NSM เนรมิต ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

NSM เนรมิต 'พิพิธภัณฑ์กลางห้าง' เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

NSM เนรมิต ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

นรมิต “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” สนุกมีสาระ 10 วันเต็ม ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 เม.ย. ณ Alive Park Hall ชั้น Gฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี  NSM ผนึก ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์และพันธมิตร โชว์กิจกรรมสนุกเข้มข้น ทั้งเปิดโลกอาชีพในJob World ให้น้องๆ ได้ทดสอบอาชีพที่ถนัด – ประดิษฐ์ดวงดาวในระบบสุริยะ – สู่โลกอวกาศผ่านเทคโนโลยี VR –  แข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก – สัมผัสฟอสซิลของจริง ฯลฯ อย่าพลาด!

17 เมษายน 2569 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วยนางสาวกัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ร่วมกันแถลงข่าว “NSM ผนึก ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ เนรมิต “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” จัดระหว่างวันที่ 17 – 26 เม.ย.2569 ณ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี

นายสุวรงค์ กล่าวว่า NSM ร่วมกับ “ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์” สร้าง “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” หรือ “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อให้เป็นหมุดหมายด้านการเรียนรู้ Learning Landmark ที่สำคัญของครอบครัวโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมครอบครัวยุคใหม่ต้องการพื้นที่ที่รวมการพักผ่อนและการพัฒนาทักษะลูก ไว้ในที่เดียว งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง”  จึงเป็นการนำ Content ของพิพิธภัณฑ์มาบวกกับ Lifestyle ของห้างฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจริง ๆ ผ่านการจัดกิจกรรมพิเศษในช่วงปิดเทอม

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” หรือ “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” ในปีนี้ มีการนำเสนอความพิเศษที่เข้มข้นกว่าทุกปีผ่าน 3 แกนหลัก คือ 1.นิทรรศการเคลื่อนที่ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สวมบทบาทเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวจิ๋ว ทั้ง Science Speak ที่จะพาไปถอดรหัสความลับของชีววิทยา และ Science Spark ที่จะจุดประกายความเข้าใจเรื่องฟิสิกส์ผ่านการเล่นด้วยตนเอง 2.กิจกรรม Work Shop Future Careers: จำลองโลกอาชีพใน Job World ทั้งนักคิดค้นยา (Pharmacist) เรียนรู้กระบวนการผลิตยาและการทำงานของเภสัชกร, นักออกแบบเครื่องประดับ (Jewelry Designer) ฝึกจินตนาการและทักษะการออกแบบสร้างสรรค์ เป็นต้น ยังมีเรื่อง Creative Science  อาทิ Soap Studio หรือนักเล่นแร่แปรสบู่ การเปลี่ยนเรื่อง “สถานะสสาร” ให้กลายเป็นงานศิลปะ ผ่านการทำสบู่แฮนด์เมดที่นำกลับบ้านได้จริง หรือเรื่องของ Solar System Illuminator กิจกรรมประดิษฐ์ดวงดาวในระบบสุริยะจากลูกบอล ช่วยให้จดจำลักษณะเด่นของดวงดาวผ่านงานฝีมือหรือเรื่องของ Exploration & Discovery  ผ่านกิจกรรม Seed to Seedling เรียนรู้การเดินทางของเมล็ดพันธุ์และการเติบโตของพืช, DIY Lab  พื้นที่ทดลองอิสระที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ “ลอง-ผิด-ลอง-ถูก” เพื่อสร้างนวัตกรรมชิ้นใหม่ ที่จะได้พบกับความสนุกของวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในผลงานศิลปะแห่งความภาคภูมิใจ

ที่สำคัญ “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” ยังมีพันธมิตรที่มาร่วมกันสร้าง “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็กไทย ทั้ง GISTDA จะพาวาร์ปสู่โลกอวกาศผ่านเทคโนโลยี VR และกิจกรรมSpace Inspirium หรือ iMake จะเปิดสนามแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก และฝึกการเขียน Coding เบื้องต้นรวมทั้งพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาฯ จะนำงานวิจัยและ “ฟอสซิลของจริง” มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด รวมทั้ง Tero Digital จะมาร่วมสร้างสีสันด้วยเทคโนโลยี AI สร้างสรรค์คอนเทนต์ “น้องคิดดี ฝันดี” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านสื่อสมัยใหม่และ Thai PBS จะมาในกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก

“นี่คือบทบาทสำคัญของ NSM ที่ขับเคลื่อนความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของสังคมในทุกช่วงเวลา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียม NSM ไม่ได้รอให้คนเดินเข้าหาพิพิธภัณฑ์ แต่เราบุกไปหาเด็กๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศในช่วงเปิดเทอมผ่าน “คาราวานวิทยาศาสตร์” และใช้ “พื้นที่ห้างสรรพสินค้า” เป็นจุดเชื่อมต่อในช่วงปิดเทอม เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าเด็กเยาวชนจะอยู่ที่ไหน หรือมีข้อจำกัดด้านการเดินทางอย่างไร พวกเขาจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรมได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่สำคัญเราต้องการเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยากหรือเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นกิจกรรมครอบครัวที่สนุกสนาน เมื่อความรู้แทรกซึมอยู่ในกิจกรรมพักผ่อน วัฒนธรรมการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในทุกช่วงวัย” นายสุวรรงค์ กล่าว

ด้านนางสาวกัลยา กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เป็นความตั้งใจของฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ โดยจัดพื้นที่สำหรับโซนการจัดแสดงโดยเฉพาะ เพื่อให้ครอบครัว พ่อแม่ลูกได้มาใช้เวลาในช่วงปิดเทอมอย่างมีคุณภาพร่วมกัน ซึ่งตัวนิทรรศการและกิจกรรมที่นำมาจัดแสดงไม่สามารถหาได้ในห้องเรียน แม้แต่ในช่วงที่ตนเองเป็นเด็กก็ยังไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสและเรียนรู้กับนิทรรศการและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ลงมือทดลองและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ในยุคสมัยปัจจุบัน อยากให้ทุกครอบครัวได้มาร่วมสนุกกับ “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี ซึ่งจะจัดแสดงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 – 26 เม.ย.นี้ 

พัทลุงรุกสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’ ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

พัทลุงรุกสร้าง 'ระบบนิเวศอ่อนหวาน' ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

พัทลุงรุกสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’ ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

เมื่อมองผ่านสายตาหมอฟัน หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านทันตกรรม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ภาพที่มักจะคุ้นตา นั่นก็คือคิวผู้ป่วยที่มารอรับการรักษาโรคในช่องปาก ทั้งการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน หรือผ่าฟันคุด ฯลฯ ต่อแถวยาวเหยียด…

“จังหวัดพัทลุงมีทันตแพทย์เพียง 82 คน เมื่อคิดเฉลี่ยแล้วโรงพยาบาลหนึ่งแห่งต้องดูแลคนทั้งอำเภอด้วยหมอฟันเพียง 4-5 คนเท่านั้น” ภก.ณัษฐพงษ์ พัฒนพงศ์ เภสัชกรเชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง สะท้อนภาพปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในวิชาชีพนี้ออกมาในวันที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน และคณะ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานของเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง  ที่สามารถสร้างโรงพยาบาลต้นแบบอาหารปลอดภัย อ่อนหวาน สำเร็จทั้ง 11 แห่งในจังหวัด  เพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)    

“ยิ่งคนไข้ต้องสูญเสียฟันแท้ไป ยิ่งมีต้นทุนที่รัฐต้องจ่าย แม้จะมีสิทธิเบิกฟันปลอมจาก สปสช. ได้ 4,400 บาท แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนการทำฟันปลอมหนึ่งเคสนั้นสูงกว่ามาก จนสถานพยาบาลต้องแบกรับภาระส่วนเกินกว่า 2,000 บาทต่อคน”

ทพญ.ชนิฎาภรณ์ สอนสังข์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง  ผู้ดำเนินงานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จังหวัดพัทลุง ให้ข้อมูล พร้อมให้ความเห็นว่า ฟันปลอมถือเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันแท้ไปแล้วเท่านั้น การรักษา ‘ฟันธรรมชาติ’ ให้คงอยู่ให้นานที่สุด เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

พัทลุง เด็ก 3 ขวบ ฟันผุเกือบ 40% 

สำหรับสถานการณ์โรคฟันผุในเด็กอายุ 3 ปี ในพื้นที่ภาคใต้  ปัจจุบันถือว่า ยังคงเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญและมีความรุนแรงสูง ซึ่งหากเปรียบเทียบเชิงพื้นที่ พบว่า เขตสุขภาพที่ 11   (ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นไป) มีความรุนแรงของปัญหาน้อยกว่ากลุ่ม 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งในกลุ่มนี้ มีเพียงจังหวัดตรังที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยพบสุขภาพช่องปากดีครอบคลุมทุกกลุ่มวัย

ส่วนจังหวัดพัทลุง อัตราการเกิดโรคฟันผุในเด็ก 3 ขวบเกือบ 40%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยของ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง  ปราศจากฟันผุ (caries free)   65%  (ค่าเป้าหมายของชาติสูง   75%)  ซึ่งยังต่ำกว่าอยู่ถึง 10% 

ด้วย “น้ำตาล” เป็นอาหารของแบคทีเรียในช่องปาก เกิดกรดทำลายเคลือบฟัน จนนำไปสู่โรคฟันผุ เหงือกอักเสบ ซึ่งทั้งหมดส่งผลถึงโรค NCDs ในระยะยาว  จากเรื่องของฟันในช่องปาก นำมาสู่ Food Environment 

ทพญ.ชนิฎาภรณ์ เล่าถึงโครงการบูรณาการเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัย จังหวัดพัทลุง ที่มีเป้าหมายหลักคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดบริโภคน้ำตาลและอาหารปลอดภัยในทุกช่วงวัย ที่ผ่านมามีการทำงานกับโรงพยาบาล 11 แห่งด้านอาหารปลอดภัยอ่อนหวาน เพื่อสุขภาวะในอนาคต, ร้านกาแฟทางเลือกเพื่อสุขภาพ หวานน้อยสั่งได้   และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทักษิณ และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรมให้กับผู้ประกอบการรายใหม่

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังทำงานร่วมกับโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก นักเรียนประถมศึกษา กลุ่มเสี่ยงอ้วน (นักสืบจิ๋ว) และทำงานกับชุมชน นำโดยอสม.นักวิทย์ สำรวจสิ่งแวดล้อม มีจุดเด่น อยู่ที่โรงพยาบาลพัทลุง  

ทพญ.ชนิฎา ยังชี้ให้เห็นความจริง ที่มีบางชุมชนติดหวานมาก เช่น  ชุมชนอำเภอกงหรา ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนมุสลิม ที่มีวัฒนธรรมอาหารการกินที่ติดหวานอยู่แล้ว และจากการลงพื้นที่  พบร้านขายเครื่องดื่มในชุมชนของพัทลุง อยู่ในระดับหวานมากๆ (ระดับ 15-28 Brix )

แม้ผลการสำรวจบนชั้นวางสินค้า จะพบความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางก็ตาม แต่ด้วยกลยุทธ์การขายที่กระตุ้นให้คนบริโภคน้ำตาลโดยไม่รู้ตัวนั้น ผลสำรวจนี้ก็ได้สะท้อน จุดเสี่ยง ที่อาจเป็น “กับดัก” ทำให้คนติดหวาน  ได้แก่ มีการน้ำอัดลมวางจำหน่ายระดับสายตา ขนมหวานวางจุดจ่ายเงิน และสินค้าที่มีฉลากโภชนาการ หรือมีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ ยังมีน้อยในแต่ละร้าน

สร้างระบบนิเวศลดหวานเต็มพื้นที่

ด้านภญ.พรชนก  เจนศิริศักดิ์ เภสัชกรชำนาญการ สสจ.พัทลุง เสริมถึงการทำงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดบริโภคน้ำตาลและอาหารปลอดภัย ในโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย อ่อนหวาน ที่เน้นความยั่งยืนและการสร้างความรอบรู้ (Health Literacy) ให้บุคลากรและเครือข่าย ว่า  จากการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน พบว่า โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 11 แห่ง มีพัฒนาการและความสำเร็จตามลำดับ ทั้งเรื่องการทำให้โรงพยาบาลปลอดน้ำอัดลม 100% มีเมนูผู้ป่วยลดหวาน พัฒนาเมนูชูสุขภาพ อาหารเป็นยาต้านโรคสำหรับผู้ป่วย อาหารว่างเพื่อสุขภาพในที่ประชุม การสร้างความรอบรู้สู่ชุมชน ตลาดเขียว (Green Market) การรณรงค์ร้านกาแฟ ร้านชารอบรั่วโรงพยาบาลอ่อนหวาน  

