‘หมวย รัมณีย์’ ควงรุ่นน้อง ‘มะปราง ทรรศิญา’ Mrs. Tourism Thailand 2026 เผยความพร้อมลุยศึกชิงมงกุฎระดับโลก

23 กันยายน 2569 เวลา 15:55 น.

หมวย – รัมณีย์ อภิชัยโชติรัตน์ เจ้าของมงกุฎ Mrs. Tourism Universe 2023 ในฐานะพี่เลี้ยงและแท็กทีมควงนางงามรุ่นน้อง มะปราง – ทรรศิญา ประทุมเวียง เจ้าของตำแหน่ง Mrs. Tourism Thailand 2026 ตัวแทนประเทศไทย เดินทางเข้าพบทีมข่าว “แนวหน้าบันเทิง” เพื่อประชาสัมพันธ์และอัปเดตความพร้อม ก่อนเตรียมตัวเดินทางไปสู้ศึกประกวดนางงามระดับสากลบนเวที Mrs. Tourism Universe 2026 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ 

นอกจากจะมาเผยความพร้อมทั้งเรื่องการเตรียมตัว ชุดราตรี และความมั่นใจในการเป็นตัวแทนสายสะพายประเทศไทยแล้ว งานนี้ทั้งสองสาวงามยังได้ร่วมสร้างสีสันเปิดใจเล่าข่าวบันเทิงในรายการ แนวหน้าบันเทิง ทางช่องยูทูป แนวหน้าออนไลน์ อีกด้วยแฟน ๆ นางงามและแฟนข่าวสามารถติดตามรับชมความสวยแซ่บ พร้อมบทสัมภาษณ์สุดพิเศษของทั้งสองสาวได้ในรายการ แนวหน้าบันเทิง ทาง YouTube Channel: แนวหน้าออนไลน์ ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 16.00 น. เป็นต้นไป

‘พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว’ ชื่นชม ‘เนเน่’ สะกดเวที AGT ไร้แรงกดดัน ลั่น หนู คือ ความภาคภูมิใจของประเทศ

23 กันยายน 2569 เวลา 14:45 น.

พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว

กลายเป็นกระแสฮือฮากันอีกครั้ง เมื่อ แพรว รัตติกานต์ อำลอ หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ เนเน่ รอยัล เด็กไทยวัย 16 ปี ที่เดินทางลัดฟ้าจากบ้านเกิดจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในรอบ Final ของรายการ America’s Got Talent ซีซั่น 21 ในช่วงเวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นแคลิฟอร์เนีย) หรือตรงกับเวลา 08.00 น. ของประเทศไทย

โดย น้องเนเน่ ก็ไม่ได้ทำให้แฟนคลับและชาวไทยผิดหวัง เมื่อเจ้าตัวขึ้นเวทีมาด้วยเพลงร็อกระดับตำนานอย่าง Seven Nation Army ของวง The White Stripes โดยนำมาเรียบเรียงและถ่ายทอดในรูปแบบของตัวเอง ซึ่งเป็นเพลงที่เนเน่มักใช้คัฟเวอร์ร้องเปิดหมวกจนแฟนคลับรู้จักกันเป็นอย่างดี โชว์นี้เต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ สะกดสายตาคนดูตั้งแต่โน้ตแรกจนจบการแสดง และทันทีที่การแสดงจบลง บรรยากาศภายในฮอลล์ก็อบอวลไปด้วยความประทับใจ ทั้งคณะกรรมการและผู้ชมต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนปรบมืออย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงความชื่นชมในความสามารถอันโดดเด่นของเธอ

พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว

ล่าสุดวันนี้ 23 กันยายน 2569 พิธีกรและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ขวัญใจเด็ก ๆ ชื่อดัง วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซูฮกและร่วมแสดงความยินดีกับโชว์รอบไฟนอลของ เนเน่ รอยัล บนเวที AGT โดยระบุว่าเธอคือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “เนเน่ ….หนู คือ ความภาคภูมิใจของประเทศ พี่ซุป รู้สึกแบบนี้ จริงๆ เวทีใหญ่ ขนาดนี้ แรงกดดัน มหาศาล ขนาดนี้ ดูเหมือนว่า มันทำอะไร หนูไม่ได้เลย เหมือนเพลงที่หนูร้อง… หนู ขึ้นเวที ไปพร้อมกับ ความรัก ในดนตรีร็อก นิ้วที่พริ้วไหว ร่ายรำบนสายกีตาร์ เสียงร้อง ในแบบฉบับเนเน่ ปลุกเร้าและส่งต่อพลัง สร้างความสุข กลับมาถึงผู้ชม ทะลักล้น มาถึงเมืองไทย เป็นความรู้สึกเดียวกันกับ
เวลา ที่เราเชียร์ นักกีฬา ทีมชาติไทยเชียร์ ทีมวอลเลย์บอล เชียร์ น้อง จีโน่ พี่เมย์ พี่วิว พี่เทนนิส ฯลฯ

เราภูมิใจ ที่เห็นคนไทยได้ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของสิ่งที่เขารัก ไม่ว่า ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไรสำหรับ พี่ซุป และ เชื่อว่า คนไทยอีกจำนวนมาก คิดเหมือนกัน “หนู ชนะเเล้ว” หนูพา ตัวเอง และ พาประเทศของเรา ไปอยู่บนเวที ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและ ทำหน้าที่ ได้อยากสมบูรณ์ที่สุดอะไรต่อจากนี้ ที่จะเกิดขึ้น ..คือ ผลพลอยได้ แล้วลูกสิ่งที่สำคัญที่สุด คือแรงบันดาลใจ ที่เนเน่ ได้ส่งต่อ ถึง เพื่อนๆ
ถึงน้องๆ รุ่นหลังว่า ไม่มีอะไร ที่คนไทย ทำไม่ได้ ถ้าเรารักมันสุดหัวใจและ ทุ่มเท มากพอ ขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่และ ชาวภูเก็ต ที่ช่วยกันดูแล และอุ้มชูน้องให้เติบโตมา อย่างงดงาม ครับ”

เนเน่

หลังจากที่โพสต์ของ พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“หลังดูคลิปนี้ คิดว่าคงน้ำตาซึมกันหลายคน เก่งมาก nene rockstar หน้าหวาน”

“สายตาพี่ปุ๊ในรายการวันนั้น เฉียบแหลมมากครับ พี่ซุปก็เฉียบแหลม ดึงน้องมาเปิดตัวสาธารณะกลายๆ คือผมทราบว่าน้องดังอยู่แล้วในตอนเปิดหมวก แต่รายการนำน้องมาเปิดตัวแบบสาธารณะ มันทำให้แสงน้องได้เปล่งประกายให้คนเห็นเยอะขึ้นครับ”

“เป๊นความภูมิใจของประเทศไทยค่ะที่มีบุคคลคุณภาพ น้องลิซ่า น้องเนเน่ และอีกหลายๆคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยค่ะ
และรายการคุณภาพซูเปอร์10ซูเปอร์100ทีมงานทุกท่านค่ะ”

“NENE ROYAL คืออีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของประเทศไทยเห็นดีด้วยค่ะ”

“ชื่นชมรายการซุปเปอร์จิ๋ว ที่มีส่วนสนับสนุนให้คนไทยทั้งประเทศได้รู้จักและเอาใจช่วยเพชรเม็ดงามนี้”

“ผลจะออกมาอย่างไร..เน.เน. สาวน้อยมหัศจรรย์จะอยู่ในใจของคนไทย..น้องคือ..ความสุข และรอยยิ้มของคนไทย..”

