LIFE & HEALTH : ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/619197

LIFE&HEALTH : ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คงอยู่มายาวนานร่วมปีกว่า เราต่างได้รับข่าวสารมากมายทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวจริงและข่าวลวง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลเหล่านี้ได้กลายเป็นภัยคุกคามทางจิตใจและก่อตัวเกิดเป็นความเครียดภายในร่างกายเรา โดยปกตินั้นร่างกายของคนเราจะถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อความเครียดได้ดีในระดับหนึ่ง แต่หากเราไม่สามารถจัดการความเครียดนั้นได้ ความเครียดจะค่อยๆ สะสมและกลายเป็นความเครียดเรื้อรังซึ่งจะส่งผลอันตรายต่อทุกระบบภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหาร ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.กภ.ยิ่งรัก บุญดำ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ภายในร่างกายของเรานั้น ระบบประสาทอัตโนมัติมีบทบาทหลักในการรับมือต่อภาวะเครียด สัญญาณประสาทอัตโนมัติจากสมองส่วนไฮโปธาลามัสจะไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้ส่งสัญญาณลงไปที่ต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนและคอร์ติซอล ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น หลอดเลือดบริเวณแขนขามีการขยายตัว อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นไปเพื่อเตรียมพลังงานให้กับร่างกายสำหรับการสู้หรือการหนีจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้น

ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

ระบบไหลเวียนโลหิต ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนในเลือด ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งความดันโลหิตที่สูงอยู่เป็นระยะเวลานานจะกระทำแรงเค้นต่อหัวใจ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตามไปด้วย

ระบบประสาท หากพิจารณาผลของความเครียดเรื้อรังต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง พบว่าระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงในเลือดจะลดการทำงานของสารสื่อประสาทเซโรโทนินในสมองทำให้ร่างกายทนต่อภาวะความเครียดได้น้อยลง นำไปสู่การเกิดโรควิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนที่สูงยังส่งผลกระทบ ต่อวงจรการนอนหลับ ทำให้ความสนใจในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ลดลง ฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ประสาท การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเป็นระยะเวลานานทำให้ระดับของสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ในสมองลดลง เซลล์ประสาทมีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การส่งสัญญาณประสาทระหว่างเซลล์เกิดความบกพร่อง นอกจากนี้ภายในสมองอาจมีการอักเสบเกิดร่วมด้วยอันเนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ลดต่ำลงจากการมีระดับคอร์ติซอลที่สูงเป็นระยะเวลานาน ทำให้เซลล์ประสาทที่ตายมีจำนวนมากขึ้น สภาพแวดล้อมในสมองถูกรบกวน จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความเสื่อมทางระบบประสาท อาทิ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคความจำเสื่อมอื่น ๆ ได้

ระบบทางเดินอาหาร ฮอร์โมนคอร์ติซอลสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดภายในกระเพาะอาหาร ดังนั้นความเครียดเรื้อรังจึงเพิ่มการหลั่งกรด ส่งผลให้เยื่อบุผิวภายในทางเดินอาหารถูกทำลายและนำไปสู่การเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ความเครียดเรื้อรังยังทำให้สมองส่งสัญญาณยับยั้งการหดตัวของหูรูดทางเดินอาหารส่วนปลายและเพิ่มระยะเวลาของอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารใช้ระยะเวลาเดินทางไปสู่ลำไส้เล็กนานขึ้น จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ ภายในระบบทางเดินอาหารของคนเรามีจุลินทรีย์ประจำถิ่นที่ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยและดูดซึมอาหาร รวมถึงป้องกันการบุกรุกจากเชื้อโรคภายนอกร่างกาย พบว่าความเครียดเรื้อรังจะทำให้จำนวนจุลินทรีย์เหล่านี้ลดลงและทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารไม่แข็งแรงซึ่งเพิ่มโอกาสของการเป็นโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย และระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงยังส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ระบบสืบพันธุ์ ผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิงพบว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความเครียดจะไปลดการหลั่งของฮอร์โมน FSH และ LH ทำให้การตกไข่ผิดปกติไปและส่งผลกระทบต่อการฝังตัวของตัวอ่อน นอกจากนี้ในมารดาที่กำลังตั้งครรภ์พบว่า ระดับคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจากความเครียดจะส่งผลทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์ การเปลี่ยนแปลงทั้งจากมารดาและทารกจะทำให้มดลูกเกิดการบีบตัว เพิ่มโอกาสของการคลอดก่อนกำหนด ส่วนผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เพศชายนั้นพบว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มสูงขึ้นจะไปรบกวนกลไกการสร้างอสุจิ อสุจิมีจำนวนลดลง รูปร่างผิดปกติส่งผลต่อกระบวนการสืบพันธุ์

ระบบกระดูกและข้อ ผลเสียต่อระบบกระดูกและกล้ามเนื้อนั้น พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และศีรษะมีแนวโน้มที่จะมีอาการตึงและเกร็งเพิ่มขึ้น และสามารถก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะและอาจนำไปสู่โรคไมเกรนได้ โดยรายละเอียดของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวนั้น สามารถอ่านได้จากบทความ “ความเครียดและภาวะปวดกล้ามเนื้อ”

ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การเรียนรู้ที่จะจัดการความเครียดให้ได้เร็วที่สุดจึงเป็นผลดีที่สุดต่อร่างกาย การเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจะช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความเครียดได้ง่ายขึ้น ทำให้จิตใจสงบ และอาจนำไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น วิธีการจัดการความเครียดมีด้วยกันหลากหลายวิธี อาทิ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ การนอนหลับให้เพียงพอ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกการหายใจ การทำกิจกรรมนันทนาการ การพูดคุยปรึกษากับบุคคลอื่น และหากมีปัญหาที่ไม่สามารถจัดการได้ การพบนักจิตวิทยาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดการความเครียดที่ดี

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับให้อ่อนเยาว์ สุขภาพผิวดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/617609

Life & Health : เคล็ดลับให้อ่อนเยาว์ สุขภาพผิวดี

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันนี้คนเราอายุยืนมากขึ้น แต่ในวัยที่เพิ่มขึ้นนั้นความแก่ชราก็เริ่มมาเยือนทั้งจากการเปลี่ยนแปลงตามวัยและผลจากมลภาวะสิ่งแวดล้อมและรวมทั้งการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุคนี้ที่ทำให้คนเรามีชีวิตที่ฝืนธรรมชาติและนาฬิกาชีวภาพที่มีมาตั้งแต่กำเนิด ผลที่เกิดขึ้นทำให้สภาพของผิวหนังและผิวพรรณเปลี่ยนไป ข้อมูลจาก พญ.สุภาณี ศุกระฤกษ์ อายุรแพทย์และแพทย์ผิวหนัง เปิดเผยว่าการเรียนรู้ที่จะมีชีวิตที่สขภาพดีจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์และศาสตร์ของการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์นั้นได้รับการศึกษาและนำมาใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ซึ่งสามารถที่จะแบ่งประเด็นการดูแลสุขภาพและผิวพรรณให้ดูดีได้ดังต่อไปนี้

อารมณ์ดี เราจะสังเกตได้ว่าคนที่อารมณ์ดีนั้นจะมีหน้าตาและผิวพรรณที่ผ่องใส มีรอยยิ้มที่อบอุ่นและมีเมตตา การศึกษาวิจัยที่ยาวนานถึง 75 ปี ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกายืนยันว่า ไลฟ์สไตล์ที่ทำให้อารมณ์ดีนี้นอกจากจะทำให้คนเรามีอายุยืนยาวแล้ว ยังทำให้มีรอยยิ้มที่แจ่มใส ช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงผิวหน้ามากยิ่งขึ้น การมีอารมณ์ดีช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายและการนอนหลับที่มีคุณภาพที่ดีซึ่งช่วยส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ออกมาทำให้สุขภาพผิวดีขึ้นอีกด้วย

ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ร่างกายและผิวหนังขาดไม่ได้ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วนอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายในแล้ว ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงผิวหนังดีขึ้นช่วยชะล้างพิษและทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผิวหนังดูอ่อนกว่าวัย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้าน เกิดริ้วรอยได้ง่าย

หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตสูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่มและใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป โดยทาก่อนออกแดด 30 นาที ควรเลือกชนิดกันน้ำและไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม และอาจจำเป็นต้องทาซ้ำหากต้องทำกิจกรรมที่ทำให้ครีมลบเลือนได้ง่าย เวลาออกแดดจัดควรที่จะสวมแว่นกันแดดทุกครั้งเพราะจะป้องกันการหยีตาที่จะไปเพิ่มรอยย่นของผิวหน้าและรอยตีนกาให้มากขึ้น แต่การได้รับแสงแดดอ่อนตอนเช้าหรือเย็นวันละประมาณ 15 นาที จะช่วยกระตุ้นการผลิตวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งพอเพียงที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังทำงานได้ดีและยังช่วยในการผลิตฮอร์โมนป้องกันการแก่ชราของผิวหนังอีกด้วย

ออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละประมาณ 5 วัน ด้วยการออกกำลังแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ววิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เพราะจะช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนและสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวหนังได้ดีขึ้น และช่วยขับของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อด้วยจึงทำให้ผิวพรรณแลดูสดใส เปล่งปลั่งและหนานุ่มชุ่มชื้น ยังพบว่าคนที่ออกกำลังกายจะมีความกระฉับกระเฉงกว่าคนในวัยเดียวกัน หน้าตาสดใสมีน้ำมีนวล เจ็บป่วยน้อยลง อีกทั้งยังช่วยรักษาน้ำหนักให้ได้มาตรฐานคงที่ ช่วงเวลาออกกำลังกายควรใส่เสื้อผ้าทำจากผ้าฝ้าย ที่ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศเป็นอย่างดี หลีกเลี่ยงการอับชื้นที่จะทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังจากเชื้อราได้

นอนหลับสนิทในความมืดตามเวลาของนาฬิกาชีวภาพ ช่วงเวลานอนหลับเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด เป็นช่วงเวลาซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมทั้งช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต การเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่มและนอนหลับสนิทในห้องมืดที่ปราศจากการรบกวนจากแสงหรือคลื่นสื่อสารทั้งหลายไม่ว่าจะจากโทรศัพท์มือถือหรือจากสัญญาณไวไฟ ก็จะเป็นการนอนตามนาฬิกาชีวภาพที่จะมีผลต่อการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งนอกจากส่งผลให้หลับลึกแล้วยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยลดการแก่ชราของผิวหนังเนื่องจากการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันอีกด้วยขณะเดียวกันก็จะมีการผลิตฮอร์โมนชื่อว่า “โกรทฮอร์โมน” ออกมาเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวหนัง กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกและช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกายอีกด้วย

เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายกายและใจลดความเครียด นอกจากอารมณ์ดีแล้วยังต้องเรียนรู้วิธีการกำจัดความเครียดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตประจำวันที่อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย เพราะเป็นที่ทราบดีว่าความเครียดนั้นมีผลเสียต่อร่างกาย จิตใจ การผลิตฮอร์โมนกันแก่ชรา รวมทั้งผิวพรรณ การที่คนเราแก่ก่อนวัยกันก็เพราะเครียดกันมากโดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก็จะทำให้ผิวหน้าเกิดรอยย่นได้ง่าย และความเครียดอาจนำไปสู่การผลิตฮอร์โมนเพื่อสุขภาพผิวที่ไม่เพียงพอจนเกิดการเสื่อมของผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าและผิวพรรณไม่สดใสไปด้วย ต้องเรียนรู้การปรับเปลี่ยนอารมณ์พร้อมหาวิธีผ่อนคลาย

ปรับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว แม้ว่าแต่ละคนจะมีสไตล์การแต่งตัวที่ตัวเองชื่นชอบแต่การลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวแบบใหม่ๆ อินเทรนด์ตามแฟชั่น เลือกเสื้อผ้าที่สีสันสดใสมาสวมใส่ให้เข้ากับรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า และเครื่องประดับน่ารักๆ ก็อาจจะเหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและทำให้ดูสดใสอ่อนกว่าวัยรวมทั้งไม่ตกยุค การใส่เสื้อผ้าสีอ่อนและสดใสยังช่วยทำให้ความร้อนจากแสงแดดกระจายตัวออกไปไม่สะสมที่เสื้อผ้า ทำให้ผิวหนังไม่ต้องรับความร้อนที่จะทำให้เสื่อมก่อนวัย และการสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายในประเทศเมืองร้อนแบบประเทศไทยยังทำให้การระบายอากาศของผิวหนังส่วนต่างๆ ดีขึ้นป้องกันการอับชื้นที่เป็นบ่อเกิดของเชื้อรา

ปรับสมดุลของฮอร์โมนและสารอาหารที่จำเป็น การดูแลผิวพรรณนั้นต้องมาจากการดูแลที่ผสานกันทั้งจากภายในและภายนอก ฮอร์โมนหลากหลายที่ผลิตออกมาเพื่อป้องกันการแก่ชรานั้นนอกจากจะลดลงตามอายุที่มากขึ้นแล้ว ยังอาจจะเกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย การตรวจระดับของฮอร์โมนจำเป็นในร่างกายและการตรวจระดับของสารต่อต้านอนุมูลอิสระและไวตามิน แร่ธาตุที่จำเป็น ก็จะทำให้ทราบว่าจะต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตอย่างไรให้เหมาะสม

ดูแลสุขภาพผิวให้ถูกต้องเหมาะสม การรักษาความสะอาดและรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้นเป็นรากฐานของความอ่อนเยาว์และดูดี การล้างหน้าก่อนนอนจะเป็นการขจัดน้ำมัน ครีมกันแดด และสิ่งสกปรกจากการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้โฟมหรือครีมล้างหน้าแบบอ่อนๆ ที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ควรใช้น้ำเย็นธรรมดาในการล้างหน้า ที่สำคัญอย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืน เพราะการนอนทั้งที่มีเครื่องสำอางเป็นการทำลายผิวอย่างร้ายแรงนอกจากผิวหน้าจะไม่ได้รับการพักผ่อนและการฟื้นฟูอย่างเต็มที่แล้ว คราบเครื่องสำอางยังไปอุดตันรูขุมขน ทำให้เป็นสิวอุดตันและอาจเกิดการอักเสบได้อีกด้วย
การพ่นผิวหนังรวมทั้งใบหน้าด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ หลังการอาบน้ำก่อนเข้านอนก็ยังช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นตามธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนและเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี นอกจากจะทำให้ผิวหนังมีอายุยืนยาวแล้วยังสามารถเพิ่มความผ่องใสและลดอายุลงได้ ที่นอกจากจะช่วยให้ผิวพรรณไม่ร่วงโรยไปตามวัยแล้ว ยังดูดีอ่อนเยาว์อีกด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ภาวะโลหิตจางกับการใช้ธาตุเหล็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/616061

LIFE&HEALTH : ภาวะโลหิตจางกับการใช้ธาตุเหล็ก

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจางประกอบด้วย สตรีมีครรภ์ สตรีหลังคลอด สตรีมีประจำเดือน รวมถึงเด็กในวัยเจริญเติบโต เป็นต้น จะเห็นได้ว่าคุณผู้หญิง จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจางมากกว่าผู้ชาย โรคโลหิตจางส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากการขาด “ธาตุเหล็ก” ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง สำหรับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมีอยู่ในเนื้อสัตว์เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ไข่ ผักสีเขียวจัด เช่น คะน้า ผักบุ้ง และถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ร่วมกับรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูงในมื้อเดียวกัน เพราะวิตามินซีช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ. บุษบา จินดาวิจักษณ์ และ ผศ. ภก.ศุภทัต ชุมนุมวัฒน์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ภาวะโลหิตจาง (anemia) หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า ภาวะเลือดจางนั้น คือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ พบมากทั้งในเด็ก สตรีวัยเจริญพันธุ์ สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งผู้ที่มีภาวะโลหิตจางอาจไม่แสดงอาการ หรือมีอาการ โดยขึ้นกับความรุนแรงของภาวะโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลีย ซีด วิงเวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลจากการที่ออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ได้น้อยลง โดยภาวะโลหิตจางนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

l การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง มักพบในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโรคที่ทำให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง หรือรับประทานหรือใช้ยาที่กดการทำงานของไขกระดูก

l มีภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญของเม็ดเลือดแดงเช่น ภาวะขาดวิตามินบี12 หรือภาวะขาดกรดโฟลิก หรือมีภาวะติดสุราเรื้อรัง ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่กว่าปกติ (macrocytic anemia) หรือมีภาวะที่ไม่สามารถดูดซึมธาตุเหล็กหรือมีภาวะขาดธาตุเหล็กจากการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ หรือเป็นโรคธาลัสซีเมียซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กกว่าปกติ (microcyticanemia)

l มีภาวะเสียเลือดเฉียบพลันในปริมาณมาก

อนึ่ง การได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจค่าทางห้องปฏิบัติการ จะช่วยให้แพทย์เลือกใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับระดับความรุนแรงและสาเหตุของการเกิดภาวะโลหิตจางของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น เมื่อสงสัยว่ามีอาการของภาวะโลหิตจาง จึงไม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้ด้วยตนเอง หรือซื้อไปฝากผู้อื่น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้อาจไม่ตรงกับสาเหตุ หรือใช้ในขนาดไม่เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผล และก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ธาตุเหล็ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นทางเลือกในการรักษาภาวะโลหิตจางได้ทุกประเภทและไม่มีอันตรายใดๆ

ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กที่มีในประเทศไทยนั้นมีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด ซึ่งโดยมากแพทย์จะเลือกชนิดรับประทานก่อน เนื่องจากมีความสะดวกและเหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กหรือผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีภาวะโลหิตจางและ/หรือจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอีพีโอดังนั้น หากผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางจากสาเหตุอื่นๆ เช่น มีภาวะขาดวิตามินบี12หรือภาวะขาดกรดโฟลิก การรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กเพียงอย่างเดียวจะไม่ช่วยให้อาการของภาวะโลหิตจางดีขึ้น หรือในกรณีที่อันตรายไปกว่านั้นคือ หากผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีความรุนแรงของโรคในระดับรุนแรงมากหรือปานกลาง ซึ่งจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอยู่แล้ว และได้รับธาตุเหล็กเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดภาวะธาตุเหล็กในเลือดสูงและเกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายใน เช่น ตับ ตับอ่อน หรือหัวใจ ได้

โดยทั่วไป ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำในผู้ป่วยโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กคือ 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน(คิดตามปริมาณธาตุเหล็ก) โดยผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจเลือกใช้ธาตุเหล็กรูปแบบเกลือที่ต่างกันซึ่งจะให้ปริมาณธาตุเหล็กที่ไม่เท่ากัน และเมื่อเริ่มการรักษาไปแล้ว ควรได้รับการติดตามผลการรักษาเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนเพื่อประเมินความจำเป็นในการปรับขนาดการรับประทาน

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากการรับประทานธาตุเหล็ก ได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียหรือท้องผูก ดังนั้น หากมีอาการข้างเคียงเหล่านี้อาจลองรับประทานธาตุเหล็ก พร้อมหรือหลังมื้ออาหารทันที หากอาการข้างเคียงไม่ลดลงควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนการรักษา นอกจากนี้ การรับประทานธาตุเหล็กอาจทำให้การดูดซึมยาปฏิชีวนะบางชนิดลดลงได้ ดังนั้น ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรว่ากำลังรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กทุกครั้งที่เข้ารับบริการหรือได้รับยาใดๆ เพิ่มเติม

โดยสรุป การรับประทานธาตุเหล็กเพื่อแก้ภาวะโลหิตจางใช้ได้กับผู้ป่วยโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และใช้เสริมกับยาอื่นเพื่อแก้ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีภาวะโลหิตจางและ/หรือจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอีพีโอ เท่านั้น สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ที่ผ่านมา โรคโควิด-19ส่งผลให้จำนวนผู้บริจาคโลหิตลดลงกระทบโรงพยาบาลต่างๆ ขาดแคลนโลหิตสะสม มีการเลื่อนผ่าตัดแต่ขณะนี้โรงพยาบาลได้เพิ่มเคสนัดผ่าตัดจาก 25% เป็น 50% ตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป จำเป็นต้องใช้โลหิตกับผู้ป่วย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยขอเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองให้กับโรงพยาบาลที่ต้องนัดผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ผู้บริจาคช่วง ต.ค.-ธ.ค.จะได้รับเสื้อยืด “BLOOD HERO” ออกแบบโดย SMILEYHOUND BY GREYHOUND ดีไซเนอร์แบรนด์ชั้นนำเมืองไทย บริจาคได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ และ รพ.สาขาเขตกรุงเทพฯ 6 แห่ง รวมถึงภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง การบริจาคโลหิตก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19 หากไม่มีอาการอ่อนเพลีย ฉีดวัคซีนได้ในวันถัดไป ไม่ควรบริจาคโลหิตวันเดียวกับวันที่ฉีดวัคซีน ส่วนบริจาคหลังฉีดวัคซีน ควรเว้น 7 วัน หลังฉีด รายละเอียดดูได้ที่ http://www.blooddonationthai.com หรือโทร.02-2639600

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ช่วยลูกรักเรียนออนไลน์ได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/614576

LIFE&HEALTH : ช่วยลูกรักเรียนออนไลน์ได้อย่างไร

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้สถานการณ์ของโรคโควิด-19 จะเริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว แต่โรงเรียนในบางพื้นที่จึงต้องปรับนโยบายการเรียนการสอนใหม่ ให้เด็กๆ ต้องเรียนออนไลน์กัน แน่นอนว่าบรรยากาศการเรียนผ่านหน้าจอนอกจากจะทำให้เด็กๆ รู้สึกไม่สนุก เบื่อที่ไม่มีเพื่อนๆ และครูเหมือนในห้องเรียนปกติแล้ว พ่อแม่เองก็มักจะเครียดและกังวลในการจัดการดูแลลูกในขณะเรียนอยู่ไม่น้อย เพราะไหนจะต้องคอยนั่งประกบ หรือกระตุ้นให้ลูกสนใจสิ่งที่คุณครูสอนโดยไม่เสียสมาธิไปกับสิ่งต่างๆ ภายในบ้านแถมยังต้องคอยช่วยจัดตารางเวลาทั้งการเรียนและตารางชีวิตในแต่ละวัน รวมไปถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนออนไลน์และสถานที่เด็กๆ จะได้เรียนกันอย่างเต็มที่ เมื่อเทรนด์การศึกษามาทางนี้แล้ว มาดูกันว่า รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก จะแนะนำพ่อแม่ช่วยส่งเสริมให้ลูกเรียนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกันอย่างไร

การพูดคุยสื่อสารให้ลูกเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การสื่อสารอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความจำเป็นที่ต้องเรียนออนไลน์ที่บ้านไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ เตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สร้างบรรยากาศผ่อนคลายในการเรียนรู้เทคโนโลยี การเข้าถึงสื่อออนไลน์รูปแบบต่างๆ การแก้ไขปัญหา การสื่อสารกับเพื่อนและคุณครูผ่านสื่อโซเชียลโดยจะมีพ่อแม่คอยช่วยเหลือดูแลสนับสนุนให้ลูกเกิดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ อย่างน่าสนใจ ที่จะได้เรียนรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ไปด้วยกัน

สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้

เมื่อบ้านกลายเป็นห้องเรียนสำหรับลูกๆที่ต้องเรียนออนไลน์กัน คุณควรจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งในบ้านให้เป็นห้องเรียนที่เหมาะสมกับการเรียนของลูก โดยพยายามอย่าให้มีสิ่งเร้าอื่นๆ ที่จะทำให้เด็กเสียสมาธิ เช่น ไม่มีโทรทัศน์ ของเล่นหรือสิ่งที่จะสร้างเสียงรบกวนและดึงความสนใจของลูกๆ ไปจากการเรียน รวมถึงต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป เป็นต้น

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

การเรียนออนไลน์ อุปกรณ์ต้องพร้อม ทั้งคอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด หูฟัง ไมค์ สัญญาณอินเตอร์เน็ต โปรแกรมต่างๆ สำหรับการเรียนในชั้นเรียนและการส่งงาน รวมถึงโต๊ะและเก้าอี้ ควรมีความสูงที่พอดีเนื่องจากการนั่งเรียนนานๆ ในท่าที่ก้มหรือเงยมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณคอหรือหลัง จอควรอยู่ในระดับสายตา โต๊ะควรมีความสูงระดับข้อศอก เก้าอี้ควรจัดพนักพิงให้ตรง เท้าเด็กควรแตะพื้นพอดีในท่างอเข่า 90 องศานอกจากนี้ควรปรับเสียงให้ไม่ดังเกินไปแสงของหน้าจอไม่ให้สว่างมากเกินไป และภายในห้องไม่มืดจนเกินไป มิเช่นนั้นอาจจะส่งผลเสียต่อสายตาได้

การจัดตารางเวลา

การให้ลูกมีส่วนร่วมในการกำหนดตารางเวลากิจกรรมการเรียนและกิจวัตรที่ชัดเจนที่ต้องทำประจำในแต่ละวัน จะฝึกให้ลูกมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบมากขึ้น และสามารถคาดการณ์กำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลาใกล้ๆ ให้ตนเองได้เช่น ต้องตื่นแต่เช้าเพื่ออาบน้ำกินข้าว พร้อมที่จะเข้าเรียนออนไลน์ตรงเวลาพร้อมเพื่อนๆ หลังจากเรียนวิชานี้เสร็จจะมีช่วงเวลาพักเล่นและรับประทานอาหาร ทำให้ลูกมีพลังและมีกำลังใจไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป

การจัดเวลาพักผ่อน

แม้ว่าลูกต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน โดยในช่วงระหว่างพักจากการเรียน ต้องมีเวลาให้ลูกพักสายตา มองต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปนอกห้อง เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นหรือพักผ่อนตามอัธยาศัยด้วยเช่นกัน การขยับร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีความตื่นตัวในการเรียนช่วงต่อไปและเพื่อยืดคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้า ส่วนในเด็กเล็กอาจจะพาลูกเล่นเกมต่างๆ เช่น การโยนรับบอลการวิ่ง การกระโดด เพื่อให้เด็กได้เล่นผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน นอกจากนี้หลังจากเรียนออนไลน์เสร็จแล้ว คุณควรทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ต้องใช้หน้าจอ เช่น เล่านิทาน ทำอาหาร ทำงานบ้านเล่นเกม ต่อเลโก้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก รวมถึงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น วิ่ง ขี่จักรยาน ออกกำลังกายชดเชยจากที่เขาไม่ได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน

มีส่วนร่วมในการเรียนของลูก

เมื่อการเรียนออนไลน์มีทั้งแบบเรียนพร้อมเพื่อนๆ ที่คุณครูสอนบรรยายสด เด็กๆ ต้องเข้าห้องเรียนตรงเวลาพร้อมเปิดหน้าจอ หรือมีให้ดูคลิปวีดีโอเมื่อลูกพร้อมที่จะเรียน ล้วนแล้วแต่เป็นการสอนแบบสื่อสารแบบทางเดียว หากเด็กมีปัญหาหรือข้อสงสัยตรงไหน เขาจะไม่สามารถซักถามได้ทันที ผู้ปกครองควรช่วยสอน หรือตอบคำถาม หรืออธิบายในบางเรื่องที่เด็กไม่เข้าใจเพิ่มเติมรวมถึงให้ลูกๆ ทบทวนความรู้ว่าวันนี้เรียนอะไรมาบ้าง ลองอธิบาย ทำงานและการบ้านตามที่คุณครูมอบหมายให้ เป็นต้น บางโรงเรียนให้ใบงานที่เป็นกิจกรรมที่ต้องอัดคลิป เช่น การทำอาหาร การปลูกต้นไม้ ฯลฯ พ่อแม่ก็จะต้องศึกษาวิธีและมีทักษะการอัดตัดต่อคลิปวีดีโอเพื่อส่งงานให้คุณครูด้วยเช่นกัน

เติมพลังบวกให้ลูกเสมอเมื่อเขาเรียนเสร็จ

หลังจากลูกเรียนเสร็จในแต่ละวัน พ่อแม่ควรให้กำลังใจและเติมพลังบวก เช่น ชมเชยว่าวันนี้ลูกตั้งใจเรียน หรือทำสมุดสะสมสติกเกอร์สำหรับเก็บคะแนนเมื่อลูกมีสมาธิ หรือตอบคำถามคุณครูได้หรือให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อลูกทำการบ้านเสร็จ เพื่อกระตุ้นให้ลูกมีแรงผลักดันที่จะเรียนต่อไปในวันพรุ่งนี้

อย่างไรก็ตามพ่อแม่ไม่ควรคาดหวังกับการเรียนออนไลน์ของลูกมากเกินไป ก็จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและเรียนสนุกมากขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเรียนออนไลน์โดยลำพัง เพราะแพลตฟอร์มดิจิทัลเปิดโอกาสให้เด็กๆ สามารถทำอย่างอื่นนอกจากการเรียนได้ เช่น แชทคุยกับเพื่อน เล่นเกม หรือดูคลิปต่างๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่ได้เรียนตามที่ตั้งใจ ยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย

สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เด็กๆ ต้องได้รับอาหารครบมื้อครบหมู่ตามความต้องการของร่างกาย และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรง การเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมวัย รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความห่วงใย เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ลูกรักเป็นเด็กที่ฉลาดและก้าวทันโลกกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอฝากข่าวว่า ยามนี้เด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด 19 ทำให้การเรียนชะงัก น้องๆ เหล่านี้ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดและมีเด็กพิเศษมีหลายประเภท เช่นหูหนวก ตาบอด ปัญญาอ่อน ร่างกาย พิการ สมาธิสั้น มีปัญหาทางการเรียนรู้ มีปัญหาด้านการสื่อสาร เด็กออทิสติกหรือพิการซ้ำซ้อน จึงขอความเมตตาช่วยสร้างรายได้ เสริมกำลังใจให้เหล่าเด็กพิเศษได้พ้นวิกฤติสู่การพึ่งพาตนเองต่อไป ขอเชิญร่วมบริจาคเงินสนับสนุนได้ที่ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี ร.ร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามที่โทรศัพท์ 092-7390990

LIFE & HEALTH : เรียนรู้คุณประโยชน์ของ น้ำนมแม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/613056

LIFE&HEALTH : เรียนรู้คุณประโยชน์ของ น้ำนมแม่

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟแนะนำให้แม่ควรให้นมบุตรเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งตามมาตรฐานทั่วไปทารกควรได้รับนมแม่อย่างต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี หรือนานกว่านั้น นมแม่ถือเป็นอาหารของทารกที่สมบูรณ์และเหมาะสมที่สุดทั้งในแง่ขององค์ประกอบด้านโภชนาการและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนมแม่ประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น แอนติบอดีและโปรตีนต่างๆ ที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน สารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน นอกจากนี้
ยังมีเซลล์ที่มีชีวิตต่างๆ ทั้งเซลล์จากแม่ รวมทั้งแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางอาหารของทารกอีกด้วย

ข้อมูลจาก ดร.ผกากรอง วนไพศาล ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นมแม่มีความจำเพาะกับแม่และลูก เนื่องจาก
องค์ประกอบในนมแม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และมีความผันแปรอยู่เสมอ เช่น นมแม่ที่ผลิตขึ้นในแต่ระยะของการเจริญเติบโตของทารกจะมีปริมาณสารอาหารที่แตกต่างกันและมีสารอาหารตามความต้องการของร่างกายทารก และยังจำเพาะกับสภาวะแวดล้อม ที่อยู่อาศัย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่สมบูรณ์ ทารกจะมีภูมิคุ้มกันโดยรับแอนติบอดีต่างๆ ตามที่แม่สร้างขึ้นผ่านทางนมแม่ นมแม่จึงช่วยให้ทารกสามารถปรับตัวสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปกป้องทารกจากสภาวะแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้ นมแม่จึงถือเป็นอาหารและยาที่ดีที่สุดของทารก ซึ่งแตกต่างจากนมผงปรุงแต่งที่ถึงแม้ว่าบริษัทผู้ผลิตจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ไม่สามารถสังเคราะห์สารก่อภูมิคุ้มกันที่มีความจำเพาะตามที่แม่สร้างได้ อย่างไรก็ตามหากแม่ไม่สามารถให้นมลูกจากอก หรือไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา การเก็บรักษาน้ำนมเพื่อให้ลูกกินในภายหลังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ลูกได้รับนมแม่ การจัดเก็บรักษานมแม่เพื่อคงคุณค่าของสารอาหารจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกัน

สารอาหารในน้ำนมแม่

สารอาหารในน้ำนมแม่มีความผันแปรตามระยะการผลิตน้ำนม นมแม่ที่ร่างกายแม่ผลิตขึ้นมี 3 ระยะ ในระยะแรกมักมีสีเหลือง บางคนอาจเรียกว่าน้ำนมเหลือง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโคลอสตรุ้ม (Colostrum) โคลอสตรุ้มนี้จะถูกสร้างขึ้นเพียงระยะ 1-3 วันแรก ภายหลังการคลอดบุตรเท่านั้น และเต็มไปด้วยสารสร้างภูมิต้านทาน เช่น IgA แลคโตเฟอริน เซลล์เม็ดเลือดขาว โปรตีนต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย น้ำนมในระยะนี้จะมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสไม่สูงมากนัก มีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ แมกนีเซียม ปริมาณสูง แต่มีปริมาณโพแทสเซียม และแคลเซียมต่ำกว่านมที่ผลิตระยะหลัง ถือได้ว่าน้ำนมระยะนี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายมากกว่าการเร่งการเจริญเติบโต

น้ำนมในระยะต่อมาจะมีลักษณะขาวขึ้น เรียกว่า ระยะน้ำนมปรับเปลี่ยน คือ ระยะการเปลี่ยนจากหัวน้ำนมแม่เป็นน้ำนมแม่ จะหลั่งในช่วง 5 วัน จนถึง 2 สัปดาห์หลังคลอด โดยมีส่วนประกอบที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต และพัฒนาการเพิ่มมากขึ้น น้ำนมระยะที่ 3 เรียกว่า ระยะน้ำนมแม่ ระยะนี้น้ำนมจะมีสีขาว มีไขมันมากขึ้น ปริมาณน้ำนมที่ผลิตจะมีมากขึ้น ประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ และสารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย

น้ำนมในระยะน้ำนมแม่ ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ซึ่งได้แก่ โปรตีน ไขมัน น้ำตาลแลคโตส จากการศึกษาองค์ประกอบของน้ำนมภายหลังจาก 4 เดือนหลังคลอดพบว่าปริมาณของธาตุอาหารหลักในนมแม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแม่ ได้แก่ น้ำหนักของแม่ ปริมาณโปรตีนที่แม่ได้รับ การมีประจำเดือน และความถี่ของการให้นมบุตร การศึกษาพบว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมในปริมาณมากจะมีความเข้มข้นของไขมันและโปรตีนในน้ำนมต่ำ แต่มีความเข้มข้นของแลคโตสสูงกว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้น้อย

โปรตีนส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำนม ได้แก่ เคซีนชนิดเบต้า อัลฟาแลคตาบูมิน แลคโตเฟอริน (โปรตีนที่ยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคบางชนิด) อิมมูโนโกลบูลิน A (IgA) (เพิ่มภูมิต้านทาน) ไลโซไซม์ (เอนไซม์ที่มีฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย) และซีรัมอัลบูมินพบว่าการรับประทานอาหารของแม่ไม่มีผลต่อปริมาณโปรตีนในน้ำนม

ไขมันในน้ำนมประกอบด้วย ไขมันหลายชนิด ได้แก่ ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลปิดส์โคเลสเตอรอล ไดกลีเซอไรด์ โมโนกลีเซอไรด์ กรดไขมันสายยาวชนิดไม่อิ่มตัว ได้แก่ DHA(docosahexaenoic acid) และ AA (Arachidonicacid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น ซึ่งไขมันในนมส่วนหลัง อาจมีปริมาณมากกว่านมส่วนหน้า มากถึง 3-5 เท่า จากการศึกษาพบว่าไขมันในนมแม่ที่ผลิตช่วงกลางคืนและช่วงเช้าของวันจะมีปริมาณไขมันน้อยกว่าน้ำนมที่ผลิตในช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นของวัน ปริมาณไขมันยังสัมพันธ์กับอาหารที่แม่รับประทาน โดยเฉพาะไขมันชนิด LCPUFA พบว่าปริมาณ DHA ในน้ำนม ขึ้นอยู่กับปริมาณ DHA ที่แม่ได้รับประทานเข้าไป

น้ำตาลชนิดที่พบในนมแม่ คือ น้ำตาลแลคโตส พบว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากจะมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสสูงมากกว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้น้อย นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีโอลิโกแซคคาไรด์หรือคาร์โบไฮเดรตสายสั้นๆ (Human milk oligosaccharides, HMOs) ที่มีโมเลกุลของน้ำตาลประมาณ 3-32 โมเลกุล HMOs ของมนุษย์มีมากกว่า 200 ชนิดมากกว่าโอลิโกแซคคาไรด์ที่พบในนมวัวถึง 5 เท่าเป็นส่วนประกอบของน้ำนมที่มีปริมาณสูงเป็นอันดับ 3 รองจากน้ำตาลแลคโตส และไขมัน HMOs ในนมแม่มีความแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พบว่าทารกไม่สามารถย่อย HMOs ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว HMOs จึงเคลื่อนที่ผ่านกระเพาะ ลำไส้เล็ก และถูกนำมาสะสมในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์หลากหลายชนิด จากการศึกษาพบว่า HMOs ในนมแม่จัดเป็น พรีไบโอติก(Prebiotics) หรือแหล่งอาหารสำคัญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเรียกว่าโพรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญของแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายทารก แบคทีเรียที่สำคัญชนิดหนึ่ง ได้แก่ Bifidobacterium longum infantis แบคทีเรียนี้สามารถใช้ HMOs และสังเคราะห์กรดไขมันสายสั้นที่เป็นอาหารของเซลล์ทางเดินอาหารในทารกทำให้เซลล์ทางเดินอาหารของทารกสร้างโปรตีน ที่ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้

วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในนมแม่และสำคัญต่อการเจริญเติบโต ได้แก่วิตามิน A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K และแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้น ถึงแม้ว่าปริมาณสารอาหารสำคัญในนมแม่จะเพียงพอต่อความต้องการของทารก อย่างไรก็ตามปริมาณธาตุอาหารหลายชนิดในน้ำนมแม่อาจมีความแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร และร่างกายของแม่

นอกจากนี้ ในน้ำนมแม่ยังประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากมายหลายชนิดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารที่มีผลต่อกระบวนการการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ที่ได้รับ ตัวอย่างของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีอยู่ในน้ำนม ได้แก่ แอนติออกซิแดนท์โกรทแฟคเตอร์ ที่เสริมสร้างการทำงานของระบบการทำงานของร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินลำไส้ เส้นเลือด ระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมนต่างๆ ที่ควบคุมการเจริญเติบโต และกระบวนการเมแทบอลิซึม ของร่างกาย รวมทั้งแฟคเตอร์ และเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น แมคโครฟาจก์ T-cells ลิมโฟไซต์ ไซโตคายน์แอนติบอดีชนิดต่างๆ (IgA, IgG, IgM)

ทั้งนี้ ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กอายุ 1 ขวบจะมีความสมบูรณ์เพียง 60 เปอร์เซ็นต์ ของวัยผู้ใหญ่เท่านั้น การให้ทารกได้รับนมแม่อย่างต่อเนื่องจึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเหมือนได้รับวัคซีนอยู่ตลอดเวลาซึ่งทำให้ทารกมีภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพของคณะเภสัชศาสตร์ม.มหิดล ติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : วิตามินและแร่ธาตุ สำคัญอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/611472

Life & Health : วิตามินและแร่ธาตุ สำคัญอย่างไร?

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คนส่วนใหญ่จะเคยเรียนเรื่องสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งแต่ละสารอาหารมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป วันนี้จะมาแนะนำเรื่องความสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุ ข้อมูลจาก ภญ.เสาวลักษณ์ ตุรงคราวี ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เมื่อพูดถึงวิตามิน สิ่งแรกที่เรานึกถึงส่วนใหญ่คือ เม็ดยา ทั้งในรูปแบบเม็ด แคปซูลหรือ ผงละลายน้ำ จึงทำให้บางคนเกิดความสับสนระหว่างยาที่ใช้รักษาโรคกับวิตามิน ในความเป็นจริงแล้ววิตามินไม่ใช่ยารักษาโรค อธิบายง่ายๆว่า วิตามินคือ สารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อชีวิตมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ตามปกติของร่างกายเราและร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์วิตามินขึ้นเองได้ วิตามินจึงได้มาจากการรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้น

วิตามินไม่สามารถทดแทนโปรตีนหรือสารอาหารอื่น เช่น เกลือแร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต น้ำหรือแม้แต่ทดแทนกันเองได้ คุณไม่สามารถรับประทานแต่วิตามิน แล้วเลิกรับประทานอาหารอื่นๆ เพื่อหวังให้มีสุขภาพที่ดีได้เพราะวิตามินและแร่ธาตุเป็นสารอาหารรอง (Micronutrients) ไม่ได้เป็นตัวที่ให้พลังงานกับเราโดยตรง เหมือนสารอาหารหลัก (Macronutrients) เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ปริมาณของสารอาหารหลักและสารอาหารรองที่คุณต้องการเพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพดีนั้นแตกต่างกัน แต่ล้วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังเช่น ร่างกายจะคงอยู่ไม่ได้หากปราศจากวิตามินที่จำเป็นทุกชนิด

วิตามินส่วนใหญ่ถูกตั้งตามตัวอักษร แม้ว่าจะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์แต่ไม่เป็นที่นิยมในการจดจำ วิตามินต่อไปนี้เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน คือ วิตามิน A (เรตินอล แคโรทีน) วิตามิน B ได้แก่ B1 (ไทอะมีน) B2 (ไรโบฟลาวิน ) B3 (ไนอะซิน) B4 (อะดีนีน ) B5 (กรดแพนโทเทนิก) B6 (ไพริด็อกซิน) B10 B11 (สารกระตุ้นการเจริญหรือโกร๊ธแฟ็กเตอร์) B12 (ไซยาโนโคบาลามิน) B13 (กรดออโรติก) B15 (กรดแพงเกมิก)B17 (อะมิกดาลิน) BC (กรดโฟลิก) BT (คาร์นิทีน) BX หรือ PABA (กรดพารา-แอมิโนเบนโซอิก) วิตามิน C (กรดแอสคอร์บิก) วิตามิน D (แคลซิเฟอรอล ไวออสเตอรอล เออร์กอสเตอรอล) วิตามิน E (โทโคฟีรอล) วิตามิน K (เมนาไดโอน)

ว่าด้วยเรื่องของแร่ธาตุ

แม้ว่าร่างกายต้องการแร่ธาตุที่รู้จักกันประมาณ18 ชนิด ในการรักษาสภาพและควบคุมการทำงาน แต่ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภค (RDA : Recommended Dietary Allowance) ได้กำหนดไว้เพียง 7 ตัว คือ แคลเซียม ไอโอดีน แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม เหล็ก และสังกะสี

ไม่ว่าวิตามินจะมีความสำคัญเพียงใด แต่วิตามินจะไม่สามารถทำงานและไม่สามารถถูกดูดซึมได้เลยหากปราศจากแร่ธาตุถึงแม้ว่าร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินบางตัวได้เอง แต่กลับไม่สามารถผลิตแร่ธาตุได้เลยสักตัว ยกตัวอย่างแร่ธาตุที่ช่วยเสริมการทำงานให้วิตามินทำงานได้มีประสิทธิภาพ เช่น วิตามิน A ทำงานร่วมกับแร่ธาตุอย่าง แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซีลีเนียมและสังกะสี ได้ดีที่สุด

วิตามิน B ต่างๆ ทำงานร่วมกับแร่ธาตุกลุ่มดังกล่าว รวมถึงโคบอลต์ ทองแดง เหล็ก แมงกานีส โพแทสเซียม และโซเดียมด้วย

วิตามิน C ทำงานร่วมกับแร่ธาตุแคลเซียม โคบอลต์ ทองแดง เหล็ก และโซเดียม สำหรับวิตามินดี ได้แก่ แคลเซียม ทองแดง แมกนีเซียม ซีลีเนียม และโซเดียม และสำหรับวิตามิน E ทำงานได้ดีหากได้ร่วมกับแร่ธาตุ แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซีลีเนียม โซเดียม และสังกะสี เป็นต้น

จากการที่แร่ธาตุช่วยส่งเสริมให้วิตามินมีประสิทธิภาพมากขึ้นนี้ จะสังเกตได้ว่าในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีส่วนประกอบของวิตามินและแร่ธาตุร่วมด้วยเสมอ

วิตามินมีแหล่งที่มาจากอะไร?แตกต่างกันอย่างไร?