จากปี 2565: เริ่มต้นโครงการฯ โดยมีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์มาตรฐานจำนวน 5 แห่ง ล่าสุด ปี 2568: ประสบความสำเร็จ โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 11 แห่ง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานครบ 100% แล้ว

“กฎ เกณฑ์ต่างๆ ไม่ได้เป็นข้อบังคับ แต่ทุกโรงพยาบาลทำได้  ดังนั้น ปี 2569  ประธานคณะดำเนินงานโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยฯ มีข้อสั่งการ ขอให้นมที่ให้บริการกับผู้ป่วย เป็นนมพัทลุงรสจืดเท่านั้น หรือผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) 100% ส่วนสหกรณ์และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ต้องมีผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ นม เครื่องดื่ม ไม่น้อยกว่า 20%” ภญ.พรชนก  ชี้ให้เห็นพัฒนาการของโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยฯ  รวมถึงการจัดซื้อวัตถุดิบที่ปลอดภัยเป็นระบบจากคนในท้องถิ่น พร้อมกับระบบสุ่มตรวจที่รัดกุม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับอาหาร

นี่คือการสร้างระบบนิเวศลดหวาน เพื่อให้คนเมืองลุงมาโรงพยาบาลน้อยลง….      

โชว์ 4 รพ.ต้นแบบอ่อนหวาน

พญ.เสริมศรี ปฐมพาณิชรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลพัทลุง ระบุว่า พัทลุง เป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว 26% ฉะนั้นการดูแลสุขภาพเรื่องเบาหวาน ความดัน ไขมัน หากดูแลไม่ดีแล้วก็จะส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ ฉะนั้นการลดบริโภคหวาน ลดเค็ม จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องควบคุม

“โรงพยาบาลเป็นสถานบริการที่ดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชน การรณรงค์ให้ความรู้ลดการบริโภคหวานอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทางผู้บริหารโรงพยาบาล มีนโยบายสร้างแรงจูงใจลดค่าเช่าให้กับผู้ประกอบการ  โดยมีคูปองให้กับร้านค้าที่มีการดำเนินการลดบริโภคหวาน หากทำได้ตามตัวชี้วัดเป็นเวลา 6 เดือน ทางโรงพยาบาลจะลดค่าเช่าเดือนละ 500 บาท”

นอกจากนี้  การณรงค์ลดการบริโภคหวาน ถือเป็นความร่วมมือของร้านค้าที่มีความตระหนักในเรื่องนี้  ทั้งร้านกาแฟในโรงพยาบาล จัดแคมเปญ “หวานน้อยลด 2 บาท” โรงครัว สหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง และตู้กดน้ำอัตโนมัติที่ตั้งในรั้วโรงพยาบาล ต่างก็ให้ความร่วมมือไม่ขายน้ำอัดลม 100%  

เขาชัยสนโมเดล ต้นแบบตลาดเขียวเพื่อสุขภาพ

โรงพยาบาลเขาชัยสน  โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ไม่ได้เป็นเพียงสถานพยาบาล แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนสุขภาพคนในชุมชนผ่าน “โครงการโรงพยาบาลอาหารอ่อนหวาน”  โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนค่านิยมการกิน โดยปรับเมนูขนมหวานให้เป็นผลไม้สดตามฤดูกาล และให้บริการน้ำสมุนไพรสูตรหวานน้อยเป็นอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

ผลงานที่มีความโดดเด่น  คือการเป็น Green Market Leader ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนเข้ากับสุขภาพ สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ด้วยการรับซื้อพืชผักปลอดภัยมาปรุงอาหาร และต่อยอดสู่โลกดิจิทัลผ่าน ไลน์ “เขาชัยสนพลาซ่า” ตลาดนัดสุขภาพออนไลน์ที่ใครก็เข้าถึงได้

นอกจากนี้ โรงพยาบาลเขาชันสน ยังขยายพลังสีเขียว หวานน้อย ออกสู่ภายนอกรั้วโรงพยาบาล   “หลาดแบกะดิน”  ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นที่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่มีการค้าขายเดิมอยู่ในอำเภอเขาชัยสนหรือใกล้เคียงได้มาวางจำหน่ายสินค้า ผักปลอดสารพิษ เครื่องดื่มสมุนไพรหวานน้อย ภายใต้แนวคิดรักษ์โลก  ใช้ภาชนะต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติ  ถือเป็นจุดนัดพบของคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง

ด้านผู้ประกอบการร้านขายของฝากจากกลุ่มน้ำทะเลสาบของไทย หนึ่งในทีมงานหลาดแบกะดิน ดร.คนึงนิจต์ หนูเช็ก แนะนำว่า ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน อยากชวนนักท่องเที่ยว มาเดินเล่น กินของอร่อย ลดหวาน อาหารปลอดภัยสัมผัสวิถีชุมชนกลางอ้อมกอดขุนเขา ”หลาดแบกะดิน“  ของพัทลุง

“เมื่อมาถึงที่นี่ต้องมาลองดื่มน้ำแร่ 100%  ยี่ห้อโนราแคร์ (Nora Care) จากเขาชัยสน ที่ผลิตโดยกลุ่มผลิตน้ำแร่เขาชัยสน เพราะที่นี่มีน้ำแร่ใต้ภูเขา ซึ่งมีแร่ธาตุทั้งหมด 8 ชนิด ไม่มีกำมะถัน มีความเป็นด่างๆ อ่อนๆ 8.3 ค่า PH) และ ล่าสุดมหาวิทยาลัยทักษิณ  ส่งไปตรวจที่ประเทศญี่ปุ่น ได้คะแนน 8 เต็ม 10”

ส่วน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (ปัญญานันทภิกขุ) และโรงพยาบาลปากพยูน ผลการประเมินจากโครงการฯ  พบความเด่น เรื่องการสื่อสารยอดเยี่ยม มีนวัตกรรมการสื่อสารลดความหวานต่อเนื่อง ขณะที่ โรงพยาบาลตะโหมด และโรงพยาบาลบางแก้ว ถือเป็นโรงพยาบาลต้นแบบเข้มข้น ที่ไม่มีร้านค้าสวัสดิการ เน้นอาหารเป็นยา และสมุนไพร

 จากความสำเร็จของเครือข่ายจังหวัดพัทลุงที่สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยอ่อนหวาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เนื่องจากต้องจัดการกับระบบสวัสดิการและร้านค้าจำนวนมาก

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวชื่นชมที่เครือข่ายสามารถสร้างความเชื่อมั่นจนผู้บริหารโรงพยาบาลให้ความสำคัญ นำไปสู่การปรับปรุงเมนูอาหารกลางวันและอาหารว่างที่เน้นการลดหวาน มัน และเค็ม อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ โรงพยาบาลบางแห่งยังยกระดับสู่การเป็นเขตปลอดน้ำอัดลม 100% ทั้งในส่วนของสหกรณ์และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลปริมาณน้ำตาลเพื่อสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ

“การมีป้ายเตือนในสถานพยาบาลถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้บุคลากรและผู้รับบริการเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคหวานลงได้อย่างยั่งยืน”

จากวิกฤตความขาดแคลน  กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ สสจ.พัทลุง ลุกขึ้นมาปรับยุทธศาสตร์ทำงานเชิงรุกด้วยการสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’  เปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้คนให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี โดยเริ่มปูพรมสร้างโมเดลอาหารปลอดภัยที่เชื่อมโยงจากรั้วโรงพยาบาลขยายผลสู่หัวใจของชุมชน เพราะเชื่อว่า ถ้าต้นทางของอาหารนั้นปลอดภัยและ ‘อ่อนหวาน’ อย่างแท้จริง คนเมืองลุงก็จะมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนได้โดยไม่ต้องให้ถึงมือหมอ…

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน  ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.40 น.

วงการอัญมณีและเครื่องประดับเตรียมพบกับความยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติอีกครั้ง ในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG พร้อมปักหมุดเป็น ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางแหล่งผลิตและจัดหาอัญมณีและเครื่องประดับของอาเซียน และเป็นประตูที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบสำคัญภายใต้แนวคิด “The Ultimate ASEAN Jewellery and Gemstone Sourcing Hub”

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับประสบการณ์การจัดหาวัตถุดิบและสินค้าที่ครอบคลุมทุกมิติของอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ โดยมีการออกแบบพื้นที่เป็นสัดส่วนเพื่อยกระดับบรรยากาศการเจรจาธุรกิจ และตอบสนองทุกโจทย์การลงทุนและการสร้างสรรค์คอลเลกชันใหม่ ประกอบด้วย

– Fine Jewellery & Silver พื้นที่รวมเครื่องประดับสำเร็จรูปและเครื่องประดับเงินที่โดดเด่นด้วยงานดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซ สะท้อนความประณีตและรสนิยมเหนือระดับ

– Gemstone & Diamond แหล่งค้นพบพลอยสีและอัญมณีหายาก รวมถึงเพชรแท้คุณภาพสูงจากซัพพลายเออร์ชั้นนำที่เชื่อถือได้
Lab-Grown Diamond โซนนวัตกรรมทางเลือกใหม่ที่กำลังพลิกโฉมเทรนด์ตลาดโลก ตอบโจทย์ทั้งแง่ของความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเติบโต

-Tools & Equipment ศูนย์รวมเทคโนโลยี เครื่องมือ และอุปกรณ์ล้ำสมัย ที่ช่วยปลดล็อกขีดจำกัดและยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ก้าวไปอีกขั้น

งานในปีนี้ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับงานศิลป์และงานฝีมือผ่านสองเวทีไฮไลต์ เริ่มต้นด้วย The Next Gem Contest 2026 พื้นที่ประลองไอเดียของนักออกแบบรุ่นใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Quiet Luxury Jewellery” ที่นำเสนอความหรูหราอันสงบนิ่งและเปี่ยมรสนิยม ต่อด้วยเวทีแข่งขัน Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 รวมช่างฝีมือชั้นนำของไทยมาถ่ายทอดเอกลักษณ์ศิลปะไทยผ่านแนวคิด “The Secret of Thai Legacy” นำเสนอมรดกอันล้ำค่าในภาษาของเครื่องประดับร่วมสมัย

ในงานยังถูกเติมเต็มด้วยกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจโดยเฉพาะ ตลอดทั้ง 4 วัน ไม่ว่าจะเป็น อัปเดตเทรนด์ผ่าน Seminar & Workshop โดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ การแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำอุตสาหกรรมจากอาเซียน ใน ASEAN JEWELLERY AND GEM SUMMIT ตลอดจนบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟในงานพบปะผู้ประกอบการและผู้ซื้อชั้นนำอย่าง Business Networking Night ปิดท้ายด้วยความตระการตาของ JGAB Runway แฟชั่นโชว์อัญมณีแห่งเอเชียที่จะสะกดทุกสายตา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เหนือระดับและค้นหาโอกาสทางธุรกิจในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

โดยเปิดให้เข้าชมในเวลา 10:00 – 18:00 น. (สำหรับวันที่ 22-24 เมษายน 2569) และเวลา 10:00 – 17:00 น. (สำหรับวันที่ 25 เมษายน 2569) ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com และลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า ได้แล้ววันนี้ผ่านทาง https://ers-th.informa-info.com/jgb26?cid=PR

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.33 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach (CSC-2030) รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากลไก “ที่ปรึกษาวัฒนธรรม” ระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองด้วยมิติวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ โดยโครงการมุ่งเน้นการเชื่อมโยง “ทุนทางวัฒนธรรม” เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และกรอบแนวคิด Culture 2030 ของ UNESCO

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นการเรียนรู้เชิงลึกที่ผสมผสานทั้งองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้จริงในบริบทของพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) การวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง การออกแบบแผนพัฒนา และการสื่อสารเพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อดึงดูดโอกาสและการสนับสนุนเข้าสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการรับสมัครในรุ่นที่ 2 เปิดรับถึงวันที่ 22 เมษายน 2569 นี้ โดยมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัดผ่านกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติและการสัมภาษณ์ เพื่อเฟ้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าร่วมหลักสูตร ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 และ 28–30 พฤษภาคม 2569 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทั้งองค์ความรู้ด้าน Culture × Sustainability ทักษะการเป็นโค้ชและที่ปรึกษาเมือง รวมถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับพื้นที่จริง พร้อมได้รับ ใบรับรองการเป็นที่ปรึกษาวัฒนธรรมระดับประเทศ และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายที่ปรึกษาเมืองระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสในการทำงาน การพัฒนาโครงการ และการเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต

“คิดถึงวันนี้ยังสนุกอยู่เลยครับ ได้ความรู้ ได้เพื่อนที่แชร์ passion และแรงบันดาลในการขับเคลื่อนเมืองด้วยคุณค่าวัฒนธรรมพื้นถิ่น ได้คิดเรื่องนวัตกรรมวัฒนธรรมเพื่อโลกอนาคตและคนรุ่นใหม่ที่จะภูมิใจในรากเหง้าตัวเอง” จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้ง บริษัท จิรทักษ์ จำกัด และ วิลล่าเสนีวงศ์ พื้นที่เชิงสุนทรียะ ธนบุรี หนึ่งในโค้ชรุ่นที่ 1 กล่าวถึงความประทับใจจากการเข้าร่วมโครงการ

ขณะที่ ปรมา ทิพย์ธนทรัพย์  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต บารามีซี่แล็บ อีกหนึ่งผู้สำเร็จหลักสูตรรุ่นที่ 1 ได้สะท้อนมุมมองว่า “CSC-2030 คือพลังตัวคูณ ที่ช่วยขยายศักยภาพของโค้ชทุกคนให้เพิ่มขึ้นสิบเท่า และโค้ชรุ่นที่ 1 ของเราก็จะเป็นพลังตัวคูณ ที่ทำให้เมืองที่พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม เติบโตได้อีกสิบเท่าเช่นกัน”

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น นักการตลาด นักสร้างสรรค์ นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง สมัครเข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach รุ่นที่ 2 เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการออกแบบอนาคตของเมืองไทย

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 22 เมษายน 2569 ที่ >> https://forms.gle/G1YGBi72AGWSGLs79 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Thai Culture for SDGs

‘ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด’ รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

'ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด' รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

‘ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด’ รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.13 น.

การเข้าถึงโภชนาการที่เพียงพอและเหมาะสม ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในวัยเรียน ซึ่งต้องใช้ทั้งพลังงานทางร่างกายและสมาธิในการศึกษาและพัฒนาทักษะในแต่ละช่วงวัย อย่างไรก็ตาม เยาวชนจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะความเป็นอยู่ ส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องมีบทบาทในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้เรียนควบคู่ไปกับการจัดการศึกษา

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ สถานศึกษาอาชีวะเอกชนการกุศลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 โดยคณะนักบวชซาเลเซียน ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถเข้าศึกษาในระดับอาชีวศึกษาโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพและการปลูกฝังคุณธรรม

ปัจจุบัน วิทยาลัยดูแลนักเรียนและนักศึกษาจำนวนมาก ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รวมถึงนักเรียนประจำจากต่างจังหวัด ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงมีข้อจำกัดด้านฐานะ ทำให้การสนับสนุนด้านโภชนาการเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยในแต่ละปีการศึกษา วิทยาลัยมีความจำเป็นต้องใช้ข้าวสารมากกว่า 21,528 กิโลกรัม เพื่อจัดเตรียมอาหารให้เพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง

จากความจำเป็นดังกล่าว ภาคสังคมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมสนับสนุน โดยเฉพาะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนอย่างยั่งยืน ล่าสุด ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด รุ่น 17 ได้ตอกย้ำบทบาทองค์กรจิตอาสาที่ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินโครงการ “มอบข้าวสารสำหรับนักเรียน” ผ่านการบริจาคเงินให้แก่วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ เพื่อนำไปจัดซื้อข้าวสารสำหรับใช้ในการประกอบอาหารให้กับนักเรียน โดยมี นางศรินทร เมธีวัชรานนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ วีวี แชร์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของชมรมฯ ในการส่งต่อความห่วงใยสู่สังคม แต่ยังเป็นการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความจำเป็นของสถานศึกษาได้อย่างตรงจุด ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และเสริมสร้างความมั่นคงทางโภชนาการให้กับนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางวรรณี ลีลาเวชบุตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ในฐานะ ประธานชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด รุ่น 17 กล่าวว่า “สมาชิกในชมรมของเรามุ่งมั่นในการทำกิจกรรมที่สร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจในการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

การสนับสนุนในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและสถานศึกษา ที่ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังต้องการการสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐาน

วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ ยังคงเดินหน้าภารกิจในการเป็นสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนฟรีในระดับอาชีวศึกษา พร้อมพัฒนาทักษะวิชาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้เรียนในทุกมิติ

ความร่วมมือในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มโอกาสให้กับเยาวชน แต่ยังสะท้อนบทบาทขององค์กรภาคสังคมในการเป็นพลังสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่อไปในอนาคต

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน  จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.09 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมทักษะความรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่เยาวชน จึงได้จัดกิจกรรมการอบรมลดการเกิดอุบัติเหตุและยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัทฯ พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสาบรรเทาภัย (Emergency Response Team: ERT) และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยร่วมอบรมให้ความรู้การป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ตลอดจนการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างเหมาะสมให้แก่คณะครูและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) และโรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อๆ เร็วนี้

ภายในกิจกรรมดังกล่าว พนักงานจิตอาสาและผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย ลักษณะและสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงวิธีการป้องกันอุบัติเหตุในโรงเรียนเบื้องต้นเพื่อให้คณะครูและน้องๆ นักเรียนได้ร่วมฝึกปฏิบัติป้องกันเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ การดูแลตนเองอย่างถูกวิธี และยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล  เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.00 น.

เมื่อนิยามของความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข แต่คือการหยิบยื่นโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จึงร่วมกับ HiSoParty สานต่อโครงการ “กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก (Leading Women Fund)” เป็นปีที่ 5 ผ่านงานน้ำชาการกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เนื่องในเดือนแห่งวันสตรีสากล พร้อมเชิญชวนเครือข่ายผู้หญิงแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมอบความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ลี้ภัยกว่า 344 คน จาก 86 ครอบครัว และเมื่อรวมกับเงินสนับสนุนจากทั่วโลก UNHCR สามารถส่งต่อโอกาสและความหวังให้ผู้ลี้ภัยหญิงกว่า 4 ล้านคน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ ยูเครน เลบานอน จอร์แดน มอลโดวา และพื้นที่วิกฤตต่าง ๆ

ไฮไลต์พิเศษสำหรับปีนี้ ได้รับเกียรติบรรยายพิเศษจาก อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ในหัวข้อ “การทอผ้า สัญลักษณ์แห่งมรดกทางวัฒนธรรม ความเข้มแข็ง และความหวัง จากประวัติศาสตร์ไทยสู่ ผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก” และร่วมประมูลผ้าจากหลากหลายประเทศอันทรงคุณค่า จากอาจารย์เผ่าทอง, เสื้อแจ็กเก็ตสุดรักจาก ก้อง สหรัถ สังคปรีชา ผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงของ UNHCR และกระเป๋า Judith Leiber จาก Beauty Gems รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก                                           

งานนี้ ได้รับเกียรติจาก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมงาน พร้อมสมาชิกกิตติมศักดิ์กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก อาทิ ปรียามล ธนวิสุทธิ์, ดร.แคทลีน มาลีนนท์, ดร.ดาริณ พันธุศักดิ์,  อรวรรณ คราประยูร, พรทิพย์ เศรษฐีวรรณ, สุภาภรณ์ ถวิลเติมทรัพย์, สิริญญา เหล่าจินดา, สุณี  หวังวณิชกุล, อนันดา  หวังวณิชกุล, วาณา ธารีรัตนาวิบูลย์, พงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ และอีกหลายท่านที่มาร่วมเป็นกระบอกเสียงและพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกองทุนฯ โดยมี อรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์ จาก UNHCR ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ ร้านอาหารบ้านสุริยาศัย One Bangkok

“Leading Women Fund” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมการกุศล แต่ยังเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจ ที่สะท้อนบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ซึ่งงดงามทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้หญิงทั่วโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร (แอน) ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนและองค์กร UNHCR ประเทศไทย โทร 063-270-9334

ชมความน่ารัก ‘โกโก้’เจ้าของฉายา’หน้าโหดโหมดคิตตี้’น้องหมาสุดหวงของ ‘โก๊ะตี๋ อารามบอย’

ชมความน่ารัก 'โกโก้'เจ้าของฉายา'หน้าโหดโหมดคิตตี้'น้องหมาสุดหวงของ 'โก๊ะตี๋ อารามบอย'

ชมความน่ารัก ‘โกโก้’เจ้าของฉายา’หน้าโหดโหมดคิตตี้’น้องหมาสุดหวงของ ‘โก๊ะตี๋ อารามบอย’

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

ว่ากันว่า น้องหมาพันธุ์ พิทบลู เป็นน้องหมาพันธุ์ที่ดุมาก ดุซะจนบางคนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่สำหรับ “เจ้าโกโก้” น้องหมาสุดรัก สุดหวงของนักแสดงตลกระดับประเทศอย่าง โก๊ะตี๋ อารามบอย กลับเชื่องจนได้รับฉายาว่า “หน้าโหดโหมดคิตตี้” ที่เราเชื่อว่าถ้าใครได้ชมรายการ “PET Planet รักนี้มีหาง” ในวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 16.00น. ทางช่อง 3HD รับรองได้เลยว่าจะเปลี่ยนภาพน้องหมาพันธุ์ พิทบลู ไปแบบสิ้นเชิง!!!

สามพิธีกรสุดคิวบ์ เอ ไชยา, เอ๋ ดาเรศ และ น้องแป้ง ศรัณฉัตร จะพาแฟนๆ รายการไปชมการเลี้ยงน้องหมาพันธุ์พิทบลู ชื่อ “เจ้าโกโก้” แว่วมาว่า เจ้าโก้ ไม่ดุกับคน แต่ดุกับสัตว์ แถมกลัวความสูงด้วยวีรกรรมเด็ดๆเจ้าโก้ ทำเอา 3 พิธีกรถึงกับฮาในความน่ารัก นอกจากนี้ 3 พิธีกรยังจะพาไปชม “การทำแคนตัส” และเจาะลึกเรื่องราว “ความรัก” แบบ Exclusive ของตลกหนุ่มอารมณ์ดี “โก๊ะตี๋” ที่แฟนๆ รายการต้องไม่พลาด!!! 

ติดตามชมความน่ารักของ “เจ้าโกโก้” ได้ในรายการ “PET Planet รักนี้มีทาง” วันอาทิตย์ที่ 19เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ทางช่อง 3HD กด 33 และติดตามชมได้ทาง youtube : Pet Planet รักนี้มีหาง , IG: petplanetonline.th , Facebook: Pet Planet รักนี้มีหาง , TikTok: รักนี้มีหาง แอป : ch3plus.com

ห้ามพลาด!!! แฟนๆ รายการสามารถร่วมสนุก โดยส่ง “คลิปลูกรัก” ลุ้นขึ้นจอช่วง “แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง” กันได้  เพียงกด Follow Subscribe ช่องทาง Social Media ของรายการในทุกช่องทาง แล้วโพสต์คลิปน้อง ๆ ลงโซเชียลตัวเอง ติดแฮชแท็ก #แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง  พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ เพียงแค่นี้ก็สามารถลุ้นแจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง ในรายการ “PET Planet รักนี้มีหาง” พร้อมรับของที่ระลึกกันได้ทุกสัปดาห์

วงการเพลงสะเทือน สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น โพสต์ฟาดเดือด พวกคุณมันก็แค่หาเงินจากเด็ก

วงการเพลงสะเทือน สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น โพสต์ฟาดเดือด พวกคุณมันก็แค่หาเงินจากเด็ก

วงการเพลงสะเทือน สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น โพสต์ฟาดเดือด พวกคุณมันก็แค่หาเงินจากเด็ก

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.42 น.

