ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ว่า ในการหารือได้พูดคุยถึงคดียิง สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งรับทราบร่วมกันว่าจับผู้กระทำผิดได้จะมีการขยายผลให้มากที่สุดไปถึงผู้บงการ ผู้สื่อข่าวชอบถามจะมีการตัดตอนหรือไม่ ไม่มี มันตัดตอนไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามขั้นตอน

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“นายกฯ”แย้มรูปแบบ”ครม.สัญจร”ไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ บอกต้องได้น้ำได้เนื้อ รมต.ทำกิจกรรมร่วมกัน-ไม่ใช่ต่างคนต่างไป

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ว่า ได้แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ตอนแรกจะไล่จากภาคเหนือลงมา เพราะเข้าใกล้หน้าน้ำแล้ว ซึ่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม บอกว่าอย่าลืม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งตนก็บอกว่า First come, first served ตรงไหนพร้อมก็ไป

นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ การประชุม ครม.สัญจร ในห้วงที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่การประชุมที่แค่เปลี่ยนสถานที่ แต่เป็นการประชุมที่ต้องลงไปคลุกกันที่หน้างาน อย่างที่ผู้สื่อข่าวชอบบ่นว่า ตนประชุมนาน เพราะตนไม่ใช่ประชุมเป็นพิธี ตนประชุมจะต้องรู้เอง ไม่ใช่ตามบทบาทที่มาเปิดประชุมแล้วก็มอบหมายต่อ มันไม่มี ถ้าตนเข้าร่วมประชุมแล้วก็ต้องประชุมทุกเรื่องให้จบ ตรงไหนแก้ไขปัญหาได้ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีการประชุม ครม.สัญจร ในช่วงที่ตนเป็นรัฐบาล น่าจะได้น้ำได้เนื้อเยอะ จะมีการลงพื้นที่ด้วยกัน เดินทางด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างไป แล้วเช้าก็ไปเจอกัน ประชุมกัน แล้วต่างคนต่างกลับ ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้

เมื่อถามว่า จะเริ่มประชุม ครม.สัญจร ช่วงไหน นายกฯ กล่าวว่า พร้อมเมื่อไหร่ก็ไป ถ้าทางเหนือพร้อมก่อนก็ไปเหนือ โดยให้ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และเลขาคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองนายกฯ ที่รับผิดชอบเป็นคนเลือก ทั้งนี้รูปแบบการประชุม ครม.สัญจร ต้องไปดูที่หน้างาน ถ้าไปเจาะจงไว้ก็เหมือนเดิม ไม่ใช่ไปไหน 15 นาทีแล้วก็เรียกออกมา มันไม่ได้ ไปก็ต้องไปจนงานเสร็จ ดึกดื่นค่ำคืน เลยเวลา ล่วงเวลา อย่างตอนนี้ตนประชุม ลูกน้องก็ไม่กล้ามาเรียกแล้ว เพราะก็โดนตนก็ดุทุกที

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนักวิชาการบางคนวิพากษ์วิจารณ์การทํางานของนายกฯ บอกว่าทํางานไม่เป็น อดสูที่มีนายกฯ ทําพฤติกรรมไม่เหมาะสมจากการแสดงกิริยาพูดถุยบนเวที โดย นายอนุทิน หัวเราะ พร้อมระบุว่า “นักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า เดี๋ยวหนวดกระดิก”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวะที่นายกฯ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ ได้เห็นสื่อที่ถือไมค์แล้วมีหนวด แกล้งทำท่าตกใจ พร้อมระบุว่า “อุ้ย เห็นหนวดแล้วตกใจ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิชาการที่นายกฯ พูดถึง อาจจะหมายถึง นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่มีลักษณะเด่น คือการไว้หนวด หรือไม่

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

23 เมษายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปลี่ยนผ่านพลังงาน – ไม่ใช่จะเปลี่ยนหรือไม่ แต่จะเปลี่ยนช้าแค่ไหนในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ผมเพิ่งกลับจากจีนแล้วมีสิ่งหนึ่งที่น่าคิดมาก คือในช่วงที่โลกเผชิญสงครามยืดเยื้อและราคาพลังงานฟอสซิลผันผวนหนัก จีนกลับได้รับแรงกระแทกน้อยกว่าหลายประเทศ บทเรียนนี้น่าสนใจมากสำหรับไทยครับ

เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ แต่เพราะจีนค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านพลังงานมาเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะในภาคขนส่งที่ลดการพึ่งพาน้ำมันลงมาก รถจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยรถไฟฟ้า ทำให้ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นไม่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันรุนแรงเท่ากับประเทศที่ยังผูกติดกับน้ำมัน

อีกด้านหนึ่ง จีนลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ทั้งโซลาร์และลม จนพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งในประเทศมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพึ่งพาพลังงานที่ผลิตเองได้มากขึ้น ก็ยิ่งลดความเปราะบางจากความผันผวนของตลาดน้ำมันและก๊าซโลก

นี่คือจุดที่ไทยควรมองให้ชัด เพราะเรายังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูงมาก ทั้งน้ำมันนำเข้าและก๊าซธรรมชาติที่ต้นทุนผันผวนตามสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ ทุกครั้งที่โลกปั่นป่วน คนไทยก็ต้องรับผลผ่านค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยควรเปลี่ยนผ่านพลังงานหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนช้าแค่ไหนในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ถ้าเรายังใช้โครงสร้างพลังงานแบบเดิม เราก็จะยิ่งเปราะบางแบบเดิม และต้องจ่าย “ต้นทุนความเสี่ยง” แพงขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งที่จริงแล้ว ไทยก็มีศักยภาพสูงมาก เรามีแดด มีพื้นที่ มีภาคธุรกิจที่พร้อม และมีความต้องการไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ถ้าเร่งปลดล็อกกฎระเบียบ ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า และเปิดทางให้พลังงานหมุนเวียนเติบโตได้จริง ไทยก็มีโอกาสลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าได้มาก

บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่เรื่อง “ต้องทำเหมือนจีนทุกอย่าง” แต่คือการเห็นให้ชัดว่า ประเทศที่ลงทุนกับไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศมากขึ้น จะมีภูมิคุ้มกันมากกว่าประเทศที่ยังผูกอนาคตไว้กับน้ำมันและก๊าซจากนอกประเทศ

ในวันที่โลกพลังงานกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งคิด เร่งลงทุน และเร่งเปลี่ยนผ่าน เพราะยิ่งช้า เราจะยิ่งจ่ายแพงขึ้น แต่ถ้าเดินทัน เราอาจเปลี่ยนวิกฤตพลังงานโลกให้กลายเป็นโอกาสของประเทศได้เหมือนกัน

#สนธิรัตน์

กรณ์ ขมวด 3 ประเด็น ปัญหาน้ำมัน-กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อขัด รธน.

กรณ์ ขมวด 3 ประเด็น ปัญหาน้ำมัน-กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อขัด รธน.

กรณ์ ขมวด 3 ประเด็น ปัญหาน้ำมัน-กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อขัด รธน.

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

“กรณ์”ขมวด 3 ประเด็น ปัญหาน้ำมัน-กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อขัด รธน. เตือนอย่าเกรงใจ”นายทุน”จนลืมประโยชน์ประชาชน

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังยื่นกระทู้สดถามรัฐบาล เกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมัน และกระแสการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า จากการซักถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนากรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบราคาน้ำมัน (คตร.) มีเนื้อหาที่น่าสนใจ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.สูตรค่าการกลั่นอำพราง ประชาชนควรได้ส่วนลด 8 – 10 บาท ไม่ใช่แค่ 2 บาท รัฐบาลยอมรับว่ามีกำไรส่วนเกิน จากโรงกลั่นเกิดขึ้นจริง แต่กลับไม่มีมาตรการเรียกคืนกำไรที่ประชาชนเสียประโยชน์ไปตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ส่วนลดยังลวงตา รัฐบาลประกาศลดค่าการกลั่น 2 – 5 บาท แต่หากใช้สูตรต้นทุนที่เหมาะสม (ต้นทุนปกติ 2 บาท + วอร์พรีเมียม 3 บาท = 5 บาท) เมื่อหักจากค่าการกลั่นจริงที่พุ่งไปถึง 13 – 15 บาท ประชาชนควรได้รับส่วนลดจริงถึงลิตรละ 8.50 – 10 บาท ขณะที่กำไรสต็อกน้ำมัน รัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมันโดยไม่เช็กสต็อกเก่า ทำให้โรงกลั่นได้กำไรส่วนต่างมหาศาลเป็นหลักแสนล้านบาท ตนจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อเก็บกำไรส่วนเกินคืนสู่กระเป๋าประชาชน แทนการเจรจาขอส่วนลดเป็นครั้งคราวซึ่งไม่ยั่งยืน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า 2.กู้เงิน 5 แสนล้าน สุดพิสดาร ข้ามหัวกระทรวงการคลัง ส่อขัดมาตรา 172 ตนเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการสั่งการข้ามขั้นตอน กระทรวงการคลังไม่รู้เรื่อง แผนกู้เงินถูกเปิดเผยโดยรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย แต่ปลัดกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่กลับยืนยันว่าไม่รับรู้ และไม่มีความจำเป็นต้องกู้ เป็นการส่อขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่ระบุว่าต้องเป็นกรณี “ฉุกเฉินจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แต่วันนี้ GDP ไทยยังเติบโต 1.5% ต่างจากยุควิกฤตเศรษฐกิจปี 52 หรือโควิดปี 63 ที่ติดลบอย่างหนัก ดังนั้นรัฐบาลควรเก็บกระสุนไว้ใช้ยามวิกฤตจริง อย่าฝืนกฎหมายกู้เงินเพียงเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายตามความต้องการทางการเมือง

และ 3.เตือนรัฐบาลอย่ามอง ชั้นเดียว น้ำมันคือต้นทุนสินค้าทุกประเภท การที่รัฐบาลไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะคิดว่าช่วยแค่คนใช้น้ำมัน คือความเข้าใจที่ผิด เพราะน้ำมันคือต้นทุนขนส่ง เมื่อน้ำมันแพง สินค้าทุกชนิดปรับราคาขึ้นแล้ว แม้น้ำมันลงแต่ราคาสินค้ากลับไม่ลงตาม (Sticky Prices)

“วันนี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาที่ปลายทางด้วยการคุมราคาสินค้า ซึ่งทำไม่ได้จริง เช่น กรณีน้ำมันพืชที่ราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตเกษตรกรกลับตกต่ำ รัฐบาลรู้แล้วว่าประชาชนเสียประโยชน์เป็นหมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องเอากำไรส่วนเกินนั้นกลับคืนมา ไม่ใช่เกรงใจนายทุนจนลืมผลประโยชน์ของประชาชน” นายกรณ์ กล่าว

ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ย้อนรอยคดี ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง 44 สส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง กรณียื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ทนายความ เป็นผู้ร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 ว่าการกระทำ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา แก้ไขมาตรา 112 รวมถึงการใช้นโยบายแก้ไขมาตรา 112 หาเสียงเลือกตั้ง 2566 และมีพฤติการณ์รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 เรื่อยมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทั้งนี้ มาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง”

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า การกระทำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกลดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง เลิกการกระทำ เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิก มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการทางกระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (1 กุมภาพันธ์ 2567) “ทนายธีรยุทธ” ยื่น กกต. เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2)

และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 “ทนายธีรยุทธ” ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.พรรคก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง

วันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ยุบพรรคก้าวไกล พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2564 – 31 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง และห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอีก ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่พรรคถูกยุบ ตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 94 วรรคสอง

ต่อมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านมาถึง 2 ปี ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดอดีต สส.ก้าวไกล รวม 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญามาตรา 112 จากนั้นในวันที่ 9 เมษายน 2569 ป.ป.ช. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เป็นคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569

กระทั่งศาลฎีกาได้นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในเวลา 10.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ระบุว่า “เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้

ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือ สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ”

24 เมษายน 2569 จึงเป็นวันชี้ชะตา 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล โดย 10 ใน 44 อดีต สส.ปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาชน ซึ่งถ้าศาลรับฟ้องคดี ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หรือยกเว้นศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ส่องชะตากรรม 10 สส.ส้ม ถ้าศาลรับฟ้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หากผิดจริงโทษตัดสิทธิตลอดชีวิต)

– 006

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

“กรณ์”ฟันฉับ! “อดีต รมช.คลัง”ส่อเอี่ยวทุนเทา”เบน สมิธ” โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ จี้”เอกนิติ”ปลด”ประธาน ก.ล.ต.”เซ่นปมพัวพันแก๊งสแกมเมอร์

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันและกลุ่มทุนสีเทา ที่ ปปง.อายัดหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง โยงใยอดีต รมช.คลัง เป็นนอมินีฟอกเงินให้นายทุนต่างชาติที่โกงประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของประธาน ก.ล.ต.คนปัจจุบัน ที่มีชนักติดหลังคดีพัวพันกลุ่มมิจฉาชีพ ว่า ขบวนการฟอกเงินที่กัดกินระบบตลาดทุนไทย โดยมีประเด็นสำคัญที่ยื่นกระทู้สดถามรัฐบาล คืออดีต รมช.คลัง ส่อเป็นนอมินี ฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ ล่าสุด ปปง.ได้ยึดอายัดทรัพย์เพิ่มเติมกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ “ฟินันเซีย” (Finansia) ที่ถือโดยบริษัท “พิลกริม” (Pilgrim) ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรายหนึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แม้ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีรายนี้จะอ้างว่าเป็นการยืมเงินมาซื้อหุ้นเอง แต่ล่าสุด ปปง.วินิจฉัยชัดเจนว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของ นายเบน สมิธ นายทุนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์โกงประชาชน นายกรณ์ จึงจี้ให้ ก.ล.ต.เร่งสอบสวนว่าเป็นการรายงานเท็จ หรือมีการสมคบคิดช่วยฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงพี่น้องประชาชนหรือไม่ รวมถึงบุคคลสำคัญคนไทยอีกหลายคนที่มีหลักฐานมัดตัวแต่คดียังไม่คืบหน้า

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนขอตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย โดยพุ่งเป้าไปที่ ประธาน ก.ล.ต.คนปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และเคยลงนาม MOU กับกองทุนของ นายเบน สมิธ ซึ่งถูกประกาศยกเลิกไปภายหลัง ปัจจุบัน ประธาน ก.ล.ต.ท่านนี้ถูกกล่าวหาโดย DSI และเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาชี้มูลของ ป.ป.ช. นายกรณ์จึงตั้งคำถามถึง นายเอกนิติ รมว.คลัง ว่าบุคคลที่มีมลทินเช่นนี้ยังเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต.ต่อไปหรือไม่ และนี่คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การกำจัดทุนเทาออกจากตลาดทุนไทยล่าช้าใช่หรือไม่

“ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง แต่รัฐบาลกลับยังไม่มีคำตอบหรือการดำเนินการที่ชัดเจน เราจะรอรอดูว่าหลังจากกระทู้สดวันนี้ จะมีการดำเนินการที่จับต้องได้หรือไม่ หากรัฐบาลยังเฉยเมย ฝ่ายค้านจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้น เพื่อทวงความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจและปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างถึงที่สุด” นายกรณ์ กล่าว

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.26 น.

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time หวังเป็นฐานข้อมูลกลางแก้ปัญหาความไม่ทันสมัยและล่าช้า ผลักดันให้เกิดต้นแบบโมเดล AI ด้านข้าวในอนาคต

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกันในโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย (Big Data On Thai Rice Farming) โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (Big Data Institute : BDI) พร้อมคณะ และมีนายภาณุ เนื่องจำนงค์ หัวหน้าฝ่ายจัดการการเกษตร พร้อมด้วยนายธนากร สงวนตระกูล นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ในโอกาสนี้นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าวพร้อมผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร กรมการข้าว เข้าร่วมประชุมด้วย

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ BDI ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ดำเนินโครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย มีความประสงค์ให้กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานด้านข้าวของประเทศเป็นหน่วยงานกลางในการผลักดันให้โครงการนี้เกิดผลสำเร็จเป็น One Rice Big Data ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลรวมหนึ่งเดียวในเรื่องข้าวของไทยทั้งระบบ โดยโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ปีที่ 1 มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการพื้นฐานและการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ประกอบด้วยระบบบัญชีข้อมูลข้าว ระบบฐานข้อมูลกลาง และแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลข้าว จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้ในปีที่ 1 ขยายผลต่อในปีที่ 2 และสุดท้ายจะทำต้นแบบโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดว่าเมื่อโครงการสำเร็จบรรลุผลข้อมูลเรื่องข้าวของไทยจะเป็นระบบหนึ่งเดียวแบบ Real time เป็นข้อมูลที่ทันสมัยไม่ล่าช้า ไม่อยู่กระจายหลายหน่วยงาน และที่สำคัญเป็นฐานข้อมูลกลางและเกิด AI ด้านข้าวอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนโครงการนี้จะเป็นความร่วมมือกันผ่านการทำบันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement) ภายใต้ โครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย ต่อไป

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.52 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องประชุมเทวกุล กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งเป็นการประชุมประจำปี เพื่อรับทราบถึงการดำเนินงานของมูลนิธิในรอบปีที่ผ่านมา สำหรับวาระในปีนี้ ประกอบด้วย การบริจาคเงินโดยบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้บริจาคไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 สำหรับการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง และการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการพิจารณาการดำเนินงานประจำปี เรื่องการแต่งตั้งรองประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ แทนนายจรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ที่ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 การพิจารณาจัดหาตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานเคลื่อนที่สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง ในพื้นที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งยังไม่มีอาคารถาวรเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการชั่วคราวของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยปฏิบัติการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร การพิจารณาจัดหาเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ณ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากงานวิจัยของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการปฏิบัติการฝนหลวงขั้นตอนการเลี้ยงเมฆให้อ้วนโดยการเผาไหม้ของสารฝนหลวงชนิดพลุสารดูดความชื้น ให้ควันของสารลอยขึ้นสู่ฐานเมฆ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิในก้อนเมฆและเร่งกระบวนการรวมตัว ทำให้เมฆพัฒนาตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และทำให้เกิดเป็นฝนในพื้นที่เป้าหมาย

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดหาเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงในเขตเงาฝน ที่มีข้อจำกัดด้านการบิน โดยโครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึง ตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำของลุ่มน้ำย่อย กลุ่มลำน้ำในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอบางสะพาน ที่บริเวณหัวงานมีสภาพภูมิประเทศเป็นลำห้วยที่ไหล ระหว่างที่ราบ เนินเขา ณ จุดที่ตั้งหัวงานอ่างเก็บน้ำ ความยาวลำน้ำจากต้นน้ำ ถึงจุดที่ตั้งอ่างเก็บน้ำ 21 กิโลเมตร ความลาดเทของลำน้ำ บริเวณหัวงานประมาณ 1 : 94 สภาพพื้นที่ลุ่มน้ำมีความลาดเท จากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก ลำน้ำสายหลักของโครงการคือ ลำห้วยวังเป้า และลำห้วยน้ำโจนมีพื้นที่รับน้ำ จำนวน 84,375 ไร่ พื้นที่ชลประทาน จำนวน 16,960 ไร่ (ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์) และขณะนี้ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ และขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์ฯ แล้ว โดยการเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม และขอย้ำกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่างานในโครงการพระราชดำริฝนหลวง ที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สานต่อเป็นงานที่มีความสำคัญต่อประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงแล้ง หรือในช่วงที่บางพื้นที่ของประเทศประสบปัญหามลพิษ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หมอกควัน ไฟป่า ก็สามารถช่วยบรรเทาและคลี่คลายได้ ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการปฏิบัติภารกิจสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎร

– 006

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล จะเสด็จไปประทานรางวัล บีซีซี ดีเด่น (รางวัลอารีย์  เสมประสาท) ประจำปี พ.ศ. 2568 ของสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ณ หอธรรม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 4 มิถุนายน เวลา 10.30 น…
  • ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทน ผอ.ใหญ่ ดีป้า ได้ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ขยายผลโครงการ 5G Ambulance ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยี 5G พร้อมประกาศรับสมัครหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินจากทั่วประเทศ ร่วมยกระดับคุณภาพการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน คาดสามารถรองรับการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงทีมากกว่า 173,600 รายต่อปี..
  • เตรียมพบกับอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในโซนแจ้งวัฒนะกำลังจะเกิดขึ้น “รพ.เวชธานี วัฒนะวิภา” รพ.ระดับสากลในเครือเวชธานี ลาดพร้าว 111 มีกำหนดเปิดให้บริการ ประมาณกลางปี 2027..
  • รศ.ดร.สรณะ นุชอนงค์ แม้มีภารกิจยุ่งแต่ยังจัดสรรเวลามาบรรยายเรื่องกลยุทธ์การปรับใช้ AI ให้หลักสูตร Digital CEO#9..
  • ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผอ. อบก. มอบใบประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมาย “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” ประจำปี 2568 ให้ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) โดยมี จิรายุส จึงธนสมบูรณ์ ผช.ซีอีโอ เป็นตัวแทนรับมอบ ตอกย้ำภาพผู้นำยางพาราสีเขียว กับผลลัพธ์ที่ยั่งยืน..
  • ดาเรศร์ กิตติโยภาส วันเกิดได้ไปทำบุญถวายภัตตาหารเช้าพระ 9 รูป ณ วัดใหม่เสนานิคม แล้วค่อยไปประชุมงาน..
  • ช่วงหยุดยาว ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส ควงหวานใจ ดร.ดุสิต พิทยาธิคุณ ให้ขับรถไปร่วมกันบริจาคเลือด ทำบุญในเดือนเกิดให้คุณแม่ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์..
  • ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร พร้อมเพื่อนๆ LSP#2 รณดล นุ่มนนท์, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, วิกิต ขจรณรงค์วณิช, ประเสริฐ ดีจงกิจ, สมเกียรติ กุลธรรมโยธิน, มรกต กุลธรรมโยธิน, ดร.วิชา จุ้ยชุม, ดร.อนันต์ พิเชฐพงศา, นพ.สุรสิทธิ์ ตั้งสกุลวัฒนา, สุฑารัตน์ ตั้งสกุลวัฒนา, ช่อฟ้า ทิตาราม, อัจฉราพร หมุดระเด่น ไปร่วมสังสรรครียูเนียนด้วยทริปเซียงไฮ้ 5 วัน โดยมี วีรินท์ อรรถไกรรัตน์ เป็นแม่งานจัด..
  • เพื่อนๆ Digital CEO#8 ยินดีกับ ธีรพงษ์ วิชญเรืองรมย์ ที่ บจ.ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ ได้รับรางวัล Prime Minister’s Digital Awards 2025 สาขา Digital Organization of the Year..
  • วันเกิดปีนี้ เกริกกุล โกกนุทาภรณ์ ได้พักผ่อนฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น และบริจาคเงินช่วยการศึกษาเด็กพิเศษ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..
  • คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ผู้ที่เรียนจบ “หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ป.โท)” ที่ไม่ใช่หลักสูตร “เภสัชศาสตรบัณฑิต (ป.ตรี 6 ปี)” ผู้ที่จบ ป.โท สาขานี้ “ไม่ได้เรียนเพื่อเป็นเภสัชกร ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ และไม่มีสิทธิประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามกฎหมาย” การที่มีบุคคลนำชื่อคณะไปให้ข้อมูลหรือคำปรึกษาในบทบาทเภสัชกร ถือเป็นการแอบอ้างและใช้คุณวุฒิโดยมิชอบ การกระทำนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 มาตรา 28 (แอบอ้างวิชาชีพ) ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 50 คือ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ..
  • งานสัปดาห์เลขานุการปีนี้ “เลขานุการและผู้ช่วยผู้บริหารยุคใหม่ ปรับตัวยังไงให้เป็นกำลังสำคัญขององค์กร”  25 เม.ย.11.00 -14.00 น.ณ ราชกรีฑาสโมสรโปโลคลับ ถ.วิทยุ  พบกับ จิตร ยุวบูรณ์ จะมาแบ่งปันประสบการณ์ “อัปสกิลการทำงาน” พร้อมเปิดมุมมอง “ดวงการงาน” และจังหวะชีวิตในยุคเปลี่ยนแปลง ยุคนี้ใช้ AI ให้เป็น = ได้เปรียบ…สนใจโทร. 089-111-5715 นวรัตน์ สมพงษ์ ผู้จัดการสมาคมฯ ..

น้องใหม่