2 รางวัล สะท้อน 2 พลัง! ‘กรมที่ดิน’ มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการ ‘บริการดี + นวัตกรรมเด่น’

16 กันยายน 2569 เวลา 13:06 น.

กรมที่ดิน เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง การันตีความสำเร็จด้วย 2 รางวัลใหญ่ประจำปี 2569 ตอกย้ำเป้าหมายสำคัญคือ “ประชาชนได้รับบริการที่ดี สะดวก โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ”

  1. มาตรฐานการบริการประชาชน ระดับประเทศ (GECC ประจำปี 2569)

กรมที่ดิน คว้าการรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) รวม 79 แห่ง ทั่วประเทศ

ระดับก้าวหน้า: 5 แห่ง

ระดับพื้นฐาน: 74 แห่ง

สะท้อนการให้บริการที่ สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

  1. รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 (ประเภทนวัตกรรมการบริการ)

ผลงาน “นวัตกรรมระบบติดตามงานวัดขอได้มาซึ่งที่ดิน” โดย สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษและสาขา

นวัตกรรมที่ช่วยติดตามความก้าวหน้าของงานอย่างเป็นระบบ เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบสถานะงาน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน

กรมที่ดิน พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานการบริการทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างดีที่สุดครับ

#กรมที่ดิน #กระทรวงมหาดไทย #GECC2569 #รางวัลเลิศรัฐ #บริการดีนวัตกรรมเด่น #ศูนย์ราชการสะดวก #SmartLands

กสก.ผนึกสถาบันอาหาร เปิดตัว ‘โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า’ ขับเคลื่อนเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

16 กันยายน 2569 เวลา 13:02 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ สถาบันอาหาร จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรที่มีศักยภาพ ที่สามารถสร้างมูลค่าจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงที่มีเอกลักษณ์ มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่มุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

โครงการดังกล่าวเน้นกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้ง วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Smart Farmer (SF) และ Young Smart Farmer (YSF) รวม 100 กิจการ เพื่อพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต้นแบบจำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช สมุนไพร และแมลงเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด ช่วยยกระดับราคาผลผลิต และลดต้นทุนในการดูแลรักษา อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ ทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และยังสามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของวัตถุดิบ

นายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า “กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยจากการจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน  การดำเนินงานในครั้งนี้ เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแปรรูปในระดับพื้นฐานเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ให้สามารถนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น มีมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้โครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปประเมินศักยภาพและสุขภาพธุรกิจ (Business Health Check) ของผู้ประกอบการแต่ละกิจการ พร้อมจัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเฉพาะรายกิจการ เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจและเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า “ทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรจึงไม่ใช่เพียงการนำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ต้องมองให้ครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ศักยภาพของวัตถุดิบ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กระบวนการผลิต คุณภาพและมาตรฐาน ไปจนถึงผู้บริโภคและโอกาสทางการตลาด เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเปลี่ยนจากการ แข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่าและนวัตกรรม”

“สถาบันอาหารจึงมุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารแบบครบวงจร หรือ End-to-End Solutions เชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการผลิตจริง มาตรฐาน และตลาด เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ “ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นต้องสามารถสร้างคุณค่าและความแตกต่างบนพื้นฐานของนวัตกรรม ควบคู่กับความเป็นไปได้ในการผลิต การตอบรับของตลาด และศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจ หรือกล่าวได้ว่า ต้อง ‘ผลิตได้จริง ขายได้จริง และเติบโตได้จริง’”

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในอนาคตต้องเป็น Market-Driven Innovation คือใช้ความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสร้างคำตอบ วิธีคิดเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยงจากการพัฒนาสินค้าโดยไม่มีตลาดรองรับ และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง มีอัตลักษณ์ และมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น”

“สถาบันอาหารมองว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากความหลากหลายของวัตถุดิบเกษตร ภูมิปัญญาอาหาร และอัตลักษณ์ด้านรสชาติ หากสามารถผสานจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับ นวัตกรรม ความยั่งยืน มาตรฐาน และความเข้าใจผู้บริโภค จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่อาหารมูลค่าสูง และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว”

รายละเอียดขอบเขตการดำเนินงาน 6 กิจกรรมหลัก

โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า มีกรอบแนวคิดการดำเนินงานที่ครอบคลุมครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่าน 6 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่:

  1. การประชุมชี้แจงและเตรียมความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จัดประชุมชี้แจงแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดการสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งด้านการพัฒนาอัตลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ (Brand Identity & Packaging) และการจัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยโมเดลธุรกิจ Business Model Canvas (BMC) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับศักยภาพของกิจการและความต้องการของตลาด
  2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต้นแบบ จำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมการพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิต การทดสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนาอัตลักษณ์ตราสินค้า (Brand Identity) และออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ มีมูลค่าเพิ่ม และมีความพร้อมสำหรับการทดสอบตลาดจริง
  3. การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 100 ผลิตภัณฑ์ ผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโปสเตอร์ สื่อสิ่งพิมพ์ และ E-Book โดยนำเสนอข้อมูล จุดเด่น และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างการรับรู้ เพิ่มความน่าสนใจ และสนับสนุนการสื่อสารผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคและตลาดเป้าหมาย
  4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตสู่การปฏิบัติจริง ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการของเกษตรกรทั้ง 100 กิจการ ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงให้คำแนะนำด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการผลิตได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
  5. การทดสอบตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 100 ผลิตภัณฑ์เข้าสู่การทดสอบตลาดจริง (Real Market Test) และจัดแสดงในกิจกรรม Product Showcase เพื่อประเมินการตอบรับและความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งคัดเลือกกิจการที่มีศักยภาพและความพร้อมเข้าสู่กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้ซื้อและช่องทางการตลาด อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก– ค้าส่ง และ Modern Trade เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเชิงพาณิชย์
  6. การติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสะท้อนผลสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ รวมทั้งรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะสำหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“กรมส่งเสริมการเกษตรยึดมั่นในการเปลี่ยนเกษตรกรไทยสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรแปรรูปมืออาชีพ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างโอกาสให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถต่อยอดผลผลิตสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งในระยะยาว”

กาฬสินธุ์เฝ้าระวังเข้ม! สุ่มจับปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาววันเดียวพุ่ง 26 ตัว-ยอดสะสม 41 ตัว

16 กันยายน 2569 เวลา 10:36 น.

กาฬสินธุ์เฝ้าระวังเข้ม! สุ่มจับปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาววันเดียวพุ่ง 26 ตัว ยอดสะสม 41 ตัว ด้านประมงจังหวัดยันยังคุมได้ เพราะปลานักล่าเจ้าถิ่นช่วยคุมกำเนิด

วันที่ 16 กันยายน 2569 สถานการณ์ ‘ปลาหมอคางดำ’ ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง มีรายงานจากหน่วยเคลื่อนที่เร็วแก้ปัญหาปลาหมอคางดำของจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่ายังคงลาดตระเวนตรวจค้นรอบบริเวณเขื่อนลำปาวอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจุดที่เคยพบการแพร่ระบาดมาก่อน คือ บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี และบ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย ผลปฏิบัติงานล่าสุดถือว่าน่าตกใจไม่น้อย เพราะสามารถจับปลาหมอคางดำได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นช่วงกลางวันจับได้ 18 ตัว และช่วงกลางคืนถึงดึกอีก 8 ตัว รวมเบ็ดเสร็จวันเดียว 26 ตัว

นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า จุดที่จับได้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริเวณเดิมที่เคยตรวจพบ โดยเฉพาะที่บ้านคำเขื่อนแก้ว ซึ่งปลาส่วนใหญ่ติดเข้าไปในเครื่องมือประมง ‘ตุ้ม’ ที่ชาวบ้านวางดักไว้ และมีการแจ้งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมยอดทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ถึง 16 กันยายน พบว่า บ้านคำเขื่อนแก้ว จับได้สะสม 34 ตัว บ้านนาอวน จับได้ 5 ตัว บ้านท่าเรือ ต.ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ จับได้ 1 ตัว บ้านโคกครึม ต.หนองหิน อ.หนองกุงศรี จับได้ 1 ตัว รวมยอดสะสมทั้งสิ้น 41 ตัว

สำหรับปลาหมอคางดำที่จับได้แต่ละตัวมีอายุประมาณ 3-6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่ามีการกระจายตัวอยู่บริเวณเหนือเขื่อนลำปาว และยังไม่มีรายงานพบในพื้นที่อื่น แม้จำนวนที่จับได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นชุกชุมหนาแน่น เนื่องจากไม่พบการรวมฝูง ส่วนใหญ่พบกระจายเพียงจุดละ 1-3 ตัวเท่านั้น

‘สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ปลาหมอคางดำจะได้ชื่อว่าเป็น นักล่า แต่ในเขื่อนลำปาวเองก็มีปลาเจ้าถิ่นตัวใหญ่ที่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น ปลาชะโด ปลากดคัง ปลาตองลาย ปลาสลาด และปลาช่อน ซึ่งล้วนเป็นนักล่าตามธรรมชาติที่พร้อมจัดการผู้บุกรุกหน้าใหม่ ประกอบกับยังมีชาวประมงที่ออกจับปลาทุกวัน ก็เท่ากับช่วยควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำไปในตัว ถึงแม้จะพบปลาหมอคางดำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถือว่าระบาดรุนแรง แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด’ ประมงฯ กล่าว

รายงานแจ้งว่าจากการสำรวจคาดการณ์ว่า ปลาหมอคางดำถูกนำมาปล่อยในพื้นที่ริมตลิ่งเขื่อนลำปาว ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี มานานกว่า 1 ปีแล้ว และเริ่มขยายพันธุ์เติบโตตามธรรมชาติ การระดมเครือข่ายประมงพื้นบ้านร่วมกับทีมปฏิบัติการของประมงจังหวัด จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตรวจพบปลาหมอคางดำได้มากขึ้นในช่วงนี้ ทั้งนี้ทางประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงและนักตกปลาช่วยกันจับปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าสามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานได้

ขณะที่ในระดับกระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นเข้ามาสนับสนุน ส่วนการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติยังทำไม่ได้ เนื่องจากยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ผลการเอกซเรย์พื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบริเวณดังกล่าว ยังไม่พบความผิดปกติจากการระบาดของปลาหมอคางดำแต่อย่างใด แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามก็ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อกุ้ง ส่วนพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำปาวและลำน้ำชี ที่มีการเลี้ยงปลากระชัง ก็ยังไม่พบสัญญาณการแพร่ระบาดเช่นกัน ดังนั้นแม้สถานการณ์ในขณะนี้จะยังอยู่ในการควบคุม แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกวันก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เขื่อนลำปาวจะกลายเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ครั้งใหญ่หรือไม่ ต้องจับตาดูกันต่อไป

นัดถกแก้หมอคางดำ ขีดเส้นต้องจบใน1ปี

16 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

นัดถกแก้หมอคางดำ

ขีดเส้นต้องจบใน1ปี

สุริยะ”มองปัญหาปลาหมอคางดำเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ระดมสรรพกำลังลุยแก้ทั้งระบบ คาดใช้เวลา 3 เดือน เห็นผลด้าน“วัชระพล”ผอ.ศูนย์การติดตามสถาการณ์และแก้ไขปัญหาฯนัดถก 29 หน่วยงาน สรุปแผนแก้ทั้งระบบตั้งเป้า 1 ปีต้องจบ ขณะที่เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ พบเพิ่มอีก 3 รวมแล้ว 16 ตัว เดินหน้ามาตรการ“เจอ แจ้ง จับ จบ”ตัดวงจรปลาหมอคางดำ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีการลงนามในคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ” โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ว่า เรื่องปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ เพราะถ้าปล่อยให้ระบาดต่อไป จะทำให้สัตว์น้ำอื่น และระบบนิเวศ รวมถึงการประกอบอาชีพ ของพี่น้องเกษตรกร ได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องแก้ไขให้เป็นระบบ สิ่งแรกคือจำกัดพื้นที่ที่มีการระบาด ไม่ให้ระบาดเพิ่มเติม