วานนี้ 17 เมษายน 2569 สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น หรือ สไปร์ท ศุกลวัฒน์ พวงสมบัติ แร็ปเปอร์หนุ่มน้อยสู้ชีวิตเจ้าของฉายา แร็ปเปอร์รองเท้าแตะ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแบบดุเดือด ทำเอาชาวเน็ตสะดุ้งกันทั้งไทม์ไลน์ จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกโซเชียล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ถ้าผมโกงคุณผมก็รวยสิครับ มีพระธรรมในใจเหมือนที่สอนผมสิ นี่ตัวเองรวยเอาๆ เเละยังมาทำเหมือนกับว่าถูกกระทำ พวกคุณมันก็เเค่หาเงินจากเด็ก เอาเงินจากเด็ก ให้เด็กทำงาน ตลอด 5 ปีมานี้ผมทำไรบ้าง ผมมอบความรัก ดูแลพวกคุณชีวิตผมก็ให้คุณได้ คุณมันมองผมเเค่สินค้าชิ้นนึง ชีวิตผมครอบครัวผมพัง ผมเสียอะไรไปเยอะ เดินร้องไห้ริมถนน มันเศร้ากว่าร้องไห้ในบ้านราคาหลายสิบล้านที่คุณอยู่ หลายเท่านะ #ชีวิตไม่เเน่นอน #hustle”

สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น

หลังโพสต์ของ สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น เผยแพร่ออกไป มีคนกดถูกใจมากกว่า 8,000 ครั้ง และแชร์ออกไปมากกว่า 500 ครั้ง ภายในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่เหล่าแฟนคลับและชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม เช่น

“แล้วซักวันอะไรดีๆมันจะคืนกลับไปหานายเว้ยพ่อหนุ่ม”

“เราเป็นคนคิดดีทำดี อดทนนะน้องชาย รักเสมอครับ”

“รู้กัญดีอยู่ หากินกับเด็ก 40%60%80% ทำแบบนี้ กัญเยอะอยุ่ที่คนดีและไม่ดีน้องชาย คนทำแบบไหนได้แบบนั้นพี่อยู่ข้างน้องชายเสมอ ลุย KKC”

“เข้าใจคำว่า หากินกับเด็ก… สู้ๆไอ้น้องชาย”

“เป็นกำลังให้เสมอครับลูกชาย”

“สู้ๆ น้องชาย คนทำดี อยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรักครับ”

“ทำนาบนหลังคนมีทุกยุคจริง รักน้องนะครับเป็นกำลังใจให้ครับ

“เคยบอกแล้วเคยเตือนแล้ว ไฮเทคเป็นยังไง แต่เอาเหอะผ่านมาแล้ว ก็ผ่านไปนะน้อง สู้ๆนะไปร์ ขยันไม่มีวันอดน้องชาย”

“สู้จะพี่ว่าน้องเก่งแล้วมาถึงจุดนี้ได้ใช้ว่าใครจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ด้วยอายุแค่นี้ผ่านอะไรมาเยอะกว่าพวกมีอายุอีกสู้ๆต่อไปยังเหลือพลังอีกเยอะสู้ๆจ้า”

“กอดๆและให้กำลังใจนะครับน้องชาย พี่ติดตามน้องตั้งแต่ super10 ความสามรถน้องมี เยอะ เอาออกมาใช้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาพวกนั้น ดีกว่าครับ สู้ๆนะน้องชาย”

สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น
สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น
สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น

สำหรับ สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น หรือ สไปร์ท ศุกลวัฒน์ พวงสมบัติ คือแร็ปเปอร์หนุ่มน้อยจาก จ.ฉะเชิงเทรา ที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากรายการ Super 10 Season 2 ทางช่อง Workpoint เมื่อปี 2561 จนได้รับฉายาว่า แร็ปเปอร์รองเท้าแตะ ด้วยสไตล์การร้องลูกทุ่งผสมแร็ปที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนก้าวสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพที่มีผลงานเพลงฮิตระดับร้อยล้านวิวในปัจจุบัน

สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น
สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น

244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันอังคารที่ 21 เมษายน ที่จะถึงนี้  เป็นวันที่ “กรุงเทพมหานคร” หรือ “กรุงรัตนโกสินทร์ จะมีอายุครบ 244 ปี “แนวหน้า” ขอประมวลเรื่องราวและสถานที่ที่เกี่ยวกันกับเหตุการณ์แรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ มาให้ทราบกัน ดังต่อไปนี้


1.ปราบดาภิเษก ณ กรุงธนบุรี
ภายหลังยุติเหตุวุ่นวายภายในกรุงธธนบุรีจนสงบราบคาบลงแล้ว มุขอำมาตย์ราชมนตรีและราษฎรพร้อมใจอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 จึงได้มีพิธี “ปราบดาภิเษก” ขึ้น ณ กรุงธนบุรี ซึ่งปัจจุบันคือ “พระราชวังเดิม” ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ หลังป้องวิชัยประสิทธิ์ ปากคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง นั่นเอง


2. สถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์”  
หลังจากได้ทรงปราบดาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรี ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  มายังฝั่งตะวันออก เพื่อสถาปนาเป็นเมืองหลวงใหม่ โดยประเพณีโบราณ  การสร้างเมืองสำคัญจำเป็นต้องมีการยกหลักเมืองขึ้นเป็นมิ่งเมืองและเป็นขวัญเมืองสืบไป

ดังนั้น ในวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธี “ยกเสาหลักเมือง” ขึ้น โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ มีเม็ดยอดรูปบัวตูมสวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง  ภายในมีช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง  และถือเอาวันที่ 21 เมษายน เป็นวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์  ส่วนวันที่ 6 เมษายน วันปราบดาภิเษก ถือเป็น “วันจักรี” คือ วันเริ่มต้นของราชวงศ์จักรี นั่นเอง


3. เสาหลักเมือง ทำไมมี 2 ต้น

ผู้ที่ได้มีโอกาสไปกราบสักการะศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร มาแล้ว  คงจะเห็นว่า มีเสาหลักเมืองภายในศาลอยู่ 2 เสาด้วยกัน ซึ่งก็อาจทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า เหตุใดเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ จึงมีถึง 2 เสาเช่นนี้?

สาเหตุที่เสาหลักเมืองกรุงเทพฯ มี 2 เสานั้น  เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ. 2379 เมื่อพระองค์ทรงตรวจดวงพระชะตาของพระองค์เอง พบว่าเป็นอริแก่ลัคนาดวงเมือง จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่อีก 1 ต้น เพื่อเป็นการแก้เคล็ด พร้อมบรรจุดวงชะตาเมืองขึ้นมาใหม่

ในครั้งนั้น ได้มีการขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกอบด้านนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเม็ดทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร พร้อมกับอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานอยู่ใกล้กันในอาคารศาลหลักเมืองที่มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาวที่ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองอยุธยา

ต่อมาใน พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนิน ณ ศาลหลักเมือง ในพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหานครตามโบราณราชประเพณี และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมืองให้มีความงดงามบริบูรณ์สมกับเป็นที่สถิตแห่งองค์พระหลักเมือง และให้เชิญเสาหลักเมืองต้นเดิมไปประดิษฐานไว้คู่กับเสาหลักเมืองต้นปัจจุบัน เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง ณ วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2529

ในการนี้ คณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง ได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์การดำเนินงานปรับปรุงศาลหลักเมืองรวมทั้งได้สร้างศาลเทพารักษ์เพื่อเป็นที่สถิตแห่งเทพารักษ์ทั้ง 5 ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าเจตคุปต์ และเจ้าหอกลอง และอาคารหอพระพุทธรูปขึ้นอีกด้วย

4. ชื่อเมืองหลวงที่ยาวที่สุดในโลก
ภายหลังจากจัดพิธียกเสาหลักเมืองขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2325  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้พระราชทานนามพระนครใหม่ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ เป็นชื่อเมืองที่ยาวที่สุดในโลก มีความหมายว่า “พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครสามารถรบชนะ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้ว 9 ประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้”

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงเปลี่ยนจาก “…บวรรัตนโกสินทร์…” เป็น “…อมรรัตนโกสินทร์…” และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2514  รัฐบาลในขณะนั้นได้รวม จังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี เข้าด้วยกันเป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และในปี พ.ศ.2515 ได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร”

5. ศาลเทพารักษ์ ในศาลหลักเมือง
ภายใน ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร นอกจากประดิษฐานหลักเมืองแล้ว ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช คือ เทพารักษ์ 5 องค์ ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง และเจ้าพ่อเจตคุปต์

พระเสื้อเมือง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนฐานสิงห์ พระหัตถ์ซ้ายทรงคทาวุธ พระหัตถ์ขวา ยกชูขึ้นทรงจักราวุธ “พระเสื้อเมือง” เป็นเทพารักษ์คุ้มครองป้องกันภัยทั้งทางบกและทางน้ำ คุมไพร่พลรักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากอริราชศัตรูมารุกราน
พระทรงเมือง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนฐานปัทม์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ ขวายกชูขึ้นทรงสังข์ “พระทรงเมือง” เป็นเทพารักษ์มีหน้าที่ปกป้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั้งแผ่นดิน และดูแลความผาสุกของประเทศ

พระกาฬไชยศรี รูปเทพารักษ์สี่กรหล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับบนหลังนกแสก ซึ่งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมปิดทอง พระหัตถ์ซ้ายบนยกชูทรงเชือกบาศสำหรับคล้องมัดปราณของมนุษย์ผู้ถึงฆาต พระหัตถ์ซ้ายล่างยกเสมอพระนาภี พระหัตถ์ขวาบนยกชูทรงชวาลา พระหัตถ์ขวาล่างทรงพระขรรค์ “พระกาฬไชยศรี” เป็นเทพารักษ์ที่เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่ป้องกันมิให้ผู้ใดทำความชั่ว รวมทั้งสอดส่องดูแลบุคคลอันธพาลในยามค่ำคืน ด้วยการขี่นกแสกออกตรวจตรา และเมื่อบุคคลใดถึงฆาตก็นำตัวไปให้พระยมชําระความ ถ้าทำความดีก็ส่งขึ้น สวรรค์ ทำความชั่วก็ส่งลงนรก

เจ้าพ่อหอกลอง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนแท่นแปดเหลี่ยม พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาทรงดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายทรงเขาสัตว์ สำหรับใช้เป่าเป็นสัญญาณเรียกประชุมไพร่พลให้มาเข้าประจำ หน้าที่ตามธรรมเนียมปฏิบัติกันในสมัยโบราณ “เจ้าพ่อหอกลอง” เป็นเทพารักษ์ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน แล้วรายงานเหตุร้ายที่เกิดขึ้นให้พระเสื้อเมืองซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเป็นไปต่างๆ ในเมืองให้รับทราบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เจ้าพ่อเจตคุปต์ รูปเทพารักษ์จำหลักด้วยไม้ปิดทองทั้งองค์ ประทับยืนบนแท่น พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาถือเหล็กจาร พระหัตถ์ซ้ายถือใบลานอัครสันธานาสำหรับจดความชั่วร้ายของชาวเมืองที่ตายไป “เจ้าพ่อเจตคุปต์” เป็นเทพารักษ์ที่เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่จดบันทึกความชั่วร้ายของมนุษย์ที่ตายไปแล้วนำเสนอต่อพระยม 

ปัจจุบัน เทพารักษ์ 5 องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ ณ ศาลเทพารักษ์ ภายในศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะได้


6. พระประจำแผ่นดิน
เมื่อสร้างกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รัชกาลที่ 1 มีพระราชปณิธานที่จะสร้างให้เป็นกรุงศรีอยุธยาแห่งใหม่ โดยจำลองแบบอย่างหลายอย่างมาไว้ที่กรุงเทพฯ ขาดเพียงพระพุทธรูปที่เปรียบเสมือน “ใจเมือง” แม้โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปลงมาไว้กรุงเทพฯ หลายองค์ แต่ก็ไม่มีองค์ใดเลย ที่จะมีพระราชศรัทธาในพุทธคุณเทียบเท่า “พระแก้วมรกต” 

“พระแก้วมรกต” จึงประดิษฐานเป็นประธานอยู่ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางราชอาณาจักรสยาม และศูนย์กลางแห่งพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ ศาสนา และราษฎร

ตำนานเกี่ยวกับพระแก้วมรกต ที่ว่าเป็นพระพุทธรูปที่เทวดาสร้าง มีการอัญเชิญไปยังดินแดนต่างๆ เช่น ประดิษฐานอยู่เมืองลำปางนาน 32 ปี (พ.ศ. 1979-2011), เชียงใหม่ 85 ปี (พ.ศ. 2011-2096), หลวงพระบาง ไม่ถึงปี (พ.ศ. 2096), เวียงจันทน์ 225 ปี (พ.ศ. 2096-2322) กรุงธนบุรี 5 ปี (พ.ศ. 2322-2327) และสุดท้ายประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

หลังจากอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพียง 2 เดือน ได้เกิดธรรมเนียมใหม่ขึ้น คือ พ.ศ. 2328 รัชกาลที่ 1 โปรดให้ตั้งพระราชกำหนดใหม่ให้ข้าราชการทั้งปวงต้องเข้าไปกราบนมัสการพระแก้วมรกตก่อน แล้วจึงเข้ารับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัจจาภายหลัง
 

นี่คือเรื่องราวที่เกี่ยวกันกับวาระ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ที่ “แนวหน้า” นำมาฝากทุกท่าน.