รัฐบาลลุยต่อ อัปสกิลแรงงานด้านขนส่ง-โลจิสติกส์ ตรงโจทย์ตลาดแรงงาน ผู้ผ่านฝึกอบรมได้งานทันที สร้างรายได้รวมกว่า 47 ล้านต่อปี

16 กันยายน 2569 เวลา 08:36 น.

16 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ปัญหาแรงงานแบบตรงจุดและรวดเร็ว ผ่านนโยบายเชิงรุกที่เปลี่ยนการเรียนรู้เป็นการสร้างอาชีพจริง โดยกระทรวงแรงงานได้ผนึกกำลัง 3 สมาคมใหญ่ในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ได้แก่ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ, สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย และสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย จัดทำโครงการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานยุคใหม่

โครงการดังกล่าวจัดฝึกอบรมยกระดับฝีมือแรงงาน ระยะเวลา 120–240 ชั่วโมง ในหลักสูตรสำคัญเฉพาะทาง เช่น การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การจัดการสินค้าอันตรายข้ามแดนในเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และการเป็นตัวแทนออกของนำเข้า-ส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาในปี 2569 มีผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้วรวมกว่า 355 คน

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า ผู้ผ่านการฝึกอบรมทักษะจากโครงการนี้ สามารถมีงานทำทันที เมื่อเรียนจบ โดยบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมโลจิสติกส์กว่า 147 แห่ง ได้รับผู้ผ่านการอบรมเข้าทำงาน คิดเป็นรายได้รวมของแรงงานกลุ่มนี้สูงถึง 3.99 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 47 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นการเปลี่ยนงบประมาณพัฒนาฝีมือแรงงานให้กลายเป็นรายได้จริงสำหรับแรงงาน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลตอบรับที่วัดผลสำเร็จได้ชัดเจน รัฐบาลจึงเตรียมขยายผลต่อในปีงบประมาณ 2570 โดยวางเป้าหมายเพิ่มการอบรมแรงงานทักษะสูงด้านโลจิสติกส์และธุรกิจขนส่งอีก 600 คน เพื่อสร้างกำลังคนยุคใหม่ที่พร้อมทำงานทันที สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และแก้ปัญหาการว่างงานอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลเร่งตั้ง 4 ระบบกลาง สกัดเงินมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน แจ้งครั้งเดียว-ตามเงินทัน-อายัดเร็ว เพิ่มโอกาสผู้เสียหายได้เงินคืน

16 กันยายน 2569 เวลา 08:32 น.

16 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งยกระดับการสกัดเส้นทางเงินจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลังพบรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินซับซ้อนและรวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ผ่านบัญชีธนาคารเป็นหลัก ปัจจุบันสามารถกระจายผ่านบัญชีหลายทอด ถอนเป็นเงินสด แปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือไหลออกนอกประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้การประสานงานแบบเดิมอาจตามเงินไม่ทัน

กระทรวงการคลังจึงร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดทำ National Anti-Fraud Master Plan พร้อมวาง “4 ระบบกลางระดับชาติ” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยง การรับแจ้งเหตุ การติดตามเส้นทางเงิน และการอายัด ให้หน่วยงานทำงานต่อกันได้ทันที แทนการแยกข้อมูลและประสานงานเป็นทอดๆ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า 4 ระบบดังกล่าวออกแบบให้ทำงานตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุจนถึงตามเงินคืน” ประกอบด้วย

1. “หนึ่งตัวตน หนึ่งระดับความเสี่ยง” เชื่อมข้อมูลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายหรือความยินยอม ให้สถาบันการเงิน โทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกัน และตรวจสอบได้แบบ Real-time

2. “วิเคราะห์ข้อมูล รู้ทันกลโกง” จัดทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและเครือข่ายอาชญากรรม รวมถึงพัฒนาแบบจำลองความเสี่ยงให้ทันกลโกงรูปแบบใหม่

3. “แจ้งครั้งเดียว เส้นทางเดียว” รวมการรับแจ้งจากประชาชน AOC 1441 สถาบันการเงิน และตำรวจเข้าสู่ระบบเดียว ใช้เลขอ้างอิงเดียวตลอดกระบวนการ ประชาชนไม่ต้องแจ้งซ้ำหลายหน่วยงาน และเริ่มกระบวนการอายัดได้เร็วขึ้น

4. “ไล่ให้ทัน อายัดให้เร็ว” เชื่อมข้อมูลเพื่อติดตามเงินขณะที่กำลังเคลื่อนที่ ตรวจสอบยอดที่ยังอายัดได้ และส่งคำสั่งอายัดตามอำนาจกฎหมาย พร้อมรองรับกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายหรือปลดอายัดตามผลของคดี

“โจทย์วันนี้คือ เงินมิจฉาชีพเคลื่อนที่เร็วมาก รัฐจึงต้องทำให้ข้อมูลเดินเร็วกว่าเงิน เมื่อประชาชนแจ้งเหตุ ข้อมูลต้องเชื่อมทันที ไล่เส้นเงินให้ทัน และอายัดให้เร็วที่สุด เพราะทุกนาทีที่เร็วขึ้นหมายถึงโอกาสรักษาเงินและได้เงินคืนของผู้เสียหายที่มากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยกระดับมาตรฐาน KYC, CDD และ EDD เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบลูกค้าและธุรกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ซึ่งมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งออกแบบรายละเอียดทั้ง 4 ระบบ ทั้งโครงสร้างข้อมูล การเชื่อมต่อ หน่วยงานรับผิดชอบ และมาตรฐานข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไป

ทางออกปมฮั้ว สว. วัส ติงสมิตร ชี้คำตอบไม่ได้อยู่ที่มติ กกต. แต่ต้องเปิดทางศาลฎีกาฯ ค้นหาต้นตอขบวนการ

16 กันยายน 2569 เวลา 07:26 น.

16 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า กกต. เสียงข้างน้อย ขอให้ความจริงไปถึงศาลฎีกา

:ทางออกจากปม“ฮั้ว สว. 2567” อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 น่าสนใจไม่น้อย เพราะสิ่งที่เขาพยายามทำไม่ได้เป็นเพียงการชี้แจงว่า มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา “ไม่ใช่มติเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเท่านั้น” หากยังเป็นการเปิดให้สังคมเห็นว่า ภายใน กกต. มีการประเมินพยานหลักฐานแตกต่างกันอย่างไร

ในวันเดียวกัน สำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีผู้ถูกร้องรวม 161 ราย และมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้วกลับพบว่า ผลการลงมติไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด

ในข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กรณีนักการเมืองช่วยผู้สมัคร สว. มีผู้ถูกร้อง 21 ราย แบ่งเป็นมติเอกฉันท์ 7 ราย มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 ราย และมติ 5 ต่อ 2 จำนวน 12 ราย (เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเนวิน ชิดชอบ, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, นางสาวสุขสมรวย วันทนียกุล, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายเนวิน ชิดชอบ และกรรมการบริหารพรรคอีกหลายท่าน โดยมี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยใน กกต. ที่เห็นว่ามีความผิด)

ส่วนข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคสอง กรณีผู้สมัคร สว. ยินยอมให้นักการเมืองเข้ามาช่วยเหลือ มีผู้ถูกร้อง 140 ราย ซึ่ง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา

ตัวเลขเหล่านี้จึงบอกเราว่า คำว่า “กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง” ยังไม่ใช่เรื่องทั้งหมด เพราะคำถามสำคัญกว่าคือ กรรมการแต่ละคนเห็นพยานหลักฐานอย่างไร และเหตุใดจึงเห็นแตกต่างกัน?

นี่เองที่ทำให้คำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติมีคุณค่าทั้งในทางกฎหมายและต่อสังคม

“มองช้างทั้งตัว” คือหัวใจของความเห็นเสียงข้างน้อย

สิ่งที่น่าชื่นชมในแนวทางการวินิจฉัยของนายสิทธิโชติ คือการไม่พิจารณาพยานหลักฐานแต่ละชิ้นแบบแยกขาดจากกัน หากพยายามนำพฤติการณ์ทั้งหมดมาร้อยเรียงเป็นภาพเดียวกัน

เขาใช้คำเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ต้อง “มองช้างทั้งตัว” ไม่ใช่จับเฉพาะงวงหรือหู แล้วสรุปว่าไม่ใช่ช้าง

หลักคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งหรือวางแผนเป็นขบวนการ เพราะการกระทำในลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่จำเป็นต้องทิ้ง “หลักฐานชิ้นเด็ด” ไว้ให้เห็นตรง ๆ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ร่วมกันกระทำย่อมมีแรงจูงใจที่จะปกปิดการกระทำของตน

ดังนั้น หลักฐานที่พบจึงอาจเป็นเพียง:

• โพยหรือรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า • การประชุมในสถานที่ต่าง ๆ

• การติดต่อทางโทรศัพท์ • เส้นทางการเงิน

• คำให้การของพยานหลายปาก • พฤติการณ์หลังการเลือกตั้ง

• ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือพฤติการณ์เล็ก ๆ อื่น ๆ

แต่เมื่อหลักฐานเหล่านี้สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาแต่ละชิ้นโดยลำพัง นี่คือสิ่งที่นายสิทธิโชติพยายามอธิบาย

เพราะ “โพย” อาจไม่ใช่ปัญหายาก แต่ “ใครเป็นคนคิดโพย” ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่

นายสิทธิโชติไม่ได้บอกว่า การเขียนโพยทุกชนิดเป็นความผิด เขาแยกอย่างชัดเจนว่า หากผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกใช้กระดาษจดชื่อบุคคลหรือหมาเลขที่ตนต้องการเลือกเพื่อช่วยจำด้วยตนเอง ย่อมเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่หากตัวเลขหรือรายชื่อในโพยถูกบุคคลอื่นกำหนดขึ้น แล้วสั่งให้ผู้มีสิทธิเลือกทำตาม นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความแตกต่างอยู่ที่ “ดุลพินิจอิสระของผู้เลือก” หากการเลือกถูกทำให้กลายเป็นเพียงการทำตามคำสั่งของบุคคลอื่น การลงคะแนนที่ปรากฏภายนอกว่าเป็นการตัดสินใจของผู้สมัครแต่ละคน นอกจากเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่นที่ไม่ได้ร่วมขบวนการแล้ว ยังไม่ได้สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของผู้เลือก

และนี่คือเหตุผลที่ “กระบวนการทำโพย” มีความสำคัญมากกว่าตัวกระดาษโพยเสียอีก

คดีนี้จึงไม่ควรมองเฉพาะว่า “ใครถูกหรือผิด” แต่ต้องถามว่า “กระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไร”

จากคำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติ สิ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีการวางแผน มิใช่เพียงการพบโพย 1 ใบ หรือคำให้การของพยานเพียง 1 คน แต่เป็นการนำหลักฐานหลายประเภทมาประกอบกัน

เขากล่าวถึงการพบโพยหลายแผ่นในหลายพื้นที่ การที่ผู้ได้คะแนนสูงหลายรายปรากฏชื่ออยู่ในโพย การประชุมตามโรงแรม การเชื่อมโยงของบุคคลกับพรรคการเมืองเดียวกัน หลักฐานโทรศัพท์ เส้นเงิน รวมทั้งพฤติการณ์หลังการประกาศผลเลือก สว.

