15 กันยายน 2569 เวลา 08:58 น.

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ “แก้วตา” สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีต สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ฟ้อง 77 คน แต่คนจัดระบบหายไปไหน?
วันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในคดีการได้มาซึ่ง สว. รวม 77 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน ขณะที่ สว.สำรอง กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีมติให้ส่งศาลฎีกาในส่วนดังกล่าว
ก่อนอื่นต้องย้ำว่า การที่ กกต.มีมติส่งศาล ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 77 คนมีความผิดแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังมีสิทธิต่อสู้คดี และผู้มีอำนาจวินิจฉัยคือศาล
แต่สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถามต่อ กกต. คือ—
ถ้าหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการกับผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือก และบุคคลอื่นจำนวนมาก แล้วหากพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นการประสานคะแนน การให้ผลประโยชน์ หรือการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ใครเป็นผู้จัดระบบ และหลักฐานไปสิ้นสุดตรงไหน?
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ คณะสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสอบพยานกว่า 700 ปาก ก่อนมีความเห็นว่าคดีมีมูลกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และอีก 91 คนซึ่งมีทั้งกรรมการบริหารพรรค สส. และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาของทั้ง 229 คนไม่มีมูล ก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่
และในมติล่าสุด กกต.ระบุชัดว่า ใน ข้อกล่าวหาที่ 1 ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรค สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลอื่นรวม 21 คน กกต.มีมติ ไม่ส่งศาลฎีกา รวมถึงข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับเลือกเป็น สว. ก็ไม่มีบุคคลในกลุ่มการเมืองดังกล่าวถูกส่งศาล
ตรงนี้จึงเป็นคำถามที่ กกต.ควรอธิบายต่อสาธารณะให้ละเอียด
ไม่ใช่เพียงว่า
“77 คนที่ถูกส่งศาล มีหลักฐานอะไร?”
แต่ต้องอธิบายด้วยว่า
“หลักฐานที่เคยถูกมองว่าเชื่อมโยงไปถึงผู้ถูกกล่าวหารายอื่น เหตุใดจึงไม่เพียงพอในชั้น กกต.ชุดใหญ่?”
อะไรคือเส้นแบ่งของพยานหลักฐานระหว่างคนที่ถูกส่งศาลกับคนที่ไม่ถูกส่ง?
ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่?
และหากข้อกล่าวหาบางส่วนพูดถึงการช่วยเหลือ
การประสาน หรือการให้ผลประโยชน์ เหตุใดความรับผิดจึงไปถึงบางกลุ่ม แต่ไม่ไปถึงอีกบางกลุ่ม?
นี่ ไม่ใช่การกล่าวหาว่านักการเมืองคนใดมีความผิด เพราะความผิดต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
แต่ความโปร่งใสของ กกต.มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้กระทบเพียงผู้ถูกกล่าวหา 77 คน แต่กระทบต่อ ความเชื่อมั่นในกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญของประเทศ
อีกประเด็นที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องคือ ขณะนี้ สว. 26 คน ยังไม่ได้พ้นจากตำแหน่ง รองเลขาธิการ กกต.ระบุว่า กกต.จะจัดทำคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในกรอบ 60 วัน และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว สว.ผู้ถูกร้องจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
เพราะฉะนั้นสิ่งที่สังคมควรเรียกร้องในวันนี้คือ คำวินิจฉัยที่เปิดเผยเหตุผลและพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา
เราต้องรู้ว่า
ทำไมคนกลุ่มหนึ่งต้องไปศาล
แต่คนอีกกลุ่มไม่ต้องไป
เพราะหากตรวจสอบได้เฉพาะคนที่อยู่ปลายทาง แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่ามีการประสานและจัดระบบนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครบ้าง
คำถามสำคัญก็ยังคงอยู่—
เรากำลังตรวจสอบทั้งระบบ
หรือกำลังตรวจสอบเพียงคนบางส่วนในระบบนั้น? “