พม. ยกระดับผลิตภัณฑ์ ‘ทอฝัน by พม.’ เพิ่มช่องทางการตลาด – ติวทักษะดิจิทัล สร้างรายได้มั่นคง พึ่งพาตนเองได้ พร้อมดูแลครอบครัว

15 กันยายน 2569 เวลา 13:57 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบหมาย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วย การส่งเสริมช่องทางการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นประธานสักขีพยาน พร้อมด้วยนายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวง พม. ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวง ดีอี และ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท. ร่วมลงนาม อีกทั้ง นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมคณะผู้บริการกระทรวง พม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพมหานคร

นางสาวชนก กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ เป็นความร่วมมือในการเพิ่มช่องทางการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอาชีพในความดูแลของกระทรวง พม. ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาระบบการจัดส่งและการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความรู้และทักษะด้านอีคอมเมิร์ซ การตลาดดิจิทัล และการจัดการโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอาชีพในความดูแลของกระทรวง พม. นำไปสู่การสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับ “ทอฝัน by พม.” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอาชีพในความดูแลของกระทรวง พม. สำหรับการพัฒนาทักษะและส่งเสริมอาชีพ ไปสู่การพัฒนาระบบและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อมโยงคน สินค้า ตลาด และเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งกระทรวง พม. ไม่สามารถขับเคลื่อนภารกิจนี้ได้โดยลำพัง จำเป็นต้องมีพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่นำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน

นางสาวชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ได้ส่งเสริมทักษะด้านอาชีพและต่อยอดความสามารถด้านการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง และอาศัยความร่วมมือกับกระทรวง ดีอี และ ปณท. ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่ต้องการให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มอาชีพในความดูแลของกระทรวง พม. สามารถก้าวจากการผลิตไปสู่การเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสในการจำหน่ายและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง การดูแลครอบครัว และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด “ทอฝัน ส่งฝัน ถึงฝัน” ด้วยเป้าหมาย “สร้างโอกาส เชื่อมตลาด สร้างรายได้ สร้างความยั่งยืน”

โฮมโปร ส่งมอบเงิน 3.3 ล้านบาท สมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช

15 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

เพราะการเดินหนึ่งก้าว อาจมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากกว่าแค่การมี ‘สุขภาพที่ดีขึ้น’  แต่เมื่อ 17,000 กว่าคน เดินไปด้วยกัน

ก้าวเล็กๆ เหล่านั้น รวมกันเป็นพลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนเป็น โอกาสในการมีชีวิตของใครอีกคน

นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง “HomePro Fun Walk 2026 – Walk for Life ทุกก้าวที่เดิน คือโอกาสแห่งการมีชีวิต” โครงการฯ ที่ชวนพนักงาน และพันธมิตร เปลี่ยนการดูแลสุขภาพตัวเองให้กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่น

ตลอด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ร่วมกันสะสมก้าวผ่านแอปพลิเคชัน Wello ได้มากกว่า 7,100 ล้านก้าว พร้อมร่วมระดมเงินบริจาคจำนวน 3,300,000 บาท เพื่อสมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ผ่านศิริราชมูลนิธิ

โฮมโปร นำโดย นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมส่งมอบเงินบริจาค จำนวน 3,300,000 บาท แก่ ศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาต อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้แทนศิริราชมูลนิธิ เป็นผู้รับมอบ

จากก้าวเล็กๆ สู่พลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “HomePro Fun Walk เดินทางมาถึงปีที่ 5 และในปีนี้เราตั้งใจให้ทุกก้าวเดินของพวกเรามีความหมายมากกว่าการดูแลสุขภาพของตัวเอง แต่สามารถส่งต่อโอกาสให้กับคนอื่นได้ด้วย 7,100 ล้านก้าวอาจเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ของแต่ละคน แต่เมื่อทุกคนก้าวไปพร้อมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือพลังของคนจำนวนมากที่ร่วมกันสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม สำหรับโฮมโปร จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น แต่หมายถึงการที่เราสามารถส่งต่อโอกาส เพื่อให้คนรอบตัวและสังคมมีชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน”

ความพิเศษของ HomePro Fun Walk 2026 ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนก้าวที่สะสมได้ แต่เกิดจากการรวมพลังของหลายภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

โดยเงินบริจาคจำนวน 3,300,000 บาทในครั้งนี้ ไม่ได้มาจากโครงการ HomePro Fun Walk เพียงช่องทางเดียว แต่เกิดจากการรวบรวมผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่

  • พันธมิตรคู่ค้า
  • กล่องรับบริจาค ภายในสาขาโฮมโปรและเมกาโฮมทั่วประเทศ
  • โฮมโปร

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ HomePro Fun Walk ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ แต่เป็น พื้นที่กลางที่เชื่อม “การดูแลตัวเอง” เข้ากับ “การดูแลสังคม”

เมื่อเราก้าวพร้อมกัน ชีวิตอีกหลายคนก็ได้ไปต่อ

เงินบริจาคทั้งหมดจะถูกส่งมอบผ่านศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาต อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้แทนศิริราชมูลนิธิ กล่าวว่า “ห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐานและมีความพร้อม คือปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและผลการรักษา การปรับปรุงห้องผ่าตัดจึงเป็นการลงทุนที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการรักษาในระยะยาว ทั้งนี้ กองทุนฯ จะนำไปใช้เพื่อปรับปรุงห้องผ่าตัดให้ทันสมัย และรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ในนามของศิริราชมูลนิธิและโรงพยาบาลศิริราช ขอขอบคุณโฮมโปร พนักงาน พันธมิตรคู่ค้า และประชาชนทุกท่าน ที่ร่วมสนับสนุนในครั้งนี้”

เราจะก้าวต่อไปด้วยกัน

นายวีรพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “HomePro Fun Walk จะยังเป็นกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพ พร้อมกับได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม เพราะเราเชื่อว่าทุกก้าวที่เดิน ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น และทำให้ชีวิตของใครอีกหลายคนดีขึ้นได้เช่นกัน”

“ทุกก้าวที่เราเดิน อาจทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น และทุกก้าวที่เดินไปพร้อมกัน อาจทำให้ชีวิตใครอีกคนได้เดินต่อ”

พช.ชวนเที่ยวงาน ‘สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี’ ช้อป ชิม ครบจบในงานเดียว

15 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่  14 กันยายน 2569 เตรียมพบกับงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 เวลา 11.00–22.00 น. ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา (The Street Ratchada) งานที่รวบรวมเสน่ห์ของชุมชนท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ OTOP จากทั่วประเทศมาไว้ในที่เดียว ซึ่งจัดงานโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สัมผัสอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และของดีจากชุมชน พร้อมสนุกกับกิจกรรมและความบันเทิงตลอดทั้ง 3 วัน

ภายในงานพบกับผู้ประกอบการ OTOP ท่องเที่ยวชุมชนนวัตวิถีกว่า 130 ราย พร้อมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ของใช้ เครื่องแต่งกาย ของตกแต่ง และสินค้าอีกมากมาย รวมถึงสินค้าราคาพิเศษในช่วง “นาทีทอง” นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังสามารถสัมผัสบรรยากาศของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีเสมือนจริง เรียนรู้บริการด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ

เพิ่มสีสันด้วยกิจกรรม Workshop ภูมิปัญญาไทย จัดขึ้นทุกวัน วันละ 2 รอบ เวลา 13.00 น. และ 15.00 น. พร้อมกิจกรรมจากนักขายออนไลน์ Live สด ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกช้อปสินค้า โปรโมชั่นพิเศษ และติดตามบรรยากาศภายในงานอย่างใกล้ชิด

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ คือ Special Show Mini Concert ชมฟรีทุกวัน เวลา 19.00–20.00 น. โดยวันที่ 16 กันยายน พบกับ ไรอัล กาจบัณฑิต วันที่ 17 กันยายน พบกับ โอบ นิธิ และวันที่ 18 กันยายน พบกับ นิว คันทรี่ เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขและความสนุกตลอดทั้ง 3 วัน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “ยิ่งช้อป ยิ่งมีสิทธิ์ลุ้น” พร้อมของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท เพียง Check in ภายในงานก็มีสิทธิ์รับคูปองช้อปฟรี 100 บาท จำนวนวันละ 50 ท่าน และเมื่อซื้อสินค้าภายในงานครบ 300 บาท รับคูปองชิงโชคลุ้นรางวัลมูลค่า 1,000 บาท วันละ 20 รางวัล ก่อนปิดท้ายในวันสุดท้ายลุ้นรับทองคำ มูลค่ารวม 100,000 บาท ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ มาร่วมเปิดประสบการณ์ กิน ช้อป เที่ยว และสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชนไทย พร้อมสนับสนุนผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการจากชุมชนทั่วประเทศ ในงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” วันที่ 16–18 กันยายน 2569 เวลา 11.00–22.00 น. ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา (The Street Ratchada) จัดงานโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

TTA ส่งมอบขวด PET แก่มูลนิธิชัยพัฒนาและ GC สู่การสร้างคุณค่าใหม่เป็นเสื้อยืด Upcycled พนักงาน

15 กันยายน 2569 เวลา 09:49 น.

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA นำโดย นางสาวอุษณา มหากิจศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายกมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสและประธานกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมคณะผู้บริหาร TTA ส่งมอบขวดพลาสติกใสในโครงการ “TTA Trash คราฟต์” จำนวน 4,000 ขวด ให้แก่ มูลนิธิชัยพัฒนา โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส นางภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิก และนางสาวเชาวนี พันธุ์พฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายหนวยงานบริหารกิจการเพื่อสังคม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมรับมอบ ณ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา พระราม 8 กรุงเทพมหานคร เพื่อนำขวดพลาสติกเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัปไซเคิลผลิตเป็น “เสื้อยืด I Love ภัทรพัฒน์ จากลายพระหัตถ์” ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และร่วมขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ขวดพลาสติกใส (PET) ที่รวบรวมได้จากโครงการ TTA Trash คราฟต์ จะถูกนำไปมอบที่วัดจากแดงเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลด้วยนวัตกรรมการแปรรูปขวดพลาสติกใช้แล้วของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) โดยใช้ขวดพลาสติกจำนวน 8 ขวด ผลิตเป็นเส้นใยรีไซเคิลโพลีเอสเตอร์ ก่อนนำมาทอผสมกับเส้นใยฝ้าย เพื่อผลิตเป็นเสื้อยืด I Love ภัทรพัฒน์ จากลายพระหัตถ์ โดยเสื้อยืดดังกล่าวจะมอบให้แก่พนักงาน TTA เพื่อสวมใส่เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาและกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กรต่อไป

โครงการ “TTA Trash คราฟต์” เป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมของ TTA ที่จัดขึ้นต่อเนื่องระหว่างเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน 2569 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน TTA และบริษัทในเครือ ในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยร่วมกันรวบรวมขวดพลาสติกใส (PET) และฝาพลาสติก เพื่อนำไปรีไซเคิลและอัปไซเคิลเป็นเสื้อยืด ผ้าห่ม ผ้าพันคอ พวงกุญแจ และเก้าอี้ เพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุใช้แล้ว ลดปริมาณขยะพลาสติก และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและองค์กรเพื่อสังคม

โรช ประเทศไทย ระดมทุน 1 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนเด็กในประเทศไทยและทั่วโลก

15 กันยายน 2569 เวลา 08:46 น.

พนักงานจากหน่วยธุรกิจยา (Pharmaceuticals) และหน่วยธุรกิจการวินิจฉัย (Diagnostics) ของโรช ประเทศไทย กลับมารวมพลังกันอีกครั้งผ่านกิจกรรมโรช ชิลเดรนส์ วอล์ค ซึ่งเป็นโครงการระดมทุนประจำปีโดยพนักงานที่ใหญ่ที่สุดของโรช เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือ 

ในปีนี้ พนักงานโรชในประเทศไทยร่วมกันระดมทุนผ่านกิจกรรม โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค ได้จำนวน 500,000 บาท และบริษัทได้สมทบเงินเพิ่มเติมในจำนวนเท่ากันอีก 500,000 บาท ส่งผลให้มียอดเงินสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 1,000,000 บาท 

จากยอดเงินรวมดังกล่าว เงินจำนวน 500,000 บาท จะนำไปสนับสนุนโครงการ Food for Good โครงการทุนการศึกษาของมูลนิธิยุวพัฒน์  เพื่อช่วยเหลือโรงเรียน 5 แห่งทั่วประเทศไทย โดยมุ่งส่งเสริมให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้มากขึ้น พร้อมสร้างรากฐานที่แข็งแรงต่อการมีสุขภาพที่ดีและการเรียนรู้ ส่วนเงินอีก 500,000 บาท จะจัดสรรผ่านองค์กรการกุศล Roche Employee Action and Charity Trust (Re&Act) เพื่อสนับสนุนโครงการสำหรับเด็ก ซึ่งจะช่วยขยายการสนับสนุนของโรชไปยังชุมชนในวงกว้าง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก 

โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค เป็นกิจกรรมระดมทุนระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดของโรชที่ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยพนักงาน โดยเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานทั่วโลกได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีความหมายในแต่ละปี เพื่อสนับสนุนเด็กและชุมชนที่ด้อยโอกาสทั่วโลก ในปีนี้ หน่วยงานของโรชมากกว่า 130 แห่งใน 70 ประเทศ ได้เข้าร่วมกิจกรรม สะท้อนถึงเป้าหมายเดียวกันของครอบครัวโรชทั่วโลก 

ดร. แมทธิว โคตส์

ดร. แมทธิว โคตส์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า “โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค เป็นโครงการระดมทุนประจำปีโดยพนักงานที่ใหญ่ที่สุดของโรช ผมรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นเพื่อนร่วมงานจากทั้งหน่วยธุรกิจยาและหน่วยธุรกิจ การวินิจฉัยในประเทศไทยกลับมารวมพลังกันในทุกปี เพื่อสนับสนุนเด็กและชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือ สิ่งที่ทำให้โครงการนี้มีความพิเศษไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่เราร่วมกันระดมทุนได้ แต่ยังรวมถึงพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจที่ทุกคนทุ่มเทให้กับกิจกรรมนี้ ผมขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานโรช ประเทศไทยทุกคนจากใจจริงที่ร่วมกันทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรของโรชได้อย่างชัดเจน นั่นคือการใส่ใจซึ่งกันและกัน การร่วมแรงร่วมใจกัน และความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้แก่สังคม” 

มิไฮ อิริเมสซู

มิไฮ อิริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “ที่โรช สุขภาพและการพัฒนาศักยภาพของผู้คนเป็นหัวใจสำคัญของความมุ่งมั่นที่เรามีต่อสังคม เราเชื่อว่าเด็กที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจะสามารถเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ช่วยยกระดับโภชนาการ สุขภาพ และการเข้าถึงโอกาสของเด็ก เงินทุกบาทที่พนักงานร่วมกันระดมทุนและบริษัทสมทบเพิ่มเติม สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของเราในการลดอุปสรรคที่เด็กด้อยโอกาสต้องเผชิญ เพื่อให้พวกเขาเติบโต เรียนหนังสือได้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่” 

ทิพย์ชยา พงศธร ประธานกรรมการบริหาร โครงการ FOOD FOR GOOD มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า “การสนับสนุนจากพนักงานและกลุ่มบริษัทโรช ประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เงินสนับสนุนครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ Food for Good และโครงการทุนการศึกษา เพื่อให้โรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกสามารถส่งเสริมทั้งโภชนาการที่เหมาะสมและการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอนาคตที่สดใส เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับโรช และเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นร่วมกันของเราจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนสำหรับเด็ก ๆ ในประเทศไทย” 

โรชเชื่อว่าเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่และสร้างอนาคตที่สดใส ผ่าน Re&Act ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลอิสระที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โรชร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้รับความไว้วางใจ เพื่อสนับสนุนโครงการในท้องถิ่นที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนสำหรับเด็กๆ ทั่วโลก อาทิ Child’s Dream, UNICEF และ Federer Foundation 

ในประเทศไทย เพื่อนร่วมงานจากทั้งหน่วยธุรกิจยาและหน่วยธุรกิจการวินิจฉัยได้ร่วมกันระดมทุนในปีนี้ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่ริเริ่มโดยพนักงาน ตั้งแต่การจัดตลาดนัดและกิจกรรมสนุกๆ ภายในองค์กร ไปจนถึงการประมูลออนไลน์จากสิ่งของที่พนักงานร่วมกันนำมาสนับสนุน สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ ความเอื้ออาทร และจิตวิญญาณแห่งการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรโรช 

สำหรับโรช ประเทศไทย ผลลัพธ์จากกิจกรรม โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการระดมทุนเท่านั้น ในฐานะส่วนหนึ่งของแคมเปญเมื่อปีที่ผ่านมา คุณกุลธิดา ลีนะบรรจง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร  บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในแอมบาสเดอร์ โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค จำนวนเพียง 9 คนจากทั่วโลก โดยในช่วงต้นปีนี้ เธอได้เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNICEF ในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดเซาเทิร์นเลย์เต ประเทศฟิลิปปินส์ และได้เห็นด้วยตนเองว่าเงินสนับสนุนจากกิจกรรม โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค ส่งต่อไปถึงเด็กๆ ในชุมชนที่เข้าถึงได้ยากอย่างไร การเดินทางต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนเที่ยวบินในนาทีสุดท้ายเนื่องจากสภาพอากาศที่ได้รับผลกระทบจากพายุ รวมถึงการเดินทางผ่านเส้นทางที่ขรุขระและยากลำบาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล  

“การได้เห็นด้วยตาตนเองว่าความร่วมมือของพวกเราส่งต่อความช่วยเหลือไปถึงเด็กๆ ในชุมชนห่างไกลของประเทศฟิลิปปินส์ได้อย่างไร เป็นประสบการณ์ที่มีความหมายอย่างยิ่ง และยิ่งทำให้ดิฉันภาคภูมิใจในสิ่งที่พวกเราสามารถร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้นได้ที่โรช” กุลธิดา กล่าว

แคมเปญนี้ยังมีความหมายเป็นพิเศษสำหรับพนักงานทั่วทั้งโรช ประเทศไทยเช่นกัน

“นับตั้งแต่เข้าร่วมงานกับโรช ดิฉันได้มีส่วนร่วมในแคมเปญนี้ทุกปี ทำให้กิจกรรมนี้มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับดิฉัน นอกเหนือจากการระดมทุนแล้ว กิจกรรมนี้นับว่าเป็นธรรมเนียมที่ทรงพลัง ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวและความเอื้ออาทรของพวกเรา การได้เห็นความร่วมมือของทุกคนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เป็นรูปธรรมสำหรับเด็กๆ ทำให้ดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริง”  ษาริกา คูรานาสิริ หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อและบริหารงาน บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว 

ด้วยความมุ่งมั่นของพนักงาน การสนับสนุนจากบริษัท และความร่วมมือกับพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ โรช ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสร้างอนาคตที่เด็กๆ มีสุขภาวะที่ดี พร้อมเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่เด็กทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรช ชิลเดรนส์ วอล์ค คลิกที่  https://www.roche.com/about/philanthropy/childrens-walk

เปิดตัว ‘art bangkok 2026 – The First Chapter’ จุดนัดพบ Art Ecosystem เชื่อมวงการศิลปะไทยสู่เครือข่ายนานาชาติ

15 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

สมาคมแกลเลอรีไทย (Thai Galleries AssociationTGA) จับมือ The Cloud พร้อมธนาคารยูโอบี (UOB) ในฐานะ Lead Partner ประกาศเปิดตัว “art bangkok 2026 — The First Chapter” อาร์ตแฟร์นานาชาติหน้าใหม่ของกรุงเทพฯ ในจังหวะที่ตลาดศิลปะโลกกลับมาฟื้นตัว และศิลปะร่วมสมัยจากเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับความสนใจมากขึ้นบนเวทีนานาชาติ สะท้อนโอกาสของประเทศไทยในการยกระดับบทบาทสู่หนึ่งในจุดเชื่อมต่อของ Art Ecosystem ระดับภูมิภาค

ตลาดศิลปะฟื้นตัว ในวันที่เอเชียมีบทบาทมากขึ้น

การเกิดขึ้นของ art bangkok 2026 อยู่ในจังหวะที่ตลาดศิลปะโลกกลับมาเติบโต หลังหดตัวต่อเนื่องสองปี  ทิศทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ Art Fair ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายผลงาน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการค้นพบศิลปิน สร้างความสัมพันธ์กับนักสะสม และเชื่อมโยงผู้เล่นในวงการเข้าหากัน

สุภิตา เจริญวัฒนมงคล

สุภิตา เจริญวัฒนมงคล ผู้แทนสมาคมแกลเลอรีไทย (Thai Galleries Association: TGA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศิลปินที่มีศักยภาพ มีแกลเลอรี นักสะสม สถาบัน และผู้คนที่สนใจศิลปะเพิ่มขึ้น สิ่งที่เราต้องการเติมคือพื้นที่กลางที่ทำให้ทุกองค์ประกอบได้มาเจอกัน และเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้มากขึ้น art bangkok จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเพิ่ม Art Fair อีกหนึ่งงาน แต่เราต้องการสร้างแพลตฟอร์มที่เติบโตไปพร้อมกับวงการศิลปะไทย เปิดโอกาสให้ศิลปินได้พบผู้ชมและนักสะสมใหม่ แกลเลอรีได้ขยายเครือข่าย ขณะเดียวกันก็เปิดประตูให้ผู้คนจากต่างประเทศได้เข้ามาค้นพบและทำความรู้จักกับศิลปะในประเทศไทยมากขึ้น The First Chapter คือจุดเริ่มต้น เราหวังว่า art bangkok จะเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยให้ Art Ecosystem ของประเทศไทยแข็งแรงขึ้น และทำให้กรุงเทพฯ เชื่อมต่อกับวงการศิลปะระดับภูมิภาคและนานาชาติได้มากขึ้นในระยะยาว”

The First Chapter — จาก Art Fair สู่พื้นที่เชื่อม Art Ecosystem

แนวคิด “The First Chapter” สะท้อนการเริ่มต้นของแพลตฟอร์มที่มอง Art Fair กว้างกว่าการจัดแสดงและซื้อขายผลงาน ไปสู่การเชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ และโอกาส ตั้งแต่ศิลปินและแกลเลอรี ไปจนถึงนักสะสม คิวเรเตอร์ พิพิธภัณฑ์ สถาบัน และผู้ชม ภายในงานจึงมีทั้ง การจัดแสดงผลงานศิลปะจากแกลเลอรีและศิลปินนานาประเทศ เวทีเสวนา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กิจกรรม Networking และพื้นที่พบปะระหว่างผู้เล่นในวงการจากไทยและต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนา ความสัมพันธ์ และความร่วมมือที่สามารถต่อยอดไปได้หลังงานสิ้นสุดลง

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าศิลปะไม่ควรเป็นเรื่องของคนในวงการเท่านั้น แต่ทุกคนควรสามารถเข้ามาค้นพบ เรียนรู้ พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์กับศิลปะในแบบของตัวเองได้ เราจึงอยากให้ art bangkok เป็นพื้นที่ที่เปิดโลกศิลปะให้กว้างขึ้น และทำให้แม้แต่คนที่ไม่เคยเดินเข้าแกลเลอรีมาก่อนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้ กรุงเทพฯ มีทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม พลังสร้างสรรค์ และผู้คนจากทั่วโลก เราอยากใช้ศักยภาพเหล่านี้สร้างพื้น ที่ที่ศิลปิน แกลเลอรี นักสะสม คนทำงานสร้างสรรค์ และผู้ชมทั่วไปสามารถมาเจอกันได้ ความสำเร็จของ The First Chapter จึงไม่ได้วัดจากการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้เกิด การค้นพบใหม่ ความสัมพันธ์ใหม่ และบทสนทนาใหม่ ที่สามารถเดินทางต่อไปหลังจากงานจบลง และทำให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและวัฒนธรรมร่วมสมัยของกรุงเทพฯ มากขึ้น”

UOB ต่อยอดการสนับสนุนศิลปิน สู่โอกาสนำเสนอผลงาน

ธรรัตน โอฬารหาญกิจ

ธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การร่วมสนับสนุน art bangkok 2026 ในฐานะ Lead Partner เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจนี้ โดยมีทั้ง UOB Art Space และการนำเสนอผลงานจากศิลปินในโครงการ UOB Painting of the Year เปิดโอกาสให้ศิลปินได้พบกับแกลเลอรี นักสะสม และผู้สนใจศิลปะจากไทยและต่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดแสดงและความร่วมมือในอนาคต

“เราเชื่อมั่นในศักยภาพของศิลปินไทย และร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างโอกาสให้ผลงานของพวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น เพราะความเข้มแข็งของวงการศิลปะในระยะยาว ต้องอาศัยทั้งศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานและผู้คนที่พร้อมสนับสนุนให้พวกเขาเติบโต”

art bangkok 2026 — The First Chapter จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–11 ตุลาคม 2569 ณ NEX Hall และ Jewel Zone ชั้น 5 สยามพารากอน บนพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร เชิญชวนทั้งคนในวงการ นักสะสม คนรุ่นใหม่ และผู้สนใจศิลปะ มาร่วมค้นพบผลงาน มุมมอง ผู้คน และความเป็นไปได้ใหม่ๆ พร้อมร่วมเปิด “The First Chapter” บทแรกของ ART BANGKOK ไปด้วยกัน

บัตรเข้าชม art bangkok 2026 EARLY BIRD TICKET เปิดจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน ปี 2026 VIP PASS | ราคาพิเศษ 780 บาท จากปกติ 880 บาท DAY PASS | ราคาพิเศษ 250 บาท จากปกติ 350 บาท ตั๋วทุกประเภทใช้เข้างานได้ 1 วัน เฉพาะวันที่เลือกไว้ขณะสั่งซื้อเท่านั้น ชื้อบัตรเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้  zipeventapp.com/e/art-bangkok-2026 โดยราคา Early Bird เป็นไปตามวันที่ซื้อและช่วงเวลาที่กำหนด ติดตามข้อมูล และข่าวสารจาก art bangkok 2026 ได้ทาง www.artbangkok.org

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

15 กันยายน 2569 เวลา 07:30 น.

ภัยคุกคามจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ยังคงเป็นภาระสาธารณสุขและเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของประเทศ รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง ราย

ด้วยความท้าทายรอบด้านนี้ บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กรุงเทพมหานคร และ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงผนึกกำลังจัดการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้

ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านสาธารณสุขของประเทศร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เผยทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ “Bangkok Healthy City” ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี โดยเน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม

นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกระดับประเทศ โดย นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางนโยบายเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานการแพทย์และพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยระบุว่าสภาวะทางสาธารณสุขยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเพาะเจาะจงกับสภาวะร่างกายของประชากรกลุ่มเสี่ยง ซึ่งกรมการแพทย์ได้ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งศูนย์วัคซีนทางเลือกภายใต้สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับวัคซีนนอกเหนือจากสิทธิ์พื้นฐาน และมีแผนเปิด Vaccination Center ณ โรงพยาบาลราชวิถี ในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมยกระดับแอปพลิเคชัน ‘หมอพร้อม’ เพื่อบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและถ้วนหน้า

นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา

ขณะที่ในมิติของการดำเนินงานและบริหารจัดการภาคปฏิบัติ นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. และ พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. ได้ร่วมกันย้ำถึงหัวใจของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของ ของหน่วยปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อให้ประชาชนตระหนักและเลือกรับนวัตกรรมการป้องกันที่เหมาะสมถือเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน กทม. ได้เตรียมระบบนิเวศสาธารณสุขรองรับทั้งสิทธิประโยชน์พื้นฐานและนวัตกรรมทางเลือกในระดับบุคคล โดยนำร่องจัดตั้ง Wellness Clinic ภายใน Super Clinic 7 แห่งใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมป้องกันโรคได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (Influenza Vaccine High-Dose) และ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับทางเลือกการคุ้มครองที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและสร้างเกราะคุ้มกันจากระดับฐานรากอย่างแท้จริง

พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา

เพื่อตอกย้ำการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายในงานได้จัดเสวนา “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุและการป้องกันโรค RSV ในเด็กเล็ก” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.จตุพร ไสยรินทร์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกลาง, ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ผศ.(พิเศษ) นพ.วรมันต์ ไวดาบ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และควรป้องกันก่อนฤดูกาลระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี “ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย” และมักมีโรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบ และอาจเป็นตัวจุดชนวนให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว โดยกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้

ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี

แม้ยังไม่มีวัคซีน RSV และยาต้านไวรัสสำหรับเด็กเล็กโดยตรง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ที่ฉีดและออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันที ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบทางเดินหายใจเปราะบางที่สุด งานวิจัย Munro 2025 ชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงการนอนรักษาในโรงพยาบาลจาก RSV ได้ร้อยละ 82.7 และลดความเสี่ยงในการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ร้อยละ 75.3 รวมถึงลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้ร้อยละ 79.5 โดยทารกทั่วไปรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงรับต่อเนื่องได้จนถึง 2 ปีโดยไม่ต้องรอฤดูระบาด

จากการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization)” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถควบคุมและบรรเทาไม่ให้ลุกลามสู่ภาวะวิกฤตได้ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ  การผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ทั้กรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และบริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ทั้งในระบบสิทธิ์พื้นฐานและทางเลือกของประชาชน เพื่อร่วมสร้างความเท่าเทียมในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่เป้าหมาย “Bangkok Healthy City” อย่างยั่งยืน

‘ตาแห้ง’ ภัยเงียบคนติดจอ บำรุงราษฎร์ยกระดับ ‘คลินิกตาแห้ง’ เจาะลึกต้นเหตุคนยุคดิจิทัล รักษาตรงจุด ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

15 กันยายน 2569 เวลา 07:00 น.

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้คนยุคดิจิทัลเสี่ยง ตาแห้ง” จากการใช้หน้าจอต่อเนื่อง โดยพบความชุกเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 34.6% หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก และสูงถึง 52.4% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงยกระดับการดูแลผ่าน “คลินิกตาแห้ง” ชูแนวคิด Precision Diagnosis ค้นหาต้นเหตุเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี IDRA และ Precision Treatment ออกแบบการรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยี Light-Based Therapy เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีในระยะยาวและลดโอกาสเกิดปัญหาตามมา

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า โรคตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงยกระดับการดูแลสุขภาพดวงตาผ่านคลินิกตาแห้งภายใต้ศูนย์จักษุ โดยเน้นการวินิจฉัยเชิงลึกและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาและทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจาก Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” ด้านการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และด้านการผ่าตัดต้อกระจก เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย ซึ่งครองอันดับ 1 ในประเทศไทยทั้งสองด้าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและส่งมอบประสบการณ์การรักษาที่เป็นเลิศ

พญ.เมทินี ศิริมหาราช หัวหน้าศูนย์จักษุ และจักษุแพทย์เฉพาะทางโรคจอตาและน้ำวุ้นตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรจำนวนมากเผชิญปัญหาการมองเห็น และมากกว่า 50% ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ส่วนหนึ่งเพราะผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาหรือมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและบั่นทอนคุณภาพชีวิต ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีความพร้อมทั้งทีมแพทย์และเทคโนโลยีในการรักษา ตั้งแต่การตรวจตาทั่วไปจนถึงเคสซับซ้อนและกรณีฉุกเฉินทางตา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุม โดยมีห้องตรวจ 13 ห้อง พร้อมเทคโนโลยี เช่น OCT-Angiography สำหรับสร้างภาพ 3 มิติของโครงสร้างภายในดวงตา ORA System สำหรับช่วยวางแผนการผ่าตัด และ VERION Image Guided System เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดข้อผิดพลาดในการผ่าตัด

ตาแห้ง” ไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุ คนจ้องจอเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่ ศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ หัวหน้าคลินิกตาแห้ง และจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา การปลูกถ่ายกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคตาแห้งพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะความถี่ในการกะพริบตาสามารถลดลงถึง 50–60% และอาจเกิดการกะพริบตาไม่สมบูรณ์หรือปิดเปลือกตาไม่สนิท ทำให้ชั้นน้ำมันที่เคลือบผิวดวงตากระจายตัวได้ไม่ดีและน้ำตาระเหยเร็วขึ้น

อาการเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ ระคายเคือง แสบ คันตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือทรายในตา แพ้แสง แพ้ลม ตาขาวหรือขอบเปลือกตาแดง มองเห็นไม่ชัดเป็นบางช่วง ไม่สบายตาหลังตื่นนอน หรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หยอดน้ำตาเทียมแล้วไม่ดีขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการลุกลามจนส่งผลต่อดวงตาในระยะยาว

พลิกความเข้าใจ “ตาแห้ง” ไม่ใช่เพราะ “น้ำตาน้อย”

ด้าน นพ.ณัฐวุฒิ วะน้ำค้าง จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างด้านเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า น้ำตาประกอบด้วย 3 ชั้นสำคัญ ได้แก่ ชั้นน้ำมัน (Lipid Layer) ช่วยลดการระเหยของน้ำตา ชั้นน้ำ (Aqueous Layer) ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยง และชะล้างสิ่งระคายเคือง และ ชั้นเมือก (Mucin Layer) ช่วยให้น้ำตากระจายและยึดเกาะกับผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น โรคตาแห้งจึงไม่ได้เกิดจากน้ำตาน้อยเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ น้ำตาระเหยเร็ว หรือคุณภาพของน้ำตาผิดปกติ การวินิจฉัยจึงต้องประเมินทั้งระบบน้ำตา ผิวดวงตา เปลือกตา และการทำงานของต่อมน้ำมันร่วมกัน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตาแห้งคือ Meibomian Gland Dysfunction (MGD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยเร็วแม้ปริมาณน้ำตายังปกติ ซึ่งนอกจากการใช้หน้าจอนานแล้ว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์นาน การใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา สภาพอากาศแห้ง แดดและลม การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโจเกรน (Sjögren’s Disease) โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) และพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ความผิดปกติของเปลือกตา การผ่าตัดดวงตา ตลอดจนการใช้ยาบางชนิดหรือยาหยอดตาเป็นเวลานาน

IDRA เจาะลึกระบบน้ำตา หา “ต้นเหตุ” ก่อนรักษา

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในอดีตการตรวจตาแห้งมักพิจารณาปริมาณน้ำตาและรอยถลอกบนกระจกตา ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอในการระบุสาเหตุ ปัจจุบัน เทคโนโลยี IDRA ช่วยวิเคราะห์ระบบน้ำตาได้หลายมิติ ทั้งคุณภาพชั้นน้ำมัน ภาพต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา ความเสถียรของน้ำตา และรูปแบบการกะพริบตา โดยเป็นการตรวจแบบไม่สัมผัสกระจกตา ไม่ต้องหยอดยาชา และทราบผลได้ทันทีพร้อมภาพจำลอง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

สู่ Light-Based Therapy รักษาตรงต้นเหตุ

ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการตาแห้งไม่มาก สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น พักสายตาและฝึกกะพริบตาให้สมบูรณ์ หากพบว่าปัญหาเกิดจาก MGD การรักษาจะมุ่งฟื้นฟูต่อมน้ำมัน ตั้งแต่การประคบอุ่น การนวดและทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Spa Treatment) ไปจนถึงการรักษาด้วยแสง (Light-Based Therapy) โดย Low-Level Light Therapy (LLLT) ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตาในระดับเซลล์ ส่วน Intense Pulsed Light (IPL) ช่วยลดการอักเสบและการอุดตันของต่อมน้ำมันบริเวณเปลือกตา สำหรับผู้ป่วยตาแห้งรุนแรงบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงตามข้อบ่งชี้ เช่น Autologous Serum Eye Drops หรือ Platelet-Rich Plasma (PRP) เพื่อช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ

ศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคตาแห้งมีความซับซ้อนและเกิดได้จากหลายปัจจัย การดูแลแบบ Personalized Care ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง จึงมุ่งค้นหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ แต่คือการฟื้นฟูสมดุลของผิวดวงตา ลดผลกระทบต่อการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ผู้ที่กำลังมีปัญหาตาแห้ง สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ คลินิกตาแห้ง ศูนย์จักษุ ชั้น 18 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 061 408 9622 (Hotline) หรือ 02 066 8888 และ 1378 (Contact Center)

บอกลาโรค ‘รองช้ำ’ เจาะลึกความลับเอ็นฝ่าเท้า พร้อมนวัตกรรมรักษาให้หายขาด

15 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เคยหรือไม่? ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น แต่พอหย่อนเท้าลงข้างเตียงเพียงก้าวแรกแตะพื้นกลับ “เจ็บจี๊ด” เหมือนโดนเข็มแทงที่ส้นเท้า หรือบางทีนั่งทำงานเพลิน ๆ พอจะลุกไปกินข้าวก็ต้องเดินกะเผลกในช่วง 5-10 ก้าวแรก ซึ่งถ้าคุณมีอาการแบบนี้ แสดงว่า “โรครองช้ำ” (Plantar Fasciitis) กำลังแอบมาทักทายเข้าให้แล้ว!

ทำไม? ต้องเจ็บตอน “ก้าวแรก”

อาการคลาสสิก Morning Pain หรือ Starting Pain นี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีคำอธิบายง่ายๆ คือในช่วงที่เรานอนหลับหรือนั่งพักนานๆ เส้นเอ็นฝ่าเท้าจะอยู่ในสภาวะ “หย่อนตัว” แต่พอลุกขึ้นยืนปุ๊บ เส้นเอ็นจะถูกกระชากให้ตึงทันทีเหมือนหนังยางที่ถูกดึงแรง ๆ จนเกิดความเจ็บปวด พอเดินไปสัก 15-20 นาที เอ็นเริ่มยืดหยุ่น อาการจะค่อยๆ ทุเลาลง…แต่นั่นไม่ได้แปลว่าโรคหายไปนะ

เช็กลิสต์: ใครเสี่ยงจะเป็น “นักเจ็บก้าวแรก”

อาการเจ็บรองช้ำ เป็นผลมาจากเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ โดยชนวนเหตุสำคัญที่สุดคือ เส้นเอ็นตึง ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สูงวัย แต่ผู้หญิงอาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายอยู่บ้าง เพราะเกิดมาพร้อมสรีระที่กล้ามเนื้อน่องและเอ็นฝ่าเท้าตึงกว่าปกติโดยธรรมชาติ เมื่อบวกกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เช่น การสวมรองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าแฟชันที่ไม่ซัพพอร์ตอุ้งเท้า แรงกดทับทั้งหมดจะตกลงที่เส้นเอ็นฝ่าเท้าโดยตรง

อาการเจ็บรองช้ำไม่ได้แค่น่ารำคาญ แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว หลายคนเริ่มหลีกเลี่ยงการเดิน การออกกำลังกาย หรือแม้แต่กิจกรรมที่เคยชอบ เพราะกลัวความเจ็บจะกลับมา ทำให้สุขภาพโดยรวมแย่ลงแบบไม่รู้ตัว ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจาก 3 ปัจจัย  1.สายเอ็นตึง (The Tight Body): บางคนเกิดมาพร้อมต้นทุน “น่องตึง” หรือ “เอ็นฝ่าเท้าตึง”  ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ถ้าพื้นฐานเอ็นเราไม่ยืดหยุ่น แค่ใช้ชีวิตปกติก็เจ็บได้แล้ว 2.สาย Hard Working: คนที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ เช่น พ่อค้าแม่ค้า, คุณครู, เชฟ หรือแม้แต่นักช้อปสายแข็งที่เดินห้างทั้งวัน 3.สายแฟชั่นเลือกรองเท้าผิด: รองเท้าพื้นแข็งเกินไป รองเท้าแบนราบ (Flat Shoes) ที่ไม่มีส่วนซัพพอร์ตอุ้งเท้า รวมถึงน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นแรงกดทับที่ทำให้เอ็นฝ่าเท้าแบกรับภาระหนักเกินไป

ป้องกันและรักษาอย่างไรให้ตรงจุด?

  1. การดูแลตัวเอง: “ยืด” เท่านั้นคือทางรอด : วิธีป้องกันที่ได้ผลชะงัดที่สุดคือ การยืดน่องและนวดเอ็นฝ่าเท้า หมั่นทำสม่ำเสมอให้เอ็นมีความยืดหยุ่น (น่องนิ่ม = เท้าไม่เจ็บ) ลองหาลูกเทนนิสมาคลึงใต้ฝ่าเท้าตอนนั่งทำงาน หรือยืดเหยียดน่องก่อนก้าวลงจากเตียง จะช่วยลดการบาดเจ็บได้มหาศาล
  2. การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด “เทคโนโลยีช่วยได้” : หากอาการเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การทำเครื่องมือกายภาพบำบัดด้วย  Shockwave (ช็อกเวฟ) หรือการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยิงเข้าไปกระตุ้นจุดที่อักเสบ คือทางเลือกยอดฮิตที่ช่วยให้คนไข้กว่า 90% หายเจ็บได้โดยไม่ต้องกินยาต่อเนื่อง
  3. นวัตกรรม “ส่องกล้อง” ทางเลือกสุดท้ายที่หายไว : สำหรับใครที่เป็นเรื้อรังมานานจนมี “กระดูกงอก” ทิ่มฝ่าเท้า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Endoscopic Surgery) เพียง 0.5 ซม. เข้าไปกรอกระดูกงอกและยืดเอ็นให้หย่อนลง แผลเล็ก เจ็บน้อย และเดินคล่องได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ไม่ต้องกลัวแผลเป็นใหญ่ที่ฝ่าเท้าอีกต่อไป

อย่าปล่อยให้ความเจ็บเป็นเรื่องชินชา

อาการเจ็บจาก “รองช้ำ” อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าปล่อยไว้นานจนกลายเป็นความเจ็บเรื้อรัง ที่พรากความสนุกในการใช้ชีวิตและการเดินทางของคุณไป ลองสำรวจก้าวแรกในวันพรุ่งนี้ให้ดี ถ้าเริ่มเจ็บ! อย่ารอจนทนไม่ไหว รีบรักษาแต่เนิ่น ๆ ซึ่งโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา และนวัตกรรมการรักษาที่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็น Shockwave Therapyการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงยิงเข้าไปกระตุ้นจุดที่อักเสบ และ Endoscopic Surgery (ผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก) สำหรับเคสที่เป็นมานานจนมีกระดูกงอก ทำให้การผ่าตัดในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

เพราะก้าวแรกของวันควรเป็นก้าวที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่ใช่ความเจ็บปวด…เริ่มดูแลเท้าของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อก้าวที่มั่นใจในทุกๆ วัน

คุณแหน : 15 กันยายน 2569

15 กันยายน 2569 เวลา 00:30 น.

 ll ลาแล้วไม่ลาลับจะกลับมาทุกปี, กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ “อับราฮัม ลินคอล์น” พร้อมทหาร GI. เสร็จภารกิจตะวันออกกลาง มุ่งมาทำ Rest and Recreation ที่เมืองพัทยา เป็นเวลา 5 วัน อีกครั้งหนึ่งที่กองเรือสหรัฐฯ เลือกเมืองท่าที่เหล่า GI. เรียกร้องมากที่สุด แม้ว่าครั้งนี้ทหารเรือและนาวิกโยธินยกพลมาถึง 5 พันคน แต่เนื่องจากความซับซ้อนในเรื่องความปลอดภัยที่ล่อแหลม และด้วยเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ต้องอนุญาตให้เหล่า GI. ลงจากเรือเข้าเมืองท่องเที่ยวโดยแบ่งออกเป็นชุดๆ และต้องอยู่ในพื้นที่ที่ทางกองทัพวางแผนไว้ ทั้งนี้ เพื่อการรักษาความปลอดภัย มีผลให้การใช้จ่ายดอลลาร์ของ GI. ไม่สะพัดเป็นพายุหมุนดังที่เคยเห็น อย่างไรก็ดี ด้วยความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่าย กล่าวคือรัฐบาลไทย, กองทัพเรือสหรัฐฯ และเมืองพัทยา ตลอด 5 วัน “R&R” จึงผ่านพ้นไปด้วยดีโดยไม่มีเหตุการณ์ให้กังวล ท้ายสุดท่านผู้บังคับการกองเรือฯ Dan Keeler กล่าวอำลาพร้อมขอบคุณการต้อนรับกองเรือสหรัฐฯอย่างอบอุ่นจากชาวไทย เรือบรรทุกเครื่องบิน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานปรมาณูมีเพียงไม่กี่ลำในโลก แทบทั้งหมดขึ้นระวางอยู่ในกองทัพเรือสหรัฐฯ แม้แต่ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางยังไม่สามารถมีไว้ในครอบครอง…จึงไม่แปลกที่วันกองทัพเรือ “ลินคอล์น” ถอนสมอออกเดินทางกลับ มีผู้คนจำนวนมากไปรวมตัวอยู่บนจุดชมวิวยอดเขาบ่อยา ดูกองทัพเรือเคลื่อนออกสู่มหาสมุทรอย่างสง่างาม…

ll ในอดีตวีรกรรมเขาในฐานะผู้สื่อข่าวของ นสพ.หัวสีมีมากมายจนได้ฉายาว่า “นักข่าวหัวเห็ด” จากการที่เขาเสี่ยงอันตรายบุกเข้ากลางสมรภูมิ “14 ตุลาคม” พ.ศ.2516 เป็นเหตุให้เขาถูกกระสุนบาดเจ็บสาหัส แต่รอดชีวิตมารายงานข่าวยิ่งใหญ่แห่งยุค วันนี้ เชิดสกุล เมฆศรีวรวรรณ เดินทางจากสหรัฐฯกลับมาเยี่ยมบ้านกรุงเทพฯเพื่อพักผ่อน เพื่อนๆ ชาว EX. L.A. เลยนัด

รวมตัวเพื่อมาเลี้ยงฉลองและพบปะสังสรรค์กันที่ร้านอาหาร “ครัวผักปลา” ย่านกรุงเทพกรีฑาของ เจษฎา ชวนะโรจนฤทธิ์ อดีต Commercial designer ชื่อดัง ซึ่งรู้จักรู้ใจพรรคพวกดีจัดเตรียมอาหารโปรดของพวกคอไวน์ ขาหมูตุ๋นแห้ง,ลิ้นเป็ด,กึ๋นเป็ด,แกงป่า,ข้าวผัดแอล.เอ. ส่วนผู้มาร่วมดินเนอร์เริ่มด้วยเหล่าไทคูน อาทิ เจ้าสัวปราจิน เอี่ยมลำเนา,บุญชัย คงปักไพศาล,ธีระ วชิรขจร, พัลลภ บัวสุวรรณ,ธรรมนูญ ตระกูลยุทธชัย,ภิญโญ ทองเจือ และ สมศักดิ์ จารุสัมพันธ์จิต…

ll ขณะนี้ อิศเรศ จิราธิวัฒน์ ควงมาดามณัฐินี ไปส่ง สาริศา ลูกสาวคนโตเข้าเรียนไฮสคูลที่โรงเรียน Choate Rosemary Hall รัฐ Connecticut USA. (สถาบันเก่าของคุณพ่ออิศเรศ) และก่อนจะส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนได้ถือโอกาสพากันไปชมการแข่งขันเทนนิส US Open ที่ New York ตามประสาผู้ชอบเทนนิสกันทั้งครอบครัว…

ll ตั้งแต่ จิรกานต์ เพชรชาติ ย้ายไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกรุงลอนดอน มาดามต้องหทัย ก็มีความสุขกับกิจกรรมรับแขก ที่มีทั้งญาติสนิทและมิตรรักจากประเทศไทยไปเยี่ยมเยือนกันอย่างสม่ำเสมอ

…ll ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงข่าวและเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ LEPSIA ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยากันชักสำหรับเด็ก จากสารสกัดช่อดอกกัญชา Pure CBD (Cannabidiol) ในวันที่ 15 ก.ย. 17.00 น. ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ…ทั้งนี้ มช.ร่วมกับ บริษัทแอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด ได้ร่วมมือวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ เพื่อผลักดันองค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านกัญชาทางการแพทย์จากระดับห้องปฏิบัติการสู่อุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด “ผลิตโดยคนไทย มาตรฐานสากล เพื่อคนทั้งโลก”…ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ LEPSIA ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชนต่อไป!!…

บารอนเนส