หากข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครเป็นคนเขียนโพย?” แต่ต้องถามต่อว่า:

“ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนจัดทำ ใครเป็นคนเผยแพร่ ใครเป็นคนสั่งให้ปฏิบัติตาม และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกระบวนการทั้งหมด?”

เพราะถ้าการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ ย่อมยากที่จะอธิบายว่าเป็นเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกจากกันโดยไม่มีการวางแผนหรือประสานมาก่อน

ถ้าฮั้วกันจริง ย่อมต้องมี “ต้นทางของการวางแผน”

นี่คือจุดที่ความเห็นเสียงข้างน้อยของนายสิทธิโชติน่าสนใจเป็นพิเศษ

หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นไปตามที่เขาอธิบาย การพิจารณาเฉพาะ “ปลายทาง” เช่น ผู้สมัครคนหนึ่งมีโพย หรือผู้สมัครหลายคนเลือกตามโพย อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นภาพทั้งหมด

เพราะคำถามที่สำคัญกว่าคือ: กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากที่ใด? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้กำหนดสูตร? ใครเป็นผู้จัดทำโพย? ใครเป็นผู้ส่งต่อ? ใครเป็นผู้ประสานงานในแต่ละพื้นที่? และสุดท้าย ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลการเลือก?

หากสามารถเชื่อมโยงคำตอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ก็จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ดูเหมือนเป็น “จุดเล็ก ๆ” หลายจุด มาต่อเชชื่อมกลายเป็นภาพเดียวกัน นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “มองช้างทั้งตัว”

เสียงข้างน้อยที่ยืนยันให้เรื่องไปศาลฎีกา

นายสิทธิโชติควรได้รับคำชื่นชมอย่างน้อยในฐานะกรรมการเสียงข้างน้อยที่ยืนยันตามเหตุผลทางพยานหลักฐาน ว่าผู้ถูกกล่าวหารายสำคัญบางรายควรต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

เพราะการส่งเรื่องไปศาลไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้น “มีความผิดแล้ว” ตรงกันข้าม การส่งเรื่องไปศาลคือการเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการได้ทำหน้าที่ค้นหาความจริงและวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

ในคดีที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงหลายระดับ และมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินพยานหลักฐาน การปล่อยให้ข้อพิพาทยุติลงเพียงในชั้นองค์กรที่ทำการสืบสวนและไต่สวน อาจทำให้สังคมยังมีคำถามค้างคา โดยเฉพาะเมื่อภายใน กกต. เองยังมีกรรมการ 2 คนเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินการต่อ

การเป็นเสียงข้างน้อยในลักษณะนี้จึงมิใช่เรื่องของการ “เอาชนะเสียงข้างมาก” แต่เป็นการยืนยันว่า เมื่อเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนัก ก็ควรปล่อยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยในที่สุด

หากศาลพิจารณาแล่ววินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาใดมีความผิด ผู้นั้นก็สมควรรับโทษไป แต่หากศาลเห็นว่า ผู้ใดไม่ผิด ผู้นั้นก็ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรตุลาการว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้นั้นก็พ้นมลทิน สามารถสบสายตาของคนในสังคมได้เต็มตา

ทางออกของประเทศ

ทางออกที่ 1: อย่าฟ้องเหมาเข่ง ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนดำเนินคดี

ในระหว่างนี้ หากใครตัดสินใจใช้สิทธิฟ้อง กกต. ต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีประเภทอื่น ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่า กรรมการการเลือกตั้งคนใดเป็นเสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกา เราไม่มีสิทธิไปฟ้องกรรมการที่เห็นควรให้ดำเนินคดีตั้งแต่แรก

ทางออกที่ 2: ผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง ใช้สิทธิของตนต่อศาลฎีกา

เมื่อมติ กกต. ในส่วนนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทางออกหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง ซึ่งเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากกระบวนการเลือก สว. ที่ฝ่าฝืนกฎหมายและจริยธรรม อาจพิจารณาใช้สิทธิทางกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

สังคมไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่เชื่อว่าตนได้รับความเสียหายต้องแบกรับผลโดยไม่มีช่องทางให้ศาลตรวจสอบ หากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชี้ว่าการเลือกไม่ได้สะท้อนเจตจำนงเสรี หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผลการเลือกถูกบิดเบือนไป ก็ควรเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายได้เข้ามาตรวจสอบ

ทางออกที่ 3: เมื่อ กกต. ส่งคดีไปถึงศาลฎีกา ให้ “ความจริง” ไปถึงศาลด้วย

หาก กกต. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ใดก็ตามที่มีข้อมูลหรือพยานหลักฐานอันอาจเป็นประโยชน์เกี่ยวกับ:

• ที่มาของโพย • บุคคลผู้จัดทำหรือสั่งทำโพย

• การประชุมหรือการประสานงาน • เส้นทางการเงิน

• การติดต่อทางโทรศัพท์ • ภาพหรือคลิปจากกล้องวงจรปิด

• รายชื่อหรือเอกสารที่เชื่อมโยงบุคคลต่าง ๆ

ก็ควรพิจารณานำข้อมูลนั้นมายื่นคำร้องนำส่งต่อศาลฎีกาตามช่องทางและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 226 วรรคสอง วางกลไกให้ศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ นี่จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” ของกระบวนการยุติธรรมในการค้นหาความจริง

จาก “มติ กกต.” สู่ “ความจริงในคำพิพากษา”

เมื่อมติ กกต. เกิดขึ้นแล้ว เราคงย้อนกลับไปเปลี่ยนมตินั้นได้ยาก แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องจบลงพร้อมกับมติ กกต.

เพราะหากเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ควรเป็นว่า เสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยใครถูกใครผิด แต่ควรเป็นว่า:

ข้อเท็จจริงที่แท้จริงคืออะไร? มีการวางแผนกันอย่างไร? มีการจัดทำโพยเป็นระบบกันอย่างไร? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้ประสานงาน? เงินมาจากไหน? เงินไปถึงใคร? ผู้สมัครรู้เห็นมากน้อยเพียงใด? การเลือกของผู้สมัครเกิดจากดุลพินิจของตนเองจริงหรือไม่? และกระบวนการทั้งหมดมีผลทำให้ผลการเลือก สว. 2567 บิดเบือนไปจากเจตจำนงที่แท้จริงเพียงใด?

คำถามเหล่านี้ไม่ควรได้รับคำตอบจากการคาดเดาของสังคม แต่ควรได้รับคำตอบจากพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

บ้านเมืองไม่ควรต้องอยู่กับ “ความจริงคนละชุด”

สิ่งที่นายสิทธิโชติทำในวันนี้มีคุณค่าอย่างชัดเจน คือเขาทำให้สังคมรู้ว่า ภายใน กกต. ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันบนพื้นฐานของการประเมินพยานหลักฐานอย่างมีนัยสำคัญ

และการเปิดเผยความเห็นของเสียงข้างน้อย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความแตกแยกในองค์กร หากเป็นการทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ในคดีที่มีความสำคัญต่อระบบการเมืองของประเทศ กรรมการการเลือกตั้ง แต่ละคนใช้เหตุผลใดในการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อเสียงข้างน้อยยืนยันว่า พยานหลักฐานบางส่วนควรได้รับการตรวจสอบต่อในชั้นศาล

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่ได้มีหน้าที่รักษามติของ กกต. แต่มีหน้าที่วินิจฉัยคดีตามกฎหมายและพยานหลักฐาน ดังนั้น หากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการค้นหาความจริง ก็ควรใช้ช่องทางตามกฎหมายในการนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยไม่ใช้การกล่าวหาในสื่อสังคมออนไลน์อีกต่อไป

บทสรุป: ให้ศาลเป็นผู้ตอบคำถามที่สังคมยังค้างคา

คดีฮั้ว สว. 2567 ไม่ควรจบลงเพียงประโยคเดียวว่า “กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง” เพราะข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า กกต. เองก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในทุกประเด็น มีทั้ง 6 ต่อ 1, 5 ต่อ 2 และ 4 ต่อ 3

สิ่งที่ควรทำต่อไปจึงไม่ใช่การทะเลาะกันว่า “ฝ่ายไหนถูก” แต่คือการนำพยานหลักฐานที่มีอยู่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่สามารถค้นหาความจริงได้อย่างถึงที่สุด

เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่คำตอบว่า “กกต. ฝ่ายไหนชนะ?” แต่คือคำตอบว่า “การเลือก สว. 2567 เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

และเมื่อความจริงยังมีสิ่งที่ต้องค้นหา ก็ควรปล่อยให้พยานหลักฐานพาเราไปหาความจริง และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยให้ความจริงนั้นปรากฏในคำพิพากษาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา — นี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองในเวลานี้ ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
16/9/69

#ฮั้วสว2567 #กกตเสียงข้างน้อย #สิทธิโชติอินทรวิเศษ #ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง #สว2567 #กระบวนการยุติธรรม #มองช้างทั้งตัว #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #วัสติงสมิตร

ฝ่ายค้านฮึ่มขู่ฟ้อง157 เช็คบิลกกต. มติ5:2ปล่อยผีฮั้วสว.

16 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

ฝ่ายค้านฮึ่มขู่ฟ้อง157 เช็คบิลกกต. มติ5:2ปล่อยผีฮั้วสว. เปิดเบื้องหลังภท.รอด รัฐบาลดาหน้าชม7เสือ พท.ชี้ผลบวกเศรษฐกิจ

เปิดเบื้องหลังมติ กกต.คดีฮั้ว สว. เผยมติ 5 ต่อ 2 เสียง ปล่อยผี 21 นักการเมืองขณะที่ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ส่งฟ้อง 26 วุฒิสภาชุดปัจจุบัน ด้าน“ภูมิใจไทย”โล่งอกหลังหลุดบ่วง“ภราดร”อ้างไม่ฉลาดพอที่จะคิดระบบออกมาได้ขนาดนั้น ขณะที่นายกฯเอาคืนส่งทนายฟ้อง“ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท ด้าน“จุลพันธ์”มองเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจหลังคนในรัฐบาลรอด ส่วน“ไอติม”ซัดยับมติตัดตอนทั้งที่หลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน“อภิสิทธิ์” ประกาศนำทีมกฎหมายฟ้องเอาผิดม.157

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมกล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยในคดีฮั้ว สว.ว่า ไม่ขอให้สัมภาษณ์ เนื่องจากไม่เกี่ยวกัน

พิพัฒน์ ย้ำภท.ไม่เกี่ยวคดีฮั้วสว.

เมื่อถามย้ำว่ามีหลายคนพยายามเชื่อมโยงว่า บุคคลที่อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้อง เป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ตรงนี้เราต้องแบ่งแยกอย่างชัดเจน ซึ่งทางนายกฯได้แจ้งมาโดยตลอดว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่สามารถไปยุ่งเรื่อง สว.ได้ เพราะสว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ส่วนที่บอกว่าใครเป็นฐานของใคร อะไรอย่างไรนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นคนการเมือง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่รู้จักกัน แต่เราไม่สามารถไปสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวรู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านพาดพิงถึงหลายครั้ง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านคงเดินหน้าต่อ แต่เป็นสิทธิของเขา แต่ทางพรรคไม่สามารถไปยุ่งได้ เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย หรือไม่ เนื่องจากมีรายชื่อของ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดา ถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้เจอกัน เดี๋ยวคงจะคุยกัน

ไม่กังวล‘ฝ่ายค้าน’ชิงถล่มซักฟอก

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีดังกล่าวแล้วบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดภารกิจ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศยังประเทศเวียดนาม

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายค้านยืนยันว่าจะนำคดีฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล คุณอภิปรายมา เราก็ต้องตอบความเป็นจริง เมื่อถามว่าหากพ้นเรื่องนี้รัฐบาลจะเดินหน้าราบรื่นใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรี

ภราดรโต้ไอลอว์ยันไม่ฉลาดคิดระบบฮั้ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีไอลอว์ระบุว่านายเอกราช ช่างเหลา อดีตสส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพยานที่16/26ซัดทอดว่านายภราดรเป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้วสว.ว่าตนได้เห็นข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แล้ว และได้พบว่าพยานที่16/26ได้กลับคำให้การ และมีการกล่าวหาว่าตนเป็นผู้คิดค้นระบบและร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารพรรค ขอถือโอกาสบอกแบบตรงไปตรงมาว่าตนคงไม่ฉลาดที่จะคิดค้นระบบให้ได้มาซึ่งสว.ทั้งหมดขนาดนั้นอีกทั้งเมื่อวันที่14ก.ย.ประธาน กกต.ได้พูดชัดว่าคำว่าหาของพยานที่ 16/26 มีจริง แต่เมื่อไปตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่น หลักฐานอื่นหรืออื่นๆเช่นโปรแกรม การจ้างบุคคลอื่นให้ไปทำ ซึ่งไม่มี จึงทำให้พยานดังกล่าวที่ให้ปากคำไว้ จึงไม่มีความเข้มแข็ง ประกอบกับพยานยังกลับคำให้การ ยิ่งทำให้ประธาน กกต.ไม่เชื่อคำให้การของพยานที่16/26ตนขอยืนยันว่าตน และกก.บห.พรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องกับกาได้มาซึ่ง สว.

เมื่อกกต.วินิจฉัยควรเคารพกติกา

เมื่อถามว่าไอลอว์มีการเปิดข้อมูลของนายภราดรอยู่ ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป นายภราดร กล่าวว่า ตนเรียกร้องมาตลอดอยู่ในกติกา และยอมรับการตรวจสอบพร้อมเดินหน้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าหาก กกต.มีมติ ตนก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ และตนได้ถามกลับหากผลไม่เป็นไปตามอย่างที่ถูกกล่าวหา และคนที่อยากให้พรรคภูมิใจไทยมีอันเป็นไป เมื่อกกต.ได้วินิจฉัยมาแล้ว และไม่ตรงกับความต้องการของพวกเขา จะเชื่อมั่นในกระบวนการหรือไม่วันนี้ กกต.ได้ทำหน้าที่บนข้อมูลและหลักฐาน ไม่ได้ยกฟ้องทั้งหมด และสั่งฟ้อง 77 คน ถือว่ากกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำใด ๆซึ่งเป็นเรื่องของ77คนที่ต้องไปต่อสู่ในคดีชั้นศาล ตนมองว่าไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อกกต.วินิจฉัยไปแล้ว ก็ควรเคารพตามกติกา แม้ว่าจะวินิจฉัยตรงใจหรือไม่

ซัดมีขบวนการบีบให้ล้มล้างภูมิใจไทย                              

“ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการนี้ดิสเครดิต พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อล้มล้างพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การยุบพรรค จะเห็นว่าคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 กล่าวหาหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กก.บห. และเลขาธิการพรรค เพราะหากมี กก.บห.คนใดคนใดคนหนึ่งมีอันเป็นไป จะนำไปสู่การยุบพรรคซึ่งเป็นปรารถนาสูงสุดของเขา มันคือจุดเริ่มต้นตรงนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 และมีธงปักเอาไว้ว่าทำอย่างไรที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างก็เดินไปตามพยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก”นายภราดร ระบุ

เมื่อถามว่า ในนามพรรคภูมิใจไทยจะมีการแจ้งความ ilawหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คงต้องปรึกษาทีมกฎหมาย และทนายของพรรค ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเมื่อถามว่าคิดว่ากรณีนายเอกราช มาให้การซัดทอดถึงพรรคแบบนี้ มีความคับแค้นส่วนตัวหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าพยานมีจุดประสงค์แบบใด ด้วยสถานการณ์การเมืองขณะนั้น มีกระบวนการทางการเมืองบางอย่าง ที่บีบคั้น บังคับ ขู่เข็ญ ทำให้พยานที่ 16/26 ให้การดังกล่าว

นภินทรโล่งใจไร้ชื่อส่งฟ้อง-ชื่นชมกกต.

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์กรณีกกต.มีมติไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภท.ในคดีฮั้ว สว.ว่า คนที่ถูกกล่าวหา เมื่อกกต.ยกคำร้อง เป็นเรื่องที่ทุกคนดีใจ ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรม กกต.ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและตามระเบียบ รวมถึงพิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ และให้ความเป็นธรรม โดยไม่คำนึงถึงแรงกดดันต่างๆที่ให้กกต.หยุดใช้อำนาจ เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ ดังนั้นต้องขอชื่นชม กกต.ที่ใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรมและให้ความเป็นธรรมกับทุกคน

เมื่อถามว่ารู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ก็เป็นธรรมดา คนเราถูกกล่าวหา เมื่อเขายกคำร้องก็ต้องโล่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่ชื่นชมว่ากกต.ไม่คำนึงถึงแรงกดดัน และใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรม ไม่ทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ ที่ถูกกดดันว่าต้องส่งให้ศาลทั้งหมดทุกคน

ยันเดินหน้าฟ้อง“ยิ่งชีพ-ไอลอว์”

เมื่อถามว่าพรรคภท.ได้คุยกันหรือไม่จะฟ้องร้องคนที่กล่าวหาในนามพรรค นายนภินทรตอบว่ายังไม่ได้คุยกัน เพียงแต่สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตคือข้อมูลต่างๆที่ออกมา เป็นความลับทั้งนั้น ออกมาได้อย่างไรและเอาข้อมูลเฉพาะที่เป็นผลร้ายมากล่าวต่อสังคม ที่สำคัญแม้ว่ากฎหมายอาญาจะใช้คำว่าพนักงานเปิดเผยความลับ แต่ก็ยังมีเรื่องตัวกลางและผู้สนับสนุนซึ่งคนที่เอาความลับมาเปิดเผย ก็มีความผิดต่างกรรมต่างวาระ สิ่งเหล่านี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่จำเป็นต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษแต่อย่างใด

เมื่อถามว่าคดีที่แจ้งความก่อนหน้านี้ยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ยังเดินหน้าอยู่ ซึ่งกำลังตัดสินใจว่าสอบไปถึงไหน หากไม่เดินหน้ามากก็จะฟ้องเองภายในอายุ 90วัน ยืนยันว่าขณะนี้ยังฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ส่วนนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ยังไม่มีประเด็นอะไรนอกเหนือจากในสภา

จุลพันธ์ชี้กกต.มีมติเป็นผลดีต่อศก.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.)กล่าวถึงเสถียรภาพรัฐบาลหลัง กกต.มีมติส่งฟ้องในคดีฮั้วสว.โดยไม่มีสั่งฟ้องในส่วนแกนนำของพรรคภูมิใจไทยว่า เสถียรภาพของความเป็นรัฐ ในการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ คงจะมั่นคงขึ้นแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็มีคำวินิจฉัยมาระดับหนึ่ง แต่อย่างแรกทุกคนควรรอฟังคำวินิจฉัยที่ครบถ้วนก่อน เพราะตนก็ยังไม่ได้อ่านว่าเหตุและผลของแต่ละประเด็น แต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้ในช่วงพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ เข้าใจว่าผู้ที่คัดค้านหรือเห็นต่าง คงมีช่องทางกฎหมาย ที่จะดำเนินการต่อได้ตามรัฐธรรมนูญ ต้องติดตามกระบวนการจนครบถ้วน อย่างน้อยวันนี้ก็สบายใจไปขั้นหนึ่งว่าเราขับเคลื่อนต่อได้ ส่วนใครมีบทบาทหน้าที่อย่างไรก็ว่าตามนั้น

