กาฬสินธุ์ลุยปราบ! เร่งเดินหน้ามาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ตัดวงจรปลาหมอคางดำ-หลังยอดพบพุ่ง 16 ตัว

15 กันยายน 2569 เวลา 12:45 น.

กาฬสินธุ์ลุยปราบ! ยอดพบปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาวพุ่ง 16 ตัว เร่งเดินหน้ามาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ตัดวงจร ขณะที่กลุ่มเลี้ยงกุ้งเข้มกรองน้ำสกัดลุกลาม

วันที่ 15 กันยายน 2569 ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดช่วงบ่ายวานนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการประชุมคณะกรรมการประมง จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดย นายสุวรรธน์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุม

โดยมี นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์, นายวิระ จิตสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์, นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง พร้อมคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้นอกจากจะมีการแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประมงจังหวัด และแจ้งระเบียบกรมประมงเรื่องการขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จับสัตว์น้ำแล้ว ประเด็นสำคัญคือกรณีพบปลาหมอคางดำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดแรกในภาคอีสานที่ตรวจพบปลาหมอคางดำ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์มีความเป็นห่วงและเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้าน นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประมงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาวเข้าตรวจสอบ 11 จุด พบปลาหมอคางดำจำนวน 13 ตัว โดยพบเพียงจุดละ 1–3 ตัวเท่านั้น จึงยังไม่เข้าข่ายชุกชุมหรือประกาศเขตภัยพิบัติ คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 3–6 เดือน เป็นปลาประจำถิ่นอาศัยในน้ำนิ่ง ชอบอยู่เป็นฝูงบริเวณที่มีอินทรียสาร และยังไม่มีรายงานพบบริเวณใต้เขื่อนลำปาวซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามาในกลุ่มไลน์ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้หว่านแหพบปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 3 ตัว รวมพบจุดนี้ 9 ตัว ส่งผลให้ยอดรวมปลาหมอคางดำที่พบรอบเขื่อนลำปาวขณะนี้อยู่ที่ 16 ตัว

ด้าน นายวีระชาติ ภูโปร่ง ประธานสมาพันธุ์ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ถึงแม้จะยังไม่พบปลาหมอคางดำหลุดลอดลงมาในบ่อเลี้ยงกุ้ง แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกรายได้ตระหนักถึงปัญหา จึงกำชับให้คุมเข้มเป็นพิเศษเรื่องการใช้อุปกรณ์กรองน้ำขณะสูบน้ำจากคลองชลประทานเข้าบ่อกุ้ง ซึ่งทุกคนเอาใจใส่เป็นอย่างดี จึงไม่ค่อยวิตกกังวลแต่จะไม่ประมาทโดยเด็ดขาด

ขณะที่ นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า กรมประมงได้ใช้วางมาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาก่อนเกิดการแพร่ระบาดดังนี้ เจอ แจ้ง : เมื่อพบเจอปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ให้รีบ แจ้งเบาะแสผ่านระบบคิวอาร์โค้ด หรือโทร. 043-811034

และ จับ จบ : เจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับเพื่อกำจัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมปัญหาจะได้จบ โดยนำปลามาทำประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นอาหาร (สาคูไส้ปลา, ไส้อั่วปลา, ข้าวเกรียบปลา, น้ำยาขนมจีน), ทำปลาป่น, ทำน้ำหมักบำรุงพืช และอาหารสัตว์

สำหรับมาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ถือเป็นการล้อมคอกเขื่อนลำปาวเพื่อตัดวงจรชีวิตปลาหมอคางดำให้จบลงที่เหนือเขื่อนอย่างได้ผล หากนำมาใช้ป้องกันอย่างจริงจังก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดและลุกลามไปยังพื้นที่ใต้เขื่อนซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม หรือขยายพันธุ์ไปยังลุ่มน้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำโขงในอนาคต ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างเคร่งครัดเพื่อสยบปลาหมอคางดำไม่ให้ขยายพันธุ์ต่อไป

เชียงรายผนึกกำลัง 6 สหกรณ์! เซ็น MOU เอกชนรับซื้อข้าวเปลือก-ดันปลูก ‘ข้าวหอมมะลิ’ เสริมรายได้

14 กันยายน 2569 เวลา 16:30 น.

เชียงรายผนึกกำลัง 6 สหกรณ์! เซ็น MOU เอกชนรับซื้อข้าวเปลือก ปี 69/70 เร่งยกระดับคุณภาพ-ดันปลูก ‘ข้าวหอมมะลิ’ เสริมรายได้เกษตรกร

วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ วิสต้า เชียงราย ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการรวบรวมข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/2570 ระหว่าง บริษัท ศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ บริษัท สิริอินเตอร์กรุ๊ปประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรในจังหวัดเชียงราย รวม 6 แห่ง โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี และ นายขวัญตระกูล หาญกล้า นายอำเภอป่าแดด พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด, ธ.ก.ส., สำนักงานเกษตรจังหวัด, ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายข้าวเปลือกที่ชัดเจน ได้รับราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งวางแนวทางปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์อย่างเหมาะสม เน้นยกระดับคุณภาพและน้ำหนักของเมล็ดข้าวมากกว่าการเพิ่มปริมาณ เพื่อแก้ปัญหาเมล็ดเล็กและเมล็ดหัก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้อย่างยั่งยืน

สำหรับสหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้ ประกอบด้วย 6 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเมืองเทิง จำกัด , สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด , สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.เชียงราย จำกัด และชุมชนสหกรณ์จังหวัดเชียงราย จำกัด

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สหกรณ์ เกษตรกร และภาคเอกชน จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนข้าวเชียงรายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนามาตรฐาน ลดต้นทุน และสร้างตลาดรองรับ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

ด้าน นายณัฏฐ์ชานนท์ สุริยะไกรกุล ผู้แทนบริษัท ศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งสร้างตลาดรองรับที่แน่นอนและเป็นธรรม พร้อมมีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวหอมมะลิเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ มีราคาดีกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิใน จ.เชียงราย ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง จึงต้องเร่งส่งเสริมเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี

15 กันยายน 2569 เวลา 14:31 น.

S__88481848_0

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี พร้อมหารือ ปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

14 ก.ย.69 เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าพบ H.E. Ms. Karin Prien รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMBFSFJ) ตามคำเชิญของฝ่ายเยอรมนี เพื่อร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Joint Declaration of Intent: JDoI) ณ BMBFSFJ

โอกาสนี้ ก่อนการลงนาม JDoI ทั้งสองฝ่ายได้หารือทิศทางความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา โดยเฉพาะการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยมีนายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการหารือกับฝ่ายเยอรมนี

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการจัดการศึกษา ตลอดจนพัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้เรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ All for Education” รมว.ศธ. กล่าว พร้อมระบุว่า

“อาชีวศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างกำลังคนทักษะสูง โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual VET) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะ (Smart Curriculum) (2) การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับทักษะภาษาเยอรมัน (Future Skills & Language) และ (3) การยกระดับศักยภาพครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (Teacher Capacity Up-leveling)

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน (Thai-German Vocational College) เพื่อเป็นต้นแบบความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ครูและบุคลากร ตลอดจนผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาผลักดันการรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตรด้านอาชีวศึกษาระหว่างกัน (Degree/ Certificate Recognition) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนอาชีวศึกษาได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกประสบการณ์ในต่างประเทศ (Outgoing Mobility Program) มากยิ่งขึ้น

ส่วนการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย–เยอรมัน (Thai-German Joint Working Group: JWG) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ JDoI และร่วมกันจัดทำแผนงาน (Roadmap) เพื่อนำประเด็นหารือเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานระดับรัฐของเยอรมนี (Federal States) และการดำเนินโครงการร่วมกับ iMOVE (International Marketing of Vocational Education) เพื่อขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของทั้งสองประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Demographic Challenges & Aging Society) ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่างเผชิญร่วมกัน โดยเห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาคน การศึกษา และกำลังแรงงานให้สามารถรองรับโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อีกหนึ่งประการสำคัญ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากผลการประเมิน PISA และแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยฝ่ายเยอรมนีให้ความสนใจแนวทางของประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ฝ่ายไทยจึงได้แบ่งปันแนวนโยบายสำคัญ ได้แก่ “All for Education” และ “Thailand Zero Dropout” ตลอดจนการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ในขณะเดียวกันฝ่ายเยอรมนีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความท้าทายที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งการใช้เวลาหน้าจอและสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3–6 ปี การเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในระดับประถมศึกษา และการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการศึกษา (Data-driven Education) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ

ภายหลังการหารือ รมว.ศธ. ไทย และรมว.ศธ. เยอรมนี ได้ร่วมลงนามใน JDoI ฉบับใหม่ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม และร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้วยกลไก JWG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม JDoI ฉบับใหม่ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างไทยกับเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนและบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการสูง และมีโอกาสได้รับรายได้และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต อันเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่ รมว.ศธ. ได้กล่าวไว้ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่าง JDoI และอนุมัติให้ รมว.ศธ. เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนาม

‘ทนายอนันต์ชัย’ ยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ

15 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

มูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ หลังนำเสนอข้อมูลเท็จกรณีร้องเรียนวัดภูผาสู

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นายประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิฯ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีมีสื่อมวลชนและรายการข่าวช่องดัง นำเสนอข้อมูลกล่าวหา พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ประธานที่พักสงฆ์ภูกระแต (ภูผาสูง) จ.นครราชสีมา ในประเด็นเรื่องการมีภรรยาและบุตร การถูกจับสึกจากวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม การบุกรุกพื้นที่ป่า และการบริหารจัดการเงินวัด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ชี้แจงในเบื้องต้นว่า การร้องเรียนลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ มาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2550, 2556, 2559 และล่าสุดปี 2569 ซึ่งทุกครั้งผ่านการตรวจสอบอธิกรโดยคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรวม 9 หน่วยงาน โดยผลการสอบสวนสรุปตรงกันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง พระมหาธีรนาถเป็นผู้บริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย

สำหรับประเด็นหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภรรยาและดูแลเงิน 45 ล้านบาทนั้น แท้จริงคือ คุณศรีประภา คล่องคำนวณการ บุตรสาวของแม่บุญธรรมพระมหาธีรนาถ ซึ่งตระกูลนี้เป็นคหบดีที่มีจิตศรัทธานำเงินส่วนตัวนับพันล้านบาทมาสร้างวัดและเสนาสนะถวายพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องพุทธพาณิชย์แต่อย่างใด ขณะเดียวกันวัดราชบพิตรฯ ก็ได้ทำหนังสือยืนยันแล้วว่าไม่เคยมีประวัติจับสึกพระมหาธีรนาถตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเบื้องหลังเรื่องนี้เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์ระดับสูงแถวฝั่งธนบุรีและวังน้ำเขียวเกิดความอิจฉาริษยาจึงส่งบัตรสนเท่ห์กลั่นแกล้ง

ด้าน นายประยุทธ ประเทศเสนา (มหาหมี) ได้ชี้แจงในรายละเอียดข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า พระมหาธีรนาถบวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณรสายกรรมฐาน ติดสอยห้อยตามครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน และหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ซึ่งในระหว่างนั้นโยมแม่ของคุณศรีประภาได้รับสามเณรธีรนาถเป็นลูกบุญธรรม และฝากฝังให้คุณศรีประภาช่วยดูแลในฐานะน้องชาย

ต่อมาเมื่อปี 2537 สามเณรธีรนาถได้ลาสิกขา (บวชครั้งแรก) โดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ซึ่งมีหลักฐานหนังสือสุทธิและการบันทึกพ้นสังกัดวัดราชบพิตรฯ ลงนามโดยอดีตเจ้าอาวาสยืนยันชัดเจน ไม่เคยถูกจับสึกแต่อย่างใด จากนั้นเมื่อท่านกลับมาอุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้สั่งการให้ท่านขึ้นไปดูแลรักษาผืนป่าภูกระแตเนื้อที่กว่า 2,800 ไร่ ซึ่งต่อมากรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดสรรพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน แยกออกเป็น “ที่พักสงฆ์ภูผาสูง” บนภูเขา มีพระมหาธีรนาถเป็นประธานที่พักสงฆ์ดูแลป่า และ “วัดป่าภูผาสูง” ที่อยู่ด้านล่าง ห่างกัน 120 กิโลเมตรหากใช้รถยนต์ โดยมีเจ้าอาวาสปกครองแยกกันชัดเจน

สำหรับประเด็นการเปิดบัญชีธนาคารนั้น เนื่องจากที่พักสงฆ์บนเขายังไม่ได้ยกฐานะเป็นวัดหรือนิติบุคคล การเปิดบัญชีเพื่อรับปัจจัยมาจัดสร้างเสนาสนะจึงต้องใช้ชื่อบุคคลตามกรอบปฏิบัติ และเงินทั้งหมดถูกนำไปใช้สร้างศาสนวัตถุเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายอนันต์ชัย ได้กลับมาสรุปข้อกฎหมายและท่าทีของมูลนิธิฯ โดยตั้งคำถามไปถึงผู้บังคับการ ปปป. (บก.ปปป.) ว่าเอกสารทางราชการหลุดไปอยู่ในมือของสื่อมวลชนได้อย่างไร พร้อมประกาศจะดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังยื่นคำขาดให้เวลา 7 วัน สำหรับสื่อมวลชนและทีมงานรายการดังกล่าวในการทำหนังสือขอขมาต่อพระมหาธีรนาถ หากพ้นกำหนดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

วว. ชู วทน. เสริมแกร่งเกษตรกร-SMEs ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

15 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการเร่งหาทางรอดและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เร่งงานวิจัย พัฒนา และบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) แบบครบวงจร ตั้งแต่ “ห้องแล็บ…สู่ตลาดโลก” เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมปักฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

วว. เปลี่ยนงานวิจัยเป็น IMPACT เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ มุ่งเน้น “งานวิจัยขึ้นหิ้งสู่ห้าง” ที่วัดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์เข้าไปแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทย ดังนี้ 1.สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการวิทยาศาสตร์แก่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน , 2.ยกระดับผู้ประกอบการ & SMEs  ส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP, SMEs และ Social Enterprise มากกว่า 5,000 รายต่อปี ให้สามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง , 3.ลดการนำเข้า – เพิ่มการส่งออก งานวิจัยด้านจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย สารสกัดชีวภาพ และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการนำเข้าสารเคมี/วัตถุดิบต่างประเทศได้ปีละหลายร้อยล้านบาท และ 4.กระจายรายได้สู่ฐานราก   สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเฉลี่ย 20–30% ต่อครัวเรือน

บูรณาการ STI ต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพไทย สู่ Superfood & Bio-products”  ประเทศไทยมีจุลินทรีย์ สมุนไพร พืชพรรณ และผลไม้เศรษฐกิจนับหมื่นชนิด วว. นำนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ ผ่าน 3 กลุ่ม S-Curve สำคัญ ได้แก่ 1.ศูนย์จุลินทรีย์ วว. (TISTR Culture Collection)  คลังเก็บรวบรวมจุลินทรีย์อันดับ 1 ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายพันธุ์จุลินทรีย์มากกว่า 11,000 สายพันธุ์ นำมาสกัดเป็น โพรไบโอติก (Probiotics) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และปุ๋ยชีวภาพ ลดการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ , 2.สารสกัดสมุนไพรและเครื่องสำอาง (Cosmeceuticals) เปลี่ยนพืชสมุนไพรท้องถิ่นให้เป็นสารสกัดมูลค่าสูง สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล และ 3.บรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Smart Packaging & Post-harvest)  ยืดอายุผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี้  มังคุด ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมหาศาล

พื้นที่ดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรม จาก “แล็บวิจัย” สู่ “ชุมชน-ท้องถิ่น” อาทิ “มาลัยวิทยสถาน” ยกระดับไม้ดอกไม้ประดับไทย (จ.เลย และ จ.ลำปาง)  วว. นำวิทยาศาสตร์เข้าไปส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ใบเศรษฐกิจ ปรับปรุงสายพันธุ์ วางระบบการจัดการโรคพืช และสร้างบรรจุภัณฑ์ขนส่งที่ยืดอายุไม้ดอก เปลี่ยนเกษตรกรรายย่อยให้กลายเป็นผู้ส่งออก สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมากกว่า 100 ล้านบาท , นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า “ลำไย” ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ (จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่)  แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วยการพัฒนานวัตกรรมแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้งทรงคุณค่า สารสกัดซาร์โคเพนจากเมล็ดลำไยสำหรับบำรุงข้อต่อ และเทคโนโลยีการยืดอายุลำไยสดเพื่อการส่งออก ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรได้นับร้อยล้านบาทต่อฤดูกาล , “สงขลาเมืองสมุนไพร” และกลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้  นำพืชท้องถิ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาสกัดเป็นสารฟังก์ชันนัล และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพเคมี สร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างพื้นฐาน STI : สะพานเชื่อม SMEs ไทยสู่ตลาดโลก หนึ่งในจุดแข็งของ วว. คือ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมให้บริการแบบ Total Solution ดังนี้ โรงงานต้นแบบแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร (Pilot Plant)  ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาทดลองผลิตสินค้าจริง ก่อนลงทุนสร้างโรงงาน ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ , การทดสอบ/มาตรวิทยาและระบบมาตรฐานสากล  รับรองมาตรฐานสินค้าระดับสากล (ISO/IEC 17025) เพื่อให้สินค้าไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   ให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยทีมนักวิจัยมืออาชีพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีทันสมัย

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล ยกระดับการอ่าน-ความปลอดภัยโรงเรียน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:09 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้

“ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

 “สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ก.ค.ศ. เคาะเพิ่มรายชื่อสถานศึกษา ลดเวลาขอเลื่อนวิทยฐานะ ผ่านร่างเกณฑ์คุมเข้มกรรมการประเมิน DPA

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญหลายเรื่องที่สะท้อนการขับเคลื่อนระบบบริหารงานบุคคลให้ทันสมัย คล่องตัว และตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การปรับปรุงหลักเกณฑ์ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร 38 ค. (2) การส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมในกระบวนการประเมินวิทยฐานะ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล ลดข้อจำกัดจากหลักเกณฑ์เดิม และเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งและบุคลากรให้สอดคล้องกับภารกิจและบริบทของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น รวมถึงรองรับการย้ายต่อเนื่องและการกำหนดปฏิทินการดำเนินงานที่เหมาะสม

นอกจากนี้ได้มีการอนุมัติจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 7,276 อัตรา แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 77 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 3 อัตรา  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6,792 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 292 อัตรา และสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 112 อัตรา

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบการกำหนดประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ฉบับใหม่รวมสถานศึกษา จำนวน 3,657 แห่ง เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ จาก 4 ปี เหลือ 3 ปีได้ โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาสังกัด สพฐ. 2,739 แห่ง สอศ. 17 แห่ง และ สกร. 901 แห่ง พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรักษาสิทธิของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่พิเศษ ตามประกาศเดิม (ว 23/2565) โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาต่อเนื่องครบ 3 ปี และมีคุณสมบัติครบถ้วนภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง และยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 รวมทั้งรองรับกรณีมีการย้าย หรือเปลี่ยนสถานศึกษา เพื่อให้สามารถนับระยะเวลาการปฏิบัติงานต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเดิม ตาม ว 23/2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และให้ประกาศใหม่ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปเช่นกัน ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษให้ทราบต่อไป

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการประเมินวิทยฐานะ โดย ก.ค.ศ. เห็นชอบ (ร่าง) ข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะ ในระบบ DPA และเห็นชอบให้นำไปกำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำกับการปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเป็นกลาง รักษาความลับ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และพิจารณาผลงานด้วยความเที่ยงธรรม โดยกำหนดให้การฝ่าฝืนข้อกำหนด ถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและวินัยอย่างร้ายแรงรวมถึงกรณีกรรมการประเมินไม่ได้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากกระทำผิดให้ถือว่ามีความผิดทางอาญา

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ก.ค.ศ. ได้ติดตามการดำเนินงาน รับฟังความคิดเห็นและได้รับข้อร้องเรียนว่า พบพฤติกรรมของกรรมการบางรายที่อาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของการทำหน้าที่ เช่น การเปิดเผยตัวตน การรวมกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดอบรมทำผลงานทางวิชาการ รวมถึงการขาดการตรวจสอบและวินิจฉัยการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการในการประเมิน  ก.ค.ศ. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับกรรมการประเมินให้มีความชัดเจนและมีสภาพบังคับมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะให้ได้รับความเชื่อมั่นจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ  ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้ระบบบริหารงานบุคคลมีความชัดเจน เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

“ก.ค.ศ. จะเร่งนำมติและหลักเกณฑ์ที่ได้รับความเห็นชอบไปสู่การปฏิบัติ พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของหลักเกณฑ์เกิดประโยชน์กับผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง และช่วยให้หน่วยงานทางการศึกษาสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

วธ.รับมอบ ไม้จันทน์หอม จัดสร้างพระโกศจันทน์-หีบพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

14 กันยายน 2569 เวลา 20:43 น.

วธ. รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวง ราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้ส่งมอบ พร้อมด้วยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ตลอดจนประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธี ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จังหวัดนครปฐม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดหาไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคัดเลือกไม้จันทน์หอม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีลักษณะเหมาะสม ยืนต้นตายตามธรรมชาติ เปลาตรง และมีพิธีบวงสรวงไม้จันทน์หอมไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 จากนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งมอบไม้จันทน์หอมที่ผ่านการคัดเลือกและแปรรูปตามขนาดและจำนวนที่กำหนด เป็นไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้ท่อน จานวน 370 ท่อน และไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้แผ่น จำนวน 1,350 แผ่น รวมปริมาตร 16.053 ลูกบาศก์เมตร ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และพร้อมแสดงความจงรักภักดีด้วยหัวใจ ทำให้การตัดไม้จันทน์หอม และการเคลื่อนย้ายมายังสำนักช่างสิบหมู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่ได้จัดเตรียมบุคลากรไว้พร้อมแล้วเพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ นับจากนี้ ช่างโลหะ ช่างไม้ประณีต ช่างโกรกฉลุ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร จะดำเนินการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ อย่างสุดฝีมือด้วยความละเอียดรอบคอบ ประณีตและพิถีพิถัน เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมประโยชน์ และแสดงฝีมือเชิงช่างศิลปกรรมชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยให้เป็นที่ปรากฏสืบไป นอกจากนี้ จะบันทึกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ไว้เป็นจดหมายเหตุของชาติ ตั้งแต่การจัดหาต้นจันทน์หอม พิธีบวงสรวง พิธีการตัดต้นจันทน์หอม และขั้นตอนการจัดสร้างโดยละเอียดและสมบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และสืบทอดองค์ความรู้ให้แก่อนุชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

MRT เปิดพื้นที่ Metro Mall สานฝันเยาวชนไทยต่อเนื่องปีที่ 3 กับงาน APRSAF Poster Contest 2026 ในหัวข้อ “Space Garden” MRT สวนจตุจักร

15 กันยายน 2569 เวลา 14:21 น.

จากความมุ่งมั่นในการพลิกโฉมพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้า MRT ให้เป็นมากกว่าเพียงเส้นทางการคมนาคม แต่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ พื้นที่แห่งศิลปะ และแหล่งจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับสังคม ล่าสุด บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ผู้บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ Metro Mall ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เดินหน้ายกระดับการสนับสนุนศักยภาพเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดพื้นที่ Metro Mall ต้อนรับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมการประกวดภาพวาดระดับประเทศ APRSAF Poster Contest 2026 (รอบวาดสด และรอบชิงชนะเลิศ) ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ สถานีรถไฟฟ้า MRT สวนจตุจักร

การเปิดพื้นที่ในครั้งนี้ BMN มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารผ่านงานศิลปะ และพร้อมเป็นเวทีที่ผลักดันให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไปแสดงศักยภาพในเวทีนานาชาติ ภายใต้การประชุมองค์กรด้านอวกาศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และสำหรับการประกวดในปีนี้มาในแนวคิด “Space Garden” โดยพื้นที่ Metro Mall จะถูกเนรมิตให้เป็นลานประลองไอเดีย เพื่อให้เยาวชนได้สำรวจความฝันอันไกล และแสดงทัศนคติต่ออนาคตของการสร้างพื้นที่สีเขียวในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ผ่านมุมมองทางศิลปะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกพืชในอวกาศ ระบบนิเวศจำลอง หรือเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่กระตุ้นจินตนาการและการเรียนรู้เชิงบูรณาการได้เป็นอย่างดี

ด้าน ดร. อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ BMN ผู้แทน BEM กล่าวถึงความภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของพื้นที่ว่า “BMN มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ Metro Mall เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ GISTDA อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในการเปิดพื้นที่สถานี MRT สวนจตุจักร ให้เป็นเวทีสำคัญสำหรับเยาวชนไทยในการถ่ายทอดจินตนาการผ่านงานศิลปะ หัวข้อ ‘Space Garden’ ในปีนี้ ช่วยกระตุ้นให้เด็กไทยคิดไกลถึงการนำธรรมชาติไปสู่การตั้งถิ่นฐานในอวกาศ และยังสะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ได้อย่างทรงพลัง  สิ่งที่เราเห็นจากงานนี้ ไม่ใช่แค่ผลงานที่สวยงาม แต่คือศักยภาพที่รอการปลดปล่อย BMN และ BEM จึงตั้งเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการในระยะยาว ทั้งนิทรรศการหมุนเวียน กิจกรรมเวิร์กช็อปกับศิลปินต้นแบบ การสร้างเครือข่ายเยาวชนศิลปะในระบบขนส่งมวลชน และความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เรามองว่าเด็กไทยมีความสามารถไม่แพ้ใครในโลก เพียงแค่พวกเขาได้รับโอกาสและพื้นที่ที่เหมาะสมในการแสดงออก ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ผ่าน Metro Mall”

การประกวดภาพวาด APRSAF – Poster Contest 2026 รอบชิงชนะเลิศ ผู้ชนะและได้รับคัดเลือก 3 ผลงานที่โดดเด่นที่สุด เป็นตัวแทนประเทศไทย สู่เวทีนานาชาติ โดยในปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้แก่

  1. ด.ญ. ชนิดาภา ศรีรัตนาพร โรงเรียนอนุบาลไผทวิทยา (มูลนิธิชัยพัฒนา)
  2. ด.ญ. ปวริศา โชติคุณ โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี
  3. ด.ญ. มินรญา แก้วชลคราม โรงเรียนนาคประสิทธิ์

ทั้งนี้ ยังมีรางวัล Popular Vote  จำนวน 2 รางวัล

  1. ด.ช. รุ่งโรจน์ ประวิงทรัพย์ โรงเรียนธีรศาสตร์
  2. ด.ญ. ศิริภัทรา ธุระหาญ โรงเรียนสอนศิลปะวาดเส้นแต้มสีกระบี่

พร้อมรางวัล BEM AWARD อีก 12  รางวัล เพื่อสนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนอย่างทั่วถึง

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจของ BMN และ BEM ในการใช้พื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการผสมผสาน ศิลปะ การเดินทาง และโอกาสไว้ในจุดเดียว ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page: BMN Bangkok Metro Networks

‘ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง’ ปักหมุดแลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ ย่านวงศ์สว่าง เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก พร้อมจัดเต็มพิธีมงคล การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมการตลาด และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตอกย้ำการเป็นตลาดไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของย่านวงศ์สว่าง ที่รวมทั้งอาหาร สินค้า และบริการไว้อย่างครบครัน พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการและชุมชนโดยรอบ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง ได้จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการอย่างยิ่งใหญ่ นำโดย คุณคุณ มานัส เติมธนะศักดิ์  จับมือลูกสาวCEO ไฟแรง คุณ ริณระดา ตระการศักดิกุล  พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหน้าที่ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ แขกผู้มีเกียรติ และประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและสัมผัสบรรยากาศของตลาดแห่งใหม่ใจกลางย่านวงศ์สว่าง

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนภาพของตลาดยุคใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังได้รับการพัฒนาให้เป็น Lifestyle Market ที่ผสานทั้งพื้นที่ค้าขาย อาหาร บริการ กิจกรรม และความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางในย่านกรุงเทพฯ ตอนเหนือและพื้นที่ใกล้เคียง

งานเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยกิจกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีการนิมนต์ พระสงฆ์จำนวน 99 รูป ออกรับบิณฑบาตภายในพื้นที่ตลาด ท่ามกลางคณะผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และประชาชนที่ร่วมทำบุญกันอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้นเข้าสู่พิธีพราหมณ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้รับเกียรติจาก พระครูเทพาจารย์ (ตรัณ บุรณศิริ) พระครูพราหมณ์ผู้สืบทอดการพระราชพิธี ประกอบพิธีตามแบบประเพณีพราหมณ์ โดยพระครูเทพาจารย์ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งเป็นพระครูพราหมณ์เมื่อปี 2567

บรรยากาศภายในงานยังงดงามด้วยการ รำถวายพรโดยนางรำ 9 นาง พร้อมการบรรเลงวงปี่พาทย์ และการแสดงโขนโดยนักแสดงจาก วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทยให้เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของพิธีเปิด

ความคึกคักดำเนินต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยในช่วงบ่ายมีการแสดง เชิดสิงโตและมังกร สร้างสีสันและเรียกความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยการแสดงจาก วงโยธวาทิตโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ซึ่งมาร่วมสร้างบรรยากาศให้การเปิดตลาดเต็มไปด้วยความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา โดยโรงเรียนวัดเขมาภิรตารามมีผลงานด้านวงโยธวาทิตมาอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งสีสันของงานคือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ชื่อดังที่ทยอยเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและสร้างคอนเทนต์ภายในตลาด อาทิ นารา เครปกะเทย, คุณมะร์, BB Memory – ครอบครัวตัวบี ตลอดจนอินฟลูเอนเซอร์อีกหลายช่องที่มาร่วมพาผู้ติดตามเปิดประสบการณ์กิน เที่ยว และชอปภายในตลาด

นอกจากกิจกรรมความบันเทิงแล้ว ตลาดใบบัวยังให้ความสำคัญกับการทำตลาดเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการภายในพื้นที่ โดยในวันเปิดตัวได้จัดแคมเปญพิเศษให้ประชาชน ลงทะเบียนรับสิทธิ์รับประทานอาหารฟรีสูงสุด 4 ร้านค้า เพื่อกระจายผู้ใช้บริการเข้าสู่ร้านค้าต่าง ๆ ภายในตลาดโดยตรง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างการทดลองซื้อ สร้างการรับรู้ร้านค้าใหม่ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับฐานลูกค้าใหม่ตั้งแต่วันเปิดตลาด

ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนด้วยความสนุกจาก ฟรีคอนเสิร์ตวง Good Mood และ Slot Machine ที่เรียกผู้คนเข้ามาร่วมงานอย่างคึกคัก ทำให้บรรยากาศของตลาดใบบัวเต็มไปด้วยผู้เข้าร่วมงานตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงค่ำ

ตลาดไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ ครบทั้ง กินชอปใช้ชีวิต

จุดเด่นสำคัญของ ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง คือการวางแนวคิดให้เป็นตลาดที่รองรับการใช้ชีวิตได้ทั้ง กลางวันและกลางคืน เปิดให้บริการตั้งแต่ประมาณ 10.00–22.00 น. พร้อมรวบรวมร้านค้าและบริการหลากหลายประเภทไว้ในพื้นที่เดียว

ภายในตลาดมีทั้งอาหารปรุงสำเร็จ ร้านอาหาร ร้านดัง ร้านเด็ด ของกินเล่น เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงธุรกิจบริการในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านทำผม ร้านตัดผมชาย ร้านทำเล็บ ร้านขายยา ร้านซักผ้า และร้านบริการต่าง ๆ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถมาใช้ชีวิต รับประทานอาหาร เลือกซื้อสินค้า และใช้บริการต่าง ๆ ได้แบบ “ครบ จบในที่เดียว”

พื้นที่ตลาดยังออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริง มีโครงสร้างหลังคาช่วยป้องกันทั้งแดดและฝน ทำให้สามารถเดินเลือกซื้อสินค้าและรับประทานอาหารได้สะดวกตลอดทั้งวัน ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม อีเวนต์ โปรโมชัน และความบันเทิงหมุนเวียน เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวให้กับตลาดและดึงดูดผู้ใช้บริการให้กลับมาเยือนอย่างต่อเนื่อง

ในมุมเศรษฐกิจ ตลาดใบบัวยังมีบทบาทในการสร้างพื้นที่ค้าขายให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจชุมชน การทำการตลาดเชิงรุก การจัดกิจกรรม และการสร้างทราฟฟิกเข้าสู่พื้นที่อย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เพียงช่วยสร้างสีสันให้ตลาด แต่ยังมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการภายในตลาดอีกด้วย

เดินทางสะดวก ติด MRT วงศ์สว่าง

อีกหนึ่งจุดแข็งคือทำเลที่เดินทางสะดวก โดยตลาดตั้งอยู่ใกล้ รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง สถานีวงศ์สว่าง ทางออก 2 และ 3 ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเดินทางมายังตลาดได้สะดวกทั้งจากกรุงเทพฯ และนนทบุรี

ด้วยองค์ประกอบทั้งด้านทำเล ความหลากหลายของร้านค้า กิจกรรมการตลาด อีเวนต์ และความบันเทิง ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง จึงมีเป้าหมายที่จะเป็นมากกว่าตลาดทั่วไป แต่เป็นพื้นที่พบปะและพื้นที่ใช้ชีวิตแห่งใหม่ของคนในย่านวงศ์สว่าง ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เติบโตไปพร้อมกัน

“ตลาดใบบัว วงศ์สว่าง” เปิดให้บริการแล้วอย่างเป็นทางการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00–22.00 น. ใครที่กำลังมองหาตลาดแห่งใหม่สำหรับกิน ชอป เดินเล่น หรือใช้บริการต่าง ๆ สามารถเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศได้แล้ววันนี้

ช่องทางติดตามข่าวสารและกิจกรรม Facebook : ตลาดใบบัว , Instagram : Baibour.Market , TikTok : Baibourmarket.Wongsawang  , LINE Official Account : @baibour(มี@นำหน้า) , Call : 080-778-7777