แก้วตา ข้องใจ กกต.ฟ้อง 77 คนคดีฮั้ว สว. แต่คนจัดระบบหายไปไหน!? จี้เปิดหลักฐานเหตุใดบางกลุ่มถึงรอด

15 กันยายน 2569 เวลา 08:58 น.

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ “แก้วตา” สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีต สส.กทม. พรรคประชาชน  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ฟ้อง 77 คน แต่คนจัดระบบหายไปไหน?

วันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในคดีการได้มาซึ่ง สว. รวม 77 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน ขณะที่ สว.สำรอง กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีมติให้ส่งศาลฎีกาในส่วนดังกล่าว

ก่อนอื่นต้องย้ำว่า การที่ กกต.มีมติส่งศาล ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 77 คนมีความผิดแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังมีสิทธิต่อสู้คดี และผู้มีอำนาจวินิจฉัยคือศาล

แต่สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถามต่อ กกต. คือ—

ถ้าหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการกับผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือก และบุคคลอื่นจำนวนมาก แล้วหากพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นการประสานคะแนน การให้ผลประโยชน์ หรือการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ใครเป็นผู้จัดระบบ และหลักฐานไปสิ้นสุดตรงไหน?

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ คณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบพยานกว่า 700 ปาก ก่อนมีความเห็นว่าคดีมีมูลกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และอีก 91 คนซึ่งมีทั้งกรรมการบริหารพรรค สส. และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาของทั้ง 229 คนไม่มีมูล ก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่

และในมติล่าสุด กกต.ระบุชัดว่า ใน ข้อกล่าวหาที่ 1 ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรค สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลอื่นรวม 21 คน กกต.มีมติ ไม่ส่งศาลฎีกา รวมถึงข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับเลือกเป็น สว. ก็ไม่มีบุคคลในกลุ่มการเมืองดังกล่าวถูกส่งศาล

ตรงนี้จึงเป็นคำถามที่ กกต.ควรอธิบายต่อสาธารณะให้ละเอียด

ไม่ใช่เพียงว่า

“77 คนที่ถูกส่งศาล มีหลักฐานอะไร?”

แต่ต้องอธิบายด้วยว่า

“หลักฐานที่เคยถูกมองว่าเชื่อมโยงไปถึงผู้ถูกกล่าวหารายอื่น เหตุใดจึงไม่เพียงพอในชั้น กกต.ชุดใหญ่?”

อะไรคือเส้นแบ่งของพยานหลักฐานระหว่างคนที่ถูกส่งศาลกับคนที่ไม่ถูกส่ง?

ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่?

และหากข้อกล่าวหาบางส่วนพูดถึงการช่วยเหลือ

การประสาน หรือการให้ผลประโยชน์ เหตุใดความรับผิดจึงไปถึงบางกลุ่ม แต่ไม่ไปถึงอีกบางกลุ่ม?

นี่ ไม่ใช่การกล่าวหาว่านักการเมืองคนใดมีความผิด เพราะความผิดต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

แต่ความโปร่งใสของ กกต.มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้กระทบเพียงผู้ถูกกล่าวหา 77 คน แต่กระทบต่อ ความเชื่อมั่นในกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญของประเทศ

อีกประเด็นที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องคือ ขณะนี้ สว. 26 คน ยังไม่ได้พ้นจากตำแหน่ง รองเลขาธิการ กกต.ระบุว่า กกต.จะจัดทำคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในกรอบ 60 วัน และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว สว.ผู้ถูกร้องจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สังคมควรเรียกร้องในวันนี้คือ คำวินิจฉัยที่เปิดเผยเหตุผลและพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา

เราต้องรู้ว่า

ทำไมคนกลุ่มหนึ่งต้องไปศาล

แต่คนอีกกลุ่มไม่ต้องไป

เพราะหากตรวจสอบได้เฉพาะคนที่อยู่ปลายทาง แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่ามีการประสานและจัดระบบนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครบ้าง

คำถามสำคัญก็ยังคงอยู่—

เรากำลังตรวจสอบทั้งระบบ

หรือกำลังตรวจสอบเพียงคนบางส่วนในระบบนั้น? “

สมชัย ท้าชน! ขอฉันทามติ ปชช.ใช้เงินกองทุน 1 ล้าน จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ลุยฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.

15 กันยายน 2569 เวลา 07:36 น.

15 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอฉันทามติ จากประชาชน

ใช้เงิน กองทุน สู้ กกต. 1 ล้านบาท จ้างทีมทนายที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ฟ้อง กกต. ทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทุกมาตรา ทุกศาล ทุกช่องทาง ภายใน 26 วัน เท่ากับจำนวน สว. 26 คน ที่เขาส่งฟ้องศาล

เงินกองทุน สู้ กกต. ที่รับบริจาคมาเพื่อสู้กับ กกต. กรณีฟ้องปิดปากประชาชน มียอดบริจาค ประมาณ 2.2 ล้านบาท

ยังไม่ได้เบิกออกจากบัญชีแม้แต่บาทเดียว

การมีมติใช้เงิน ต้องใข้เสียงข้างมากของกรรมการ 5 คน คือ อ.ปริญญา จาก นิติ มธ. คุณลัดดาวัลย์ จาก PNET. คุณเป๋า ยิ่งชีพ จาก i Law คุณพงษ์ศักดิ์ จาก Anfrel และ ทนายนรเศรษฐ์ โดยผม ไม่มีชื่อในกรรมการ แต่ สามารถเสนอเรื่องให้ กรรมการพิจารณา ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ร่วมบริจาค

วันนี้ กกต. มีมติเรื่องคดีฮั้ว สว. ขัดกับหลักฐานข้อเท็จจริงที่คนในสังคมรับรู้ และยังไม่เปิดเผยเสียงและรายชื่อ กกต.ที่ลงมติ

ดังนั้น ผมจึงขอเสียงฉันทามติ จากประชาชนว่า สมควรใช้เงินกองทุน เพื่อจ้างทีมทนายที่ดีที่สุดในประเทศ (ใครก็ได้ ที่เสนอตัวเข้ามาและให้ประชาชนช่วยกันพิจารณาคัดเลือก) พลิกกฎหมายทุกฉบับ เพื่อทำคำฟ้อง กกต. ทุกคน ทุกชุด ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮั้ว สว. ต่อทุกศาลและทุกช่องทาง

ในกรณีที่ กรรมการกองทุน มีมติเห็นด้วย เราจะดำเนินการทันที แต่ หากกรรมการกองทุนเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย เราจะชี้แจงมติ ผู้ลงมติเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และเหตุผลต่อประชาชน

พร้อมตั้งโต๊ะแถลง ไม่ส่งตัวแทน พร้อมสบตาประชาชน ไม่ลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือน การแถลงข่าวของ กกต. เมื่อ 14 กันยายน 2569

ช่วยกันแชร์ข้อความนี้ การกดไลก์ จำนวนการแชร์ การแสดงความเห็นทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทุกความเห็น จะถูกนำเสนอให้ กรรมการกองทุน พิจารณาต่อไป

สมชัย ศรีสุทธิยากร
15 กันยายน 2569
เวลา 04.00 น.
สำเนาส่ง กรรมการกองทุน 5 คน

กกต.เสียงข้างมากสุ่มเสี่ยง วัส ติงสมิตร ชี้มติส่งฟ้อง 77 ราย คดีฮั้ว สว. สวนทางกฎหมาย-บรรทัดฐานเดิม

15 กันยายน 2569 เวลา 07:19 น.

15 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อมติ กกต. 14 กันยายน 2569 ในคดีฮั้ว สว. ปี 2567 เดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม

มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย (สว. ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 หรือ “คดีฮั้ว สว.” ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย ได้สร้างข้อสงสัยและแรงสั่นสะเทือนต่อวงการกฎหมายและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่าง กกต. ที่อาจกำลังเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม

1. การปะปนหลักการ: นำหลักคดีอาญา (หมวด 6) มาครอบดุลพินิจการเพิกถอนสิทธิ (หมวด 4)

หัวใจสำคัญที่น่าจะเป็นข้อผิดพลาดทางหลักการอย่างร้ายแรงของ กกต. เสียงข้างมาก คือการนำ มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา (Proof Beyond a Reasonable Doubt) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หมวด 6 (บทกำหนดโทษ) มาปะปนและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใน หมวด 4 (การควบคุมการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม) โดยเฉพาะ มาตรา 62

• หมวด 4 มาตรา 62 (มาตรการทางทางการเมือง) : กำหนดไว้ชัดเจนว่า หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกเป็นไปโดยทุจริต หรือไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์เพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds to Believe) ซึ่งเป็นเกณฑ์ดุลพินิจเพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานมัดแน่นถึงขั้นลงโทษจำคุกบุคคล

• หมวด 6 (ความผิดทางอาญา) : เป็นเรื่องของการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรเพื่อลงโทษจำคุกหรือปรับบุคคลในทางอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาและเจาะจงตัวบุคคลอย่างเคร่งครัด

การที่ กกต. นำเงื่อนไขทางอาญาในหมวด 6 มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิทธิทางการเมืองตามหมวด 4 ส่งผลให้เกิดการ “บีบช่องทางฟ้อง” ให้แคบลงอย่างผิดธรรมชาติ จนยกเว้นไม่ส่งฟ้องกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าทำให้การเลือกไม่สุจริต เพียงเพราะอ้างว่า “หลักฐานทางอาญายังไม่ถึงขั้น” ทั้งที่มาตรการตามหมวด 4 ถูกออกแบบมาเพื่อล้างผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตออกไปก่อน โดยไม่สามารถนำองค์ประกอบความผิดอาญามาครอบบังคับใช้ได้ เว้นแต่การกระทำนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาด้วย

2. บทเรียนบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีทุจริตเลือก สว. (ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ร้อยเอ็ด)

หากนำแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่เคยมีคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองของผู้กระทำผิดในคดีเลือก สว. ปี 2567 มาพิจารณา จะเห็นได้ชัดเจนว่าศาลฎีกามุ่งคุ้มครอง “วิจารณญาณอันเป็นอิสระ” และใช้พยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์ สถิติ และนิติวิทยาศาสตร์ในการวินิจฉัยตามมาตรา 62 โดยไม่ตัดตอนพิจารณาเฉพาะเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียว ดังนี้:

คดีชลบุรี (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 47/2568) :

• บรรทัดฐานแรกของการจับคู่: ศาลฎีกาวางแนวไว้ว่า เพียงการ “สมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนน” ผ่านข้อความแชทแอปพลิเคชัน LINE เช่น “เราเป็นเนื้อคู่กันแน่เลยค่ะ มาจับคู่เลือกกันนะ” หรือการนัดพบปะกันก่อนวันเลือกจริง ก็ถือเป็นพฤติการณ์ที่ทำลายดุลพินิจอิสระและทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมแล้ว ศาลจึงพิพากษา เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

คดีฉะเชิงเทรา / คดี “กำพล” (ดำ ลต สว 19/2568 / แดง ลต สว 66/2569) :

• เครือข่ายจัดตั้งและผู้บงการ (Mastermind): ศาลรับฟังพฤติการณ์การทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีการวางแผน จัดหาผู้สมัครนอมินี สนับสนุนเงินค่าสมัคร (คนละ 4,500 บาท) และสั่งการลงคะแนน (“ยิงเบอร์”)

• พยานซัดทอดและพยานดิจิทัล: ศาลรับฟังคำให้การของ ผู้ร่วมกระทำความผิดที่ กกต. กันไว้เป็นพยาน (Accomplice Witness) ตามมาตรา 65 ประกอบกับพยานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น คลิปเสียงที่ไม่พบร่องรอยตัดต่อ, ประวัติการใช้โทรศัพท์ (Call Log), และชุดข้อมูลแชท LINE ศาลมองภาพรวม (The Big Picture) ตั้งแต่ขั้นตระเตรียมการว่าเป็นการกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อล็อกผลลัพธ์ แม้ผู้บงการจะไม่ได้ลงมือส่งเงินด้วยตนเองก็ตาม

คดีร้อยเอ็ด (ดำ ลต สว 15/2568 / แดง ลต สว 69/2569) :

• นอมินีการเงินและกระบวนการศาลอำพราง: ผู้กระทำผิดพยายามสร้างธุรกรรมอำพรางโดยโอนเงินผ่านบัญชีนอมินี (ลูกน้อง/ภริยา) และอ้างค่าสินค้า/ค่ากาแฟ รวมถึงการสร้างพยานหลักฐานเท็จด้วยการแกล้งยื่นฟ้องคดีแพ่งอำพราง

• พยานวิทยาศาสตร์และหลักความผิดสำเร็จ: ศาลฎีกาใช้น้ำหนักจากพิกัดเสาสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Site) ยืนยันตำแหน่งบุคคลร่วมกับระยะเวลาโอนเงินที่ห่างกันเพียง 1 นาที หักล้างข้ออ้างทั้งหมด อีกทั้งวางหลักว่าการ “เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้” ถือเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่การเจรจาสิ้นสุด แม้เงินยังไม่ถึงมือก็ตาม ส่งผลให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี รวม 6 ราย

พฤติการณ์จากทั้ง 3 คดีข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าการบล็อกโหวต การตั้งเครือข่าย หรือการตกลงแลกคะแนน ย่อม “เพียงพอ” ที่จะรับฟังได้ว่าการเลือก สว. “มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ตามมาตรา 62 การที่ กกต. เสียงข้างมากมองข้ามพยานหลักฐานเชิงเชื่อมโยง แผนผังความสัมพันธ์ และรูปแบบการลงคะแนน แล้วตัดตอนส่งฟ้องเพียง 77 ราย โดยอ้างว่าพยานหลักฐานทางอาญาไม่สมบูรณ์ จึงเป็นการปฏิเสธเจตนารมณ์ของกฎหมายและบรรทัดฐานของศาลฎีกาโดยสิ้นเชิง

3. สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดอาญา

การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เสียงข้างมากในครั้งนี้ อาจมิใช่เพียงความผิดพลาดในการตีความกฎหมายธรรมดา แต่อาจเข้าข่ายเป็นการ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 69 ด้วยเหตุผลดังนี้:

• การดึงพฤติการณ์ความผิดออกมารับโทษบางส่วน (ตัดตอนคดี): ทั้งที่มีรายงานและพยานหลักฐานจากสำนวนการไต่สวนที่ระบุถึงผู้เกี่ยวข้องและขบวนการที่ใหญ่กว่า แต่การกระทำของ กกต. เสียงข้างมากอาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อ “ปล่อยหลุด” ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะระดับผู้วางแผน สั่งการ หรือสนับสนุนทางการเมือง

• สร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อระบบกระบวนการยุติธรรม: การนำหลักกฎหมายอาญามาสวมทับดุลพินิจในคดีเลือกตั้ง จะทำให้ กกต. กลายเป็น “เกราะคุ้มกัน” ผู้กระทำผิด แทนที่จะเป็น “ผู้พิทักษ์ความสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ของการเลือกตั้ง

บทสรุป

มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ส่งฟ้องเพียง 77 ราย จากคดีฮั้ว สว. ทั้งระบบ ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย จึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายผิดประเภทอย่างร้ายแรง การนำหมวด 6 (โทษทางอาญา) มาบดบังหมวด 4 (การควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต) ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. แต่ยังอาจเป็นเหตุแห่งความรับผิดทางอาญาที่ กกต. เสียงข้างมากต้องเผชิญในอนาคต หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการตัดตอนและเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวทำไปเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้พ้นจากการถูกตรวจสอบ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
15/9/69

เฮเฟส2มาแน่ ไทยช่วยไทยฯ รบ.ยันเงินพอ

15 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

เฮเฟส2มาแน่ ไทยช่วยไทยฯ รบ.ยันเงินพอ

“ภราดร” เผยให้คลังเคาะต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” หลังนายกฯ ไฟเขียวในหลักการ ยันมีงบจาก พ.ร.ก.กู้เงินเหลือ 5 หมื่นล้าน รัฐบาลเดินหน้าบรรเทาค่าครองชีพประชาชน ขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินการตลอด 6 ครั้ง สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 86 ล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพกว่า 15 ล้านบาท “กปช.” ประชุมนัดแรก “ศุภจี” กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร หลังเจอมรสุมภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ ดึง“ดี้-นิติพงษ์”นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างความเชื่อมั่น ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ขณะนี้ใกล้จะสิ้นสุดเฟสแรกในปลายเดือนกันยายนนี้ โดยทางกระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการดำเนินโครงการต่อ ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณระยะแรก ยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ราว 4-5 หมื่นล้านบาท จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีความพร้อมและเพียงพอที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนโครงการได้ทันทีหากกระทรวงการคลังเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการเรียบร้อยแล้ว โดยเปิดทางให้สามารถดำเนินการต่อได้หากสถานการณ์มีความเหมาะสม

นายภราดร กล่าวว่า นอกจากนี้ ในด้านแหล่งเงินทุนนั้น รัฐบาลมีงบประมาณหลายกระเป๋า โดยยังมีกระเป๋าใหม่ คือ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่พร้อมหยิบยกมาใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ทันที หากสถานการณ์มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชน

ทางด้าน นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อนโยบายของรัฐบาลบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านกิจกรรมจำหน่ายสินค้า“ไทยช่วยไทย”ลดภาระ ลดค่าครองชีพ เฟส 2 ครั้งที่ 6 ครอบคลุม 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัด ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน

“ผลการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ได้รับการตอบรับจากประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1.4 แสนคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 13.24 ล้านบาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 2.17 ล้านบาท ทั้งนี้ ตลอดการจัดกิจกรรมทั้ง 6 ครั้ง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 86.56 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนรวมกว่า 15.02 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ส่งตรงถึงประชาชน พร้อมช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในทุกพื้นที่” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ให้เป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนกันยายน 2569 พร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมติดตามและเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือนไทยไปพร้อมกัน

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ หรือ กปช. โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมครั้งแรก

นางศุภจี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะสร้างความร่วมมือและขยายผลนโยบายรัฐให้กับประชาชนได้ทราบถึงข้อเท็จจริง ในวันนี้สถานการณ์ วิกฤติที่เจอ เป็นวิกฤติที่ไม่เคยเจอซ้ำซ้อนกันมาก่อน ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และรวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายที่เราต้องการจัดการ เหล่านี้ทำให้การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ เราคงไม่สามารถรับมือได้ในท่าทีเดิม ๆ เราควรจะต้องมานั่งมองกันว่าคณะกรรมการชุดเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นแค่คณะกรรมการที่มาเจอกัน แล้วทำภารกิจเหมือนเดิม แต่เราต้องเข้ามาคิดและช่วยกัน ร่วมมือกันว่าจะทำอย่างไร จึงจะสื่อสารข้อเท็จจริงให้กับประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันได้ สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดี เราจะส่งต่อไปให้ประชาชนได้ทราบ แต่สิ่งไหนยังทำไม่ดี ก็จะทำหน้าที่รับฟังและนำมาปรับในเรื่องของการทำงาน

“คณะกรรมการชุดนี้ คงไม่ได้ทำงานในลักษณะของการให้ข้อมูลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรับฟังทิศทางและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมว่ามีความวิตกกังวลหรือความไม่เข้าใจในเรื่องใด และช่วยกันจัดวางเป็นนโยบาย ที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในยุคที่เรารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพเดิม ๆไม่ได้ ดังนั้นความเห็นทัศนคติ ข่าวปลอม จึงเป็นสิ่งที่เราต้องจัดการอย่างทันท่วงที” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวอีกว่า วันนี้ควรจะมีโอกาสได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องต่าง ๆ หลายประเด็น ทั้งการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นรายชื่อแล้วต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาช่วยกันทำในเรื่องนี้ และเชื่อได้ว่าทุกคนมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์กับประชาชน สำหรับการประชุมในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระเบียบวาระที่ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานผลการดำเนินงานและอยากจะเรียนท่านผู้ทรงคุณวุฒิว่าอย่าพึ่งไม่พอใจว่ามีแต่เรื่องเปเปอร์เวิร์ค การบ้าน ที่อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะทำนัก แต่อันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เจอกันครั้งสุดท้ายตนเองไม่ได้เป็นประธาน ซึ่งจากการบันทึกประชุมครั้งสุดท้ายตั้งแต่ ปี 2567 ตอนนี้ 2 ปีผ่านไป โลกเปลี่ยนไปเยอะ ซึ่งเราจะต้องมานั่งพูดคุยกันว่าที่เคยตั้งไว้ในปี 2567 จะเดินไปแบบนั้นหรือไม่ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการให้มีภารกิจที่ชัดเจนและเดินหน้ากันต่อ

ส่วนการประชุมครั้งต่อไป ไม่ต้องรอ 2 ปี หวังว่าจะเชิญคุยกันเร็วขึ้น และนำเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์จริง ๆ นโยบายจริง ๆ มาสะท้อนร่วมกัน

ด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราประชุมครั้งล่าสุด 2 ปีมาแล้ว การประชุมที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มีการประชุมในรูปแบบลักษณะนี้ เพราะจากหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของฝ่ายการเมือง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้การประชุมชะลอไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็เห็นความพยายามผลักดันความเชื่อมโยงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล ที่มีการประชุมกันนอกรอบตลอดเวลา วันนี้เป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ทุกคนให้ความเชื่อมั่น ซึ่งทุกคนเห็นชื่อก็ชื่นชมที่มาช่วยเป็นองค์ประกอบ จึงคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางที่ดี ที่จะจะช่วยสื่อสารกับประชาชนในหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกกลุ่มของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม มีนายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือพี่ดี้ นักแต่งเพลงชื่อดัง ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ และคนอื่น ๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

กกต.ลุยไฟ ปล่อยผีคดีฮั้วสว. ภท.รอดยกแผง ภท.รอดยกแผง พยานไม่น่าเชื่อแต่แรก ส่งฟ้องศาลฯแค่77คน

15 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

กกต.ลุยไฟปล่อยผีคดีฮั้วสว. ภท.รอดยกแผง พยานไม่น่าเชื่อแต่แรก ส่งฟ้องศาลฯแค่77คน เป็นวุฒิฯปัจจุบัน26ราย

กก.บห.พรรคภูมิใจไทยรอดหมด กกต.มีมติสั่งฟ้องศาลฎีกาบางส่วน 77 ราย จาก 427 ราย คดีทุจริตการเลือก สว. มีสว.ปัจจุบัน 26 คน ข้อกล่าวหาแนะนำตัว-เรียกรับผลประโยชน์ ด้าน’วรศิษฎ์’ลั่นรัฐบาลไม่มีแรงกดดัน ใครทำอะไรต้องรับผิดชอบ ไม่ได้เข้าไปวุ่นวายไม่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างยืนบนข้อเท็จจริง ขณะที่‘สว.สีน้ำเงิน’ยังทำหน้าที่ตามปกติ ถกกฎหมายสำคัญ ดีเอสไอขอสำนวนกกต.ประกอบคดีฟอกเงิน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 14 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คนแล้ว โดยมี กกต.มาครบทั้ง 7 คน ซึ่งบรรยากาศ โดยรอบสำนักงาน กกต.มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง เข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200นาย โดยมีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สังเกตการณ์เข้าไปในภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต.ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00น.โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต.หรือเพจYouTube ECT Thailand ขณะเดียวกัน ได้มีกลุ่ม สว.สำรองได้ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องขอให้พิจารณาคดีทุจริตการเลือกสว.ด้วยความรอบคอบ

ส่งตำรวจคุมเข้มกกต.ลงมติฮั้วสว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติวันนี้ กกต.แต่ละคนเมื่อเข้าห้องประชุมแล้วจะได้ส่งใบลงมติส่วนตัวต่อที่ประชุมเพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมรวบรวมผลคะแนนและขานมติ อย่างไรก็ตาม การลงมติใน 7 ข้อกล่าวหา ตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ได้แก่ 1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส.สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง

2.ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา76 วรรคสอง 3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด ในการแนะนำตัวตามมาตรา 36 และมาตรา70 4.มีการจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมจะให้ทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน ตามมาตรา 77 (1)5.มีการจัดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยง เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ตามมาตรา 77 (3) 6.มีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อการลงสมัคร ตามมาตรา 79 7.มีสิทธิเลือก เรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา81

มีผู้ถูกร้อง427คน-ความผิด7ข้อหา

ต่อมา เวลา 15.50น.ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7คน ได้ประชุมเพื่อลงมติการไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี2567 โดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.และว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้แถลงว่า จำนวนผู้ถูกร้องในสำนวนคดีดังกล่าวมีทั้ง 427 คน ไม่ใช่ 229คน ตามที่มีการเสนอผ่านสื่อมวลชน และที่ประชุม กกต.มีมติ โดยข้อจำกัดไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร โดยมีการพิจารณาตาม 7ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี คือ มาตรา76 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือนักการเมือง กระทำการช่วยเหลือผู้สมัคร จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 21 คน กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องผู้ใดไปยังศาลฎีกา

ฟ้องสว.26-บุคคลอื่น15-ภท.รอด

มาตรา76 วรรคสอง ว่าด้วยผู้สมัครยินยอมให้นักการเมืองช่วยเหลือให้ได้เป็น สว. จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 140 คน กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องผู้ใดไปยังศาลฎีกา มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 ว่าด้วยการแนะนำตัวไม่เป็นไปเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 175 คน กกต. มีมติสั่งฟ้อง 26 คน ที่เป็น สว. ชุดปัจจุบัน, 1 ราย เป็นผู้มีสิทธิเลือก สว. และบุคคลอื่นจำนวน 15 ราย โดยไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด รวม 42ราย

ข้อกล่าวหาที่4-7 คือ มาตรา 77วรรคหนึ่ง (1) ว่าด้วยการให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์, มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) ว่าด้วยการรับจะจัดเลี้ยง, มาตรา 79 ว่าด้วยการเรียกรับผลประโยชน์ และมาตรา 81 ว่าด้วยการเรียกรับผลประโยชน์สำหรับตนเอง เบื้องต้น กกต.มีมติสั่งฟ้อง สว.ปัจจุบัน 26ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว.36ราย และบุคคลอื่น 15ราย รวม 77ราย

หากศาลรับฟ้องต้องหยุดทำหน้าที่

นายณรงค์ กล่าวว่า หลังมีมติ กกต.จะต้องจัดทำคำวินิจฉัยสำนวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายใน 60วัน โดย สว.ที่ถูกดำเนินคดียังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีจากมติของ กกต.เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา สว.ที่ถูกร้องจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา และหากศาลพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด สมาชิกภาพของ สว. รายดังกล่าวจะสิ้นสุดลงนับจากวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ข้อกล่าวหาที่1และ2 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกันว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 เป็นกรณีพรรคการเมืองหรือ สส.เข้าไปช่วยเหลือผู้สมัคร แต่จากการไต่สวน กกต.เห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอส่งศาลฎีกาในข้อกล่าวหาที่ 1 พร้อมเน้นย้ำว่า มติ กกต.ที่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เป็นเพียงมติเบื้องต้นด้วยเสียงข้างมากที่เห็นว่าน่าเชื่อว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย บุคคลเหล่านี้ยังไม่ถือว่าเป็นผู้มีความผิด และยังมีสิทธิไปต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาได้อย่างเต็มที่ โดยศาลฎีกาจะใช้ระบบไต่สวน ซึ่งจะนำสำนวนไต่สวนของ กกต.เป็นหลัก และศาลสามารถเรียกหรือแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาได้

แจงยิบพฤติการณ์รายละเอียดคดี

นายณรงค์ ยังกล่าวถึงการไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา กรณีกรรมการบริหารพรรค ว่า เป็นมติกกต.เสียงข้างมาก ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาที่ 1 กับข้อกล่าวหาที่ 2 เชื่อมโยงกัน ข้อกล่าวหาที่ 1 เป็นกรณีความปรากฏ แล้วกกต.สั่งให้รับเรื่องแล้วไต่สวน คือถ้าดูแล้วผู้ถูกร้อง 187-206 และ 228 ก็คือ นายเนวิน ชิดชอบ ข้อกล่าวหานี้ เป็นความปรากฏจากสำนวนสอบสวนมีการแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกก.บห.หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปช่วยเหลือ สว.140คน ที่เชื่อว่ามีชื่อในโพย และได้อันดับต้นๆ ว่าได้รับการช่วยเหลือจาก 21 คนนี้ ซึ่งเราต้องดูข้อกล่าวหา คำชี้แจง พยานหลักฐาน สำนวนนี้มีพยานรหัสที่ 16/26 รหัส 21/26 และ22/26 และ 25/26และนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท เป็นพยานกล่าวอ้างว่า แต่พยานสำคัญ คือพยานรหัสที่ 16 ที่เป็นประเด็น มาให้ถ้อยคำว่ารู้เห็น 4 เหตุการณ์ ว่ากก.บห. คนรุ่นใหม่ นำโดย นายภราดร ปริศนานันทกุล ร่วมวางแผนฮั้วสว. ศึกษาระเบียบ คิดค้นโปรแกรมออฟไลน์ โดยทราบจากเพื่อนสส.และกก.บห.

เหตุการณ์ที่ 2 เป็นช่วงมีการเลือกสว.คือวันที่ 26มิ.ย.67 หลังเลือกสว.ระดับจังหวัด ก่อนการเลือกระดับประเทศ มีการประชุมกก.บห.ภูมิใจไทย มีการบรรยายวิธีให้เป็นไปตามแผน โดยมีนายภราดร และ นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นผู้บรรยาย มีนายเนวิน และนายอนุทิน นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน พยานอ้างว่าประชุมร่วม เหตุการณ์ที่ 3 วันที่ 24 มิ.ย.2567 ไปที่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา ทำโพยฮั้ว ทีติวเตอรื เป็น นางสุขสำรวย วันทนียกุล มาร่วมด้วย เหตุการณ์ที่ 4 หลังเลือกระดับประเทศนำสว.ในสายไปรับมอบนโยบายจากนายเนวิน ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ ผู้ถูกร้องทุกคนปฏิเสธ

พยานลำดับ16ให้ถ้อยคำไม่ชัด

ซึ่งตนวินิจฉัยว่า กรณีนี้เป็นการเลือก สว.ระดับประเทศ เมื่อ 26 มิย. 67 และกกต.ประกาศผลการเลือกเมื่อวันที่ 10ก.ค.67 ภายหลังประกาศผล มีการร้องเรียน การเลือกสว.ว่าไม่ชอบ มีผู้ร้องและผู้ถูกร้องจำนวนมากและวันที่ 18มีนาคม 2568 มีการรับทราบจากกกต.ว่าดีเอสไอ มีหนังสือแจ้งเรื่องรับสอบสวน กรณีมีผู้ร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งกกต.เห็นว่ามีมูล มีการฝ่าฝืนพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสว.จึงเสนอให้ตั้งเรื่อง โดยวันที่ 18มีนาคม ไม่มีการแถลงข้อกล่าวหาทั้ง 21 คน ตอนนั้นกกต.ตั้งชุดไต่สวน26 ดำเนินการไต่สวนเรื่อยมา จนจะเห็นว่าคนถูกร้องจริงๆ คือคนที่มีชื่อ1-7 ของโพย มีผู้ถูกกล่าวหา 140คน ต่อมา วันที่ 10มิ.ย.2568 ผ่านมาหลายเดือนกกต.ได้รับรายงานจากชุด26ว่า มีผู้กระทำความผิดทั้งผู้มีสิทธิ์เลือก และผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เริ่มขอให้กกต.รับเรื่องสอบกก.บริหารพรรค และผู้มีส่วนในพรรค เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.68 ซึ่งเป็นภายหลังจากรับคำร้องตั้งแต่แรก ซึ่งก็มาจากพยานรหัสต่างๆมาให้ถ้อยคำว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิด การรับรองผลล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทำไมไม่เคยแจ้งเหตุ ไม่แจ้งกกต.เลยว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด พยานปากนี้ให้ถ้อยคำ ชุด 26 หลังจากที่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์มานาน หากพูดเรื่องการเมือง พยานรหัส 16/26 เคยเป็นสส.ภูมิใจไทย และมีมติให้พ้นจากพรรค เพราะพยานคนนี้ถูกศาลจังหวัดขอนแก่น ตัดสินว่าทำความผิด ยักยอกเงินสหกรณ์ครูหลายร้อยล้าน ถูกจำคุก และย้ายไปพรรคกล้าธรรม แล้วตอนนั้นก็ขัดแย้งกัน วันที่ 28พ.ค.2568 พยานรหัส16 จึงมาให้ถ้อยคำ ขอกันตัวเป็นพยานก็เห็นว่าตอนนั้นก็มีมูลเหตุข้อน่าสงสัยว่า มีเจตนาอย่างไร จึงต้องฟังอย่างระมัดระวัง จะว่าไม่มีเหตุโกรธเคืองก็ไม่ถนัด

ก่อนฟันธงพยาน3ปากไม่น่าเชี่อถือ

นอกจากนี้พยานอ้างว่าเหตุเกิดที่พรรคภูมิใจไทย ก็มีพยานรหัส 16/26 คนเดียวที่ให้การ แล้วเหตุการณ์ 1 หรือ 2 ก็ไม่พบว่ามีการเก็บเครื่องมือสื่อสาร แต่ก็ไม่พบหลักฐานอื่นเลย ภาพถ่ายใดๆ ไม่ปรากฏกระทั่งหลักฐานการปฏิบัติการของนายภราดร ไม่มีวัตถุพยานโปรแกรม ว่ามีลักษณะใด ที่อ้างว่ามีเงินจำนวนมหาศาล ก็ไม่ปรากฏว่าจ่ายให้ใคร ไม่มีเส้นเงิน พยานปากนี้ให้การไม่ได้ว่าให้เงินอย่างไร ใครรับบ้าง เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ข้อกล่าวหานี้ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือ 21/26 และ 22/26 ทั้ง 2 คน เป็นสว.ทั้งคู่ ก็ถือเป็นพยานประกอบ เราก็มาดูว่าพยานประกอบเชื่อมโยงสอดคล้อง กับพยาน 16/26 หรือไม่ เพราะพยานทั้ง 2 บอกว่าไปร่วมที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูมิ และอ้างว่า นางสุขสำรวยร่วมด้วย และพยานรหัส 22 บอกว่ารวมกลุ่ม กับรหัส 16 ทราบว่า กลุ่ม16/26 ได้โควตา 2 คน ซึ่งไม่มีถ้อยคำใดเลยว่าพยาน 22/26 ที่อยู่พะเยา มาอยู่ในกระบวนการเขาเลย แต่บอกว่ามีคนเดียวคือ 21/26 ที่อยู่ขอนแก่น ทำให้เห็นว่าความสอดคล้องของพยานไม่มีเลย สำคัญสุดคือพยานทั้ง 3 มากลับคำให้การ โดยมีหนังสือถึงประธานกกต.บอกว่าพฤติการณ์ที่อ้างไว้ ไม่เป็นความจริง การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่ผู้พิพากษา พยานกลับคำ ตนลงโทษมาเยอะ แต่พยาน 3 ปากนี้ ไม่น่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7คน ประกอบด้วย 1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง 2.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ 3.นายชาย นครชัย 4.นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ 5.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ 6.นายณรงค์ รักร้อยและ7.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร

‘วรศิษฎ์’ ลั่นรัฐบาลไม่มีแรงกดดัน

ก่อนหน้าที่ กกต.จะลงมติคำวินิจฉัย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีคำวินิจฉัยในคดีฮั้วเลือก สว. ในวันนี้ (14 ก.ย.) มีแรงกดดันอะไรกับรัฐบาลหรือไม่ว่า ตนคิดว่าไม่มี ซึ่งเรายืนยันชัดเจนมาโดยตลอดอยู่แล้วว่าใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบ และเราไม่ได้เข้าไปวุ่นวาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นอยู่แล้ว เป็นเรื่องของ กกต. ที่ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐานผู้สื่อข่าวถามว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.ย.มีความพยายามเชื่อมโยงและปลุกระดมมวลชน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา แต่สุดท้ายต้องทำงานบนข้อเท็จจริงมากกว่า

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของหลายกลุ่มในช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะพวกตนทำงานเต็มที่มาโดยตลอด อย่างที่ทุกคนเห็นตั้งแต่ตั้งคณะรัฐมนตรีมา เราเจอปัญหาทั้งภายในและภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ค่อนข้างเยอะพอสมควร ตนว่าตอนนี้ทุกคนโฟกัสว่าทำอย่างไรที่จะเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นและให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ง่ายที่สุด เมื่อถามย้ำว่า มีความกังวลหรือไม่ หากคำวินิจฉัยของ กกต.ออกมา ทำให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวไม่พอใจและออกมาเคลื่อนไหวกดดันต่อ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่กังวล อย่างที่บอกทุกอย่างอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน

นายกฯปิดปาก-เตรียมบินเวียดนาม

เวลา 12.45น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14 – 16 ก.ย. โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาส่งที่รถ

ทั้งนี้ระหว่างรถขับผ่าน นายกฯ ลดกระจกรถลง พร้อมโบกมือทักทายสื่อมวลชนและกล่าวว่า “เดี๋ยวไปเวียดนามแล้ว” โดยนายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.ในวันเดียวกันนี้

‘สว.สีน้ำเงิน’ยังทำหน้าที่ตามปกติ

เวลา09.30น.ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่7 ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามระเบียบวาระปกติ ท่ามกลางการจับตาจากทุกภาคส่วนถึงผลการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีกำหนดการจะแถลงชี้ขาด ในเวลา 15.00 น. ว่าจะมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาฟ้องร้องในคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะหากศาลรับคำร้อง จะมีคำสั่งให้ สว.ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดตามความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนและสืบสวนกลาง ชุดที่ 26 แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบันที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้งหมด 138คน โดยท่าทีของบรรดา สว.ส่วนใหญ่ยังคงสงบนิ่งและปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซึ่งสมาชิกแต่ละคนทยอยเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาวาระสำคัญตามลำดับ โดยเริ่มจากการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในหลายประเด็นร้อน อาทิ ปัญหาที่ดินและทรัพยากรดิน ความคืบหน้าศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี การกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าหงสา สปป.ลาว รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำมูล-ชี และคลองหกวา

แฉพยานรหัส16’เอกราช ช่างเหลา’

ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกตได้โพสต์ข้อความก่อนการประชุมกกต.เพื่อพิจารณาลงมติคดีหัวสว. 229 คน โดยเปิดชื่อของพยานรหัสที่ 16 ที่มีหนังสือถึงประธานกกต. ขอกลับคำให้การที่เคยให้ไว้กับคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าพรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกสว. ว่า คือนายเอกราช ช่างเหลา โ โดยนายสมชัยระบุว่าพยานรหัส 16 คือใคร ทำไมต้องปล่อยเอกสารกลับคำให้การในโค้งสุดท้าย 3 วันก่อนการลงมติ 1. พยานรหัส 16 คือใคร พลิกดูละเอียด ในรายงานการประชุม อนุ ฯ ชุด 36 พบว่า บางช่วงของการบันทึก มีวงเล็บชื่อพยานรหัส 16 ว่า เอกราช ช่างเหลา สืบค้นจากเอไอ ได้ความว่า “เอกราช ช่างเหลา เป็นนักการเมืองจากจังหวัดขอนแก่น อดีต ส.ส.และอดีตผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น” ในการเลือกตั้งปี 2566 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ต่อมาเมื่อ 17 เมษายน 2568 ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาจำคุก 5 ปี 93 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่สหกรณ์ประมาณ 405 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 18 เมษายน2568 พรรคภูมิใจไทย มีมติให้พ้นจากสมาชิกพรรค

กกต.ตีตกคำให้การไม่น่าเชื่อถือ

ซึ่งข้อมูลจากการสืบค้น พบว่า ตรงกับที่ระบุในรายงานการประชุม อนุ ฯ ชุด 36 ที่ว่า “เป็น อดีต สส.ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อถูกขับออกจากพรรคก็มาให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ต่อมาได้มีหนังสือขอกลับคำให้การทั้งหมดที่ตนให้ไว้” และ“จึงมีข้อพิจารณาถึงความน่าเชื่อของพยานรายนี้ โดยเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ”2.ทำไมต้องมาปล่อยเอกสารหลุดในโค้งสุดท้าย คำตอบ คือ คำให้การส่วนใหญ่ของพยานรหัส 16 เป็นการพาดพิง สส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่ เมื่อมีการกลับคำให้การว่า ถูกชายไม่ทราบชื่อ บังคับข่มขู่และเลขาธิการ กกต.ลงความเห็นว่า ไม่น่าเชื่อถือ จึงอาจเป็นการปูเรื่องไปสู่มติ กกต.ว่า 21+1 คน ที่ อยู่ใน สำนวนชุด 26 ไม่เป็นความผิดมติในวันนี้ จึงมีข่าวลือออกมาก่อนว่า ยกคำร้องทั้งหมดในส่วนฝ่ายการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 76 วรรคแรก อ๋อ หรือยังครับ

ดีเอสไอรวมสำนวนทำคดีฟอกเงิน

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมแถลงผลการพิจารณาของ กกต.สำนวนการไต่สวนการเลือก สว.ที่ได้ประชุมลงมติวินิจฉัยชี้ขาดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้กำหนดให้ดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบสำนวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.จะต้องนำรายงานความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าสู่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอเช่นเดียวกัน ดังนั้นแม้ความเห็นของกกต.จะวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอนำโดยหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะจัดทำหนังสือประสานขอข้อมูลไปยัง กกต.เพื่อนำมาประกอบพิจารณาในสำนวนของดีเอสไอโดยเร็วที่สุด เนื่องด้วยสำนวนของดีเอสไอ ก็มีประเด็นของการสอบปากคำและพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้แล้ว ดีเอสไอ จำเป็นต้องรอดูข้อเท็จจริงและรายงานข้อมูลความเห็นการวินิจฉัยชี้ขาดของให้เรียบร้อยก่อนเพื่อดูว่า ข้อเท็จจริงมีการยุติอย่างไร สั่งฟ้องดำเนินคดีส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกี่ราย หรือไม่สั่งฟ้องกี่ราย และด้วยเหตุผลใดบ้าง

“วรศิษฎ์”รายงานนายกฯบรรจุขรก.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ถึงความคืบหน้าการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างหลังจากมีการเพิกถอนผู้ทุจริตเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ว่า มารายงานเรื่องกรอบเวลาบรรจุข้าราชการท้องถิ่นรอบที่ 4 สำหรับบุคคลที่รอเรียกบัญชีอยู่ ทั้งนี้ ตั้งใจว่า จะมีการเรียกบรรจุในช่วงเดือน ต.ค. โดยวันที่ 17 ก.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ซึ่งจะมีการนำเสนอรูปแบบกรอบเวลาให้กับ ก.กลาง ได้ดูด้วย และวันดังกล่าวจะมีการสรุปวันบรรจุ จะดำเนินการให้เร็วที่สุด เชื่อว่า ผู้ที่รอบรรจุอยู่รอมาหลายเดือนแล้ว

ลั่นสาวโกงสอบเข้าไม่จบแค่นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯ ระบุเรื่องการตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นจะไม่จบเพียงเท่านี้ จะสาวไปมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มันไม่จบแค่นี้อยู่แล้ว เพราะในส่วนกระทรวงมหาดไทยที่ทำพยายามเร่งดึงคนที่สอบได้ด้วยความบริสุทธิ์กลับเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด และถอดคนที่มีคะแนนผิดปกติออกไปให้เร็วที่สุด ถือว่าเราเดินมาถึงจุดที่สำเร็จได้ในระดับหนึ่ง แต่ในส่วนการเอาผิดเรื่องของอาญาไม่มีทางจบแค่นี้อยู่แล้ว อย่างที่เราเห็นเมื่อวันที่ 11ก.ย.ที่ผ่านมา นายกฯได้มีการแถลงเพิ่มเติมเรื่องการริบทรัพย์ และระหว่างนั้นก็เห็นว่ามีการไปจับกุมเพิ่มเติมอยู่เป็นรายวัน ให้ทีมทำงาน ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ขยายผลออกไปเรื่อยๆ ดำเนินการกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

อนุทินพบโทนี่ แบลร์ ลุยหารือAI ร่วมยกระดับศก.ไทย

15 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

อนุทินพบโทนี่ แบลร์ ลุยหารือAI ร่วมยกระดับศก.ไทย ดึง‘TBI’ให้คำปรึกษา กทม.สังชะลอดาต้าฯ

“อนุทิน” หารือ “โทนี่ แบลร์” ถกเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดึงประสบการณ์ TBI ร่วมยกระดับเศรษฐกิจไทย–ขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้าน“ชัชชาติ” สั่งสแกน Data Center ทั่วกรุง ในอาคาร43 แห่ง-สแตนอโลน 6 แห่ง คุมเข้มเช็กลิสต์ 5 มาตรการความปลอดภัย สั่งชะลอโครงการใหม่ รอเกณฑ์ชัดเจนจากรัฐบาล

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ เซอร์ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 3 สมัย และประธานบริหาร Tony Blair Institute for Global Change (TBI) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ตลอดจนหารือแนวทางนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ TBI มาสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายอนุทิน ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่เซอร์ โทนี แบลร์ เดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ รัฐบาลมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“ประสบการณ์ของเซอร์ โทนี แบลร์ ทั้งจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 3 สมัย และการทำงานของ TBI ร่วมกับรัฐบาลประเทศต่างๆ สามารถเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในช่วงของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเข้ากับเทคโนโลยี การลงทุน และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นายอนุทิน กล่าว

ทั้งนี้ TBI เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำหน้าที่เป็น พันธมิตรที่ปรึกษาเชิงปฏิบัติ ให้แก่รัฐบาลและผู้นำประเทศ โดยทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลหลายประเทศ ในด้านการกำหนดยุทธศาสตร์ การจัดทำและขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลจริง มีภารกิจสำคัญในการช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการบริหารประเทศในยุค AI ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้นโยบายสำคัญสามารถแปลงไปสู่การปฏิบัติและสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับฟังมุมมองจากเซอร์ โทนี แบลร์ ถึงประเด็นที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสจากเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงแนวทางที่ TBI สามารถทำงานร่วมกับประเทศไทยในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมขั้นสูง การนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างทักษะและรายได้ใหม่ให้ประชาชน ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่าน e-Government และ AI Governance

นายอนุทิน กล่าวถึงการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2571 เพื่อยกระดับมาตรฐานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมรับฟังความคิดเห็นถึงแนวทางที่ TBI สามารถสนับสนุนไทย โดยเฉพาะด้านการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านด้าน AI และดิจิทัล และเสนอให้มีการหารือในระดับเจ้าหน้าที่ระหว่างผู้ประสานงานการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยกับทีมงาน TBI เพื่อกำหนดประเด็นความร่วมมือที่จะช่วยเร่งความคืบหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพัฒนา AI ว่า ความก้าวหน้าของ AI กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมทั้งด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ขณะนี้ไทยกำลังทบทวนกฎระเบียบและหลักเกณฑ์สำหรับการลงทุน Data Center เพื่อให้การลงทุนในอนาคตสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสูงสุด ควบคู่กับการดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ส่วนเรื่อง Data Center เซอร์ โทนี แบลร์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่ไทยสามารถมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของข้อมูล และนำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอดพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์บริบทของไทยได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมและพัฒนาสตาร์ตอัปไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการเยือนออสเตรเลียและการพบกับบริษัท Canva ซึ่งมีบุคลากรชาวไทยทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องกันว่า เทคโนโลยีและศักยภาพของบุคลากรไทยเป็นโอกาสสำคัญที่สามารถต่อยอดการพัฒนาได้อีกมาก

นอกจากนี้ เซอร์ โทนี แบลร์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ ความท้าทายด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย โดยเห็นด้วยกับแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการ รวมถึง Solar Roof และมองว่า นอกเหนือจากการตอบโจทย์ด้านพลังงานแล้ว เทคโนโลยีด้านพลังงานยังสามารถนำมาใช้เป็นปัจจัยในการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกด้วย โดยเซอร์ โทนี่ แบลร์ เห็นว่า ในบริบทที่โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ประเทศไทยสามารถวางบทบาทของตนเองได้อย่างเหมาะสมในฐานะมิตรประเทศและส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลก

นายอนุทิน กล่าวว่า ประชาชนไทยมีทั้งศักยภาพและความต้องการในการพัฒนา AI ซึ่งเซอร์ โทนี่ แบลร์ เห็นพ้องด้วย และมองว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเป็นสิ่งที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยแม้แต่ภาครัฐเองก็จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยติดตามและบริหารจัดการข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในตอนท้าย นายอนุทิน ขอบคุณเซอร์ โทนี แบลร์ สำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ พร้อมย้ำว่า ไทยต้องการต่อยอดการหารือครั้งนี้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนา AI และการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ตลอดจนการสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมเสนอให้กำหนดผู้ประสานงานระดับเจ้าหน้าที่เพื่อหารือในรายละเอียดและติดตามผลร่วมกับ TBI ต่อไป โดยเซอร์ โทนี แบลร์ ยินดีให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่รัฐบาลไทย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นความร่วมมือดังกล่าวต่อไป

เมื่อเวลา 09.30 น. เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการหารือระหว่าง นายอนุทิน กับเซอร์โทนี่ แบลร์ ที่เดินทางมาเข้าร่วมในการงาน Gastech Bangkok 2026 ว่า นายโทนี่ แบลร์ ได้เดินทางมายังประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจึงใช้โอกาสนี้พบปะและหารือเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นผู้นำองค์กรที่ให้คำปรึกษากับรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจยุคใหม่ เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี ซึ่งประเด็นที่มีการหารือกันนั้นว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยพ้นจากประเทศเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง โดยมีการพูดคุยกันถึงแผนยกระดับรายได้ รวมไปถึงธุรกิจดาต้าเซนเตอร์รวมถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเข้าสู่สมาชิกโออีซีดี เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี

นายเอกภพ กล่าวว่า เซอร์โทนี่แบลร์ ให้คำแนะนำว่า ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ หากมีการลงทุนประเทศไทยจะได้ชุดข้อมูลที่นำไปสู่การต่อยอด และคนไทยจะทีโอกาสสร้างแอปพลิเคชันและธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง ซึ่งเขาให้คำแนะนำได้ดี ซึ่งนายกฯระบุหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับนายโทนี่แบลร์ กันอีกเป็นระยะ จะมีการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่องมีทีมที่จะให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องข้อมูล

วันเดียวกัน ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า กทม.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า จากการสำรวจภาพรวมเบื้องต้นพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มี Data Center แบ่งเป็นกลุ่มที่ตั้งอยู่ในอาคารทั่วไป เช่น อาคารสำนักงาน ธนาคาร และหน่วยงานราชการ รวม 43 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็กที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 2 เมกะวัตต์และเปิดดำเนินการมานานแล้ว ขณะที่อีกกลุ่มเป็น Stand Alone มีจำนวน 6 แห่ง ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันชะลอการพิจารณาใบอนุญาตแล้ว ขณะที่การสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่ม 43 แห่ง มี 31 แห่งที่ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตสะสมน้ำมัน ส่วนอีก 12 แห่งมีการสะสมน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ซึ่งได้ขอใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกรมธุรกิจพลังงานแล้ว

สำหรับ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีลักษณะเป็น Hyper-scale ที่ใช้กำลังไฟสูงถึง 200–300 เมกะวัตต์เหมือนในต่างจังหวัด โดยปัจจุบันการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในกรุงเทพฯ คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพฯ ส่วนการใช้น้ำประปายังอยู่ในระดับที่น้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

ทั้งนี้ กทม. มีอำนาจหน้าที่หลักในการกำกับดูแลผ่านการออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร กฎหมายผังเมือง และงานสาธารณสุข โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อให้การควบคุมเป็นไปอย่างครอบคลุม

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ กทม. ได้จัดทำ Check-list ตรวจสอบอย่างเข้มงวด 5 ด้าน เพื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. มาตรฐานอาคาร ต้องมีใบรับรองมาตรฐานสากล 2. การใช้ทรัพยากร ทั้งการเก็บรักษาน้ำมัน การใช้น้ำและไฟฟ้า ต้องเป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการประปานครหลวงกำหนด 3. ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษทางน้ำ อากาศ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผลกระทบด้านความร้อน และมลพิษทางเสียง 4.การป้องกันอัคคีภัย มีการตรวจสอบระบบดับเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐาน และ 5. การเตรียมความพร้อมและซ้อมอพยพหนีไฟ มีการจัดให้มีการซ้อมอพยพหนีไฟ

สำหรับรายละเอียดในการตรวจเช็กลิสต์นั้น จะครอบคลุมในทุกเรื่อง เพื่อดูแลประชาชนโดยรอบ อาทิ มีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง , ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 แบบ Real-time รวมถึงตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Legionella ในไอน้ำจากคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower) ปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ มีการวัดอุณหภูมิและความชื้นบริเวณจุดกำเนิดและชุมชนรอบข้างในรัศมี 500 เมตร โดยกำหนดให้ผลต่างอุณหภูมิในรอบ 24 ชั่วโมงต้องไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

สำหรับการอนุมัติโครงการใหม่ กทม. ได้สั่งชะลอการพิจารณาใบอนุญาตไว้ก่อน เพื่อรอการกำหนดนิยามและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ สำนักงานเขตในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดตั้ง Data Center ทั้งหมดแล้ว ซึ่งยังไม่พบเหตุเดือดร้อนรำคาญ อย่างไรก็ตาม กทม. พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านระบบ Traffy Fondue ตลอด 24 ชั่วโมง

“กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพยายามดำเนินการทุกอย่างเต็มกำลังภายใต้กรอบอำนาจตามกฎหมายที่มี หากประชาชนพบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ทันที กทม. พร้อมเข้าไปดูแลและแก้ปัญหาให้ประชาชนในระหว่างรอรายละเอียดเกณฑ์ปฏิบัติเพิ่มเติม” นายชัชชาติ กล่าว

ไอลอว์ เปิดคำให้การ เอกราช ช่างเหลา พยานรหัสที่ 16/26 คดี ฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 21:30 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 เพจ iLaw โพสต์ข้อความระบุว่า เปิดคำให้การ “เอกราช ช่างเหลา” พยานรหัสที่ 16/26 ที่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงในการแถลงผลการลงมติของ กกต. ในคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณี การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

จากคำให้การมีการกล่าวถึงการประชุมของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่ได้มีการวางแผนและนำเสนอแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยมีผู้ริเริ่มคือ ภราดร ปริศนานันทกุล ผ่านโปรแกรม offline และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ได้แก่
– ภราดร ปริศนานันทกุล
– ไชยชนก ชิดชอบ
– กรวีร์ ปริศนานันทกุล
– สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
– สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
– ธนยศ ทิมสุวรรณ
– เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
– แนน บุณย์ธิดา สมชัย
– วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ
โดยมี “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ถูกกล่าวหาที่ 228 ร่วมประชุมด้วย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำให้การของ เอกราช ช่างหลา ในคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยการให้การในคดีอื่น เช่น ข้อมูลที่อยู่ในเอกสารของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 (คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26) ยังมีรายละเอียดที่มากกว่านี้ เตรียมติดตามต่อไป

ศุภจี-ศุภมาส เคาะ 6 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดันสื่อสารรัฐตรงจุด-โต้ข่าวปลอม

14 กันยายน 2569 เวลา 21:02 น.

“ศุภจี-ศุภมาส” นั่งหัวโต๊ะ คุมทิศทางการสื่อสารชาติ เคาะ 6 ผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ เดินหน้าสื่อสารภาครัฐ เน้น “ตรงจุด-ชัดเจน-รับมือข่าวปลอม”

วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารภาครัฐให้ทันต่อสถานการณ์และตอบสนองความต้องการของประชาชน

การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญในการกำหนดทิศทางการสื่อสารภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยนำผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ข้อมูลการสร้างการรับรู้ และความคิดเห็นของประชาชนมาประกอบการวางแผน พร้อมเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานทั้ง 20 กระทรวงกับเครือข่ายประชาสัมพันธ์ใน 76 จังหวัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างทั่วถึง ทั้งนโยบาย สิทธิประโยชน์ บริการของรัฐ และข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แนะนำกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ 6 คน ประกอบด้วย นายนิติพงษ์ ห่อนาค นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว นายสุรสิทธิ์ วิทยารัฐ นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ และนายระวี ตะวันธรงค์ เพื่อขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์ของชาติให้ครอบคลุมทุกมิติ

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กปช. มีบทบาทในการประสานข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของเรื่องและนำมาสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ผ่านรูปแบบและช่องทางที่เหมาะสมกับประชาชนแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำประเด็นที่ประชาชนสนใจและต้องการคำตอบมากำหนดแนวทางการสื่อสารให้ตรงกับความต้องการ

“เป้าหมายของการสื่อสารภาครัฐคือทำให้ประชาชนเข้าใจว่า นโยบายแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร มีสิทธิประโยชน์อะไร และเข้าถึงบริการของรัฐได้ที่ไหน ทุกหน่วยงานจึงต้องประสานข้อมูลให้ตรงกัน สื่อสารให้รวดเร็ว ชัดเจน และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนต้องได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจและดูแลความปลอดภัยของตนเองได้ทันเวลา” นางสาวศุภมาสกล่าว

สำหรับ (ร่าง) แผนการสื่อสารที่สำคัญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารงานภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับเรื่องที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง อาทิ การลดค่าครองชีพ การส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล รวมถึงแนวทางการสื่อสารด้านต่างประเทศที่ให้หน่วยงานใช้ประเด็นหลักร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์วิกฤต ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ได้พัฒนาแผนการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต และยกระดับแนวทางการดำเนินงานจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (JIC) สู่ศูนย์ JICC โดยเพิ่มบทบาทด้านการสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น ประสานและรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลกลาง ช่วยลดความสับสนและรับมือข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน พร้อมนำผลการดำเนินงานมาพัฒนาเป็นคู่มือปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้บุคลากรและเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีแนวทางปฏิบัติร่วมกัน

ที่ประชุมยังได้มีการนำเสนอการเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนางสาวศุภมาส ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีฯ ได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ ทั้งรายละเอียดกิจกรรม การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชน พร้อมขอความร่วมมือเครือข่าย กปช. ร่วมเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทั่วถึง

ด่วน! กกต.เปิดแล้ว 77 รายชื่อ ส่งฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา ‘คดีฮั้ว สว.’

14 กันยายน 2569 เวลา 20:04 น.

กกต.เปิด 77 รายชื่อฮั้วสว. “สวัสดิ์-บุญจันทร์-เศก-อลงกต” นำทีม 26 สว.ปัจจุบัน “สหายแสง–พ่อ รมช.มท. โดนด้วย

วันที่ 14 กันยายน 2569 จากกรณี ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยมีการเรียงลำดับข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี โดยการประชุม ซึ่งกกต.มีมติสั่งฟ้อง สว. 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย รวม 77 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด สำนักงานกกต.ได้เผยแพร่รายชื่อ 77 ผู้ถูกกล่าวหาที่กกต.มีมติเสียงข้างมากใครยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 26ราย ได้แก่ 1.พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา — กลุ่มที่ 1 (การบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) จังหวัดสุโขทัย

2.พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย — กลุ่มที่ 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) จังหวัดสุรินทร์

3.นายเศก จุลเกษร — กลุ่มที่ 2 (กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) จังหวัดนครสวรรค์
4.นายวิวัฒน์ รุ่งแก้ว — กลุ่มที่ 3 (การศึกษา) จังหวัดศรีสะเกษ
5.นายสุเทพ สังข์วิเศษ — กลุ่มที่ 3 (การศึกษา) จังหวัดอ่างทอง


6.นางนงลักษณ์ ก้านเขียว — กลุ่มที่ 4 (การสาธารณสุข) จังหวัดสุโขทัย
7.นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว — กลุ่มที่ 4 (การสาธารณสุข) จังหวัดนครศรีธรรมราช

8.นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดนครศรีธรรมราช
9.นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
10.นายยะโก๊ป หีมละ — กลุ่มที่ 6 (ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) จังหวัดสงขลา
11.นางสาวเข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ — กลุ่มที่ 7 (พนักงานหรือลูกจ้าง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
12.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม — กลุ่มที่ 8 (ผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ) จังหวัดสิงห์บุรี
13.นายนิพนธ์ เอกวานิช — กลุ่มที่ 9 (ผู้ประกอบกิจการ SME) จังหวัดภูเก็ต


14.นายโสภณ มะโนมะยา — กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) | จังหวัดสงขลา
15.พันตำรวจโท สง่า ส่งมหาชัย — กลุ่มที่ 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) จังหวัดอุดรธานี
16.นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม — กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู

17.นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส — กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ ) จังหวัดสมุทรปราการ
18.นายสมหมาย ศรีจันทร์ — กลุ่มที่ 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์) | จังหวัดพะเยา
19.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิฐ์กุล — กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง) จังหวัดสมุทรสาคร

20.นายวิเชียร ชัยสถาพร — กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง) จังหวัดนครปฐม
21.นายนิรุตติ สุทธินนท์ — กลุ่มที่ 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จังหวัดชุมพร
22.นายสากล ภูลศิริกุล — กลุ่มที่ 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) จังหวัดมุกดาหาร

23.นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ — กลุ่มที่ 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) จังหวัดสิงห์บุรี
24.นายสิทธิกร ธงยศ — กลุ่มที่ 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) จังหวัดยโสธร
25.นายอลงกต วรกี — กลุ่มที่ 20 (กลุ่มอื่นๆ) จังหวัดอุทัยธานี
26.นายณัฐกิตติ์ หนูรอด — กลุ่มที่ 20 (กลุ่มอื่นๆ) จังหวัดพัทลุง


ส่วนที่2 เป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย
1. นายปริญญา แสนไชย
2. นางเดือนเพ็ญ พุ่มผลงาม
3. นายพิเชษฐ์ เสถียรวรพงศ์
4. นางวชิรญา วงษ์โสมะ
5. นายจำนง ฉางข้าวชัย
6. นายเชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว
7. นายโกศล สงรักษ์
8. นายเมธา หมานพัฒน์
9. นายกนกศักดิ์ บุญรัตน์
10. นายเชาวลิตร พระเลิศ
11. นางสาวทัศนีย์ อินทวิเศษ
12. นายโกวิทย์ สินกลิน
13. นางสาวศุรดา เดชจันทร์แสง
14. นายสุนิเชต สุพัฒน์แก้ว
15. นางรำพรรณ พวงพุ่ม
16. นางสาวอรปรียา วงศ์ปันติ
17. นายอับดลเหล๊าะ เต๊ะหละ
18. นายอำนาจ กิติโชติ
19. นายปรีชา วิเศษสินธุ์
20. นางผกามาศ ตันธนะสาร
21. นายสนั่น ไพโรจน์
22. นายพินัย วรรณทอง
23. นายนิรันดร์ บัวศิริ
24. นายวีระ สุดสังข์
25. พันตำรวจเอก ชินโชติ พึ่งแสง
26. นายอาทร โยธา
27. นายสมศักดิ์ บุญตี
28. นายเกรียงไกร ศักดี
29. นางสาวธัญรัตน์ สุวรรณพรหม
30. นางสุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์
31. นางสาวปิยลักษณ์ ศิลาแดง
32. นายสมโภช อ้วนดี
33. นายกิติศักดิ์ จำปา
34. นายนพพร พรหมจันทร์
35. นายประพจน์ วงศ์ล่าม
36. นายบรรจบ พรมสา

3. บุคคลอื่น 15 ราย
1. นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาของนายวรศิษฏ์ รมช.มท.
2. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์
3. นายวิรัช บัวคง
4. นายวงศกร ชนะกิจ
5. นางสาววาริน ชิณวงศ์ นายกอบจ.นครศรีธรรมราชสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
6. นายสุบิน ศักดา
7. นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย
8. นายปริญญา ธรเสนา
9. นายภูวัสโรดม แสงแก้ว
10. นายอธิวัฒน์ มนตรี
11. นางสาวภัณนิภา ผาสุก
12. นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร
13. นางสาวนิสิตา หมั่นไชย
14. นางสาวรุ่งรัฏฏิกาล โพธิ์ไกร
15. นางภณิดาทิพย์ เต็งวงษ์วัฒนะ

‘จุลพันธ์’ ลงนาม MOU ศรีลังกา นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ป้อนภาคก่อสร้าง – เกษตร

14 กันยายน 2569 เวลา 19:55 น.

‘จุลพันธ์’ เซ็น MOU ร่วมรัฐมนตรีฯ ศรีลังกา นำเข้าแรงงานถูกกฎหมาย ป้อนภาคก่อสร้าง – เกษตร รองรับความต้องการของเศรษฐกิจ หวังจ้างงานเป็นธรรม – ปลอดภัย – คุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายวิจิตา เหรัต (H.E. Vijitha Herath) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การจ้างงานต่างประเทศ และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) และบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย (Agreement) ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เพื่อวางกรอบการจัดส่งและรับแรงงานระหว่างสองประเทศให้เป็นระบบ ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การลงนามเอ็มโอยูทั้งสองประเทศครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยจะเปิดให้แรงงานศรีลังกาเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวนไม่เกิน 10,000 คน เพื่อสนับสนุนกำลังแรงงานในภาคการก่อสร้าง ภาคเกษตรกรรม และสาขาอื่นที่มีความต้องการตามนโยบายและกฎหมายของประเทศไทย ทั้งนี้ การนำเข้าแรงงานจะดำเนินการตามความต้องการจ้างงานจริงและผ่านขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การนำแรงงานทั้งหมดเข้ามาในคราวเดียว

ภายใต้ MOU และ Agreement ทั้งสองประเทศจะร่วมกันกำกับดูแลกระบวนการสรรหา จัดส่ง และจ้างงานตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้สามารถตรวจสอบและติดตามได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม การหลอกลวงแรงงาน การจัดหางานโดยมิชอบ และการค้ามนุษย์ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นายจ้างและแรงงาน

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายแรงงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต

การลงนามครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ศรีลังกาในมิติด้านแรงงาน ต่อยอดจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา สู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับกระบวนการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรม และการคุ้มครองแรงงานทุกคนอย่างเท่าเทียมตามกฎหมาย ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในสาขาที่จำเป็น เพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการ และสร้างหลักประกันว่าแรงงานศรีลังกาจะได้รับการจ้างงานที่เป็นธรรม ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม” นายจุลพันธ์

 กล่าว