เมื่อถามย้ำว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ไปแล้วจะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงขึ้นหรือไม่นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เสถียรภาพจากภายในไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะเราเป็นรัฐบาลร่วมกัน ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการที่เสถียรภาพภายในของรัฐบาลมั่นคง สิ่งที่จะสะท้อนออกไป ที่สังคมภายนอกต่อจากนี้ เชื่อว่าจะเป็นเสถียรภาพด้านความมั่นใจ เพราะการมีรัฐบาลที่มั่นคง จะสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจและการลงทุนทำให้เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น ในมุมของตนเมื่อวันที่ 14ก.ย. จะอย่างไรก็ตาม ในมิติเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นผลดี

ยันพท.ทำเต็มที่ไม่มีอะไรต้องกังขา

เมื่อถามว่าพรรคพท.ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาแต่แรก ติดใจในคำวินิจฉัยของ กกต.หรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่ายังไม่เห็นคำวินิจฉัยของ กกต.เห็นเพียงตามหน้าข่าว ที่สื่อเสนอมีเรื่องของจำนวนและรายชื่อ แต่ในเหตุผลจริงๆ เราอาจไม่ได้เห็นกระบวนการ วิธีการ หรือหลักฐานต่างๆเมื่อมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วต้องติดตามต่อไป

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายอาจกังขาบทบาทของพรรคพท.นายจุลพันธ์ กล่าวว่าไม่มีอะไรน่ากังขา พรรคพท.ยึดผลประโยชน์ของประชาชน วันที่เรามีหน้าที่รับผิดชอบ เราก็ทำอย่างเต็มที่ วันนี้อยู่ในกระบวนการขั้นตอนอื่น อำนาจหน้าที่เราไม่ได้อยู่ ณ จุดนั้นก็ต้องให้อิสระ และให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ขณะที่พรรคพท.ในส่วนที่รับผิดชอบ ก็ทำอย่างเต็มที่

ลั่นไม่กังวล”ฝ่ายค้าน”ยื่นซักฟอก

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านยังยืนยันจะนำเรื่องฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีความกังวลใจหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่กังวล เป็นอำนาจหน้าที่ และเป็นสิทธิของแต่ละฝ่าย ที่จะทำภายใต้กรอบกฎหมาย ฝ่ายค้านยังเหลือสิทธิอภิปรายทั้งมาตรา 151 และ 152 สามารถดำเนินการได้ในสมัยประชุมสภานี้ หากจะยื่นมารัฐบาล ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ (รธน.) ก็พร้อมตอบอยู่แล้วทุกประเด็น เมื่อถามว่าเรื่องที่พยานไปให้การพาดพิงถึงพรรคภท.ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคพท.จะต้องมีการเคลียร์ใจกันหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ต้องเคลียร์ใจ ไม่มีประเด็นอะไรค้างคากันและคนที่มาให้การเข้าใจว่า ไม่ใช่คนของพรรคพท.ด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายวิเคราะห์กันไป แต่เรื่องภายในรัฐบาล ระหว่างพรรค พท.กับพรรคภท.ไม่มีอะไรต้องพูดคุยกันในประเด็นนี้

26สว.เอี่ยวคดี ฮั้วร่วมถกวุฒิฯปกติ

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภาเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อเวลา09.00น.ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเมื่อวันที่14ก.ย.ที่ผ่านมาสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้วสว.จำนวนทั้งสิ้น77 รายไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในจำนวนนี้แบ่งเป็น สว.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันจำนวน 26 ราย ยังคงเป็นเป็นไปอย่างปกติ มีสมาชิกมาเข้าร่วมประชุมตามวาระ ทั้งนี้ในช่วงการหารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว. กลุ่มสตรี จากจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สว.ที่ถูกกกต.มีมติส่งคำฟ้อง ลุกขึ้นหารือในที่ประชุมเกี่ยวกับการดูแลผู้เสพยาเสพติด และผู้มีอาการทางจิตเวชอันเนื่องมาจากสารเสพติด

สมาชิกเข้าพูดคุย-ให้กำลังใจสว.

ทั้งนี้ภายหลังน.ส.อัจฉรพรรณ อภิปรายเสร็จ มีเพื่อนสมาชิกเข้ามาพูดคุย ทักท้าย และสวมกอดเพื่อให้กำลังใจน.ส.อัจฉรพรรณ ขณะเดียวน.ส.อัจฉรพรรณยังเดินไปพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกคนอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่า สว. บางคนในรายชื่อ 26 คน มาเข้าร่วมประชุม อาทิ นายนิพนธ์ เอกวานิช นายสุเทพ สังข์วิเศษ พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย นางนงลักษณ์ ก้านเขียว นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว และนายสมหมาย ศรีจันทร์ เป็นต้น

2สว.ใน26ยันไม่กังวลคดีฮั้วสว.

น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) 1 ใน 26 สว. ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในคดีฮั้ว สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่าไม่มีมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และเคยมีการชี้แจงกับ กกต.แล้วหรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณระบุว่ามีแล้ว ส่วนเมื่อช่วงเช้ามีสว.เดินเข้าไปก่อนเป็นการให้กำลังใจกันหรือไม่น.ส.อัจฉรพรรณตอบว่ากอดกันทุกวันอยู่แล้วน.ส.อัจฉรพรรณ ยังระบุว่าใน 26 สว.ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน และยอมรับว่าจะแยกการต่อสู้คดี ไม่รวมกลุ่มกันสู้คดี

ด้านนายนิพนธ์ เอกวานิช สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว.ที่ถูกกกต.มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งคดีฮั้วสว.ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าไม่กังวลจะรอดูว่าจะแจ้งข้อหาอะไร และยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดอย่างที่เขากล่าวหาซึ่งเคยชี้แจงไปแล้วเมื่อถามย้ำถึงกรณีที่มีรายงานว่าเรื่องเส้นเงินถึงยืนยันหรือไม่ว่าไม่จริง สว.นิพนธ์ไม่ได้ตอบพร้อมโบกมือและเดินจากไป

อลงกต’ยึดอกรับมติกกต.ส่งฟ้อง

ขณะที่ นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1ใน 26 สว.ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว. ให้สัมภาษณ์ว่าตนยอมรับผลการตัดสินของกกต.ว่าเป็นไปตาม ระเบียบกฎหมาย ไม่ได้มีอะไรมากมาย เรายอมรับคำวินิจฉัยของกกต.ให้เป็นไปตามกระบวนการของชั้นศาล ถ้ากกต.สั่งมาแล้ว ก็ต้องส่งไปยังศาลฎีกา

ชี้ไร้ปัญหาหากหยุดปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่ามีข้อสงสัยหรือไม่ในส่วนที่กกต.สั่งฟ้องสว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันเพียงแค่26 คน นายอลงกตกล่าวว่า เป็นไปตามหน้าที่ของกกต. ตนยอมรับในการตัดสินของกกต.จะส่งกี่คน ก็เป็นเรื่องของกกต.เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย หากมีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้เป็นไปตามอำนาจของศาล ย้ำว่าตนไม่ได้เป็นผู้สูงศักดิ์ เราอยู่ใต้คำวินิจฉัยของกกต.อยู่แล้ว ตนไม่ได้มีปัญหาอะไร เราทุกคนอยู่ใต้กฎหมายไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

รับเฉยๆขอยึดตามระเบียบกม.

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับสว.ที่เหลือหรือไม่ นายอลงกต ย้ำว่ามีการปรับทุกข์ผูกมิตร”คุณจะให้ผมหัวเราะเขาหรือ ก็ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน” ตนเป็นเพียง สว.ตัวเล็กๆ ไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แล้ว“ถามว่าสะทกสะท้านมั้ยผมไม่สะทกสะท้านคือยอมรับคำตัดสินของกกต.และปฏิบัติตามที่มีคำวินิจฉัย ถามว่าดีใจมั้ย เสียใจมั้ย เฉยๆชีวิตผมผ่านมาเยอะแล้ว อายุ62แล้ว เจออะไรมาเยอะถามว่าหนักมั้ย62แล้วก็เฉยๆแต่เฉยๆไม่ได้หมายความว่าไม่กลัว แต่ว่าตามระเบียบกฎหมาย”สว.อลงกต ย้ำ

สว.สมหมาย’ยังทำหน้าที่ปกติ

นายสมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26สว.กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่ายังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่ เราก็ทำตามกฏหมายเรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วงขอบคุณทุกท่าน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับทนายในการต่อสู้คดียืนยันว่ายังคงทำหน้าที่ตามปกติ

เปิดเบื้องหลังมติกกต.สั่งฟ้อง26สว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 77 คนนั้น มีรายงานว่า ผลการลงมติผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคลทั้งสิ้น 427 คน ใน 7ข้อกล่าวหานั้น เสียงกกต.ที่ลงมติส่วนใหญ่เป็นเสียงข้างมากทั้งสิ้น โดยมีทั้ง 4:3 5:2 6:1และมีเพียงไม่กี่รายที่เป็นมติเอกฉันท์

โดยในกรณีที่ กกต.มีมติสั่งฟ้อง สว26 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 คือ การฝ่าฝืนระเบียบการแนะนำตัวของผู้สมัครไปจนถึงการให้หรือสัญญาจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน การจัดเลี้ยง การเรียกรับตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2560 มาตรา 77 (1) (3) นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการสมัคร สว. ตามมาตรา 79 และผู้มีสิทธิเลือกเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนน ตามมาตรา 81นั้น เป็นมติเสียงข้างมาก 4 : 3 เสียง

21ผู้ถูกกล่าวหาภท.รอดด้วยมติ5:2

ขณะที่ ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เป็นความผิด ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.2560 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่กำหนดห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” และผู้สมัครยินยอมให้พรรคการ เมืองสนับสนุน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค สส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพรรคภูมิใจไทยถูกร้องรวม 21 ราย และ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องทั้งหมดนั้นก็เป็นเสียงข้างมาก 5 : 2 เสียง โดย 2 เสียงข้างน้อย คือนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย

ส่วนที่กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ อาทิในรายของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งตามสำนวนของคณะที่ 26 พบหลักฐานเส้นทางการเงินและแชทไลน์ กับนายสุบิน ศักดา ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลอื่นโดยนายสุบินเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของนายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ที่พบหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้กับนายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร น.ส.นิสิตา หมั่นไชย ซึ่งก็ถูก กกต.สั่งฟ้องด้วย

พริษฐ์’ตั้ง3ข้อสงสัยมติ กกต.สั่งฟ้อง

ในซีกพรรคฝ่ายค้ายนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า”3 ปัญหาหลักที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับมติเสียงข้างมากของ กกต. ในวันนี้ (ซึ่งมีการสั่งฟ้อง“เพียงแค่ส่วนน้อย”ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว.โดยเป็นการสั่งฟ้อง สว.เพียง 26คนและไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี สส.กรรมการบริหารพรรค) แม้แต่คนเดียว)1.กกต.ปฎิเสธความเป็นขบวนการของการโกงสว.หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ชี้ชัดว่าการโกง สว. ที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของ“ขบวนการ”ที่ครอบคลุมผู้สมัคร สว. จำนวนและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก – เช่น หมายเลขผู้สมัคร สว.ที่ปรากฎในโพยใบสั่งและในบัตรเลือกตั้งมีอย่างน้อย 130 คน การนัดหมายผู้สมัครและการดำเนินกิจกรรมที่ศูนย์ทำโพยตามโรงแรมใกล้เคียง กทม.(เช่น อยุธยา/ปทุมธานี / นครนายก)1-2วันก่อนการเลือกระดับประเทศ มีขั้นตอนและรูปแบบที่เหมือนๆกัน จำนวน สว.ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก เพื่อเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” และตกลงเรื่องการเลือกประธาน-รองประธานวุฒิสภา มีหลายสิบ (หรืออาจเกินร้อย) คน ดังนั้น การที่ กกต. สั่งฟ้อง สว. แค่ 26 คน เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่ไม่ควรตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน

ตัดตอนสาวไม่ถึงนักการเมืองภท.

2.กกต.ไม่ให้น้ำหนักกับกับโพยใบสั่ง ทั้งที่เป็นหลักฐานที่ชัดกว่าหลักฐานในคดีที่ กกต. เคยสั่งฟ้องในอดีตการที่ กกต.ไม่ได้มีมติสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง (ซึ่งคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 และ เลขาธิการฯ เห็นตรงกันว่าควรสั่งฟ้อง) ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต: ในคดีเมื่อปีก่อนกกต.เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัครสว.2คน ที่มีการขอจับคู่-แลกคะแนนกัน(โดยไม่มีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติม) แต่ในคดีนี้ กกต.กลับไม่สั่งฟ้องสว.ในโพยทั้งหมดไปที่ศาล ทั้งๆที่โพยใบสั่ง (และผลการลงคะแนนที่ตามมา) เป็นหลักฐานของการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ เสียยิ่งกว่าการจับคู่–แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน 3. กกต. นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างหลักในการตัดตอนให้เรื่องไม่สาวไปถึงนักการเมืองในภูมิใจไทยกกต.แถลงชัดว่าเหตุผลหลักที่ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะพยานรหัส 16 (เอกราช ช่างเหลา) มีการกลับคำให้การอย่างไรก็ตาม (ตามที่ผมได้สื่อสารเมื่อวานเช้าก่อน กกต. ลงมติ)

สั่งฟ้อง77คนล้วนโยง‘ภูมิใจไทย’

นายพริษฐ์ระบุว่าผมเห็นว่าการกลับคำให้การดังกล่าว ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้กกต.ไม่สั่งฟ้องกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เพราะ:1.นอกจากคำให้การของ เอกราช ยังมีหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย (เช่น ประวัติการโทร / การกระทำของผู้ช่วยหรือทีมงานประจำตัว) 2.การกลับคำให้การเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล และเป็นการให้การเป็นหนังสือ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือมีการข่มขู่-กดดันโดยคนจากซีกรัฐบาล ณ เวลาดังกล่าวหรือไม่ 3.การให้คำให้การครั้งที่ 2 (ซึ่งเป็นการกลับคำให้การครั้งที่ 1) มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดต่อสาธารณะ (เช่น ปฏิเสธว่าไม่มีโพยฮั้ว สว./ปฏิเสธว่าไม่มีการยึดโพยจากผู้สมัคร)

“ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อหลายคนในบรรดา 77 คน ที่ กกต.สั่งฟ้อง ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (เช่น ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย/สมเจตน์ลิมปะพันธุ์ สส. พรรคภูมิใจไทย/อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย/ผู้บริหารท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย)จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากว่าบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย จะไม่รับรู้หรือมีส่วนกับขบวนการดังกล่าว”นายพริษฐ์ย้ำทิ้งท้าย

อภิสิทธิ์’นำทีมกม.จวกมติกกต.ยับ                                    

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำคณะทำงานชุดใหญ่ด้านกฎหมายของพรรคซึ่งประกอบด้วย นายนิพิฏฐ์อินทรสมบัติ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์และนายราเมศ รัตนะเชวง ร่วมแถลงข่าวถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮัํ๊วเลือก สว.หลังกกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพียง 77 คนโดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าวันที่ 14 ก.ย. เป็นจุดเริ่มต้นของคดี ฮั้ว เลือก สว.โดยตนขอตั้งข้อสังเกตมติของกกต.ว่าเป็นจำนวนที่น้อยกว่า ข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการผู้ที่ผู้กล่าวหา 229 ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งมตินี้ ยังส่งฟ้องน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการกกต.ด้วย สิ่งที่น่าสังเกตกับการตัดสินใจ วิธีการพิจารณา พยายามเอามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต.มีทั้งคดีอาญาและ คดีเลือกตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพียงแค่ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ส่งฟ้องได้ เหมือนกับมาตรฐานการพิจารณา คดีที่เกี่ยวข้องกับ การเลือกตั้ง ที่ผ่านมา

ในส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.พูดถึงเพียงแค่การถูกพาดพิงจากพยานเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วต้องพิจารณาจากภาพรวม ที่มีลักษณะ พฤติกรรมทำเป็นขบวนการ อย่างชัดเจนมากกว่าการกระทำส่วนบุคคลและหลายคนที่กกต.ส่งฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นบุคคลอื่นซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน ขณะข้อกล่าวหาที่ 3-7ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเดียวกันทั้งหมดโดย กกต. ไม่ได้เอามาพิจารณาว่า คนที่วางแผนทั้งกระบวนทั้งการเป็นใคร

จี้เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคลฉบับเต็ม

นายอภิสิทธิ์กล่าอีกว่า“พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้กกต.เปิดคำวินิจัยส่วนบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นว่า กกต. แต่ละคนให้เหตุผลอย่างไร ที่มารองรับคำวินิจฉันส่วนตน และจากรายชื่อที่ส่งฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ถูกจัดเป็นในกลุ่ม กกบห.พรรคการเมือง อาจเป็นพรรคเพราะปัจจุบัน หลายคนไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้เป็นสส.ในการเลือก สว.แต่ยังดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นซึ่งก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล”

หวั่นการเมืองแทรกแซงสอบสวน

นายอภิสิทธิ์ระบุว่าจากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามต่อคือเมื่อมีการชี้มีเป็นการกระทำผิกด พ.ร.ป.สว. ม.77ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญาที่อยู่ที่ในการสอบสวนของ ดีเอสไอต้องเดินหน้าต่อไป ความผิดอั้งยี่และฟอกเงินต้องดำเนินการสอบสวนต่อ ตามความเห็นของอัยการ ส่วนที่กระแสข่าวว่าจะมีการโยกย้าย เจ้าพนักงานที่พิจารณาคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ พรรคจะติดตามเรื่องนี้เพื่อไม่ให้รัฐบาล เข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของ ดีเอสไอ

“เมื่อกกต.มีมติส่งให้ศาลแล้วพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้กกต.ส่งข้อมูลสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพราะกฎหมายให้ศาลยึดสำนวนการไต้ส่วนของกกต.เป็นหลัก ที่สำคัญ เมื่อศาลพิจารณาแล้วความปรากฎว่ามีความผัวพันไปมากกว่า 77คนที่ส่งฟ้องกกต.ก็ต้องดำเนินการต่อไม่อาจตัดจบแล้วบอกว่าเรื่องมีคนผิดแค่77คน ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้เสียหายติดต่อปชป.ลุยเอาผิดกกต.

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าส่วนการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง มีผู้เสียหายต้องดำเนินการกับกกต.ทั้งความผิด ตามกฎหมาย กกต.มาตรา 69 ป.วิอาญา ม.157 กฎหมาย ป.ป.ช.172 เบื้องต้นมีผู้เสียหายทั้งอดีตผู้สมัครและสว. สำรอง ติดต่อพรรคมาแล้วซึ่งทีมกฎหมายก็พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างเต็มที่โดยจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ส่วนจะมีช่องทางอื่นที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องเอาผิดกกต.โดยตรงเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าโดยหลักการ หากผู้เสียหาย ยื่นฟ้องเอาผิดกับกกต.โดยตรงจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า เพราะหลายกรณีที่มีการยกคำร้อง มักจะระบุว่าผู้ร้องไม่ใช่ ผู้เสียหายโดยตรง

สมชัยขอใช้เงิน1ล.ลุยฟ้องกกต.คดีฮั้ว สว.

นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าขอฉันทามติ จากประชาชน ใช้เงิน กองทุนสู้กกต.1ล้านบาท จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ฟ้องกกต.ทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. ทุกมาตรา ทุกศาล ทุกช่องทาง ภายใน 26 วัน เท่ากับจำนวน สว. 26 คน ที่เขาส่งฟ้องศาลเงินกองทุน สู้ กกต. ที่รับบริจาคมาเพื่อสู้กับ กกต. กรณีฟ้องปิดปากประชาชน มียอดบริจาค ประมาณ 2.2 ล้านบาท ยังไม่ได้เบิกออกจากบัญชีแม้แต่บาทเดียวการมีมติใช้เงิน ต้องใข้เสียงข้างมากของกรรมการ 5 คน คือ อ.ปริญญา จาก นิติ มธ. คุณลัดดาวัลย์ จาก PNET. คุณเป๋า ยิ่งชีพ จาก i Law คุณพงษ์ศักดิ์ จาก Anfrelและ ทนายนรเศรษฐ์ โดยผม ไม่มีชื่อในกรรมการ แต่ สามารถเสนอเรื่องให้ กรรมการพิจารณา ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ร่วมบริจาคในกรณีที่กรรมการกองทุนมีมติเห็นด้วย เราจะดำเนินการทันที

DSIเล็งขอสำนวนกกต.ฉบับเต็ม

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.67) หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 77 รายล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน)เตรียมทำหนังสือขอคำวินิจฉัยฉบับเต็มจาก กกต. ภายใน 60 วัน เพื่อนำมาประกอบสำนวน

เตรียมนัดถกอัยการลุยคดีฮั้วสว.               

จากนั้นDSIจะนัดประชุมร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อกำหนดประเด็นสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษอาทิการรวมสำนวนผู้ต้องหา 8รายแรก เข้ากับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดอื่นและการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากอัยการมองว่าพฤติการณ์มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทำกันเป็นกระบวนการเพื่อดึงอำนาจนิติบัญญัติโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความและไม่สามารถสรุปสำนวนฟ้องเพียง 8 รายเดิมได้

สำหรับประเด็นจำนวนผู้ถูกร้องเรียนคดีฮั้ว สว.ที่แท้จริงมีถึง 427ราย ไม่ใช่229ราย ตามที่คณะอนุกรรมการฯคณะที่26 สรุปตัวเลขแรกเริ่ม เนื่องจากมีการนำคำร้องคัดค้านในสำนวนอื่นมารวมพิจารณาด้วย

เล็งเอาผิดอาญา”เอกราช”ฐานให้การเท็จ

ส่วนกรณีที่ประธานกกต.ตัดพยานรหัส 16 /26หรือ นายเอกราช ช่างเหลา ออกจากสำนวนโดยอ้างว่า เคยต้องคำพิพากษาคดียักยอกทรัพย์ และมีการกลับคำให้การไปมาจนขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้กกต.ไม่สามารถดำเนินคดีกับระดับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นั้น ทางแหล่งข่าวDSIระบุว่านายเอกราชเคยให้ปากคำสอดคล้องกันทั้งในชั้น DSI ซึ่งมีอัยการร่วมฟัง และชั้นอนุกรรมการกกต.แต่กลับส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การในภายหลัง ซึ่งพฤติการณ์กลับคำไปมาจนทำให้ผลคดีเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงนี้ เข้าข่ายความผิดฐานให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งต้องจับตาดูว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีอาญากับนายเอกราชหรือไม่อย่างไร

ยุติธรรมโต้แย้งประธานกกต.

แหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรมยังโต้แย้งกรณีประธานกกต.ระบุว่ากกต.ไม่ใช่”บุรุษไปรษณีย์”ที่จะส่งทุกเรื่องให้ศาลโดยไม่กลั่นกรอง เพราะเกรงพยานไม่ยอมไปให้การในชั้นศาลนั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะกกต.มีหน้าที่ติดตามพยานเข้าสู่กระบวนการ ศาลจะเชื่อหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากพนักงานสอบสวนคดีอาญาทั่วไปใช้แนวเดียวกันนี้ว่ากลัวพยานไม่มาศาล แล้วไม่นำคำให้ การเข้าสำนวน คดีอาญา คงไม่ต้องสั่งฟ้องใครเลย

ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอที่ได้มีการสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้จำนวน 8 ราย เทียบกับรายชื่อซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีคดีฮั้วเลือก สว.67โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย พบว่ามีจำนวน 6 ราย ที่ถูก กกต.ส่งดำเนินคดีด้วย ได้แก่ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย) 2.นายสุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่นในจ.นครศรีธรรมราช) 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (ผู้บริหาร) 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดสุราษฎร์ธานี) 5.นายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัครสส.พรรคภูมิใจไทย 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จ.ประจวบคีรีขันธ์)

ครม.ไฟเขียว ทำประกันภัยพิบัติ เริ่มคุ้มครอง1ตุลาฯ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ครม.ไฟเขียว ทำประกันภัยพิบัติ เริ่มคุ้มครอง1ตุลาฯ

ครม.ไฟเขียว ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครองที่อยู่อาศัย30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหวเริ่มคุ้มครอง 1 ตุลาคมนี้ พร้อมอนุมัติกระทรวงเกษตรฯโครงการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง เจ้าพระยาตอนล่าง วงเงิน 9.5 หมื่นล้าน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย

นายเอกภพ กล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจากตั้งรับหลังเกิดภัย สู่ บริหารความเสี่ยงล่วงหน้าเนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น

สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 ก.ย.ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2 ล้านบาทต่อคน

ครม.มอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายเอกภพ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน“โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง” กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดสำคัญของโครงการมีดังนี้ กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะการคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน

โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

สะท้านเวทีUNCLOS ลากไส้เขมร สีหศักดิ์แฉยับธาตุแท้

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

สะท้านเวทีUNCLOS ลากไส้เขมร สีหศักดิ์แฉยับธาตุแท้ ร่ายยาวชนวนสงคราม ใส่ร้ายไทย-ตีบทเหยื่อ

สีหศักดิ์”จัดหนักเขมรบนเวทีประชุมนัดแรกคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทย-กัมพูชาภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่สิงคโปร์ แฉทำทุกอย่างตรงข้ามที่พูดพร้อมร่ายยาวชนวนสงคราม เริ่มจากปล่อยคลิปเสียง ยิงจรวดใส่พลเรือน กล่าวร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าตีบทเหยื่อไม่จริงใจฟื้นสัมพันธ์ย้ำจุดยืนไทยปกป้องอธิปไตย-สิทธิทางทะเลยึดกฎหมายระหว่างประเทศ เปิดกว้างเจรจายังบอกไม่ได้สำเร็จหรือไม่รอหารืออีกรอบตุลาฯนี้ที่กรุงเฮก

เมื่อวันที่15กันยายน2569นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย กล่าวถ้อยแถลงในการเปิดประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982(United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)ซึ่งจัดประชุมที่สาธารณรัฐสิงคโปร์

โดยนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย โดยตนมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การแสวงหาทางออกเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งจะปกป้องสิทธิ์ของเรา ทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง สำหรับการประชุมในวันนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาที่สิงคโปร์ ความสำคัญของกระบวนการนี้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างแนวทางของไทยและกัมพูชาเลือก เลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็น

โดยไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือการรักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน แสวงหาการทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างกันออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่า เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง ควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง เช่น ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาทางโทรศัพท์ ของผู้นำทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวด กัมพูชายิงใส่ และ ๅพรากชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดของกัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน”นายสีหศักดิ์ ระบุ

นายสีหศักดิ์ ยังเน้นย้ำว่า ไทยยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคง เสมอ เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง สำหรับประเทศไทยนั้น กฎหมายระหว่างประเทศและการทูต เป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ การทูตเป็นเครื่องมือที่เพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นระหว่างกันบรรลุทางออกเป็นที่ยอมรับได้ยั่งยืน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เวลานี้ประเด็นนี้ ยิ่งมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้ง ได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ และสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าเราต้องการหาทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้นไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือ พูดคุยและแนวทางการปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการปัญหาที่ยากยิ่ง ซึ่งในการประชุมสุดยอด ผู้นำอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้นำของเรา ได้ยืนยันความมุ่งมั่น ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์สองประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนได้พบกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศกัมพูชา ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ตนก็ได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง ที่จะซึ่งสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่ค่อยให้โอกาสอย่างแท้จริง กับแนวทางดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางและพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงที่ต่อเนื่องของกัมพูชา แทนที่จะเข้าร่วมทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ

”แต่กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดข้อเท็จจริง กล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูล แทบทุกวัน รวมถึงเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาจะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่า ตนมีความชอบธรรม เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายใน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา“ นายสีหศักดิ์ ระบุ

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ความเป็นอยู่ของประชาชน 2 ฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น และยิ่งทำให้การปรับท่าที และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น วิธีที่ประเทศไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ การใช้กลไกกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขัน ความเหนือกว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ภารกิจเบื้องหน้าจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่นำเรามาสู่จุดนี้ด้วย จึงขอกล่าวโดยสรุปถึงการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งที่ประชุมกล่าวอ้างว่า การยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการเริ่มกระบวนการประนอมฯ นี้ คำกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริง คือ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา เราสามารถจัดประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียงสองครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชา เมื่อไม่นานมานี้ จะเป็นโอกาสเหมาะสมที่จะเจรจาบนพื้นฐานอันเดียวกัน ที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยตนได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเอง ที่เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่นๆ

อีกทั้งตนยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงภายใน 6 เดือน ก็เข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้ ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากกระบวนการนี้ ภายหลังยกเลิก MOU 2544 นั้น จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง กัมพูชามีทางเลือกอื่นแต่เลือกที่จะปิดประตูนั้นด้วยเหตุผลที่ยากที่จะเข้าใจ

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการแสวงหาข้อยุติ เราจำเป็นต้องมีความชัดเจน ในการกำหนดขอบเขตที่คณะกรรมาธิการประนอมฯ จะพิจารณา สำหรับไทยขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น

“ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทย ตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการ 18 พฤษภาคม 2516 เรามิได้มุ่งหวังสิ่งใดไปกว่าการปกป้องอธิปไตยและสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศไทยพึงมี ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดงทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีป ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียว เมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย

พร้อมยืนยัน ไทยเข้าร่วมการประนอมในครั้งนี้ ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงพันธะกรณี ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และเชื่อมั่นในความเป็นกลาง ความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการประนอมฯ ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรม ผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการฯ การประนอมสามารถช่วยให้สองฝ่ายหาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเดินหน้าต่อไปได้

“เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการทั้งสองฝ่าย จะบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริงและยั่งยืน ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งสอง ยังคงมีหน้าที่ร่วมกันในการแสวงหาหนทาง เพื่อเดินหน้าด้วยความสุจริตใจ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ในขณะที่เราเริ่มกระบวนการในวันนี้ ต้องตระหนักว่า พัฒนาการและผลของกระบวนการประนอมนี้จะมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในอนาคต กระบวนการนี้ไม่ใช่การทูตแบบต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะโดยสิ้นเชิง ขอย้ำไทยยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

และขอย้ำว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตย สิทธิทางทะเลอย่างมั่นคง และไทยยึดมั่นในสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ความมุ่งมั่นนี้เห็นได้จากอดีตที่ผ่านมา เมื่อไทยได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันเป็นระยะยาว เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชา และช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติ เพื่อประชาชนของตนเองได้อีกครั้ง ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ ขณะเดียวกัน การเดินหน้าจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมย์ทางการเมืองของทั้งสองประเทศ เราเคยได้ย้ำเรื่องนี้หลายครั้งกับกัมพูชา ควรเลือกเส้นทางตัดสินใจ

“ดังนั้นกัมพูชาควรเลือกเส้นทางตัดสินใจ และเราหวังว่า กัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมือง ที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับประเทศไทย เพราะหลังกระบวนการนี้จบลง ไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านไปอีกยาวนาน หน้าที่ของเราคือการสร้างหลักประกันว่า สิ่งที่จะทิ้งให้คนรุ่นหลัง จะทำให้เขาได้ประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา และหวังว่า กัมพูชาจะทำเช่นเดียวกัน“นายสีหศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา และหัวหน้าผู้แทนของฝ่ายกัมพูชา กล่าวว่า ภายใต้ประวัติศาสตร์กัมพูชา จึงมีความมุ่งมั่นระงับข้อพิพาททางเขตแดนทางทะเลอย่างสันติวิธี และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งกลางทศวรรษ 90 กัมพูชา มุ่งมั่นกำหนดเขตแดนทางทะเลกับไทย เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน เป็นแรงผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม

นายปรัก สุคน ยังกล่าวถึงเป้าหมายกัมพูชาในการประนอมครั้งนี้ว่า เพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาท ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 2 ประเทศ ดังนั้น กัมพูชา หวังว่า กรรมาธิการฯ จะสนับสนุนให้ 2 ประเทศ สามารถกำหนดเขตแดนทางทะเลได้ หรือมิเช่นนั้น กัมพูชา ก็เตรียมพร้อมที่จะตกลงข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่ยังไม่มีข้อตกลงเขตแดนทางทะเล หรือ การให้คณะกรรมาธิการฯ ออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรทางทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์ก่อน

“หากไม่มีการระงับข้อพิพาทหรือในประเด็นทั้ง 2 ประเด็นนั้นซึ่งกัมพูชา จะขอให้คณะกรรมาธิการประนอม จัดเตรียมรายงานข้อเสนอแนะให้ทั้ง 2 ฝ่าย บนพื้นฐานความตกลงในอนาคต จะสามารถบรรลุได้ภายใต้พันธะกรณี UNCLOS ซึ่งเป็นพื้นฐานประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ประเทศ บนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของกัมพูชา บนสถานบันระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาท และประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นว่า ประเด็นสำคัญของประเทศสามารถระงับได้ผ่านกลไกพหุพาคี โดยไม่ต้องใช้กำลังแก้ปัญหา”นายปรัก สุคนกล่าว

และว่า ความมุ่งมั่นนี้ เป็นแนวทางที่กัมพูชาใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับไทย และกัมพูชาหวังว่า คณะกรรมาธิการฯ จะช่วยให้ทั้ง2 ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง และฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนไทยในกระบวนการประนอมภาคบังคับ ให้สัมภาษณ์หลังกล่าวถ้อยแถลงการประชุมครั้งแรกของคณะกมธ.ว่า ดูเหมือนกับว่ากัมพูชาไม่ได้ตั้งตัวที่เรากล่าวแบบนั้น เพราะเราก็กล่าวตรงไปตรงมา ประเด็นการประนอมภาคบังคับจะแยกจากความสัมพันธ์ไม่ได้ ต้องคำนึงถึงเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งมีผลกับกระบวนการนี้ เพราะออกมาอย่างไรก็มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง

“เจตนาของไทย เราต้องอยู่ด้วยกัน เรามีปัญหาความขัดแย้ง เราก็ต้องก้าวข้าม ต้องมีความจริงใจและจริงจัง แต่สิ่งที่เราเห็นกัมพูชาจะพูดเสมอว่าเขาเป็นฝ่ายที่ชอบธรรม ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศไทยเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เราต้องยกตัวอย่างให้คณะกมธ. เช่น การปล่อยคลิปเสียงคุยทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการพูดคุยกันส่วนบุคคล แล้วปล่อยเพื่อเจตนาอะไร เพื่อที่จะบั่นทอนรัฐบาลไทยในขณะนั้น สร้างความแตกแยกในประเทศ รวมถึงการยิงเข้าไปในสถานที่พลเรือน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ มีคนเสียชีวิต ทรัพย์สินถูกทำลาย และที่สำคัญทหารไทย เหยียบกับระเบิด ขาขาด ได้รับบาดเจ็บ โดยฝั่งกัมพูชาไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆ นี่คือการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งข้อสงสัย” นายสีหศักดิ์กล่าว

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่นายปรักพูดเสมอว่าจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อจะได้เดินหน้า แต่สิ่งที่เราเห็นทุกวัน ในเวทีต่างๆ การใส่ร้ายกล่าวหาประเทศไทยไม่หยุดยั้ง เช่น เวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รวมถึงขณะนี้ ในเวทีที่ประเทศลาวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทบทวนอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 13–18 กันยายน 2569 ก็มีการกล่าวหา ประเทศไทย มันไม่สิ้นสุด แล้วเราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างไร ในการจะเข้าสู่กระบวนการประนอม

นายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่กัมพูชาบอกว่าไม่มีทางเลือกอื่นหลังไทยยกเลิก MOU 2544 ต้องดูว่าเหตุใดจึงยกเลิก เพราะไปไม่ได้ เขาก็รู้ว่าไปไม่ได้ มีการประชุมอย่างเป็นทางการแค่สองรอบ หลังจากนั้นก็ไม่มีความคืบหน้า ส่วนหนึ่งมาจากที่เขาเผาสถานทูตไทย ทำไมไม่พูดตรงนี้ ดังนั้น สิ่งที่เราเสนอยกเลิก MOU 2544 ให้มาเริ่มกันใหม่ เพราะกัมพูชาเป็นภาคี UNCLOS แล้ว ก็มาคุยในระดับทวิภาคีกัน ที่จริงคณะผู้นำสองประเทศเจอกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ก็ตกลงว่าจะพยายามพูดคุยทวิภาคี ทั้งประเด็นทางบก ทางทะเล สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แล้วเราจะสามารถเดินหน้าในประเด็นต่างๆ นี่เป็นวิธีการที่ประเทศเพื่อนบ้านปฎิบัติระหว่างกัน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จำได้ว่าเคยเสนอกับนายปรักครั้งสุดท้ายในที่ประชุมสหประชาชาติว่า เรามาคุยกันสองฝ่ายประมาณ 6 เดือน ถ้าบรรยากาศมันดี เราอาจจะเริ่มพูดคุยกันได้บ้าง ทั้งเขตแดนทางบก ปัญหาชายแดนที่ค้างอยู่ และหลังจากนั้น หากเราพูดคุยกันเรื่องเขตแดนทางทะเลภายใต้ UNCLOS ถ้าคืบหน้าก็อาจจะตกลงร่วมกัน เพื่อไปสู่กลไกการประนอมก็ได้ โดยเป็นการตกลงกันทั้งสองประเทศ อย่างน้อยประชาชนทั้งสองฝั่ง ก็จะได้เห็นว่าเราพยายามแล้ว ไม่ได้เล่นเกมอะไรระหว่างกัน ถ้าไปไม่ได้ เราก็ตกลงเข้าสู่กระบวนการนี้

“ที่สำคัญเรามีข้อสงสัยว่า การเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ เขามีเจตนาอะไร ตามหลักหน้าที่ของ UNCLOS คือการแบ่งเขตทางทะเล แต่เท่าที่สังเกตจากการนำเสนอของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎหมายต่างประเทศฝั่งกัมพูชา เห็นชัดว่า เขาอยากจะเอาทรัพยากรทางทะเล แต่ตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการปักปันเขตแดนให้ถึงที่สุดเสียก่อน เราก็จะรู้ว่าตรงไหนเป็นพื้นที่ทับซ้อนกัน ตรงไหนที่เราจะมีการพัฒนาร่วมกัน แบ่งปันผลประโยชน์ ตรงนี้เราบอกแล้วสำหรับประเทศไทย เส้นตายคือเรื่องปักปันเขตแดน ขอยืนยันว่า เกาะกูด ยังไงก็ตามเป็นของประเทศไทย ไม่ว่าด้วยหลักกฎหมายทางทะเล เขตแดนทางทะเล รวมถึงสนธิสัญญาที่เรามีอยู่ ที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยกัมพูชาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ประเด็นเรื่องเกาะกูดไม่เกี่ยว จึงเชื่อว่าการขีดเส้น หรือการอ้างสิทธิ์ต่างๆ ไม่สอดคล้องกับกฎหมายทางทะเล” นายสีหศักดิ์กล่าว

นายสีหศักดิ์ยืนยันอีกว่า ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการ UNCLOS ด้วยความตั้งใจ อยากจะร่วมมือกับคณะกมธ. เพื่อให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ หวังว่าผลสุดท้ายจะเป็นอะไรที่สร้างสรรค์ ไทยกับกัมพูชาจะเดินหน้าร่วมกันเจรจา หาทางออกที่ยั่งยืน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า หลังจากที่ไทยกล่าวถ้อยแถลง กัมพูชาไม่ได้ชี้แจงหรือแก้ต่าง เพราะเขามุ่งมาเรื่องเขตแดนทางทะเลว่าเป็นปัญหาอย่างไร แต่เห็นได้ชัดว่าเขาจะพูดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรทางทะเล

เมื่อถามว่า การที่กัมพูชามุ่งเน้นจะให้มีการแบ่งปันทรัพยากรทางทะเล ขณะที่ไทยต้องการให้มีความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเล จะทำให้การประนอมล้มเหลวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ต้องมีการยืนยัน เพราะนี่เป็นการประชุมรอบแรก และต้องหารืออีกหลายครั้ง โดยในเดือนตุลาคมนี้จะไปประชุมที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ต่อจากนั้น ก็จะกลับมาที่สิงคโปร์หรือประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีสำนักงานศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA)

สรรเพชญ เผย คมนาคม-เอกชนผนึกกำลัง ยกระดับท่าเรือภาคใต้ ท่าเรือระนอง รับเรือใหญ่ครั้งแรก

15 กันยายน 2569 เวลา 21:57 น.

“สรรเพชญ” เผย คมนาคม-เอกชนผนึกกำลัง ยกระดับท่าเรือภาคใต้ “ท่าเรือระนอง” รับเรือใหญ่ครั้งแรก “ท่าเรือสงขลา” ติดตั้งเครน STS พร้อมเปิดประตูการค้าสองฝั่งทะเล

15 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพท่าเรือภาคใต้ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย โดยล่าสุดท่าเรือระนองสามารถรองรับเรือสินค้าขนาด 5,725 ตันกรอสได้เป็นครั้งแรกของจังหวัด ขณะที่ท่าเรือสงขลาได้ติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า หรือ Ship to Shore Crane (STS) จำนวน 2 ตัวแล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบเพื่อเตรียมเปิดให้บริการตามแผน ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายขนส่งสินค้าทางทะเลของภาคใต้

สำหรับฝั่งอันดามัน นายสรรเพชญ ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการรองรับเรือขนาด 5,725 ตันกรอส พร้อมศักยภาพรองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์กว่า 400 ตู้ และเปิดเส้นทางการค้า “ระนอง-จิตตะกอง” เชื่อมโยงประเทศไทยกับบังกลาเทศและกลุ่มประเทศ BIMSTEC ถือเป็นอีกก้าวของการผลักดัน “Ranong Gateway” ให้เป็นประตูการค้าแห่งอันดามัน

ความสำเร็จดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายที่ตนได้มอบไว้ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือระนอง เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ซึ่งได้กำชับการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เร่งเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือ พัฒนาเครื่องมือทุ่นแรง ระบบบริการ และสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการและสายการเดินเรือ เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเอเชียใต้

ส่วนฝั่งอ่าวไทย ภายหลังการลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ขณะนี้ได้ติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า STS จำนวน 2 ตัวแล้ว อยู่ระหว่างการทดสอบและเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดของท่าเรือสงขลาที่เดิมไม่สามารถรองรับเรือสินค้าที่ไม่มีเครนประจำเรือได้

การมีเครน STS จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการขนถ่ายตู้สินค้า รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ และเปิดโอกาสให้สินค้าจากภาคใต้ โดยเฉพาะยางพาราและสินค้าเกษตรแปรรูป สามารถส่งออกจากท่าเรือสงขลาไปยังตลาดจีน เกาหลี และญี่ปุ่นได้โดยตรง ลดการพึ่งพาท่าเรือต่างประเทศและลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ

การพัฒนาท่าเรือสงขลามีเป้าหมายเพิ่มปริมาณสินค้าจากประมาณ 2 ล้านตัน เป็น 4 ล้านตันต่อปี และเพิ่มปริมาณตู้สินค้าจากประมาณ 150,000 ทีอียู เป็น 450,000 ทีอียูต่อปี ภายในระยะเวลา 5-6 ปี รวมถึงดึงยางพาราที่ปัจจุบันส่งออกผ่านท่าเรือปีนังให้กลับมาส่งออกผ่านท่าเรือสงขลาอย่างน้อยร้อยละ 50 นายสรรเพชญกล่าวว่า ความสำเร็จของท่าเรือระนองและท่าเรือสงขลาแสดงให้เห็นถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำของภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม โดยฝั่งอันดามันมีท่าเรือระนองเป็นประตูเชื่อมตลาดเอเชียใต้และ BIMSTEC ขณะที่ฝั่งอ่าวไทยมีท่าเรือสงขลาเป็นประตูส่งออกสินค้าไปยังตลาดเอเชียตะวันออก

“วันนี้เราเห็นผลสำเร็จที่จับต้องได้ ทั้งการรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ระนองเป็นครั้งแรก และการติดตั้งเครน STS ที่ท่าเรือสงขลา จากนี้จะเดินหน้าทำให้ท่าเรือทั้งสองแห่งสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ เชื่อมโยงถนน ราง และท่าเรือเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ถึงมือผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่จริง”

สำหรับท่าเรือระนอง จะเร่งจัดระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่หลังท่า เพื่อรองรับลานวางตู้สินค้า คลังสินค้า จุดพักรถบรรทุก เขตปลอดอากร และกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ พร้อมผลักดันให้เส้นทางระนอง-จิตตะกองมีสินค้าเที่ยวไปและเที่ยวกลับอย่างเพียงพอ สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ท่าเรือสงขลา จะเร่งทดสอบเครน STS และระบบที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการขุดลอกและรักษาความลึกร่องน้ำให้ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ยกระดับภาคใต้ให้เป็นฐานการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงตลาดระหว่างประเทศทั้งสองฝั่งทะเลต่อไป

ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น 4.00 บาท/ลิตร มีผล 16 ก.ย. – 31 ต.ค. 69

15 กันยายน 2569 เวลา 20:05 น.

วันที่ 15 กันยายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว

โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ยังไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายในเร็ววัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก และส่งผลให้สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศยังคงมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 12/2569 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 เห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ลดลง 4.00 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และข้อ 3 (1) แห่งคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 15/2562 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน จึงออกประกาศ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ลงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

ข้อ 2 ให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ดังต่อไปนี้

(1) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 ลดลง 4.00 บาทต่อลิตร

(2) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ลดลง 4.00 บาทต่อลิตร

(3) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลง 4.00 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

เปิดตัวเต็ม มติ กกต. ‘คดีฮั้ว สว.’ ‘อนุทิน-เนวิน-ภราดร’ มติ 5:2

15 กันยายน 2569 เวลา 19:43 น.

แฟ้มภาพ

วันที่ 15 ก.ย. 2569  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าว (ฉบับที่ 447/2569) แจ้งผลมติที่ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในประเด็นที่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมมีมติ ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา แก่ผู้ถูกร้องรวมทั้งสิ้น 161 ราย

สำหรับการพิจารณาสำนวนดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 ข้อกล่าวหาหลัก ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ได้แก่

1. กรณีนักการเมืองช่วยผู้สมัคร สว. (ผิดตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง)

ข้อกล่าวหานี้ระบุถึงกรณีที่กรรมการบริหารพรรค, สส., ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ กระทำการช่วยเหลือให้ผู้สมัคร สว. ได้รับเลือกหรือไม่ได้เลือก

  • ผลการพิจารณา ที่ประชุมมีมติไม่ฟ้องร้องและไม่ดำเนินคดีอาญาผู้ถูกร้องจำนวน 21 ราย
  • สัดส่วนการลงมติ
    • มติเอกฉันท์ จำนวน 7 ราย
    • มติ 6 ต่อ 1 เสียง จำนวน 2 ราย
    • มติ 5 ต่อ 2 เสียง จำนวน 12 ราย

2. กรณีผู้สมัคร สว. ยินยอมให้นักการเมืองช่วย (ผิดตามมาตรา 76 วรรคสอง)

ข้อกล่าวหานี้ระบุถึงกรณีที่ตัวผู้สมัคร สว. เอง เป็นฝ่ายยินยอมให้กลุ่มนักการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ตนได้รับเลือก

  • ผลการพิจารณา ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2 เสียง) ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา กับผู้ถูกร้องกลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวนถึง 140 ราย

โดยมีรายระเอียดทั้งหมดดังนี้

ทั้งนี้ ประชาชนหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามข้อสงสัยได้ที่บริการสายด่วน กกต. โทร. 1444

เสียงเกินครึ่ง! สภากทม. พับโครงการเช่ารถขยะอีวี วงเงิน 6 พันล้าน

15 กันยายน 2569 เวลา 19:42 น.

สภากทม.

15 ก.ย. 69 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีการพิจารณาเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยไฟฟ้าจำนวน 3 โครงการ เพื่อใช้ทดแทนรถเก็บขนมูลฝอย (รถสันดาป) ที่จะสิ้นสุดสัญญาระหว่างปี 2568 ถึง 2570 รวมจำนวน 1,347 คัน และได้ของบประมาณใหม่ในปี 2570 ซึ่งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีการสงวนความเห็นไว้เพื่ออภิปรายในสภากรุงเทพมหานครในวาระที่ 2 และวาระที่ 3

มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 7 คน อภิปรายตามที่ได้สงวนความเห็นไว้ ประกอบด้วย

1.นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย

2.นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง

3.นายอัครชัย กันธมาลา ส.ก. เขตดุสิต

4.นายเอกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี

5.นายกิตติพงษ์ รวยฟูพันธุ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ

6.นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ ส.ก.เขตหลักสี่

7.นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก.เขตวังทองหลาง

สภากทม.

โดย ส.ก.ทั้ง 7 คน ยืนยัน ตัดทั้ง 3 รายการ เนื่องจากเห็นว่ากรุงเทพมหานครควรเช่ารถเก็บขนมูลฝอยในรูปแบบเดิมไปก่อนจนกว่าจะมีการทดสอบการใช้รถไฟฟ้าว่ามีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลุกขึ้นชี้แจงต่อสภากรุงเทพมหานครถึงเหตุผลความจำเป็นของโครงการฯ

จากนั้นประธานสภากทม. ได้เปิดให้ลงมติด้วยเครื่องออกเสียงลงคะแนน โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมและแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมรวม 50 คน ผลการลงคะแนน มีมติเห็นชอบ ตามที่ผู้สงวนความเห็นได้สงวนความเห็นไว้ 27 ไม่เห็นชอบ 19 งดออกเสียง 4 คือ ให้ตัดทั้ง 3 โครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยไฟฟ้า

สภากทม.
สภากทม.
สภากทม.
สภากทม.