ส่วนพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่แล้ว ต้องระดมสรรพกำลัง เพื่อไปกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนการฟื้นฟูสัตว์น้ำท้องถิ่นซึ่งต้องช่วยกันในหลายส่วนราชการ โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายวัชระพล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกรมประมงอยู่ ได้ทำหนังสือติดตาม และแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ โดยจะมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำ พร้อมย้ำว่า ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถแก้ปัญหาให้ได้ อย่างถาวรและยั่งยืน

เมื่อถามย้ำว่า ต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ เพราะมีการแพร่ระบาดไป 21 จังหวัดแล้ว นายสุริยะ กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการที่ตั้งขึ้นมา มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมมือกัน ตนเชื่อว่า ถ้าทำตามขั้นตอน จะแก้ปัญหาได้พอสมควร เมื่อถามว่า จะต้องแก้ไขพื้นที่ทั้งหมดพร้อมกัน หรือทำแค่บางจุดเพื่อเป็นโมเดล นายสุริยะ กล่าวว่า พื้นที่ที่มีการระบาด ต้องหยุดไว้ก่อน ส่วนจุดที่ระบาดตรงไหนที่เป็นจุดสำคัญ จะรีบเข้าไปดำเนินการในจุดนั้นก่อน คาดว่าภายใน 3 เดือน จะเห็นเป็นรูปธรรม โดยจะใช้กรอบงบประมาณเดิมของปี 67 ที่ตั้งไว้อยู่แล้วที่ 450 ล้านบาท ไปดำเนินการ

ด้านนายวัชระพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กรอบวงเงินเดิมของปี 67 ที่ตั้งไว้ 450 ล้านบาท กรมประมงใช้ไปประมาณ 98 ล้านบาท เหลืออยู่ประมาณ 350 ล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณก้อนนี้ ในการแก้ปัญหาต่อ บริหารจัดการให้เด็ดขาด เรียบร้อย รวดเร็ว เบื้องต้นได้ทำแผนขึ้นมาคร่าวๆ แล้ว งบประมาณตรงนี้จะเพียงพอ

นายวัชระพล เปิดเผยถึง แนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ว่า ในวันที่ 16 กันยายน 2569 จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรวม 29 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา และ เพื่อกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนตั้งใจไว้ว่า ภายในกรอบเวลา 180 วันมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำต่างๆ ต้องเห็นผลความคืบหน้า และตั้งเป้าหมายภายใน 1 ปี ต้องแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำให้จบ โดยเบื้องต้นกำหนดแนวทางดำเนินงานเร่งขับเคลื่อน 7 มาตรการ ได้แก่ 1.การเร่งจับและกำจัดปลาหมอคางดำ 2.การใช้ปลานักล่าเพื่อควบคุมประชากร 3.การส่งเสริมการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ 4.การเฝ้าระวังแหล่งน้ำใหม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด 5.การสร้างความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน 6.การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม และ 7.การฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ จะพิจารณาเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบ ควบคุม หรือกำจัดปลาหมอคางดำเพิ่มเติม โดยต้องประเมินทั้งประสิทธิภาพ ตามความเหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ำของประเทศไทย และความปลอดภัยต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศ ก่อนนำมาใช้จริง

นายวัชระพลย้ำว่า ศูนย์ฯ จะติดตามสถานการณ์และประเมินผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่กระจาย ลดผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรและชุมชน รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ภาวะสมดุลให้ได้ภายใน1ปี

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดช่วงบ่ายวานนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการประชุมคณะกรรมการประมง จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดย นายสุวรรธน์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุมโดยมี นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์, นายวิระ จิตสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์, นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง พร้อมคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายบุญธง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประมงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาวเข้าตรวจสอบ 11 จุด พบปลาหมอคางดำจำนวน 13 ตัว โดยพบเพียงจุดละ 1–3 ตัวเท่านั้น จึงยังไม่เข้าข่ายชุกชุมหรือประกาศเขตภัยพิบัติ คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 3–6 เดือน เป็นปลาประจำถิ่นอาศัยในน้ำนิ่ง ชอบอยู่เป็นฝูงบริเวณที่มีอินทรียสาร และยังไม่มีรายงานพบบริเวณใต้เขื่อนลำปาวซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามาในกลุ่มไลน์ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้หว่านแหพบปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 3 ตัว รวมพบจุดนี้ 9 ตัว ส่งผลให้ยอดรวมปลาหมอคางดำที่พบรอบเขื่อนลำปาวขณะนี้อยู่ที่ 16 ตัว

นางสายฝน กล่าวว่า กรมประมงได้ใช้วางมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ”เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาก่อนเกิดการแพร่ระบาดดังนี้ เจอ &แจ้ง : เมื่อพบเจอปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ให้รีบ แจ้งเบาะแสผ่านระบบคิวอาร์โค้ด หรือโทร. 043-811034และ จับ &จบ : เจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับเพื่อกำจัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมปัญหาจะได้จบ โดยนำปลามาทำประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นอาหาร (สาคูไส้ปลา, ไส้อั่วปลา, ข้าวเกรียบปลา, น้ำยาขนมจีน), ทำปลาป่น, ทำน้ำหมักบำรุงพืช และอาหารสัตว์

เปิดตัว ‘TILSNA’ ขับเคลื่อนชีววิทยาศาสตร์-การแพทย์ไทย ก้าวข้ามผู้ให้ทุนสู่ผู้สร้างระบบนิเวศ Life Sciences ดันนวัตกรรมสู่เวทีโลก

16 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน TILSNA Open Day “The New Era of Thailand’s Life Sciences” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และเปิดสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA อย่างเป็นทางการ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ กล่าวแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA ก้าวสู่บทบาทกลไกสำคัญของประเทศ

เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายระดับนานาชาติ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในระดับสากล พร้อมระบุถึง 7 นโยบายสำคัญที่เคยมอบให้แก่คณะกรรมการและผู้บริหารของ TILSNA ได้แก่

  • มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้ให้ทุนวิจัย” สู่การเป็น “ผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม” เพื่อผลักดันงานวิจัยขั้นปลายน้ำสู่เชิงพาณิชย์ และตั้งเป้าปั้นยูนิคอร์นด้านสุขภาพของไทย
  • นโยบายที่มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติทางชีววิทยาศาสตร์ โดยให้ TILSNA เป็นเจ้าภาพหลัก ในการกำหนดโจทย์วิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจน
  • นโยบายที่เน้นการส่งเสริมสตาร์ทอัพ ให้ก้าวข้าม Valley of Death
  • การต่อยอดธุรกิจ
  • การเป็น One-stop Service เชื่อมโยงโรงเรียนแพทย์กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
  • นโยบายการจัดทำธนาคารชีวภาพระดับชาติ (National Biobank) และแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data) ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
  • นโยบายในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพเชิงรุก ดึงดูดการลงทุน และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระดับโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวว่า TILSNA จะเป็นพลังสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ ของประเทศให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนคนไทย ตามแนวคิดที่ว่า “สุขภาพยั่งยืน” คือ ประชาชนต้องมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอให้การทำหน้าที่ของ TILSNA นับจากนี้ไป ประสบความสำเร็จ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน และเปลี่ยนผ่านบทบาทของประเทศไทย สู่การเป็นผู้นำตลาดบนเวทีระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การจัดงาน Open House ในวันนี้ ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการและผู้อำนวยการที่จัดให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Matching) ซึ่งนี่คือหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ทุนสนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เติมเต็มระบบนิเวศการทำงานวิจัยและการเป็นผู้ประกอบการด้าน Life Science พร้อมทั้งช่วยเชื่อมโยงภาคเอกชนเข้ากับหน่วยงานให้ทุนอื่น ๆ ของกระทรวง อว. ได้อย่างครบวงจร”

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ยังได้เปิดเผยถึงเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน Life Science ว่า เป็นเพราะประเทศไทยมีต้นทุนและทรัพยากรพื้นฐานที่ดีมาก ทั้งในด้านระบบสาธารณสุข การทดลองทางคลินิก รวมถึงทุนมนุษย์ที่มีนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ที่เก่งเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่สูงมาก ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดผลิตเป็นเครื่องมือแพทย์ ยา และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่เข้าสู่ประเทศ

“การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง  ในการทำวิจัยเชิงคลินิก จะช่วยดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่และวิทยาการระดับโลกเข้ามา ตลอดจนดึง Talent หรือคนเก่ง ๆ จากทั่วโลกให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกเหนือจากโครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) มีผลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ให้ TILSNA เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ในการขับเคลื่อนและยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) ตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของประเทศ เพื่อเร่งรัดในการยกระดับและเสริมแกร่งให้นวัตกรรมด้าน Life Sciences ไทย แข่งขันได้ในระดับสากล

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ

16 กันยายน 2569 เวลา 13:10 น.

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ ดึง‘ทุนวัฒนธรรมไทย’สู่โอกาสทางอาชีพ ชูแนวคิด‘รู้ราก-รู้สร้าง-รู้สิทธิ-รู้ตลาด’ พัฒนาศักยภาพกำลังคน ต่อยอด Soft Power สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดตัวชุดหลักสูตรออนไลน์ E-Learning ด้านงานออกแบบสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมแฟชั่น มุ่งยกระดับทักษะแรงงานสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวทันบริบทโลก ด้วย 4 หลักสูตร รวม 22 บทเรียน ครอบคลุมตั้งแต่วัฒนธรรม ความยั่งยืน กฎหมาย ไปจนถึงการตลาดเชิงพาณิชย์ เรียนฟรีได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) เมื่อจบหลักสูตรและผ่านเกณฑ์การทดสอบ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD เปิดเผยว่า การพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาคนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น โดยเน้นเนื้อหาที่นำไปปฏิบัติได้จริง เชื่อมโยงเป็นเส้นทางตั้งแต่ “รู้ราก-รู้สร้าง-รู้สิทธิ-รู้ตลาด”

“เราอยากให้การเรียนรู้ไม่ได้จบอยู่ที่การรู้ แต่ต้องสามารถนำความรู้ไปสร้างสรรค์และต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ได้จริง โดยเริ่มจากการเข้าใจอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมไทย นำมาพัฒนางานอย่างรับผิดชอบ เข้าใจการปกป้องและบริหารสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนจะต่อยอดสู่การสร้างมูลค่า การพัฒนาแบรนด์ และการคว้าโอกาสทางธุรกิจ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

นอกจากนี้ หลักสูตรดังกล่าวยังสอดรับกับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ในการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

เจาะลึก 4 หลักสูตร E-Learning: เส้นทางสู่การเป็นนักสร้างสรรค์มืออาชีพ ได้แก่

1.รู้ราก: ทุนทางวัฒนธรรมไทยกับการออกแบบร่วมสมัยอย่างรับผิดชอบ จำนวน 5 บทเรียน โดย ดร.บุษกร ฮวบแช่ม : ทำความเข้าใจวัฒนธรรมในฐานะทุนความคิดสร้างสรรค์และ Soft Power การนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทยมาตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ตลาด

2.รู้สร้าง: การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 6 บทเรียน โดย ดร.สุธินี ตันอังสนากุล : ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) การเลือกใช้วัสดุ การลดของเสีย ตลอดจนจริยธรรมและแรงงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

3.รู้สิทธิ: ทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายพื้นฐานสำหรับผู้สร้างสรรค์ จำนวน 5 บทเรียน โดย อาจารย์ธนัชพร เฟื่องงามพร : เสริมความรู้ด้านลิขสิทธิ์และการคุ้มครองงานออกแบบ งานหัตถกรรม และภูมิปัญญา เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์สามารถปกป้องผลงานและบริหารจัดการสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย 

4.รู้ตลาด: จากผลงานสร้างสรรค์สู่ตลาด: การตลาดและการสร้างมูลค่าอย่างรับผิดชอบ จำนวน 6 บทเรียน โดย ผศ.ดร.อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์ : เรียนรู้วิธีการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นธุรกิจจริง ทั้งการวิเคราะห์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การตั้งราคา การสร้างแบรนด์ การสื่อสาร และการใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายและวิธีเข้าร่วมอบรมนั้น OKMD เปิดกว้างสำหรับ นักออกแบบ ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ วิสาหกิจชุมชน นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการพัฒนาตนเอง สามารถเข้าได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านระบบ E-Learning ของ OKMD ที่ เว็บไซต์ elearning.okmd.or.th โดยจะได้เกียรติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) ทันทีเมื่อเรียนครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ⁠

ศธ.ถก ‘OECD’ ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

SPC บ่มเพาะต้นกล้าคุณธรรม สานต่อ ‘สหพัฒน์ให้น้อง’ ก้าวสู่ปีที่ 10 ปลูกฝังความซื่อสัตย์ สร้างเยาวชนต้นแบบทั่วประเทศ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

กว่าทศวรรษของการมุ่งมั่นบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดี บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ สหพัฒน์ให้น้อง ก้าวสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคง เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ในการปลูกฝังคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ โครงการได้สร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้มีเป้าหมายลงพื้นที่อีก 26 โรงเรียน ส่งผลให้ตลอดการดำเนินโครงการครอบคลุมกว่า 250 โรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมสานต่อภารกิจการเฟ้นหา ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว เด็กดีผู้มีความซื่อสัตย์ มีจิตอาสา และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

สหพัฒน์ให้น้อง ไม่ใช่เพียงโครงการเพื่อสังคม แต่คือพันธกิจระยะยาวของ SPC ที่เชื่อมั่นว่า เด็กดี มีความซื่อสัตย์ คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาได้เห็นผลผลิตของต้นกล้าคุณธรรมที่เติบโตขึ้นมากมาย และยังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อปลูกฝังความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต

สำหรับโครงการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปี 10 ยังคงอัดแน่นด้วยกิจกรรมลงพื้นที่สร้างสรรค์ อาทิ การตามหา “ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว” ตัวแทนเด็กดีประพฤติดี มีจิตสาธารณะ การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะเพื่อลดโลกร้อน การนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นของใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการร้องเพลงประจำโครงการเพื่อซึมซับค่านิยมความซื่อสัตย์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นคุณค่าของการทำความดี และร่วมกันสร้างสังคมแห่งความซื่อสัตย์อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งความตั้งใจของโครงการ คือเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเนื้อหารายการอย่างเท่าเทียม ทางรายการยังได้จัดทำระบบ ADCC (Audio Description Closed Caption) สำหรับการออกอากาศย้อนหลัง เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงเรื่องราวดีๆจากโครงการได้มากยิ่งขึ้น

สามารถติดตามรายการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปี 10” ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 09:30-10:00 น. ทาง Nation 22 รับชมย้อนหลังทาง YouTube : Sahapat Official ทุกวันเสาร์ เวลา 12:00 น. และติดตามสกู๊ปผ่านโซเชียลมีเดียทุกวันศุกร์ เวลา 18:00 น. ผ่าน Facebook : Sahapat IG : sahapat_official และTikTok : @spc_sahapat

สลช.สำรวจที่ดินในครอบครอง 58 แปลง เตรียมชงบอร์ดบริหารลูกเสือเดินหน้าพัฒนาเต็มสูบ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ สลช.ทำการสำรวจข้อมูลที่ดินของ สลช.ทั้งหมดทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้ตรวจสอบรายละเอียดเป็นรายแปลงว่ามีการปล่อยเช่าไปหรือไม่ หากปล่อยเช่าสัญญาเช่ายังคงอยู่หรือสิ้นสุดสัญญาไปแล้ว เพื่อที่จะจัดทำให้เป็นระบบที่เป็นปัจจุบัน นั้น ล่าสุด สลช.ได้ทำการสำรวจที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบที่ดิน สลช.ใน 16 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 58 แปลง แต่ละแปลงมีการออกโฉนดเอกสารสิทธิ์การครอบครองไว้อย่างถูกต้อง บางแปลงมีการปล่อยเช่ามานาน และหมดสัญญาเช่าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ต่อสัญญาเช่าฉบับใหม่

“ในการประชุมบอร์ดบริหารลูกเสือแห่งชาติในหลายๆครั้งที่ผ่านมาได้ให้ความสนใจในเรื่องที่ดินของ สลช.ค่อนข้างมาก รวมทั้งให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าไปใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีอยู่ โดยเห็นควรต้องมีการสำรวจเพื่อจัดระบบให้เป็นปัจจุบันจะได้รู้ว่าที่ดินที่มีอยู่อยู่ในสถานะใด มีแปลงไหนที่มีการปล่อยเช่าหรือไม่ สัญญาเช่าเป็นอย่างไร ค่าเช่าเหมาะสมในสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้หรือไม่ เพราะบางแปลงมีการปล่อยเช่ากันมานานหลายสิบปี ค่าเช่าในขณะนั้นก็ถูกมากๆ ดังนั้นก็ควรจะปรับปรุง หรือดำเนินการให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย หรือหากที่ดินแปลงไหนสำรวจแล้วพบว่ามีผู้เข้าไปบุกรุกก็ต้องเข้าไปพูดคุยและทำให้ถูกต้อง” เลขาธิการ สลช. กล่าวและว่า

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา สลช.อาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ จึงไม่ได้เข้าไปดูแลเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นต่อไปอาจจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยเหลือ สลช.เพื่อดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ รวมไปถึงต้องมีการทบทวนในเรื่องของระเบียบที่เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ใหม่เพื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากที่ สลช.ได้จัดทำข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินที่ สลช.ถือครองกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ สลช.จะนำเสนอข้อมูลทั้งหมดให้บอร์ดบริหารลูกเสือแห่งชาติได้พิจารณาเพื่อวางแผนในการพัฒนาต่อไป

มมส เปิดโลกกิจกรรม’69 เสริมทักษะการเรียนรู้ ปั้นผู้นำสู่โลกอนาคต

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดโครงการ “เปิดโลกกิจกรรม” ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้ ปั้นผู้นำสู่โลกอนาคต” ณ อาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

การจัดโครงการในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างองค์การนิสิต สภานิสิต สโมสรนิสิต 17 คณะ 2 วิทยาลัย ตลอดจนชมรมและกลุ่มนิสิตต่างๆ โดยมี นายธราวุธ จิตจักร นายกองค์การนิสิต ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานฯ นำองค์กรนิสิตร่วมนำเสนอผลงาน ศักยภาพ และพันธกิจของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้นิสิตได้ทำความรู้จักและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรนิสิตภายในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่เข้าสังกัดกิจกรรมต่างๆ

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน การเปิดรับสมัครสมาชิก และการจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกเพื่อจัดหารายได้เข้าสู่องค์กร โดยมีชมรมและกลุ่มนิสิตเข้าร่วมกว่า 50 องค์กร ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร ได้ร่วมเยี่ยมชมบูธกิจกรรมเพื่อมอบกำลังใจแก่นิสิตผู้จัดงานอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศภายในงานยังเต็มไปด้วยความคึกคักและสร้างสรรค์ จากการแสดงความสามารถของนิสิตในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแสดงจากชมรมดนตรีและวัฒนธรรมไทย – จีน แห่งอุษาคเนย์, การแสดงจากชมรมลีลาศ, การแสดง Cover Dance โดยวง G – RUKE, การแสดงดนตรีโฟล์คซอง, การแสดงดนตรีจากวง COPAG BAND วิทยาลัยการเมืองการปกครอง และการแสดงดนตรีสากลจากวงนารีรำพึง ซึ่งร่วมสร้างสีสันและความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน