อนุทิน ส่งทนายฟ้อง เป๋า ไอ ลอว์ ปมพาดพิงฮั้ว สว. ย้ำไม่ได้เป็นการฟ้องเพื่อปิดปาก

15 กันยายน 2569 เวลา 16:01 น.

“นายกหนู” ส่งทนายฟ้อง “ เป๋า ไอ ลอว์ ” หมิ่น เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ทนายปัดไม่เกี่ยวกับมติกกต.ที่ไม่สั่งฟ้อง 20 กก.บห.ภูมิใจไทย – เนวิน ย้ำไม่ได้เป็นการฟ้องเพื่อปิดปาก ส่วนบุคคลอื่นอยู่ระหว่างพิจารณาของทีมกฎหมาย ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง14ธ.ค.เช้า

เวลา 14.00 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัสเซีย.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมอบหมายให้นายสิทธิโชค สิงหเสนี ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ไอลอว์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณากรณีที่นายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ทำนองว่า พรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.

นายสิทธิโชค เปิดเผยหลังการยื่นฟัอง ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้มอบอำนาจแต่งตั้งตนในฐานะทีมทนายความ ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw กรณีเมื่อวันที่ 21 ก.ค.69นายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา โดยพาดพิงไปถึงนายกรัฐมนตรี ทำนองว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องฮั้วสว.โดยคดีนี้ยื่นฟ้องในนามนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ในนามพรรคภูมิใจไทย โดยศาลรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำอ2672/2569 และนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธ.ค. นี้ เวลา 09.00 น.
นายสิทธิโชค ระบุว่า เหตุที่ต้องฟ้อง เนื่องจากนายยิ่งชีพให้ข้อเท็จจริงที่รัฐสภา โดยกล่าวถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของนายกรัฐมนตรี ซึ่งฝ่ายนายกรัฐมนตรีเห็นว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง จึงต้องใช้สิทธิทางกฎหมายและขอให้ศาลเป็นผู้พิจารณาว่าข้อความดังกล่าวเป็นจริงหรือเท็จ รวมถึงพิจารณาเจตนาสุจริตหรือไม่
ส่วนกรณีที่การยื่นฟ้องเกิดขึ้นหลัง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา นั้นตนขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากทีมทนายจัดทำร่างฟ้องไว้ก่อนแล้ว เพียงรอว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ดำเนินการเมื่อใด พร้อมย้ำว่าไม่ควรนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกันมาเชื่อมโยงกันโดยไม่มีข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น ส่วนจะมีการเรียกร้องค่าเสียหายด้วยหรือไม่ ทนายความระบุว่า คดีนี้ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย และปฏิเสธว่าไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก โดยมองว่าหากบุคคลใดถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ก็มีสิทธิใช้กฎหมายปกป้องตนเองเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือประชาชนทั่วไป
ส่วนกรณีฝ่ายผู้ถูกฟ้องเตรียมนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับประเด็น สว. มาแสดงต่อศาล นายสิทธิโชคขอไม่ให้ความเห็น เนื่องจากเกินหน้าที่ของตน โดยระบุว่า วันนี้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเฉพาะคดีหมิ่นประมาทเท่านั้น
สำหรับการไต่สวนมูลฟ้อง เบื้องต้นพยานหลักจะเป็นผู้รับมอบอำนาจและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยนายศุภชัย ใจสมุทร หัวหน้าทีมกฎหมาย จะต้องมาในกระบวนการดังกล่าว ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้มอบอำนาจแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าจะเดินทางมาด้วยตนเองหรือไม่
ส่วนจะมีการดำเนินคดีกับบุคคลอื่นหรือสส.ฝ่ายค้าน เพิ่มเติมหรือไม่ ทนายความระบุว่า วันนี้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเฉพาะนายยิ่งชีพเท่านั้น ขณะที่บุคคลอื่นจะดำเนินคดีหรือไม่ เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล และไม่สามารถตอบแทนกันได้

สำหรับการเจรจาไกล่เกลี่ย ทนายความระบุว่า เพิ่งเริ่มต้นกระบวนการในวันนี้ จึงต้องรอดูท่าทีของแต่ละฝ่ายก่อน

รัฐบาลเดินหน้า 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา สกัดจุดเสี่ยงทุจริต 24 หน่วยงานนำร่อง เห็นผลภายใน 6 เดือน

15 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับโจทย์สำคัญด้านการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี พ.ศ.2568 ที่ 33 คะแนน ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนพบว่า ร้อยละ 89.1 เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจในระดับปานกลางถึงระดับมาก รัฐบาลจึงเร่งวางกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการติดตาม ป้องกัน และปราบปรามการรับสินบน

ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ มุ่งแก้ปัญหาความเสี่ยงต่อการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยให้หน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงมาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงาน

สำหรับระยะแรก กำหนด 24 หน่วยงานนำร่อง ให้คัดเลือก 1 – 5 งานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตมาดำเนินการ อาทิ การอนุมัติ อนุญาต การตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดเก็บภาษี และการต่ออายุใบอนุญาต โดยวิเคราะห์จุดเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกัน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

หัวใจสำคัญของโครงการฯ คือ ปิดช่องว่างก่อนเกิดการทุจริต โดยให้หน่วยงานปรับกระบวนการทำงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ นำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการ และเปิดให้ติดตามสถานะงานออนไลน์ ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยเปิดให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา

“รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยมุ่งให้ การอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการภาครัฐ ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ หวังผลให้คะแนน CPI ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” นายเอกภพ กล่าว

อลงกต ยืดอกรับมติ กกต. ส่งฟ้องศาล 26 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว ยันว่าไปตามกฎหมาย เผยปรับทุกข์ผูกมิตร-ให้กำลังใจกัน ไร้ปัญหาหากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

15 กันยายน 2569 เวลา 15:18 น.

“อลงกต”ยืดอกรับมติ”กกต.” ส่งฟ้องศาล 26 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว ยันว่าไปตามกฎหมาย เผยปรับทุกข์ผูกมิตร-ให้กำลังใจกัน ไร้ปัญหาหากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอายุ 62 แล้วผ่านอะไรมาเยอะ เฉยๆ แต่ไม่ใช่ไม่กลัว ขอยึดตามระเบียบกฎหมาย

15 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว.ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว ว่า ตนยอมรับผลการตัดสินของ กกต.ว่าเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ไม่ได้มีอะไรมากมาย

เมื่อถามว่า จะมีกระบวนการต่อสู้อย่างไรในชั้นศาล นายอลงกต กล่าวว่า ย้ำว่าเป็นไปตามระเบียบของกฎหมาย ว่าไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เรายอมรับคำวินิจฉัยของ กกต.ให้เป็นไปตามกระบวนการของชั้นศาล

เมื่อถามว่า เสียกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่าไม่ใช่ความมั่นใจหรือไม่มั่นใจ ย้ำว่าเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ระเบียบกฎหมายว่าไปอย่างไรก็ว่ากันตามนั้น ถ้า กกต.สั่งมาแล้ว ก็ต้องส่งไปยังศาลฎีกา

เมื่อถามว่า มีข้อสงสัยหรือไม่ในส่วนที่ กกต.สั่งฟ้อง สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันเพียงแค่ 26 คน นายอลงกต กล่าวว่า เป็นไปตามหน้าที่ของ กกต. ตนยอมรับในการตัดสินของ กกต. จะส่งกี่คนก็เป็นเรื่องของ กกต. เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย

เมื่อถามว่า พร้อมเข้าไปชี้แจงหรือไม่ นายอลงกต ถามย้อนกลับว่า เป็นคุณจะละเมิดอำนาจศาลหรือ พร้อมระบุว่า เป็นไปไม่ได้ ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากมีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้เป็นไปตามอำนาจของศาล ย้ำว่าตนไม่ได้เป็นผู้สูงศักดิ์ เราอยู่ใต้คำวินิจฉัยของ กกต.อยู่แล้ว ตนไม่ได้มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ สว.ที่เหลือหรือไม่ นายอลงกต ย้ำว่า มีการปรับทุกข์ผูกมิตร พร้อมกล่าวว่า “คุณจะให้ผมหัวเราะเขาหรือ ก็ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน” ตนเป็นเพียง สว.ตัวเล็กๆ ไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แล้ว

“สื่อลงข่าวให้เป็นนะ ว่าผมปฏิบัติตามกฎหมาย ยึดถือตามกฎหมายที่กำหนดไว้ และยอมรับการวินิจฉัยของ กกต.และต้องยอมรับสภาพว่า ต้องโดนดำเนินการส่งฟ้องศาลตามกระบวนการ” นายอลงกต กล่าว

เมื่อถามว่า คดีนี้เป็นคดีที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยมีม็อบไล่ที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่สำหรับเคสนั้น ตนฟ้องแกนนำม็อบกลับไปหมดแล้ว ชีวิตนี้ตนทั้งโดนสอบวินัย มีทั้งโดนม็อบไล่ แต่ทุกอย่างก็เคลียร์ เป็นไปตามกฎหมาย เราทุกคนอยู่ใต้กฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำว่า ตนไม่เคยพูดว่าตนอยู่เหนือกฎหมาย

“ถามว่าสะทกสะท้านมั้ย ผมไม่สะทกสะท้าน คือยอมรับคำตัดสินของ กกต.และปฏิบัติตามที่มีคำวินิจฉัย ถามว่าดีใจมั้ยเสียใจมั้ย เฉยๆ ชีวิตผมผ่านมาเยอะแล้ว อายุ 62 แล้ว เจออะไรมาเยอะ ถามว่าหนักมั้ย 62 แล้วก็เฉยๆ แต่เฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่กลัว แต่ว่าตามระเบียบกฎหมาย” นายอลงกต กล่าว

DSI จ่อขอสำนวน กกต. ลุยสอบคดี ฮั้ว สว.  ชี้ ‘เอกราช’พยานปากสำคัญ กลับคำ ส่อโดนข้อหาให้การความเท็จ

15 กันยายน 2569 เวลา 15:10 น.

‘DSI’ เตรียมถกอัยการลุยคดีฮั้ว สว. จ่อขอสำนวน กกต. เผย’เอกราช ช่างเหลา’พยานปากสำคัญ ส่อโดนข้อหาให้การความเท็จ

วันที่ ​15 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.67) หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 77 ราย ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน) เตรียมทำหนังสือขอคำวินิจฉัยฉบับเต็มจาก กกต. ภายใน 60 วัน เพื่อนำมาประกอบสำนวน

​จากนั้น DSI จะนัดประชุมร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อกำหนดประเด็นสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ อาทิ การรวมสำนวนผู้ต้องหา 8 รายแรกเข้ากับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดอื่น และการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากอัยการมองว่าพฤติการณ์มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ทำกันเป็นกระบวนการเพื่อดึงอำนาจนิติบัญญัติโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความและไม่สามารถสรุปสำนวนฟ้องเพียง 8 รายเดิมได้

​สำหรับประเด็นจำนวนผู้ถูกร้องเรียนคดีฮั้ว สว. ที่แท้จริงมีถึง 427 ราย ไม่ใช่ 229 รายตามที่คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 สรุปตัวเลขแรกเริ่ม เนื่องจากมีการนำคำร้องคัดค้านในสำนวนอื่นมารวมพิจารณาด้วย

ส่วนกรณีที่ประธาน กกต. ตัดพยานรหัส 16 /26 หรือ นายเอกราช ช่างเหลา ออกจากสำนวน โดยอ้างว่าเคยต้องคำพิพากษาคดียักยอกทรัพย์ และมีการกลับคำให้การไปมาจนขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ กกต.ไม่สามารถดำเนินคดีกับระดับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นั้น ทางแหล่งข่าว DSI ระบุว่า นายเอกราชเคยให้ปากคำสอดคล้องกันทั้งในชั้น DSI ซึ่งมีอัยการร่วมฟัง และชั้นอนุกรรมการ กกต. แต่กลับส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การในภายหลัง ซึ่งพฤติการณ์กลับคำไปมาจนทำให้ผลคดีเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงนี้ เข้าข่ายความผิดฐานให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องจับตาดูว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีอาญากับนายเอกราชหรือไม่อย่างไร

​นอกจากนี้ แหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรมยังโต้แย้งกรณีประธาน กกต. ระบุว่า กกต. ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่จะส่งทุกเรื่องให้ศาลโดยไม่กลั่นกรอง เพราะเกรงพยานไม่ยอมไปให้การในชั้นศาลนั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะ กกต.มีหน้าที่ติดตามพยานเข้าสู่กระบวนการ ศาลจะเชื่อหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากพนักงานสอบสวนคดีอาญาทั่วไปใช้แนวเดียวกันนี้ ว่ากลัวพยานไม่มาศาล แล้วไม่นำคำให้ การเข้าสำนวน คดีอาญาคงไม่ต้องสั่งฟ้องใครเลย

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ที่ได้มีการสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้ จำนวน 8 ราย เทียบกับรายชื่อซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีคดีฮั้วเลือก สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย พบว่ามีจำนวน 6 ราย ที่ถูก กกต. ส่งดำเนินคดีด้วย ได้แก่ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย) 2.นายสุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช) 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (ผู้บริหาร) 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดสุราษฎร์ธานี) 5.นายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน (สมาชิกวุฒิสภาตัวจริง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

อัจฉรพรรณ แจงแล้ว ภาพเพื่อนสมาชิกกอดในสภาฯ ทำเป็นปกติ เผย 26 สว.ยังไม่ได้คุยกัน ยันไม่รวมกลุ่มต่อสู้คดีฮั้ว

15 กันยายน 2569 เวลา 15:07 น.

15 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว.ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว ว่า “ไม่กังวล” เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าไม่มีมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และเคยมีการชี้แจงกับ กกต.แล้วหรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวว่า “มีแล้วค่ะ” ก่อนบอกว่า “ขออนุญาตก่อน”

เมื่อถามว่า เมื่อช่วงเช้ามี สว.เดินเข้าไปก่อนเป็นการให้กำลังใจกันหรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวว่า “กอดกันทุกวันอยู่แล้ว” เมื่อถามว่า ใน 26 สว.ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวว่า “ไม่ได้คุย แล้วแต่” เมื่อถามย้ำว่า จะแยกการต่อสู้คดีไม่รวมกลุ่มกันสู้คดีใช่หรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวว่า “ใช่ค่ะ”

นายกฯ สั่งชะลอ! คมนาคมยกเลิกสร้างตึกใหม่ ปี 69-71 หันพึ่งโมเดล “เช่า” รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

15 กันยายน 2569 เวลา 15:03 น.

ครม.เห็นชอบยกเลิกรายการค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569 – 2571) และรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (ผูกพันงบประมาณ ปี พ.ศ. 2569 – 2571)

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยยกเลิกเฉพาะในส่วนของรายการค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (โครงการฯ) (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569 – 2571) และรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ (ผูกพันงบประมาณปี
พ.ศ. 2569 – 2571) ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ให้นำเสนอคณะรับมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน งบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รายการค่าก่อสร้าง โครงการฯ วงเงิน 3,448.80 ล้านบาท และค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ วงเงินรวม 103.46 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2571 แต่เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคง และเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการทำให้มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเป็นวิกฤติการณ์สำคัญที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว ประกอบกับแนวทางในการจัดทำงบประมาณปี 2570 นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ส่วนราชการชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ โดยขอให้เน้นการเช่า จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คค. จึงรับนโยบายของรัฐบาลมาปฏิบัติ โดยขอยกเลิกโครงการฯ และโครงการควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า เพื่อให้ภารกิจของกระทรวงคมนาคม (คค.) ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ยังคงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ คค. จำเป็นต้องใช้บุคลากรตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในปัจจุบันในการรองรับการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และสำนักงานรัฐมนตรีได้อย่างครบถ้วนภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกรายการค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ โดยในระยะสั้น คค. จะดำเนินการเช่าอาคารสำหรับเป็นสำนักงานชั่วคราวโดยด่วน ส่วนในระยะยาว คค. จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการก่อสร้างโครงการฯ ที่ได้ออกแบบไว้เรียบร้อยแล้วเป็นรูปแบบการเช่าแทนโดยให้หน่วยงานที่มีภารกิจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ถอดบทเรียนน้ำท่วมน่าน ผนึก 4 หน่วยงานรัฐสร้าง One Map น้ำ ปิดจุดโหว่ข้อมูลเตือนภัยไม่ตรงกัน เปิดแดชบอร์ดรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า

15 กันยายน 2569 เวลา 15:02 น.

“ยศชนัน-บุณย์ธิดา”ถอดบทเรียนน้ำท่วมน่าน ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเร่งสร้าง “One Map น้ำ” ปิดจุดตายข้อมูลไม่ตรงกัน พร้อมเปิดแดชบอร์ดเตือนภัยล่วงหน้า ยกระดับการรับมือภัยพิบัติให้แม่นยำและทันท่วงที

ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง 4 หน่วยงานสำคัญ เพื่อเร่งจัดทำ “One Map ของน้ำ”

นายยศชนัน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการลงพื้นที่อำนวยการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน ซึ่งพบช่องว่างสำคัญคือระบบเตือนภัยของไทยยังมีข้อมูลที่กระจัดกระจายและไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจ

“สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การสั่งการ แต่คือการตอบคำถามง่าย ๆ ว่า น้ำจะท่วมตรงไหน สูงเท่าไหร่ และอีกกี่ชั่วโมงจะถึง เพราะข้อมูลแต่ละหน่วยงานไม่ตรงกัน วันนี้เราจึงต้องทำ One Map ของน้ำ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมองเห็นภาพเดียวกัน ใช้แผนที่ใบเดียวกัน และสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อความเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเตือน แล้วปล่อยให้ประชาชนเดาเองว่าจะเชื่อใคร”นายยศชนัน กล่าว

นายยศชนัน ได้กล่าวย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การมีข้อมูลเยอะที่สุดหรือมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด แต่คือความสามารถในการมองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น วิเคราะห์ได้รอบด้าน เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถอพยพและเตรียมพร้อมรับมือได้ทันเวลาก่อนน้ำมาถึง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างยั่งยืน

ด้าน นางสาวบุณย์ธิดา ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า MOU นี้เป็นก้าวแรกของการนำข้อมูลที่สำคัญทั่วประเทศมารวมกัน ถ้าข้อมูลพร้อม จะทำให้การเตรียมตัว เตรียมกำลังคนสามารถทำได้ทันท่วงที ทำให้รัฐสามารถเข้าไปจัดการร่วมกัน ช่วยเหลือพี่น้องได้ทันท่วงที และลดความเสียหายได้ ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือเป็นการทำงานข้ามกระทรวง เพื่อบูรณาการข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา ภูมิสารสนเทศ สถานการณ์น้ำ และ Big Data/AI เข้าสู่ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ โดยประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านแดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ได้แล้วที่เว็บไซต์ http://www.thaiwater.net/new4all ทั้งนี้ 4 หน่วยงานหลักได้แบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน ดังนี้

กรมอุตุนิยมวิทยา : สนับสนุนข้อมูลตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) สำหรับพายุและฝนตกหนัก ส่วน
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) : สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ การติดตามจุดความร้อน และสถานการณ์ PM2.5 เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยง

ในส่วนของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) : สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำ จากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ พร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง และรวบรวมเข้าสู่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (สขญ.) : รับผิดชอบพัฒนาระบบวิเคราะห์และแดชบอร์ด บริหารจัดการข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาล และประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติ

ครม. ไฟเขียว 9.5 หมื่นล้าน โครงการแก้น้ำท่วม-แล้ง เจ้าพระยาตอนล่าง

15 กันยายน 2569 เวลา 15:01 น.

ครม.ไฟเขียว กระทรวงเกษตรฯ โครงการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง เจ้าพระยาตอนล่าง วงเงิน 9.5 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน “โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง” กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดสำคัญของโครงการ มีดังนี้ กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะการคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน

โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

ครม. เห็นชอบขยาย “โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ถึงปี 2574 เร่งสร้างคนศักยภาพสูง 81,600 คน ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต

15 กันยายน 2569 เวลา 14:58 น.

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการขอขยายระยะเวลาและการปรับปรุงแผนการดำเนินงาน “โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย” จากเดิมสิ้นสุดปี 2569 ขยายออกไปเป็นปี 2561–2574 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายระยะเวลาดังกล่าวจะใช้วงเงินงบประมาณคงเหลือเดิมของโครงการ พ.ศ. 2561-2569 จำนวน 3,100 ล้านบาท (อยู่ภายใต้กรอบวงเงินเดิม 13,086.38 ล้านบาท ที่ ครม. เคยอนุมัติไว้เมื่อปี 2561) โดยมุ่งเป้าผลิตและพัฒนากำลังคนรวม 81,600 คน ในช่วงปี 2570–2574 เพื่อตอบสนองต่อ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยุทธศาสตร์ประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และผู้ประกอบการ SMEs

สำหรับแผนงานในระยะใหม่นี้ จะเน้นการพลิกโฉมการศึกษาภายใต้แนวคิด “Skills-First Degree Later” เน้นหลักสูตรระยะสั้น (Non-Degree) เพื่อ Reskill, Upskill และ New Skill ให้แก่กำลังแรงงานอย่างรวดเร็ว (ความยาวหลักสูตร 3-4 เดือน หรือ 9 หน่วยกิต) โดยเปิดโอกาสให้สะสมหน่วยกิต เพื่อนำไปเทียบโอนรับปริญญาบัตรในภายหลังได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยมีเป้าหมายหลักสูตรประกาศนียบัตร 80,000 คน และหลักสูตรระดับปริญญา 1,600 คน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2561–2568 สามารถผลิตกำลังคนได้แล้วกว่า 90,035 คน ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาในโครงการนี้มีอัตราการได้งานทำภายใน 1 ปี สูงถึงกว่าร้อยละ 80 และมีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ ดังนั้นการขยายโครงการไปจนถึงปี 2574 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

15 กันยายน 2569 เวลา 14:53 น.

15 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 ดังนี้

เรื่อง การจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เสนอ ดังนี้

1. นายวิชชุ เวชชาชีวะ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

2. นางมาฆวดี สุมิตรเหมาะ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเวลา 53 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569

โดยให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (พ.ข.ต.) รวมถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอื่นๆ ที่ได้รับตามตำแหน่งเอกอัครราชทูต (นักบริหารการทูต ระดับสูง) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่ก่อนเกษียณอายุราชการ ส่วนค่าย้ายถิ่นที่อยู่และค่าพาหนะเดินทางกลับประเทศไทยให้เป็นไปตามสิทธิที่พึงได้รับจากการพ้นหน้าที่ราชการในต่างประเทศตามปกติ

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. นายขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

2.นายมาโนช อู่วุฒิพงษ์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม) โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

3.นายปกาญจน์ กาญจนะ ให้ดำรงตำแหน่งทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตกรรม) โรงพยาบาลหาดใหญ่สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสงขลา สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

4.นายกฤษฎา หาญบรรเจิด ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคไม่ติดต่อ)กรมควบคุมโรค มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานกรรมการ

2. นางนฤมล อรุโณทัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นายทรงพันธ์ เจิมประยงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นางโสภนา ศรีจำปา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายอนุสรณ์ อุณโณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายศักดิ์ เสกขุนทด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นางปัทมาวดี โพชนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

8. นางสาวอาภา พู่แสงมุกข์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว