‘Wuling Darion EV’ คว้าแชมป์ยอดขาย MPV ในไทย ตอบโจทย์-เข้าใจผู้บริโภค

25 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หลังคว้ายอดขายอันดับ 1 ในหมวดรถยนต์ MPV ประจำเดือนสิงหาคมในประเทศไทยได้สำเร็จWuling Darion EV (หรือที่รู้จักในชื่อ Wuling Starlight 730) รถ MPV พลังงานไฟฟ้า 100%จากค่าย SAIC-GM-Wuling ตลาดรถยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็จับตากันอย่างมาก โดยใช้เวลาสร้างชื่อเพียงไม่ถึง 5 เดือนนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ความหมายของการเป็น “แชมป์ยอดขาย” ในครั้งนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดรถ MPV ของไทย ที่ผู้บริโภคเริ่มเปิดรับนวัตกรรมพลังงานใหม่อย่างกว้างขวาง โดย Wuling Darion EV สามารถครองใจผู้ใช้ได้หลากหลายกลุ่มตั้งแต่องค์กรภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงกลุ่มนักธุรกิจและผู้มีรายได้สูง อะไรคือปัจจัยที่ทำให้รถรุ่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว?

สำหรับตลาด MPV ในไทยถือเป็นก้าวใหม่แห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้า Wuling Darion EV  เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (EV) ในราคาจำหน่าย 799,000 – 859,000 บาท (คิดเป็นเงินหยวนประมาณ 163,000 – 175,000 หยวน) ซึ่งวางตำแหน่งอยู่ในช่วงราคาที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

จากรายงานยอดขายประจำเดือนสิงหาคม Wuling Darion EV ทำยอดจดทะเบียนได้สูงถึง 897 คัน ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ในตลาดรถ MPV ของประเทศไทย พร้อมครองส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) สูงถึง 34% ในเดือนเดียว นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการยานยนต์ไทยอย่างก้าวกระโดด

ใครคือผู้เลือก Wuling Darion EV?

หลายคนอาจมองว่ายอดขายที่เติบโตเกิดจากการแข่งขันด้านราคา แต่ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคกลับพบว่า Wuling Darion EV สามารถสร้างความเชื่อมั่นและเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งการถูกรับเลือกเป็นรถใช้งานในหน่วยงานภาครัฐ Fleet ของบริษัทชั้นนำ

ความร่วมมือกับโรงแรมหรู รวมถึงการได้รับการยอมรับจากสื่อมวลชน

สำหรับโปรไฟล์ของผู้ซื้อ Wuling Darion EV:

อายุ: 30 – 50 ปี

รายได้ต่อเดือน: 100,000 บาทขึ้นไป

อาชีพ: เจ้าของธุรกิจ, ผู้บริหารระดับสูง, ข้าราชการ, แพทย์ และกลุ่มวิชาชีพชั้นสูง

ขนาดครอบครัว: สมาชิก 3 คนขึ้นไป

ทำไมกลุ่มลูกค้ากระแสหลักถึงเลือก Wuling Darion EV?

ผลการสำรวจระบุว่า 23% ของผู้ซื้อ ชื่นชอบในจุดเด่นของ ประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่ (Dual Electric Sliding Doors), ห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง ที่กว้างขวาง และรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหราทันสมัย ซึ่งในระดับราคาไม่ถึง 900,000 บาท ผู้บริโภคสามารถสัมผัสกับความสะดวกสบายและความหรูหราระดับพรีเมียมได้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ Wuling Darion EV ยังโดดเด่นด้วยสมรรถนะอันสมดุล:

ความยาวฐานล้อที่ยาวที่สุดในระดับเดียวกัน (2,910 มม.) และทางเดินกึ่งกลางแถวที่สองที่กว้างขวางที่สุด สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ AI เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Shenlian (Shenlian Battery): ให้ระยะทางขับขี่ที่ไกลและมีความปลอดภัยสูง เหมาะสมกับสภาพอากาศและรูปแบบการใช้งานในไทย

ประหยัดค่าใช้จ่าย: ด้วยอัตราค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อกิโลเมตรของ Wuling Darion EV คิดเป็นเพียง 1/6 เมื่อเทียบกับรถยนต์ MPV เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป

พิสูจน์ความสำเร็จด้วยยอดขายแชมป์ในหลายภูมิภาค

ความสำเร็จในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นเป็นแห่งแรก เพราะ Wuling Darion EV ได้พิสูจน์ศักยภาพและความนิยมมาแล้วในหลายตลาด:

ตลาดประเทศจีน: เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และสามารถครองแชมป์ยอดขายรถ MPV ในระดับราคาไม่เกิน 150,000 หยวน ได้ต่อเนื่องนานถึง 10 เดือนติดต่อกัน โดยมียอดขายสะสมทะลุ 65,000 คัน

ตลาดฮ่องกง: วางจำหน่ายในราคา 308,800 ดอลลาร์ฮ่องกง (สูงกว่าราคาในจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 3 เท่า) แต่ยังคงคว้าตำแหน่งแชมป์ยอดขาย MPV ประจำเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ด้วยยอดจดทะเบียน 159 คัน

สูตรแห่งความสำเร็จ: เข้าใจผู้ใช้ สร้างสรรค์คุณภาพ และเหนือระดับ

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ยอดขายในหลายภูมิภาคภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Wuling Darion EV ตอบโจทย์ผู้ใช้ด้วย “ความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค ความจริงใจในการผลิต และคุณค่าผลิตภัณฑ์ที่เหนือระดับ”

มิติตัวถังระดับพรีเมียม: ความยาวตัวถัง 4.91 เมตร และระยะฐานล้อ 2.91 เมตร

ฟังก์ชันครบครัน: ประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่เพียงหนึ่งเดียวในระดับเดียวกัน, แบตเตอรี่ Shenlian ที่ทรงประสิทธิภาพ, และต้นทุนการครอบครองที่คุ้มค่า

ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใด Wuling Darion EV ได้พิสูจน์แล้วว่า ในจีนคือ “ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่” ในฮ่องกงคือ “ทางเลือกสุดคุ้มในตลาดที่ค่าครองชีพและค่าน้ำมันสูง” และในประเทศไทยคือ “การเติมเต็มช่องว่างรถยนต์ครอบครัวพลังงานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความหรูหรา ความคุ้มค่า และการใช้งานจริง”

กรมหม่อนไหม เปิดงาน ‘มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค’ รวม 4 ภูมิปัญญา สู่หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 17:05 น.

กรมหม่อนไหม เปิดงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค” รวม 4 ภูมิปัญญา สู่หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย ชวนสัมผัสเสน่ห์ไหมไทยทั่วประเทศ 23–27 กันยายนนี้ ที่ขอนแก่น

กรมหม่อนไหม จัดงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค ประจำปี 2569 จังหวัดขอนแก่น” ระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ณ ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น ภายใต้แนวคิด “ONE SILK, One Timeless Value. 4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” มุ่งเผยแพร่คุณค่า ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ของไหมและมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของประเทศไทย พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม

พิธีเปิดงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 โดย นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารกรมหม่อนไหม ผู้แทนจังหวัดขอนแก่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ซึ่งภายในงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค” ถ่ายทอดเรื่องราวของไหมไทยผ่านภูมิปัญญาที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำของการเลี้ยงไหม การสาวไหม กระบวนการทอผ้า ไปจนถึงการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์หม่อนไหมร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละภาคจะมีอัตลักษณ์ เทคนิค รูปแบบ และเรื่องราวที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงด้วย “หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” ที่ได้รับการสืบทอด พัฒนา และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ไหมไทยถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของประเทศ แต่ละภาคมีเอกลักษณ์ เทคนิค และเรื่องราวที่แตกต่างกัน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำภูมิปัญญาจากทั้ง 4 ภาค มาร้อยเรียงและนำเสนอให้ประชาชนได้เห็นถึงคุณค่าของไหมไทยในมิติที่หลากหลาย รวมทั้งช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ สามารถนำภูมิปัญญามาต่อยอด เพิ่มมูลค่า และขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เลือกชมและเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมคุณภาพจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ จำนวน 35 ร้านค้า ซึ่งนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์หม่อนไหม และสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการและชุมชน

ตลอดระยะเวลา 5 วัน ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสาธิตภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม กิจกรรม Workshop งานประดิษฐ์จากรังไหม การนำเสนอผลิตภัณฑ์และเรื่องราวจากชุมชน การเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไหมและภูมิปัญญาของแต่ละภาค ตลอดจนกิจกรรมบนเวทีที่เชื่อมโยงเรื่องราวของไหมไทยจากรากแห่งภูมิปัญญา สู่การสร้างสรรค์และการต่อยอดคุณค่าในปัจจุบัน

กรมหม่อนไหมจึงขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่ชื่นชอบผ้าไหมไทย มาร่วมสัมผัสเรื่องราวของ “4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” พร้อมเลือกชม เลือกซื้อผลิตภัณฑ์หม่อนไหมคุณภาพ และร่วมสนับสนุนเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการไหมไทยจากทั่วประเทศ

งาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค ประจำปี 2569 จังหวัดขอนแก่น”ONE SILK, One Timeless Value.4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย 23–27 กันยายน 2569 ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ จัดกิจกรรมเดิน – วิ่งการกุศล ‘ก้าวด้วยธรรม’ เพื่อ 19 โรงพยาบาล ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลน

24 กันยายน 2569 เวลา 17:01 น.

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้สืบสานพระปณิธานด้วยการสร้างสรรค์ กิจกรรมเดิน – วิ่งการกุศล “ก้าวด้วยธรรม” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีจิตอาสาได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมบริจาคสมทบทุน   ปีนี้ “ก้าวด้วยธรรม”จัดขึ้นเป็นครั้งที่  10 เพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์และมอบเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาล 19 แห่ง นำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์การรักษากรณีเร่งด่วน อันเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและคนไข้ที่ขาดแคลน  รอคอยการเยียวยารักษา  

กิจกรรมการประชาสัมพันธ์ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องครั้งนี้ได้แม่งานอย่างก้อง ปิยะ แท็คทีม เพื่อน พี่น้องคนบันเทิง หน่อย บุษกร, ปั้นจั่น ปรมะ ,ลีโอ ธวัชรวิชญ์ และทีมผู้สนับสนุนร่วมโปรโมทเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมกิจกรรมการกุศล “ก้าวด้วยธรรม”ครั้งที่ 10 ซึ่งเสื้อมีลวดลายสวยงาม ทันสมัย น้ำหนักเบา ยืดหยุ่น รองรับกับสรีระนักวิ่งเป็นอย่างดี รับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ที่ ศาลาแดงหน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร และจุดรับสมัครสัญจร หรือดูรายละเอียด ได้ตามลิงก์ที่แนบนี้  https://liff.line.me/1656404333-XmDp4d6p/register/KDT10Online  หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  Line ID @Kaoduaydham , inbox เพจก้าวด้วยธรรม โทร. O98-932-0545 ,098-278 -0545

กิจกรรม “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 10 เปิดรับสมัครเดิน – วิ่ง ในระยะ 5 กิโลเมตร และ 10.5กิโลเมตร นักวิ่งจะได้วิ่งผ่านสถานที่สำคัญในเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ นอกจากวิ่งเพื่อสุขภาพแล้ว  

เชิญชวนนักวิ่งมาถ่ายภาพกับมุมพระปรางค์ 8 องค์  ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่เป็นภาพชนะรางวัลอันดับ 1 จากเวทีประกวดภาพถ่ายระดับโลก มีกำหนดการจัดงานเดิน-วิ่งในวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2570 ตั้งแต่เวลา 05.00 น.  โดยมีจุดปล่อยตัว และจุดเข้าเส้นชัย ณ  ลานคนเมือง กรุงเทพมหานครฯ  

‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’ จุดประกายแรงบันดาลใจ ‘เปรมสุดา-กฤษดา’ ชวนดู 60 เรื่องจริง ทางลัดสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

25 กันยายน 2569 เวลา 14:54 น.

คนข่าว 2 สไตล์  “เปรมสุดา-กฤษดา” ขอบคุณผู้ชมให้ความสนใจ สกูปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ที่ ช่อง 7HD หยิบ60 เรื่องเล่าแห่งแรงบันดาลใจ จากผู้ปฏิบัติจริง ส่งต่อแนวคิดที่จุดประกายให้สังคม ผ่านทั้งทางหน้าจอช่อง 7HD กด 35 และรับชมฉบับเต็มทางแอปพลิเคชัน CH7ON

ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง สำหรับสกูปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” โปรเจกต์ที่ ช่อง 7HD จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมก้าวสู่ปีที่ 60 ถ่ายทอด 60 เรื่องเล่าจากผู้ปฏิบัติจริง จุดประกายแนวคิดให้สังคม ผ่านรายการ ข่าวเย็นประเด็นร้อน ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และรับชมฉบับเต็มทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน CH7ON  โดยมีผู้ประกาศข่าวมากคุณภาพจากช่อง 7HD เช่น เปรมสุดา  สันติวัฒนา, กฤษดา นวลมี, เหมือนฝัน ประสานพานิช, ศจี วงศ์อำไพ, เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์,ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมพูดคุยกับบุคคลต้นแบบด้าน 2 ผู้ประกาศข่าว “ปุ้ม-เปรมสุดา สันติวัฒนา” และ “กฤษดา นวลมี”  ผู้ร่วมถ่ายทอดเรื่องเล่าแห่งแรงบันดาลใจ ขอเป็นตัวแทนขอบคุณทุกกระแสการตอบรับ พร้อมเผยถึงเรื่องเล่าดี ๆ จากสกูปพิเศษชุดนี้ที่อยากให้ผู้ชมติดตาม

“เปรมสุดา สันติวัฒนา” ผู้ประกาศข่าวแห่งรายการ “ข่าวเย็นประเด็นร้อน” เปิดใจว่า “หลายคนอาจจะมองว่า “คนปรับ โลกเปลี่ยน” เป็นเรื่องจับต้องยาก เข้าใจยาก แต่สำหรับ ปุ้มเอง มองได้สองความหมาย ความหมายแรกคือ โลกกำลังเปลี่ยน และคนเราต้องปรับตัวให้ทันโลก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี วิธีการทำงาน หรือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เราต้องรู้เท่าทันและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น แต่อีกความหมายหนึ่งที่ปุ้มคิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือ ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยน เราเองก็สามารถเป็นคนที่ทำให้โลกเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ เพราะบางครั้งการพัฒนาอาจทำให้เราเดินไปข้างหน้าเร็วขึ้น แต่สิ่งดี ๆ บางอย่างที่มีคุณค่าต่อคน ต่อชุมชน ต่อสังคม หรือแม้แต่ต่อสิ่งแวดล้อม อาจถูกมองข้ามไป

โครงการนี้ ช่อง 7HD จึงอยากชวนให้เราเห็นว่า การปรับเปลี่ยนของคนหนึ่งคน แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขึ้นได้ เมื่อสิ่งนั้นถูกส่งต่อและเกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ จึงมาร่วมส่งต่อและพิสูจน์แนวคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เริ่มจากตัวเราเอง ผ่านสกูปพิเศษนี้ค่ะ”

ขณะที่ “กฤษดา นวลมี” แห่งรายการ “สนามข่าว 7 สี” กล่าวเสริมว่า “ความน่าสนใจของ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ด้านการเล่าเรื่อง ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน หน้าที่ของพวกเราคือการเปิดโอกาสให้แต่ละคนที่มีประสบการณ์ที่น่าสนใจ ได้มีโอกาสได้เล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในชีวิตของเขา บทเรียนที่บางครั้งต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการทำความเข้าใจและต่อสู้กับมันจนประสบผลสำเร็จด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เรียบเรียงช่วงเวลาและเหตุการณ์ตามช่วงชีวิตของเขา ดังนั้นเรื่องราวที่เราได้ฟังและส่งต่อ จึงเป็นเหมือนทางลัดให้หลายคนไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก หรือลังเลใจที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งใด แต่สามารถนำสูตรสำเร็จนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นได้เลย กระแสตอบรับทั้งในช่องทางต่าง ๆ เสียงตอบรับจากผู้ชมดีมาก ๆ จริง ๆ แล้วเราไม่ได้คาดหวังให้คนทุกคนต้องปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งหมด แต่ถ้าแนวคิดหรือแรงบันดาลใจใน “คนปรับ โลกเปลี่ยน” สามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำให้สักหนึ่งชีวิตบนโลกนี้ดีขึ้นได้ เท่านี้ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เพราะหากเราไม่เริ่มทำ ทุกอย่างก็จะเท่าเดิม เหมือนเดิม โลกก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างน้อย ถ้าเราได้สร้างแรงบันดาลใจจากคนที่เคยล้มลุกคลุกคลานมาก่อน แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจุดเล็ก ๆ หลายๆ จุด สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และเราเชื่อว่าโลกจะเปลี่ยนเป็นโลกที่น่าอยู่มากขึ้นแน่นอน”

พร้อมกันนี้ “กฤษดา” ยังยกตัวอย่างในฐานะคนข่าว 7HD ว่าเริ่ม “ปรับ” เพื่อ “เปลี่ยน” ว่า  “งานข่าวเราเริ่มปรับและเปลี่ยนในวันนี้แล้ว คือการนำเสนอข่าวด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติ โดยให้ข้อเท็จจริงอยู่เหนืออารมณ์ เราจะไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวในการนำเสนอข่าว เพราะเรามีหน้าที่เป็นแค่สื่อกลางนำเสนอข้อเท็จจริงไปสู่ผู้ชมอย่างรอบด้าน ส่วนการตัดสินผิดถูกขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้รับชม เราจะทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนชั้นดี ที่ราบเรียบ เที่ยงตรง และสะอาด เพื่อสะท้อนภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม นี่คือสิ่งที่เราเริ่มปรับและเปลี่ยนแล้วในวันนี้ เพื่อภูมิทัศน์สื่อที่ดีขึ้น และคงความน่าเชื่อถือให้กับงานข่าวของเราต่อไป แล้วคุณล่ะ ปรับ เปลี่ยน กันแล้วหรือยัง บางทีแค่ปรับเรื่องเล็ก ๆ อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอครับ”

ติดตามแรงบันดาลใจจาก 60 คน 60 แนวคิดที่จุดประกายเพื่อสังคมไปพร้อมกันในสกูปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ ในรายการ ข่าวเย็นประเด็นร้อน เวลา 16.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และรับชมฉบับเต็มทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน CH7ONเกาะติดทุกข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากช่อง 7HD ได้ครบทุกช่องทาง ทั้งช่องดิจิทัล “ช่อง 7HD” กดหมายเลข 35 และ Social Media ของสถานีฯ Ch7HD บน Facebook, Instagram, TikTok, X, YouTube และ Threads   พร้อมรับชมรายการและคอนเทนต์ต่าง ๆ ทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน CH7ON

โอ๊ยเล่าเรื่อง ๙วัดสู่สวรรค์( 9 Temples to Heaven) 9/10

25 กันยายน 2569 เวลา 13:53 น.

“เพียงคำเดียวที่ปรารถนาอยากฟังให้ชื่นอุราใจพะว้าภวังค์..” ตอนแรกเฉยๆ กับ หนังเรื่องนี้ รู้จักเพียงแค่เป็นหนังที่ผ่านเทศกาลหนังหน้าหนังไม่ชวนติดตาม..จนกระทั่ง ๙ วัด สู่สวรรค์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนหนังไทยร่วมประกวดใน‘ออสการ์ครั้งที่99’

๙ วัด สู่สวรรค์ คือหนังร่วมทุนสร้าง 8 ประเทศ ประเทศไทย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส นอร์เวย์ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย กาตาร์ (เสียดายถ้า เพิ่มอีก1ประเทศ จะเข้ากับชื่อเรื่อง) หนังใช้เวลาหาทุนสร้างนาน9ปีและเข้าชิงออสการ์ครั้งที่99เลข9มาแบบจัดเต็ม

๙ วัด สู่สวรรค์ คือ หนังดราม่า โร้ดมูฟวี่ ที่เล่นกับ ศรัทธา ความเชื่อ ของพุทธศาสนาชัดเจนในการพูดถึงพุทธพานิชย์ในวัดใหญ่ๆที่มีชาวบ้านลูกศิษย์ลูกหาขึ้นทำบุญ 9 วัด9วา ภายในวันเดียว คือ การทำบุญที่คุ้นเคย สำหรับ ชาวพุทธ หรือ คนที่ชอบมาทางสายมู ที่หวังให้ผลบุญทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือสมปราถนาตามที่หวังเอาไว้ใน ๙ วัด สู่สวรรค์ ชัดเจน คือ การทำบุญเพื่อต่ออายุตัวหนัง พาทัวร์ ไป 9วัด ในบรรยากาศที่ต่างกันออกไป ไม่ได้เน้น ชื่อวัดจริงๆ แต่สำหรับคนที่เคยไปมาน่าจะคุ้นและจำได้

 โบ๊ต-สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ทำ ๙ วัด สู่สวรรค์ เรียบๆ ง่ายๆ นำเรื่องใกล้ตัวสำหรับชาวพุทธ คนที่เข้าวัดทำบุญ ออกมาดูสนุก ดูได้แบบ เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ การนำเสนอ ไม่ธรรมดา
(ดู ๙ วัด สู่สวรรค์ จบแล้ว อยากกลับไปหาดู หมอนรถไฟ หนังแจ้งเกิด ของ ‘สมพจน์’ที่ไม่เคยดูมาก่อน เพียงเพราะ ไม่ใช่หนังกระแส หรือ หนังที่เข้าฉายใน โรงหนังกระแสหลัก เลยขอบาย)

บทหนังของ ๙ วัด สู่สวรรค์ ลื่นไหล ดูสนุก นำเสนอเรื่องแบบกลมกล่อม ในทุกๆ เรื่อง ศาสนาครอบครัวในแบบที่กลมกลืนมีลูกเล่นไม่ซับซ้อนตรงไปตรงมาในวัด..พูดเรื่องศาสนาความเชื่อบนรถ..ระหว่างทาง ใส่ประเด็น ครอบครัว ปมต่างๆ เรื่องราวของสมาชิกแต่ละคน ดราม่า/ความขัดแย้ง เส้นเรื่องหลักที่เดินเรื่อง ไป พร้อมๆ กับ เรื่องของ วัดวาอาราม คือ เรื่องของ ครอบครัว ความติด/ความเชื่อ ที่ต่างกันออกไปของคนรุ่นเก่า กับ รุ่นใหม่ ผ่าน 9 ตัวละคร

๙ วัด สู่สวรรค์ คือ หนังไทยอีกเรื่อง ที่ นักแสดง เล่นดี เล่นเป็นธรรมชาติ รับส่งบทปันไปมา สีหน้าท่าทาง อารมณ์ต่างๆ ที่ ส่งออกมา ดูแล้วเชื่อว่า เป็นครอบครัวบ้านๆ พระสงฆ์ก็ใช่เลย อมรา รามณรงค์ (คุณย่าสลวย) สุรชัย นิงสานนท์ (สกล) นก-จิรวุฒิ ชิวารักษ์ (ปองพล) ญาณีนันท์ จิระภัทรจิตริน (วิมล) คล้ายจันทร์ พันธุ์แมน (อัญชลี) สมภพ ทรงกำพล (ต่อ) ฟ้า-ญาดา กาญจนิศากร (แยม) ปูน-สิรภพ สัณหภักดี(คูณ) ชีต้าห์-ณิชมน ชินธาดาพงศ์ (แพร)ที่คุ้นหน้าจริงๆ คือ จักรกฤษ เสริฐศรี หรือ อ๊อด-จักรกฤษ ศิลปชัย ดีเจ..ชื่อดัง ขวัญใจของ เด็กๆวัยรุ่นยุค 80-90 ที่มารับบท หลวงพี่ในวัดที่สอง น้ำเสียงทุ้มนุ่ม สีหน้าท่าทาง สมกับ เป็น พระที่มีลูกศิษย์ลูกหาอิฐ-บัลลพล้อมน้อยมาเป็นหนึ่งใน‘หลวงพี่’ใน9วัดรวมทั้งนักแสดงสมทบ นักแสดงประกอบ ทุกๆ ถูกเลือกมาแสดงได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ ดูไม่ได้แสดง ยิ่งเพิ่มความอินให้กับหนัง

๙ วัด สู่สวรรค์ เปิดเรื่องด้วย เพียงคำเดียว เพลงอมตะเสียงร้องของ สุเทพ วงศ์คำแหง แบบเต็มๆจนจบก่อนที่จะดังอีกครั้งเมื่อครบ9วัดสื่อชัดถึงตัวหนังสั้นๆง่ายๆ“เพียงคำเดียวที่ปราถนา”นั่นก็คือผลบุญจากการไหว้พระทำบุญและ ปิดท้าย ด้วย เพลงบทสวดชิณบัญชร เสียงร้องของ นักร้องสาว แบบ เต็มๆ ยาวๆ บทสวดที่ ชาวพุทธหลายคน นิยมสวด เหมือน จะบอกกล่าวว่า สิ่งที่ดู มาทั้งเรื่อง คือ ศรัทธา..ศรัทธาจริงๆ..ศรัทธา ล้วนเพียงคำเดียวในหนังไพเราะมากเป็นส่วนที่ชอบมากที่สุดในผนังเรื่องนี้ดนตรีประกอบเสียงประกอบก็ดีงามและที่ไม่พูดถึงไม่ได้คืองานด้านภาพที่สวยงามเลือกมุมเลือกภาพ ที่ หลากหลาย สมกับ เป็นหนังโร้ดมูฟวี่ ทั้งภาพในวัด ท้องฟ้า แม่น้ำ วิวทิวทัศน์ ระหว่างการเดินทาง ทำให้ เพลินไปกับเรื่องหรือแม้แต่บนรถตู้/บนรถที่ดูคับแคบแต่กับไม่รู้สึกอึดอัด

๙ วัด สู่สวรรค์ อาจจะไม่ใช่หนังที่เอาใจตลาดมากนักแต่ก็ไม่ใช่ หนังนอกกระแส หรือหนังอินดี้ ที่ดูยาก ไม่ใช่หนังที่ น่าเบื่อ แต่เป็น หนังที่ ตรึงดึง ให้ ตามตัวละครเข้าวัด โดนใจ..คนที่ชอบ ดู หนังในสไตล์แบบนี้ หนังนอกกระแส หรือ หนังเทศกาล หนังรางวัล แน่นอน140 นาที ผ่านไปแบบรวดเร็ว แต่อาจจะ ง่วงหง่าวหาวนอน กับ คอหนังตลาด หนังที่เน้นความบันเทิง เป็นหลัก ชอบ หนังหวือหวา ไม่ยืดยาด มีจุดพีค อาจจะไม่โดนใจ ไม่ถูก ไม่สนุก มากนัก
อนุโมทนาบุญ..สาธุ..สาธุเพียงคำเดียวที่ปราถนา….๙วัดสู่สวรรค์9/10 คะแนน

‘วู้ดดี้–ซินดี้’ รับภารกิจครั้งประวัติศาสตร์! พาไทยเปิดเวที Eurovision Asia ครั้งแรก 11 ประเทศทั่วเอเชียร่วมชิงชัย

25 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

เตรียมนับถอยหลังสู่ปรากฏการณ์ดนตรีครั้งใหม่ของเอเชีย! เมื่อ Eurovision Song Contest Asia 2026 เตรียมเปิดเวทีการแข่งขันครั้งแรกในทวีปเอเชีย ถ่ายทอดจากกรุงเทพมหานครสู่ผู้ชมทั่วโลก ในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569 ณ One Bangkok Forum ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จะได้พบกับบทเพลงและโชว์สุดยิ่งใหญ่จากตัวแทน 11 ประเทศทั่วเอเชีย ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเสียงเพลง ตัวตน และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศบนเวทีเดียวกัน พร้อมร่วมลุ้นว่าใครจะคว้าแชมป์คนแรกของ Eurovision Song Contest Asia 2026

ไฮไลท์พิเศษของการแข่งขันครั้งนี้คือการเปิดตัวสองพิธีกรผู้ทำหน้าที่พาผู้ชมทั่วโลกเดินทางไปกับค่ำคืนแห่งเสียงเพลง นั่นคือ “วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา” และ “ซินดี้ – สิรินยา บิชอพ” ที่ได้รับเลือกให้รับหน้าที่พิธีกรของ Eurovision Song Contest Asia ครั้งแรก ซึ่งทั้งสองจะร่วมถ่ายทอดสดจาก One Bangkok Forum กรุงเทพมหานคร พร้อมพาผู้ชมสัมผัสการแข่งขันที่เต็มไปด้วยการแสดงสุดพิเศษ ความตื่นเต้นของการชิงชัย และสีสันทางวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศ ภายใต้หัวใจสำคัญของ Eurovision ที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกผ่านเสียงดนตรี กับแนวคิด “United by Music” หรือ “รวมใจเป็นหนึ่งด้วยเสียงดนตรี”

“วู้ดดี้” พิธีกรไทยผู้เชื่อมโยงผู้คนผ่านเสียงเพลงและเรื่องราว

สำหรับ วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา ถือเป็นหนึ่งในพิธีกรที่ได้รับการยอมรับในระดับเอเชีย ด้วยเอกลักษณ์ด้านการสื่อสารที่เข้าถึงผู้คน ความอบอุ่น และความสามารถในการเชื่อมโยงเรื่องราวของผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ตลอดเส้นทางกว่า 20 ปีในวงการ วู้ดดี้สร้างชื่อจากรายการ Woody Talk ที่ได้พูดคุยกับบุคคลสำคัญระดับโลก พร้อมสร้างบทสนทนาที่เชื่อมโยงผู้ชมเข้ากับเรื่องราวของผู้คน นอกจากนี้ยังเป็นผู้ก่อตั้ง S2O Songkran Music Festival ที่นำเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เวทีนานาชาติ รวมถึงเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Dragonfly แพลตฟอร์มที่มุ่งส่งเสริมสุขภาวะและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก บทบาทใหม่บนเวที Eurovision Song Contest Asia ครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการนำประสบการณ์ด้านการสื่อสาร มาร่วมสร้างช่วงเวลาพิเศษให้กับผู้ชมทั่วเอเชีย

“ซินดี้” ตัวแทนการเชื่อมต่อผู้ชมข้ามวัฒนธรรม

ด้าน ซินดี้ – สิรินยา บิชอพ พิธีกร นักแสดง นางแบบ และบุคคลในวงการโทรทัศน์ระดับนานาชาติ จะนำประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการบันเทิงและแฟชั่นทั่วเอเชีย มาร่วมสร้างสีสันบนเวทีครั้งนี้ ซินดี้มีประสบการณ์เป็นพิธีกรรายการระดับนานาชาติ อาทิ Asia’s Next Top Model ซีซัน 4 ถึง 6 พร้อมความสามารถด้านการดำเนินรายการสองภาษา ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ด้วยบุคลิกที่มั่นใจ อบอุ่น และเข้าถึงผู้ชมจากหลากหลายวัฒนธรรม นอกจากบทบาทในวงการบันเทิง ซินดี้ยังดำรงตำแหน่ง ทูตสันถวไมตรีของ UN Women ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยทำงานด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและการยุติความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ

เส้นทางสู่เวที Grand Final เริ่มต้นแล้ว การแข่งขัน Eurovision Song Contest Asia 2026 เตรียมต้อนรับ 11 ประเทศผู้บุกเบิก ที่จะนำเสียง อัตลักษณ์ และเรื่องราวของตัวเองขึ้นสู่เวทีระดับนานาชาติ ขณะนี้มี 4 ประเทศที่เลือกเพลงผ่านรายการคัดเลือกระดับชาติแล้ว ได้แก่ ภูฏาน ฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐเกาหลี และ ลาว ขณะที่ มาเลเซีย ได้เลือกศิลปินแล้ว และจะเปิดเผยเพลงในภายหลัง ก่อนถึงรอบ Grand Final ยังมีการแข่งขันคัดเลือกระดับชาติจากหลายประเทศให้ติดตามผ่านช่อง YouTube ของ Eurovision Song Contest และร่วมลงคะแนนผ่านเว็บไซต์ Eurovision Asia ได้แก่

  • 27 กันยายน: Thailand’s Chosen One
  • 30 กันยายน: Voice of Bangladesh
  • 3 ตุลาคม: The Sound of Vietnam
  • 7 ตุลาคม: Nepal Decides
  • 10 ตุลาคม: Mongolia’s Chosen One
  • 17 ตุลาคม: Cambodia’s Finest Voice

สำหรับแฟนเพลงที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนประวัติศาสตร์ บัตรเข้าชม Eurovision Song Contest Asia 2026 จะเปิดจำหน่ายทั่วไปในวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม เวลา 09.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยสมาชิก Eurofan จะได้รับสิทธิ์ซื้อบัตรล่วงหน้าก่อนหนึ่งวันเริ่มจำหน่ายล่วงหน้าในวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม เวลา 14.00 น. ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้เตรียมพบกับเวทีดนตรีครั้งแรกของเอเชีย ที่จะรวมเสียงเพลง เรื่องราว และวัฒนธรรมจาก 11 ประเทศไว้บนเวทีเดียว พร้อมร่วมลุ้นไปด้วยกันว่า ประเทศใดจะคว้าแชมป์คนแรก และกลายเป็นชื่อแรกที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของ Eurovision Song Contest Asia 2026 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันและรายการคัดเลือกระดับชาติได้ที่เว็บไซต์ Eurovision Song Contest Asia

‘PANANCHITA’ เปิดบ้านครั้งใหญ่ กับงานใหญ่ส่งท้ายปี HAUS OF PANANCHITA – NEW & NEXT 2026

25 กันยายน 2569 เวลา 13:29 น.

จัดใหญ่สมการรอคอย! เปิดบ้านครั้งสำคัญแห่งปี จัดงาน “HAUS OF PANANCHITA – NEW & NEXT 2026” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Unlock the New. Open the Next Door.” เปิดนวัตกรรมใหม่ ปลดล็อคสิ่งใหม่ และเปิดประตูสู่ก้าวใหม่ของ PANANCHITA นำโดย บอสหน่อย ปนันท์ชิตา อัครทรัพย์ธาดา ประธานบริษัท ปนันชิตา จำกัด ที่จัดเต็มทั้งโปรดักต์ใหม่ แขกรับเชิญระดับแถวหน้ามากมาย อาทิ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ, เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร, ฮาย อาภาพร นครสวรรค์, ดีเจต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์, วง TACE และโชว์สุดพิเศษเซอร์ไพรส์มากมาย ณ ลานอีเดน ชั้น1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  ท่ามกลางแขก สื่อมวลชน และแฟนๆ ที่มาร่วมงานอย่างคึกคัก

สองพิธีกร ดีเจเอกกี้ เอื้อสังคมเศรษฐ์ และ ดีเจมะตูม เตชินท์ พลอยเพชร กล่าวเปิดงาน ก่อนที่งานจะเริ่มต้นขึ้น โดยเปิดเวทีเรียกเสียงปรบมือด้วยความสดใสจาก น้องซาเนีย ธัณญ์สิตา อัครทรัพย์ธาดา ลูกสาววัย 7 ขวบของคุณหน่อย ปนันท์ชิตา อัครทรัพย์ธาดา ที่มาโชว์สเต็ปแดนซ์สุดว้าวสะกดทุกสายตาเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆทั่วทั้งงาน

จากนั้นเป็นการเปิดตัว “HAIR STORY” ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมบทใหม่จาก PANANCHITA ที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิดว่าเส้นผมของแต่ละคนมีเรื่องราว ความต้องการ และเสน่ห์ที่แตกต่างกัน โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Hair Story Premium Mask 3 สูตร ภายในงานยังได้รับเกียรติจากคุณเอ
ศุภชัย ศรีวิจิตร มาร่วมพูดคุยในมุมมองเรื่องความงาม บุคลิก เสน่ห์ และความมั่นใจ รวมถึง ดีเจต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในฐานะผู้ทดลองใช้ HAIR STORY โดยพูดถึงโจทย์การดูแลเส้นผมและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเธอ Hair Maskสำหรับการดูแลผมแห้งเสียเพิ่มความชุ่มชื้นและผมทำสี

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือการเปิดตัว “GLOW NEX” ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ขยายแนวคิดการดูแลความงามจากภายนอกสู่การดูแลจากภายใน แบรนด์พานาแล็ปโดย PANANCHITA นำเสนอแนวคิดการดูแลผิวในหลากหลายมิติ ทั้งความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความกระจ่างใส เกราะป้องกันผิว และสมดุลของผิว พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ มาร่วมให้ข้อมูลและพูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดส่วนผสมและนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์บนเวทีงานครั้งนี้ยังเต็มไปด้วยสีสันจากเหล่าศิลปินและSpecialGuestsแบบมาทุกเจน มีการแสดงจาก TACE เกิร์ลกรุ๊ปสมาชิก 5 คนจาก LOVEiS Entertainment ได้แก่ AYUMI, JAOJOM, LIYAH, JUNJAO และ TOKYO ที่มาร่วมสร้างสีสันและพลังของคนรุ่นใหม่ให้กับงาน

และช่วงไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน คือการปรากฏตัวของ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ และ เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร ที่มาร่วมพูดคุยกับ คุณหน่อย ปนันท์ชิตา อัครทรัพย์ธาดา Founder Pananchita Brand ในหัวข้อ “TREND & BEAUTY NARRATIVE” แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความงาม การดูแลตัวเอง เทรนด์ความงามในแต่ละเจเนอเรชัน และทิศทางของความงามในอนาคต

ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการเปิดตัว GLOW NEX ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์ PANALAB by Pananchita ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวและความงามในไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ปิดท้ายด้วยความสนุกจากศิลปินลูกทุ่งระดับตำนาน “ ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ “ ที่ขนเพลงฮิตมาสร้างความสนุกสนานและความสุขให้ทุกคนแบบเต็มอิ่ม พร้อมช่วงจับรางวัลใหญ่ รถยนต์ BYD SEAL 5 DM-I จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 599,900 บาท สำหรับ Partner / Creator/AffiliateของPANANCHITA

การจัดงาน HAUS OF PANANCHITA – NEW & NEXT 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ PANANCHITA ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ รวมทั้ง นวัตกรรม ความงาม ความบันเทิง และประสบการณ์สุดพิเศษ ไว้ในงานเดียว พร้อมตอกย้ำแนวคิด “Unlock the New. Open the Next Door.” เพื่อเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ด้านความงามที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลากหลายเจเนอเรชันต่อไป

ประกาศแล้ว! 10 ผู้โชคดี ‘CHEER TO THE MAX TRIP VOL.3’MONOMAX พาบินฟรีสู่อังกฤษ เชียร์ ‘แดงเดือด’

25 กันยายน 2569 เวลา 13:15 น.

สิ้นสุดการรอคอย! สำหรับกิจกรรม “CHEER TO THE MAX TRIP VOL.3” แคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก MONOMAX ที่เปิดโอกาสให้สมาชิก  MONOMAX Sports Standard และ MONOMAX Sports Premium    ได้ร่วมลุ้นทริปในฝันบินฟรีสู่ประเทศอังกฤษ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกคู่บิ๊กแมตช์ “ศึกแดงเดือด” ระหว่าง Liverpool พบ Manchester United ถึงสนาม Anfield Stadium ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดย บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม MONOMAX และ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ในฐานะผู้ถือสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในประเทศไทย ร่วมกันสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้กับแฟนพรีเมียร์ลีกชาวไทย  สำหรับบรรยากาศการจับสลากในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการลุ้นรายชื่อผู้โชคดีทั้ง 10 ท่านแล้ว ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวสุดประทับใจจากเหล่าสมาชิกที่เคยได้รับประสบการณ์จาก “CHEER TO THE MAX TRIP” มาแล้ว    โดยมีอินฟลูเนเซอร์สายฟุตบอล คุณมะนาว  LFC  และ คุณอั้ม Football Genius  จากทริป  “แดงเดือด” ครั้งที่ผ่านมา  มาร่วมแชร์ความประทับใจและเป็นส่วนหนึ่งของการจับสลากในครั้งนี้    พร้อมด้วย คุณกิ๊ฟ Candid Kibt  หนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์ของ CHEER TO THE MAX TRIP VOL.3 ที่ได้มาร่วมสัมผัสบรรยากาศการจับสลากและร่วมส่งต่อความโชคดีให้กับสมาชิก MONOMAX อีก 10 ท่าน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก คุณหทัยทิพย์ หมัดจุ้ย ผู้อำนวยการธุรกิจ Monomax บริษัท  โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด  มาร่วมเป็นเกียรติในการจับสลากมอบโชคให้แก่ผู้โชคดีทั้ง 10 ท่าน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นและความประทับใจ   โดยผู้โชคดีทั้ง 10 ท่าน จะได้แพ็กกระเป๋าบินลัดฟ้าสู่ประเทศอังกฤษ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ “แดงเดือด” ถึงขอบสนาม   พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอดทริป   เดินทางระหว่างวันที่ 19–24 พฤศจิกายน 2569 รวม 6 วัน 3 คืน พร้อมรับสิทธิ์เดินทางแบบครบทุกประสบการณ์  ทั้งตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ–แมนเชสเตอร์  ที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่างๆ ตลอดทริป    รวมถึงบัตรเข้าชมการแข่งขันแบบ Hospitality และ Stadium Tour ที่ Anfield และ Old Trafford พร้อมของที่ระลึกสุดพิเศษ

จากความสำเร็จของ “CHEER TO THE MAX TRIP” ที่ผ่านมา MONOMAX ยังคงเดินหน้าส่งต่อประสบการณ์สุดพิเศษให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ให้แฟนฟุตบอลชาวไทยได้สัมผัสบรรยากาศพรีเมียร์ลีกแบบใกล้ชิด และเปลี่ยนการรับชมฟุตบอลผ่านหน้าจอให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองถึงประเทศอังกฤษ

ใครที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและแคมเปญสุดพิเศษ ได้ในช่องทางออนไลน์ของ MONOMAX เตรียมพบกับกิจกรรมและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนกีฬาได้อีกครั้งเร็วๆ นี้  สำหรับรายละเอียดและการประกาศรายชื่อผู้โชคดี สามารถติดตามได้ทาง http://www.monomax.me และ Facebook: MONOMAX Sports

#JAS #Monomax #Mononmaxsports  #ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

‘ฟลุค’ เซอร์ไพรส์เมืองแพร่เจ๋งเกินคาด ปลุกสกิลอาร์ตอวดงานคราฟต์แบบเริ่ดๆ

25 กันยายน 2569 เวลา 12:39 น.

หนีเที่ยวกันมาทั่วไทยและเกือบทั่วโลก แต่เป็นครั้งแรกของพิธีกร ฟลุค-เกริกพล ที่มาเยือนแพร่ จังหวัดที่ถูกมองว่าเป็นเมืองทางผ่าน! แต่แค่ผ่านไม่ได้จริงๆ ทั้งเสน่ห์และวิถีชีวิตที่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นภูมิปัญญาสุดเจ๋งที่สืบทอดมายาวนาน งานนี้ยังได้เปิดโลกใหม่ ทำผ้ามัดย้อมจากต้นฮ่อมแท้ๆ และเพนต์เซรามิกเป็นของฝากให้ น้องนาตาชา และ น้องนาลียา น่ารักสุดๆ ไม่ได้มีแค่กิจกรรมเวิร์กชอป ยังมีคาเฟ่รวมถึงโฮมสเตย์ครบจบในที่เดียว

สุขทันทีที่เที่ยวไทย “หนีเที่ยวกัน” วันเสาร์ที่ 26 ก.ย. นี้ 09.00 น. ทาง Workpoint ช่อง 23 ดูย้อนหลังได้ทาง YouTube FlukeLee https://www.youtube.com/c/FlukeLee/featured และติดตามหนีเที่ยวกันได้ทุกช่องทางทั้ง Facebook https://www.facebook.com/nheetiew/ IG https://www.instagram.com/nheetiewgun.th/ TikTok https://www.tiktok.com/@nheetiewgun_th

‘อิสร์ – แป้งร่ำ’ชวนฟังเพลงรักแสนหวาน ในงาน ‘ย้อนวันวาน สราญเพลงนาวี ‘ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสลิค ณ ลานริมน้ำท่าเตียน

25 กันยายน 2569 เวลา 12:36 น.

ชาวกรุงเทพ เนทีฟ เตรียมปักหมุดแลนด์มาร์กสุดคลาสลิคแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา!  เมื่อสองศิลปินเสียงเสน่ห์จาก จีเอ็มเอ็ม มิวสิค  อิสร์ อิสรพงศ์  และ แป้งร่ำ ศิวนารี ขอเชิญชวนแฟนเพลงและนักท่องเที่ยวร่วมดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีในงาน “ย้อนวันวาน สราญเพลงนาวี ณ ท่าเตียน” จัดโดย  Golden Place สาขาท่าเตียน  ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป ณ ลานริมน้ำท่าเตียน

ปรากฏการณ์ความสุขและความอบอุ่น ที่จะพาทุกคนย้อนเวลาไปสัมผัสกลิ่นอายความคลาสสิกของกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมชมการแสดงดนตรีจาก วงดุริยางค์ทหารเรือ และ วงนักเรียนดุริยางค์ทหารเรือ ที่จะมาบรรเลงบทเพลงไพเราะ ท่ามกลางฉากหลังสุดตระการตาของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามยามค่ำคืน ซึ่งเป็นหนึ่งในทัศนียภาพริมน้ำที่สวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดในโลก

อิสร์ เปิดเผยว่า“อยากเชิญชวนทุกคนแต่งกายย้อนยุค แล้วมาร่วมสัมผัสกลิ่นอายของวันวาน    ซึมซับความสวยงามของบรรยากาศพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำเจ้าพระยายามเย็น เพลินกับเสียงเพลงวงดุริยางค์ทหารเรือ และเพลงพิเศษที่พวกเราสองคนเตรียมไปร้องให้ทุกคนได้ฟัง จะเป็นค่ำคืนที่ประทับใจอย่างแน่นอน  ไม่อยากให้พลาดกันเลยครับ”

ร่วมสัมผัสเสน่ห์เหนือกาลเวลาของท่าเตียน และรับฟังบทเพลงอันไพเราะพร้อมกัน  ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 18:00 – 20:00 น. ณ ลานริมน้ำท่าเตียน (เข้าชมฟรี)  ข้อมูลเพิ่มเติม ที่เฟสบุ้ค :  ท่าเตียน by Golden Place