CITIZEN เปิดตัว ‘Autumn Light’ ถ่ายทอดความงดงามของแสงฤดูใบไม้ร่วง ผ่านเรือนเวลารุ่นพิเศษ

16 กันยายน 2569 เวลา 13:49 น.

ซิติเซน (CITIZEN) แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1918 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ดูแลกระบวนการผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบนาฬิกา พร้อมส่งมอบเรือนเวลาที่ผสานเทคโนโลยี ความเที่ยงตรง และงานออกแบบให้แก่ผู้สวมใส่ในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก

ในปี 2569 CITIZEN ประเทศไทย สานต่อแนวคิดการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการเปิดตัว CITIZEN Thailand Limited Edition 2026 – “Autumn Light” นาฬิการุ่นพิเศษที่ออกแบบและผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ จำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน ภายในงานเปิดตัว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

“Autumn Light” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแสงอันอบอุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งสะท้อนลงบนธรรมชาติและสร้างมิติของสีสันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาตีความผ่านหน้าปัดไล่เฉดสีน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกลุ่มลึกและอบอุ่น ตัดกับตัวเรือนโทนโรสโกลด์และสายหนังสีน้ำตาลเข้ม ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่เรียบหรูและสามารถสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาส

อีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญคือหน้าปัดแบบ Open Heart ที่เปิดให้เห็นการเคลื่อนไหวของกลไกภายใน สะท้อนเสน่ห์ของนาฬิกาจักรกลและแนวคิดเรื่องเวลาที่เคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง ด้านหลังตัวเรือนสลักข้อความ “LIMITED EDITION” พร้อมหมายเลขประจำเรือนจากจำนวนการผลิตทั้งหมด 300 เรือน เพื่อยืนยันความพิเศษของนาฬิกาแต่ละเรือน

งานเปิดตัวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร นำโดย นายคีฟ แวง ลอเรนซ์ โคช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer), นายนนทัช กาญจนาศักดิ์ชัย รองผู้จัดการทั่วไป (Deputy General Manager) และ Mr. Tomohiro Kinemuchi, General Manager, CITIZEN Hong Kong ร่วมเผยโฉมเรือนเวลารุ่นพิเศษแห่งปี ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงาน Mr. Tomohiro Kinemuchi, General Manager, CITIZEN Hong Kong กล่าวถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดหลักของ CITIZEN พร้อมขอบคุณการสนับสนุนจากลูกค้าชาวไทยที่ทำให้โครงการ Thailand Limited Edition ในปีที่ผ่านมาอย่าง “The Jum” ภายใต้แนวคิด CITIZEN x THE JUM “Cosmic Fire”  ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ CITIZEN ก้าวต่อไปสู่การถ่ายทอดมิติใหม่ของแสงผ่าน “Autumn Light” จากพลังอันเจิดจ้าของ Cosmic Fire สู่ความอบอุ่นและลุ่มลึกของแสงสุดท้ายในฤดูใบไม้ร่วง แนวคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดตั้งแต่กล่องนาฬิกาที่จำลองบรรยากาศของแสงสีทองลอดผ่านผืนป่ายามใกล้ค่ำ ไปจนถึงหน้าปัดซันเบิร์สต์สีน้ำตาลหลากเฉด และช่องเปิดแบบ Open Heart ที่เผยให้เห็นจังหวะการทำงานอย่างต่อเนื่องของกลไกจักรกลภายใน โดย Mr. Kinemuchi เน้นย้ำว่าเรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกเวลา แต่ยังสะท้อนถึงการเห็นคุณค่าของทุกช่วงเวลา พร้อมส่งต่อความอบอุ่นและพลังจากภายในไปกับผู้สวมใส่ในทุกวัน

บรรยากาศภายในงานได้รับการถ่ายทอดผ่านโทนสีและองค์ประกอบที่สะท้อนความอบอุ่นของฤดูใบไม้ร่วง โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการปรากฏตัวของนักแสดงหนุ่ม ก๊อต–จิรายุ ตันตระกูล ในฐานะแขกรับเชิญคนพิเศษ ผู้สะท้อนภาพลักษณ์ที่สง่างามและมีสไตล์ร่วมสมัย สอดคล้องกับนิยามของ “Autumn Light” ที่นำความคลาสสิกและความร่วมสมัยมาบรรจบกันอย่างลงตัว

ภายในงาน ก๊อต–จิรายุ ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับแรงบันดาลใจเบื้องหลัง “Autumn Light” พร้อมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับคุณค่าของเวลา และการเลือกเรือนเวลาให้สะท้อนบุคลิก รสนิยม และช่วงเวลาสำคัญของผู้สวมใส่

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้จากหลากหลายวงการ ได้แก่ บาส–อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์, กั้ง–กรณ์ ศิริสรณ์, มิก–มณฑล วิเศษสินธุ์ และปอม–กมลภพ แก้วเดียว มาร่วมสัมผัสเรือนเวลารุ่นพิเศษและแบ่งปันมุมมองด้านสไตล์ภายในงานนอกจากการเปิดตัว Thailand Limited Edition 2026 แล้ว CITIZEN ยังนำเสนอนาฬิกาจากคอลเลกชันสำคัญ ได้แก่ Series 8, ATTESA, Zenshin, TSUYOSA และ Eco-Drive 50th Anniversary PHOTON เพื่อให้แขกผู้ร่วมงานได้สัมผัสความหลากหลายของงานออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาของ CITIZEN อย่างใกล้ชิด

ผู้สนใจสามารถสัมผัส CITIZEN Thailand Limited Edition 2026 – Autumn Light และคอลเลกชันพิเศษได้ภายในพื้นที่จัดแสดง CITIZEN ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 14–27 กันยายน 2569 พร้อมรับข้อเสนอพิเศษเฉพาะภายในงานนาฬิการุ่นพิเศษ “Autumn Light” วางจำหน่ายในราคา 14,900 บาท จำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนทั่วประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ณ เคาน์เตอร์ CITIZEN ในห้างสรรพสินค้า Central, The Mall, Robinson, Siam Takashimaya, Siam Paragon และ Emporium

LIFE & HEALTH : แนวทางการใช้ “เอไอ” เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

ในขณะที่ภาคเอกชนมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) มาปรับโครงสร้างและกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน และ เพิ่มรายได้ เช่นเดียวกับภาครัฐ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชน  รวมไปถึงทำให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกิดความคุ้มค่าสูงสุด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลของหลายประเทศได้มีการนำ “เอไอ” เข้ามาใช้ในการปรับโครงสร้างการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการกับประชาชน อาทิ

  • ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งประสบความสำเร็จจากระบบ X-Road ในการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหมดเข้าด้วยกัน รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ ai ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงสร้าง X-Road เดิมที่มีอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการ “เอไอ” เข้ากับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ซึ่งวัตถุประสงค์คือ การเปลี่ยนงานบริการภาครัฐที่เป็นไปตามกิจวัตรให้เป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการตัดสินใจของภาคภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างก้าวกระโดด
  • ประเทศไอร์แลนด์ พัฒนาแพลตฟอร์ม MyWelfare ซึ่งเป็นศูนย์รวมบริการสวัสดิการสังคมออนไลน์ โดยนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้พิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การจ่ายเงินกรณีเจ็บป่วย (Illness Benefit) มากกว่า 83% และเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาล 98% ได้รับการอนุมัติแบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาดำเนินการได้อย่างมาก และที่สำคัญสามารถให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้ง เงินอุดหนุนบุตร เงินชดเชยการว่างงาน และ การรักษาพยาบาล ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประเทศอังกฤษ กำลังพัฒนาระบบการสนทนาแบบรวมศูนย์ ประเทศฝรั่งเศส พัฒนา Albert AI เป็นระบบ Generative AI ระดับประเทศที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐในการให้บริการประชาชน
  • ประเทศนอร์เวย์ พัฒนา Frida AI เป็น AI Chatbot ของรัฐบาลนอร์เวย์ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสมือนจริงในการให้บริการประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ
  • ประเทศฟินแลนด์ พัฒนา AuroraAI เป็นโครงการปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติของ ประเทศฟินแลนด์ ที่มุ่งเน้นการใช้เอไอ เพื่อยกระดับบริการภาครัฐแบบองค์รวม เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลผ่าน ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) หรือ National Cloud ซึ่งเป็นแกนกลางในการรวมศูนย์ระบบคลาวด์ของหน่วยงานรัฐให้อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้บริหารจัดการหลัก ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวยึดหลัก อธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) อย่างเข้มงวด โดยข้อมูลความมั่นคงและข้อมูลชั้นความลับสูงต้องจัดเก็บภายในประเทศภายใต้กฎหมายไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ ระบบ GDCC ยังทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Ready) ของภาครัฐ โดยการรวมศูนย์ข้อมูลและจัดมาตรฐานความปลอดภัยนี้ ทำให้ในอนาคตหน่วยงานต่างๆ สามารถนำ “โมเดลเอไอ” มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อยกระดับการตัดสินใจ นำระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน และขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศได้อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ

จากผลการศึกษาของการนำเอไอ มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชนของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า เอไอ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ภาครัฐทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าราชการสามารถที่จะนำเวลาไปพัฒนาศักยภาพตัวเองในการทำงานด้านการกำกับดูแล การวิเคราะห์ และการพัฒนางานบริการให้ดียิ่งขึ้น

“เอไอ” ไม่ใช่แค่บริการเสริม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของภาครัฐ

เอไอ ในปัจจุบันที่รัฐบาลหลายประเทศนำมาใช้ ไม่ใช่เป็นแค่บริการ หรือ ฟีเจอร์เสริม แต่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ภาครัฐต้องมี โดยมี เอไอ เป็นผู้ช่วยมืออาชีพที่เข้ามาแก้ปัญหาของระบบเก่าโดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายมาสร้างเป็นฐานข้อมูลกลาง รวมทั้งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และ ระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจน สร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับภาครัฐ ในขณะเดียวกันข้าราชการ ก็จะปรับเปลี่ยนหน้าที่แทนที่จะต้องไปทำงานประจำแบบซ้ำๆ ทุกวัน ก็จะเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้ออกแบบ ผู้กำกับดูแล ไปจนถึงพัฒนา วิเคราะห์ เพื่อสร้างงานใหม่ๆ ในการให้บริการกับประชาชน

เอไอ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาใช้ โดยแกนหลักของการพัฒนาเอไอ ภาครัฐ ประกอบด้วย การสร้างรัฐบาลอัจฉริยะ(Smart Governance) โดยการนำ เอไอมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างโครงข่ายในการทำงานที่เชื่อมโยงของแต่ละหน่วยงาน ไปจนถึง การปฏิวัติกระบวนการทำงาน (Operational Efficiency) ให้มีความเชื่อมโยง ในแบบ One-Stop Service เพื่อสร้างการให้บริการประชาชนแบบ 24/7 (Hyper-Personalized Services) รวมทั้งสร้างระบบที่มีการตรวจสอบและปราบปรามทุจริต (Fraud Detection) ซึ่ง พัฒนาการของเอไอ ในปัจจุบันสามารถสร้าง เอไอ ภาครัฐ ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐในการให้บริการประชาชน

อย่างไรก็ตาม การนำเอไอมาใช้งาน ไม่ใช่การลดบทบาทของมนุษย์ แต่ เป็นการสร้างภาครัฐที่สามารถส่งมอบบริการได้ “เร็วขึ้น” “ถูกต้องขึ้น” และเข้าถึงประชาชนได้ “ตลอดเวลา” และ ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้มนุษย์ทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ มีเวลาในการพัฒนาบริการได้ดีขึ้น เพราะ สุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ทำงานทุกอย่างเพียงลำพัง เพราะสุดท้ายของกระบวนการทำงานยังคงต้องให้มนุษย์ เป็นการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงตัดสินใจ เพราะเราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ตัดสินใจได้ทั้งหมด เอไอ จึงเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติกระบวนการทำงาน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจแทนมนุษย์

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม สอบถามได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569  หลักสูตร Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 16 กันยายน 2569

16 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จไปทรงร่วมแข่งขันกีฬาขี่ม้า ในพระสถานะตัวแทนทีมประเทศไทย ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 วันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น สำหรับม้าส่วนพระองค์ที่จะทรงใช้ในการแข่งขันชื่อ Boulevard  

ll เจ้าฟ้าหญิงโซเฟีย พระราชธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเป ที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย แห่งสเปน จะทรงใช้วิถีชีวิตแบบธรรมดาสามัญชนในพระราชสถานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในกรุงปารีส หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาชั้นปีที่ 1 จาก Forward College ในเครือ University of London โดยสถาบันการศึกษานี้มีวิทยาเขตทั้งหมดสามแห่งคือกรุงลิสบอน โปร์ตุเกส กรุงปารีส ฝรั่งเศส และกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี

ll อายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น เพราะอายุ 100 ปี สำหรับจรรย์สมร วัธนเวคิน นักธุรกิจหญิงแถวหน้าของไทย ไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเป็นคนสูงอายุ เพราะปัจจุบันยังคงเดินเหิน ออกกำลังกาย กินอาหาร ฟังเพลง ดูการแสดง ท่องเที่ยว และยังช่วยเหลือสังคมได้ตามปกติ เคล็ดไม่ลับของการมีอายุมากแต่ยังสุขภาพดีคือทำให้ใจเบิกบาน ออกกำลังกายให้เหมาะสม และยิ้มแย้มแจ่มใสทุกวัน และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ll มีหลายคนสงสัยว่าฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยังเป็นโสดหรือมีครอบครัวแล้ว ตอบได้ชัดเจนว่าแต่งงานนานแล้ว แต่ยังใช้คำนำหน้าว่านางสาว และยังมีชีวิตครอบครัวปกติสุขสวีทหวานชื่นดีเยี่ยมทุกประการ สามีชื่อเชาวลิต เพชร์สินธพชัย ที่หลายคนบอกตรงกันว่ารูปหล่อประมาณดาราจีนเลยทีเดียว และมีลูกสาวหนึ่งคน 

ll แพร วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กลับมาโดดเด่นอีกครั้งหลังจากซึมเศร้าเพราะสูญเสียคุณย่า จันทนา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว มาวันนี้แพรเน้นการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และรูปร่างดีกว่าเดิม ส่วนคุณยาย ม.ล. เทพิน เทวกุล อดีตนางแบบกิตติมศักดิ์ ก็ยังแข็งแรง กระฉับกระเฉงมาก ยามว่างก็ออกกำลังกายและเต้นรำให้สุขอุรา

Victor Lee

รพ.พระรามเก้า คว้า 2 รางวัล TCCTA Awards 2026 สะท้อนศักยภาพทีม Contact Center ยกระดับ Patient Experience ตั้งแต่ First Contact

15 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า คว้า 2 รางวัลจากเวที The Best Contact Center Awards 2026 (TCCTA Awards 2026) สะท้อนความสามารถของทีม Contact Center ทั้งด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร  และการพัฒนาคุณภาพบริการ  ตอกย้ำความสำคัญของ Contact Center ในฐานะจุดเริ่มต้นของ Patient Experience ที่ทำหน้าที่มากกว่าการให้ข้อมูล แต่เป็นด่านแรกที่เชื่อมต่อผู้รับบริการสู่การดูแลทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ

The Best Contact Center Awards 2026 จัดโดย สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (Thai Contact Center Trade Association: TCCTA) เพื่อยกย่ององค์กรและบุคลากร Contact Center ที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ คุณภาพบริการ บุคลากร กระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และ Customer Experience โดย TCCTA เป็นสมาชิกของ Contact Center Associations of Asia Pacific (CC-APAC) เครือข่ายสมาคม Contact Center ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยในปีนี้ โรงพยาบาลพระรามเก้า คว้า 2 รางวัลในกลุ่ม Individual Awards ประเภท           Tele-Service ได้แก่ The Best Contact Center Manager of the Year – Tele-Service และ The Best Contact Center Supervisor of the Year – Tele-Service

โดยรางวัล The Best Contact Center Manager of the Year – Tele-Service สะท้อนความสามารถด้านการบริหาร Contact Center ในภาพรวม ตั้งแต่การนำทีม การวางกลยุทธ์ การบริหาร KPI และบุคลากร การพัฒนาคุณภาพบริการและ Customer Experience ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร

ขณะที่รางวัล The Best Contact Center Supervisor of the Year – Tele-Service สะท้อนบทบาทของหัวหน้างานในการนำแนวทางไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการพัฒนาศักยภาพทีม การติดตามคุณภาพและ SLA การบริหาร Workload การแก้ไขปัญหา ตลอดจนการปรับ Workflow เพื่อให้การบริการ   มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับโรงพยาบาลพระรามเก้า Contact Center เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของ Patient Experience ตั้งแต่การสอบถามข้อมูล การเลือกแพทย์ การนัดหมาย ไปจนถึงการประสานเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษา โรงพยาบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเชื่อมั่นตั้งแต่ First Contact

ความสำเร็จจากเวที TCCTA Awards 2026 จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลพระรามเก้าในการพัฒนาคุณภาพบริการควบคู่กับคุณภาพการรักษา เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้รับบริการใน   ทุกขั้นตอน

Calvin Klein Collection โดย Veronica Leoni เผยโฉมบนรันเวย์โชว์ Spring 2027 ณ มหานครนิวยอร์ก

15 กันยายน 2569 เวลา 16:17 น.

Calvin Klein, Inc. เปิดรันเวย์โชว์ Calvin Klein Collection Spring 2027 โดยครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Veronica Leoni ณ อาคาร Terminal Warehouse นิวยอร์ก สานต่อการนำเสนอสไตล์มินิมอลแบบอเมริกันอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง 

“สไตล์ Minimalism แบบอเมริกันคือศาสตร์แห่งการลดทอนรายละเอียด โดยการตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนเหลือเพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น” Veronica Leoni ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Calvin Klein Collection กล่าวต่อว่า “Calvin ดึงเอาแนวคิดนั้นมาประยุกต์เข้ากับสรีระ ส่วนฉันนำมาปรับให้เข้ากับตัวตนของผู้หญิง ที่อยู่ข้างใน Minimalism ในแบบของฉันเริ่มต้นจากจุดนั้น จากความสัมพันธ์ระหว่างงานดีไซน์และเรือนร่าง โดยไม่มีสิ่งใดมากั้นกลาง เมื่อตัดทุกอย่างออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความปรารถนา”

คอลเลกชันนี้เป็นการนำเอาเสื้อผ้าชิ้นเบสิกของแบรนด์ เช่น เสื้อโค้ท เสื้อเชิ้ต สูท กางเกง กระโปรงทรงสอบ และเดรสสายเดี่ยว มาปรับโฉมใหม่ให้ดูเพรียวยาวขึ้นและเข้ารูปเน้นช่วงเอวอย่างชัดเจน งานตัดเย็บเน้นความบางและคมกริบแต่ใส่สบาย สูทผ้าฝ้ายและผ้าวูลได้รับการดีไซน์ให้ใส่สบายคล้ายเสื้อยืด มาพร้อมแจ็กเก็ตไหล่กว้างสำหรับใส่ทับเป็นเลเยอร์ส่วนเดรสสายเดี่ยวและเดรสทรงเสื้อยืดถูกตัดเย็บด้วยเทคนิคการตัดเฉียงแบบชุดราตรี นอกจากนี้ยังเติมเต็มสไตล์สปอร์ตสแวร์แบบอเมริกันด้วยเสื้อยืดผ้าไหมถักและเสื้อเบสบอล ผสมผสานวัสดุหลากหลายอย่างยีนส์ หนัง หนังกลับฉลุลาย และดีเทลชุดชั้นในสุดประณีต โดยคุมโทนด้วยสีขาวและดำเป็นหลัก ตัดด้วยสีสดใสอย่างสีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน รวมถึงลายตารางที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์การแต่งตัวของ Georgia O’Keeffe

แอ็กเซสซอรีเน้นดีไซน์ที่ใช้งานได้จริง ที่คาดผมโลหะใช้รวบผมไปด้านหลังอย่างลงตัว ส่วนผ้าพันคอออกแบบให้ทิ้งตัวเป็นทรงมุมแหลม ด้านกระเป๋าถูกปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีให้เลือกทั้งแบบเป็นทรงเรียบหรู แบบนุ่มนวลทิ้งตัว และทรงสามเหลี่ยมพับสไตล์โอริกามิ

โชว์ครั้งนี้จัดขึ้นที่ Terminal Warehouse อาคารโกดังอิฐขนาดใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1891 จากผลงานการดีไซน์ของ George B. Mallory และเป็นแลนด์มาร์กแห่งสถาปัตยกรรมอุตสาหกรรมของนิวยอร์ก ภายในมีการจัดแสดงประติมากรรมตั้งพื้น 3 ชิ้นตลอดแนวรันเวย์ ซึ่งเป็นผลงานของ Walter De Maria เปิดโอกาสให้ผู้ชมและเหล่านางแบบได้เคลื่อนไหวผ่านงานศิลปะอย่างกลมกลืน พร้อมบรรยากาศที่ขับเคลื่อนด้วยเพลงประกอบโดย Kid Harpoon ที่ได้ Laurie Anderson และ Solange มาร่วมสร้างสรรค์ผ่านท่วงทำนองดนตรีอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าคนดังและแขกคนสำคัญ ได้แก่ ROSALÍA, Teyana Taylor, Tate McRae, Sadie Sink, Solange, Emily Ratajkowski, Pamela Anderson, Gemma Chan, Katie Holmes, Jason Bard Yarmosky, Benito Skinner, Mary Beth Barone, Maya Boyd, Supriya Ganesh, St. Vincent, Alex Eala, Giulia Be, Misty Copeland, Iris Law, Lila Moss, Sabrina Elba, Jose Alvarado, 3House, Marcus และ Iris Ericsson, Antwaun Sargent, Kid Harpoon, Bethann Hardison, Kitty Ca$h รวมถึงสามศิลปินจากประเทศไทยอย่างหลิงหลิง คอง, โทมัส ธีร์ทัศน์ จึงมณีรัตน์, ซี ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ

ที่มาร่วมงานในลุคจาก Calvin Klein Collection รวมถึงบุคคลสำคัญในวงการแฟชั่นอย่าง Elizabeth Saltzman, Derek Blasberg, Lauren Santo Domingo, Eva Chen, Brandice Daniel, Tommy Ton, Steven Kolb, Phil Oh, Dirk Scanden และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีแขกท่านอื่นๆ อาทิ Nara Smith, Wisdom Kaye, Madeline Argy, Jake Shane, Yesly Dimate, Ashtin Earle, Isabelle Allain, Natalia Bryant, Chriselle Lim, Charli D’Amelio, Nai Devora, Lily Chee, Jordan Daniels, Marlon Garcia, Ruby Lyn, Alioune Badara-Fall, Sandra Shehab, Jordan Rand, Isan Elba, Enya Umanzor, Jacob Rott, Bach Buquen, Rebecca Donaldson, Paola Locatelli, Ting Ting Lai, Tamu McPherson, Sam Salter, Maritz Hau, Tony Ozkan, Laura Abla, Alexa Chung, Camila Coelho, Maria Bottle, Jorge Patino, Arantza Goett, Jordana Maia, Seira Anzai, Kemio, Bambi Northwood-Bluth และอีกมากมาย ซึ่งต่างสวมใส่เสื้อผ้าหลากหลายสไตล์จาก Calvin Klein ทั้ง Calvin Klein Collection, Calvin Klein Jeans ชุดสูทและเสื้อผ้าอื่นๆ

LACOSTE ชวนสัมผัสไลฟ์สไตล์เหนือระดับ เปิดตัว ‘Club Lacoste Bali’

15 กันยายน 2569 เวลา 15:58 น.

Lacoste เดินหน้าสานต่อโลกของกีฬา Padel ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว “Club Lacoste Bali” ณ โรงแรม W Bali – Seminyak รีสอร์ตริมทะเลอันโดดเด่นของบาหลี ถ่ายทอดเอกลักษณ์และมรดกแห่งโลกกีฬาของ Lacoste สู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางริมชายฝั่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ดื่มด่ำไปกับโลกของ Lacoste

ภายใต้ความร่วมมือตลอดระยะเวลา 3 ปี “Club Lacoste Bali” เปิดประสบการณ์ผ่านสนาม Padel แบบเอ็กซ์คลูซีฟจำนวน 2 สนาม ที่ได้รับการออกแบบอย่างโดดเด่น พร้อมยกระดับประสบการณ์ให้มากกว่าการเล่นกีฬา ด้วยพื้นที่ที่ถ่ายทอดโลกของ Lacoste อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นบูติกสำหรับเลือกชมและช้อปปิ้งสินค้า พื้นที่กลางแจ้งที่ได้รับการตกแต่งด้วยแรงบันดาลใจจากจระเข้ สัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องล็อกเกอร์ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งทุกองค์ประกอบ

สะท้อนสไตล์ของ Lacoste ที่ผสานความเป็นสปอร์ตเข้ากับความเรียบหรู พร้อมจัดแสดงคอลเลกชันน้ำหอมล่าสุดของ Lacoste ในบริเวณล็อกเกอร์อีกด้วย

ที่สุดแห่งการเฉลิมฉลองโลกของ Padel ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเปิดตัว “Club Lacoste Bali” จัดขึ้นพร้อมกิจกรรม Padel Clinic สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่รวบรวมเหล่าคนดังจากหลากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ของ Club Lacoste Bali บนสนามแห่งใหม่ ผ่านกิจกรรมฝึกซ้อมกับโค้ชมืออาชีพ การแข่งขันกระชับมิตร และการเล่น Padel ร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

ผู้เข้าร่วมงาน ได้แก่

  • จุง อาเชน ไอย์ดึน นักแสดง นักร้อง และนายแบบชาวไทย
  • นานา เมียร์ดาด (Nana Mirdad) นักแสดงชื่อดังชาวอินโดนีเซีย
  • ฟิโอน่า ฟุสซี (Fiona Fussi) นางแบบและนักแสดงชาวสิงคโปร์
  • ลีนัส เต็ง (Linus Teng) ไลฟ์สไตล์อินฟลูเอนเซอร์ชาวมาเลเซีย
  • ไอลีน ชอย (Evelyn Choi) เซเลบริตี้อินฟลูเอนเซอร์ชาวฮ่องกง
  • ไร เวลาสโก (Ry Velasco) ไลฟ์สไตล์ครีเอเตอร์ชาวฟิลิปปินส์
  • โอมาร์ แดเนียล (Omar Daniel) นักแสดง พิธีกร และนายแบบชาวอินโดนีเซีย และอีกมากมาย

การรวมตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมของกีฬา Padel ที่กำลังเติบโตขึ้นทั่วภูมิภาค พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ Lacoste ที่มองว่ากีฬาเป็นพลังสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างคอมมูนิตี้ และเปิดพื้นที่สำหรับประสบการณ์ร่วมกัน

นอกจากนี้ เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัว “Club Lacoste Bali” ทาง Lacoste ยังเปิดตัว Padel Capsule Collection เป็นครั้งแรก ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับผู้เล่นทั้งในและนอกสนาม โดยคอลเลกชันนี้ประกอบด้วย ไม้ Padel 2 รุ่นที่ออกแบบให้ตอบโจทย์รูปแบบการเล่นที่แตกต่างกัน ได้แก่ L.MAX สำหรับผู้เล่นเป็นประจำที่มองหาพลัง ความเร็ว และความแม่นยำ ส่วนอีกรุ่น L.SOFT ไม้ที่มีน้ำหนักเบา มอบความสบายและควบคุมได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ที่กำลังพัฒนาทักษะการเล่น พร้อมเติมเต็มคอลเลกชันด้วย L Paletero กระเป๋าสำหรับใส่อุปกรณ์ Padel เครื่องแต่งกายคุณภาพสูง และรองเท้า Padel AG-LT Ultra ในโทนสีพิเศษที่ออกแบบเฉพาะสำหรับกีฬา Padel โดยเฉพาะ

นิยามใหม่ของ Lacoste ผ่านกีฬา Padel

กีฬา Padel ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงโลกแห่งกีฬาของ Lacoste ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยความนิยมที่เติบโตเร็วในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นกีฬาที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะและใช้เวลาร่วมกัน โดยเฉพาะการเล่นเป็นคู่ที่ช่วยเชื่อมโยงทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง และผู้คนจากหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน

สนาม Padel จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการแข่งขัน แต่ยังเป็นจุดนัดพบที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้มาใช้เวลาร่วมกัน การแข่งขันแต่ละครั้งกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพบปะและสร้างความสัมพันธ์ ขณะที่คอมมูนิตี้ของผู้

เล่นก็เติบโตขึ้นทั้งในและนอกสนาม สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเชื่อมโยงและการแบ่งปัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Lacoste ดังนั้น Padel จึงไม่ใช่เพียงหมวดหมู่กีฬาใหม่สำหรับ Lacoste หากแต่เป็นอีกหนึ่งบทใหม่ในการถ่ายทอดคุณค่าที่ขับเคลื่อนแบรนด์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น Lacoste ยึดมั่นในการนำเสนอกีฬาในฐานะพื้นที่แห่งการแสดงออก การเชื่อมโยง และการแบ่งปัน ซึ่งความสนุกและความสง่างามของเกมมีความสำคัญไม่แพ้ประสิทธิภาพในการเล่น และด้วยแนวคิดดังกล่าว แบรนด์แฟชั่นสัญชาติฝรั่งเศสจึงก้าวเข้าสู่โลกของ Padel อย่างเต็มรูปแบบ

“Club Lacoste Bali” เปิดให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์ Padel ในบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมผสานโลกแห่งกีฬาและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ต้อนรับทั้งผู้เข้าพักของรีสอร์ตและผู้ที่ชื่นชอบกีฬา Padel จากทั่วทุกมุมโลก

หานตัน ซิโนมา จัดกิจกรรมเปิดบ้านองค์กร เดินหน้าขยายความร่วมมือ

15 กันยายน 2569 เวลา 15:45 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทในเครือหานตัน ซิโนมาในประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเปิดบ้าน “วันใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” ภายใต้แนวคิด “การผสานรวม·การอยู่ร่วมกัน” โดยเชิญพันธมิตรทางธุรกิจ พนักงานชาวไทยและครอบครัว สื่อมวลชน ตลอดจนผู้แทนชุมชนเข้าเยี่ยมชมบริษัท พร้อมนำเสนอประวัติการพัฒนาของกลุ่มบริษัทและผลงานด้านวัสดุก่อสร้างสีเขียว เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่ง “การควบรวมสองกลุ่มวัสดุ” ของกลุ่มบริษัทวัสดุก่อสร้างแห่งชาติจีน ซึ่งแขกผู้ร่วมงานได้รับชมภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดพัฒนาการและผลสำเร็จของบริษัทในด้านการก่อสร้างทางวิศวกรรม การดำเนินงานด้านการผลิต และวัสดุชนิดใหม่

ในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญของซิโนมา อินเตอร์เนชั่นแนลในประเทศไทย บริษัทได้ดำเนินธุรกิจในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมีขอบเขตธุรกิจครอบคลุมงานก่อสร้างทางวิศวกรรม การดำเนินงานด้านการผลิต และวัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ บริษัทเคยรับผิดชอบการก่อสร้างโครงการสำคัญในประเทศไทย อาทิ โครงการไท่หัวและโครงการเชาหยิง ทำให้สั่งสมประสบ การณ์อย่างกว้างขวางด้านการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและการบริหารจัดการโครงการ

บริษัทเดินหน้าส่งเสริมการเผยแพร่และประยุกต์ใช้วัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ในตลาดไทยอย่างแข็งขัน โดยกิจกรรมเปิดบ้านครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการแนะนำผลิต ภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ แผ่นใยแร่จากหิน แผ่นยิปซัม และกระจกผลิตไฟฟ้า พร้อมนำเสนอคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมและรูปแบบการใช้งานผ่านผลิตภัณฑ์จริงและกรณีศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างครบถ้วนถึงผลสำเร็จจากการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทด้านนวัตกรรมวัสดุสีเขียวและคาร์บอนต่ำ และได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากพันธมิตรฝ่ายไทย

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทยึดมั่นในแนวคิด“การผสานรวม·การอยู่ร่วมกัน” โดยจัดกิจกรรมเยี่ยมชมในวันเปิดบ้าน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และกิจ กรรมในรูปแบบอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์กับพนักงานชาวไทย พันธมิตรในพื้นที่ และชุมชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และประสบการณ์จากฝ่ายจีนเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคต บริษัทจะยังคงยึดประเทศไทยเป็นฐานและขยายการดำเนินงานไปยังภูมิภาคโดยรอบ มุ่งเน้นวัสดุก่อสร้างสีเขียวและงานก่อสร้างทางวิศวกรรม ขยายความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนให้อุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

“พันธุ์ไทย” ชู “ไทยริกาโน” กาแฟไทย เนรมิตประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “PUNTHAI SLOW BAR” คอนเซปต์ใหม่ ครั้งแรก ในงาน “Thailand Coffee Fest 2026”

15 กันยายน 2569 เวลา 15:43 น.

ลองหลับตาแล้วนึกถึงกาแฟไทยสักแก้ว หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกว่าหน้าตาเป็นแบบไหน เพราะเรามักคุ้นเคยกับกาแฟจากเอธิโอเปียหรือโคลอมเบียมากกว่ากาแฟจากพื้นที่ปลูกในบ้านเรา ด้วยเหตุนี้ “กาแฟพันธุ์ไทย” จึงตั้งใจผลักดันศักยภาพของกาแฟไทยให้โลกได้เห็น ผ่านงาน Thailand Coffee Fest 2026” มหกรรมกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำ “ไทยริกาโน” กาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติไทยจากแหล่งปลูกคุณภาพระดับรางวัลประเทศ มาให้ทุกคนได้สัมผัสรสชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่ครั้งแรกอย่าง PUNTHAI SLOW BAR” ภายใต้แนวคิด “กาแฟที่ดี ไม่จำเป็นต้องรีบ” ชวนคนรักกาแฟให้ได้ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวและรสชาติสุดคราฟต์ของกาแฟพรีเมียม ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในย่านสามเสนเร็วๆ นี้

คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “การผลักดันกาแฟไทยไม่ควรหยุดอยู่แค่เรื่องรสชาติ แต่คือการเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร ชุมชน และผืนป่า ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงแก้วกาแฟที่อยู่ตรงหน้า งานนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้พันธุ์ไทยเข้าถึงคอมมูนิตี้คนรักกาแฟได้มากขึ้น หมุดหมายของแบรนด์คือการเป็นตัวแทนของกาแฟไทยที่มีคุณภาพ ได้รับการยอมรับในระดับสากล และกลายเป็นจุดหมายที่ชาวต่างชาติต้องแวะมาสัมผัสเมื่อมาเยือนประเทศไทย เราจึงอยากให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติของ

กาแฟพันธุ์ไทย โดยไฮไลต์ในปีนี้คือ ‘ไทยริกาโน’ ซีรีส์ ‘Taste of Nan’ กาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติไทยจากดอยสวนยาหลวง จังหวัดน่าน ที่พันธุ์ไทยตั้งใจให้เป็นตัวแทนของกาแฟไทยที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับกาแฟต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะความฝันของพันธุ์ไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นแบรนด์ที่คนไทยชื่นชอบ แต่อยากเห็นวันที่กาแฟไทยเป็นกาแฟที่คนทั่วโลกรักเช่นกัน”

“ส่วนการเปิดตัว PUNTHAI SLOW BAR ในงานนี้ ถือเป็นการแนะนำคอนเซปต์ใหม่ให้คอกาแฟได้รู้จักก่อนที่พื้นที่จริงย่านสามเสนจะเปิดให้บริการ เราอยากให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์จริง ได้ทดลองชิม ได้พูดคุย และได้พบกับบาริสต้าและเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ทุกบทสนทนาและทุกความคิดเห็นจากผู้ที่มาเยี่ยมชม คือข้อมูลสำคัญที่เราจะนำกลับไปพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และรูปแบบการให้บริการของเราต่อไป” คุณสุขวสา กล่าวเสริม

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการยกประสบการณ์ Thai Specialty Coffee มาให้คนรักกาแฟได้รู้จักเสน่ห์ของกาแฟไทยในหลากหลายมิติ ผ่านการสัมผัสรสชาติ “ไทยริกาโน” ทั้งในรูปแบบ Speed Bar และ Slow Bar พร้อมดื่มด่ำไปกับรสชาติและเรื่องราวเบื้องหลังกาแฟแต่ละแก้ว ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ แหล่งปลูก ไปจนถึงกระบวนการแปรรูป จากเมล็ดกาแฟของ 4 เกษตรกรไทยชื่อดัง ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ PUNTHAI SLOW BAR” ได้แก่

  • รองกล้วย วิชัย กำเนิดมงคล – “กาแฟต้นน้ำป่าน่าน” กระบวนการ Natural Process จากบ้านมณีพฤกษ์ จ.น่าน
  • โสภา บงกชษศฎา ไชยพรหม – “กาแฟในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง” กระบวนการ Washed Process จาก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
  • แสนชัย จูเปาะ – “กาแฟออร์แกนิกท่ามกลางป่าสน” กระบวนการ Honey Process จาก อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่
  • เอก สุวรรณโณ – “กาแฟ GI กาแฟเทพเสด็จ” กระบวนการ Fully Washed Process จากบ้านแม่ตอนหลวง จ.เชียงใหม่

พิเศษยิ่งกว่านั้นคือเซสชัน “SPECIAL SLOW BAR — FROM FARM TO CUP” ที่พี่โสภาและรองกล้วยมายืนดริปกาแฟให้ผู้ร่วมงานได้ฟังเรื่องราวและลิ้มลองรสชาติของกาแฟจากเกษตรกรและนักโพรเซสกาแฟตัวจริงอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีมุม COFFEE BEAN DISCOVERY สำหรับคนที่อยากรู้จักตัวเองผ่านกาแฟ ให้ได้ลองสำรวจโปรไฟล์รสชาติที่ใช่ โดยมีบาริสต้าพันธุ์ไทยคอยให้คำแนะนำตาม Origin, Roast Level และ Taste Notes

Thailand Coffee Fest 2026 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ PUNTHAI SLOW BAR กำลังจะกลายเป็นพื้นที่ถาวรสำหรับคนรักกาแฟเร็วๆ นี้ที่ โรงผลิตน้ำสามเสน ภายใต้แนวคิดเดียวกันคือ “กาแฟที่ดี ไม่จำเป็นต้องรีบ” พื้นที่ที่ชวนให้คนเมืองที่วิ่งตามเวลาทั้งวัน ได้แวะพัก ค่อยๆ ดื่มด่ำกับกาแฟที่สกัดทีละแก้ว ค้นพบรสชาติใหม่ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันผ่านกาแฟ

“สำหรับพันธุ์ไทย นี่คือก้าวที่สำคัญมากกว่าการขยายสาขา เพราะสิ่งที่เรากำลังสร้างคือคำตอบของคำถามที่ว่า “กาแฟไทยจะมีที่ยืนบนเวทีโลกได้หรือไม่” และคำตอบของพันธุ์ไทยคือการพาต้นทาง ตั้งแต่ยอดดอยสูง ผ่านผืนดินที่หล่อเลี้ยงเมล็ดกาแฟ ให้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองอย่างภาคภูมิ พร้อมส่งต่อความตั้งใจนั้นถึงมือคนรักกาแฟทุกคน ทีละแก้ว ทีละเรื่องราว เพราะเราเชื่อว่าวันหนึ่ง กาแฟไทยจะไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่จะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่คนทั่วโลกให้การยอมรับ” คุณสุขวสา กล่าวสรุป

ไม่เพิกเฉยอีกต่อไป! ‘เต้ย จรินทร์พร’ จ่อดำเนินคดีเกรียนคีย์บอร์ด ย้ำการมีความรักไม่ใช่เรื่องผิด

15 กันยายน 2569 เวลา 21:12 น.

เต้ย

กลายเป็นประเด็นร้อนติดเทรนด์โซเชียลทันที เมื่อนางเอกสาวรอยยิ้มสดใส เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง หลังถูกเกรียนคีย์บอร์ดบางกลุ่มตามคุกคามและใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมในโลกออนไลน์มาอย่างยาวนาน

โดย เต้ย จรินทร์พร ได้โพสต์ข้อความระบายความในใจผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ปกติเป็นคนไม่ชอบมีปัญหากับใคร และมักจะเลือกใช้วิธีนิ่งเงียบมาโดยตลอดเวลาเกิดข่าวสารต่าง ๆ แต่หลังจากออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องราวความรัก ก็ต้องเจอกับกระแสคอมเมนต์แย่ ๆ ที่เข้ามาล่วงละเมิดและคุกคามอย่างหนัก

เต้ย จรินทร์พร

และนางเอกสาวเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า ในฐานะมนุษย์และผู้หญิงคนหนึ่ง การมีความรักไม่ใช่เรื่องผิด และไม่เคยทำอะไรเสียหายหรือผิดจริยธรรม ที่ผ่านมาพยายามเข้าใจคนที่คอมเมนต์ในเชิงลบมาโดยตลอด แต่อดทนมาถึงจุดที่รู้สึกว่าการคุกคามและดูหมิ่นเหยียดหยามเกียรติความเป็นมนุษย์มันมากเกินไป จึงขอไม่เพิกเฉยอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ทาง บริษัท ทีโออีวาย จำกัด ต้นสังกัดของนางเอกสาว ได้ออกประกาศแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ยืนยันว่า ตรวจพบข้อความ การโพสต์ หรือการแชร์เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม มีลักษณะดูหมิ่น เหยียดหยาม บิดเบือนข้อเท็จจริง และคุกคามสาวเต้ยอย่างชัดเจน

เต้ย จรินทร์พร

ทางบริษัทฯ ระบุว่า ยินดีรับฟังความคิดเห็นและคำติชมอย่างจริงใจจากแฟนคลับเสมอ แต่สำหรับการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิและทำลายศักดิ์ศรีของนักแสดง ทางค่ายพร้อมตั้งรับและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่ละเว้น

เต้ย จรินทร์พร

หลังจากที่โพสต์และประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและคนในวงการต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจสาวเต้ยกันอย่างล้นหลาม เช่น

“รักคุณหนู”

“ส่งกำลังใจหาอาเต้ยนะ”

“เป็นกำลังใจให้เต้ย ถ้าคนที่ละเมิด ก็ใช้กฏหมายเพื่อเป็นบทเรียนให้เค้าไปเลยเถอะครับ ถือว่าสอนแทนพ่อแม่เค้า”

“ส่งมอบกำลังใจดวงโตๆ”

“กอดดดดดดเทออออ รักเทอทิสุดเต้ยจรินคนเก่ง เราอยู่ตรงนี้เสมอออ”

“รักเธอเสมอนะยัยหลานของยาย always be here”

“พี่เต้ยยังคงเป็นไอดอลตัวอย่างที่ดีของน้องๆงงการเสมอ”

“รักพี่เต้ย”

“รักพี่”

“ส่งกำลังใจให้นะครับเต้ย”

“รักเต้ยน้าาา”

เต้ย จรินทร์พร
เต้ย จรินทร์พร
เต้ย จรินทร์พร
เต้ย จรินทร์พร
เต้ย จรินทร์พร
เต้ย จรินทร์พร
เต้ย จรินทร์พร
เต้ย จรินทร์พร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม TJ

พระราชทานเพลิงศพ ‘อ.จารุนีล์’ แม่อัสนี-วสันต์ ครอบครัว ลูกศิษย์ร่วมส่งลาครั้งสุดท้าย

15 กันยายน 2569 เวลา 19:53 น.

พระราชทานเพลิงศพ ‘อ.จารุนีล์’ แม่อัสนี-วสันต์ ครอบครัว ลูกศิษย์ร่วมส่งลาครั้งสุดท้าย

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่วัดศรีสุทธาวาส (วัดเลยหลง) พระอารามหลวง ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพนางจารุนีล์ โชติกุล มารดาของนายอัสนีและนายวสันต์ โชติกุล ศิลปิน นักร้องนักดนตรีชื่อดังของไทย โดยมีบุคคลในวงการบันเทิงและวงการดนตรี รวมทั้งแฟนเพลงและประชาชน ตลอดจนลูกศิษย์ของนางจารุนีล์ ร่วมงานจำนวนมาก ท่ามกลางฝนตกเป็นช่วงๆ

นางจารุนีล์เกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2470 มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเลย เป็นอดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสตรีเลย และเคยรับราชการครูอยู่ที่โรงเรียนเลยพิทยาคม จังหวัดเลย สมรสกับสามีผู้ประกอบอาชีพทนายความ มีบุตร-ธิดารวมทั้งหมด 4 คน โดยบุตรชายที่เป็นที่รู้จักกันดีระดับประเทศคือนายอัสนี โชติกุล (ป้อม) และนายวสันต์ โชติกุล (โต๊ะ) เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 นางจารุนีล์ โชติกุล ได้เริ่มป่วย และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จนกระทั่งได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569 สิริอายุ 98 ปี

การจากไปของท่านเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่บุตรชายทั้งสองกำลังจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์อย่าง Farewell Concert อัสนี-วสันต์ “อยากจะย้ำชัด ๆ ครั้งสุดท้าย..” ซึ่งอัสนีและวสันต์ได้แสดงสปิริตศิลปินอย่างสูงที่สุด โดยเก็บความโศกเศร้าไว้ภายในและทำหน้าที่มอบความสุขบนเวทีคอนเสิร์ตอำลาให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้แก่คุณแม่ ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมและร่วมไว้อาลัยจากแฟนเพลงทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก