ปลดล็อกภาระ 30 ปี พลพีร์ ดันแผนถอด ค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลปชช.

ปลดล็อกภาระ 30 ปี พลพีร์ ดันแผนถอด ค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลปชช.

ปลดล็อกภาระ 30 ปี พลพีร์ ดันแผนถอด ค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิลปชช.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.16 น.

 ‘พลพีร์’ดันแผนถอด ‘ค่าไฟสาธารณะ’ ออกจากบิลปชช. หลังทนแบกมา 30 ปี เร่งปรับโครงสร้าง 3 การไฟฟ้า หาเงินชดเชยปีละ 2 หมื่นล้าน ยันหน้าเร็วที่สุด เล็งออกกฎกระทรวง​-เสนอครม.บังคับใช้ทัน 

เมื่อเวลา 08.25 น.วันที่ 29 มิ.ย.69 ที่อาคารรัฐสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน  ถึงการแยกค่าไฟทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน ว่า เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้หารือกับนายเอกนัฏ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)  และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมหารืออย่างไม่เป็นทางการ มีอยู่ 2-3 สมการที่สามารถนำเอาค่าไฟฟ้าผันแปร(FT) หรือภาระตรงนี้ออกจากค่าใช้จ่ายของประชาชน และจะมีการหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ภายหลังการอภิปรายร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

พลพีร์ สุวรรณฉวี

เมื่อถามว่ามีความจำเป็นต้องแก้กฎหมายหรือออกเป็นกฎกระทรวงหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายไฟสาธารณะ ภาพรวมทั้งของท้องถิ่นและทางหลวง ประมาณ 20,000 ล้านต่อปี แบ่งเป็นค่าไฟท้องถิ่น 6,000 ล้านต่อปี ซึ่งต้องไปดูกลไกการจ่ายภาษีของทั้ง 3 การไฟฟ้า ปรับโครงสร้างภายในรวมถึงอาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างภายในของแต่ละหน่วยงาน และต้องดูการจ่ายไฟ ของกฟผ. เพราะฉะนั้นต้องรื้อทั้งระบบ เพื่อให้ประชาชนจะไม่ต้องจ่ายค่าไฟนอกเหนือจากที่ใช้อยู่แล้ว ทั้งนี้หากต้องแก้ไขกฎกระทรวง ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้บังคับใช้ได้ทันที  ส่วนระยะเวลาจะต้องดำเนินการนานหรือไม่ จะทำให้เร็วที่สุด เพราะรอมา 30 ปีแล้ว ที่ประชาชนรู้สึกว่ามีภาระที่จะต้องแบก 

เมื่อถามต่อว่าการตั้งงบประมาณ มาดูแลในส่วนนี้ นายพ​ลพี​ร์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่อยากนำภาษีมาดูแลในส่วนนี้ เพราะก็จะทำให้ประชาชนต้องแบบรับค่าใช้จ่ายอีก ย้ำว่า เรื่องนี้ต้องเป็นการบูรณาการร่วมกันของ 3 การไฟฟ้า รวมถึงรายได้ต่างๆก็ต้องนำมาช่วยในส่วนนี้ด้วย 

พลพีร์ สุวรรณฉวี

มาแล้ว ผลเลือกตั้ง ส.ก. 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ

มาแล้ว ผลเลือกตั้ง ส.ก. 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ

มาแล้ว ผลเลือกตั้ง ส.ก. 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

พรรคประชาชนคว้าแชมป์ ส.ก. 69 กวาด 22 เขต ทิ้งห่างกลุ่มคนทำงาน-ปชป. ผลนับคะแนน 94.99% ประชาชนใช้สิทธิทะลุ 2.1 ล้านเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 มีรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จำนวน 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งคืบหน้าไปแล้ว 94.99% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 2,201,738 เสียง โดยปรากฏภาพรวมการขับเคี่ยวและสัดส่วนเก้าอี้ของแต่ละพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเด่นชัด

ผลการนับคะแนนระบุว่า พรรคประชาชน ประสบความสำเร็จกวาดเก้าอี้ ส.ก. มาได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งรวม 22 เขตพื้นที่ ประกอบด้วย เขตพระนคร, ดุสิต, หนองจอก, พระโขนง, ยานนาวา, พญาไท, ห้วยขวาง, ตลิ่งชัน, ราษฎร์บูรณะ, ดินแดง, สาทร, บางซื่อ, จตุจักร, ดอนเมือง, ราชเทวี, ลาดพร้าว, วัฒนา, บางแค, หลักสี่, คลองสามวา, บางนา และทวีวัฒนา 

ส.ก.

ขณะที่กลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองอื่น ๆ มีสัดส่วนคะแนนนำตามมาในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้

กลุ่มคนทำงาน ชนะ 11 เขต ประกอบด้วย เขตบางรัก, บางกะปิ, ธนบุรี, บางขุนเทียน, ภาษีเจริญ, บึงกุ่ม, บางคอแหลม, สวนหลวง, คันนายาว, สะพานสูง และบางบอน 

พรรคประชาธิปัตย์ ชนะ 8 เขต ประกอบด้วย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, บางกอกใหญ่, คลองสาน, บางกอกน้อย, ประเวศ, คลองเตย และวังทองหลาง

กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ชนะ 4 เขต ประกอบด้วย เขตมีนบุรี, จอมทอง, สายไหม และทุ่งครุ 

ผู้สมัครอิสระ ชนะ 3 เขต ประกอบด้วย เขตบางเขน, หนองแขม และบางพลัด

กลุ่ม Better Bangkok ชนะ 2 เขต ประกอบด้วย เขตปทุมวัน และลาดกระบัง

ส.ก.

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาระบบแผนที่และกราฟิกรังผึ้งรายงานผลจาก Bangkok Vote 69 จะเห็นว่าเกือบทุกโซนพื้นที่ของกรุงเทพมหานครถูกระบายพื้นที่ด้วยสัญลักษณ์สีส้มของพรรคประชาชนกระจายตัวอยู่หนาแน่นเกือบทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี อย่างไรก็ตาม รายงานตัวเลขทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเพียงผลคะแนนการเลือกตั้ง ส.ก. อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประชาชนยังคงต้องติดตามการสรุปยอดนับคะแนนจนครบ 100% และการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก thaipbs.or.th, bangkokvote69.bangkok.go.th

อนุทิน มอบ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

อนุทิน มอบ  เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

อนุทิน มอบ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.31 น.

นายกฯ ถวายงานรัฐมนตรีเกียรติยศทึ่ฝรั่งเศส มอบรองนายกฯ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง  เนื่องในโอกาสครบ 170 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อ 2399  และต่อเนื่องการครบรอบ 340 ปี  ของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศครั้งแรกเมื่อปี 2228  เมื่อปีที่ผ่านมา   

รัชดา ธนาดิเรก

ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570    ในวาระที่ 1 (รับหลักการ)  และขอให้คณะรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ ตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กระจ่าง และชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบถึงความจำเป็น ความเร่งด่วน และเป้าหมายสำคัญในการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ วาระที่ 1 (รับหลักการ) มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569 รวม 3 วัน  

ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ นี้ ได้ถูกจัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งการดูแลประชาชนในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว มีงบประมาณรายจ่ายรวม 3.78 ล้านล้านบาท ครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ  ความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และคุณภาพชีวิตประชาชน

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี ประจำสัปดาห์ ในวันพรุ่งนี้  (30 มิถุนายน)  นายกรัฐมนตรีมอบหมายนายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม ณ อาคารรัฐสภาแทน เพื่อความสะดวกต่อการชี้แจงข้อซักถามของสภา“ โฆษกรัฐบาล กล่าว

ปชป.โวจัดเต็ม ชำแหละพรบ.งบ’70 นายกฯสั่งรมต.ชี้แจง

ปชป.โวจัดเต็ม  ชำแหละพรบ.งบ’70  นายกฯสั่งรมต.ชี้แจง

ปชป.โวจัดเต็ม ชำแหละพรบ.งบ’70 นายกฯสั่งรมต.ชี้แจง

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์” จัด 12 ขุนพล ชำแหละงบฯ ปี’70 พุ่งเป้า AI เทคโนโลยี สับแค่ใช้หนี้ก็เกลี้ยง ด้านประธานกมธ.การเงินฯรับลูก ปมร้องเรียนสอบฟอเร็กซ์ ภายใน 2 สัปดาห์ คุยแบงก์ปล่อยสินเชื่อ อุ้ม SMEs ฝ่าวิกฤต

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาวาระแรกในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ ก่อนจะมีการลงมติในวันที่ 1 กรกฎาคม ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ประมาณ 10-12 คน โดยจะอภิปรายในภาพรวมของงบประมาณ และโครงสร้างงบประมาณโดยรวม ที่ปัจจุบันงบลงทุนยังต้องมาจากการกู้เงิน และภาษีที่เก็บเป็นรายได้ของรัฐ เพียงแค่ใช้จ่ายงบประจำและการใช้หนี้ก็หมดแล้ว ดังนั้นในอนาคตจะมีความจำเป็นจะต้องมีการปรับโครงสร้างงบประมาณ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ร่างงบประมาณปี 2570 ฉบับนี้ ยังไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางการจัดทำ ทั้งที่การจัดทำงบประมาณ ควรเป็นไปตามความจำเป็นของประเทศ จึงควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง แต่ตนก็ยังไม่เห็นการจัดทำงบประมาณให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สส.ของพรรคฯ ยังจะอภิปรายเจาะรายละเอียดในบางงบประมาณ อาทิ การแก้ไขปัญหายาเสพติด และการศึกษา อยากตั้งข้อสงสัยว่าในบางโครงการของงบประมาณ ยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะหน่วยงานที่ของบประมาณมักนำคำว่า AI และเทคโนโลยีมาอ้าง แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นประเทศยังไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยกำชับให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลอย่างครบถ้วน พร้อมตอบทุกข้ออภิปรายของ สส.เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเหตุผล ความจำเป็น และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณในแต่ละด้าน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 กำหนดวงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.2 จากคำของบประมาณที่หน่วยงานต่างๆ เสนอรวมกว่า 5.97 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณา คัดกรอง และจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่า

ทั้งนี้ งบประมาณปี 2570 จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งการดูแลประชาชนในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

สำหรับการลงทุนของประเทศ รัฐบาลเห็นว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงวางแนวทาง “ลงทุน พลัส” โดยใช้เครื่องมือหลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุน Thailand Future Fund การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI การอำนวยความสะดวกผ่าน Thailand Fast Pass ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เงินงบประมาณทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม แม้งบลงทุนโดยตรงในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะอยู่ที่ 789,172 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน แต่เมื่อรวมการลงทุนจากทุกกลไกดังกล่าว รัฐบาลตั้งเป้าระดมเม็ดเงินได้ประมาณ 1.568 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนในอนาคต

ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาฯ กล่าวว่า นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการกลั่นกรองเรื่องพิจารณาศึกษาฯ ในกมธ.การเงินฯ นำเรื่องที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม ให้ตรวจสอบตลาดการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนจากโบรกเกอร์ผิดกฎหมายจำนวนมาก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่มีกฎหมายรองรับ เข้าสู่ที่ประชุมกมธ.การเงินฯ โดย กมธ.จะพิจารณาอย่างรอบด้าน และเร่งสรุปเรื่องการฉ้อโกงประชาชนทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ ปัญหาผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ได้รับความเป็นธรรม และปัญหาหุ้นกู้ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา นำกลับมารายงานต่อที่ประชุมภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งเรายึดหลักการทำงาน แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาก่อน

นายจุติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กมธ.การเงินฯ ได้หารือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแนวทางสนับสนุนนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไทย เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ที่มีความสำคัญต่อการจ้างงานในประเทศ ซึ่งกำลังขาดสภาพคล่อง ให้สามารถรักษาความเป็นเจ้าของกิจการไม่ถูกต่างชาติเข้ามากลืนธุรกิจ โดยธนาคารรัฐจะไม่เพียงแค่ปล่อยกู้แล้วจบ แต่ต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทั้งด้านการเงินและการตลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อประคับประคองให้ธุรกิจอยู่รอด สิ่งที่เป็นห่วงคือทำอย่างไรประชาชนจะเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น หากใครมีปัญหาร้องเรียนมายังกมธ.ได้ เราจะช่วยประสานงาน พิจารณาแนวทางช่วยเหลือ และทำงานเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนยังมีงานทำ และผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก กำลังซื้อภายในประเทศลดลงและภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

