‘แก้วตา’ เย้ย ปชน. ปมร้อน กกต. ลั่น ‘จะสั่งฟ้องได้ไงตั้งมากับมือ ตั้งกะตอนได้เป็นนายกฯ รอบแรก’

14 กันยายน 2569 เวลา 19:46 น.

แก้วตา

วันนี้ 14 กันยายน 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน และสมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังพรรคประชาชนเตรียมฟ้อง กกต.ที่ไม่มีมติส่งรายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยต่อศาลฎีกา คดีฮั้ว สว. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า ‘จะสั่งฟ้องได้ไงตั้งมากับมือตั้งกะตอนได้เป็นนายกฯรอบแรก’

แก้วตา

หลังจากที่โพสต์ของ แก้วตา เผยแพร่ลงมาได้ไม่นาน แฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ขอยกประโยคนี้จาก Fate Stay Night ครับ
喜べ少年、君の願いはようやく叶う。正義の味方には倒すべき悪が必要なのだから。
ยินดีเถิดเจ้าหนุ่ม ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงแล้ว เพราะ ยอดวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม ย่อมต้องมีมีเหล่าร้ายให้กำราบ
อยากเล่นบทพระเอกที่ต่อสู้กับความชั่วร้าย มันก็ต้องมีเหล่าร้ายให้กำราบแหละนะ ขายนิยายการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
แต่มันคล้ายๆ มังกะแนวๆ ผู้กล้าไล่พระเอกออกจากตี้ เพราะอยากเด่นที่สุด กลัวคนอื่นเด่นกว่า กลับหวังเคลมสาวยกตี้ แล้วก็ทำอะไรเรือหายแล้วคิดว่าตัวเองทำยังไงก็ได้เพราะเป็นผู้กล้ามากกว่านะ

#ภาษามือ : https://www.facebook.com/share/v/1FvDC7HfiF/?mibextid=wwXIfr”

“วันๆของ แก้วตา “

“มันแต่งตั้งมาตั้งแต่ 67 แล้วพรี่ 55555”

“หมันแล้ว”ปั่นมากับมือ”

“สมกับที่อึ่งไข่เทรนมากับมือ คุณเหมาะกับพรรคนี้มากครับ”

“แต่รอบ2 ก็พรรคที่คุณแก้วตาอยู่นะ เชื่อมต่อสะพาน”

“อ่านตัวเลขถูกยังจ้ะ ฝึกอ่านดีๆน้า คุณหนูแก้วตา”

“แล้วตอนนี้​ พรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้างครับ”

“ก็ว่างั้นแล้วน้องแก้ว โพสตอีกก็ถูกอีก”

“จัดไปพี่แก้วเอาอีกๆ”

“ใครนะยกมือให้เป็นนายกรอบแรก”

“เอาหนะ ไม่มีใครเหมาะเท่าสีน้ำเงินละชั่วโมงนี้ เชียร์ๆ”

“เฉียบ”

แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

เปิดรายชื่อ 21 นักการเมืองภูมิใจไทย รอด คดีฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 19:29 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 จากกรณี ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยมีการเรียงลำดับข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี โดยการประชุม ซึ่งกกต.มีมติสั่งฟ้อง สว. 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย รวม 77 ราย ซึ่งไม่มีรัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ถูกฟ้องแม้แต่คนเดียว

สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 ซึ่งโยงกับ 21 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย

1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 1 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

2.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

3.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สส.จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

4.นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 2 และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

5.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.จังหวัดอุทัยธานี เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

6.นางพิมพฤดา ตันจรารักษ์ สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 3 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

7.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สส.พิจิตร เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

8.น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

9.นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย

10.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

11.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.สตูล เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

12.นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 4 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

13.นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.จังหวัดเลย เขต 3 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

14.นายจักรกฤษณ์ ทองศรี สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 10 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

15.นายกิตติ กิตติธรกุล สส.จังหวัดกระบี่ เขต 1 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

16.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

17.นายพิชัย ชมภูพล สส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย

18.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1

19.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 1

20.น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.จังหวัดอุบลราชธานี เขต 8 และโฆษกพรรคภูมิใจไทย

21.นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.จังหวัดสุโขทัย เขต 4 พรรคภูมิใจไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปธ.กกต.เปิดสาเหตุไม่ฟ้อง กก.บห.พรรค-สส. พยานไม่น่าเชื่อถือ หลักฐานไม่พอโยงถึง อนุทิน-เนวิน

‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

เปิดฉบับเต็ม มติ กกต. ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย

พรรคประชาชน ลั่นเอาผิด กกต. ไม่ส่งศาลฟันคน ภท. เมินหลักฐานทั้งโพย เสียเงิน คลิปเสียง

14 กันยายน 2569 เวลา 19:14 น.

‘เท้ง’ นำทีมพรรคประชาชน แถลงเอาผิด กกต. หลังมีมติส่งศาลฎีกาเชือด 77 คนเอี่ยวโกง สว. ไร้ชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เมินหลักฐานทั้งโพย เสียเงิน คลิปเสียง ซัดเสียงข้างมาก อาจเป็นการตอบแทนตั้งอุ้มนั่งตำแหน่ง ประกาศใช้ศึกซักฟอกถล่มหาความรับผิดชอบ ลุยจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสสร.จากการเลือกตั้ง ให้อำนาจประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ

วันที่ 14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 17.45 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วยรองหัวหน้าพรรค และสส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ ส่งฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ฮั้ว เลือก สว. ทั้งสิ้น 77 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สว. ในปัจจุบัน 26 คน ขณะที่ กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงรัฐมนตรี (รมต.) ไม่มีการส่งฟ้องแต่อย่างใด ว่า ผลที่ออกมาไม่ใช่มติเอกฉันท์แต่เป็นเสียงข้างมากส่ง 26 สว. ไปยังชั้นศาล แต่กลับไม่มีการส่งนักการเมืองไปยังศาลเลย

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คดีการโกงเรื่องสว.เป็นหนึ่งในมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกินทั่วประเทศ และต้องการควบคุมสถาบันทางการเมือง ผ่านกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและไม่มีความยึดโยงกับประชาชน อย่างไรก็ตาม กกต. มีมติสั่งฟ้องแค่ส่วนน้อย จากผลการไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการกงเลือกสว. คือสั่ง สั่งฟ้องสวแค่ 26 คน และไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า มติดังกล่าวเป็นการตัดทอนให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐานเกี่ยวกับขบวนการโครงการเลือกสว. ที่ถูกกล่าวหานั้นไม่ว่าจะเป็นโพย ใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางทางการเงิน คลิปเสียง หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพยต่างๆ รวมถึงประวัติการโทรศัพท์ ล้วนบ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำในรูปแบบของกระบวนการที่จะต้องไม่ตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน นอกจากนี้หลักฐานยังมีความชัดเจนว่า ในบรรทัดฐานเดิมที่กกต.เคยมีมติที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องไปยังศาล ซึ่งใช้เพียงข้อความการจับคู่และแลกคะแนนกันผ่าน Application Line เพียงไม่กี่ข้อความ

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคประชาชนจึงเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจ ในกรณีนี้ของกกต. เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานของกกต.เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำหรือละเว้นการกระทำอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานะของกกต. ซึ่งมีจำนวน 4 จาก 7 คนที่เข้าสู่ตำแหน่ง และการรับรองของสว. ชุดปัจจุบัน ยังอาจถูกมองได้ว่าการใช้ดุลพินิจของกกต.เสียงข้างมากนั้น เป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมือง กับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือกสว.

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า มติกกต.วันนี้ไม่เป็นเพียงการปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ ในคดีการโกงเลือกสวไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น แต่ยังตอกย้ำปัญหาองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากการรับผิดรับผิดชอบต่อประชาชน และเป็นอิสระต่อการทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ดังนั้นเพื่อเป็นการผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือกสว.ต้องรับผิดทางกฎหมาย และเพื่อฟื้นฟูกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาชนจะดำเนินการ ดังนี้

1. ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายต่อกกต. ฐานความผิด ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

2. ดำเนินการ และสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเรื่องสว.ที่ยังไม่ให้ถูกสั่งฟ้องโดยกกต.ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล

3. ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีการโกงเรื่องสว.ผ่านกลไกของรัฐสภา เช่นยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการรณรงค์ในสังคมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบ ทางการเมืองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย

4. ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภาและปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ 5. เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของประชามติในวันที่ 8 ก.พ 2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้แก่สว.สามารถเข้ามาขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่การแถลงของกกต. ยังไม่ชัดเจนว่าทำไมจึงไม่ส่งฟ้องนักการเมืองสีน้ำเงิน และบอกว่า เส้นทางการเงินยังสาวไม่ถึง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการเลือกสวในครั้งนี้ทําเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายกรณีหรือรายเคสได้ และคํากล่าวของประธานกกต ระบุว่า พยานหมายเลข 16/26 ให้การกลับไปกลับมาหรือไม่ หรือมีเหตุผล ส่วนตัวมองว่า การให้ปากคําอาจมีแรงกดดันทางการเมือง และกกต.ก็มีมติเสียงข้างมาก ในการไม่ส่งฟ้อง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไปยังศาลเลย แสดงว่ากกตกําลังเชื่อว่ากระบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี้ไม่มีนักการเมือง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

ซึ่งรายละเอียดของการดําเนินการทางกฎหมายตนยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมดําเนินการทุกช่องทาง ซึ่งต้องรู้ว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่ ส่วนจะส่งฟ้องทางช่องทางไหนอย่างไร ขอรอรายละเอียดเร็ว ๆ นี้จากทีมกฎหมาย

ส่วนการที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะสะเทือนรัฐบาลหรือไม่ เพราะ กกต.ก็ไม่สั่งฟ้อง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สําคัญที่สุดในตอนนี้คือการเรียกร้องให้รัฐบาล เดินหน้าในส่วนของการถูกถ่วงดุล กลไกรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมา และเท่าที่ทราบข้อมูลเบื้องหลังอาจมีความพยายามใช้อํานาจของประธานรัฐสภา ในการพยายามไปตีกรอบการยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะในช่วงของรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งนี้ในทุกยุคสมัย การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถพูดถึงคุณสมบัติ ของรัฐมนตรีเป็นตัวรายบุคคลได้ อะไรที่ไม่โปร่งใสในอดีต ย่อมถูกซักฟอกหรืออภิปรายได้ จึงอยากให้ทุกคนติดตามกลไกการอภิปรายในสภาว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ฝ่ายค้านซักฟอกได้หรือไม่

‘สว.สำรอง’ ไม่พอใจมติ กกต. คดีฮั้ว สว. ชี้หักมุมไม่สมเหตุผล

14 กันยายน 2569 เวลา 18:41 น.

สว.

วันที่ 14 ก.ย.2569 เวลา 17.40 น. ที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่มสว.สำรอง กล่าวถึงผลมติกกต.ในคดีฮั้งสว.ว่า จากที่ฟังข้อแถลงจากประธานกกต. รู้สึกไม่พอใจ เพราะไม่สมเหตุผลอย่างมาก โดยเฉพาะการไปให้น้ำหนักที่พยานลำดับที่ 16/26 ว่าเป็นพยานที่ไม่น่าเชื่อถือนั้น ความเห็นของเป็นข้อขัดแย้งกับความเห็นของกกต.ชุดเดิม ที่เคยเห็นชอบให้นำความเห็นของพยานดังกล่าว ไว้ในสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการไต่สวนและสืบสวนชุดที่ 26 ถือว่าเป็นการหักมุมที่ไม่สมเหตุสมผล จริงๆแล้วกกต.สามารถส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด

ส่วนกรณีผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นสว. ทั้ง 26 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3 สั่งของทั้งความจริงต้องสั่งฟ้องทั้ง 138 คน เพราะถือเป็นการทำโพยชี้นำ แต่กกต.ชุดดังกล่าวกลับดำเนินคดีเพียง 26 คน หลังจากนี้ตนและสว.สำรอง จะไปยื่นคำร้องคัดค้าน คำวินิจฉัยของกกต.ต่อศาลฎีกาในวันที่ 16 ก.ย.นี้

‘อรรถวิชช์’ จี้ สตง. ตามเงินประกันตึกถล่ม 536 ล้าน บี้เรียกค่าเสียหายเหล็กด้อยคุณภาพ

14 กันยายน 2569 เวลา 17:57 น.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

วันนี้ 14 กันยายน 2569 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “อรรถวิชช์” หารือร่วมผู้บริหาร สตง. ทวงเงินประกันและค่าเสียหาย ตึกสตง.ถล่ม

ช่วงเช้า 14 ก.ย. 69 ผมในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ เข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตึก สตง. ถล่มเมื่อปี 68
ผมขอสรุป แนวทางร่วมกันกับ รองผู้ว่าฯและทีมผู้บริหาร สตง.ดังนี้

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

1. ให้เร่งตามเงินประกันภัยจากทิพยประกันภัย กล่าวคือ งบประมาณสร้างตึก 2,560 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 966.8 ล้านบาท มีการติดตามบังคับจากเงินประกันแล้ว 400 กว่าล้าน ยังคงเหลืออีกราว 536 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะต้องได้รับจากบริษัททิพยประกันภัย ต้องเร่งดำเนินการด่วน

2. ขอให้เรียกค่าเสียหายจากการออกแบบก่อสร้าง และเหล็กที่ด้อยคุณภาพ โดยผลตรวจในส่วนการก่อสร้างให้ประสานทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ท่านอธิบดีได้รับปากกับคณะกรรมาธิการฯแล้วที่จะส่งมอบเอกสารให้ และในส่วนเหล็กด้อยคุณภาพที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งมอบให้ไปแล้ว

#เงินแผ่นดินตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

หลังจากที่โพสต์ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ชื่นชมค่ะท่าน เยี่ยมสุดๆ ดร.อรรถวิช ทำเพื่อประโยชน์ของชาติโดยแท้จริง คนจริง เก่งจริง ถ้าประเทศเรามีคนแบบ ดร.อรรถวิช ประเทศชาติเจริญค่ะ”

“ชื่นชมค่ะ”

“สุดยอดมากๆค่ะ”

“Well Done Applause Sticker”

“#ขอบคุณคุณเอ๋ ที่ยังร่วมสู้ให้กับประชาชน ในทุกด้าน เสมอมา”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

ปธ.กกต.เปิดสาเหตุไม่ฟ้อง กก.บห.พรรค-สส. พยานไม่น่าเชื่อถือ หลักฐานไม่พอโยงถึง อนุทิน-เนวิน

14 กันยายน 2569 เวลา 17:54 น.

ประธาน กกต.แจงยิบยกคำร้อง 21 กก.บห.พรรคภูมิใจไทยรอด!! ชี้พยาน 3 ปากกลับคำ–ไร้น้ำหนัก พบรหัส 16/26 คดีเก่าติดตัว ยันเส้นเงินสะอาด แม้พบโผล่คุย “อนุทิน-เนวิน” ที่พูลแมน ไร้หลักฐานมัดผิด พร้อมโต้ไมได้ฟอกขาวนักการเมือง ชี้มติชุดสอบสวนไม่ผูกมัด ยืนยันประสาน DSI แกะรอยเส้นเงิน–การใช้โทรศัพท์ต่อเนื่องไปทำคดีต่อเองได้

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. กล่าวชี้แจงกรณี ถึงเหตุผลการพิจารณาคำร้องคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ที่นักการเมืองไม่ถูกส่งศาลดำเนินคดีเลย ว่า มีพยานปากสำคัญ 3 ราย ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอกลับคำให้การ โดยระบุว่า ข้อมูลพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 ราย(กก.บห.พรรคภูมิใจไทย) การเตรียมการหรือเส้นทางการเงินที่เคยให้การไว้ก่อนหน้านี้ ไม่เป็นความจริง

“ผมเป็นผู้พิพากษาประสบการณ์กว่า 38 ปี กล่าวถึงการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า ในทางคดีพยานที่กลับคำให้การมักถูกลงโทษ แต่สำหรับพยานทั้ง 3 ปากนี้ ขาดความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากมาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติของ พยานรหัส 16/26 พบว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกถึง 11 ปี ในคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 500 ล้านบาท และปัจจุบันยังถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริย ธรรม จึงเห็นว่าพยานหลักฐานมีความขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง และอิงประเด็นทางการเมืองจนฟังไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1”นายณรงค์ กล่าว

ประธาน กกต. ระบุอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ส่วนประเด็นเรื่องประวัติการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันนั้น แม้พบว่ามีการโทรหากันจริง แต่ไม่สามารถยืนยันเนื้อหาที่พูดคุยได้ ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมืองเมื่อได้รับเลือกเป็น สว.ใหม่ ย่อมมีการจับกลุ่มและพูดคุยตกลงกันเป็นเรื่องปกติ

ส่วนกรณีที่มีพยานอ้างว่าพบกลุ่ม สว.เดินทางไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน และพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า แม้จะมีการพบปะกันจริง แต่ในสำนวนไม่มีรายละเอียดหรือหลักฐานใดที่ระบุว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเข้าข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

“ในแต่ละข้อกล่าวหา กกต.ยึดการพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก แม้ตนไม่สามารถตอบแทน กกต. ท่านอื่นได้ แต่เชื่อมั่นว่า กกต. เสียงข้างมากใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างรอบคอบและเป็นธรรมที่สุด” นายณรงค์ กล่าว

เมื่อถามว่า การที่กกต.ฟ้องแค่บางคนและไม่มีนักการเมืองเลย อาจเข้าข่ายเป็นการ ฟอกขาว รวมถึงเท่ากับเป็นการตีตกสำนวนข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร ที่เชื่อมโยงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือไม่ ว่า การดำเนินคดีในส่วนของ DSI ยังคงเป็นไปตามขั้นตอนของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมา กกต. และ DSI ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะคณะอนุกรรม การไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ ทั้งข้อมูลเส้นทางการเงินและประวัติการใช้โทรศัพท์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก DSI เพื่อนำมาใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐานในชั้นการพิจารณา

“มติหรือความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. หรือคณะทำงานชุดที่ 36 ถือเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่ได้มีผลผูกมัดการตัดสินใจของ กกต. แต่ละท่าน เนื่องจาก กกต. แต่ละคนมีดุลพินิจในการใช้อำนาจพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยตนเองได้ลงมติเห็นชอบตามแนวทางของชุดที่ 26 ให้ลงโทษผู้กระทำผิดมากกว่า 20–30 ประเด็น และได้ทำคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญด้วยตนเอง” ประธาน กกต. ระบุ

ต่อข้อถามที่ว่า การตัดฟ้องบางส่วนจะส่งผลให้สำนวนคดีของ DSI ในคดีอั้งยี่ซ่อง โจรอ่อนลงหรือไม่ ประธาน กกต. ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่สามารถตอบแทนขั้นตอนการดำเนินงานของ DSI ได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยปฏิเสธพยานหลักฐานจาก DSI โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม รวมถึงการลงมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทาง กกต.ได้ประสานขอข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์จาก DSI มาประกอบการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

เปิดฉบับเต็ม มติ กกต. ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย

14 กันยายน 2569 เวลา 17:35 น.

กกต.

วันนี้ 14 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข่าวชี้แจงลำดับขั้นตอนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 และมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข่าวเลขที่ 445/2569 วันที่ 14 กันยายน 2569

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงลำดับขั้นตอนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2567 และมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

กกต.

1. การจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาด้วยมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 และ กกต. ได้กำหนดวันรับสมัคร และกำหนดวันเลือก สว. จำนวน 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 20 – 24 พฤษภาคม 2567

สำหรับการเลือก สว. ครั้งนี้ ใช้ระบบ “เลือกกันเอง” โดยแบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่ม ตามลักษณะอาชีพและประสบการณ์ ผู้สมัครจะต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามลำดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ

ระดับอำเภอ กำหนดเลือกในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับอำเภอ จะเข้าสู่กระบวนการเลือกในระดับจังหวัด
ระดับจังหวัด กำหนดเลือกในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ผู้สมัครที่ได้รับเลือกในระดับจังหวัด จะเข้าสู่กระบวนการเลือกระดับประเทศ
ระดับประเทศ กำหนดเลือกในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัดจากทั่วประเทศจะเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง เพื่อคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 200 คน จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน พร้อมจัดทำบัญชีสำรอง จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน
และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลการเลือก สว. เมื่อวันที่

10 กรกฎาคม 2567

2. สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นกรณีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณากรณีการเลือก สว. ระดับประเทศ สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวน ตามหนังสือลับ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0824/0050 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งปรากฏข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อดำเนินการเลือก สว. ในลักษณะที่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ผลการสืบสวนปรากฏพฤติการณ์สำคัญว่า มีการจัดกลุ่มผู้สมัครและกำหนดค่าตอบแทนในแต่ละระดับ มีการนัดหมายผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศเพื่อจัดทำโพยการเลือก รวมทั้งมีการจ่ายเงินมัดจำ และจัดเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่เลือก สว. โดยผลการเลือกในรอบเช้าและรอบไขว้ปรากฏว่าเป็นไปตามโพยดังกล่าว

คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือเป็นข้อมูลหรือเบาะแสจากหน่วยงานอื่นของรัฐตามข้อ 30 (2) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีอาจมีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 77 (1) มาตรา 79 และมาตรา 81

ดังนั้น ในการประชุมครั้งที่ 26/2568 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติให้ดำเนินการไต่สวนกรณีดังกล่าว เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ปรากฏโดยชัดเจนต่อไป

3. สรุประยะเวลาการจัดทำสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมี Timeline จากวันเลือก สว. ระดับประเทศ สู่การลงมติชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนี้

การดำเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ

• 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI ส่งเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว.
• 18 มีนาคม 2568 กกต. มีมติสั่งให้ดำเนินการไต่สวน กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏ (จากรายงานของ DSI)
• 19 มีนาคม 2568 กกต. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อดำเนินการไต่สวนการเลือก สว.
• กรกฎาคม 2567 – มีนาคม 2568 มีเรื่องคัดค้านการเลือก สว. จำนวน

619 เรื่อง และ กกต. วินิจฉัยแล้ว จำนวน 597 เรื่อง และมีการดำเนินการพิจารณาผู้สมัครเป็น สว. ที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม จำนวน 1,767 ราย

• 15 กันยายน 2568 รองเลขาธิการ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ กกต. จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเพื่อเสนอคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 78 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน
การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 16 กันยายน 2568 กกต. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อพิจารณาสำนวนการไต่สวน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 74 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 26 กุมภาพันธ์ 2569 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. (อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.กกต. พ.ศ. 2560 และข้อ 79 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561)

• 30 มีนาคม 2569 – ประธานกรรมการการเลือกตั้ง สั่งนำเข้าที่ประชุม กกต.

– กระบวนการเตรียมเอกสาร/สำเนาเอกสาร/พิจารณา

และตรวจสอบรายงานสำนวนการไต่สวนในเบื้องต้นของ กกต. (สำนวน มีเอกสารทั้งสิ้น 75,722 หน้า)

• 8 มิถุนายน 2569 – 28 สิงหาคม 2569 กกต. เริ่มเข้าสู่กระบวนการ

พิจารณาสำนวน (รวม 11 ครั้ง)

• 14 กันยายน 2569 กกต. พิจารณาลงมติ

4. สรุปมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังนี้

4.1 ผู้ร้อง จำนวน 67 คน

4.2 ผู้ถูกร้อง จำนวน 427 คน

4.3 สำนวนมีเอกสาร จำนวน 75,722 หน้า

4.4 สรุป กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 36 คน

(4) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

5. ข้อกล่าวหา มีทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหา ดังนี้

5.1 ข้อกล่าวหาที่ 1 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวน ทั้งสิ้น – คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(2) บุคคลอื่น จำนวน – คน

5.2 ข้อกล่าวหาที่ 2 มาตรา 76 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น – คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน – คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน – คน

5.3 ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561)

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา มีจำนวนทั้งสิ้น 36 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 1 คน

(4) กรรมการบริหารพรรค / สส. /

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 9 คน

5.4 ข้อกล่าวหาที่ 4 – 7

ข้อกล่าวหาที่ 4 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี และให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

ข้อกล่าวหาที่ 5 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข้อกล่าวหาที่ 6 มาตรา 79 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ข้อกล่าวหาที่ 7 มาตรา 81 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 “เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด”

ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

ข้อกล่าวหาที่ 4 – 7 มีจำนวนทั้งสิ้น 77 คน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

(ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง

(อยู่ในบัญชีรายชื่อ) จำนวน – คน

(3) ผู้มีสิทธิเลือก สว.

(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1) –(2)) จำนวน 36 คน

(4) สส. / ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน – คน

(5) บุคคลอื่น จำนวน 15 คน

6. กกต. มีมติวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. แล้ว ต้องดำเนินการ ดังนี้

6.1 กกต. จัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการเลือก สว. ภายใน 60 วัน

6.2 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ภายใน 60 วัน

6.3 ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าเป็น สว. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

6.4 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด ให้สมาชิกภาพ สว. ผู้นั้น สิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

7. การดำเนินการกรณีตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง

กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลมีผลให้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง ให้ดำเนินการตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ดังนี้

7.1 ในกรณีที่ตำแหน่ง สว. กลุ่มใดมีไม่ครบจำนวน ไม่ว่าเพราะเหตุตำแหน่งว่างลง หรือด้วยเหตุอื่นใดอันมิใช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา ให้ประธานวุฒิสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มนั้นขึ้นดำรงตำแหน่ง สว. แทนตามลำดับ และให้ผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ในระหว่างที่บุคคลดังกล่าวยังมิได้เข้ารับตำแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่

7.2 กรณีที่ต้องเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มใดขึ้นดำรงตำแหน่ง สว. แทน แต่ไม่มีบุคคลในบัญชีสํารองของกลุ่มนั้นเหลืออยู่ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าจะเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองในกลุ่มอื่นใด
ที่ยังมีผู้อยู่ในบัญชีสํารองเหลืออยู่ แล้วดำเนินการเลื่อนบุคคลนั้น ขึ้นดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่ง การจับสลากดังกล่าวให้มีผลเฉพาะการเลื่อนครั้งนั้น

7.3 กรณีที่ทุกกลุ่มไม่มีรายชื่อบุคคลในบัญชีสํารองเหลืออยู่สำหรับการเลื่อนบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วย สว. เท่าที่มีอยู่ แต่ในกรณีที่มี สว. เหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สว. ทั้งหมด และอายุของวุฒิสภาเหลืออยู่เกินหนึ่งปี ให้ดำเนินการเลือก สว. ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วันนับแต่วันที่วุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้ได้รับเลือกดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามสายด่วน กกต. 1444″

ไม่นานหลังจากที่ เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็กันเป็นจำนวนมาก เช่น

“#157”

“ทุกอย่างเป็นไปตามผลของการกระทำ”

“กกน”

“ด”

“หนังเพิ่งเริ่มฉาย ยังไม่ถึงจุดไคลแม็กซ์ อย่าเพิ่งเป็นลมนะ ต้องมีใครไปฮ่องกงแน่นอน อดีตก็เคยมีมาเเล้ว กกต ไม่ใช่ศาล”

“กกตเป็นกลาง กลางดขากระโดงไปเบยยยนจร้าาา”

“ชีวิตดีย์ๆที่ลงตัว”

“เขินเลย”

“กกตหค.”

“อุ”

“157”

“ไม่โปร่งใส”

“กะโปกข้างไข่ชัด”

“ไม่ได้กินหญ้าว่ะ”

กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.
กกต.

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ฝ้าโรงอาหารสภาฯ ถล่ม เกิดจากความชื้นท่อแอร์ ยันโครงสร้างหลักยังแข็งแรง

14 กันยายน 2569 เวลา 16:45 น.

โสภณ รุดตรวจฝ้าศูนย์อาหารชั้นบี 2 รัฐสภาหล่น ด้าน จนท.วิศวะโยธาฯ เผยผลตรวจยันโครงสร้างหลักแข็งแรง สาเหตุเกิดจาก ความชื้นท่อแอร์ เร่งซ่อม-ขันสกรูใหญ่เพิ่มความแข็งแรง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และวิศวกรจากกรมโยธาธิการและผังเมือง 4 คน เข้าตรวจเช็คศูนย์อาหารกินนี่ฟู้ด ชั้นบี 2 อาคารรัฐสภา ภายหลังจากมีเหตุฝ้าหล่นลงมาจำนวน 2 แผ่น เมื่อวันที่ 13ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ ของวิศวกรกรมโยธาฯ พบว่าโครงสร้างหลักแข็งแรง ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ส่วนที่หล่นลงมาคือแผ่นฝ้ายิบซั่ม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความชื้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิท่อแอร์สลับร้อนเย็น จนเกิดเป็นน้ำและหยดลงตรงจุดเกิดเหตุ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขกลับคืนเรียบร้อยแล้ว ทางวิศวกรจากกรมโยธาฯ ได้ให้เพิ่มขนาดของสกรูให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพื่อยึดติดฝ้าให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันทางสภาฯ ก็ได้แก้ไขปัญหาเรื่องหยดน้ำไม่ให้ไหลลงแผ่นฝ้าอีกด้วย

‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

14 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คน แล้ว โดยมีกกต.มาครบทั้ง 7 คน ซึ่งบรรยากาศโดยรอบสำนักงาน กกต. มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง สน.ประชาชื่น และสน.ดอนเมือง เข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200 นาย โดยมีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สังเกตการณ์เข้าไปในภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต.ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00 น.โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต.หรือเพจ YouTube ECT Thailand

จากนั้น เวลา 15.45 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และ ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ร่วมแถลงผลการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือกสว.

โดยณรงค์ กล่าวถึงการพิจารณาของ กกต. ทุกคนมีความเป็นอิสระ แต่ความมีอิสระในการพิจารณาอยู่ในกรอบของกฎหมาย สำนวนในคดีเลือก สว. มีเกณฑ์ในการพิจารณา เมื่อมีคำร้อง คำคัดค้าน หรือเป็นความปรากฏขึ้นจะมีการไต่สวน เมื่อมาถึงชั้น กกต. ก็จะมีการพิจารณาจากคำร้อง คำคัดค้าน พยานบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งพยานนิติวิทยาศาสตร์ เส้นเงิน และการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงพยานแวดล้อม เราไม่ได้พิจารณาตามอำเภอใจหรือแรงกดดันจากสังคม หรือความต้องการจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

สำหรับผลการพิจารณาไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร แต่สามารถบอกได้ว่ามติเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไรในข้อกล่าวหาต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน พิจารณา โดยมีผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คน

ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ผู้ที่ถูกกล่าวหากรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ สส. จำนวน 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องศาลฎีกา และบุคคลอื่น ถูกส่งฟ้อง 1 คน กกต. ไม่มีมติส่งฟ้องเช่นกัน

ข้อกล่าวหาที่ 2 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน สว. สำรอง 1 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน รวม 140 คน กกต. ไม่มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา

ข้อกล่าวหาที่ 3 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน กกต. มีมติส่งฟ้อง 26 คน สว. สำรอง 1 คน กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง ส่วนผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน ส่งฟ้อง 1 คน บุคคลอื่น 15 คน ส่งฟ้อง 9 คน

ข้อกล่าวหาที่ 4-7 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง กกต. มีมติส่งฟ้อง 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. ส่งฟ้อง 36 คน และบุคคลอื่นส่งฟ้อง 15 คน รวม 77 คน

สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7 คน ประกอบด้วย

1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

2.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ

3.นายชาย นครชัย

4.นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ

5.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์

6.นายณรงค์ รักร้อย

7.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร

กปช.ประชุมนัดแรก ศุภจี กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร ดึง พี่ดี้ นิติพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

14 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

“กปช.”ประชุมนัดแรก “ศุภจี”กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร หลังเจอมรสุมภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ ดึง”พี่ดี้ นิติพงษ์”นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างความเชื่อมั่น ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ หรือ กปช.โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมครั้งแรก

นางศุภจี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะสร้างความร่วมมือและขยายผลนโยบายรัฐให้กับประชาชนได้ทราบถึงข้อเท็จจริง ในวันนี้สถานการณ์ วิกฤติที่เจอ เป็นวิกฤติที่ไม่เคยเจอซ้ำซ้อนกันมาก่อน ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และรวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายที่เราต้องการจัดการ เหล่านี้ทำให้การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ เราคงไม่สามารถรับมือได้ในท่าทีเดิมๆ เราควรจะต้องมานั่งมองกันว่าคณะกรรมการชุดเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นแค่คณะกรรมการที่มาเจอกัน แล้วทำภารกิจเหมือนเดิม แต่เราต้องเข้ามาคิดและช่วยกัน ร่วมมือกันว่าจะทำอย่างไร จึงจะสื่อสารข้อเท็จจริงให้กับประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันได้ สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดี เราจะส่งต่อไปให้ประชาชนได้ทราบ แต่สิ่งไหนยังทำไม่ดี ก็จะทำหน้าที่รับฟังและนำมาปรับในเรื่องของการทำงาน

นางศุภจี กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ คงไม่ได้ทำงานในลักษณะของการให้ข้อมูลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรับฟังทิศทางและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมว่ามีความวิตกกังวลหรือความไม่เข้าใจในเรื่องใด และช่วยกันจัดวางเป็นนโยบาย ที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในยุคที่เรารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพเดิมๆไม่ได้ ดังนั้นความเห็นทัศนคติ ข่าวปลอม จึงเป็นสิ่งที่เราต้องจัดการอย่างทันท่วงที

นางศุภจี กล่าวอีกว่า วันนี้ควรจะมีโอกาสได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องต่างๆ หลายประเด็น ทั้งการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นรายชื่อแล้วต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาช่วยกันทำในเรื่องนี้ และเชื่อได้ว่าทุกคนมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์กับประชาชน

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระเบียบวาระที่ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานผลการดำเนินงานและอยากจะเรียนท่านผู้ทรงคุณวุฒิว่าอย่าพึ่งไม่พอใจว่ามีแต่เรื่องเปเปอร์เวิร์ค การบ้าน ที่อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะทำนัก แต่อันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เจอกันครั้งสุดท้ายตนเองไม่ได้เป็นประธาน ซึ่งจากการบันทึกประชุมครั้งสุดท้ายตั้งแต่ ปี 67 ตอนนี้ 2 ปีผ่านไป โลกเปลี่ยนไปเยอะ ซึ่งเราจะต้องมานั่งพูดคุยกันว่าที่เคยตั้งไว้ในปี 67 จะเดินไปแบบนั้นหรือไม่ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการให้มีภารกิจที่ชัดเจนและเดินหน้ากันต่อ ส่วนการประชุมครั้งต่อไป ไม่ต้องรอ 2 ปี หวังว่าจะเชิญคุยกันเร็วขึ้น และนำเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์จริงๆ นโยบายจริงๆ มาสะท้อนร่วมกัน

ด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราประชุมครั้งล่าสุด 2 ปีมาแล้ว การประชุมที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มีการประชุมในรูปแบบลักษณะนี้ เพราะจากหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของฝ่ายการเมือง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้การประชุมชะลอไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็เห็นความพยายามผลักดันความเชื่อมโยงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล ที่มีการประชุมกันนอกรอบตลอดเวลา วันนี้เป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ทุกคนให้ความเชื่อมั่น ซึ่งทุกคนเห็นชื่อก็ชื่นชมที่มาช่วยเป็นองค์ประกอบ จึงคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางที่ดี ที่จะจะช่วยสื่อสารกับประชาชนในหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกกลุ่มของประชาชน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมมี นายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือ พี่ดี้ นักแต่งเพลงชื่อดัง ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และคนอื่นๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

คำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ลงนามโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ

ด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตามคำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 1/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ครบวาระการดำรงตำแหน่งสองปีแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในข้อ 5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ.2553 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ดังต่อไปนี้

1.นายนิติพงษ์ ห่อนาค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

2.นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3.นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4.รองศาสตราจารย์ สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5.นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6.นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2569