“Rockstar young ladyเมืองไทยเกิดขึ้นแล้วจริงๆดังไกลไปทั่วโลกแบบสุดๆ”

“ภาคภูมิใจไปกับคุณพ่อคุณแม่น้องด้วยเลยค่ะ”

“ยอดเยี่ยมน้องเนเน่เก่งมากๆค่ะ”

“โชว์วันนี้ เหมือนน้องเป็นนางงามมิตรภาพเลยค่ะ”

พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว
พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว

ทั้งนี้ เนเน่ รอยัล หรือ รัตติกานต์ อำลอย เคยเดินทางไปร่วมรายการ Super 10 ที่มีพี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว เป็นพิธีกร พร้อมเซอร์ไพรส์เจอกับ พี่ปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ ศิลปินร็อกระดับตำนานของไทย มาแล้วเมื่อช่วงต้นปี 2565

พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว
พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พี่ซุป ซูเปอร์จิ๋ว

หวานซ่อนแซ่บ! เกรซ กาญจน์เกล้า ตามเทรนด์มาลัยเกล้าผม โชว์ลุคไทยสุดเก๋

23 กันยายน 2569 เวลา 14:43 น.

เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้ไม่น้อย สำหรับนางเอกสาว “เกรซ กาญจน์เกล้า” ที่ล่าสุดหยิบความเป็นไทยมาผสมผสานกับแฟชั่นร่วมสมัย ออกมาเป็นลุคสุดสดใส พร้อมเผยภาพจากปากคลองตลาด แหล่งรวมดอกไม้ชื่อดังของกรุงเทพฯ งานนี้เจ้าตัวจัดเต็มทั้งความสวยหวานและความแซ่บ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลุคที่โดดเด่นสะดุดตา

สำหรับลุคดังกล่าว เกรซ กาญจน์เกล้า เลือกสวมเสื้อครอปสีขาว จับคู่กับผ้าลายไทยสีชมพูสด เพิ่มความโดดเด่นด้วยพวงมาลัยดอกไม้เกล้าผม ซึ่งกำลังเป็นกระแสไวรัลอยู่ในโลกโซเชียล ขณะเดียวกันยังเผยให้เห็นหุ่นสุดเป๊ะและเอวเอส เติมความเซ็กซี่แบบพอดี ๆ แต่ยังคงความหวานละมุนเอาไว้ได้อย่างลงตัว

หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาเพื่อนๆ และแฟนคลับต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความสวยและความสดใสของสาวเกรซกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งแซวเรื่องพวงมาลัยและชมว่าลุคนี้ทั้งหวาน ทั้งแซ่บ และเข้ากับบรรยากาศปากคลองตลาดเป็นอย่างดี

ที่มา : อินสตาแกรม @gracekanklao

สภาฯ ฉลุย 444 เสียง แก้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ปลดล็อกข้าราชการล้มละลาย ไม่ต้องออกจากราชการ

23 กันยายน 2569 เวลา 16:58 น.

23 กันยายน 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คุ้มค่าที่ทุ่มเท ผมทำสำเร็จแล้ว!

ต่อจากนี้ลูกหนี้ฟื้นฟูหนี้ง่ายกว่าเดิม และข้าราชการ ลูกจ้างล้มละลายไม่ต้องออกจากราชการ

พ.ร.บ.ล้มละลาย ฟื้นฟูฐานะลูกหนี้ฉบับใหม่ผ่าน 2 สภาแล้ว ด้วยมติเอกฉันท์ 444 เสียง เหลือกระบวนการทูลเกล้าฯ เพื่อบังคับเป็นกฎหมาย

เดิมกฎหมายฟื้นฟูกิจการรายย่อยเริ่มมีตั้งแต่ปี 2559 แต่ผ่านมา 10 ปี มีผู้ยื่นเข้ามาที่ศาลเพียง 10 เคส ศาลอนุมัติผ่านแผน 2 เคส และไม่มีคนที่ผ่านตามแผนได้เลย รวมถึง มติ ครม. ปี 2565 ให้ทำกฎหมายกลางเพื่อแก้ปัญหาข้าราชการล้มละลายแต่ผ่านมา 4 ปียังไม่สำเร็จ เมื่อกฎเดิมแก้ปัญหาไม่ได้ ถึงเวลาต้องแก้กฎหมายใหม่

เรื่องที่ผมร่างใส่ลงไปใหม่ คือ

– “ยกเลิกพิธีกรรมจัดประชุมเจ้าหนี้ เหลือแค่ขอความยินยอมจากเจ้าหนี้” ได้ความยินยอมจากเจ้าหนี้ด้วยยอดหนี้ 50% จากหนี้ทั้งหมด แผนฟื้นฟูผ่านทันที (เดิมยอด 2 ใน 3 )

– ข้าราชการยื่นขอฟื้นฟูหนี้แล้วหากล้มละลาย จะไม่ต้องถูกบังคับให้ออกจากราชการอีกต่อไป ท่านยังสามารถทำงาน ดูแลครอบครัว และหาเงินมาใช้หนี้สินได้ มีสิทธิเท่าเทียมเช่นเดียวกับพนักงานเอกชน

ผมสู้มาตั้งแต่เป็น กมธ.เสียงข้างน้อยเมื่อสภาสมัยที่แล้ว แต่ได้อภิปรายให้เพื่อนสส.เข้าใจจนสภาชุดที่แล้วโหวตผ่าน แต่พอเข้าสู่ชั้น สว.กลับถูกตัดออกไป วันนี้ผมกลับเข้าสภา เป็น สส. ผมเอาคืนกลับมาได้สำเร็จ!

เรามี 2 เสียงของพรรครวมไทยก็สู้ได้ ยินดีกับข้าราชการทุกท่านครับ

ศาลปกครองสูงสุด ตีตกคำร้อง ยิ่งลักษณ์ ขอพิจารณาคดีใหม่ กรณีชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าว 1 หมื่นล้าน

23 กันยายน 2569 เวลา 16:21 น.

ศาลปกครองสูงสุด ตีตกคำร้อง ยิ่งลักษณ์ ขอพิจารณาคดีใหม่ กรณีชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าว 1 หมื่นล้านบาท ระบุไม่มีหลักฐานใหม่มาหักล้างคำพิพากษาเดิมได้

23 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร (สามี) ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับสามี ฟ้องนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน ร่วมกันให้กระทรวงการคลัง มีคำสั่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยให้เหตุผลว่า ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดี ทั้งในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคำคู่ความที่คู่กรณีได้ยื่นต่อศาลแล้ว ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฟังไม่ขึ้น

ศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 1 สั่งถอนประกัน ทรงชัย อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ คดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟกินรี เชื่อไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

23 กันยายน 2569 เวลา 16:03 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 1 สั่งถอนประกัน”ทรงชัย” อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ คดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟกินรี เชื่อไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หลังถูกแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำตัวรักษาการนายกฯ

23 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ อท 66/2569 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราว กรณีที่ศาลเคยมีคำสั่งให้ประกันตัว นายทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ (อบต.ราชาเทวะ) จ.สมุทรปราการ คดีที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง นายทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 14 คน คดีทุจริตโครงการจัดซื้อเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี พร้อมโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ ของ อบต.ราชาเทวะ

โดยวันนี้จำเลยที่ 1 เดินทางมาศาล ศาลไต่สวนแล้วได้ความว่า คดีนี้ศาลเคยมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ (นายก อบต.ราชาเทวะ) เมื่อครบวาระ จำเลยที่ 1 ได้รับเลือกเป็นนายกฯ อีกสมัยหนึ่ง แต่ผู้ว่าฯ สมุทรปราการ มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีคดีอาญาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล

ต่อมา นายอภิชาติ นกขมิ้น จำเลยที่ 11 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ แทนตำแหน่งที่ว่าง แต่นายอภิชาตก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน เนื่องจากศาลประทับฟ้องคดีนี้ ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่ง , 93 วรรคสอง ปัจจุบัน นายจาตุรนต์ นกขมิ้น รองนายกฯ เป็นผู้รักษาราชการแทนนายก อบต.ราชาเทวะ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นโฆษกส่วนตัว และเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 จำเลยที่ 1 ได้เข้าร่วมการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ สมัยสามัญ สมัยที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2569 ปัญหาว่าคดีมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 1 หรือไม่เห็นว่า ในชั้นตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานรวม 432 อันดับ เป็นพยานบุคคล 80 อันดับ เป็นพยานเอกสาร 350 อันดับ และพยานวัตถุ 2 อันดับ ในจำนวนนี้มีพยานบุคคลอย่างน้อย 18 อันดับ ที่เกี่ยวข้องกับการทำแผนจัดซื้อจัดจ้าง ทำบันทึกและเอกสารต่างๆ ในโครงการเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี ของ อบต.ราชาเทวะ อันเป็นมูลฟ้องคดีนี้

จำเลยที่ 1 ซึ่งเคยรับผิดชอบบริหารราชการ และเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างของ อบต.ราชาเทวะ ขณะเกิดเหตุย่อมทราบถึงช่องทางและความมีอยู่ของพยานหลักฐานเหล่านั้นเป็นอย่างดี ประกอบกับจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหลายคดี

เมื่อศาลประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ก็หาได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายไม่ จนกระทั่งผู้ว่าฯ สมุทรปราการ ต้องมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ถึงกระนั้นจำเลยที่ 1 และหรือนายจาตุรนต์ ก็ยังหาทางให้จำเลยที่ 1 เข้าร่วมการประชุมสภา อบต.ราชาเทวะ ด้วยวิธีตั้งจำเลยที่ 1 เป็นโฆษกส่วนตัว ดังที่ไต่สวนได้ความ

แม้จะฟังตามที่นายจาตุรนต์อ้างว่าตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯ ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 เข้ามาช่วยแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ และจำเลยที่ 1 มิได้ใช้อำนาจหรือเข้าไปก้าวเก่ายแทรกแซงการประชุมสภาฯ ก็ตาม แต่บทบาทและพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ย่อมอาจส่งผลกระทบต่อพยานเอกสารและพยานบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ

คดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อันเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

ในชั้นนี้ศาลจึงมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาประกันตัว นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 ให้ออกหมายขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ใช้หลักประกันร่วมกับจำเลยอื่นอีกหลายคดีจึงยังไม่สั่งคืนหลักประกัน

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ป้องกันการหลบหนีตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขดำที่ อท72/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท81/2569 เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกขังในคดีนี้แล้ว จึงให้เจ้าหน้าที่รายงานผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวเพื่อพิจารณาสั่งปลดอุปกรณ์ EM

โดยมีรายงานว่า นายทรงชัย ภายหลังจากศาลมีคำสั่ง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยใช้หลักประกันเดิมต่อศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ เริ่มต้นมาจากการร้องเรียนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการจัดซื้อเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี พร้อมโคมไฟระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) ชนิดกิ่งเดี่ยว พร้อมติดตั้ง ขององค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 มีคำพิพากษาจำคุกนายทรงชัย 5 ปี

ส่องแก๊ง Casio connection นาฬิกาสลักชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ใช่ใครก็มีใส่ ต้องทำงานใกล้ชิดเท่านั้น ธรรมนัสไม่ได้ใส่คนเดียว

23 กันยายน 2569 เวลา 15:24 น.

23 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีประเด็นเรื่องนาฬิกา CASIO AE-1200WH (CASIO Royale) ซึ่งด้านหลังหน้าปัดจะสลักชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และมีชื่อ-สกุลเป็นภาษาอังกฤษ “Anutin Charnvirakul” ด้านล่างไว้ด้วย โดยมีภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) สวมใส่เปรียบเหมือนของแทนใจเพื่อนรักที่สนิทสนมกันมากก่อนร่วมรัฐบาล ซึ่งมีรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส สวมใส่มานานแล้ว โดยได้รับมาตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.2569 และมีภาพปรากฏตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2569 ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส สวมใส่ระหว่างลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่จังหวัดน่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ผู้ที่ได้รับนาฬิกาเป็นบุคคลที่ทำงานใกล้ชิดกับนายอนุทินเท่านั้น อาทิ รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เช่น นายพลพีร์ สุวรรณฉวี , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ , นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย , นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม รวมถึง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

โดยนายอนุทิน ชื่นชอบการสะสมนาฬิกาอยู่แล้ว ซึ่งนาฬิกาเรือนดังกล่าวซื้อมาจากช่วงที่ลงพื้นที่ดูราคาสินค้า และตรวจโครงการไทยช่วยไทย ที่โลตัสบางกะปิ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2569 ซึ่งเป็นรุ่นที่ชอบ จึงซื้อสะสมไว้ มีทั้งรุ่นสีเงินและสีดำ และนำไปสลักชื่อ ราคารวมประมาณเรือนละ 1,900 บาท

ปกรณ์ เร่งปลดล็อกกฎหมายธุรกิจ ดันกฎหมายกลาง แก้ปมนำผ่านสินค้า-ตู้คอนเทนเนอร์ คาดสร้างรายได้ 15,000 ล้านบาทต่อปี

23 กันยายน 2569 เวลา 15:08 น.

23 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ กล่าวเปิดการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกด้านธุรกิจ ครั้งที่ 2 ว่า ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการฯได้เร่งเดินหน้าพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจตามข้อเสนอของภาคเอกชน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ภาคเอกชนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยกฎหมายที่มีการปรับปรุงและมีความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในระบบกลางเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะการผลักดันร่างกฎหมายกลาง (Omnibus Law ) เรื่องการนำผ่านสินค้าฉบับเดียว เพื่อปรับนิยามการนำผ่านให้ตรงตามกฎหมายศุลกากร ซึ่งจะช่วยขจัดความสับสน ลดขั้นตอนการเปิดตู้ตรวจสินค้า และลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าผ่านแดน และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่ง (Logistics Hub) ทั้งระบบรางและทางเรืออย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกฎหมายนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และระเบียบราชการที่ล่าช้า โดยสามารถสนับสนุนการลงทุนและการค้าของภาคเอกชนได้ทันที

นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขกฎกระทรวงปรับเปลี่ยนมาตรฐานความสูงของตู้คอนเทนเนอร์ประเภท High Cube เป็น 4.5 เมตร สำหรับตู้ขนาด 40 ฟุต ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การขนส่งสินค้าต่อเนื่องทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนตู้

นายปกรณ์ กล่าวว่านอกจากกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแล้ว ยังมีการปรับปรุงกฎระเบียบระดับกรมและกฎกระทรวงอีกหลายฉบับ อาทิ การแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมสนับสนุน ตามข้อ 17 (2) การแก้ไขประกาศกรมประมงและกรมปศุสัตว์เกี่ยวกับการอนุญาตนำเข้า ส่งออก และนำผ่านสัตว์น้ำและซากสัตว์ เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าสินค้าเกษตร ตลอดจนการแก้ไขประกาศกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การนำรถยนต์ออกจากโรงงานหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนไปทดสอบประสิทธิภาพ และการปรับปรุงแนวทางการกำหนดราคารถยนต์สำเร็จรูป ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาจุดสกัด (Pain Point) สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในการทำงานได้มีการตั้งมาตรฐานและตัวชี้วัดในการเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นมาตรฐานใหม่ หรือ “Benchmark” ที่ดึงภาคเอกชนร่วมประเมิน ผลทางเศรษฐกิจทที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย โดยข้อมูลจากสภาหอการค้าไทยระบุว่าการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายในชุดแรกนี้เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำผ่านสินค้า จะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี

“คณะอนุกรรมการฯ จึงกำหนดเกณฑ์มาตรฐานให้องค์กรภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารไทย หรือสภาตลาดทุน ที่จะเสนอเรื่องแก้ไขกฎหมายในอนาคต ต้องจัดทำตัวเลขประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจประกอบการพิจารณาด้วย โดยการปรับปรุงกฎหมายที่มีความคืบหน้าจะเสนอต่อที่ประชุม กรอ.ชุดใหญ่ที่นายกฯเป็นประธาน และจะเสนอ ครม.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป” นายปกรณ์ กล่าว

กมธ.ที่ดินฯ ลงพื้นที่ป่าชุมชนโค้งตาบาง เพชรบุรีดันรายได้จากป่าถึงมือชาวบ้าน

23 กันยายน 2569 เวลา 15:06 น.

“กมธ.ที่ดินฯ” ลงพื้นที่ป่าชุมชนโค้งตาบาง เพชรบุรีดันรายได้จากป่าถึงมือชาวบ้าน “กุลวลี”ย้ำ คนดูแลป่า ต้องได้ประโยชน์จากป่า เร่งลดขั้นตอนยุ่งยากให้ชาวบ้านมีรายได้จากการรักษาป่า

น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี  พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ( กมธ.) การที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกมธ.การที่ดินฯ ลงพื้นที่จ.เพชรบุรี ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี จากนั้นเดินทางไปเทศบาล ตำบลท่าไม้รวก และป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง อำเภอท่ายาง เพื่อดูการทำงานจริงของชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลป่าและมีรายได้จาก “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งก็คือ ต้นไม้ที่ช่วยดูดก๊าซที่ทำให้โลกร้อนเก็บไว้ในลำต้น เมื่อวัดได้ว่าป่าดูดเก็บไว้เท่าไร ก็นำปริมาณนั้นไปขายให้บริษัทที่ต้องการชดเชยก๊าซที่ตนปล่อยออกมา ป่าที่ชาวบ้านรักษาไว้จึงกลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า  ในการประชุม  กมธ.ที่รัฐสภาที่ผ่านมา หน่วยงานยกป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางเป็นตัวอย่างที่ทำได้จริง แต่ก็มีข้อกังวลว่า ค่าใช้จ่ายในการวัดและตรวจรับรองค่อนข้างสูง ชุมชนที่ป่าผืนเล็กหรือไม่มีทุนจึงเข้าถึงได้ยาก อีกทั้งคณะกรรมการป่าชุมชนยังติดปัญหาเรื่องสถานะทางกฎหมายในการทำสัญญาและรับเงิน  กมธ.จึงลงพื้นที่เพื่อดูของจริงและฟังจากคนที่ลงมือทำในพื้นที่ โดยได้รับฟังการบรรยายการดูแลป่าของชุมชน ชมการสาธิตการวัดต้นไม้และเก็บข้อมูลเพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอน และเดินชมสภาพป่าจริง พร้อมพูดคุยกับชาวบ้านถึงการใช้ประโยชน์จากป่า ปัญหาไฟป่า และความต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ

น.ส.กุลวลี ย้ำว่าป่าจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อคนที่ดูแลป่าได้ประโยชน์จากป่า ชาวบ้านโค้งตาบางดูแลป่ามาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ความตั้งใจนั้นกลายเป็นรายได้ เราจึงอยากให้ป่าชุมชนทั่วประเทศทำได้แบบนี้ โดยไม่ต้องรอให้มีบริษัทใหญ่มาช่วย อย่างไรก็ตาม ทาง กมธ.การที่ดินฯ จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ครั้งนี้ไปผลักดันต่อไปใน 3 เรื่อง คือ
1. ให้รายได้จากคาร์บอนถึงมือชาวบ้านอย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้ ว่าขายได้เท่าไร และเงินไปอยู่ที่ใด 
2.ให้ค่าใช้จ่ายในการวัดและตรวจรับรองต้องไม่เป็นภาระจนชุมชนเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะป่าชุมชนผืนเล็ก
3.ให้ความรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตไปถึงป่าชุมชนทั่วประเทศ โดยจะขอให้กรมป่าไม้เสนอขอทุนจาก กองทุนสิ่งแวดล้อมมาดำเนินการ

“สิ่งที่ได้ไม่ได้มีแค่เงิน ป่าที่สมบูรณ์ให้น้ำ ให้อากาศดี ช่วยลดโลกร้อน และลดไฟป่าที่สร้างหมอกควัน ให้พี่น้องประชาชน เมื่อชาวบ้านมีรายได้จากการรักษาป่า ป่าก็จะอยู่กับเราไปถึงลูกหลาน คณะกรรมาธิการจะติดตามเรื่องนี้ให้เกิดผลจริง” น.ส.กุลวลี กล่าว

กลาโหมกาง 5 ระดับรับมือชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมคุมเข้มสกัดโดรนสอดแนม

23 กันยายน 2569 เวลา 15:00 น.

“โฆษก ก.กลาโหม” เผยฝ่ายความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แบ่งเป็น 5 สี 5 ระดับ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 เพิ่มการเฝ้าระวัง ขอ ปชช.สบายใจ ตอนนี้ยังสงบอยู่

วันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 12.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายความมั่นคงว่า ในที่ประชุมของศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา หรือ JIC ได้มีการกำหนดเฉดสี เพื่อประเมินสถานการณ์ชายแดน จำนวน 5 เฉดสี ไล่ตั้งแต่ ระดับ 1 สีเขียว, ระดับ 2 สีเหลือง, ระดับ 3 สีส้ม, ระดับ 4 สีแดง และระดับ 5 สีแดงเข้ม คือ มีการปะทะ

โดยในระดับสีเขียวคือ มาตรการเฝ้าระวัง ส่วนสีเหลือง ต้องมีการเพิ่มการเตรียมความพร้อมมากขึ้น ส่วนสีแดงเข้ม ถือเป็นมาตรวัดสูงสุด คือ การสู้รบระหว่างกัน แต่สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ระหว่างสีเขียว กับสีเหลือง หรือ ระดับ 1.5 ซึ่งต้องเพิ่มการเฝ้าระวังมากกว่าปกติเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง เพราะสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ อยู่ระหว่างการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่นกรณีของเนิน 450 ที่มีการขุดคูเลตรุกล้ำเข้ามาดินแดนไทย จากนั้นก็มีการเจรจา ดังนั้นทางกองทัพก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการตรวจตรา และเฝ้าระหว่างพื้นที่ชายแดน

ส่วนเรื่องที่จะถูกนำไปคำนวณในมาตรวัด เพื่อประเมินสถานการณ์นั้น โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า หลัก ๆ แล้วคือ เรื่องของการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ถ้าฝ่ายกัมพูชามีการละเมิดข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลังเข้ามาประชิดชายแดน หรือล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งการแก้ปัญหาก็จะเริ่มจากการเจรจาก่อน หากยังไม่หยุด อาจจะต้องมีการใช้กฎการใช้กำลัง การตักเตือน ซึ่งต้องเป็นไปตามขั้นตอน โดยสถานการณ์ขณะนี้คือ อยู่ระหว่างสีเขียวกับสีเหลือง กองทัพก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เราก็มีความพร้อม ทั้งเรื่องของยุทธโธปกรณ์ และกำลังพล

เมื่อถามว่า ระดับสีไหน ถือว่า เป็นความกังวล และประชาชนต้องอพยพ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า อยู่ประมาณระดับ 3-4 หรือระหว่างสีส้ม กับสีแดง ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องมีการเตรียมกำลัง และเคลื่อนกำลัง

ทั้งนี้โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า อยากให้ประชาชนสบายใจ เพราะขณะนี้ถือว่า ยังอยู่ในสถานการณ์ที่สงบเรียบร้อยอยู่ ทหารก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อยู่ แต่ยังไม่มีสถานการณ์อะไรที่ต้องไปกังวล

ด้าน นาวาอากาศโท ณัฐนัย จันทร์เปล่ง รองโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมได้มีการสั่งให้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังโดรน รวมถึงชิ้นส่วนประกอบโดรนตามแนวชายแดน หลังทหารในพื้นที่รายงานว่า มีการใช้โดรนจากฝั่งตรงข้ามบินเข้ามาสอดแนม เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยง และลดการประกอบโดรน DIY ในหลายพื้นที่ที่ทหารไทยตรึงกำลังไว้

นาวาอากาศโท ณัฐนัย กล่าวอีกว่า เรื่องนี้จะมีการประสานงานหน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบ และสกัดกั้นอุปกรณ์ที่อาจจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ทางด้านการทหาร หรือการสนับสนุนการรบ พร้อมให้รวบรวมข้อมูลการนำเข้า ทั้งเรื่องของจำนวน ประเภท แหล่งที่มา และวัตถุประสงค์ของการใช้งานอย่างเป็นระบบ รวมถึงประเทศที่เป็นผู้ส่งวัสดุต่าง ๆ ด้วย