โต้ลั่นภรรยาไม่เกี่ยว ปลัดมท.ด่าชั่ว ชี้เป็นแผนดิสเครดิต

โต้ลั่นภรรยาไม่เกี่ยว  ปลัดมท.ด่าชั่ว  ชี้เป็นแผนดิสเครดิต

โต้ลั่นภรรยาไม่เกี่ยว ปลัดมท.ด่าชั่ว ชี้เป็นแผนดิสเครดิต

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โต้ลั่นภรรยาไม่เกี่ยว ปลัดมท.ด่าชั่ว ชี้เป็นแผนดิสเครดิต ขู่ต้องได้ผลกรรม3-7วัน ใช้ก.ม.จัดการขั้นเด็ดขาด คุมเข้มห้องเก็บผลสอบ

“อรรษิษฐ์” ปลัดมท.ออกโรงยัน “ภรรยา” บริสุทธิ์ ไร้เอี่ยวคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้เป็นกระบวนการดิสเครดิต กลบข่าวเดินหน้าฟันคนโกง เอาผิดผู้บงการถึงที่สุด ขอให้เชื่อมั่นจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ลั่นตั้งแต่นั่งผู้ว่าฯ-ปลัดกระทรวง ขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยความสามารถ แช่งคนชั่วต้องได้รับผลกรรม

28มิ.ย.2569 เมื่อเวลา11.25น. ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงชี้แจงกรณีที่เพจ CSI LA ออกมาปล่อยคลิปเสียง โดยอ้างว่าภรรยาปลัดกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ณ ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยยืนยันว่า ตลอดชีวิตของตนรับราชการด้วยความซื่อสัตย์และขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยความสามารถในการทำงานมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมการปกครอง และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

ภรรยาทำงานบริษัทต่างชาติ

ส่วนประวัติภรรยาของตนนั้น ภรรยาตนทำงานอยู่ในบริษัทต่างชาติ และได้รับการยอมรับในฝีมือการทำงาน ซึ่งไม่คุ้นเคยกับระบบการเมืองและระบบราชการแบบบ้านเรา พร้อมยืนยันด้วยเกียรติของปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าข้อมูลต่างๆที่เผยแพร่ว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเป็นเท็จทั้งสิ้น ซึ่งตนเชื่อมั่นในหลักธรรม ว่าผู้จงใจกล่าวเท็จ หรือ ทำผิดแล้วจงใจปฏิเสธ จะได้รับผลชั่วนั้นภายใน 3-7 วันอย่างแน่นอน ฉะนั้นตนจะบังคับใช้กฎหมายในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน หรือ เรื่องส่วนตัว เพื่อความถูกต้องและชอบธรรม

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการเลื่อยเก้าอี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนในฐานะปลัดกระทรวงมหาดไทย เติบโตรับราชการตามลำดับ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าตนไม่เคยทำอะไรที่ไม่ถูก หรือ มีเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่เมื่อมีข่าวออกมาเกี่ยวกับการทุจริตการสอบท้องถิ่น ตนเป็นคนแรกที่ตัดสินใจ และปรึกษาหารือกับนายกรัฐมนตรี โดยให้อธิบดี สถ. มาประจำที่กระทรวง พร้อมกับตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่อง โดยมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดำเนินการให้แล้วภายใน 7 วัน นอกจากนี้ ตนได้แจ้งไปยัง สถ. ให้เฝ้ารักษาสถานที่ราชการสำคัญ ซึ่งเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีได้ไปลงพื้นที่ไปตรวจ ก่อนเดินทางไปยังฝรั่งเศส พร้อมกำชับว่าให้ทำงานให้โปร่งใสและให้ประชาชนเชื่อมั่นมากที่สุด เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหญ่มากและเป็นศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทยโดยตรง

“ผมย้ำว่าต้องทำเรื่องนี้ให้จบในทุกประเด็น จึงขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่าเราจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ไม่ให้ราคากับคลิปฉาว

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นความพยายามเล่นเชื่อมโยงทางการเมืองหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า คลิปที่ออกมาทุกคนทราบดีว่ามาจากต่างประเทศ และอ้างถึงภรรยาของตนว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยืนยันว่าประวัติของภรรยาไม่มีความเชื่อมโยงอะไรกับราชการ จึงตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความพยายามเผยแพร่ออกมากลบข่าวอื่นหรือไม่ เพื่อให้ผู้สื่อข่าวหันเหประเด็นมาที่ตนแทน ทั้งที่การกล่าวหาดังกล่าวไม่มีหลักฐานแน่ชัด ตนจึงไม่ให้ค่าอะไร แต่อย่างไรก็จะต้องหาผู้ที่กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ยืนยันว่าตนไม่รู้จักกับบุคคลในคลิปเสียง และการที่พูดถึงผู้ใหญ่บ้านเมืองก็ทำให้บุคคลดังกล่าวเสียหาย

เมื่อถามถึงกรณีที่เกิดคลิปดังกล่าวขึ้น เป็นเพราะได้โยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัด ภูเก็ตจนกลายเป็นเป้าโจมตีหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่าขอให้ไปสอบถามคนที่ทำว่ามีวัตถุประสงค์อะไร แต่ หน้าที่ของตนคือต้องทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย ซึ่งตนเป็นผู้โยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองคน เพราะเมื่อเกิดปัญหาแล้วไม่ถูกแก้ไขและนายกรัฐมนตรีก็เห็นด้วย จึงเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยเรื่อยอย่างแน่นอน

แฉมีคนดิสเครดิต

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับภรรยาแล้วหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนบอกกับภรรยาว่าเป็นภรรยาของปลัดกระทรวงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย บางทีปลัดก็โดนภัยรุมเร้า หรือ โดนทำร้ายบ้าง บางทีทำร้ายปลัดไม่ได้ก็ไปหาคนใกล้ตัวปลัด ซึ่งตนก็ได้ให้กำลังใจว่านี่แหละภรรยาปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะมีคนไม่หวังดีกับตนที่จะพยายามมุ่งหวังดิสเครดิต

เมื่อถามว่าเป็นเพราะปัญหาความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทยใช่หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ชีวิตตนไม่เคยมีความขัดแย้งกับใคร ทำงานด้วยหน้าที่รับผิดชอบ ตั้งแต่ตำแหน่งเล็กๆ ฉะนั้นความขัดแย้งถ้าจะเกิดขึ้น อาจเกิดจากคนอื่นๆที่อาจชักนำ หรือ เสี้ยม แต่ถ้ามีสติและคิดได้ ว่าเราอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่สำคัญและทำงานเพื่อประชาชน ก็อย่าไปคิด ให้คิดแต่เรื่องของตัวเองเป็นหลักเพราะนี่คือหน้าที่

“ตั้งแต่วันแรกที่สอบรับราชการเข้ามา ไม่มีใครรู้ ว่าสุดท้ายจะอยู่ที่ตำแหน่งอะไร แต่เมื่อ ทำงานมาเรื่อยๆก็ทำให้บางคนเติบโต เพราะยึดตามพระราโชบาย เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา และ รู้รักสามัคคี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กร ใครก็ตามที่ทำลายความสามัคคี สร้างความแตกแยกภายในองค์กร คนนั้นจะต้องได้รับผลกรรมในอนาคตอย่างแน่นอน“ นายอรรษิษฐ์ กล่าว

คุมเข้มห้องผลสอบท้องถิ่น

นายอรรษิษฐ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนกระบวนการทุจริตสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการท้องถิ่น ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า ตามที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ได้มีข้อมูลเพิ่มขึ้น และ พร้อมที่จะรายงานเมื่อครบกำหนดต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะนำผลสอบข้อเท็จจริงไปสู่การขยายผล ซึ่งจะต้องทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนและโปร่งใสที่สุด เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความเชื่อมั่นในการทำงานของกระทรวงมหาดไทย และเชื่อมั่นว่าเราทำงานอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า นายกฯ ได้ให้กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า หลังจากเมื่อคืนนี้ วันที่ 27 มิ.ย. ได้เดินทางไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ด้วยตนเอง เพื่อติดตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเก็บรักษาเอกสารและไฟล์ผลการสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า นายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่งและได้สั่งการให้ตนกำชับ สั่ง อส. ไปเฝ้าสถานที่ สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ โดนนายกรัฐมนตรีก็ได้ไปลงพื้นที่ด้วยตัวเองและได้เห็นว่าได้มีการคุ้มกันสถานที่อีกอย่างรอบคอบรัดกุม

ต้องสาวให้ถึงต้นตอ

เมื่อถามถึงกรณีที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตรวจพบผู้สวมสิทธิสอบราชการ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าจะต้องตรวจสอบจนถึงกระบวนการสุดท้าย ให้ถึงต้นตอคนสำคัญ ไม่เอาแค่คนที่เราจับได้ว่าทำความผิด แต่ต้องดูว่าเขาติดต่อกับใครด้วย ใครเกี่ยวข้องต้องโดนทั้งหน้ากระดาน พร้อมย้ำว่า จะดำเนินการเอาผิดทั้งทางวินัยและอาญาควบคู่กันไป

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้สามารถกู้วิกฤติศรัทธาของประชาชนกับการสอบข้าราชการท้องถิ่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กำลังตรวจสอบดูอยู่ว่ามีจุดใดบ้าง เพราะจากการแจ้งเบาะแสมา ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดก็ทราบ ดีและกำลังดูแลในพื้นที่ของตนเองอยู่ ส่วนผู้ที่เสียหายนั้น ก็ขออย่านิ่งนอนใจและคิดว่าช่างมัน เพราะจะเป็นการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล

เมื่อถามว่า กรณีปลัดจังหวัดภูเก็ตถูกควบคุมตัว หากถูกปล่อยตัว จะมีการเรียกมาสอบเพิ่มเติมหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ดูเรื่องคดีอาญา แต่หากมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เขาก็จะส่งข้อมูลมาที่ทางมหาดไทย เพื่อให้กระทรวงสอบสวนต่อว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วยหรือไม่ ส่วนกรณีที่มีคำสั่งยกเลิกประกาศชะลอการรายงานตัวข้าราชการใหม่ ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยให้มารายงานตัวตามปกติ ว่า หากผู้ที่ได้รับสิทธิคัดเลือก ไม่ไปรายงานตัวก็จะถือว่าสละสิทธิ

ยืนยันเอาผิดให้ถึงที่สุด

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์กรณีพบการทุจริตสวมสิทธิสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการของ ปภ.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ว่า จะดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลถึงผู้จ้างวานรวมถึงขบวนการรับจ้างสอบ

นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27มิ.ย.เป็นการสอบคัดเลือกข้าราชการของ ปภ.ซึ่งดำเนินการสอบมาตั้งแต่เดือนเมษายน โดยเมื่อวานเป็นการสอบครึ่งวัน มีสนามสอบทั้งหมด 4 แห่ง ตนได้ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยทุกสนามสอบ และกำชับให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทุกศูนย์สอบ เพื่อป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ ซึ่งระหว่างการสอบคณะกรรมการคุมสอบประจำสนามสอบ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สังเกตเห็นว่าผู้เข้าสอบรายหนึ่งมีใบหน้าดูสูงวัย ไม่สอดคล้องกับภาพในบัตรประจำตัวประชาชน จึงเกิดข้อสงสัยและแจ้งมายังตน ตนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมหน้าห้องสอบ ไม่ให้บุคคลดังกล่าวออกจากห้องจนกว่าจะสอบเสร็จ เนื่องจากมาตรการสอบของ ปภ.เข้มงวด ผู้เข้าสอบสามารถนำเข้าได้เพียงดินสอ 2B เท่านั้น ภายหลังสอบเสร็จ นายธีรพัฒน์ ระบุว่า บุคคลดังกล่าวอ้างว่าทำคีโม จึงทำให้ใบหน้าเปลี่ยนไป แต่ตนเห็นว่าไม่น่าเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงจนจำไม่ได้ จึงสั่งตรวจสอบลายนิ้วมือ ก่อนพบว่าเป็นบุคคลอื่นที่มาสอบแทน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว และผู้อำนวยการสนามสอบได้ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า ได้ประสานตำรวจให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด และขยายผลหาต้นตอของขบวนการ เบื้องต้นทราบว่าบุคคลดังกล่าวอาจเคยรับจ้างสอบแทนมาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากมีท่าทีค่อนข้างนิ่ง จึงต้องให้ตำรวจสืบสวนว่าผู้ว่าจ้างเป็นใคร พร้อมย้ำว่าเรื่องลักษณะนี้จะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ และ ปภ. ได้วางมาตรการป้องกันอย่างเต็มที่ ส่วนจะประเมินหรือไม่ว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันได้ยกระดับมาตรการสอบ โดยกำหนดให้ผู้เข้าสอบสวมเสื้อยืดสีขาวของกรม กางเกงวอร์ม รองเท้าแตะ และนำสัมภาระออกจากตัวทั้งหมด เพื่อป้องกันการส่งสัญญาณหรือการทุจริต ซึ่งที่ผ่านมาเคยตรวจพบและจับกุมได้หลายครั้ง ส่วนกรณีผู้ต้องหารายนี้เคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันหรือไม่ เป็นเรื่องในสำนวนที่ตำรวจจะดำเนินการต่อ

ไม่กระทบผู้สอบรายอื่น

ส่วนจะเป็นขบวนการหรือไม่นั้น นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบเพียงผู้ต้องหารายเดียว ตนได้เดินตรวจเกือบทุกห้องสอบ การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่พบความผิดปกติอื่น ขอให้มั่นใจว่า ขณะนี้เป็นกรณีของผู้เข้าสอบแทนเพียงคนเดียว ไม่กระทบผลการสอบของผู้สมัครรายอื่น เพราะเราเตรียมระบบสอบและมาตรการป้องกันมาอย่างรัดกุมทุกขั้นตอน พยายามอุดทุกช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมจับตา และเราตั้งใจทำให้ดีที่สุด

ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 ‘ชัชชาติ’ นำลิ่ว95% ทุบสถิติเดิมปี 65 ถล่มทลาย

ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 'ชัชชาติ' นำลิ่ว95% ทุบสถิติเดิมปี 65 ถล่มทลาย

ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 ‘ชัชชาติ’ นำลิ่ว95% ทุบสถิติเดิมปี 65 ถล่มทลาย

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.13 น.

ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 “ชัชชาติ” นำลิ่ว 95% ทุบสถิติเดิมชนะถล่มทลาย

28 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวเกาะติดความคืบหน้าผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ล่าสุดเมื่อเวลา 21.10 น. ที่ผ่านมา การนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการคืบหน้าไปแล้วกว่า 95.0%

ผลปรากฏว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ยังคงคะแนนนำโด่งเป็นอันดับหนึ่ง กวาดคะแนนเสียงจากคนกรุงไปได้สูงถึง 1,444,914 คะแนน

การเลือกตั้งในครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เนื่องจากคะแนนนิยมของนายชัชชาติได้ทุบสถิติเดิมของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 ที่เจ้าตัวเคยทำไว้ในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยแรก

สรุปผลคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 (อย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 21.10 น.)

นับคะแนนแล้ว 95.0% อันดับ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (1,444,914 คะแนน)

เรียกว่า ทุบสถิติคะแนนสูงสุดเดิมปี 2565 ที่เคยได้คะแนนเสียง 1,386,233

สำหรับผลคะแนนอย่างเป็นทางการและการประกาศผลจาก กกต. สามารถติดตามรายงานสดต่อเนื่องได้ที่นี่ https://bangkokvote69.bangkok.go.th/map/map

พรรคส้มแสดงความยินดี ‘ชัชชาติ’ คว้าชัย รับต้องทำงานให้หนักขึ้น ไม่ย่อท้อ-พร้อมพิสูจน์ตัวเอง

พรรคส้มแสดงความยินดี ‘ชัชชาติ’ คว้าชัย  รับต้องทำงานให้หนักขึ้น ไม่ย่อท้อ-พร้อมพิสูจน์ตัวเอง

พรรคส้มแสดงความยินดี ‘ชัชชาติ’ คว้าชัย รับต้องทำงานให้หนักขึ้น ไม่ย่อท้อ-พร้อมพิสูจน์ตัวเอง

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.18 น.

ปชน. ขอบคุณทุกคะแนน-เดินหน้าทำงานต่อ รับผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา แสดงความยินดี ‘ชัชชาติ’ คว้าชัย พร้อมใช้ ส.ก. ผลักดันนโยบายต่อ เดินหน้าตรวจสอบ ดันงบเพื่อคนกรุงเทพฯ รับ ปชน. ต้องทำงานให้หนักขึ้น ไม่ย่อท้อ-พร้อมพิสูจน์ตัวเองให้คนกรุงเชื่อมั่นให้ได้

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 19.30 น.ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาชน และ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ร่วมแถลงต่อสื่อมวลชนหลังรับทราบผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) อย่างไม่เป็นทางการ

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้ผลยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่แนวโน้มจากตัวเลขล่าสุดก็พบว่า ผลในส่วนผู้ว่าฯ กทม. เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ น่าจะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป จึงขอแสดงความยินดีกับนายชัชชาติ และขอบคุณประชาชนทุกคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งสองสนาม 

ส่วนสนามพัทยา เท่าที่ได้ติดตามล่าสุด พรรคประชาชนยังไม่ได้รับชัยชนะในสนามนายกเมืองพัทยาเช่นกัน แต่ยังคงต้องติดตามผลการเลือกตั้ง ของสมาชิกเมืองพัทยาต่อไป ว่าพรรคประชาชนจะได้กี่ที่นั่งอย่างไร จากนี้ไปพรรคประชาชนยังคงจะเดินหน้าผลักดันวาระที่ก้าวหน้าให้กับเมืองต่อ รวมถึงการผลักดันในการเมืองระดับประเทศด้วย

ด้านชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอขอบคุณพ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพฯ ทุกคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันนี้ ขอบคุณผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้กับตนและ ส.ก. ของพรรคประชาชน และขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ชัชชาติในฐานะผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2  หลังจากนี้เราจะมี ส.ก. ของพรรคประชาชนเข้าไปทำงานในสภา กทม. จึงหวังว่านโยบายที่พรรคประชาชนมุ่งมั่นจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯดีขึ้น จะได้รับการผลักดันต่อไป

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของตน จะยังคงมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน ทั้งการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างที่ได้นำเสนอ นโยบายไป เพื่อเป้าหมายทำให้คุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯดีขึ้น และเป้าหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยให้ก้าวหน้า ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทตำแหน่งใด ตนก็ยินดีจะมุ่งมั่นทำงาน แสดงความตั้งใจให้ประชาชนได้เห็นต่อไป ขอขอบคุณผู้สนับสนุน ทีมงาน และอาสาสมัครที่ช่วยผลักดันให้สามารถผ่านการเลือกตั้งในครั้งนี้มาได้

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า การทำงานต่อไปในภายภาคหน้า ยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับสภา ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการต่างๆ ที่ยังสามารถเข้าไปมีบทบาทสนับสนุนการทำงานของพรรคได้ รวมถึงการผลักดันให้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ ที่นำเสนอไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งตนจะผลักดันร่วมกับ ส.ก. ที่ผ่านเข้าไปในสภา กทม. ได้

ขณะที่นายพิจารณ์ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า จากระบบนับคะแนนภายในล่าสุดเชื่อว่าจำนวน ส.ก. ที่ชนะจะใกล้เคียงหรือว่ามากกว่าจำนวนที่เคยได้เมื่อปี 2565 แต่บทบาทและหน้าที่ของ ส.ก. ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯ ส่วนหนึ่งคือการผลักดันข้อบัญญัติที่เป็นประโยชน์ต่อคนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างระบบที่ดีไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่มากกว่านั้นคือ การผลักดันงบประมาณเพื่อให้เงินทุกบาทเกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการตรวจสอบที่ควบคู่ไปกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งการตรวจสอบฝ่ายบริหารไม่ใช่แค่การตรวจหาการทุจริตเทานั้น แต่รวมไปถึงการตรวจสอบนโยบาย งบประมาณ หรือโครงการที่ตั้งมา ว่าตอบสนองความต้องการหรือแก้ไขปัญหาของประชาชนหรือไม่ ดังนั้น ส.ก. ที่ใกล้ชิดกับประชาชนจะช่วยเป็นเครื่องมือและพาหนะที่จะนำเอาความทุกข์ร้อนของประชาชนเข้าไปพูดในสภา ให้ฝ่ายบริหารได้รับทราบ และผลิตออกมาเป็นโครงการผ่านการใช้จ่ายงบประมาณต่อไป

นายพิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า ทุกการเลือกตั้งมีความเป็นไปได้ที่ผลการเลือกตั้งจะออกมาได้ทุกรูปแบบ แม้พรรคประชาชนตั้งแต่เป็นอนาคตใหม่และก้าวไกลจะได้รับโอกาสจากคนกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้แปลว่าเราครองทุกเสียงของคนกรุงเทพฯ เป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะต้องพยายามสื่อสารนโยบาย วิสัยทัศน์ และวาระ ว่าเราอยากสร้างกรุงเทพฯ อย่างไร สุดท้ายอยู่ที่ว่าคนกรุงเทพฯ จะให้โอกาสมากพอหรือไม่

“แม้เราจะเคยแลนด์สไลด์ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเจ้าของทุกเสียงของประชาชน หน้าที่ของพรรคการเมืองคือการสร้างความไว้วางใจ ทำงานให้หนักยิ่งขึ้น การทำงานท้องถิ่นก็ต้องเดินหน้าทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจมุ่งมั่น การเมืองภาพใหญ่สภาผู้แทนราษฎรก็เช่นกัน” นายพิจารณ์ กล่าว

นายพิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนต้องทำงานให้หนักยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนเห็นว่าการเปิดประตูให้พรรคประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปบริหารกรุงเทพฯ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และกล่าวต่อไปว่า วิธีคิดของประชาชนในการใช้สิทธิอาจจะแตกต่างกัน ระหว่างสนามใหญ่กับสนามท้องถิ่น แต่นั่นก็ไม่อาจเป็นคำแก้ตัวได้ พรรคประชาชนต้องทำงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเรื่องของนโยบายและวาระที่จะเข้าไปผลักดันต่อไป

ชัชชาติ ประกาศชัยชนะ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ลั่นจะทำให้ดู กรุงเทพฯต้องเป็นเมืองชั้นนำของโลก

ชัชชาติ ประกาศชัยชนะ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ลั่นจะทำให้ดู กรุงเทพฯต้องเป็นเมืองชั้นนำของโลก

ชัชชาติ ประกาศชัยชนะ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ลั่นจะทำให้ดู กรุงเทพฯต้องเป็นเมืองชั้นนำของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.13 น.

”ชัชชาติ“ ประกาศชัยชนะ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง บอกดร.โจโทรฝากนโยบาย ลั่นจะทำให้ดู “กรุงเทพฯต้องเป็นขึ้นมาเมืองชั้นนำของโลก”

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.69 เวลา 20.05 น. ที่สเตเดียมวัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แถลงประกาศชัยชนะ จากผลคะแนนที่นำโด่ง มาเป็นอันดับ 1 โดยกล่าวว่า ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่โหวตให้เราและไม่ได้โหวตให้เรา ซึ่งต้องบอกว่าผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปงานหนักมาก เพราะจะต้องมีภารกิจสำคัญซึ่งได้บอกกับทีมงานว่า งานที่ได้จะหนักกว่าคราวที่แล้ว ต้องตั้งไจทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเราสัญญาว่าจะต้องรับใช้ทุกคนทางที่เลือกเราแล้วไม่เลือกเรา แล้วถ้า กกต. คอนเฟิร์มเรา สิ่งแรกที่ทำก็จะนำแผนทั้ง 260 แผน มาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ และจัดลำดับความสำคัญ  100 วันว่าจะทำอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆคือต้องทำสิ่งที่ยากก่อนเพราะต้องใช้เวลานาน ส่วนสิ่งที่ประชาชนมีความกังวลในช่วงเลือกตั้งเรื่องปัญหาการ ทุจริตจะต้องสร้างความโปร่งใส ซึ่งจะต้องทำให้เข้มข้นต่อไป 

