เจเศรษฐ์ ไม่รู้สึกอะไร หลัง กกต.ไม่ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. บอกมั่นใจในพยานหลักฐาน

15 กันยายน 2569 เวลา 11:27 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ส่งฟ้องตนเองในคดีฮั้ว สว.ว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไร คิดว่า กกต.พิจารณาไปตามหลักฐาน ซึ่งเมื่อวานกับวันนี้ตนเองไม่ได้รู้สึกต่างกัน ตนมั่นใจในพยานหลักฐาน และมั่นใจว่าช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา ตนอยู่ต่างประเทศ ก็ไม่เข้าใจในพยานหลักฐานที่เขาพูดกันอยู่แล้ว พยายามอยู่ในจุดยืนที่ไม่ตอบโต้

เมื่อถามถึงกรณีภาคประชาชนมีการเปิดข้อมูลออกมา จะมีการดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่ นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ เพราะถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

ภราดร โต้ ilaw ยัน ไม่ฉลาดพอคิดระบบ ฮั้ว สว. ชี้ เอกราช ถูกกระบวนการการเมืองบีบให้ล้มล้างพรรคภูมิใจไทย

15 กันยายน 2569 เวลา 11:26 น.

ภราดร โต้ ilaw ยันไม่ฉลาดพอคิดระบบ ฮั้ว สว. ชี้ เอกราช ถูกกระบวนการการเมืองบีบให้ล้มล้างพรรคภูมิใจไทย วอน คนเห็นต่าง เคารพกระบวนการ กกต.หลังวินิจฉัยด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจน เผย พรรคหารือทีมกฎหมายเอาผิดคนทำให้เสียหาย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ilaw ระบุว่านายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพยานที่ 16/26 ซัดทอดว่านายภราดร เป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้ว สว.ว่า ตนได้เห็นข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ สส.พรรคภูมิใจไทยได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แล้ว และได้พบว่าพยานที่ 16/26 ได้กลับคำให้การ และมีการกล่าวหาว่าตนเป็นผู้คิดค้นระบบ และร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารพรรค ขอถือโอกาสบอกแบบตรงไปตรงมาว่าตนคงไม่ฉลาดที่จะคิดค้นระบบให้ได้มาซึ่ง สว.ทั้งหมดขนาดนั้น

อีกทั้งเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ประธาน กกต.ได้พูดชัดว่า คำว่าหาของพยานที่ 16/26 มีจริง แต่เมื่อไปตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่น หลักฐานอื่น หรืออื่น ๆ เช่น โปรแกรม การจ้างบุคคลอื่นให้ไปทำ ซึ่งไม่มี จึงทำให้พยานดังกล่าวที่ให้ปากคำไว้จึงไม่มีความเข้มแข็ง ประกอบกับพยานยังกลับคำให้การ ยิ่งทำให้ประธาน กกต.ไม่เชื่อคำให้การของพยานที่ 16/26 ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่าตน และ กก.บห.ของพรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว.

เมื่อถามว่า ilaw มีการเปิดข้อมูลของนายภราดรอยู่ ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป นายภราดร กล่าวว่า ตนเรียกร้องมาตลอดอยู่ในกติกา และยอมรับการตรวจสอบพร้อมเดินหน้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าหาก กกต.มีมติ ตนก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ และตนได้ถามกลับหากผลไม่เป็นไปตามอย่างที่ถูกกล่าวหา และคนที่อยากให้พรรคภูมิใจไทยมีอันเป็นไป เมื่อ กกต.ได้วินิจฉัยมาแล้ว และไม่ตรงกับความต้องการของพวกเขา จะเชื่อมั่นในกระบวนการหรือไม่ และวันนี้ กกต.ได้ทำหน้าที่บนข้อมูล และหลักฐาน ไม่ได้ยกฟ้องทั้งหมด และสั่งฟ้อง 77 คน ถือว่า กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของ 77 คนที่ต้องไปต่อสู่ในคดีชั้นศาล ตนมองว่าไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อ กกต.วินิจฉัยไปแล้ว ก็ควรเคารพตามกติกา แม้ว่าจะวินิจฉัยตรงใจหรือไม่

“ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการนี้ดิสเครดิต พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อล้มล้างพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การยุบพรรค จะเห็นว่าคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 กล่าวหาหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กก.บห. และเลขาธิการพรรค เพราะหากมี กก.บห.คนใดคนใดคนหนึ่งมีอันเป็นไป จะนำไปสู่การยุบพรรคซึ่งเป็นปรารถนาสูงสุดของเขา มันคือจุดเริ่มต้นตรงนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 และมีธงปักเอาไว้ว่าทำอย่างไรที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างก็เดินไปตามพยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก”

เมื่อถามว่า ในนามพรรคภูมิใจไทยจะมีการแจ้งความ ilaw หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คงต้องปรึกษาทีมกฎหมาย และทนายของพรรค ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่าคิดว่ากรณีนายเอกราช มาให้การซัดทอดถึงพรรคแบบนี้ มีความคับแค้นส่วนตัวหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าพยานมีจุดประสงค์แบบใด ด้วยสถานการณ์การเมืองขณะนั้น มีกระบวนการทางการเมืองบางอย่าง ที่บีบคั้น บังคับ ขู่เข็ญ ทำให้พยานที่ 16/26 ให้การดังกล่าว

ภราดร บอก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ไม่ได้เขียนห้าม ใช้เงินก้อนหลัง 2 แสนล้าน ต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ได้ เผยคลังยังมีเวลาเคาะรายละเอียด

15 กันยายน 2569 เวลา 11:18 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ จากพระราชกำหนดกู้เงินฯ ที่มีการเสนอรายละเอียดการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า ยังมีเวลาให้กระทรวงการคลังตัดสินใจ ว่าสถานการณ์ในขณะนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมเศรษฐกิจก็คงมีการประเมินสถานการณ์ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร หากเห็นว่าเหมาะสม กระทรวงการคลังก็จะเป็นต้นเรื่อง ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ เมื่อคณะกรรมการเห็นชอบแล้ว ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ส่วนเงินก้อนที่เหลืออยู่ 4 – 5 หมื่นล้านบาท จะพอหรือไม่ หรือโยกส่วนอื่นมาเพิ่มเติมได้ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่การตัดสินใจ และโมเดลของกระทรวงการคลัง ที่จะเห็นว่าควรต่ออายุโครงการมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับจำนวนสิทธิ์ จำนวนเงิน และจำนวนระยะเวลา

ส่วนเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ก้อนหลัง สามารถนำมาใช้ในโครงการนี้ได้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า 2 แสนแรก ยังไม่หมดเลย ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า แต่ถ้าไม่พอสามารถนำมาใช้ได้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ใน พ.ร.ก.ไม่ได้เขียนห้ามเอาไว้

ดนุชา เร่ง 1 เดือนคลอดเกณฑ์ดาตาเซนเตอร์ รับรัฐไม่มีอำนาจสั่งเบรกโครงการที่สร้างแล้ว

15 กันยายน 2569 เวลา 11:16 น.

“ดนุชา​” ระบุ​ 1 เดือน​ กรอบ​-​หลักเกณฑ์​ดาตา​เซน​เตอร์​ชัด​ ย้ำ​ต้องไม่สร้างผลกระทบพื้นที่โดยรอบ​ รับ รัฐบาลไม่มีอำนาจสั่งชะลอโครงการที่เริ่มก่อสร้าง​แล้ว​ แต่จะเร่งออกระเบียบให้เอกชนปรับแบบได้ทัน​

เมื่อเวลา​ 09.20 น. วันที่ 15 ก.ย. ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงความคืบหน้า​การร่างกรอบดาตาเซน​เตอร์​ว่า​ วันนี้ได้นำข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีบางหน่วยงานที่ยังส่งข้อมูลมาไม่ถึง แต่โดยรวมแล้วข้อมูลมา 80-90% ซึ่งเราต้องมาดูข้อมูลทั้งหมด ว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง มีขนาดเท่าใดบ้าง เพราะเราต้องการสร้างความชัดเจนในแง่ของขนาดและลักษณะของดาตา​เซน​เตอร์​สำหรับกำหนดนิยามขึ้นมา ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการ เพื่อเซ็ตกรอบการทำงานอยู่ที่ประมาณ 1 เดือน​ว่ามาตรฐานขั้นต่ำของดาตา​เซน​เตอร์​ที่จะออกมานั้นเป็นอย่างไร​ แต่ในส่วนที่ได้ดำเนินการแล้วและเปิดทำการแล้ว หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก็กำลังดูอยู่ว่าจะมีเกณฑ์อะไร เพื่อเข้าไปกำกับประสิทธิภาพในการใช้น้ำและไฟฟ้า​ รวมถึงผลกระทบ ยืนยันว่าจะพยายามไม่ให้เกิดผลกระทบกับหมายถึงดาตา​เซน​เตอร์​ที่เปิดไปแล้ว

นายดนุชา​ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการกำหนดทำเลที่ตั้ง​ว่าเรื่องนี้ต้องมาพูดคุยกัน ทั้งที่ทำไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ที่จะไปข้างหน้าต้องมาดู หรือจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขออกมา​ และสิ่งที่สำคัญคือทรัพยากรที่จะต้องใช้ ทั้งน้ำและไฟฟ้า ต้องไปดูว่าพื้นที่ที่จะไปตั้งดาตาเซน​เตอร์​จะเป็นพื้นที่ใดได้บ้าง​ เพื่อไม่ให้กระจุกตัว​ เพราะอาจมีปัญหาตามมา​

เมื่อถามว่า ดาตา​เซน​เตอร์​ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะต้องถูกชะลอออกไปก่อนหรือไม่ เพื่อรอให้มีกรอบกำหนดอย่างชัดเจน นายดนุชา กล่าวว่า​ รัฐบาลไม่สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ให้หยุดหรือชะลอการก่อสร้างได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของเอกชนในการขออนุญาต และพิจารณาว่าจะก่อสร้างในช่วงนี้อย่างไร เข้าใจว่าการก่อสร้างนั้นเริ่มไปแล้วก็ต้องเริ่ม ซึ่งจะรีบพยายามทำหลักเกณฑ์ออกมา เพื่อให้เอกชนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง สามารถปรับแบบตามกรอบที่กำหนดได้​ เพื่อให้กระทบน้อยที่สุด

นายดนุชา​ กล่าวว่า​ ดาตา​เซน​เตอร์​ที่ตั้งก่อนหน้านี้มีหลายขนาด​ ทุกวันนี้มีอยู่แล้ว​ เช่นของธนาคาร​ หรือบริษัทโทรคมนาคม​ที่มีอยู่ในไทยที่มีดาตา​เซน​เตอร์​ แต่เป็นขนาดไม่ใหญ่​ และจำเป็นจะต้องมีเพื่อการประกอบกิจการ​ โดยจะต้องมากำหนดอีกครั้งถึงเงื่อนไขประกอบกับขนาดของดาตาเซนเตอร์​ เพราะหากขนาดใหญ่มากจะต้องกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรม แต่ถ้าเป็นขนาดเล็กจะให้เป็นพาณิชยกรรมก็ได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ต่างๆ จะต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่โดยรอบที่ตั้ง

เมื่อถามว่า ระยะเวลา 1 เดือนจะทันหรือไม่ในการกำหนดกรอบและหลักเกณฑ์ของดาตา​เซน​เตอร์​ นายดนุชา​ กล่าวว่า​ จะพยายามให้ทัน​ เนื่องจากขณะนี้ติดอยู่ที่ข้อมูลพื้นฐาน​ และหากมาครบจะรีบทำ​ และคงออกหลักเกณฑ์​มาได้​ เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินต่อไปได้

สุรศักดิ์ ไม่หวั่น ฝ่ายค้านเล็งซักฟอกปมฮั้ว สว. หลัง กกต.ส่งฟ้องศาลแค่ 77 ราย ลั่นใครก็กล่าวหากันได้ แต่ต้องดูน้ำหนัก-หลักฐาน

15 กันยายน 2569 เวลา 11:11 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้อง 77 ราย ในคดีฮั้ว สว.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีรัฐมนตรีและคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ว่า คดีนี้พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาทุกคน เรียกว่ายกเข่ง ซึ่งตนเป็นอีกคนในฐานะรองหัวหน้าพรรคที่มีชื่อไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็โดนตัวเล็กตัวน้อย ทั้งเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาก็โดน เรารู้ว่าเป็นการกล่าวหา กรรมกรรมการบริหารพรรคทุกคนในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่กว้าง จนในที่สุดไปอยู่ที่กระบวนการของ กกต.ที่ไปสอบสวน ซึ่งก็เป็นไปตามข่าวที่เห็นกันว่า ส่งฟ้องไปที่ชั้นศาล ส่วนใครจะเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทยเป็นเรื่องของบุคคล ผู้ที่ถูกส่งฟ้องศาล เขาก็ต้องไปสู้ต่อในกระบวนการชั้นศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องของคดีฮั้ว สว. นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่กังวล เพราะการอภิปรายเรื่องนั้นในที่สุดมันก็อยู่ในชั้นศาล ข้อมูลทุกอย่าง กกต.ก็เป็นผู้ที่ใช้วินิจฉัย และส่งต่อไปที่ศาล ตามรายชื่อที่เห็น เพราะฉะนั้น หากจะมีการอภิปรายเราก็ต้องยืนยันในเรื่องกระบวนการทางกฎหมายอยู่ดี ใครก็กล่าวหาได้ หากจะกล่าวหา แต่เราต้องดูน้ำหนัก ดูหลักฐาน

พิพัฒน์ ย้ำ ภท.ไม่เกี่ยวฮั้ว สว. ขออย่าโยงเป็นเครือข่ายใคร ระบุคนการเมืองเป็นเพื่อนกันหมด ชี้เป็นสิทธิฝ่ายค้านชิงซักฟอก

15 กันยายน 2569 เวลา 11:07 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยในคดีฮั้ว สว.ว่า ไม่ขอให้สัมภาษณ์ เนื่องจากไม่เกี่ยวกัน

เมื่อถามย้ำว่า มีหลายคนพยายามเชื่อมโยงว่า บุคคลที่อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้อง เป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ตรงนี้เราต้องแบ่งแยกอย่างชัดเจน ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้แจ้งมาโดยตลอดว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่สามารถไปยุ่งเรื่อง สว.ได้ เพราะ สว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ส่วนที่บอกว่า ใครเป็นฐานของใคร อะไร อย่างไรนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นคนการเมือง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่รู้จักกัน แต่เราไม่สามารถไปสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวรู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านพาดพิงถึงหลายครั้ง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านคงเดินหน้าต่อ แต่เป็นสิทธิของเขา แต่ทางพรรคไม่สามารถไปยุ่งได้ เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย หรือไม่ เนื่องจากมีรายชื่อของ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดา ถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้เจอกัน เดี๋ยวคงจะคุยกัน

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีดังกล่าวแล้วบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดภารกิจ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศยังประเทศเวียดนาม

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายค้านยืนยันว่าจะนำคดีฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล คุณอภิปรายมา เราก็ต้องตอบความเป็นจริง เมื่อถามว่า หากพ้นเรื่องนี้รัฐบาลจะเดินหน้าราบรื่นใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรี

วรศิษฎ์ มั่นใจพ่อยังบริสุทธิ์ หลัง กกต.มีมติเอี่ยวฮั้ว สว. พร้อมพิสูจน์ตามกระบวนการ

15 กันยายน 2569 เวลา 10:51 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. จำนวน 77 คน ซึ่งมีรายชื่อ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาอยู่ด้วยนั้น ว่า ตนได้พูดคุยกับคุณพ่อเมื่อวานนี้ (14 ก.ย.) ซึ่งจริงๆ แล้วเราเคารพผลการพิจารณาของทาง กกต.แต่ก็ยังมั่นใจและพร้อมที่จะเข้าไปพิสูจน์ในกระบวนการต่อไป

เมื่อถามว่า จะเตรียมการต่อสู้อย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าว่ว่า เราไม่ได้เตรียมคำชี้แจง เพราะเรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีระเบียบมีกติกา และที่ผ่านมาเรายึดกติกาเดียวกติกาเดิม เราเคารพผล และในส่วนของผู้ที่ถูกกล่าวหา ก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการต่อไป

ถามต่อว่า หลักฐานที่ กกต.อ้างว่าจะมีการส่งศาลฎีกา คิดว่ามีหลักฐานที่จะหักล้างหรือสามารถชี้แจงได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ขอดูในรายละเอียด ว่า กกต.ระบุว่าอย่างไร แต่ในทางพฤตินัย เราก็สามารถชี้แจงได้

ส่วนที่มีการพยายามเชื่อมโยงถึงตนเองนั้น ต้องถามว่า เชื่อมโยงอย่างไร เพราะความเชื่อมโยงอย่างเดียวคือมีความสัมพันธ์ เป็นพ่อลูก แต่ถามว่าตนไปทำอะไรหรือ ก็ไม่ใช่ ต้องดูตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามถึงกรณีไอลอว์ มีการเปิดหลักฐาน คำให้การของพยานรหัสที่ 16 ที่อ้างว่าในการประชุมกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีส่วนเริ่มกระบวนการฮั้ว สว.นั้น นายวรศิษฎ์ ถามกลับว่า เขานั่งอยู่ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคหรือ

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า เป็นการกล่าวอ้างของพยานรหัสที่ 16 คือ นายเอกราช ช่างเหลา โดย นายวรศิษฎ์ ระบุว่า เท่าที่จำได้พยานมีการกลับคำให้การแล้ว แต่ในความเป็นจริง การประชุมกรรมการบริหารพรรคทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้กันอยู่แล้ว ไม่มีประเด็นนี้

เบื้องหลังจัดทัพบิ๊กพาณิชย์ ศุภจีเปิดเหตุผล รับศึกเศรษฐกิจโลก-ปัญหาเชิงโครงสร้าง

15 กันยายน 2569 เวลา 10:32 น.

15 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชวนมองอนาคตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศค่ะ

วันนี้ขอมาเล่าให้ฟังถึงเหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหลายท่านให้ความสนใจนะคะ โดยขอเริ่มจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังเผชิญอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคตค่ะ

[เราต้องมองให้ชัดว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร?]

ก่อนวางกำลังคน เราต้องมองให้ชัดก่อนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับอะไร และกระทรวงพาณิชย์จะต้องรับมือกับโจทย์ใดบ้าง

– วันนี้โลกกำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ กติกาการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

– ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจภายในประเทศก็เผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ทั้งการกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง การส่งออกที่ยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้า ตลาด และผู้ประกอบการบางกลุ่ม ตลอดจนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายเล็กที่ยังแข่งขันและเข้าถึงโอกาสได้ยาก

– อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินี

การเข้ามาครอบครองกิจการหรือแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม รวมถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่ากฎระเบียบและกลไกกำกับดูแลของภาครัฐ

ทั้งหมดนี้คือ “ศึก” ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับมือพร้อมกัน หลักคิดของการจัดทัพในครั้งนี้จึงตรงไปตรงมา คือ Put The Right Person In The Right Job วางคนที่เหมาะสมในงานที่เหมาะสม โดยดูจากผลงาน ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจได้ทันที เพราะในสถานการณ์ปกติ

เราอาจมีเวลาสำหรับการเรียนรู้งานใหม่ แต่ในช่วงเวลานี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการ Specialists หรือผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงในแต่ละด้าน รวมถึงผู้ที่เข้าใจกลไกการทำงานภายในและสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด เหมาะสมที่จะรับศึกในปัจจุบัน โดยมีผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญค่ะ ซึ่งการจัดทัพครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการรับฟังความเห็นและหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน ทั้งจากปลัดกระทรวงคนปัจจุบันซึ่งมีประสบการณ์และรู้จักศักยภาพของบุคลากรแต่ละคนเป็นอย่างดี และปลัดกระทรวงคนใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อและต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหารชุดนี้ในระยะต่อไป เพื่อให้การแต่งตั้งตอบโจทย์การทำงานจริงๆ และเดินต่อได้ทันที

[ผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา]

– ขอเริ่มจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี และได้รับการต่อวาระอีกครั้งละ 1 ปี จำนวน 2 ครั้งรวมเป็น 6 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดตามกรอบที่กำหนด และตามระเบียบจะต้องหมุนเวียนกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย

– อย่างไรก็ตาม กระทรวงทราบดีว่าท่านพิมพ์ชนกประสงค์จะปฏิบัติงานในต่างประเทศต่อด้วยเหตุผลด้านครอบครัว จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยผลักดันท่านเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตำแหน่ง Deputy Director General ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีขั้นตอนการคัดเลือกตามกรอบขององค์การ

– กระทรวงได้สนับสนุนท่านพิมพ์ชนกอย่างเต็มที่ ทั้งการหารือกับ Director General ของ WIPO และนำเรื่องเข้าขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงเจตจำนงว่าท่านได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งดังกล่าว หากได้รับการคัดเลือก ท่านจะสามารถปฏิบัติงานที่นครเจนีวาต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ผลการคัดเลือกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และวาระการดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ของท่านกำลังจะสิ้นสุดลง กระทรวงจึงต้องเตรียมการส่งต่องานและวางแผนบุคลากรสำหรับภารกิจต่อไป และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านพิมพ์ชนกได้ยืนยันมาตลอดว่าเมื่อหมดวาระจะลาออกเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว

– แม้ว่าวาระของท่านจะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ แต่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และอธิบดี ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการเกษียณอายุราชการและการส่งต่องานในภาพรวม เนื่องจากตำแหน่งต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน กระทรวงจึงจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า ทั้งผู้รับช่วงภารกิจที่เจนีวาและผู้รับผิดชอบตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานด้านการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศของไทยดำเนินต่อเนื่องค่ะ

– โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ารับหน้าที่ต่อคือ ท่านกนิษฐา กังสวนิช ซึ่งมีพื้นฐานและประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าใจทั้งกลไกของกระทรวงและเวทีการค้าระหว่างประเทศ และมีความพร้อมที่จะรับช่วงภารกิจสำคัญนี้ ในช่วงเวลาที่การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วค่ะ

[อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา]

– อีกภารกิจสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขับเคลื่อน คือการยกระดับบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จากการเป็น Regulator ที่มุ่งเน้นการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ ไปสู่การเป็น Value Creator ที่นำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยจะปรับการทำงานให้เป็นเชิงรุก ไม่รอให้เจ้าของผลงานหรือผู้ประกอบการเข้ามาหาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าไปสนับสนุน ค้นหาศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ และช่วยผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ไปสู่ตลาดจริงค่ะ

– ผู้ที่จะเข้ามารับภารกิจสำคัญนี้ คือ ท่านจิตติมา ศรีถาพร ซึ่งเป็นลูกหม้อเติบโตจากสายงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง จึงเข้าใจทั้งศักยภาพ ปัญหา และกลไกการทำงานของกรมอย่างลึกซึ้ง ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ท่านจึงมีความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจและเดินหน้างานได้ทันที

– แนวคิดนี้เป็นหลักเดียวกับที่เราใช้ในการบริหารกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมอบหมายให้ผู้ที่เป็น Specialist และเติบโตจากสายงานโดยตรงเข้ามาขับเคลื่อนภารกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ท่านพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผลงานสำคัญได้หลายด้าน ทั้งการยกระดับการปราบปรามนอมินี การพัฒนาทักษะ Upskill-Reskill ให้ผู้ประกอบการผ่าน DBD Academy และการส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รู้จริง เข้าใจกลไก และมีประสบการณ์ตรงเข้ามานำองค์กร ก็สามารถต่อยอดงานเดิมและขับเคลื่อนภารกิจใหม่ให้เกิดผลได้อย่างรวดเร็ว

– สำหรับท่านอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคนปัจจุบัน คือ ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ก่อนหน้านี้ได้ทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา ด้วยเห็นถึงความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่เมื่อท่านไม่ได้ตอบรับการทาบทามดังกล่าว จึงจำเป็นต้องพิจารณาผู้ที่มีความรู้และความพร้อมเหมาะสมในลำดับต่อไป เพื่อให้ภารกิจที่เจนีวาสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่องค่ะ เมื่อมีการปรับตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ต้องจัดวางผู้บริหารในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงให้เหมาะสมกับภารกิจทั้งด้านต่างประเทศและการบริหารงานภายใน

[รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้านการต่างประเทศ]

– ท่านวิทยากร มณีเนตร มีพื้นฐานการทำงานด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เคยปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศทั้งที่ฮ่องกงและดูไบ และมีประสบการณ์บริหารกรมการค้าภายใน จึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนและประสานภารกิจด้านการต่างประเทศ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทนท่านรองปลัดเอกฉัตร ซึ่ง เกษียณอายุราชการ

[รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้านบริหารงานภายใน]

– ส่วนท่านมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ มีประสบการณ์ด้านกฎหมายและมีส่วนช่วยดูแลงานภายในของกระทรวงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และการบริหารจัดการ จึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง เพื่อดูแลกลไกภายในให้การทำงานของทุกกรมเดินหน้าได้อย่างราบรื่น แทนท่านรองปลัดจิตติมาที่ทำงานเป็นแม่บ้านใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์

[อธิบดีกรมการค้าภายใน]

– เมื่อท่านวิทยากรย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายในจึงว่างลง กรมการค้าภายในเป็นหนึ่งในกรมหลักที่ต้องรับมือกับปัญหาเร่งด่วนทั้งค่าครองชีพ ราคาสินค้า สินค้าเกษตร ความเป็นธรรมทางการค้า และการดูแลผู้ประกอบการ จึงต้องการผู้บริหารที่เข้าใจกลไกการทำงานอย่างลึกซึ้งและสามารถเข้ามาทำงานได้ทันที จึงได้เลือก ท่านวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ซึ่งเป็นลูกหม้อที่มีประสบการณ์ในกรมการค้าภายในมาอย่างยาวนาน มีความเข้าใจทั้งกลไกด้านราคา การดูแลตลาด และกฎหมายการแข่งขันทางการค้า รวมถึงมีส่วนร่วมในการผลักดันกลไกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมทางการค้า จึงได้รับมอบหมายให้กลับมารับหน้าที่เดิมที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้กรมการค้าภายในสามารถเดินหน้ารับมือกับสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้งานใหม่ ซึ่งคือการนำผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกลับมาอยู่ในจุดที่ประเทศต้องการความเชี่ยวชาญของเขามากที่สุดค่ะ

[อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ]

– สำหรับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ท่านวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ เป็นลูกหม้อที่เติบโตมาจากสายงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศโดยตรงเช่นกัน มีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศและมีผลงานด้านการผลักดันสินค้าไทย จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามานำภารกิจการเปิดตลาด เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ และขยายการส่งออกในช่วงเวลาที่การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้น

[อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า]

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ว่างลงหลังการแต่งตั้งปลัดกระทรวงท่านใหม่ ยังคงมีภารกิจที่ต้องเดินต่ออย่างเข้มข้น ทั้งการปราบปรามนอมินี การยกระดับผู้ประกอบการ การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานอื่น ท่านกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ เป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุก มีความบุกลุย และสามารถประสานหลายหน่วยงานเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการปราบปรามนอมินี จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจสำคัญของกรมให้เดินหน้าและเกิดผลในทางปฏิบัติได้ทันทีค่ะ

อีกเรื่องที่อยากฝากคือ ที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้ตรวจราชการอาจถูกมองว่าเป็นตำแหน่งที่ใช้เพื่อลดบทบาท จนน่าเสียดายที่บางครั้งคุณค่าของคนในตำแหน่งนี้ถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ตรวจราชการก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในระดับ C10 และมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจการทำงานของกระทรวงอย่างรอบด้านนะคะ

สำหรับเรา ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หากมีความตั้งใจและทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของคนนั้นเองค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เราเปิดโอกาสให้ผู้ตรวจราชการถึง 4 ท่าน เข้ามารับผิดชอบตำแหน่งและภารกิจสำคัญที่เหมาะสมกับความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละคนค่ะ

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การมองเฉพาะตัวบุคคล แต่ต้องมองว่าประเทศกำลังเผชิญกับอะไร ใครเหมาะสมกับภารกิจใด และทีมทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนและประเทศได้อย่างไร

การตัดสินใจจัดทัพของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้จึงผ่านการรับฟังพิจารณา และหารือร่วมกันอย่างรอบคอบที่สุด โดยมีโจทย์สำคัญเพียงข้อเดียว คือ เราต้องชนะศึกทางเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้า เพื่อปกป้องโอกาสของคนไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้ค่ะ

พริษฐ์ ตั้ง 3 ข้อสงสัย มติ กกต. สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว.แค่ 77 ราย ชี้ ใช้คำให้การ เอกราช ตัดตอนให้สาวไม่ถึงนักการเมือง ภท.

15 กันยายน 2569 เวลา 10:14 น.

พริษฐ์ ตั้ง 3 ข้อสงสัย มติ กกต. สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว.แค่ 77 ราย ชี้ ใช้การกลับคำให้การ เอกราช ช่างเหลา เป็นข้ออ้างตัดตอนให้สาวไม่ถึงนักการเมืองภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “3 ปัญหาหลักที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับมติเสียงข้างมากของ กกต. ในวันนี้ (ซึ่งมีการสั่งฟ้อง “เพียงแค่ส่วนน้อย” ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. โดยเป็นการสั่งฟ้อง สว. เพียง 26 คน และไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) แม้แต่คนเดียว)

1. กกต. ปฎิเสธความเป็น “ขบวนการ” ของการโกง สว.

หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ชี้ชัดว่าการโกง สว. ที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของ “ขบวนการ” ที่ครอบคลุมผู้สมัคร สว. จำนวนและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก – เช่น:

– หมายเลขผู้สมัคร สว. ที่ปรากฎในโพยใบสั่ง และในบัตรเลือกตั้งมีอย่างน้อย 130 คน

– การนัดหมายผู้สมัครและการดำเนินกิจกรรมที่ศูนย์ทำโพยตามโรงแรมใกล้เคียง กทม. (เช่น อยุธยา / ปทุมธานี / นครนายก) 1-2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ มีขั้นตอนและรูปแบบที่เหมือนๆกัน

– จำนวน สว. ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก เพื่อเข้ารับการ “ปฐมนิเทศ” และตกลงเรื่องการเลือกประธาน-รองประธานวุฒิสภา มีหลายสิบ (หรืออาจเกินร้อย) คน

ดังนั้น การที่ กกต. สั่งฟ้อง สว. แค่ 26 คน เป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่ไม่ควรตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน

2. กกต. ไม่ให้น้ำหนักกับกับโพยใบสั่ง ทั้งที่เป็นหลักฐานที่ชัดกว่าหลักฐานในคดีที่ กกต. เคยสั่งฟ้องในอดีต

การที่ กกต. ไม่ได้มีมติสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 130+ คน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง (ซึ่งคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 และ เลขาธิการฯ เห็นตรงกันว่าควรสั่งฟ้อง) ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต:

– ในคดีเมื่อปีก่อน กกต. เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความ LINE ไม่กี่ข้อความ ระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คน ที่มีการขอจับคู่-แลกคะแนนกัน (โดยไม่มีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติม)

– แต่ในคดีนี้ กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. ในโพยทั้งหมดไปที่ศาล ทั้งๆที่โพยใบสั่ง (และผลการลงคะแนนที่ตามมา) เป็นหลักฐานของการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ เสียยิ่งกว่าการจับคู่–แลกคะแนนกันระหว่างผู้สมัคร 2 คน

3. กกต. นำการกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา มาเป็นข้ออ้างหลักในการตัดตอนให้เรื่องไม่สาวไปถึงนักการเมืองในภูมิใจไทย

กกต. แถลงชัดว่าเหตุผลหลักที่ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (รัฐมนตรี / สส. / กรรมการบริหารพรรค) จากพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะพยานรหัส 16 (เอกราช ช่างเหลา) มีการกลับคำให้การ

อย่างไรก็ตาม (ตามที่ผมได้สื่อสารเมื่อวานเช้าก่อน กกต. ลงมติ) ผมเห็นว่าการกลับคำให้การดังกล่าว ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เพราะ:

– 1. นอกจากคำให้การของ เอกราช ยังมีหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย (เช่น

ประวัติการโทร / การกระทำของผู้ช่วยหรือทีมงานประจำตัว)

– 2. การกลับคำให้การเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล และเป็นการให้การเป็นหนังสือ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือมีการข่มขู่-กดดันโดยคนจากซีกรัฐบาล ณ เวลาดังกล่าวหรือไม่

– 3. การให้คำให้การครั้งที่ 2 (ซึ่งเป็นการกลับคำให้การครั้งที่ 1) มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดต่อสาธารณะ (เช่น ปฏิเสธว่าไม่มีโพยฮั้ว สว. / ปฏิเสธว่าไม่มีการยึดโพยจากผู้สมัคร)

ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อหลายคนในบรรดา 77 คน ที่ กกต. สั่งฟ้อง ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (เช่น ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาจากพรรคภูมิใจไทย / สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส. พรรคภูมิใจไทย / อดีตผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย / ผู้บริหารท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย) จึงเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากว่าบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย จะไม่รับรู้หรือมีส่วนกับขบวนการดังกล่าว”

ปกรณ์ เตือน ระวังละเมิดสิทธิ ปมกล่าวหาวัดจุฬามณี ขอรอข้อมูลตำรวจ อย่าดราม่าทุกเรื่อง

15 กันยายน 2569 เวลา 10:09 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้รายงานถึงความคืบหน้าเพิ่มเติมในคดีอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ หรือไม่ ว่า เรื่องนี้ได้ไปตอบแล้วในสภา เมื่อถามถึงการตรวจสอบบัญชีวัด นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้เร่งรัดมาโดยตลอด

เมื่อถามถึงกระแสข่าววัดใหม่เกิดขึ้น ได้มีการตรวจสอบแล้วหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ได้ประสานกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ว่ามีวัดใดบ้าง แต่ไม่ได้มีอะไร ซึ่งวัดที่มีข่าวอย่างวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม ได้ตรวจสอบแล้วเบื้องต้นยังไม่มีอะไร ต้องรอข้อมูลกับทางตำรวจด้วย

“ผมจะบอกให้นะเรื่องที่จะไปกล่าวหาใครต่อใคร มันละเมิดสิทธคนอื่น ถ้าคุณไม่มีหลักฐานเพียงพออย่าไปกล่าวหาใครต่อใครไม่ดี แล้วมันสร้างสิ่งที่ไม่ดีต่อพระศาสนาด้วย จงอย่าเชื่อว่าเขาเล่าว่า เพราะส่งมาตามไลน์และแชร์กัน ขอฝากผู้สื่อข่าว ช่วยดูแลพระพุทธศาสนาด้วย ไม่ใช่ดราม่าไปทุกเรื่อง ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ซึ่งเขาดำเนินการไม่ต้องกังวล ไม่ต้อง น. ก. ค. ถามผมผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องป้องกัน วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การทำระบบ เมื่อตนบอกว่าเป็นกิเลสอยู่ในใจคน ต้องไปขัดเกลากิเลส เรื่องที่เราจะทำได้คือการวางระบบ ซึ่งได้วางไว้ 5 รายการ ทั้งบัญชีวัด ทะเบียนพระ ทะเบียนวัด เป็นต้น ย้ำว่า ปัญหาเกิดก่อนหน้านี้มานาน ตนพยายามมาทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ อย่าไปกล่าวหาใครง่ายๆ ไม่ดีเลย คิดถึงสิทธิของคนอื่นด้วย