15 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

15 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงมติคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยสั่งฟ้องผู้ถูกร้อง 77 ราย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พร้อมดำเนินคดีอาญา ซึ่งรวมถึง สว.ชุดปัจจุบันถึง 26 คน อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อ กกต.มีมติยกคำร้องในส่วนของแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้ง 21 ราย โดยระบุว่า “พยานหลักฐานยังอ่อน” ไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงไปถึงได้
ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก “Thailand FACT Today” โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
เหตุที่ กกต.เห็นว่า “พยานหลักฐานอ่อน” จนไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ มีสาระสำคัญดังนี้
คดีส่วนนี้ตั้งอยู่บนคำให้การของพยานหลักเพียงไม่กี่ปาก
พยานสำคัญที่สุดคือพยานรหัส 16/26 ซึ่งกล่าวอ้างว่าเคยเห็นการประชุมวางแผนเลือก สว. การพัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนน การจัดทำโพย ตลอดจนการประชุมที่มีบุคคลระดับแกนนำพรรคเข้าร่วม
แต่เมื่อพิจารณาทั้งสำนวน กกต.เห็นว่า ข้อกล่าวหาส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนคำให้การของพยานรายนี้เป็นหลัก ขณะที่หลักฐานอิสระซึ่งจะยืนยันคำกล่าวอ้างยังมีไม่เพียงพอ
พยานมาให้การหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบหนึ่งปี
เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2567 แต่พยานรหัส 16/26 เพิ่งมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการไต่สวนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568
ตลอดช่วงเวลาก่อนหน้านั้น พยานไม่ได้แจ้งเหตุต่อ กกต.หรือต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่อ้างว่ารับรู้และเข้าร่วมเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน และเหตุใดจึงมาเปิดเผยข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว
พยานมีสถานะเป็นผู้ร่วมกระทำและขอกันตัวเป็นพยาน
พยานรหัส 16/26 ยอมรับว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางส่วน ก่อนขอกันตัวเองไว้เป็นพยาน ดังนั้น คำให้การจึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และควรมีหลักฐานอื่นที่เป็นอิสระมาสนับสนุนอย่างหนักแน่น
เมื่อหลักฐานประกอบยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดสำคัญได้ คำกล่าวของพยานเพียงลำพังจึงยังมีน้ำหนักไม่พอที่จะกล่าวหาบุคคลระดับกรรมการบริหารพรรคหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มีข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือและแรงจูงใจของพยาน
กกต.นำประวัติและสถานการณ์ของพยานมาประกอบการชั่งน้ำหนัก โดยระบุว่าพยานเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก่อนถูกขับออกจากพรรคภายหลังมีคดีอาญา และย้ายไปสังกัดพรรคที่มีความขัดแย้งทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้น
ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คำให้การเป็นเท็จโดยอัตโนมัติ แต่ทำให้จำเป็นต้องมีหลักฐานภายนอกที่หนักแน่นมารับรอง มิฉะนั้นอาจยังไม่สามารถตัดข้อสงสัยเรื่องแรงจูงใจส่วนตัวหรือทางการเมืองได้
คำให้การของพยานแต่ละปากไม่สอดคล้องกัน
พยานรหัส 21/26 และ 22/26 ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นพยานประกอบ ให้รายละเอียดบางส่วนไม่ตรงกับพยานหลัก เช่น จำนวนบุคคลที่อยู่ในทีม ความสัมพันธ์ระหว่างกัน และผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำโพย
บางคนอ้างว่าอยู่ในทีมเดียวกัน แต่พยานหลักกลับไม่ได้กล่าวถึง หรือกล่าวถึงบุคคลในทีมไม่ตรงกัน ความขัดแย้งเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถนำคำให้การหลายปากมาประกอบกันเป็นภาพเดียวที่มั่นคงได้
ไม่มีหลักฐานวัตถุรองรับเรื่องการประชุมและโปรแกรม
แม้พยานจะกล่าวถึงการประชุม การพัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนน และการวางแผนเลือก สว. แต่ในสำนวนไม่ปรากฏหลักฐานสำคัญ เช่น
ภาพถ่ายหรือภาพจากกล้องวงจรปิดในที่ประชุม
เอกสารการประชุมหรือรายชื่อผู้เข้าร่วม
ตัวโปรแกรมหรือข้อมูลที่แสดงว่า
โปรแกรมทำงานอย่างไร
หลักฐานว่าใครเป็นผู้สั่งทำหรือเป็นผู้ใช้งาน
รายละเอียดค่าใช้จ่ายและผู้รับเงินในการพัฒนาโปรแกรม
จึงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การประชุมหรือการวางแผนตามคำกล่าวอ้างเกิดขึ้นจริง และบุคคลใดมีบทบาทอย่างไร
ตรวจไม่พบเส้นทางการเงินผิดปกติที่โยงถึงนักการเมือง
กกต.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหากลุ่มกรรมการบริหารพรรคและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่พบธุรกรรมผิดปกติที่แสดงถึงการจ่ายเงิน สนับสนุนค่าใช้จ่าย หรือจัดหาเงินเพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร สว.
พยานเองก็ไม่สามารถระบุได้ชัดว่า ใครเป็นผู้จ่าย จ่ายให้ใคร จำนวนเท่าใด และจ่ายผ่านช่องทางใด จึงยังขาด “สะพานเชื่อม” ระหว่างข้อกล่าวหากับตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มีข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แต่ไม่ทราบเนื้อหาการสนทนา
ในสำนวนพบข้อมูลว่าบุคคลบางรายมีการโทรศัพท์ติดต่อกัน แต่ข้อมูลการโทรยืนยันได้เพียงว่า “มีการติดต่อ” ไม่ได้ยืนยันว่าได้พูดคุยเรื่องการจัดตั้ง การจัดทำโพย การจ่ายเงิน หรือการช่วยเหลือผู้สมัคร สว.
หากไม่มีข้อความ บันทึกเสียง พยานแวดล้อม หรือหลักฐานอื่นมาประกอบ การโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 76
การพบกันหลังเลือก สว.ไม่ได้พิสูจน์ว่านัดหมายเพื่อกระทำผิด
มีพยานกล่าวถึงการพบกันที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ หลังการเลือก สว. และกล่าวถึงนายเนวิน ชิดชอบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่พยานไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่า มีการประชุมเรื่องอะไร ใครพูดอะไร หรือมีคำสั่งและข้อตกลงเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือไม่
หลักฐานจึงพิสูจน์ได้อย่างมากเพียงว่าอาจมีการพบกัน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นการพบกันเพื่อวางแผนหรือดำเนินการทุจริต
พยานสำคัญกลับคำให้การ
ต่อมาพยานทั้งสามรายมีหนังสือกลับคำให้การ โดยระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของผู้ถูกกล่าวหา การเตรียมการ และเส้นทางการเงินบางส่วนไม่เป็นความจริง
ประธาน กกต.ชี้แจงว่า ไม่ได้เพิ่งไม่เชื่อพยานเพราะมีการกลับคำ แต่มีข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เมื่อเกิดการกลับคำขึ้นอีก จึงยิ่งทำให้คำให้การเดิมมีน้ำหนักลดลง และไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานหลักเพื่อส่งบุคคลกลุ่มนี้ขึ้นศาลได้
ดังนั้น คำว่า “หลักฐานอ่อน” ในกรณีนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อมูลหรือไม่เคยพบการติดต่อกันเลย แต่หมายถึงหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นสายเดียวได้ว่า ใครเป็นผู้สั่งการ ใครเป็นผู้จ่ายเงิน ใครเป็นผู้วางแผน และผู้สมัครรายใดได้รับความช่วยเหลือจากนักการเมืองคนใด
กกต.จึงเห็นว่า หลักฐานอาจมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับดำเนินคดีกับผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกบางรายที่พบพฤติการณ์เฉพาะตัวชัดเจน แต่ยังไม่หนักแน่นพอที่จะเชื่อมโยงขึ้นไปถึงกรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 ราย จึงมีมติเสียงข้างมากยกคำร้องในข้อกล่าวหาส่วนนี้.