“ทั้งนี้นายชัยวัฒน์ ได้มีการโทรหาผมและได้ฝากนโยบาย  และผมก็ได้ดูนโยบายของผู้สมัครหลายคน ซึ่งมีเรื่องที่ดีอยู่เยอะ โดยดร.โจ ฝากเรื่องศูนย์เด็กเล็ก การป้องกันน้ำท่วม การลอกท่อ ก็อยากให้มีการสานต่อ เราก็ต้องทำต่อ และแม้ว่าจะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วทุกคนก็จะเป็นพันธมิตรที่มาช่วย พัฒนากรุงเทพฯต่อ ขอบคุณทีมงานทุกคนที่มาช่วยกัน ซึ่งในเวลาระยะเวลา4ปี ตนจะทำให้ดูว่ากรุงเทพฯจะต้องเป็นเมืองที่ขึ้นมาอยู่ ชั้นนำและสามารถแข่งขันกับเมืองต่างๆทั่วโลกได้” นายชัชชาติ กล่าว

‘มัลลิกา’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ย้ำทำดีที่สุดแล้ว พร้อมยินดีผู้ชนะหลังนับคะแนนเสร็จ

‘มัลลิกา’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ย้ำทำดีที่สุดแล้ว พร้อมยินดีผู้ชนะหลังนับคะแนนเสร็จ

‘มัลลิกา’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ย้ำทำดีที่สุดแล้ว พร้อมยินดีผู้ชนะหลังนับคะแนนเสร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.27 น.

“มัลลิกา” ขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชน  พร้อมให้กำลังใจผู้ชนะและผู้สมัครทั้ง 18 คน ลั่น ทำเต็มที่แล้วต้องยอมรับผล เดินหน้าทำการเมืองต่อหรือไม่ บอกถ้าจะใช้ “มัลลิกา” ต้องใช้วันนี้อย่ารอชาติหน้า ตอนนี้ขอไปทำธุรกิจต่อ วอนนักวิชาการ-สื่อ อย่าวิเคราะห์แทนว่าเอาคะแนนไปต่อยอดตั้งพรรค

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 19.40 น. ที่ร้านเตี๋ยวในสวน ถ.ระนอง 2 กรุงเทพฯ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร แถลงขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครที่ออกไปใช้สิทธิ์และทุกคะแนนเสียงที่ส่งสัญญาณในการให้ตนได้คะแนนซึ่งเป็นพลังบริสุทธิ์ของทุกคน

อย่างไรก็ตาม ตนยังมีความเชื่อมั่นว่าคะแนนที่เป็นพลังบริสุทธิ์นี้เป็นคะแนนที่ส่งให้กรุงเทพมหานครเพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตนอยากบอกทุกคนว่าขอกราบขอบพระคุณทุกคนว่ามีความเชื่อมั่นเสมอว่าคะแนนบริสุทธิ์เหล่านั้นเป็นคะแนนที่มาจากความตั้งใจและตั้งใจที่อยากจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนของคะแนนที่ยังไม่สิ้นสุด ตนก็อยากจะให้เกียรติพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะนับจนถึงที่สุดแล้ว ตนจะได้กี่คะแนนก็อยากขอบพระคุณพี่น้องประชาชน และอยากแสดงความยินดีกับผู้ที่ชนะซึ่งเป็นสิทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อผลประกาศออกมาอย่างไรเราก็ต้องยอมรับในเรื่องคะแนน

นางมัลลิกา ย้ำว่า 2 เรื่องที่อยากจะบอกคืออยากขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่เป็นพลังงานบริสุทธิ์ให้ และขอแสดงแสดงความยินดีกับผู้ที่ชนะเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นนายชัชชาติหรือใครก็ตาม

ทั้งนี้ ตอนนี้คะแนนยังนับไม่สิ้นสุดแต่คะแนนขณะนี้มาลำดับสองก็ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน และได้แสดงแสดงความยินดีต่อผู้ที่ชนะให้ได้เข้าไปทำหน้าที่ แต่ผลของการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรหลังจากนี้ ตนอยากให้เกียรติคะแนนตรงนั้น จึงต้องเฝ้าดูให้การนับผลคะแนนสิ้นสุดและเสถียร 

อย่างไรก็ตามนางมัลลิการะบุว่าระบอบประชาธิปไตยในการเลือกผู้นำโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่เป็นจังหวัดเดียวที่มีการเลือกผู้นำของของตัวเอง จึงขอชื่นชมประชาชนที่ได้แสดงออกถึงระบอบประชาธิปไตยในการออกลงคะแนน  ซึ่งระยะเวลาในการหาเสียง 30 วันไม่ว่าจะน้อยหรือไม่ ก็ต้องขอบคุณเพราะถือว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ซึ่งตนได้ทำตามยุทธศาสตร์ทุกอย่างแล้วทั้งในเรื่องของนโยบายและการประชาสัมพันธ์และดีเบตก็ได้ทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว

ส่วนการเดินทางการเมืองในอนาคตนั้น นางมัลลิกา ระบุว่า เคยประกาศไว้แล้วว่าถ้าใครจะใช้ มัลลิกา ต้องใช้วันนี้ไม่ใช่รออนาคตหรือชาติหน้า เพราะตนมีธุรกิจและต้องทำหน้าที่ของตัวเองหากประชาชนโหวตให้ชนะก็จะทุ่มเทเสียสละทำอย่างเต็มที่ตามยุทธศาสตร์ 14 ประการที่เคยประกาศไว้แต่หากผลโหวตไม่เพียงพอที่จะได้เป็นผู้นำกรุงเทพมหานครตนก็อยากฝากผู้ชนะว่านโยบายอะไรก็ตามที่ลืมคิดไปเช่น พรบ. ความมั่นคงหรืออะไรต่างๆตนก็อยากให้หยิบเอานโยบายของผู้สมัคร ไปผลักดัน นำไปใช้กับการทำงาน ของการเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครให้เกิดความเป็นศรีวิไลอย่างแท้จริง 

เมื่อถามว่าคะแนนที่มาเป็นลำดับสองเหนือความคาดหมายหรือไม่ นางมัลลิการะบุว่า หากพูดถึงเรื่องความคาดหมายถือว่าต่ำกว่าความคาดหมายอยู่แล้ว แต่หากเทียบกับคนอื่นที่มีคะแนนรองลงไปหลายคนอาจจะตกใจ หรือเซอร์ไพรส์ แต่จริงๆแล้วมีการทำยุทธศาสตร์เพื่อชนะแต่ผลคะแนนออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับ 

ซึ่งสิ่งที่ตนอยากบอกคือการทำหน้าที่อย่างเต็มที่สุด หลังจากนี้ตนก็จะทำหน้าที่พลเมืองในการนั่งติดตามตรวจสอบ ด้วยความเป็นห่วงกรุงเทพมหานคร วันนี้หากถามว่าตนจะทำอะไรต่อ ตนได้ปวารณาตัวมาเพื่อที่จะทำหน้าที่ผู้นำกรุงเทพมหานครไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อสร้างระบอบขึ้นเสร็จแล้วก็ไปตั้งระบอบนี้เพื่อเป็นพรรคการเมืองต่อ หรือไปเป็นอะไรในอนาคตเราจะไม่เอาคะแนนคะแนนเสียงของชาวกรุงเทพเพื่อมาสร้าง อนาคตตัวเองตามที่มีคนวิเคราะห์ จึงขอพูดไว้ตรงนี้

กรณีที่มีสื่อมวลชนหลายช่องที่ไม่ได้เชิญตนไปดีเบต แต่มีการวิเคราะห์ ว่าครั้งหน้ามัลลิกาก็จะชนะแต่ขออย่าวิเคราะห์ด้วยลักษณะที่ มโนกันเอาเอง และหากไม่ได้เห็นความหมายของระบอบประชาธิปไตยในการที่จะให้ค่าผู้สมัครตั้งแต่ต้นก็ไม่ควรวิเคราะห์โดยการเดาใจผู้สมัครแต่ละคนว่าจะไปใช้ชีวิตแบบไหนอย่างไร และใช้ชีวิตบนพื้นฐานการตัดสินใจหรือการวิเคราะห์ของคุณหรือไม่ เพราะฉะนั้นตนพูดด้วยความจริงใจว่ากรุณาอย่ามโนวิเคราะห์ โดยเฉพาะเวลาไม่มีคอนเทนต์อะไรจะไปออกทีวีก็นำไปพูด หรือเวลาที่จะวิเคราะห์อะไรขอให้กรุณาโทรโทรศัพท์มาถามตนเพราะนักวิชาการทุกคนมีเบอร์โทรศัพท์ตน พร้อมย้ำว่ากรุณาอย่ามโน

นางมัลลิกา ยังระบุว่า วันนี้ทำได้แค่สองอย่างคือกำลังลุ้นผลในช่วงเวลาก่อน 2 ทุ่ม แต่หลังจากนี้เป็นต้นไปแม้ว่าจะมีการวิเคราะห์หรือคาดการณ์ไปแล้วว่าใครจะชนะก็ตามแต่ ก็ยังต้องให้เกียรติพี่น้องประชาชนอย่ามานั่งวิเคราะห์หน้าทีวีโดยการดูถูกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างล่างหีบ ที่กำลังนับอยู่เพราะขณะนี้ยังไม่ถึง 40 ถึง 50% ขอให้รอฟังจนตกผลึก 

นอกจากนี้ นางมัลลิกายังได้ให้ให้กำลังใจผู้สมัคร ทั้ง 18 เบอร์ที่มาลงเลือกตั้งในครั้งนี้เพราะทุกคนถ้าให้ทำเต็มที่และดีที่สุด และที่สำคัญคือคะแนนของพี่น้องประชาชนที่ชนะการเลือกตั้งเพื่อเลือกผู้นำของตัวเองในการเป็นผู้ว่าครั้งนี้ถือว่าเป็นมติของประชาชน เราต้องยอมรับว่ามติจะออกมาในลักษณะที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจใคร ขออย่าให้มีความแตกแยกหรือนักวิตกกังวล หลังจากนี้ใครแพ้ก็เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยหากใครชนะก็เป็นผู้นำกรุงเทพมหานครในระบอบประชาธิปไตย 

เมื่อถามย้ำว่าตอนนี้ยังไม่ยอมรับว่าความพ่ายแพ้ใช่หรือไม่ นางการะบุว่าจะถามแบบนี้ไม่ได้ แต่ย้ำว่าขอขอบคุณและยินดีกับผู้ที่ชนะไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร แต่ต้องให้ทุกคะแนนมีการนับจนเสด็จน้ำไม่ทิ้งคะแนนใครคนใดคนหนึ่ง 

เมื่อถามย้ำว่าชัดเจนว่า 4 ปี จะไม่กลับมาสนามนี้แล้วใช่หรือไม่ หนังนาฬิการะบุว่าณเวลานี้ได้ทำเต็มที่แล้วและขณะเดียวกันก็มีความตั้งใจที่จะประกาศปวารณาตัวแล้วหลังจากนี้ก็คงไปทำหน้าที่ของตัวเอง

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.21 น.

สุริยะ คุย รมต.เกษตรฯ มาเลเซีย 1 ก.ค. ปมแบนกุ้งไทย เชื่อ ปลดล็อกเร็ว วิน-วินทั้งคู่

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 เวลา 09.05 น. ที่รัฐสภา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย กรณีมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ว่า กรณีมาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งไทยนั้น ขณะเดียวกัน เราเองได้ห้ามนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียเช่นกัน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียได้มีหนังสือตอบรับมาถึงตนแล้ว โดยจะมีการพูดคุยในวันที่ 1 ก.ค. ที่มาเลเซีย ตนได้ให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมข้อมูลความพร้อมเพื่อเจรจาให้ได้ข้อยุติ มั่นใจว่าการเจรจาครั้งนี้จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เราจะสามารถส่งกุ้งไปมาเลเซีย ประชาชนเขาจะได้บริโภคกุ้งในราคาถูก เช่นเดียวกับที่เรานำเข้าปลากะพง ผู้บริโภคไทยจะสามารถรับประทานปลากะพงในราคาถูก เป็นเรื่องวิน วินทั้งสองฝ่าย ย้ำว่าหากปลดล็อคได้เร็วจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย