ฐปณีย์ ยื่นหนังสือนายกฯ ร้องถูก IO ป้ายสี นักข่าวโจร-โฆษก BRN

ฐปณีย์ ยื่นหนังสือนายกฯ ร้องถูก IO ป้ายสี นักข่าวโจร-โฆษก BRN

ฐปณีย์ ยื่นหนังสือนายกฯ ร้องถูก IO ป้ายสี นักข่าวโจร-โฆษก BRN

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.18 น.

17 เมษายน 2569 ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการสามมิติ ไทยทีวีสีช่อง 3 และผู้ก่อตั้งสำนักข่าวเดอะรีพอตเตอร์ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โดยเปิดเผยว่า “ถูก IO โจมตีและป้ายสีผ่านสื่อออนไลน์ โดยกล่าวหาว่าเป็นนักข่าวโจร และโฆษก BRN ภายหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 ทั้งที่ข่าวยังไม่ทันเผยแพร่”

นางสาวฐปณีย์ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเครือข่ายสมาคมต่างๆ ในพื้นที่ อาทิ สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา , สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนปอเนาะ และสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนตาดีกา ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าการทำไอโอเช่นกัน โดยแสดงความกังวลว่า การกระทำลักษณะนี้อาจเป็นอันตรายและสร้างความเกลียดชัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ ด้านตัวแทนสมาคมต่างๆ ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

ขณะที่นายกฯ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า รัฐบาลรับทราบปัญหาแล้ว และจะเร่งดำเนินการดูแล แต่เรื่องการทำร้ายร่างกายจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะไม่เกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นถือว่าไม่ใช่การกระทำของรัฐ และกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมด้านความมั่นคงในช่วงบ่ายวันนี้

นายกฯ ยังระบุว่า ได้รับทราบข้อเรียกร้องจากสมาคมต่างๆ รวมถึงข้อมูลจากสื่อมวลชนแล้ว และเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

เชาว์ ฟาด รัชดา ป้อง อภิสิทธิ์ บอกออกจากปชป.ลืมหลักการความแม่นยำติดตัวไปด้วย

เชาว์ ฟาด รัชดา ป้อง อภิสิทธิ์ บอกออกจากปชป.ลืมหลักการความแม่นยำติดตัวไปด้วย

เชาว์ ฟาด รัชดา ป้อง อภิสิทธิ์ บอกออกจากปชป.ลืมหลักการความแม่นยำติดตัวไปด้วย

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เชาว์ ฟาด รัชดา ป้อง อภิสิทธิ์ บอกออกจากปชป.ลืมเอาหลักการความแม่นยำติดตัวไปด้วย

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่องสแกนคำชี้แจงโฆษกรัฐบาล โต้ “อภิสิทธิ์” เบี่ยงเบน-บิดเบือน น่าผิดหวัง ระบุว่า “ผมอ่านข่าวคุณรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ออกมาตอบโต้หัวหน้าอภิสิทธิ์ด้วยความเสียดาย เสียดายที่ครั้งหนึ่งคุณรัชดาเคยได้รับการสนับสนุนเป็นเลือดใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป แต่ละคนมีเส้นทางของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ คุณรัชดากล้าที่จะออกมาสวนหัวหน้าอภิสิทธิ์แบบที่เห็นชัดว่า “กระดูกคนละเบอร์” แต่ยังกล้าแสดงความมั่นใจบนข้อมูลที่ผิดพลาดขนาดนี้ ผมคิดว่าคนที่เข้าใจผิด อ่านข้อมูลไม่แตกคือคุณรัชดาต่างหาก

ถ้าหากคุณรัชดาเข้าใจสิ่งที่หัวหน้าอภิสิทธิ์สื่อสารจะต้องออกมาชี้แจงว่า รัฐบาลมีแผนที่จะแก้วิกฤตอย่างไร

ทำไมไม่แก้ที่ต้นเหตุคือน้ำมันแพงจนทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งขึ้นทุกชนิด? ทำไมไม่เก็บภาษีลาภลอยทั้งที่ทำได้?

ทำไมจึงใช้กองทุนน้ำมันเพียงเครื่องมือเดียวในการแก้ปัญหา โดยไม่แตะภาษีสรรพสามิตและกำไรของโรงกลั่น?

ทำไมนายกฯ ลอยตัวโยนภาระให้รมต.คนอื่นแล้วลอยแพประชาชน? ทำไมนายกฯ ไม่แสดงภาวะผู้นำตัดสินใจในเชิงนโยบายที่สำคัญ? ทำไมเคยหาเสียงไว้กระทรวงเกษตรฯ กับพาณิชย์ควรอยู่พรรคเดียวกัน แต่แยกแบ่งเค้กไป โดยที่คุณศุภจีแม้เป็นรองนายกฯ ก็ไม่ได้คุมกระทรวงเกษตร จะมีปัญหาต่อประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาอย่างไร? ทำไมยังไม่มีการสื่อสารให้ประชาชนเห็นภาพที่ชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาวิกฤตซ้อนวิกฤตอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินเฟ้อที่กำลังจะพุ่ง เป็นเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน?

ทำไมรัฐบาลยังคิดว่า “คนละครึ่ง”ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห คือคำตอบในการแก้ปัญหาในสภาวะแบบนี้?

ถ้าชี้แจงแบบตรงประเด็นไม่ได้ ก็ไม่ควรแสดงความไม่ประสีประสาออกมาให้เสียเครดิต คุณรัชดาออกมาเหมือนคิดว่านี่คือ เจ๋งแล้ว แต่ผมว่า “มันเจ๊งครับ” เจ๊งเพราะ “ตรรกะผิดเพี้ยน” ถ้าไม่ได้ตั้งใจผิดเพี้ยนก็คือการพยายามเบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะการเบี่ยงประเด็นเรื่อง การโอนงบประมาณรายจ่าย ที่อ้างเรื่องขั้นตอนต้องรอให้ครม.พิจารณางบประมาณแผ่นดินประจำปี 2570 ก่อน เรื่องแบบนี้คุณรัชดาไม่ต้องมาสอนหัวหน้าอภิสิทธิ์ เขารู้ดีกว่า และเพราะคุณรัชดารู้น้อยกว่ามาก จึงออกมาปล่อยไก่ตัวโตขนาดนี้ การโอนงบประมาณในยามวิกฤต ตามหลักแล้วคือการรีดทอนงบของ ปีงบประมาณปัจจุบัน มาใช้แก้ปัญหาฉุกเฉิน ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

แต่คุณรัชดากลับอ้างว่าต้องรอให้ ครม. พิจารณางบปี 2570 ให้เสร็จก่อน และจะใช้เงินได้ 1 ต.ค. ซึ่งก็คือวันเริ่มต้นงบประมาณปีหน้า

นอกจากความไม่แม่นยำในหลักการราชการแล้ว อีกสิ่งที่เป็นการเล่นการเมืองแบบเก่าจนน่าผิดหวัง คือการบิดเบือนว่าหัวหน้าอภิสิทธิ์ไม่ชอบโครงการคนละครึ่ง ทั้งที่ท่านเตือนด้วยความหวังดีว่าโครงการนี้อาจไม่ตอบโจทย์ปัญหาในขณะนี้ ประชาชนกำลังรอการแก้ปัญหาที่ “ตรงจุด” จากรัฐบาล ไม่ใช่แค่การตอบโต้ทางการเมืองเพื่อเอาความสะใจบนหน้าข่าว

“ผมสงสัยว่าคุณรัชดาออกจากพรรคไปแล้ว ลืมเอา ‘หลักการและความแม่นยำ’ ติดตัวไปด้วยหรือเปล่า เข้าใจครับว่าได้ดิบได้ดีเป็นโฆษกรัฐบาลเพราะสีน้ำเงินบันดาลให้ แต่อย่าลืมรากเหง้าและมาตรฐานการทำงานที่ทำให้คุณมีตัวตนทางการเมืองจนถึงทุกวันนี้”

อนุทิน ชื่นชมข้าราชการ 3 จว.ชายแดนใต้ ทุ่มเททำงานหนัก บอกถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอยู่ไม่ได้

อนุทิน ชื่นชมข้าราชการ 3 จว.ชายแดนใต้ ทุ่มเททำงานหนัก บอกถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอยู่ไม่ได้

อนุทิน ชื่นชมข้าราชการ 3 จว.ชายแดนใต้ ทุ่มเททำงานหนัก บอกถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอยู่ไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

นายกฯ ชื่นชม ขรก.-จนท. ศอ.บต. เสียสละทำงานใน 3 จว.ชายแดนใต้ บอกถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งอยู่ไม่ได้

17 เมษายน 2569 เวลา 12.15 น. ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบปะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ศอ.บต. ที่มาร่วมรับมอบนโยบาย โดยนายกฯ กล่าวว่า ขอความสันติสุขจงมีแต่ทุกคน ตนดีใจมากที่ได้มา ศอ.บต. ตนมีความชื่นชมในความทุ่มเทเสียสละของพวกท่านทุกคนที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่ใช่เรื่องสนุก เราแก้ไขปัญหาทุกวันปัญหา แต่ละปัญหาที่เข้ามาหนักหนาสาหัสทั้งนั้น คนที่ไม่มีความทุ่มเท ไม่มีจิตใจที่เข้มแข็งก็คงไม่สามารถมีความอดทนต่อภารกิจตรงนี้ได้ก็ต้องขอแสดงความชื่นชม

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกเราทุกคนเต็มใจที่จะมาเจอกับพวกท่าน วันนี้ตั้งใจที่จะมาเพื่อที่จะให้มั่นใจว่า รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของพวกท่านอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า ความเจริญ และความสันติสุขความสงบในพื้นที่แห่งนี้ ตนยึดมั่นในหลักการนี้ สงบ สันติ สามัคคี ซึ่งเราต้องทำให้เกิดให้ได้ พวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี่มีทุกศาสนา ทั้งพุทธ มุสลิมและคริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาหลักของเรา ทำไมจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ เราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เป็นคนไทยเหมือนกันทุกคน เราต้องเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยากให้ที่นี่มีความสงบ เพราะที่นี่สามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และเป็นสถานที่ที่ทุกคนอยากจะมา ถ้าท่านลองนึกดูว่าหากไม่มีเรื่องความไม่สงบ ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก็มีความสวยงามมาก ทำไมเราปล่อยให้สิ่งที่เป็นจุดแข็งืเก็บไว้ในซอกกำแพง ทำให้ความไม่สงบ ความแตกสามัคคีเกิดขึ้น เราต้องไปสร้างความเข้าใจ เพราะทุกฝ่ายเจ็บหมด แพ้หมด ไม่มีใครชนะจากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราก็พูดมาหลายปีแล้ว แต่เราหยุดไม่ได้ ตราบใดที่สันติสุขไม่เกิด เราก็ต้องทำต่อไปจนกว่าจะเกิด ท้อถอยไม่ได้ ถอยไม่ได้ พอท้อทุกอย่างก็จะหยุดหมดและถอยหลัง และมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นไม่มีทางอื่น เราต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุน เราต้องอยู่กันให้ได้ทุกอย่างจะเดินหน้าเป็นพลังขับเคลื่อนต่อไป

โสภณ นำทีมทำบุญสงกรานต์ชั้น 11 รัฐสภา สวดพระปริตรปัดเป่าวิกฤตประเทศ พาทัวร์ห้องอาหาร สส.

โสภณ นำทีมทำบุญสงกรานต์ชั้น 11 รัฐสภา สวดพระปริตรปัดเป่าวิกฤตประเทศ พาทัวร์ห้องอาหาร สส.

โสภณ นำทีมทำบุญสงกรานต์ชั้น 11 รัฐสภา สวดพระปริตรปัดเป่าวิกฤตประเทศ พาทัวร์ห้องอาหาร สส.

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

โสภณ ทำบุญสงกรานต์ชั้น 11 รัฐสภา หวังพาประเทศฝ่าวิกฤต อวยพรประชาชนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรค บอก ปวารณาตนทำประโยชน์ให้บ้านเมือง พร้อมพาสื่อทัวร์ห้องอาหาร สส. ทดสอบระบบจำหน่าย ก่อนให้ซื้อกินเองสัปดาห์หน้า เตรียมขยายผลลดใช้ถุงพลาสติกเพื่อลดโลกร้อน

17เม.ย.2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธี “งานบุญสงกรานต์รัฐสภา สืบสานประเพณี งดงามวิถีไทย” พร้อมด้วย น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง และ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทั้งข้าราชการสำนักงานสภาฯ ซึ่งจัดที่บริเวณห้องโถงพิธีชั้น 11 เป็นครั้งแรก เนื่องจากปกติจะใช้ในโอกาสพิธีเปิดประชุมรัฐสภา


         
โดยภายในงานมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล มีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป มาทำพิธี โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ จากนั้นนายโสภณได้นำข้าราชการสภาฯ ร่วมสรงน้ำพระ เนื่องในวันสงกรานต์
          
หลังเสร็จสิ้นพิธีการ นายโสภณ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้รัฐสภาได้จัดพิธีทำบุญวันสงกรานต์เพื่อสืบสานประเพณี ได้มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ และได้มีการเจริญพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล ให้กับอาคารรัฐสภาและบ้านเมือง


          
‘ในสมัยพุทธกาลมีเมืองไพศาลี ก็เกิดอุบัติภัยแบบนี้ข้าวยากหมากแพง พระพุทธเจ้าก็ได้ไปเจริญพระปริตร ซึ่งเป็นบทสวดเดียวกับที่ทำพิธีวันนี้ และได้มีการประพรมพระพุทธมนต์บ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุข เราซึ่งเป็นศาสนิกชนก็ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เชื่อว่าพระปริตรมงคล จะนำความร่มเย็นความเป็นสิริมงคล มาให้แก่ประเทศนี้และคนในสังคมไทย’ นายโสภณ กล่าว
         
นายโสภณ กล่าวต่อว่า การทำบุญครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำบุญให้กับประเทศด้วย เพราะรัฐสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และวันนี้ถือเป็นวันมงคล ก็ถือโอกาสเปิดร้านอาหารบริเวณชั้น 2 ที่จะให้ สส. เข้ามารับประทาน แต่ให้สมาชิกเป็นผู้จ่ายเงินเอง เชื่อว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการประชุมสภาฯ เพราะได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว เพียงแต่เพิ่มขั้นตอนที่ สส. ต้องจ่ายเงินเอง 
        
“วันนี้ถือว่าเป็นวันดี เริ่มเรื่องดีๆ ใหม่ๆ ให้กับสังคม บ้านเมืองและหน่วยงาน” นายโสภณ กล่าว


         
นายโสภณ ยังได้อวยพรให้ประชาชนคนไทยเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ว่าอยากให้ยึดหลักคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนา ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และอยากให้ทุกคนร่วมกันฝ่าวิกฤตภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเพื่อฟันฝ่าอุปสรรค หน่วยงานต่าง ๆ ก็จะได้อำนวยความสะดวกทำภารกิจช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตอย่างเต็มที่ ในฐานะที่ตนเป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ปวารณาตนแล้วว่า สิ่งใดที่จะเกิดประโยชน์กับบ้านเมืองนี้ก็จะทำเต็มที่ เพื่อให้บ้านเมืองผ่านวิกฤต และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่

จากนั้นนายโสภณ ได้พาคณะสื่อมวลชนเดินเยี่ยมชมและสำรวจพื้นที่ห้องอาหารที่จัดไว้ให้เฉพาะ สส. ในวันประชุมสภาฯ ที่ตั้งอยู่ชั้น2 ข้างห้องประชุมสุริยันต์ ที่นำร้านอาหารภายนอกมาทดสอบระบบการเปิดให้บริการด้วยการจำหน่าย ก่อนที่จะเปิด ให้ สส.ได้ใช้บริการในวันประชุมสภาฯ ช่วงวันที่ 22 – 23 เม.ย.นี้ โดยพบว่ามีการนำร้านอาหารที่ปกติจำหน่ายอยู่บริเวณชั้นB2 มาให้บริการทั้งสิ้น 18 ร้าน อาทิ ข้าวซอยไก่ ข้าวมันไก่ ข้าวราดแกง ก๊วยเตี๋ยว ก๊วยเตี๋ยวหลอด น้ำดื่ม ขนมเบื้อง เป็นต้น

โดยนายโสภณ กล่าวระหว่างเยี่ยมชม ว่าในพื้นที่จะมีเคาน์เตอร์ให้บริการรับแลกคูปอง หรือ บัตรเติมเงิน ตามจำนวนที่ สส. ต้องการ เช่น 100 – 500 บาท จากนั้นจะให้นำคูปอง หรือบัตรที่เติมเงินแล้ว ไปซื้ออาหารรับประทาน พร้อมกับนำเงิน 100 บาทแลกซื้อคูปองเพื่อใช้ซื้ออาหารไปรับประทาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายโสภณ ได้เดินเลือกซื้ออาหารเพื่อรับประทาน  ระหว่างนั้นได้ขอให้ผู้ค้าช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกใส่อาหาร พร้อมกับกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐสภาเตรียมที่จะทำโครงการลดโลกร้อน ด้วยการลดการใช้ถุงพลาสติกและใช้ภาชนะอื่นทดแทน ทั้งนี้ไม่ปิดกั้นที่สส. หรือบุคคลจะนำปิ่นโต หรือ กล่องอาหารมาใส่อาหารเพื่อนำไปรับประทานเอง รวมถึงใช้ถุงผ้าเพื่อใส่อาหาร ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยกันลดโลกร้อน 

ดร.ณัฏฐ์ แจ้งความ สมชัย-ธนรัตน์ โพสต์ปั่นข้อมูลเท็จ ทำลายความน่าเชื่อถือ

ดร.ณัฏฐ์ แจ้งความ สมชัย-ธนรัตน์ โพสต์ปั่นข้อมูลเท็จ ทำลายความน่าเชื่อถือ

ดร.ณัฏฐ์ แจ้งความ สมชัย-ธนรัตน์ โพสต์ปั่นข้อมูลเท็จ ทำลายความน่าเชื่อถือ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

ดร.ณัฏฐ์ มอบอำนาจทนายแจ้งความดำเนินคดีอาญากับ สมชัย อดีต กกต.– ธนรัตน์  โพสต์ปั่นข้อมูลเท็จ ทำลายความน่าเชื่อถือ

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ สน.บางพลัด มีรายงานว่า ดร.ณัฏฐ์ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ได้มอบอำนาจให้ทนายความดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กับนายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ในความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 91 โดยการกระทำแยกต่างหากจากกัน

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ข้อความที่โพสต์เป็นความเท็จทั้งสิ้น จึงจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กับนายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ โดยตนเองไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้าบุคคลทั้งสองมาก่อน โดยตนไม่ได้เล่นโซเชียล ทำแต่งานอย่างเดียวเลยไม่ทราบความเคลื่อนไหว นอกจากสัมภาษณ์สื่ออย่างเดียว สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ตนได้ถูกเชิญและทาบทามมาให้ถ้อยคำเป็นพยานในคดีเลือกตั้ง ตนเห็นว่า เพื่อประโยชน์สาธารณะและประโยชน์แก่บ้านเมือง โดยไม่ได้มีส่วนได้เสียในคดี

ซึ่งเมื่อได้เดินทางไปถึง สำนักงาน กกต. บริเวณทางเข้าชั้น 1 โดยมีสื่อดักรอสัมภาษณ์ในแง่มุมความเห็นต่างๆ ทั่วไป ตนไม่เคยทราบมาก่อนว่า จะมาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีเลือกตั้ง เข้าใจว่ามาให้ข้อมูลทั่วไป โดย จนท.กกต. ที่เกี่ยวข้อง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า สอบถ้อยคำตน ตนเห็นว่า เพื่อประโยชน์สาธารณะและประโยชน์แก่บ้านเมืองจะได้สงบสุข ประเทศชาติจะได้เดินหน้าต่อไป และตนไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด เป็นกลางทางการเมือง จึงให้ข้อมูลในแง่มุมกฎหมาย ตนไม่อาจเปิดเผยข้อมูลได้เพราะเป็นความลับ โดยบุคคลทั้งสองที่ตกเป็นผู้ต้องหา ต่างใช้เพจของตนเอง พุ่งเป้าโจมตีโดยนำข้อมูลเท็จมาปั่นโพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นข้อความเท็จทั้งหมด มีเจตนาประสงค์ต่อผลทำลายความน่าเชื่อถือของตน

ทั้งนี้ ฝ่าย กกต. ยังมีพยานบุคคลอื่นเป็นจำนวนมากหลายปาก มิใช่ ข้าฯกับ ศ.ดร.ไชยยันต์ ไชยพร เพียงสองปากเป็นพยานปากสำคัญตามที่ปั่นข้อมูลโพสต์เท็จ ตนใช้สิทธิโดยสุจริตและพนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว ตนขอเตือนว่า หากมีโพสต์ปั่นข้อมูลเท็จอีก ตนจะมอบให้ทนายความแจ้งความเพิ่มเติม หลายกรรมต่างกัน เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

เมื่อคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแล้ว หากนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. หรือ นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ที่อ้างว่าเชี่ยวชาญเทคโนโลยี สามารถเป็นพยานให้แก่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้องก็ได้ ไม่มีเหตุผลความจำเป็นใด ต้องมาทำลายความน่าเชื่อถือพยานฝ่ายตรงข้ามนอกศาล ย่อมไม่มีผลใดๆ ต่อการทำลายน้ำหนักในคดี ทั้งจะถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดต่างๆ เพิ่มเติมมาเป็นพรวน  

ส่วนวันนี้ ช่องทีวีเนชั่น 22 เวลา 15.10 น. รายการคมชัดลึก พิธีกร วราวิทย์ ฉิมมณี ตนพร้อมดีเบตกับนายสมชัยฯ ทุกประเด็น พร้อมข้อมูลหลักฐานหักล้าง พร้อมฟาดทุกดอก อย่าหนีตนแล้วกัน อยากเจอหน้าตัวผู้ต้องหาพอดี  

คดีแรก กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญากับนายสมชัยฯกับพวก ในความผิดร้ายแรงหลายข้อหา คดีที่สอง อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แจ้งความดำเนินคดีอาญานายสมชัยฯกับพวก ในความผิด พ.ร.บ.คอมฯ และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนคดีที่สาม เหตุเกิดเมื่อวาน วันนี้ ตนใช้สิทธิทันที ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมง หากนายสมชัยฯกับพวก กระทำอีก ทำให้ตนเสียหาย หรือบุคคลที่มาคอมเม้นท์ในเฟซบุ๊ก ก่อให้ตนเสียหายต่อชื่อเสียง ตนมอบให้ฝ่ายกฎหมายมอนิเตอร์ข้อมูลทางโซเชียล หากพบข้อมูล ไม่ว่าใครหน้าไหน จะแจ้งความดำเนินคดีอาญาเป็นรายวัน ไม่มีข้อยกเว้น จะหาว่าตนฟ้องปิดปากไม่ได้เพราะตนไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ

ผลสำรวจ ครม.ใหม่ ประชาชนกว่าครึ่งยังกั๊กความหวัง ชู ศุภจี ขึ้นแท่น รมต.มาแรง

ผลสำรวจ ครม.ใหม่ ประชาชนกว่าครึ่งยังกั๊กความหวัง ชู ศุภจี ขึ้นแท่น รมต.มาแรง

ผลสำรวจ ครม.ใหม่ ประชาชนกว่าครึ่งยังกั๊กความหวัง ชู ศุภจี ขึ้นแท่น รมต.มาแรง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.08 น.

17 เมษายน 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความนิยมและความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในสายตาประชาชน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 17 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 9-12 เม.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. รัฐมนตรีชุดใหม่กลุ่มใดเป็น “ความหวัง” มากที่สุด? (สำรวจโดย LINE TODAY)

• 50.8% มองว่า ยังไม่มีกลุ่มใดที่เป็นความหวังอย่างชัดเจน สูงที่สุด

• รองลงมา 37.2% มีความหวังกับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอกซึ่งมีประสบการณ์การบริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน, 6.8% มีความหวังกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก, 3.2% มีความหวังกับกลุ่มที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วมีประสบการณ์การบริหาร และ 2.0% มีความหวังกับกลุ่มที่เคยเป็น สส. มาหลายสมัย รู้ปัญหาประชาชนในพื้นที่

2. “ยังไม่มีรัฐมนตรีกลุ่มใดที่เป็นความหวัง” นำเกือบทุกภาค – “อีสาน-ใต้” นำโด่ง “ตะวันออก” หวังกับ รมต.คนนอก

• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (48.4%) และ ภาคใต้ (41.5%) ชี้ ยังไม่มีกลุ่มใดที่เป็นความหวังอย่างชัดเจน สูงสุด รองลงมา คือ กรุงเทพฯ (33.5%) ภาคเหนือ (31.7%) และ ภาคกลาง (23.9%)

• ขณะที่ ภาคตะวันออก (32.9%) มีความหวังกับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอก ในสัดส่วนสูงสุด

[➡] ประชาชนยังไม่เห็น “กลุ่มรัฐมนตรีที่เป็นความหวัง” อย่างชัดเจน กว่าครึ่งหนึ่ง ระบุว่ายังไม่มีกลุ่มใดเป็นความหวัง สะท้อนว่า ครม. ชุดใหม่ยังอยู่ในช่วงที่ประชาชนขอรอดูผลงานมากกว่ามอบความเชื่อมั่นล่วงหน้า แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งและบางภาคที่ฝากความหวังไว้กับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอก แสดงให้เห็นว่า ในสายตาประชาชน “ความเป็นมืออาชีพในการบริหาร” ยังเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สร้างความคาดหวังได้มากกว่าความใหม่หรือประสบการณ์ทางการเมืองแบบเดิมเพียงอย่างเดียว

3. ความชื่นชอบ “เจ้ากระทรวง” ยังกระจาย — “ศุภจี-ยศชนัน-สีหศักดิ์” นำ “นายกฯ อนุทิน” รั้งอันดับสี่

• 24.2% ระบุ ยังไม่มี “รัฐมนตรีว่าการ” ที่ชื่นชอบ/ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น สูงสุด

• รองลงมา 14.4% ชื่นชอบ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, 11.5% ชื่นชอบ “ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาฯ, 9.5% ชื่นชอบ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ และ 8.0% ชื่นชอบ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

[➡] ในสายตาประชาชน ความชื่นชอบตัวบุคคลไม่ได้วัดจาก “สถานะตำแหน่ง” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ ความคาดหวัง และบทบาทที่ผ่านมา ความชื่นชอบ “เจ้ากระทรวง” ในเวลานี้อาจยังไม่ตกผลึก ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในโหมดรอดู ขณะที่ชื่อที่ขึ้นนำก็ยังได้คะแนนไม่มาก ยังไม่ครองใจสังคมอย่างเด็ดขาด ทุกคนยังต้องพิสูจน์ตนเองผ่านผลงานและการสื่อสารกับประชาชนต่อไป

4. ครม. ใหม่ยังต้องพิสูจน์ผลงาน- หลายภาคจับตา “ศุภจี-อนุทิน”

• คำตอบสูงสุดยังเป็น “ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น” (19.5%) แต่ในบรรดารัฐมนตรีที่ถูกจับตามองมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” (13.5%) ได้สัดส่วนสูงสุด ตามด้วย “นายอนุทิน ชาญวีรกุล” (11.5%), “ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” (6.4%), “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” (6.3%), และ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” (5.5%)

• กรุงเทพฯ (37.6%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (30.8%) และภาคใต้ (17.8%) ยังมีคำตอบสูงสุดเป็นกลุ่ม “ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น” ขณะที่ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของทั้ง 3 ภูมิภาคที่ 21.3%, 20.1% และ 16.6% ตามลำดับ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคอีสาน ประชาชนคาดหวังผลงานจาก “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” มากที่สุดที่ 16.5% และ 11.6% ตามลำดับ

[➡] ครม. ชุดใหม่ยังอยู่ในช่วงต้องทำผลงาน ขณะเดียวกัน การที่ชื่อของ “ศุภจี” และ “อนุทิน” เริ่มปรากฎในหลายพื้นที่ ชี้ว่าประชาชนกำลังมองหาทั้งคนที่มีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพและผู้นำที่มีน้ำหนักทางการเมือง แต่โดยรวม สนามความนิยมยังเปิดกว้าง และทุกตำแหน่งยังต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านผลงานจริงมากกว่าสถานะหรือชื่อเสียงเดิม

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 17

ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในโหมด “รอดู” การทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยยังไม่ได้มอบความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ในบรรดารัฐมนตรีที่ประชาชนรับรู้และจับตา “ศุภจี” เป็นชื่อที่โดดเด่นที่สุด โดยได้คะแนนสูงทั้งในมิติความชื่นชอบและความคาดหวังต่อผลงาน ขณะที่นายกฯ “อนุทิน” แม้ไม่ได้โดดเด่นสูงสุดในด้านความชื่นชอบ แต่ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ประชาชนคาดหวังต่อผลงานมากที่สุด สะท้อนว่า ในสายตาประชาชน ครม. ชุดใหม่ไม่ได้ถูกประเมินจากภาพลักษณ์หรือสถานะตำแหน่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกจับตาว่า จะสามารถแสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้เร็วเพียงใด กล่าวอีกนัยหนึ่ง ครม. ชุดนี้ยังอยู่ในช่วงเปิดพื้นที่ให้พิสูจน์ศักยภาพในการทำงานจริง และประชาชนกำลังติดตามว่าใครจะสามารถเปลี่ยนความคาดหวังให้เป็นความเชื่อมั่น ผ่านผลงานที่จับต้องได้

– 006

ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ! นายกฯ ลั่นปล่อยไฟใต้ค้างคาไม่ได้ ย้ำมาเพื่อพัฒนา

ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ! นายกฯ ลั่นปล่อยไฟใต้ค้างคาไม่ได้ ย้ำมาเพื่อพัฒนา

ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ! นายกฯ ลั่นปล่อยไฟใต้ค้างคาไม่ได้ ย้ำมาเพื่อพัฒนา

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.39 น.

“นายกฯ”ควง”วันนอร์-เกรียงไกร”มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก”เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” หวัง ปชช.เข้าใจเจตนารมณ์รัฐบาล ลั่นปล่อยให้เหตุการณ์อยู่แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ย้ำชัดมาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

17 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.10 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อประชุมร่วมกันส่วนราชการในพื้นที่ โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูล เลขาธิการ ศอ.บต. , พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 , พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ , นายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 , พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก , พล.ร.อ.ไพรโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าร่วมประชุม

โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า พวกเราเดินทางมาที่ ศอ.บต.ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะมาพบปะเพื่อนข้าราชการที่มาปฎิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อยืนยันว่า ตนและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหน่วยงานความมั่นคงทุกคนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก ในการแถลงนโยบาย รัฐบาลได้กำหนดการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายที่สำคัญ ที่เราได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาถือว่ารัฐบาลนี้ได้มาบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบ ตนได้รับเกียรติจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตประธาน มาเป็นที่ประธานปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในความเหมาะสม และความอาวุโส ทำให้ตนคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ น่าจะเป็นจังหวะที่ดี ที่เราได้บุคลากรที่มีประสบการณ์ มีบารมี มีความชำนาญในพื้นที่มาเป็นเรี่ยวแรงของรัฐบาล

นายกฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เราใช้หลักการ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาซึ่งเป็นการน้อมนำแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งเราเชื่อว่า ด้วยแนวทางนี้จะสามารถนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับมาคืนสู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้โดยเร็ว ทั้ง 3 คำเป็นคำง่ายๆ แต่มีความหมาย คำว่าเข้าใจ หมายถึง เราศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เข้าใจปัญหา เข้าใจพื้นที่ และเข้าใจวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ คำว่าเข้าถึง หมายถึง การลงพื้นที่อย่างจริงจังไปพบปะกับพี่น้องประชาชนไปรับรู้ รับทราบสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นต้องการ รับทราบปัญหา สร้างความเข้าใจในตัวพวกเขา เพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจของพวกเขาที่มีต่อพวกเรา และการพัฒนา คือการแก้ไขปัญหาและการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในบริบทของชุมชนที่เราเข้าไปบริหารจัดการ สุดท้ายเราต้องมาร่วมกันพัฒนาพื้นที่นี้ ให้เกิดความสงบสุข สันติสุข ความเจริญทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่ให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ซึ่งหากเราได้ความร่วมมือจากประชาชนความไว้วางใจ และมั่นใจ เราจะสำเร็จผลตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ก็จะเกิดขึ้นได้โดยเร็ว

นายกฯ กล่าวว่า ตนมาอัพเดทสถานการณ์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะมีปัจจัยและปัญหาใหม่ๆ เข้ามา ทำให้เราต้องทบทวนความเข้าใจเสมอ ซึ่งเป็นประการด่านแรกที่เราต้องปรับให้ได้ ทั้งนี้ ตนได้ให้แนวทางข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในฐานะฝ่ายปกครอง ทำงานทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที ซึ่งสถานการณ์ในภาคใต้ขณะนี้ต้องอยู่กับโลก เพราะโลกมีปัญหาและเป็นปัญหาที่สามารถเกี่ยวโยง ทำให้เกิดผลกระทบกับ 5 จังหวัดของ ศอ.บต.คือ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ฉะนั้น เราต้องทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ขอให้หน่วยที่สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยึดถือหลักการนี้เป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อทำให้ภารกิจของ ศอ.บต.ได้บรรลุเป้าหมายต่อไป

นายกฯ กล่าวว่า การที่เรามาประชุมในวันนี้ นอกเหนือจากปัญหาที่เป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงแล้ว ตนมาที่นี่ เพื่อยืนยันการสนับสนุน ศอ.บต.ที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ ซึ่งตนพร้อมที่จะรับฟังว่า มีสิ่งใดที่จะให้ ครม.และรัฐบาลให้การสนับสนุนเป้าหมายของ ศอ.บต.บ้าง และให้ความมั่นใจหน่วยงานความมั่นคง ที่ทำหน้าที่อย่างทุ่มเทในการดูแลชายแดนและความสงบ รวมถึงการสร้างความสันติสุขในพื้นที่ ซึ่งพวกเราทุกคนเต็มใจ ตั้งใจที่จะลงมาและคาดว่าสิ่งที่จะได้หารือวันในวันนี้ จะสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติ เพื่อที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศของเรา ทั้งนี้ ตนทราบมาว่า ไม่มีผู้บริหารระดับนายกฯ ลงมาประชุมกับ ศอ.บต.ตนก็รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมกับท่านในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคนี้

“เรามีผู้ทรงคุณวุฒิ มีบารมี อยู่ในพื้นที่ด้วยอย่างนายวันนอร์มาช่วยอีก 1 แรง และผมคิดว่าเราคงจะปล่อยให้เหตุการณ์มันอยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้เป็นอันขาด เรามีรองประวุฒิสภา ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี เรามาช่วยกันทำงาน ไม่ได้มาจ้องจับผิดใครหรือมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรที่ไหน เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่เราต้ิงทำให้พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจเจตนารมณ์ของเรา และสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้กับพวกเขาให้ได้” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ทุกภารกิจที่ลงพื้นที่ ล้วนมุ่งหวังให้ชายแดนใต้ เป็นโอกาสของประเทศไทย เป็นโอกาสของประชาชนทุกกลุ่มทั้งชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธ และต้องพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีศักยภาพในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ รวมถึงยกระดับเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถมีรายได้ที่มั่นคง ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายกฯ กล่าวว่า บทความที่ได้อ่านเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อพี่น้องชาวมุสลิม โดยชี้ว่า ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงาน แคชเชียร์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือแรงงานบริการต่างๆ ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดี มีรอยยิ้มและความเชื่อใจต่อกัน แต่เมื่อบุคคลเดียวกันกลับไปอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ กลับถูกมองต่างออกไป ราวกับเป็น คนอีกกลุ่มหนึ่ง เราต้องถอดอคติที่มีต่อสภาพแวดล้อม ไม่ใช่อคติต่อคน แต่บางครั้งเรามองว่าพื้นที่นี้ไม่มีความสงบ และเหมารวมว่าคนในพื้นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบ ซึ่งไม่ใช่

นายอนุทิน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องมุ่งแก้ที่ต้นเหตุอย่างตรงจุดไม่เหมารวมประชาชน โดยเชื่อว่าทุกคนในพื้นที่ล้วนต้องการความสงบสุขและสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพคือ ความยุติธรรม จากการศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่าความต้องการหลักของประชาชนในพื้นที่ คือความเป็นธรรม แม้ในบางช่วงจะมีแนวคิดหรือการแสดงออกที่เกินกรอบอุดมการณ์ แต่หากรัฐสามารถสร้างความเข้าใจ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ก็จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

– 006

รอ ปชน. เคาะ! โสภณ ยังไม่ส่งชื่อ เท้ง นั่งผู้นำฝ่ายค้าน

รอ ปชน. เคาะ! โสภณ ยังไม่ส่งชื่อ เท้ง นั่งผู้นำฝ่ายค้าน

รอ ปชน. เคาะ! โสภณ ยังไม่ส่งชื่อ เท้ง นั่งผู้นำฝ่ายค้าน

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.36 น.

“ประธานสภาฯ”รอ”ปชน.”เคาะส่งชื่อ”ผู้นำฝ่ายค้าน” เผยสัปดาห์หน้าเตรียมถกแบ่ง กมธ.35 คณะ

17 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระบวนการทูลเกล้าฯ ชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ว่า ตนยังไม่ดำเนินการในขั้นตอนใด เพราะต้องรอให้ทางพรรคประชาชนแจ้งชื่อมายังตนถึงจะดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีการประสานใดๆ มาจากทางพรรคประชาชน ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าตนจะดำเนินการประชุมพรรคการเมืองเพื่อจัดสรรกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ จำนวน 35 คณะ เพื่อให้การแต่งตั้ง กมธ.แล้วเสร็จโดยเร็ว จะได้ทำงาน

พิรุธ พรรคส้ม! พบโพสต์เฟซบุ๊กกิจกรรมช่วงสงกรานต์ พ่วงข้อความว่าจ้าง สเปกเตอร์ ซี ผลิตสื่อ

พิรุธ พรรคส้ม! พบโพสต์เฟซบุ๊กกิจกรรมช่วงสงกรานต์ พ่วงข้อความว่าจ้าง สเปกเตอร์ ซี ผลิตสื่อ

พิรุธ พรรคส้ม! พบโพสต์เฟซบุ๊กกิจกรรมช่วงสงกรานต์ พ่วงข้อความว่าจ้าง สเปกเตอร์ ซี ผลิตสื่อ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.

พบพิรุธ ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กกิจกรรมช่วงสงกรานต์ พ่วงข้อความว่าจ้าง สเปกเตอร์ ซี ผลิตสื่อ เผยใช้งบประมาณ 7,000 บาทต่อชิ้น ขณะช่วงเลือกตั้งแจ้ง 5,000 บาท

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กพรรคประชาชน – People’s Party ซึ่งมีผู้ติดตาม 6.9 แสนคน เผยแพร่กิจกรรมของกรรมการบริหาร และ สส.พรรคประชาชน โดยในข่วงเทศกาลสงกรานต์มีกิจกรรมของแกนนำพรรค อาทิ หัวหน้าพรรค ผู้บริหารพรรค สส.พรรค ลงพื้นที่ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ โดยมีบางส่วนนำเสนอข้อมูลของประชาชนช่วงน้ำมันแพง  แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเฟซบุ๊กพรรคประชาชน ลงภาพพร้อมข้อความกิจกรรมของ สส. สมาชิกพรรค เเกนนำพรรค อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญรายชื่อ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรค เป็นต้น 

โดยในโพสต์ปรากฏข้อความฝังในรูปการลงพื้นที่ ระบุว่า “สื่ออิเล็กทรอนิกส์นี้ได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งผลิตโดยบริษัทสเปกเตอร์ ซี จำกัด ที่อยู่เลขที่ 167 ชั้น 5 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.จำนวนที่ผลิตหนึ่งชิ้น งบประมาณที่ใช้  7,000 บาท วัน เดือน ปี ที่ผลิตตามที่ปรากฏ”

อนึ่ง ช่วงลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุด พรรคประชาชนเเละพรรคต่างๆ จะเเจ้งข้อมูลนี้ในการเสนอข่าวสาร กิจกรรมหาเสียงทางออนไลน์ โดยเเจ้งข้อมูลตามที่ระบุในข้างต้น เว้นเเต่ไม่เเจ้งราคา เเต่หลังการเลือกตั้งจบลง ข้อมูลดังกล่าวพรรคจะเผยเเพร่ว่าจ้างบริษัทสเปคเตอร์ ซี จำกัด ผลิตในราคาชิ้นละ 5,000 บาท เเละช่วงนี้ขยับขึ้นเป็น 7,000 บาทต่อชิ้น เเละน่าสังเกคว่าพรรคอื่นๆ ในช่วงหลังเลือกตั้งไม่กระทำเเบบที่พรรคประชาชนกระทำ

ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบโพสต์ของเฟซบุ๊กพรรคประชาชนตอนนี้ที่นำเสนอคลิปของนายวีรยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ในการเชิญชวนประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้งซ่อมนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว จ.สมุทรปราการ วันที่ 19 เม.ย.นี้ และโพสต์ของ นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยยะวรรณโณ สส.บัญรายชื่อ กลับไม่มีการแจ้งค่าใช้จ่ายในการผลิตชิ้นงาน และเผยเเพร่ในเฟซบุ๊กของพรรคเหมือนกรณีการโพสต์อื่นๆ ในช่วงนี้ของแกนนำพรรคประชาชน

อีกทั้ง ในวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า พรรคประชาชน ครองอันดับ 1 ยอดเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับเงินอุดหนุนรวม 96,782,667.29 บาท ซึ่งคิดเป็นเกือบ 50% ของยอดเงินทั้งหมดที่จัดสรรให้พรรคการเมืองกว่า 71 พรรค รวมกว่า 203 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ก่อนหน้านี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับคำร้องเสนอ เรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาชน กรณีผู้บริหารพรรคและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรคได้ร่วมดำเนินกิจการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัทสเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560

ดังนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าการลงโพสต์ในเฟซบุ๊กของพรรคประชาชน โดยมีข้อความอุดหนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ผลิตโดยบริษัทสเปกเตอร์ ซี จำกัด เป็นการกระทำตามวัตถุประสงค์ใด ที่สำคัญไม่พบการกระทำดังกล่าวกับช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดียของพรรคการเมืองอื่น  อีกทั้งหลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองอื่นๆ ลงภาพ-ข่าวกิจกรรมของพรรคทางสื่อออนไลน์โดยไม่มีข้อความเเบบเดียวกับที่พรรคประชาชนกระทำล่าสุด จึงน่าสังเกตว่าทำไมพรรคประชาชนกระทำเเบบนี้ในช่วงที่สำนักงานกกต.กำลังเชิญบุคคลต่างๆ ที่ร้องเรียนว่าพรรคประชาชนอาจกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหลายกรณี โดยเฉพาะการว่าจ้างบริษัทสเปคเตอร์ ซี จำกัด ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ให้พรรคเเละบริษัทนี้
 
อย่างไรก็ตาม เเกนนำพรรคเคยเเถลงยอมรับว่าพรรคทราบว่าบริษัทนี้จัดตั้งโดยเเกนนำพรรคบางคนเเละจ้างพนักงานบุคลากรจากพรรคอนาคตใหม่มาทำงาน

รวมทั้งบริษัทนี้ นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน เคยระบุว่า เป็นหน่วยงานที่ทำระบบ IO ให้พรรคด้วยรูปเเบบต่างๆ ทั้งที่ถูก-สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายหลายมาตรา
 

หมอวรงค์ แฉยับ! เปิด 8 ปมพิรุธ ขบวนการโกงน้ำมันชาติ

หมอวรงค์ แฉยับ! เปิด 8 ปมพิรุธ ขบวนการโกงน้ำมันชาติ

หมอวรงค์ แฉยับ! เปิด 8 ปมพิรุธ ขบวนการโกงน้ำมันชาติ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.36 น.

17 เมษายน 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์คลิปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ขบวนการโกงน้ำมันชาติ

ผมได้ฟังคำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราแทบจะสรุปได้ว่า ขณะนี้มีขบวนการโกงน้ำมันของชาติ พอจะสรุปสาระได้คือ

1.โรงกลั่นผลิตน้ำมันดีเซล ในเดือนมีนาคม กลั่นเพิ่ม 200ล้านลิตร และstockน้ำมันดีเซลของโรงกลั่นทั้ง 6 โรงกลั่น จากปกติ 1200 ล้านลิตร มีการจ่ายออกอีกประมาณ 500ล้านลิตร สองส่วนนี้ที่จ่ายเพิ่มจากโรงกลั่น ประมาณ 700 ล้านลิตร เพื่อส่งไปยังคลังจ่าย และส่งต่อไปปั๊มน้ำมัน

2.ปรากฏว่าทางปั๊มน้ำมันได้รับแจ้งว่า โควต้าน้ำมันดีเซลได้รับลดน้อยลง มีประชาชนไปต่อคิวต่อแถว เพราะปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม jobber ไม่ส่งน้ำมันไปยังปั๊มอิสระหรือปั๊มหลอด สามารถสรุปได้ว่าน้ำมันจ่ายออกจากโรงกลั่นมากกว่าปกติ แต่น้ำมันไปไม่ถึงปั๊มเพื่อบริการประชาชน

3.หน้าปั๊มไม่มีน้ำมันดีเซลให้เติม แต่ในภาพรวมประเทศ น้ำมันมีเพียงพอ น่าจะมีสาเหตุ

3.1มีการรั่วไหล

3.2มีการกักตุนเกร็งกำไร เพื่อไปรอขายในราคาที่สูงขึ้น

4.ได้รับการยืนยันว่า เงินจากกองทุนน้ำมันนั้นติดลบประมาณ 60,000 ล้านบาท ในเดือนมีนาคม เจตนาของกองทุนน้ำมัน คือต้องการชดเชยราคาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่มีการทุจริตไปสร้างประโยชน์ให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่

5.น้ำมันดีเซลบางส่วน ที่ได้รับการอุดหนุนจากเงินกองทุนน้ำมัน แต่มีการลักลอบน้ำมันส่วนนี้ไปขายต่างประเทศ

6.ใบกำกับในการขนส่งน้ำมันโดยเฉพาะดีเซล ข้อมูลไม่ถูกต้อง ตั้งแต่ออกจากโรงกลั่น ข้อมูลไม่ตรงกันในหลายๆหน่วยงาน

7.ตัวเลขปริมาณน้ำมันดีเซล จากปลายทาง งอกขึ้นมา มากกว่าปริมาณน้ำมัน ที่ออกมาจากโรงกลั่น

8.บริษัทน้ำมัน แบรนด์ใหญ่ 6 บริษัท ทั้งที่มีโรงกลั่นเป็นของตนเอง และไม่มีโรงกลั่นเป็นของตนเอง มีการกักตุนน้ำมันร่วม 30 ล้านลิตร ก่อนน้ำมันขึ้นราคา6บาท(รอยต่อวันที่25-26มีนาคม) เฉพาะคลังจ่ายที่ลำลูกกา

ในเบื้องต้นที่ฟังคำแถลง จะพบว่า มีขบวนการโกงน้ำมันของชาติเกิดขึ้น มีขบวนการโกงเงินจากกองทุนน้ำมันเพื่อประโยชน์ของผู้ค้าน้ำมัน สร้างความเดือดร้อน สร้างความเสียหายแก่ประชาชนอย่างมหาศาล พวกเราจะช่วยกันตรวจสอบ เพื่อปกป้องประโยชน์ของชาติต่อไป