ปธ.กกต.เปิดสาเหตุไม่ฟ้อง กก.บห.พรรค-สส. พยานไม่น่าเชื่อถือ หลักฐานไม่พอโยงถึง อนุทิน-เนวิน

14 กันยายน 2569 เวลา 17:54 น.

ประธาน กกต.แจงยิบยกคำร้อง 21 กก.บห.พรรคภูมิใจไทยรอด!! ชี้พยาน 3 ปากกลับคำ–ไร้น้ำหนัก พบรหัส 16/26 คดีเก่าติดตัว ยันเส้นเงินสะอาด แม้พบโผล่คุย “อนุทิน-เนวิน” ที่พูลแมน ไร้หลักฐานมัดผิด พร้อมโต้ไมได้ฟอกขาวนักการเมือง ชี้มติชุดสอบสวนไม่ผูกมัด ยืนยันประสาน DSI แกะรอยเส้นเงิน–การใช้โทรศัพท์ต่อเนื่องไปทำคดีต่อเองได้

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. กล่าวชี้แจงกรณี ถึงเหตุผลการพิจารณาคำร้องคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ที่นักการเมืองไม่ถูกส่งศาลดำเนินคดีเลย ว่า มีพยานปากสำคัญ 3 ราย ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอกลับคำให้การ โดยระบุว่า ข้อมูลพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 ราย(กก.บห.พรรคภูมิใจไทย) การเตรียมการหรือเส้นทางการเงินที่เคยให้การไว้ก่อนหน้านี้ ไม่เป็นความจริง

“ผมเป็นผู้พิพากษาประสบการณ์กว่า 38 ปี กล่าวถึงการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า ในทางคดีพยานที่กลับคำให้การมักถูกลงโทษ แต่สำหรับพยานทั้ง 3 ปากนี้ ขาดความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากมาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติของ พยานรหัส 16/26 พบว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกถึง 11 ปี ในคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 500 ล้านบาท และปัจจุบันยังถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริย ธรรม จึงเห็นว่าพยานหลักฐานมีความขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง และอิงประเด็นทางการเมืองจนฟังไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1”นายณรงค์ กล่าว

ประธาน กกต. ระบุอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ส่วนประเด็นเรื่องประวัติการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันนั้น แม้พบว่ามีการโทรหากันจริง แต่ไม่สามารถยืนยันเนื้อหาที่พูดคุยได้ ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมืองเมื่อได้รับเลือกเป็น สว.ใหม่ ย่อมมีการจับกลุ่มและพูดคุยตกลงกันเป็นเรื่องปกติ

ส่วนกรณีที่มีพยานอ้างว่าพบกลุ่ม สว.เดินทางไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน และพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า แม้จะมีการพบปะกันจริง แต่ในสำนวนไม่มีรายละเอียดหรือหลักฐานใดที่ระบุว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเข้าข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

“ในแต่ละข้อกล่าวหา กกต.ยึดการพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก แม้ตนไม่สามารถตอบแทน กกต. ท่านอื่นได้ แต่เชื่อมั่นว่า กกต. เสียงข้างมากใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างรอบคอบและเป็นธรรมที่สุด” นายณรงค์ กล่าว

เมื่อถามว่า การที่กกต.ฟ้องแค่บางคนและไม่มีนักการเมืองเลย อาจเข้าข่ายเป็นการ ฟอกขาว รวมถึงเท่ากับเป็นการตีตกสำนวนข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร ที่เชื่อมโยงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือไม่ ว่า การดำเนินคดีในส่วนของ DSI ยังคงเป็นไปตามขั้นตอนของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมา กกต. และ DSI ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะคณะอนุกรรม การไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ ทั้งข้อมูลเส้นทางการเงินและประวัติการใช้โทรศัพท์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก DSI เพื่อนำมาใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐานในชั้นการพิจารณา

“มติหรือความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. หรือคณะทำงานชุดที่ 36 ถือเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ไม่ได้มีผลผูกมัดการตัดสินใจของ กกต. แต่ละท่าน เนื่องจาก กกต. แต่ละคนมีดุลพินิจในการใช้อำนาจพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยตนเองได้ลงมติเห็นชอบตามแนวทางของชุดที่ 26 ให้ลงโทษผู้กระทำผิดมากกว่า 20–30 ประเด็น และได้ทำคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญด้วยตนเอง” ประธาน กกต. ระบุ

ต่อข้อถามที่ว่า การตัดฟ้องบางส่วนจะส่งผลให้สำนวนคดีของ DSI ในคดีอั้งยี่ซ่อง โจรอ่อนลงหรือไม่ ประธาน กกต. ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่สามารถตอบแทนขั้นตอนการดำเนินงานของ DSI ได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า กกต. ไม่เคยปฏิเสธพยานหลักฐานจาก DSI โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม รวมถึงการลงมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทาง กกต.ได้ประสานขอข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์จาก DSI มาประกอบการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

Leave a comment