สว.นิพนธ์ ยันไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา เผยเคยแจงไปแล้ว อุบตอบโยงเส้นเงินถึงตัว

15 กันยายน 2569 เวลา 14:49 น.

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายนิพนธ์ เอกวานิช สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว. ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวกังวลหรือไม่ว่า ไม่กังวล จะรอดูว่าจะแจ้งข้อหาอะไร และยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดอย่างที่เขากล่าวหา ซึ่งเคยชี้แจงไปแล้ว

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่มีรายงานว่าเรื่องเส้นเงินถึง ยืนยันหรือไม่ว่าไม่จริง นายนิพนธ์ ไม่ได้ตอบ พร้อมโบกมือและเดินจากไป

ถอดรหัส กกต. ฟันฉับพยานหลักฐานอ่อน ยกคำร้อง 21 แกนนำ-กก.บห.ภูมิใจไทย รอดคดีฮั้ว สว.

15 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

15 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงมติคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยสั่งฟ้องผู้ถูกร้อง 77 ราย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พร้อมดำเนินคดีอาญา ซึ่งรวมถึง สว.ชุดปัจจุบันถึง 26 คน อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อ กกต.มีมติยกคำร้องในส่วนของแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้ง 21 ราย โดยระบุว่า “พยานหลักฐานยังอ่อน” ไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงไปถึงได้

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก “Thailand FACT Today” โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

เหตุที่ กกต.เห็นว่า “พยานหลักฐานอ่อน” จนไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ มีสาระสำคัญดังนี้

คดีส่วนนี้ตั้งอยู่บนคำให้การของพยานหลักเพียงไม่กี่ปาก
พยานสำคัญที่สุดคือพยานรหัส 16/26 ซึ่งกล่าวอ้างว่าเคยเห็นการประชุมวางแผนเลือก สว. การพัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนน การจัดทำโพย ตลอดจนการประชุมที่มีบุคคลระดับแกนนำพรรคเข้าร่วม
แต่เมื่อพิจารณาทั้งสำนวน กกต.เห็นว่า ข้อกล่าวหาส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนคำให้การของพยานรายนี้เป็นหลัก ขณะที่หลักฐานอิสระซึ่งจะยืนยันคำกล่าวอ้างยังมีไม่เพียงพอ

พยานมาให้การหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบหนึ่งปี
เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2567 แต่พยานรหัส 16/26 เพิ่งมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการไต่สวนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568
ตลอดช่วงเวลาก่อนหน้านั้น พยานไม่ได้แจ้งเหตุต่อ กกต.หรือต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่อ้างว่ารับรู้และเข้าร่วมเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน และเหตุใดจึงมาเปิดเผยข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว

พยานมีสถานะเป็นผู้ร่วมกระทำและขอกันตัวเป็นพยาน
พยานรหัส 16/26 ยอมรับว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางส่วน ก่อนขอกันตัวเองไว้เป็นพยาน ดังนั้น คำให้การจึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และควรมีหลักฐานอื่นที่เป็นอิสระมาสนับสนุนอย่างหนักแน่น
เมื่อหลักฐานประกอบยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดสำคัญได้ คำกล่าวของพยานเพียงลำพังจึงยังมีน้ำหนักไม่พอที่จะกล่าวหาบุคคลระดับกรรมการบริหารพรรคหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มีข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือและแรงจูงใจของพยาน
กกต.นำประวัติและสถานการณ์ของพยานมาประกอบการชั่งน้ำหนัก โดยระบุว่าพยานเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก่อนถูกขับออกจากพรรคภายหลังมีคดีอาญา และย้ายไปสังกัดพรรคที่มีความขัดแย้งทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้น
ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คำให้การเป็นเท็จโดยอัตโนมัติ แต่ทำให้จำเป็นต้องมีหลักฐานภายนอกที่หนักแน่นมารับรอง มิฉะนั้นอาจยังไม่สามารถตัดข้อสงสัยเรื่องแรงจูงใจส่วนตัวหรือทางการเมืองได้

คำให้การของพยานแต่ละปากไม่สอดคล้องกัน
พยานรหัส 21/26 และ 22/26 ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นพยานประกอบ ให้รายละเอียดบางส่วนไม่ตรงกับพยานหลัก เช่น จำนวนบุคคลที่อยู่ในทีม ความสัมพันธ์ระหว่างกัน และผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำโพย
บางคนอ้างว่าอยู่ในทีมเดียวกัน แต่พยานหลักกลับไม่ได้กล่าวถึง หรือกล่าวถึงบุคคลในทีมไม่ตรงกัน ความขัดแย้งเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถนำคำให้การหลายปากมาประกอบกันเป็นภาพเดียวที่มั่นคงได้

ไม่มีหลักฐานวัตถุรองรับเรื่องการประชุมและโปรแกรม
แม้พยานจะกล่าวถึงการประชุม การพัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนน และการวางแผนเลือก สว. แต่ในสำนวนไม่ปรากฏหลักฐานสำคัญ เช่น
ภาพถ่ายหรือภาพจากกล้องวงจรปิดในที่ประชุม
เอกสารการประชุมหรือรายชื่อผู้เข้าร่วม
ตัวโปรแกรมหรือข้อมูลที่แสดงว่า
โปรแกรมทำงานอย่างไร
หลักฐานว่าใครเป็นผู้สั่งทำหรือเป็นผู้ใช้งาน
รายละเอียดค่าใช้จ่ายและผู้รับเงินในการพัฒนาโปรแกรม
จึงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การประชุมหรือการวางแผนตามคำกล่าวอ้างเกิดขึ้นจริง และบุคคลใดมีบทบาทอย่างไร

ตรวจไม่พบเส้นทางการเงินผิดปกติที่โยงถึงนักการเมือง
กกต.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหากลุ่มกรรมการบริหารพรรคและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่พบธุรกรรมผิดปกติที่แสดงถึงการจ่ายเงิน สนับสนุนค่าใช้จ่าย หรือจัดหาเงินเพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร สว.
พยานเองก็ไม่สามารถระบุได้ชัดว่า ใครเป็นผู้จ่าย จ่ายให้ใคร จำนวนเท่าใด และจ่ายผ่านช่องทางใด จึงยังขาด “สะพานเชื่อม” ระหว่างข้อกล่าวหากับตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มีข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แต่ไม่ทราบเนื้อหาการสนทนา
ในสำนวนพบข้อมูลว่าบุคคลบางรายมีการโทรศัพท์ติดต่อกัน แต่ข้อมูลการโทรยืนยันได้เพียงว่า “มีการติดต่อ” ไม่ได้ยืนยันว่าได้พูดคุยเรื่องการจัดตั้ง การจัดทำโพย การจ่ายเงิน หรือการช่วยเหลือผู้สมัคร สว.
หากไม่มีข้อความ บันทึกเสียง พยานแวดล้อม หรือหลักฐานอื่นมาประกอบ การโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 76

การพบกันหลังเลือก สว.ไม่ได้พิสูจน์ว่านัดหมายเพื่อกระทำผิด
มีพยานกล่าวถึงการพบกันที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ หลังการเลือก สว. และกล่าวถึงนายเนวิน ชิดชอบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่พยานไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่า มีการประชุมเรื่องอะไร ใครพูดอะไร หรือมีคำสั่งและข้อตกลงเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือไม่
หลักฐานจึงพิสูจน์ได้อย่างมากเพียงว่าอาจมีการพบกัน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นการพบกันเพื่อวางแผนหรือดำเนินการทุจริต

พยานสำคัญกลับคำให้การ
ต่อมาพยานทั้งสามรายมีหนังสือกลับคำให้การ โดยระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของผู้ถูกกล่าวหา การเตรียมการ และเส้นทางการเงินบางส่วนไม่เป็นความจริง
ประธาน กกต.ชี้แจงว่า ไม่ได้เพิ่งไม่เชื่อพยานเพราะมีการกลับคำ แต่มีข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เมื่อเกิดการกลับคำขึ้นอีก จึงยิ่งทำให้คำให้การเดิมมีน้ำหนักลดลง และไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานหลักเพื่อส่งบุคคลกลุ่มนี้ขึ้นศาลได้

ดังนั้น คำว่า “หลักฐานอ่อน” ในกรณีนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อมูลหรือไม่เคยพบการติดต่อกันเลย แต่หมายถึงหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นสายเดียวได้ว่า ใครเป็นผู้สั่งการ ใครเป็นผู้จ่ายเงิน ใครเป็นผู้วางแผน และผู้สมัครรายใดได้รับความช่วยเหลือจากนักการเมืองคนใด

กกต.จึงเห็นว่า หลักฐานอาจมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับดำเนินคดีกับผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกบางรายที่พบพฤติการณ์เฉพาะตัวชัดเจน แต่ยังไม่หนักแน่นพอที่จะเชื่อมโยงขึ้นไปถึงกรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 ราย จึงมีมติเสียงข้างมากยกคำร้องในข้อกล่าวหาส่วนนี้.

ศุภมาส แจง แผนควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส เป็นแค่กระแสข่าว อยู่ระหว่างทำงานใกล้ชิดกับ สคร. เพื่อไม่ให้ อสมท.ขาดทุน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:14 น.

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล อสมท. กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการควบรวม อสมท.กับไทยพีบีเอสว่า ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน แต่เบื้องต้นที่ได้สอบถามผู้บริหาร อสมท. ได้รับคำตอบว่า ยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องการควบรวมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อสมท. อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลไม่ให้ อสมท.ขาดทุน มายาวนานเป็นปีแล้ว ดังนั้น จึงเน้นย้ำให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะบุคคลากรเกิดความสบายใจ และยังไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงกระแสข่าวที่อ้างแหล่งของกระทรวงการคลังเท่านั้น

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแล อสมท. ส่วนตัวและรัฐบาล จะทำให้องค์กรและพนักงาน มีขวัญ กำลังใจ และความมั่นคง รวมทั้งหากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร พร้อมกับปรับผังให้รายการมีประโยชน์ อีกทั้ง อสมท. มีทั้งโทรทัศน์ วิทยุ แพลตฟอร์ม เทคโนโลยี ทรัพย์สิน บุคคลากรที่มีความรู้ แต่ต้องปรับตัวให้อยู่ได้อย่างมั่นคง ในโลกที่มีการแข่งขัน

อภิสิทธิ์ ข้องใจ กกต. ลดจำนวนผู้ถูกส่งฟ้อง คดีฮั้วเลือก สว. ส่งทีมกฎหมาย ปชป.ช่วยผู้เสียหาย

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

“อภิสิทธิ์”ข้องใจ”กกต.” ลดจำนวนผู้ถูกส่งฟ้อง คดีฮั้วเลือก สว. ไม่ลามครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด กังขากลับคำให้การ”เอกราช ช่างเหลา” เมินตรวจสอบชายปริศนา บี้เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคล เตือนหากศาลฯพบผู้เกี่ยวข้องเกิน 77 คน ต้องเดินหน้าดำเนินคดีต่อ รวม”อั้งยี่-ฟอกเงิน”ด้วย จับตากระแสโยกย้ายเจ้าหน้าที่ หวั่นฝ่ายการเมืองแทรกแซงการสอบสวน เผยมีผู้เสียหายติดต่อ”ปชป.”มาแล้ว ยันทีม กม.พร้อมหนุนช่วยเหลือ

15 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นำคณะทำงานชุดใหญ่ด้านกฎหมายของพรรค ซึ่งประกอบด้วย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และนายราเมศ รัตนะเชวง ร่วมกันแถลงข่าว ถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมาย กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮั้วเลือก สว.หลังเมื่อวานนี้ กกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพียง 77 คน

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ย.เป็นจุดเริ่มต้นของคดีฮั้วเลือก สว.โดยตนเองขอตั้งข้อสังเกตมติของ กกต.ว่าเป็นจำนวนที่น้อยกว่าข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการผู้ที่ผู้กล่าวหา 229 ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งมตินี้ยังส่งฟ้องน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการ กกต.ด้วย สิ่งที่น่าสังเกตุกับการตัดสินใจ วิธีการพิจารณา พยายามเอามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต.มีทั้งคดีอาญา และคดีเลือกตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพียงแค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ส่งฟ้องได้ เหมือนกับมาตรฐานการพิจารณา คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ในส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.พูดถึงเพียงแค่การถูกพาดพิงจากพยานเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วต้องพิจารณาจากภาพรวม ที่มีลักษณะ พฤติกรรมทำเป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าการกระทำส่วนบุคคล และหลายคนที่ กกต.ส่งฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นบุคคลอื่นซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาที่ 3 – 7 ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเดียวกันทั้งหมดโดย กกต.ไม่ได้เอามาพิจารณาว่า คนที่วางแผนทั้งกระบวนทั้งการเป็นใคร

นายอภิสิทธิ์ กล่างต่อว่า ตนตั้งข้อสังเกตถึงการกลับคำให้การของ นายเอกราช ช่างเหล่า อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ที่อ้างว่าถูกข่มขู่จากชายนิรนามที่ไม่ทราบชื่อและรายละเอียดในสำนวน จึงตั้งข้อสังเกตุว่าทำไม กกต.จึงไม่เสาะแสวงหาข้อเท็จจริง ว่าชายนิรนามคนนั้นคือใคร นี่จึงถือเป็นข้อพิรุธในการทำงานของ กกต.อีกทั้งการที่นายเอกราช ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม แล้วอ้างว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ขัดแย้งกัน เท่าที่เห็นปัจจุบัน ทั้งสองพรรคนี้ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน และนายเอกราช เดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ เมื่อถูกกันตัวเป็นพยาน แล้วกลับคำให้การ สถานะของนายเอกราช จึงกลับไปเป็นผู้ถูกล่าวหาเช่นเดิม แต่ทำไม กกต.กลับไม่เอาผิดกับนายเอกราชฐาน เป็นพยานเท็จ

“พรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้องให้ กกต.เปิดคำวินิจัยส่วนบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นว่า กกต.แต่ละคนให้เหตุผลอย่างไร ที่มารองรับคำวินิจฉันส่วนตน และจากรายชื่อที่ส่งฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ถูกจัดเป็นในกลุ่ม กก.บห.พรรคการเมือง อาจเป็นพรรคเพราะปัจจุบัน หลายคนไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีของ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้เป็น สส.ในการเลือก สว.แต่ยังดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นซึ่งก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าอีกว่า จากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามต่อ คือเมื่อมีการชี้มีเป็นการกระทำผิด พ.ร.ป.สว. ม.77 ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา ที่อยู่ที่ในการสอบสวนของดีเอสไอ ต้องเดินหน้าต่อไป แม้ก่อนหน้านี้ดีเอสไอจะส่งอัยการสูงสุด ฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 คน แต่อัยการส่งหนังสือกลับมาถามว่าทำไมส่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ผู้กล่าวหามีกว่าร้อยคน ความผิดที่ดีเอสไอดำเนินการอยู่ คือ ความผิดอั้งยี้ และฟอกเงิน ก็ต้องดำเนินการสอบสวนต่อ ตามความเห็นของอัยการ ส่วนที่กระแสข่าวว่าจะมีการโยกย้ายเจ้าพนักงานที่พิจารณาคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะติดตามเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของดีเอสไอ

“เมื่อ กกต.มีมติส่งให้ศาลแล้ว พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ กกต.ส่งข้อมูลสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะกฎหมายให้ศาลยึดสำนวนการไต้ส่วนของ กกต.เป็นหลัก และที่สำคัญ เมื่อศาลพิจารณาแล้วความปรากฎว่า มีความผัวพันไปมากกว่า 77 คน ที่ส่งฟ้อง กกต.ก็ต้องดำเนินการต่อไม่อาจตัดจบ แล้วบอกว่าเรื่องมีคนผิดแค่ 77 คน ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง มีผู้เสียหายต้องดำเนินการกับ กกต.ทั้งความผิดตามกฎหมาย กกต.มาตรา 69 ป.วิอาญา ม.157 กฎหมาย ป.ป.ช.172 เบื้องต้นมีผู้เสียหายทั้งอดีตผู้สมัคร และ สว.สำรอง ติดต่อพรรคมาแล้ว ซึ่งทีมกฎหมายก็พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างเต็มที่ โดยจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ส่วนจะมีช่องทางอื่นที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องเอาผิด กกต.โดยตรงเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยหลักการ หากผู้เสียหายยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต.โดยตรง จะมีข้อจำกัดน้อยกว่า เพราะหลายกรณีที่มีการยกคำร้องมักจะระบุว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

พลพีร์ สั่งปกครองเฝ้าเคลื่อนย้าย 4 ร่างสุสานยิวแปดริ้วไปชลบุรี หวั่น สับเปลี่ยนศพ ให้รีเช็กใบอนุญาตทั่วประเทศใน 3 วัน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

พลพีร์ สั่งปกครองส่งคนเฝ้าเคลื่อนย้าย 4 ร่างสุสานยิวแปดริ้วไปชลบุรี หวั่น สับเปลี่ยนศพ พร้อมรีเช็กใบอนุญาตสุสานทั่วประเทศใน 3 วัน ลั่น พบผิดฟันไม่เลี้ยง เดินหน้าล้างบางนอมินีต่างชาติ จ่อถก ศุภจี ขยายผลนิติบุคคลต้องสงสัยกว่า 1 หมื่นแห่ง

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการเพิกถอนสุสานยิว ใน จ.ฉะเชิงเทรา ว่า เมื่อเวลา 05.00 น. ทางบริษัทการชาบัดได้นำทีมเคลื่อนย้ายร่างทั้ง 4 และได้เคลื่อนย้ายไปยังสุสาน จ.ชลบุรี โดยได้มีการแจ้งทาง จ.ฉะเชิงเทรา แล้ว และจะให้มีการแจ้งไปยัง จ.ชลบุรีด้วย ส่วนตนได้เน้นย้ำไปที่กรมการปกครองในพื้นที่ให้ไปสังเกตการณ์ เนื่องจากกังวลว่าจะมีการเปลี่ยนหรือโยกย้ายจริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีภรรยาของผู้เสียชีวิต ที่อยากนำร่างไปประกอบพิธี ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าร่างถูกฝังอยู่แล้วจะนำไปประกอบพิธีอะไร จึงได้มอบหมายให้ท้องที่ของทั้ง 2 จังหวัดเข้าไปดูแล

นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงสุสานทั่วประเทศว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 ได้มีการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจของกระทรวงมหาดไทยในการจัดระเบียบสังคม โดยได้ให้กรมการปกครองทำตัวเลขสุสานสถานที่ประกอบฌาปนกิจทั่วประเทศให้เสร็จภายใน 3 วัน และรายงานมา เมื่อได้รายชื่อมาทั้งหมดจะนำไปตรวจสอบใบอนุญาตว่าถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะใช้แนวทางฉะเชิงเทราโมเดล ในการดูแลเพิกถอนดำเนินคดีต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบย้อนหลังชาบัดที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตนตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งตนเชื่อว่าขาดพยานหลักฐานในการยื่นขอสุสานตั้งแต่ตอนนั้น โดยวิธีการที่ตนเช็คใช้แอพพลิเคชั่น Google Earth ถนนและแหล่งน้ำแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีแหล่งน้ำอยู่ตรงนั้นมาก่อนแล้ว แต่ในเอกสารของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และข้าราชการบางส่วนที่เซ็นอนุมัติทางผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งคณะกรรมการสอบ โดยกำหนดระยะเวลา 15 วัน หากสอบไม่แล้วเสร็จจะขยายเวลาก็มาว่ากันอีกที แต่ส่วนตัวเห็นแล้วว่าผิดหากมีข้าราชการหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินคดีต่อไป

นายพลพีร์ กล่าวว่า ในช่วงบ่ายจะเป็นการหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นการหารือกันนอกรอบเกี่ยวกับนอมินี สัญชาติ วีซ่าต่างๆ และทุกภารกิจที่เราดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 30-40 วัน ซึ่งยังไม่ครบลูป เพราะหากกระทรวงมหาดไทยไปจับ ก็ต้องส่งเรื่องให้ตำรวจ หากทางตำรวจไม่ได้ดำเนินการต่อ ก็จะต้องมีการรายงานเพื่อให้ทางมหาดไทยขยายผลต่อไป

โดยจะมีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับบริษัทอิสราเอล ที่พบว่ามีเครือข่ายหลาย 10 บริษัท จึงอยากได้ความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ดำเนินการอยู่แล้วแต่อยากให้การส่งข้อมูลสามารถทำให้เร็วกว่านี้ นอกเหนือจากระบบราชการจะมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ ขณะที่การหารือกับนางศุภจี กรมการปกครองจะหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทต่างๆ และส่งข้อมูลให้กัน เพราะขณะนี้มีนอมินีที่ถือครองที่ดินในประเทศไทยโดยเฉพาะบริษัทนิติบุคคล ประมาณ 2,000 แห่ง และมีบริษัทที่น่าสงสัยกว่าอีกหมื่นแห่ง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท โดยจะรวบรวมข้อมูลและปรึกษาการวันนี้ ก่อนจะนำเรียนนายกรัฐมนตรี หลังกลับจากประเทศเวียดนาม

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการเนรเทศชาวต่างชาติอิสราเอลและฝรั่งเศส มีการยื่นอุทธรณ์หรือความคืบหน้าอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่เห็นการยื่นอุทธรณ์ แต่ขณะนี้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้ควบคุมตัวไว้อยู่ หากภายใน 7 วันไม่มีการยื่นเรื่องก็จะมีการส่งตัวออกนอกประเทศ ส่วนกฎหมายเรื่องการเนรเทศขอดูพยานหลักฐานและเหตุผลในการเนรเทศก่อน แต่การกระทำความผิดอื่นของชาวต่างชาติ เราจะดำเนินการเพิกถอนวีซ่ามากกว่า เช่น การไปจับกลุ่มที่ผับ 577 ห้วยขวาง ซึ่งพบชาวต่างชาติ 5 รายที่ดำเนินเนินการถอดวีซ่า

ส่องสภาสูงวันนี้ 26 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว บางส่วนยังร่วมประชุมตามปกติ หลัง กกต.มีมติฟันส่งคำฟ้องถึงศาลฯ

15 กันยายน 2569 เวลา 12:41 น.

15 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภา ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อเวลา 09.00 น.ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา สั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว.จำนวนทั้งสิ้น 77 ราย ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในจำนวนนี้แบ่งเป็น สว.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันจำนวน 26 ราย ยังคงเป็นเป็นไปอย่างปกติ มีสมาชิกมาเข้าร่วมประชุมตามวาระ

ทั้งนี้ ในช่วงการหารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว.กลุ่มสตรี จาก จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สว.ที่ถูก กกต.มีมติส่งคำฟ้อง ลุกขึ้นหารือในที่ประชุมเกี่ยวกับการดูแลผู้เสพยาเสพติด และผู้มีอาการทางจิตเวชอันเนื่องมาจากสารเสพติด ทั้งนี้ ภายหลัง น.ส.อัจฉรพรรณ อภิปรายเสร็จ มีเพื่อนสมาชิกเข้ามาพูดคุย ทักท้าย และสวมกอดเพื่อให้กำลังใจ น.ส.อัจฉรพรรณ

ขณะเดียว น.ส.อัจฉรพรรณ ยังเดินไปพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกคนอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่า สว.บางคนในรายชื่อ 26 คน มาเข้าร่วมประชุม อาทิ นายนิพนธ์ เอกวานิช , นายสุเทพ สังข์วิเศษ , พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย , นางนงลักษณ์ ก้านเขียว , นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว และนายสมหมาย ศรีจันทร์ เป็นต้น

สีหศักดิ์ เปิดฉาก UNCLOS ซัดเขมรบิดเบือน-ตีบทผู้ถูกกระทำ ลั่นไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย

15 กันยายน 2569 เวลา 12:27 น.

15 กันยายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงเปิดในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ณ สิงคโปร์ โดยระบุว่า ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการประนอม และคณะผู้แทนกัมพูชา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย โดยผมมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการแสวงหาทางออกในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งจะปกป้องสิทธิของเรา และเพื่อทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน

ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงบริบทโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งสำหรับการประชุมในวันนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาสู่จุดนี้ที่สิงคโปร์ ใจความสำคัญของกระบวนการนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาเลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็นระหว่างกัน

ไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ รักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาข้าฝ่าย (ทวิภาคี) แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง และมีความย้อนแย้ง เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง

ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน

ผมขอเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง

สำหรับประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ ขณะที่การทูตเป็นเครื่องมือที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และบรรลุทางออกที่เป็นที่ยอมรับและยั่งยืน

เวลานี้ ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้งได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าเราต้องการหาทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้น ไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และให้มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการกับประเด็นปัญหาที่จะยากยิ่งขึ้น

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อผมได้พบกับรองนายกฯ ปรัก สุคน ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ผมได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงกับแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาโดยตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การปรับท่าทีเข้าหากันและการฟื้นฟูความสัมพันธ์สำหรับทั้งสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น myh’ouh วิธีที่ประเทศไทยยึดถือมาตลอดคือ การใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ภารกิจเบื้องหน้าจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นมาที่นำเรามาสู่จุดนี้ด้วย ผมจึงขอกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU 2544 กัมพูชากล่าวอ้างว่า การตัดสินใจยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอมนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียงสองครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยผมได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเองให้เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นค้างค้างอื่นๆ ผมยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในหกเดือน เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้

ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากการเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทยยกเลิก MOU จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้น ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ ท่านประธาน เพื่อแสวงหาข้อยุติ เราจำเป็นต้องมีความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของประเด็นที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณา สำหรับไทย ขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น

ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เราไม่ได้มุ่งหวังสิ่งใดเกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ผมขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมนี้ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการ

ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรมผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ กระบวนการประนอมสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้ เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทางทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริง และยั่งยืน ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งส่องยังคงมีหน้าที่ร่วมกันในการแสวงหาหนทางเพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างจริงจังและด้วยความสุจริตใจ

ขณะที่เราเริ่มกระบวนการในวันนี้ เราต้องตระหนักว่า พัฒนาการและผลของกระบวนการประนอมนี้จะมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคต กระบวนการนี้ไม่ใช่การทูตแบบที่ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้โดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ขอย้ำว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างมั่นคง และขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

ความมุ่งมั่นนี้เห็นได้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อไทยได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชาและช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติเพื่อประชาชนของตนได้อีกครั้ง ไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ การเดินหน้าจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย เราได้เคยย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง กัมพูชาควรจะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางใด และเราหวังว่า กัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับเรา เพราะภายหลังจากกระบวนการนี้จบลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันไปอีกยาวนาน หน้าที่ของเราคือสร้างหลักประกันว่า สิ่งที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง จะสามารถทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา เราหวังว่ากัมพูชาก็จะทำเช่นเดียวกัน

โสภณ ลากเสียงยาว บอก ไม่เคยพูดสักคำ หลัง เท้ง ปูด ประธานสภาฯ ตีกรอบห้ามซักฟอก ฮั้วสว.

15 กันยายน 2569 เวลา 11:41 น.

โสภณ ลากเสียงยาว บอก ไม่เคยพูดสักคำ หลัง เท้ง ปูด ประธานสภาฯ ตีกรอบห้ามซักฟอก ฮั้วสว. ชี้ เป็นสิทธิ์ สส. สามารถพูดได้ ยัน รายงานกกต.-ไฟใต้ จบพุธนี้

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เผยว่าประธานสภาพยายามตีกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ให้เข้าประเด็นเรื่องฮั้ว สว. ว่า “โอ้ย ผมไปตีที่ไหน ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ เรื่องนี้ยังไม่รู้ว่าเขาจะยื่นอะไร อย่าทำให้มันสับสนผมไม่ได้พูดอะไรสักคำ (ลากเสียงยาว) คำ เรื่องอภิปรายหรือไม่อภิปรายตนยังไม่รู้เลย เพียงแค่ดูตามสื่อว่าจะมีการยื่นอภิปราย ตนยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ “

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วมีเรื่องเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. จะสามารถพูดได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องไหนที่เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจเขาสามารถพูดได้หมดตามสิทธิ์ของ สส. เขามีสิทธิ์พูดตามที่รัฐธรรมนูญมีข้อบังคับไว้

เมื่อถามว่าวันพุธนี้ (16 ก.ย.) จะมีการพิจารณารายงาน กกต. รวมถึงพิจารณาญัตติเรื่องชายแดนใต้ให้เสร็จสิ้นเลยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เข้าวันพุธเลยไม่เลื่อนแล้วให้มันจบ ๆ ไปเถอะ พูดกันให้มันจบไปไม่งั้นมันจะคาราคาซัง

พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถก ครม. แทนนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ด้าน รมต.ลาประชุม 8 คน

15 กันยายน 2569 เวลา 11:38 น.

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะถก ครม. แทน นายกฯอนุทิน ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ด้าน รมต.ลาประชุม 8 คน

15 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14 – 16 ก.ย.69

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี ครม.แจ้งลาการประชุม 8 คน 1.นายอนุทิน 2.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง 3.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ 4.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม 5.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ 6.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ 7.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม 8.น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รมว.ยธ.ลุยสอบข้อเท็จจริง พงส.ดีเอสไอ ขู่พยานคดีฮั้ว สว. พร้อมรับฟันนอมินีพัทยาเป็นคดีพิเศษ

15 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข่มขู่พยานในคดีฮั้ว สว.ว่า เรื่องนี้มีผู้มาร้องเรียนที่กระทรวงยุติธรรม ทางกระทรวงก็จะมีการตั้งคณะกรรมการและให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยจะตรวจสอบในรายละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนการทำสำนวน หลังพบว่ามีพยานบางปากกลับคำให้การ

เมื่อถามว่า ดีเอสไอจะประสานขอผลวินิจฉัยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้ว สว.เพื่อประกอบในสำนวนอั้งยี่และฟอกเงิน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงต้องรอคำวินิจฉัยของ กกต.และขั้นตอนของ กกต.ที่มีการยื่นคำร้องไปถึงศาลฎีกา จากนั้นทางดีเอสไอก็จะต้องดำเนินการต่อไป เรื่องนี้คงต้องทำควบคู่ไปกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ร้อง พนักงานสอบสวนของดีเอสไอไม่ให้ความเป็นธรรมและข่มขู่ ซึ่งเชื่อว่าระยะเวลาน่าจะพร้อมกันพอดี

นอกจากนี้ พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวถึงกรณีเรื่องการปราบปรามนอมินีต่างชาติ ในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี จะดำเนินการอย่างไรให้เด็ดขาด ว่า วันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ตน และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ได้ลงพื้นที่พัทยารวบรวมพยานหลักฐานมากพอสมควร และทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะดำเนินการภายในเดือน ก.ย.นี้

เมื่อถามว่า สามารถจะใช้กฎหมายเนรเทศได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องดูในรายละเอียดพฤติกรรมว่าผิดกฎหมายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ทางดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว