอรัส เพื่อยกระดับโชว์ให้แฟนเพลงได้รู้สึกไปกับทุกบทเพลงได้มากกว่าเวอร์ชันปกติ การันตีได้ว่าโชว์ในค่ำคืนนี้ จะเป็นอีกหนึ่ง ‘Special Performance’ ของ ‘เอิ๊ต’ ในฐานะ Musician อย่างเต็มตัว

ทุกเฉดสีบนเวทีถูกออกแบบให้เปลี่ยนไปตามอารมณ์ของเพลงในแต่ละช่วง ประกอบการพูดคุยที่ ‘เอิ๊ต’ ออกแบบให้ช่วงนี้เป็นพื้นที่ ‘Comfort Zone’ ตรงกับความหมายของอัลบั้ม ‘Heart is Home’ ที่เหมือนเป็น Podcast บอกเล่าตัวตน เรื่องราวในชีวิต และความหมายของแต่ละเพลง ในทุก Magic Moment ที่เกิดขึ้น แบบไม่มีสคริปต์ ไม่มีเสียงดนตรีที่บันทึกไว้ล่วงหน้า มีเพียงความตั้งใจของ ‘เอิ๊ต’ ที่อยากให้ทุกคนอยู่กับโมเมนต์ที่เกิดขึ้นจริงบนเวที

โดยเบื้องหลังการออกแบบดนตรีเกิดจาก ‘เอิ๊ต ภัทรวี’ ร่วมกับทีม Music Director อีก 3 คน ได้แก่  บุ้ง–กวิน สิริภัทรกุล, ยี่–ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ และ แจม–ธนัท เลาหระวี ร่วมกัน Arrangement และ Progression เรียบเรียงดนตรีสดใหม่และ ร้อยเรียงทุกเพลงอย่างละเอียด เหมือนทุกโชว์ ศิลปินกำลังเล่าเรื่องให้ฟัง

เปิดโชว์ต้อนรับแฟน ๆ ด้วยข้อความจากประตูบานแรก อย่างเพลง “จดหมายที่ฉันคงไม่ได้ส่ง (Dried Flower)”, “ห้ามใจไม่อยู่ (Is it you?)” และ “ครั้งหนึ่งเคยสวยงาม (Golden Hour)”  ก่อนเข้าสู่ช่วงพูดคุยที่ชวนคนดูเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกัน จากนั้นไปต่อกับ “Snooze”, “มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น (Pause)” และย้อนอดีตไปกับ “Timehop” ที่ถูกเรียงต่อกันอย่างลื่นไหล ก่อนค่อย ๆ พาเข้าสู่เรื่องราวของความสัมพันธ์ การจากลา และการเติบโต

หนึ่งในช่วงที่สร้างความประทับใจคือ “เป็นฉันที่คิดผิดไป (Grow Old/ Apart)  และ“ยังไปไม่ไหว” ที่ ‘เอิ๊ต’ หยิบเปียโนขึ้นมาเป็นหัวใจหลักของเพลง ส่งต่อให้ “ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House)”  ก่อนเปิดเวทีต้อนรับ ‘TINN’ หรือ ‘ติณณ์ นภาลัย’ นักร้อง นักแต่งเพลง ที่เคยได้ร่วมงานกัน ในเพลง “เศษ” ซึ่งได้มาร้องร่วมกันสด ๆ บนเวทีนี้อีกครั้ง อีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญในเพลง “ถ้าฉันหายไป”  โดยมีเพียงเสียงร้องกับเสียงกีตาร์ของทั้งสองที่สื่อสารกัน ทำให้ทั้งฮอลล์ตกอยู่ในภวังค์ในช่วงเวลานี้ทันที

จากนั้นบรรยากาศถูกพาออกไปไกลขึ้นด้วย “Blue December” เติมกลิ่นอายของการเดินทาง ราวกับกำลังอยู่ในสถานที่ที่มีหิมะตกในช่วงปลายปี ก่อนเข้าสู่ “หากไม่มีเธอตรงนี้ (London)” ในเวอร์ชันที่เปิดพื้นที่ให้ดนตรีได้เล่าเรื่องมากขึ้นทั้งไลน์เบสและกีตาร์ที่หนักแน่น ขณะที่ “ขอโทษดาว” เติมสีสันด้วยโซโล่กีตาร์ที่ถูกออกแบบใหม่เพิ่มเสน่ห์ให้กับเพลงนี้ ส่งต่อเข้าสู่ “กี่ฤดู (Heart is Home)”, “บอกกันได้ไหม (Love Language)” รวมถึง “SKY & SEA” ที่ลดทอนเครื่องดนตรีลง เหลือพื้นที่ให้เสียงร้องและบรรยากาศได้ทำงานมากขึ้น

ก่อนพาเข้าสู่ช่วงท้ายที่บรรยากาศเริ่มขยับขึ้นอีกครั้งกับ “เพื่อนคนนี้..(Red Wine)”, “เมื่อพระจันทร์ลา (Last Song)” และ “You You You” ที่ชวนคนดูขยับจังหวะและมีส่วนร่วมไปพร้อมกัน ส่งต่อความรู้สึกผ่าน “หวง (You’re Mine)”  ที่ทำให้ทั้งฮอลล์กลับมาเต็มไปด้วยเสียงร้องจากแฟน ๆ

และเมื่อเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย ‘เอิ๊ต’ ทิ้งไว้เพียงกีตาร์โปร่งหนึ่งตัวนั่งอยู่กลางเวที เพื่อถ่ายทอด “ขอบคุณหัวใจ (Shades)”  ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุน ให้เกียรติและไว้ใจ มานั่งพักด้วยกันในพื้นที่นี้  พร้อมกล่าวขอบคุณตัวเอง ที่ได้ก้าวผ่านความรู้สึกหลากหลายเฉด และให้ทุกคนได้ขอบคุณตัวเองในช่วงท้ายนี้

ตลอดกว่า 10 ปีบนเส้นทางดนตรี จากวันแรกที่เริ่มต้นเดินทาง มาถึงวันนี้ที่เธอสามารถหยิบทั้งเสียงดนตรี การร้อง การเล่นดนตรี การเล่าเรื่อง และความรู้สึก มาร้อยเรียงเป็นโชว์ที่ ‘เอิ๊ต’  ตั้งใจให้คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นเสียงดนตรีในพื้นที่ปลอดภัย เปรียบเหมือน ‘Comfort Tone’ ที่ไม่เพียงทำให้แฟนเพลงทุกคนได้รู้สึกสบายใจ แต่คือการที่ศิลปิน ที่ชื่อ ‘เอิ๊ต ภัทรวี’  ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่อีกด้วย

ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา ‘เอิ๊ต’ จึงไม่ได้เพียงพาทุกคนกลับมาอยู่ใน Comfort Zone ผ่านเสียงเพลงที่จริงใจ แต่ยังทำให้เห็นว่า วันนี้เธอเติบโตขึ้นและในขณะเดียวกันก็เป็น ‘เอิ๊ต ภัทรวี’  ในแบบที่ชัดเจนและเป็นตัวเองที่สุด

#MuzikMove

#OKD

#EarthPatravee

#EarthPatraveeComfortToneConcert

โจ้ Surface หยิบผ้ายกทองสุรินทร์ ครูช่างชั้นครู เนรมิตชุด เนเน่ วันคว้าแชมป์ America’s Got Talent

24 กันยายน 2569 เวลา 14:33 น.

ชุดเนเน่วันคว้าแชมป์

“โจ้ Surface” เนรมิตชุดลายผ้ายกทองสุรินทร์ ส่ง “น้องเนเน่” ผงาดบนเวที America’s Got Talent ชูแรงบันดาลใจจาก “วณิพก-เครื่องรางของขลัง”

สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก  Taneth Laksanavilas    ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังชุดรับมงสุดอลังการของ “น้องเนเน่” บนเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง America’s Got Talent 2026

Screenshot 2026-09-24 142006

สำหรับชุดดังกล่าวได้รับการออกแบบโดย “พี่โจ้” อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม “โจ้ Surface” ดีไซเนอร์ระดับแนวหน้าและเจ้าของแบรนด์ Surface ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชุดพรีลิมมินารีของนางงามไทยบนเวที Miss Universe ทั้ง “น้ำตาล ชลิตา” และ “มารีญา พูลเลิศลาภ” รวมถึงสร้างสรรค์คอสตูมให้ศิลปินชื่อดังมากมายมาอย่างยาวนาน

Screenshot 2026-09-24 142321

พี่โจ้ เปิดเผยว่า ผ้าที่นำมาตัดเย็บชุดนี้คือ “ผ้ายกทอง” จากกลุ่มทอผ้าไหมยกทองจันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นผลงานอันประณีตของ อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 สาขาทัศนศิลป์ โดยการดีไซน์ได้คำนึงถึงตัวผู้สวมใส่เป็นหลัก เพื่อให้เนเน่มีความเท่ ทะมัดทะแมง และคล่องตัว เหมาะกับการแสดงโชว์บนเวทีที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

Screenshot 2026-09-24 141308

ในส่วนของแรงบันดาลใจ พี่โจ้เล่าว่า ระหว่างที่ทำชุดนี้นึกถึงเนื้อหาของ “เพลงวณิพก” เพลงฮิตระดับตำนานจากสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ของวงคาราบาว จึงนำมาเป็นคอนเซปต์หลักในการถ่ายทอด นอกจากนี้ยังเพิ่มดีเทลตกแต่งบริเวณช่วงคอให้มีกลิ่นอายคล้ายกับการพก “เครื่องรางของขลัง” เพื่อเสริมเสน่ห์ความลึกลับและเพิ่มมิติให้กับตัวชุดบนเวทีโชว์

ดีไซเนอร์ชื่อดังยังได้กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของน้องเนเน่ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยได้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมระบุว่ารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางความสำเร็จครั้งนี้

ทางด้านเฟซบุ๊กส่วนตัวของพี่โจ้  Adhit Dhirakittiwat  ได้โพสต์ข้อความระบุถึงผลงานชิ้นนี้ไว้ว่า “‘วณิพกพเนจร และ เครื่องรางของขลัง’ ถูกถ่ายทอดผ่านผ้าไหม (จันทร์โสมา) จากท่าน อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ศิลปินแห่งชาติ นำเสนอผ่าน Nene Royal ขอบพระคุณ ท่าน อ.วีระธรรม ตระกูลเงินไทย และ ท่านเขม ดร.เขมจุฑา สุวรรณจินดา ครับ”

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างงดงาม และประกาศศักดาผ้ายกทองของไทยให้สายตาคนทั่วโลกได้ประจักษ์อย่างน่าภาคภูมิใจ

แอริน นำทีมคนรักน้องหมา เก๋ ชลลดา, แพท ชญานิษฐ์, ลิเดีย, ซินดี้, วิกกี้ ร่วมกิจกรรม Puppy Yoga เปิดตัว Petsential101

24 กันยายน 2569 เวลา 14:05 น.

Petsential101 (เพ็ทเซนเชียล วันโอวัน) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง เปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้ แนวคิด   “A Better Way to Care” มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การดูแลสัตว์เลี้ยงและไลฟ์สไตล์ของผู้เลี้ยง ในชีวิตประจำวัน

Petsential101 ก่อตั้งโดย 3 ผู้ร่วมก่อตั้ง ได้แก่ แอริน เบญจรงคกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ แอริน ยุกตะทัต, พรรณพฤกษ์ สมิตินันทน์ และ ลภัสรินทร์ ดำริการเลิศ โดยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ใช้สารสำคัญที่พัฒนา ต่อยอดจากงานวิจัยของ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ Pet Care ที่สามารถ นำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

งาน Grand Opening จัดขึ้น ณ TARN HALL, Rin at Raintree พร้อมกิจกรรม Exclusive Puppy Yoga Event สนับสนุนโดย Happy Puppy Yoga กับน้อง Pomsky 13 ตัว โดยมีศิลปิน นักแสดง เซเลบริตี้ และคนรักสัตว์ ร่วมงาน อาทิ ซินดี้ สิรินยา, ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ดีน, วิกกี้ สุนิสา, เก๋ ชลลดา เมฆราตรี, บูม เทยกะทะ, เชียร์ ฑิฆัมพร, ยิปซี คีรติ, แพรวา ณิชาภัทร, แพท ชญานิษฐ์ และอีกมากมาย งานได้รับการสนับสนุนจาก Happy Puppy Yoga, Rin at Raintree, Lele Juice Bar, Party Animal, LIV White Diamond และ Kira Lab

ด้าน แอริน เบญจรงคกุล กล่าวว่า “เราอยากให้ Petsential101 เป็นแบรนด์ที่ช่วยให้การดูแลสัตว์เลี้ยง ในทุกวัน ง่ายและตอบโจทย์มากขึ้น และจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อครอบคลุมการดูแลสัตว์เลี้ยงในหลาก หลายมิติต่อไป”

ปัจจุบัน Petsential101 มีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ Odor Killer สเปรย์สำหรับจัดการกลิ่นไม่พึงประสงค์ ในพื้นที่ เลี้ยงสัตว์ เน้นจัดการกลิ่นที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการใช้กลิ่นหอมกลบ, Bath On-the-Go สเปรย์อเนกประสงค์ สำหรับดูแล รีเฟรชความสะอาด พร้อมช่วยดูแลผิวและขนระหว่างวันโดยไม่ต้องอาบน้ำ และ Gentle Barrier สเปรย์ สูตร Fragrance-Free สำหรับแมวและสัตว์เลี้ยงผิวบอบบาง โดยแบรนด์มีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่อื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคต

#Petsential101   #Grandopening   #PetCare   #PuppyYoga

‘รักชาติ–ดาว มยุรี’ คืนเวทีชุมทางฯ! เปิดเพลงฮิตสะกดใจ ก่อนพา 6 ตัวเต็งลุยโค้งสุดท้าย GLO Miracle Music

24 กันยายน 2569 เวลา 14:02 น.

เวทีลูกทุ่ง “ชุมทางดาวทอง” สัปดาห์นี้เตรียมเสิร์ฟความสนุกแบบครบรส ต้อนรับการกลับมาของสองนักร้องลูกทุ่งที่แฟนเพลงคิดถึง ประเดิมด้วยลูกทุ่งรุ่นเดอะ “รักชาติ ศิริชัย” เจ้าของบทเพลงดังที่ยังร้องตามกันได้อย่าง “ฉันทนาที่รัก” และ “รักข้ามคลอง” พร้อมหยิบเพลงฮิตกลับมาสร้างสีสันบนเวทีอีกครั้ง

จากนั้นพบกับนักร้องสาวสุดจี๊ด “ดาว มยุรี” ที่ห่างหายจากเวทีไปนาน งานนี้กลับมาทั้งทีไม่มีธรรมดา เตรียมย้อนความทรงจำผ่านบทเพลง “แนวหลังยังคอย” และ “มีเมียแล้วไม่เอา” เรียกว่าคอเพลงลูกทุ่งรุ่นเก๋าได้มีโอกาสหายคิดถึงกันแน่นอน

ขณะที่อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการพาแฟนรายการไปทำความรู้จักกับ 6 ตัวเต็งแชมป์ GLO Miracle Music Season 3 ก่อนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ นีม จ.นครศรีธรรมราช, มุต จ.สตูล, เลิฟ จ.อุทัยธานี, โพสต์ จ.เพชรบุรี, พอตเตอร์ จ.ระนอง และฟ้าใส จ.ปทุมธานี ทั้ง 6 คนจะเปิดเรื่องราว ตัวตน และเส้นทางบนเวที พร้อมย้อนมองและทบทวนตัวเองอีกครั้ง ก่อนก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญที่สุดของการแข่งขัน

เรียกว่าช่วงโค้งสุดท้ายนี้ไม่มีใครยอมใคร เพราะทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการคว้าโอกาสไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ งานนี้แฟนลูกทุ่งต้องจับตาให้ดีว่า ใครจะงัดความสามารถอะไรออกมาโชว์ และใครจะสร้างความประทับใจได้มากที่สุด ก่อนถึงวันตัดสิน

ติดตามความสนุกของ “ชุมทางดาวทอง” วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 และวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 13.10 น. ทางช่อง 7HD หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.bugaboo.tv, Youtube Channel 7 Star Studio และเฟสบุ๊คแฟนเพจhttps://www.facebook.com/chumtangdaotong/

และปิดท้ายด้วยข่าวดีสำหรับคนรักเสียงเพลง เมื่อ “ชุมทางดาวทอง” เปิดโอกาสให้คนมีฝันได้ก้าวขึ้นสู่เวทีซีซั่นใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักร้องมืออาชีพ ขอเพียงมีใจรักการร้องเพลงและอยากโชว์ความสามารถ เตรียมอัดคลิปเสียงร้องของตัวเอง แล้วส่งเข้ามาที่ แฟนเพจ Facebook ชุมทางดาวทอง เปิดรับคลิปตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ตุลาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09 2789 5656 ใครมีฝัน รีบเลย!!

เปิดเบื้องหลังงานวิวาห์ ‘นก ยลดลา – เฌอ ข่าน’เหินฟ้าจัดงานสุดโรแมนติกที่เชียงใหม่ เผยเบื้องหลังความงดงาม

24 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์แห่งความสุขที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนคลับและผู้ที่ติดตามเรื่องราวของเธอไม่น้อยสำหรับอดีตนักแสดงและผู้ขับเคลื่อนสังคมชื่อดัง “นก ยลลดา สวนยศ” ที่เปิดบทใหม่ของชีวิตรัก ด้วยการจูงมือหวานใจหนุ่มคมเข้มชาวปากีสถาน “เฌอ ข่าน” (Sher Khan) เข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น โรแมนติก และเต็มไปด้วยความหมาย

ล่าสุดมีการเปิดภาพเบื้องหลังงานวิวาห์สุดพิเศษ ซึ่งจัดขึ้นที่ Hi Do Hi Studio Wedding จังหวัดเชียงใหม่ เผยให้เห็นรายละเอียดของงานที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่บรรยากาศ การตกแต่ง ไปจนถึงองค์ประกอบเล็กๆ ที่ถูกจัดวางให้เข้ากับเรื่องราวความรักของคู่บ่าวสาวได้อย่างลงตัว

และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังภาพความประทับใจครั้งนี้คือ “ต้น เศกสกล” ออแกไนซ์และ Event Wedding Planner ผู้คร่ำหวอดในวงการจัดงานแต่งงาน และได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในทีมเวดดิ้งแพลนเนอร์ที่มีประสบการณ์มากแห่งเชียงใหม่

ด้วยประสบการณ์ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี “ต้น เศกสกล” และทีมงานได้ดูแลและสร้างสรรค์งานวิวาห์มาแล้วนับพันคู่ ถ่ายทอดความต้องการและเรื่องราวของคู่บ่าวสาวแต่ละคู่ให้ออกมาเป็นงานแต่งงานที่มีเอกลักษณ์ พร้อมเติมเต็มรายละเอียดให้ทุกช่วงเวลามีความหมาย และกลายเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจของเจ้าบ่าวเจ้าสาวและครอบครัว

สำหรับงานของ “นก ยลลดา – เฌอ ข่าน” ทีมงานได้ร่วมกันเนรมิตบรรยากาศให้มีทั้งความอบอุ่น เรียบหรู และโรแมนติก สอดรับกับช่วงเวลาสำคัญของชีวิตคู่ โดยมีทีมงานและผู้สนับสนุนร่วมสร้างสรรค์ความพิเศษในครั้งนี้

ได้แก่seaksakol1982weddingplanner, Chalayut Studio, ร้านอาหารบ้านแม่, Ktertainment, คุณแบงค์ และ Anniversary MC

เบื้องหลังภาพสวยๆ ที่หลายคนได้เห็น จึงไม่ได้มีเพียงการตกแต่งสถานที่ให้สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำงานที่ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์ การประสานงานทีมงาน ไปจนถึงการดูแลบรรยากาศภายในงาน เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและสะท้อนตัวตนของคู่บ่าวสาวออกมาให้มากที่สุด

ตลอดเวลากว่า 10 ปีในเส้นทาง Wedding Planner สิ่งที่ “ต้น เศกสกล” และทีมงานให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงความอลังการของงาน แต่คือการทำให้คู่บ่าวสาวได้ใช้เวลาแห่งความสุขอย่างเต็มที่ โดยมีทีมงานคอยดูแลทุกขั้นตอนอยู่เบื้องหลัง จนเกิดเป็นภาพความทรงจำที่สวยงามในวันสำคัญ

งานวิวาห์ของ “นก ยลลดา และ เฌอ ข่าน” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของงานแต่งงานที่ผสมผสานความรัก ความอบอุ่น และความใส่ใจในรายละเอียดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมเผยให้เห็นอีกมุมของการทำงานเบื้องหลังจากทีม Wedding Planner ที่อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มและความสุขของคู่บ่าวสาวมานับพันคู่

เพราะสำหรับคนทำงานด้าน Wedding Planner ทุกงานไม่ใช่เพียง “งานแต่งงาน” แต่คือการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ วันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของคนสองคน และเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ ไปพร้อมกับพวกเขา

‘รสแลกเงิน’ปราบเซียน 3 เชฟ ! ฝ่าด่าน ‘มื้อว่างของเด็กเกลียดผัก’

24 กันยายน 2569 เวลา 12:23 น.

“รสแลกเงิน” ท้า 3 เชฟฝ่าด่านสุดหิน “มื้อว่างของเด็กเกลียดผัก” งัดฝีมือสร้างสรรค์เมนูจากผัก 5 ชนิด เสิร์ฟ 24 จาน ภายในเวลา 60 นาที ลุ้นภารกิจเปลี่ยนใจเด็ก ๆ ให้ยอมเปิดใจชิมผักได้สำเร็จ ติดตามความสนุกนี้ในวันจันทร์ที่28 กันยายนนี้ ทางช่อง 7HD กด 35

สัปดาห์นี้ ยังมีความสนุกพร้อมสาระดี ๆ มาให้เช่นเคย สำหรับรายการ รสแลกเงิน ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ช่อง 7HD และ บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผลิตขึ้น  โดย 2 พิธีกร เชฟกอล์ฟ-สัญญา ธาดาธนวงศ์ และ เชฟอ๊อฟ-ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์  ทำหน้าที่ดำเนินรายการ ที่งานนี้ 3 เชฟต้องเจอโจทย์สุดท้าทายจาก สสส. กับภารกิจ “มื้อว่างของเด็กเกลียดผัก” เมื่อเด็กวัย 10-12 ปี   อยู่ในช่วงเริ่มเลือกกินอาหาร และหนึ่งในสิ่งที่มักเขี่ยทิ้งมากที่สุด คือ “ผัก” จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญที่  3 เชฟ ต้องนำวัตถุดิบผักมาสร้างสรรค์เป็นเมนูทีjสามารถทำให้เด็ก ๆ ที่ไม่ชอบกินผัก เปิดใจและอยากลองชิม

โดยมีวัตถุดิบหลัก ได้แก่ บรอกโคลี ฟักทอง แคร์รอต มะเขือเทศ และผักโขม ให้รังสรรค์เป็น “มื้อว่าง” ที่ทั้งอร่อย ทานง่าย และถูกหลักโภชนาการ แต่ภารกิจครั้งนี้ไม่ง่าย เพราะ 3 เชฟต้องบริหารจัดการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การคิดเมนูการลงมือทำ ไปจนถึงการบริหารเวลา โดยต้องทำอาหารสำหรับเด็กวัย 10-12 ปี  จำนวน 20 คน พร้อมกรรมการอีก 4 คน รวมเป็น 24 เสิร์ฟ ปริมาณจานละ 200 กรัม และต้องเสิร์ฟให้ครบภายในเวลาเพียง 60 นาที ที่สำคัญในซูเปอร์มาร์เก็ตไม่มีเครื่องปรุงให้ใช้
ทำให้เชฟต้องดึงรสชาติและคุณค่าจากวัตถุดิบออกมาให้ได้มากที่สุด

งานนี้ 3 เชฟมากฝีมือ ได้แก่ เชฟบอล สุชาติ ใจฉ่ำ จาก Master Chef Thailand Season 3, เชฟจำลอง ศรีรักษา จาก Master Chef Thailand Season 1 และ พ่อค้าอ๊อฟ ธวัชชัย สุจริต  รองแชมป์จากรายการ ศึกพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บซีซั่น 2 ต้องเปิดครัวประชันฝีมือ งัดทั้งประสบการณ์และไอเดียมารังสรรค์เมนู เพื่อพิชิตใจน้อง ๆ ทั้ง 20 คน  และเหล่ากรรมการร่วมชิมและตัดสิน ได้แก่ หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ นักชิม และนักวิจารณ์อาหาร ผู้รอบรู้เรื่องวัตถุดิบ, คุณสุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),อาจารย์แววตา เอกชาวนา  นักโภชนาการ และ นักกำหนดอาหารอิสระ และ เชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ

กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งจาน 3 เชฟต้องคิดให้ครบทุกองค์ประกอบ ทั้งรสชาติ ความน่ารับประทานคุณค่าทางโภชนาการและปริมาณที่ต้องเพียงพอ สำหรับ 24 เสิร์ฟ ภายใต้เวลาจำกัดเพียง 60 นาที พร้อมโจทย์สำคัญที่ต้องทำให้เด็ก ๆ ซึ่งไม่ชอบกินผัก ยอมเปิดใจชิมให้ได้ เรียกว่าเป็นโจทย์หินสุด ๆ

มาร่วมลุ้นกันว่าแต่ละเชฟจะสร้างสรรค์เมนูอะไรออกมาสู้กัน ใครจะบริหารเวลาและวัตถุดิบได้ดีที่สุด  และเมนูของใครจะสามารถเปลี่ยนใจเด็ก ๆ ที่ไม่ชอบผักให้ยอมชิมได้สำเร็จ? พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้กับการกินผัก ในรายการ “รสแลกเงิน”วันจันทร์ที่ 28 กันยายนนี้  เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35  และรับชมย้อนหลังทาง  Netflix

เกาะติดทุกข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากช่อง 7HD ได้ครบทุกช่องทาง ทั้งช่องดิจิทัล “ช่อง 7HD” กดหมายเลข 35 และ Social Media ของสถานีฯ Ch7HD บน Facebook, Instagram, TikTok, X, YouTube และ Threads  พร้อมรับชมรายการและคอนเทนต์ต่าง ๆ ทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน CH7ON

‘เติร์ด Tilly Birds’ 31 ปีไม่เคยมีแฟน ต้องเผชิญโรค IBS ทำระบบขับถ่ายพัง

24 กันยายน 2569 เวลา 12:06 น.

“เติร์ด Tilly Birds” เปิดใจผ่านรายการ PrimeCast ถึงมุมมองความรักวัย 31 ปีที่ยังไม่เคยมีแฟนอย่างเป็นทางการ เล่าวิกฤตสุขภาพที่เผชิญมาตลอดทั้งภาวะทางเดินอาหารอักเสบจนเกือบขึ้นโชว์ไม่ได้ รวมถึงภาวะ IBS ที่ขับถ่ายผิดปกติจากความเครียด เผยเบื้องหลังฉายา King of ห้องน้ำ ที่เพื่อนในวงตั้งให้ และปัญหานอนไม่หลับฝังลึกจากวัยเด็กจนต้องพึ่งพาแพทย์ กินยาปรับสภาพต่อเนื่องกว่า 2 ปี

อายุ 31 แต่ไม่เคยมีแฟน ?

เติร์ด Tilly Birds: ก็เป็นเรื่องปกติ หลายคนที่อายุเยอะกว่าเรา หรือเท่าเรา หลายคนก็ไม่เคยประสบพบเจอกับการมีแฟนมาก่อน คือเคสล่าสุดของเราหวังพึ่งมากในใจว่า อยากเป็นแฟนกับเขา อยากขอเป็นแฟน แต่ล่าสุดเป็น Long Distance ก็จบไป ส่วนที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นอยู่ในขั้น Situationship แต่ว่าท้ายที่สุด เราอาจจะยังไม่ใช่สำหรับเขา แล้วในบางกรณีก็อาจจะมีเคสที่เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้ใช่สำหรับเราเหมือนกัน

การเดทกันจะต้องเริ่มจากอะไร ?

เติร์ด Tilly Birds: จะเจอกันใน Application หรือว่าใน Instagram ช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ มากกว่า หรือไม่ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนที่รู้จักกัน ก็ยังไม่ได้เจอคนที่เข้ากัน หรือว่าลงล็อก 100% กับคนล่าสุดประมาณ 7-8 เดือน แต่ว่าถ้าในที่ผ่านมาก็จะมีบางครั้งก็ 2 เดือนหรือเกือบปี แต่ว่าเราจะมีทั้ง 2 กรณี  คือเขารู้สึกว่าเราไม่ใช่ เขาก็จะบอกตรง ๆ หรือเรารู้สึกว่า เรายังไม่ได้อะไรกับเขาขนาดนั้น ในสมัยเรา เพื่อนก็เคยบอกว่า เขากับแฟนเขา คุยกันหนึ่งปีเลยก่อนจะคบ มีหลายกรณีมากในที่ผ่านมา แต่นานสุดของเราที่คุยกันเกือบปี ส่วนใหญ่เขาจะเบรกเรามาเองว่า พี่เติร์ดดีมากเลยนะ แต่หนูไม่ใจเต้นกับพี่ หนูไม่ได้รู้สึกกับพี่ จะเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าในเคสในกรณีที่เราไม่ได้อะไรกับเขาก็มี แต่จะน้อยกว่าแบบแรกครับ

มีสเปกผู้หญิงตายตัวไหมหรือชอบคนที่เคมีและ Lifestyle เข้ากันมากกว่า ?

เติร์ด Tilly Birds: Physically ผู้หญิงหน้าตาทรงหมวย ๆ Lifestyle ไม่จำเป็นต้องตรงกัน 100% แค่คุยกันรู้เรื่อง แบบเรามีกันและกัน be there for each other เหมือนมีไว้เพื่อเป็นความสบายใจ และเป็น Safe Zone ที่ยึดเหนี่ยว เพราะว่าเราก็อายุ 31 ปีแล้วอาจจะไม่ได้มองถึงความสัมพันธ์ที่แบบอย่างนั้น เราอาจต้องการการลงหลักปักฐานสักหน่อยแล้ว หน้าตาสำหรับเราเป็นสิ่งแรก แต่ว่าก็ยังไม่สำคัญเท่าความเข้ากันอยู่ดี ท้ายที่สุดอย่างคนที่เราเคยรู้สึกชอบเขา แต่ว่าไม่ได้ตรงตามรูปภัณฑ์ หรือ Physical Traits ที่เรามองไว้ Type ที่เรามองไว้ก็มีเหมือนกัน

นิยาม “ความโรแมนติก” ของตัวเองไว้แบบไหนคิดว่าเดทแรกที่ดีควรเป็นยังไง ?

เติร์ด Tilly Birds: เป็นคน Hopeless Romantic ก็คือ Unrequited love  เดทแรกก็จะถามเขาว่าอยากกินอาหารชนชาติไหน แล้วก็จะจิ้มว่า อยากกินอินเดีย อยากกินจีน อยากกินญี่ปุ่น เราก็จะอยู่ระแวกไหน หาที่ใกล้ ๆ เขา พาเขาไปสะดวกสบายที่สุด อาจจะมีของขวัญเล็ก ๆ ติดมือไปให้เขา เพราะว่าตอนที่แม่อยู่ เขาจะชอบเย็บผ้า แล้วเคยเย็บกระเป๋าใส่เศษตังค์ เล็ก ๆ แล้วเคยบอกว่า ไปหาคนคุยใช่ไหม เอากระเป๋านี้ไปฝากเขาสิ เราก็แบบเขาจะชอบไหม ของจากแม่ เขาต้องชอบสิ เราก็โอเค

เพลงของคุณจะเปลี่ยนไปตาม Status หัวใจไหม ถ้าช่วงไหนอินเลิฟจะได้ฟังเพลง Feelingใหม่ ๆ หรือเปล่า ?

เติร์ด Tilly Birds: เป็นไปได้ เพราะว่าเราเขียนเพลงจากเรื่องราวชีวิตโดยตรง คือเรียนฟิล์ม เรียนภาพยนตร์ แล้วอาจารย์คนสอนคือคุณยุ้ย จะบอกว่าอยากให้เขียนเรื่องอะไรที่เรารู้ดีที่สุด เพราะว่า Detail ที่รู้ดีที่สุดจะเป็นสิ่งที่พิเศษ ไม่เหมือนใคร ฉะนั้นเพลงที่เราเขียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 ของเพลง Tilly Birds มาจากชีวิตเรา แต่งเองทั้งหมด แต่ว่าอัลบั้มล่าสุดมีคนมาช่วยและทีมครับ

ทำงานหนักขนาดนี้มีช่วงที่ร่างกายเริ่มประท้วงหรือมีปัญหาสุขภาพกวนใจบ้างหรือเปล่า ?

เติร์ด Tilly Birds: มีครับ แต่เราไม่อยากจะฟันธงนะ เพราะว่ายังไม่ได้ไปหาหมอ จะไปหาหมอวันที่ 13 สิงหาคมนี้ เพิ่งมีเวลาไปหา เข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า IBS ภาวะลำไส้แปรปรวน ตั้งแต่เด็ก ช่วงมัธยม เราลำไส้อักเสบบ่อยมากจนบางครั้งเป็นหนักไข้ขึ้นเข้าโรงพยาบาล ทางเดินอาหารอักเสบ ปีที่แล้วก็ก่อนจะไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัดก็สาหัสก่อนขึ้นเครื่อง ต้อง Cancel Flight ตรงนั้น แล้วเลื่อนคิวงานไปเพราะว่า เติร์ดไม่ไหว อาเจียนอยู่ตรงที่เลื่อนกระเป๋า แบบไม่ไหวแล้ว นั้นคือหนักกว่าที่เป็นปกติ เหมือนอาหารเป็นพิษด้วย แล้วเขาวินิจฉัยว่า เป็นทางเดินอาหารอักเสบเฉียบพลัน ต้อง Admit ที่สมิติเวช ตอนขึ้นที่สนามบินเลย ปวดท้องหนักที่สุดในชีวิต ตอนนั้นหนักรู้สึกปวดแล้วก็จะอาเจียน แต่ไม่มีอะไรออกมาแล้ว พอเป็นอย่างนี้บ่อย ๆ ก็เลย Develop หรือพัฒนา กลายเป็น IBS กินอะไรเข้าไปที่ละเอียดอ่อนมาก อาจจะถ่ายทันทีลำไส้ตรง หรือว่าบางครั้งกินน้ำหรือไม่กินเลย ตื่นมาแล้วทำงานลืมกินข้าว ก็มาถ่ายเหมือนท้องเสีย แต่จะไม่ใช่ท้องเสีย จะเป็นการถ่ายที่ถ่ายเป็นน้ำของเหลว

ถ้าสมมติว่ากำลังจะต้องขึ้นเวที ?

เติร์ด Tilly Birds: มีบ่อยเหมือนกัน เพราะความเครียดน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของสิ่งนี้ ความเครียดจะกระตุ้นทำให้อยู่ ๆ ก็ปวด บางครั้งรู้ว่าไม่ทันแล้วก็ต้องขึ้น แต่ว่าส่วนใหญ่จะทัน ยังโชคดี เพราะว่ารู้ไวเหมือนฉี่ เสร็จแล้วขึ้นเลย ถ้าอยู่บนเวทีส่วนใหญ่จะไม่มา จะมาแค่ก่อนขึ้น แต่มีอยู่รอบหนึ่งที่ปวด จำได้ที่อุบล ตลาดทุ่งศรีเมือง แล้วผมปวดมากจะขึ้นแล้ว เขาบอกว่ามีห้องน้ำอยู่ ต้องเดินฝ่าคนดูเป็นพันคนไป คือไม่มีห้องน้ำตรงนี้ ต้องอั้นไว้ แล้วขึ้นไป มีเพลงนึงจำท่อนผิด เข้าผิด เหมือนประมาณว่า Intro 2 ห้องแล้ว เราจำได้ว่าห้องเดียวก็เลยขึ้นไปก่อน คำว่า ขี้หดตดหาย ปันปัน คือหายไปเลย น่าจะตกใจหายไปหมด แต่เราร้องเพลงไหว แต่แค่กลัวจะไม่ไหว พอลืมเนื้อมีสิ่งอื่นที่มาทดแทนความกังวลตรงนี้ก็เลยหายไปเลย เหมือนขี้หักใน หมอก็พยายามบอกว่า อย่าอั้น เดี๋ยวท้องผูก เพราะตอนเด็ก ๆ เคยอั้นจนพัฒนากลายเป็นริดสีดวงหรือเป็นฝี เคยเป็นฝีกับริดสีดวงพร้อมกันแล้วต้องผ่าออก ต้องเจาะ ฉีดยา

คนอื่นเขาเก็บแต้มคาเฟ่หรือร้านอาหาร แต่เราเป็นสาย “Check in ห้องน้ำทั่วไทย” ช่วยเล่าที่มาที่ไปหน่อย ?

เติร์ด Tilly Birds: มีอยู่หลายครั้ง คือ ตอนนั้นเดินทางจากจังหวัดแห่งหนึ่ง แต่ต้องผ่านอีก 3 จังหวัด ก็คือเดินทางทั้งหมด 4 จังหวัด ทุกครั้งที่เขาแวะปั๊ม เรา Check in หมดเขาก็เลยเรียกว่าCheck in เพราะว่า เติร์ดไปสร้าง Landmark มีบิลลี่เคยบอกว่า “นายลองอยากเปลี่ยนจากรีวิวคอนเสิร์ตเป็นรีวิวห้องน้ำไหม” ปวดเข้าห้องน้ำ 4 จังหวัดเลย เพื่อนก็เลยสถาปนาว่า King of ห้องน้ำนะ มีสถานที่ที่แย่ที่สุด ก็คือไปออกกองถ่าย MV เพลง The แบก ตอนนั้นช่วงโควิดระลอก 2 แล้วห้องน้ำที่ไปถ่าย คือ Location ไปถ่ายโรงสีข้าวเก่า แล้วห้องน้ำนึกภาพว่าไม่ได้สกปรก แต่เก่ามาก คือทั้งห้องและโถส้วมดำจน My God ไม่มีฝารอง เหมือนส้วมห้องน้ำร้านก๋วยเตี๋ยวเก่า ๆ เราก็ยังไงดี ทีมงานก็บอกว่า ข้างหน้าปากซอยมีโลตัส เข้าได้ดีกว่า เราแบบฝนตกขนาดนี้แล้วเดี๋ยวพี่ต้องถ่ายแล้วทำไง เราก็เลยใช้ Skill ห้ามไม่ให้ผิวเรา โดนกับฝารองชักโครก ก็คือ Squat ก็ทิชชู่เปียก ทิชชู่แห้ง พร้อมเสร็จ ประสบการณ์ค่อนข้างมีเยอะจนรับมือได้ เคยเจอโถส้วมตัน..ที่เจอตึกแดง หรือว่าที่ห้องน้ำใช้ไม่ได้ สามารถเอาตัวรอดได้ หรือทิชชู่หมด เคยผ่านหมดแล้วครับ

เคยมีช่วงที่เจอปัญหาโรคนอนไม่หลับบ้างไหม ช่วงนั้นรับมือหรือปรับการใช้ชีวิตยังไงให้ผ่านไปได้?

เติร์ด Tilly Birds: ก็ยังไม่หลับ เพราะว่าตอนเด็ก ๆ นอนกับป๊า แม่ เรานอนตรงกลาง นอนห้องเดียวกัน ป๊าแกดูบอล ดูชิงร้อยชิงล้าน มีเสียง คือเขาไม่ได้เปิดดัง แต่ว่าแสงจากจอ เราก็ไม่หลับ แม่เราหลับไปแล้ว เขาดูทีวีก็ต้องแกล้งหลับ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น พอช่วงประถมก็หลับเองได้ยากมาตั้งแต่จำความได้ จนทุกวันนี้ก็ต้องพึ่งยา หาหมอที่โรงพยาบาลแผนกนี้โดยตรง ทรมานมาก แล้วคือจะมาง่วงตอนไหนรู้ไหม ตอนต้องใกล้จะตื่น เป็นแทบจะทุกครั้งในการต้องออกกองตอนเช้า ไม่ว่าจะอยู่เบื้องหลังหรืออยู่เบื้องหน้า อาจจะเพราะกังวล สมมติเวลาตี 5:00 น. จะต้องตื่นแล้ว บิลลี่บอกว่า น่าจะเป็นเพราะความเครียด กินยาก็แล้ว ชาคาร์โมมายล์ก็แล้วทำทุกอย่าง อาบน้ำร้อน ทำให้ห้องเย็นที่สุด ทำทุกวิถีทาง ซึ่งทุกวันนี้ดีขึ้นนะ แต่ก่อนหนักมาก

จัดการยังไง สมมติไม่ได้นอน 2-3 วัน ?

เติร์ด Tilly Birds: นั่งเขียนเพลง นั่งดูหนังบนเครื่อง นั่งทำงานไปเลย แต่สมมติว่าจะต้องไปเพอร์ฟอร์ม แล้วจะต้องขึ้นเวที ร่างกายเราเหนื่อย ต้องฝืนทำยังไงก็ได้ให้คนดูไม่รู้ แต่ส่วนใหญ่ก่อนคอนเสิร์ตได้พัก แต่ก่อนออกกองส่วนใหญ่ไม่ยอมหลับ ตื่นเต้น แต่เราไม่ได้กินยานอนหลับทุกวันจริง ๆ จะมีบางวันที่เผลอหลับไปเองบ้าง อย่างเช่น วันที่อาจจะกินเยอะ หรือว่าอาจจะเหนื่อยมาก แต่ต้องบังเอิญจริง ๆ หัวโล่ง หรือว่าไม่เครียด เพราะถ้าเครียดเมื่อไหร่ แล้วเป็นคนที่พอหลับตาเหมือนสมอง Shut down ไม่ได้ ต้องบอกตัวเองว่าหลับเถอะ แต่สมองตอนนั้นเราตัดสินใจพลาดหรือเปล่านะ เมื่อประมาณหลายปีที่แล้ว ก็จะวนมา พยายาม นับแกะ พยายามหายใจ ใช้หลายเทคนิค ใช้หลายวิธี เรียกว่า Bad Anxiety ครับ

มีปัญหานอนไม่ค่อยหลับแบบนี้ เคยคิดจะไปทำ Sleep Test เช็กดูไหม?

เติร์ด Tilly Birds: Sleep Test ยัง ตอนแรกที่ไปหาหมอที่นี่ ถามเขาเลยว่าผมต้อง Sleep Test ไหม เขาบอกว่า Sleep Test ไว้สำหรับคนที่นอนแล้วเหมือนหยุดหายใจ หรือว่ากัดฟัน มีปัญหาระหว่างการนอน ซึ่งเราก็ไม่รู้นะว่าเรามีไหม คือแม่เพื่อนเราเพิ่งไปตรวจมาแล้วเขาบอกว่าใน 1 นาที เขาหยุดหายใจไปเกิน 60 ครั้งแล้ว เราอึ้ง เพราะ 1 นาที 60 วินาทีแล้ว เขาทำยังไงก็ต้องรักษา ไป Sleep Test จริงจัง แต่ของเราหมอบอกว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าคุณไม่ได้มีปัญหาในระหว่างการนอน คุณมีปัญหาแค่ในการที่พยายามจะนอน ใช้แค่ยาพอแล้ว ให้ยาปรับสภาพ ก็ปรับมา 2 ปีแล้ว ที่ต้องกินยาเกือบทุกวัน เหมือนร่างกายเราจัดการได้ อาจจะจำและชินไปแล้วครับ

ทุกวันนี้สุขภาพใจโอเคไหม เวลาเริ่มรู้สึกว่างานกดดันจนใจสั่นหรือวิตกกังวล มีวิธีดึงตัวเองกลับมายังไงบ้าง ?

เติร์ด Tilly Birds: จิตใจในเรื่องของการงานจะเครียดหน่อย มีความ Paranoid มีความ Anxious เป็น C ดีกว่า เมื่อกี้เป็น Sleep Anxiety อันนี้เป็น Work anxiety แต่ว่าตอนเด็ก ๆ เคยเป็นสิ่งที่เข้าข่ายก็ยังไม่ได้มีการวินิจฉัย 100% ว่าเป็น  Panic Disorder หรือเปล่า

ตอนเด็ก ๆ โดน Bully เรื่องรูปร่าง

เติร์ด Tilly Birds: หลัก ๆ โดน ชื่อพ่อชื่อแม่ รูปร่างมีบ้าง แต่ว่าชื่อพ่อชื่อแม่เรา เป็นอาหาร โจ๊ก กุ้ง ก็โดนล้อเยอะหน่อย ก็ผ่านมาได้ ล้อกันเข้มข้น คือเราลืมเรื่อง Panic Disorder ไปเลย เพราะคิดเรื่องนี้แทนตอนนั้น ผ่านมาได้ เพราะว่าช่วงเปลี่ยนผ่านไป ม.ปลาย ได้ไปอยู่กับเพื่อนที่โอเคมากขึ้น ในสายเรียนศิลป์-ญี่ปุ่น ตอนมัธยมเรียนรวมในห้อง แล้วพอแยกสายก็เป็นสายคำนวณ สายภาษา ก็จะอยู่กับเพื่อนที่สบายใจมากกว่า แต่เพื่อนที่ Bully เราหลัก ๆ ก็ไปเรียนศิลป์-จีน อยู่ห้องเดียวกัน แต่กลายเป็นว่า เราขอเขาหลายรอบแล้วว่า เรื่องนี้หยุดเถอะ วันที่แม่เราเสีย เขาก็ไปกราบศพแม่ ขอโทษที่เคยล้อ ทุกคนไม่ใช่แค่เขา ทุกคนที่เคย Bully เราตอนนั้นก็ไปขอโทษคุณแม่เรา

ประสบการณ์ที่เคยผ่านการโดน Bully มา ถ้าวันหนึ่งมีลูก แอบกังวลหรือกลัวว่าลูกจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกันไหม ?

เติร์ด Tilly Birds: มีลูก จะมีไหมหาแฟน แต่คงรับบุตรบุญธรรม การมีลูกในยุคนี้ต้องคิดเยอะจริง ๆ ลูกเราเกิดมาแล้วจะสอนเขายังไง เขาจะเจอโรคอะไร เพิ่งมี Conversation นี้กับเพื่อนไปตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันเดือนที่แล้วว่า เรานั่งคุยกันเรื่องลูก เรื่องสร้างครอบครัว เรื่องแต่งงาน อายุเพิ่มขึ้น คนส่วนใหญ่ถ้าเลือกได้ก็จะไม่มี เพราะว่า กลัวโลก กลัวสังคมตอนนี้ ไม่รู้จะเอาอยู่ไหม จะดูแลเขาไหวหรือเปล่า

คิดว่าความกดดันของการเป็นศิลปินแตกต่างจากอาชีพอื่นยังไงบ้าง ?

เติร์ด Tilly Birds: เราอาจจะพูดได้ไม่เต็มปาก หรือไม่ 100% เพราะว่าไม่ได้สัมผัสชีวิตของเพื่อนเราที่ทำงานอื่น ได้แค่ Glimpse งานเป็นยังไง Suffer ยังไง ชอบ Research มากว่าความอึดอัดในการทำงานของเขาเป็นยังไง ของเราเป็นอย่างนี้ แล้วก็มาแชร์กัน เราเลยไม่สามารถบอกได้ว่า การเป็นศิลปินกดดันมากกว่า บางครั้งเขาต้องทำ KPI ให้ถึง ทำยอดก็เครียด หนักใจเหมือนกัน เราก็เลยไม่กล้าตอบว่าศิลปินหนักกว่า แต่เชื่อว่าทุกคนมีความทุกข์เหมือนกัน แต่อาจจะทุกข์ในเรื่องที่ต่างกันครับ

ตารางงานร้องเพลงและทัวร์คอนเสิร์ตแน่นขนาดนี้ ทุกวันนี้มีวิธีดูแลเสียงของตัวเองยังไง?

เติร์ด Tilly Birds: เราไม่กินเหล้าอยู่แล้ว ถ้าก่อนร้องเพลง เนื่องจากเป็นคนที่ Gassy หมายความว่า เรอหรือผายลมอาจจะบ่อย เยอะเป็นพิเศษ ก็เลยต้องเว้นก่อนคอนเสิร์ตอย่างน้อยชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงบางครั้ง ร้อง ๆ ไปเรอ คือผายลมไม่เท่าไหร่ แต่ว่าเวลาเรอร้องไม่ได้ ต้องให้คนดูร้องแล้วกัน ก็จะเป็นอย่างงั้นต้องเว้น แล้วเหล้าไม่กินอยู่แล้ว ถ้าเลี่ยงได้ก็ดี บุหรี่ทำลายทางเดินหายใจ เราไม่ได้สูบอยู่แล้ว ใครที่สูบแล้วเป็นนักร้อง ก็เข้าใจว่าเลิกยาก เป็น Addiction เสพติด ฉะนั้นก็ระวังสุขภาพตัวเองด้วย เราอาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยด้วยซ้ำที่ไม่ได้ยุ่งกับของพวกนี้ ช่วยชีวิตเราตรงนี้ไว้มาก ๆ เวลาไปร้องเพลงหรืออัดเพลงคือไม่มีเสมอหะ การที่คุณสูบบุหรี่ หรือว่าสูบ vape ทำให้เส้นเสียงสกปรก ไม่ได้คลีน 100% แล้วเราใช้เสียงหากิน สิ่งนี้เป็นเครื่องดนตรี คนอื่นมีกีตาร์ มีเบส มีนิ้วมือ มีเปียโน แต่เครื่องดนตรีเราชิ้นหนึ่งคือสิ่งนี้ อีกชิ้นหนึ่งคือไมโครโฟน ก็ต้องดูแลเครื่องดนตรีให้ดีครับ

การที่คนใกล้ชิดในครอบครัวป่วย ทำให้เริ่มมองเรื่องสุขภาพของตัวเองเปลี่ยนไปไหม มีความกลัวหรือระวังเรื่องการส่งต่อทางกรรมพันธุ์?

เติร์ด Tilly Birds: แม่เราเป็นมะเร็งปอด ซึ่งแม่ไม่ใช่ Smoker ไม่สูบบุหรี่ หรือ Genetics ไม่รู้เหมือนกัน แต่ยายเสียเพราะมะเร็งลำไส้ อะไรที่ไม่ดียายเรากินหมด เบาหวาน, ไต ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นกี่อย่างเขาก็เสียไป ส่วนแม่เราพิศวงมาก เพราะว่าเขาไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ได้ทำงานในที่ที่มีควันธูป แต่สิ่งหนึ่งที่เรากับป๊าสังเกต ไม่ได้ฟันธงเพราะว่าเราก็ไม่สามารถฟันธงได้ คือเขาชอบเย็บผ้า เย็บปักถักร้อย เย็บกระเป๋า เคยเย็บกระเป๋าคีย์บอร์ดให้บิลลี่ เย็บกระเป๋าเป้ให้เราสะพายใส่คอม ทุกวันนี้ยังใช้ได้อยู่ เย็บมาตลอดตั้งแต่เรายังไม่เกิด เขามีอุปกรณ์เย็บผ้า แล้วทุกครั้งที่เขานั่งทำงาน เขาไม่ใส่ Mask เราก็ไม่รู้ว่า Microfiber fabric เศษผ้าเล็ก ๆ หรือฝุ่นที่เขาเก็บกองกันไว้เยอะ ๆ เข้าไปหรือเปล่า เรากับป๊าพยายามสันนิษฐานตรงนี้ วินิจฉัยว่าเพราะอะไรแม่ถึงเป็นมะเร็งปอดเป็นไปได้หลายปัจจัย เพราะว่าเขาเป็นคนที่ดูแลสุขภาพดีที่สุดคนหนึ่งในชีวิต ที่เรารู้จักแม่ เขาหัวใจสั่นเพราะกาแฟแล้วเขารักกาแฟมาก แค่กลิ่นมาเขาก็ไม่ไหว เขาก็ห้ามใจได้ ห้ามกินไปเกือบ 20 ปี ช่วง 10 กว่าปีที่เขาเลิกไปก็ทำได้ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจจะดวงไม่รู้เหมือนกัน

ถ้ามองภาพความสำเร็จในตอนนี้มีอะไรที่เป็นเป้าหมายในใจที่อยากทำให้คุณแม่เป็นพิเศษไหม ?

เติร์ด Tilly Birds: ทำเพื่อพวกเขาทุกวัน ทั้งป๊า แม่ เพราะเขาไม่อยู่แล้ว ทุกครั้งที่ขึ้นไปร้องเพลง ทุกครั้งที่ปล่อยเพลง หวังว่าสักทางหนึ่ง เขาจะรับรู้ในทางสัมปรายภพ หรือว่าในทางที่ไม่ใช่ทางโลก เพราะยังคุยกันอยู่เลยว่าเพลง “ถ้าเราเจอกันอีก” มีชื่อเสียงได้เพราะไม่ได้​ Promote แต่อาจจะเป็นเพราะป๊าหรือเปล่าก็ว่ากันไปครับ

การสู้ชีวิตในอดีต AF, The Star, The Voice 5 รอบ และเป้าหมายบั้นปลาย ?

เติร์ด Tilly Birds: ไกลมาก คือเราร้องเพลงมาตั้งแต่จำความได้ช่วงประถม เริ่มประกวดตั้งแต่ประมาณ ป. 6 ก็ประกวดมาเรื่อย ๆ เคยประกวดของสยามกลการ, AF Academy Fantasia, The Star, The Voice ไปมา 5 รอบ ไม่เคยติดสักอย่างเลย The Voice Season แรก ใส่ชุดนักเรียน หัวเกรียน ถือกีตาร์ของเพื่อนจากหลังห้อง แล้วก็ขึ้นรถเมล์ไปลง House RCA เข้าไปร้องเพลง เขาก็ขอเยอะมาก ขอแนวนั้นแนวนี้ “หนูแต่งเพลงด้วยเหรอ เล่นเพลงที่หนูแต่งให้หน่อย” สัมภาษณ์เยอะมาก ไม่เอาเราเข้า ผมก็ไม่เข้าใจ ก็นั่นแหละ แต่ไม่เป็นไรนะ ไม่ได้ว่า The Voice นะ ขอบคุณที่เอาเพลงผมไปร้อง

วันนี้มีความฝันยังไง อะไรคือเป้าหมายที่อยากจะทำให้สำเร็จตอนนี้

เติร์ด Tilly Birds: ความฝันถ้าพูดกันแบบบั้นปลายเลยคือ ตายไปแต่ชื่อเรายังมีชีวิต ยัง On เหมือน Jackson เหมือน The Beatles ที่มีสมาชิกเสียไปแล้วนั่นคือเป้าหมาย เคยไป TED Talks แล้วสิ่งที่พูดใน TED Talks สมมุติถ้าเขาให้เลือกระหว่าง เงินทอง ชื่อเสียง เราเลือกชื่อเสียง เพราะรู้สึกว่าเรารักสิ่งนี้ พยายามทำมาตลอดเพื่อสิ่งนี้ เราเชื่อว่าความสามารถเราควรค่าแก่การมองเห็นและการรับฟังค่ะ

‘โอ๋ ภัคจีรา – เบียร์ สรณัฐ’เคยทะเลาะแรงจนเกือบพัง สุดท้ายเลือกเป็นทีมเดียวกันพร้อมเดินหน้าใช้ชีวิตคู่

24 กันยายน 2569 เวลา 12:01 น.

โอ๋ ภัคจีรา เปิดใจในรายการ WandOland เดิมทีไม่เคยคิดถึงการแต่งงานใหม่แค่อยากมีคู่ชีวิตอยู่กันจนแก่ ขณะที่ เบียร์ สรณัฐ ยอมรับถึงจุดที่รู้สึกพร้อมและอยาก Commit ในความสัมพันธ์อย่างจริงจัง จึงก้าวข้ามเส้นความเป็นเพื่อนเข้ามาสู่โลกความเป็นจริงร่วมกัน เผยบทเรียนทะเลาะแรงถึงขั้นสาดโคลนใส่กันและลากกระเป๋าออกจากบ้าน สุดท้ายต้องหันหน้าแก้ปัญหา เป็นทีมเดียวกันที่พร้อมปกป้องและอยู่ข้างกันเสมอ

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์และมุมมองเรื่องการใช้ชีวิตคู่และการแต่งงาน ?

โอ๋ ภัคจีรา: ในใจไม่คิดจะเริ่มต้นการแต่งงานเป็นชีวิตใหม่ แต่ว่าอยากจะมีคู่แล้วก็อยู่กันไปแก่เฒ่าคิดแค่นั้น แต่ไม่คิดว่าจะต้องมีการแต่งงานใหญ่โตหรือมีผู้ชายมาคุกเข่า โดยเฉพาะเบียร์ไม่ได้คิดไม่ได้คาดหวังจริง ๆ แค่คิดว่าเราน่าจะอยู่กันไปได้จนแก่เรื่อย ๆ

อะไรที่เป็นเสียงในหัวที่บอกว่า Commit ดีกว่า ?

เบียร์ สรณัฐ: ไม่มีเลยครับ โดยสัจจริงก็คืออยู่ดี ๆ ความรู้สึกเกิดขึ้นมาเองว่าเราพร้อมแล้ว และอยากจะ Commit แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อเขา 100% ที่บอกว่าจะใช้ชีวิตง่าย ๆ คบกันโดยไม่มีสถานะอย่างนี้ ผมเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนลึก ๆ จนถึงคู่รักทุกคนไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม การไม่มีตัวตนเป็นสิ่งอันตรายมาก และเขาก็เคยพูดว่าความฝันเขาอยากให้มีใครสักคนมาคุกเข่า แสดงว่าจริง ๆ ใจลึก ๆ ก็อยากที่จะให้เป็นอย่างนั้น แต่เขาไม่ได้มาบังคับเรา วันหนึ่งรู้สึกว่าใจเราพร้อมแล้ว เชื่อมั่นว่าเราอยู่ได้กับคนนี้ ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง คุยกันว่าถึงเวลาแล้วเราจะแต่งงาน

 การปรับตัวและการรับมือของกันและกัน ?

เบียร์ สรณัฐ: เรื่องราวในชีวิตเขาไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผม เราอยู่ในฐานะที่ปรึกษา ให้กำลังใจ แต่เรื่องที่จะเป็นปัญหาคือเรื่องของเรา เรื่องที่เกิดขึ้นเรื่องของตัวเราตัวเขาต่างหาก เรื่องของอดีตไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาเลย รู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และเราเป็นคนที่เคียงข้างเขา ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ใน Position ในตำแหน่งที่จะต้องร่วมปัญหาด้วย แต่เราช่วยให้กำลังใจเขา อยู่ข้าง ๆ ให้สถานการณ์ไปได้ด้วยดี แต่สิ่งที่ยากคือเรื่องของเราที่ยากกว่าก็คือ Character ผมก็มี Character รูปแบบหนึ่งที่อาจจะแย่กว่าเขาด้วยซ้ำ ก็ต้องค่อย ๆ ใช้เวลาปรับกันไปเรื่อย ๆ

 อะไรในตัวเบียร์ที่มาเติมเต็มให้กับเรา ?

โอ๋ ภัคจีรา: ความไม่คาดหวังแล้วเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อนเรารู้จักกันใน Part ที่เป็นเพื่อนกันก่อน รวดเร็วมากในแง่ตอนนั้นก็เป็นผู้หญิงจิตใจหวั่นไหว เหมือนโอ๊ยอกหักอีกแล้วโซซัดโซเซ แล้วพอมาเจอเขาก็เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่าเอ็นดู เราเอ็นดูในหน้าตาเขา แต่นิสัยก็ยังไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเราจะจริงจังจนมาถึงวันนี้ แต่พอเขาพูดว่าจริงจัง ณ วันนั้น เราเห็นความพัฒนาและเปลี่ยนแปลงก็คิดว่าเขาตั้งใจจะอยู่กับเราจริง ๆ ซึ่งเราก็เจอกันในสายดื่มกิน จะเป็น Part ที่เราก็เห็นเขาดื่มกิน สนุกดี แล้วก็เป็น Part เพื่อน พอหลังจากนั้นก็มีบ่นบ้างว่า “เธออย่าสุดดิ เธอมาดื่มก็น่าจะเหมือนเรานะ”

เบียร์ สรณัฐ: แสดงว่าเขาเริ่มก้าวข้ามเส้นความเป็นเพื่อน ถ้าเพื่อนกันก็คืออยู่กันแต่เพื่อนใช่ไหม แสดงว่าเขาเริ่มก้าว เริ่มเข้ามาเส้นนี้แล้ว ฉันอยากจะ Comment เธอได้แล้ว

 เริ่มความรู้สึกเปลี่ยนไปไหมพอเริ่ม Comment ?

เบียร์ สรณัฐ: พอคนเราข้ามเส้น Promotion เริ่มเป็นเส้นความเป็นจริง อยู่ในพื้นที่ความเป็นจริงของทั้งคู่มีการ Comment กัน แสดงว่ากำลังมองอนาคตด้วยกัน ถ้าเป็นเพื่อนกันจะเละเทะยังไงก็เรื่องของคุณพรุ่งนี้เรามาเจอกันใหม่เวลาเดิม แต่ถ้าคนที่จะใช้ชีวิตด้วยกัน เป็นครอบครัวจะปล่อยเรื่องอย่างนี้ผ่านไปไม่ได้

ความเป็นตัวเองและการเปิดใจให้กัน 100% ?

โอ๋ ภัคจีรา: เป็นตัวเอง 100% ตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าจะคบกับใครไม่เคยกั๊กไว้ ไม่ได้มีความรู้สึกว่า ต้องสวย หรือเก็บซ่อน ไม่เล่าความจริง ถึงได้บอกเบียร์ว่าเวลาคบกับเขาเหมือนเป็น Safe Zone เราก็จะเล่าตั้งแต่ก่อนจนถึงปัจจุบัน แต่เบียร์จะเป็นคนที่ไม่เล่า ฉันก็จะบอกว่าเล่าให้ฟัง แล้วเขาก็จะแบบว่า เธอเคยมีแฟนหรือเปล่า เพราะโอ๋ชอบถามเรื่องแฟนเก่า เพราะเราเล่าได้ แต่เขาจะไม่เล่า พอไม่เล่าแล้ววันนั้นเราก็ถามว่า เธอจีบใคร ฉันยังไม่รู้เลย เธอรู้ก่อนฉันได้ยังไง ก็จะมีบ้าง แต่ว่าโอ๋ 100%

เบียร์ สรณัฐ: ผมเชื่อว่าจริง ๆ เขาเปลี่ยน แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาเปลี่ยนไปเยอะ ความสดใสร่าเริง เขายังเหมือนเดิม ทุกคนจะเห็นโอ๋ในกล้องสามารถพูดเป็นตัวของตัวเองได้ แต่ชีวิตความสัมพันธ์ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่สามารถฉันจะอารมณ์เสีย ฉันจะมาเหวี่ยงใส่เธอตลอดเวลา อีกคนรับไม่ไหวหรอก

โอ๋ ภัคจีรา: ฉันไม่ได้เป็นคนอารมณ์เสียตลอดเวลา ฉันก็ไม่ได้เป็นคน Acting ตลอดเวลา เบียร์เข้าใจผิด

เบียร์ สรณัฐ: ใช่ แต่ที่จะบอกคือ เขา Soft ขึ้น น่ารักขึ้น เขาจะมี Communication Skill ที่ดีขึ้น แต่เป็นคนน่ารักอยู่แล้ว แต่ว่าโลกความเป็นจริงก็ต้องมีทะเลาะกัน ซึ่งเขาก็จะพูดทันที พอเราผ่านอะไรมา เรียนรู้ความรู้สึกของอีกคนหนึ่งเข้าไปผสมกันโดยไม่รู้ตัว ผมก็สังเกตว่าเขาก็อ่อนลง ใจเย็นขึ้น

มีมุมไหนของ โอ๋ ภัคจีรา ที่คนอื่นอาจจะไม่เคยเห็น แต่พอเบียร์ได้มารู้จักและสัมผัสแล้วรู้สึกว้าวที่สุด ?

เบียร์ สรณัฐ: โอ๋หน้าจอกับหลังจอเหมือนกัน 100% แต่ทำไมผมถึงเห็นมากกว่า เพราะผมไปก่อเรื่องก่อราวส่วนตัว เมื่อก่อนเป็นเพื่อนเขาไม่มีอะไรอยู่แล้ว เขาก็ต้องปรี๊ดใส่เรา แต่กับคนอื่นหรือเพื่อนเขาดีใส่กันเลยไม่ค่อยมีอะไร

โอ๋ ภัคจีรา: แต่ไม่เคยเล่าเรื่องเศร้าหรือพาดพิงถึงคนอื่น แต่กับเบียร์จะเล่าทุกอย่างเพราะเขาเป็น Safe Zone ของเรา แต่กับเพื่อนจะไม่ Drama

การมองอีกฝ่ายเป็นพื้นที่ปลอดภัย Safe Zone และการรับมือกับความเครียด ?

โอ๋ ภัคจีรา: ด้วยชีวิตและ Safe Zone โอ๋คือแฟน เหมือนที่เคยเล่าชีวิตเรา Dark ไม่ค่อยมี Safe Zone แต่พอมี Safe Zone ผู้ชายคนหนึ่งที่เขามาดีกับเรา ก็เลยรู้สึกว่า คนนี้คือ Safe Zone เป็นเพื่อนสนิท เป็นคนที่ระบายได้ เพราะเวลาเราไปดื่มไปเจอเพื่อนเขาก็คงอยากได้ฟีลที่ดีกับเรา ถ้านอกจากว่าแย่จริง ๆ ก่อนช่วงที่ยังไม่มีเบียร์ เพื่อนก็จะรู้ว่าเศร้ามากแล้วจะลากเราออกไป แต่ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังที่ลึกๆ ได้ก็เลยเก็บไว้คนเดียว

เบียร์ สรณัฐ: เก็บได้นะยิ่งสมมุติตอนเมาไม่มีสติ ไม่เคย Drama โอ๋เก็บได้เก่งมาก แต่ผมจะเป็นคนที่ Drama เองมากกว่า อย่างตอนผมเมา สัญชาตญาณเราก็จะหลุดออกมาเอง เก็บไม่อยู่ ผมไม่เคยเลย

โอ๋ ภัคจีรา: เคยมีช่วงหนึ่งหาหมอ หมอก็บอกว่า ให้เราเอาขยะออกจากหัวบ้าง จะได้คลี่คลาย แต่เราเก่งกว่านั้น เพราะฝึกมาตั้งแต่เข้าวงการ ฝึกแบบ ไม่ชอบคนนี้ต้องเงียบ แต่ต้องเก็บ ต้องยิ้มไว้ เป็นอย่างนี้ เราต้องเอาภาพออกมาให้คนอื่นเห็นว่าเราโอเค

กำแพงในใจของโอ๋บางและพร้อมจะพังลงมาได้ง่ายมากแต่ไม่ได้มีกำแพงกับเบียร์ ?

เบียร์ สรณัฐ: เขาไม่ได้มีกำแพงสำหรับผม เพราะผมเข้ามาในฐานะเพื่อนกับที่เขาสนุก ผ่อนคลายด้วย แต่ไม่รู้ว่าเขามีกำแพงกับอะไรไม่รู้ของเขาเอง คงมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่สภาพจิตใจย่ำแย่ในระดับหนึ่ง พอ Self-Esteem และ Self-Respect ต่ำ ร่างกายเกิดความกลัวไปทุกอย่าง ผมสังเกตได้ช่วงแรก ๆ ที่เขามีปัญหาอยู่ พอเริ่มผ่อนคลายลง พอ Self-Esteem กลับมาเหมือนเดิมก็จะสะท้อนกลับมา ก็สะท้อนอย่างหนึ่งว่าเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองกลับมา เริ่มกลับมาใช้ชีวิตอยู่เป็นคนปกติ เราก็เริ่มรู้แล้วว่าจิตใจเขาคงแข็งแกร่งขึ้นมา

สิ่งที่ชอบในตัวเบียร์ที่สุด ?

โอ๋ ภัคจีรา: เขามีเสน่ห์และ Passion ในการทำงานที่เห็นเขาผลักตัวเองให้ดีที่สุด เพราะช่วงก่อนมี วิ่ง ออกกำลังกาย และมีช่วงนี้ที่เขาทำงานหนัก

มีตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าถูกละเลย จนรู้สึกไม่สำคัญเหมือนเดิมบ้างไหม ?

เบียร์ สรณัฐ: โอ๋จะมีเวลาให้ผมน้อยกว่าที่ผมมีให้เขา แต่ไม่เคยรู้สึกว่าถูกละเลย ตรงกันข้ามเขาต่างหากที่รู้สึกว่าถูกละเลย อย่างกรณีที่โอ๋ต้องดูแลลูก ก็มีอีกเรื่องหนึ่งเรื่องใหญ่ที่สำคัญกว่าเรา อีก แต่เขาเลือกลูกเป็น Priority เลือกแสนดีเป็นอันดับหนึ่ง แต่เรากลับไม่รู้สึกแบบนั้น เพราะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา เมื่อแสนดีเสร็จธุระ เขาจะคิดถึงเราคนแรกเสมอ ตรงกันข้ามเราต่างหากที่ดูเหมือน Available เสมอ เพราะเรานั่งอยู่ที่บ้านทำงานแต่จริง ๆ แล้วเราไม่สามารถ Concentrate กับเขาได้ เช่น วันที่เขามา ก็ต้องรู้สึกว่าฉันอุตส่าห์ไปทำจัดการอีกเรื่องหนึ่งมา กลับมาถึงบ้าน ผมต่างหากที่เป็นคนไม่ใส่ใจเขา เพราะเราก็ไม่สามารถเปลี่ยน Concentrate ได้ งานตรงหน้าเราก็สำคัญเหมือนกัน เขาก็จะมีบ่นว่า เราไม่สนใจเขา แปลกไหมคนมีเวลาน้อยกว่าแต่กลับต้องรู้สึกอย่างนี้มากกว่า

การจัดสรรเวลาให้ลูก การวางขอบเขต และการก้าวข้ามกำแพงในอดีต ?

เบียร์ สรณัฐ: ไม่เลย เมื่อไหร่ที่น้องแสนดี Request ต้องไปทางนั้นก่อน คำตอบคืออย่างงั้นซึ่งผมยินดี บ้านเรายังโชคดีคืองานผมไม่มีวันหมดไม่มีวันสิ้น หยิบมาทำตอนไหนก็ได้เมื่อโอ๋ออกไป ผมก็ทำ พอกลับมาผมก็หยุดแล้วก็ใช้ชีวิตได้

โอ๋ ภัคจีรา: โอ๋บอกเขาตลอดว่าตอนนี้รู้สึกยังไง ก่อนที่จะคบกันมีปัญหาอะไร ในความรู้สึกโอ๋มีเป็น Pack อย่างเรื่องป่วยนับจากนี้ถ้าเราป่วยจะใช้ชีวิตยังไงกับสามีตอนนี้ แต่เขาจะบอกว่าเอาแสนดีก่อนเลย และอีกปัญหาหนึ่งที่เบียร์พูด เราพยายามว่างนะ ตอนนี้เธอยังทำงานไม่เสร็จ ซึ่งเธอก็รู้ว่าฉันมีเวลาอยู่แค่นี้ก็เลยจะบ่นเขาเรื่องนี้ ซึ่งโอ๋ว่าเขารู้

คุณบอกลูกยังไงเมื่อมีอีกคนเข้ามาในชีวิต ?

โอ๋ ภัคจีรา: โอ๋กับแสนดีสนิทกัน นอนด้วยกัน แล้วก็รู้สึกว่าลูกเราไม่ค่อยห่างเรา หมายถึงไม่ห่างในความคิดความรู้สึก เพราะเหมือนโอ๋รู้สึกได้ว่า หลับตาโอ๋ยังรู้เลยแสนดีคิดอะไร โอ๋มีความรู้สึกแบบนั้น แต่ละคนแต่ละครอบครัว โอ๋รู้สึกว่าถ้าใกล้ชิดลูกจะรู้ว่าลูกเป็นคนยังไง อาจจะรู้คำตอบของลูกด้วยซ้ำ เพราะโอ๋ก็รู้แรก ๆ ก็คงไม่ได้แฮปปี้ในการที่แม่มีแฟนใหม่ โอ๋ว่าทุกคนแหละ แต่รู้สึกว่าพอคบไปสักพัก ถ้าเขาจริงจังพอโอ๋บอกแสนดี แสนดีทำเหมือนไม่สนใจ แต่เขาก็สนใจ และเขาก็บอกว่าเขารู้มาตลอด แม่ชอบคุยโทรศัพท์อย่างงั้นอย่างนี้ แต่พอเรามาบอกเขาก็จบด้วยประโยคนั้น โอ๋ก็ถามไม่อยากรู้อะไรต่อเหรอ เขาบอกรู้หมดแล้ว โอ๋ถึงบอกว่าลูกเราเขาก็อาจจะมียีนเหมือนเรา ไม่ได้คิดอะไร ไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม เขาก็จะบอกว่าไม่ชอบ โอ๋ก็บอกว่าไม่ชอบได้ แต่ห้ามไม่มีมารยาทกับเพื่อนแม่เพราะเขาอายุมากกว่า หรือว่าก็พูดกับเขาตรง ๆ ว่าแล้วทำไมถึงไม่ชอบ เพราะอย่างนี้หรือเปล่า แต่เราก็รู้แหละว่าเพราะไม่ใช่พ่อเขา เบียร์เป็นคนสอนโอ๋ด้วยซ้ำว่าก็เราไม่ใช่พ่อเขาย่อมมีความที่ไม่ชอบ

เบียร์ สรณัฐ: ในมุมมองของเขา ต้องมี 3 คนนี้ พออยู่ดี ๆ มีใครเข้าไปแทรก เด็กเขาก็ต้องปฏิเสธออกมาด้วย ถ้านาทีแรกชอบอันนี้ประหลาด การไม่ชอบกลับเป็นเรื่องปกติก่อน

โอ๋ ภัคจีรา: เบียร์เขาบอกกับเราแบบนั้น ทำให้เราคุยกับลูกง่ายขึ้น หลังจากนั้นพอเบียร์ทำอะไรให้เขาแค่เล็กน้อย เช่น ซื้อของให้ เขาจะรู้สึกโอเคขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังเป็นคนที่ตึงที่สุด แสนดีเขาจะเป็นเด็กน่ารักกับทุกคนเพื่อนแม่ แต่กับคนนี้เขาก็ยังตึงที่สุดอยู่ดี แต่ถ้าย้อนไปที่คำถามว่าจะพูดกับลูกยังไงถ้าเกิดปัญหาแบบนี้โอ๋ว่าถ้าเราสนิทกับลูก เรามองตาแล้วพูดจริง ๆ ในเหตุผลว่ามีอีกคนหนึ่งที่เข้ามารักแม่ แล้วหนูก็อาจจะเป็นอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำที่โดนรัก แต่มันก็ต้องใช้เวลานะคะ

มีหลักคิดหรือวิธีจัดการยังไง ในวันที่ต้อง Balance บทบาทของตัวเองระหว่างคนรักกับลูกของเขา ?

เบียร์ สรณัฐ: ผมว่าวิธีการใช้ชีวิตคน ต้องเอาตัวเรา Step on their shoes กับ in their shoes  ให้ได้ก่อน เราต้องเข้าใจว่า ขออนุญาตสมมุติพี่เฟี๊ยตจะคิดยังไง แสนดีจะคิดยังไง รวมถึงโอ๋จะคิดยังไง ในคำถามเมื่อสักครู่นี้ว่าไม่มีเวลา ขอย้อนกลับไปคำถามที่แล้วถ้าเราเป็นโอ๋ ผมก็เคยพูดอย่างงี้ “โอ๋ เราเข้าใจนะ สมมติ ฉัน Imagine ว่าฉันคือโอ๋ ฉันก็ต้องออกไปเลี้ยงลูก ไม่มีทางเลือก ยังไงแสนดีคือเบอร์ 1 กลับมา เบียร์ยังทำงาน ไม่สนใจดูแลฉัน พรุ่งนี้ฉันก็มีงาน โอ๋ก็ต้องโกรธ” เราเริ่มเข้าใจเขา ความคิดของแสนดีก็น่าจะคิดประมาณนี้ถ้าเราฝึกที่จะหัดเข้าใจคนอื่นบ้าง เราก็จะผ่อนตัวเราเองก็จะไม่เอาความคิดตัวเราเป็นหลักคนเดียว แล้วก็วิจารณ์จริง ๆ ฉันคือโอ๋อยู่ แล้วก็ด่าเบียร์ คือด่าใส่กระจกเลย เป็นเราก็คงด่าอย่างนั้นเหมือนกัน อาจจะเป็นการสร้างแนวคิดง่าย ๆ เพื่อหัดเข้าใจคนอื่นบ้างครับ

ข้อคิดและมุมมองในการเปิดใจคบกับคนที่เคยมีครอบครัวและมีลูกติด ?

เบียร์ สรณัฐ: คือหลาย ๆ คนก็อาจจะคิดว่าการคบกับคนที่เคยมีครอบครัวมาแล้ว อาจจะมีอุปสรรค แม่ผมเองก่อนคบเขาก็เคยพูด แต่เขาก็ให้เกียรติเรา เพราะเราก็อายุเยอะพอสมควร เขาก็บอก “เบียร์ ดูดี ๆ นะ” คือผู้ใหญ่เขาก็มองแต่มุมมองเขาว่าอันนี้ไม่ใช่เคสปกติ คุณรับได้ใช่ไหม เราก็บอกว่า รับได้ เขาก็จบ เขาก็เตือนมา 1 ครั้งว่าให้ตั้งใจดูดี ๆ ลองประเมินสถานการณ์ให้เรียบร้อยก่อน เราก็อยู่กับความเป็นจริงคือการลองคบกัน เพื่อที่จะได้มาลองว่าเป็นยังไง แน่นอนโอ๋มาพร้อมกับประวัติ ไม่ใช่ศูนย์ ก็จะมีทั้งดีและมีทั้งปัญหาที่เกาะมา ถ้าเราไม่ได้เอาตัวเราไปอยู่ในปัญหานั้น เราอยู่ในฐานะเพื่อนที่คอยรับฟัง ไม่ได้จะไป Fight กับใครด้วย

โอ๋ ภัคจีรา: ครอบครัวแต่ละครอบครัวก็ไม่เหมือนกัน แต่ของโอ๋ยังมีข้อดีที่พ่อเขาก็ช่วยเราเลี้ยงลูกด้วย ไม่ใช่ว่าเขาปล่อยไปเลย คือโอ๋กับพ่อเขาอาจจะไม่ใช่คู่รักกันเหมือนเดิม แต่เขายังเป็นพ่อแสนดี เขารักแสนดีมาก เขายังดูแลอย่างเต็มที่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเรา 2 คนยังแชร์ลูกกัน เพราะฉะนั้นลูกไม่ใช่ปัญหาของใครเลย ทั้งเรา 3 คน แต่ของโอ๋ก็ยังมีข้อดีที่พ่อเขาช่วยเลี้ยงลูก ด้วยปัญหาก็อาจจะน้อยค่าใช้จ่าย พ่อเขาก็ Support เรื่องการเรียนการศึกษา เราแค่ดูตัวเราเอง เรา 2 คนได้ใช้ชีวิตของเรา 2 คนจริง ๆ เหมือนที่เบียร์บอกตั้งแต่ต้นว่าไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ อาจจะเป็นข้อดีของตัวโอ๋ แต่อีกหลายครอบครัวก็จะหนักกว่า

เบียร์ สรณัฐ: ในมุมน้องแสนดีทุกวันนี้ โอ๋ก็ต้องไปส่งใช่ไหม เขาก็จะผลัดกันไปส่งกับพี่เฟี๊ยต พอที่โอ๋ไปส่ง ผมก็ต้องไปส่งด้วย พอส่งเราก็ต้องอยู่ดูเฝ้ารอเป็นเพื่อนแม่ เราไม่ได้มองว่าเรื่องพวกนี้เป็นภาระ กลับเติมเต็มเรามากกว่า การดูแลเด็ก เขามีความสุข ขนาดเขาไม่ใช่ลูกเรา เรายังแฮปปี้ หรือวันไหนที่เขามาคอนโด เราทำอะไรให้เขากิน เรากุลีกุจอมากกว่าทำให้โอ๋อีก สิ่งที่เขาชอบต้องรีบซื้อมา กลับเติมเต็มเรา ไม่ใช่การเอาใจนะ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำจริงๆ หลาย ๆ อย่างที่เรากลัวคิดว่าเป็นภาระอาจจะไม่ใช่ก็ได้ 

สัญญาณอะไรที่ทำให้คุณรู้ทันทีว่าเขากำลังรู้สึกไม่สบายใจ ?

โอ๋ ภัคจีรา: เงียบ ไม่คุยด้วย แล้วสามารถ Ignore คำพูดที่ฉันลั้นล้าได้ สามารถแบบว่า “ที่รักจะกินอะไร” แล้วเงียบ แสดงว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ เราก็ต้องเงียบกลับ เพราะรู้สึกว่าเขาไม่ได้มีอะไรจริง ๆ เขาแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเขาเอง เอาจริง ๆ ไม่ได้มีอะไรที่ Drama เหมือนเรา เขาจะไม่ค่อยมีเรื่องดราม่าอะไรหรอก อาจจะเป็นเรื่องที่กำลังตั้งใจอยู่

แนวทางการจัดการปัญหาเมื่อเกิดการทะเลาะและโต้เถียงกัน?

เบียร์ สรณัฐ: ล่าสุดทะเลาะกันแรงมาก ทะเลาะเสร็จแล้วก็สาดโคลน เดินแยก ลากกระเป๋าออกไป พอลากออกไปเสร็จแน่นอนต่างคนต่างก็ไปร้องไห้ สุดท้ายก็ต้องเรียกกลับมาเจอกัน เลยได้บทเรียนจากตรงนั้นว่าทำไมเราจะต้องมีกระบวนการโกรธและสาดโคลน ทะเลาะกันมีปากเสียง แล้วทำไมจะต้องไปทำให้เกิดการเสียใจ ในเมื่อผลสุดท้ายก็ต้องกลับมานั่งแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจอปัญหา เราข้ามไปที่ใจเย็น ๆ แล้วมาแก้ปัญหาเลยไม่ต้องไปเสียพลังงานทั้งวัน เวลาเราเศร้าทีพลังแก้เสร็จ เศร้าไปต้องบวกไปอีก 1 วัน ถ้าเราจะพูดว่าเพราะเธอทำให้ฉันอย่างงั้น ปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องแก้ลงมาที่จุดนี้ให้ได้ โดย 90% ของสิ่งที่เราทะเลาะมาจากเรื่องของผม ดีที่สุดก็คือเราก็อย่าสร้าง แต่ถ้าเกิดขึ้นคนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องเดินเส้นนี้ไปด้วยกัน

วิธียังไงถ้ามันร้อนแล้วสามารถดับได้เร็ว ?

โอ๋ ภัคจีรา: เวลาที่ไม่มี่เรื่องอะไรใหญ่ ๆ โอ๋จะไม่ค่อยเอาเรื่องนั้นมาเป็นประเด็น แต่โอ๋กับเบียร์ ถูกตัดเรื่องการงอนไปแล้วไม่ได้เหมือนเด็ก ๆ ที่เมื่อก่อนมีงอน เสียใจ ถ้าไม่ลุกมาหอมแก้มฉัน ณ ตอนนั้น เคยพูดกับเขาไปแล้ว โอ๋จะไม่ค่อยเก็บมาใส่ใจเท่าไหร่

เบียร์ สรณัฐ: แต่อยู่ดี ๆ ไม่มีอะไรเลยนะ นั่งดูทีวีกันสร้างเรื่องขึ้นมาเอง “เธอรักฉันไหม” ตอบยังไงก็ซวย “ฉันรัก รักมากเลย” แล้วบอกเราโกหก (หัวเราะ)

ถ้าต้องตั้งกฎเพื่อรักษาความสุขของคู่เราไว้ 1 ข้อ คุณอยากให้เป็นเรื่องอะไร ?

โอ๋ ภัคจีรา: เราเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตคู่ เราคิดว่ายังไงก็ต้องวาง เพราะเรารักเขาที่สุด เหมือนที่แม่ You บอก ไม่มีทางที่จะเห็นสามีตัวเองเป็นคู่แข่ง ไม่ใช่ คือเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใครรักเธอเท่าฉัน ไม่มีใครรักฉันเท่าเธอ

เบียร์ สรณัฐ: เพราะฉะนั้น แฟนกันบ่นกันได้ ถ้าเราเป็น Third Party เราฟังคนอื่นบ่นนะ แฟนเขาบ่นกันเองนะ แต่คนนอกอย่าไปยุ่ง

โอ๋ ภัคจีรา: ฉันด่าเธอได้ แต่ถ้าฉันได้ยินคนข้างนอกมาด่าเธอ เราก็ไม่ยอม ฉันเป็นอย่างนี้ถ้าด่าแฟนเราไม่ถูกต้อง โอ๋ก็เลยบอกว่า “ฉันรักเธอที่สุด ฉันด่าเธอได้ แต่ถ้าถึงเวลาฉันปกป้องเธออยู่แล้ว ไม่มีใครรักเธอมากเท่าฉัน”