วิตามินแบ่งออกเป็นวิตามินธรรมชาติและวิตามินสังเคราะห์ ทั้ง 2 ชนิดจะให้ประสิทธิผล เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือวิตามินธรรมชาติจะให้ประโยชน์ที่หลากหลายกว่าวิตามินสังเคราะห์ ถึงแม้ว่าโครงสร้างทางเคมีของวิตามินทั้ง 2 ชนิดจะเหมือนกัน แต่วิตามินธรรมชาติมี ส่วนประกอบที่มากกว่า เช่น วิตามิน C สังเคราะห์มีเพียงกรดแอสคอร์บิกเท่านั้น แต่วิตามิน C ธรรมชาติจะ มีไบโอฟลาโวนอยด์ ซีคอมเพล็กซ์ทั้งกลุ่มเพิ่มขึ้นมา จึงส่งผลให้วิตามิน C ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า

นายแพทย์เธรอน จีแรนดอล์ฟ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ให้ความเห็นว่า “สารที่สังเคราะห์อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ในคนที่มีแนวโน้มว่าจะแพ้ง่าย ถึงแม้ว่าสารที่มีโครงสร้างทางเคมีแบบเดียวกันจากธรรมชาติจะไม่ทำให้เกิดการแพ้แต่อย่างใด”

แหล่งที่มาของวิตามินธรรมชาติต่างๆ ได้แก่ วิตามิน A มักมาจากน้ำมันตับปลา, วิตามิน B รวมได้มาจากยีสต์หรือตับ, วิตามิน C พบในผลไม้รสเปรี้ยว หรือที่ดีที่สุดคือสารสกัดมาจากโรสฮิป ซึ่งเป็นผลของกุหลาบชนิดหนึ่ง, วิตามิน E จากสารสกัดจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือข้าวโพด

จะรับประทานวิตามินเสริมอาหารเมื่อใดและอย่างไร??

ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับรับประทานวิตามินคือ พร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหาร เนื่องจากวิตามินเป็นสารอินทรีย์ จึงควรรับประทานพร้อมอาหารและแร่ธาตุอื่นๆ เพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด หากคุณต้องรับประทานวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามิน B และ Cซึ่งจะถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว คุณสามารถรับประทานพร้อมอาหารเช้ากลางวัน และเย็นได้ จะช่วยให้ร่างกายคุณมีวิตามินในระดับสูงตลอดทั้งวัน แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะรับประทานหลังอาหารทุกมื้อ อาจรับประทานครึ่งหนึ่งหลังอาหารเช้าและอีกครึ่งหนึ่งหลังอาหารเย็นแทนได้

หากคุณต้องรับประทานวิตามินทั้งหมดภายในมื้อเดียวควรเลือกรับประทานหลังอาหารมื้อใหญ่สุดของวัน และอย่าลืมว่าแร่ธาตุสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูดซึมของวิตามิน คุณจึงควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุไปพร้อมๆ กัน

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิตามินที่คุณอาจไม่เคยรู้??

l การสูบบุหรี่หนึ่งมวนทำลายวิตามินซีถึง 25-100 มิลลิกรัม

l ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีควันพิษหนาแน่นจะไม่ได้รับวิตามินดีอย่างที่ประเทศในชนบทได้รับ เพราะหมอกควันพิษขัดขวางการส่องผ่านของรังสียูวี

l คนสูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้รับวิตามินดีอย่างพอเพียงจากอาหาร และร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้มากนัก เพราะได้รับแสงแดดไม่พอเพียง

l การดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเพียงวันละ 1 แก้ว ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียวิตามิน B1 และ B6 และกรดโฟลิก

l การรับประทานยาคุมกำเนิดอาจทำให้ร่างกายขาดวิตามิน B6 B12 โฟลิกและวิตามิน C

l วิตามิน B1 ช่วยรักษาอาการเมารถ เมาเรือ และเมาเครื่องบินได้

l ยาแอสไพรินสามารถเพิ่มอัตราการขับออกของวิตามินซีถึง 3 เท่า

l ฟลาโวนอยด์ในองุ่นแดงมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอีมากกว่าพันเท่า ในการยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของคอเลสเตอรอลชนิด LDL

l หากคุณต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือมากกว่า คุณจำเป็นต้องเสริมแคลเซียมเป็นพิเศษ เพราะร่างกายสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูกไปในระหว่างที่ต้องนอนนานๆ

จะเห็นได้ว่าวิตามินและแร่ธาตุเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตและมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ในร่างกาย ไม่เพียงแต่การรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุที่ครบถ้วนแล้ว ควรการหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือการรับประทานอาหาร หรือยาบางอย่างเพื่อลดการทำลายวิตามินในร่างกายของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรื่องเล่าจากเด็กพิเศษ..ที่สังคมควรรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/609966

LIFE&HEALTH : เรื่องเล่าจากเด็กพิเศษ..ที่สังคมควรรู้

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าและความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายทั้งในด้านเทคโนโลยี ด้านการแพทย์ด้านการศึกษา ทำให้เราได้เรียนรู้และเห็นความแตกต่างของบุคคลในสังคม การยอมรับและการเอื้ออาทรต่อกันในรูปแบบต่างๆ

ข้อมูลจาก ศ.ศรียา นิยมธรรมประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่าในด้านการศึกษาและจิตวิทยาจะได้ยินคำพูดที่เรียกบุคคลซึ่งมีความแตกต่างรวมถึงคนพิการว่า เป็นคนพิเศษหรือคนที่มีความต้องการพิเศษ ตลอดจนคนที่มีความสามารถพิเศษ คนเหล่านี้จะได้รับการดูแลจากสังคมบอกขึ้นในรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษาและสังคม

เดิมทีบุคคลเหล่านี้จะได้รับการช่วยเหลือบ้างในรูปแบบของการยกเว้น เช่น เด็กพิการได้รับการยกเว้นไม่ต้องเรียนหนังสือ จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการแพทย์ทำให้เด็กเหล่านี้สามารถเข้ารับการศึกษาและพัฒนาความสามารถร่วมกับเด็กปกติได้ ในกรณีของเด็กเก่งมากๆระดับปัญญาเลิศก็ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการในการพัฒนาความสามารถที่เขามีความโดดเด่นมากกว่าการให้เพียงรางวัลว่าเป็นคนฉลาดเรียนเก่ง อย่างไรก็ดีเด็กกลุ่มนี้ในโลกของความเป็นจริงแล้ว เขาก็ยังคงมีความต้องการ ด้านจิตวิทยาที่หลายคนหรือหลายหน่วยงานอาจมองข้ามไป บทความนี้จะสะท้อนความรู้สึกบางประการของเด็กพิเศษกลุ่มนี้ที่ ศ.ศรียา นิยมธรรม ได้เคยสัมผัสเพื่อเป็นข้อคิดสำหรับบทบาทของเราในการอยู่ร่วมกัน

กรณีที่ 1. ปกป้อง ~ ปกปิด

เด็กพิการหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ มีหลายประเภท เช่น หูหนวก ตาบอด ปัญญาอ่อน ร่างกาย พิการ สมาธิสั้น มีปัญหาทางการเรียนรู้มีปัญหาด้านการสื่อสาร ออทิสติก หรือมีความพิการซ้ำซ้อนคือ มีปัญหามากกว่าหนึ่งอย่างในตัว เช่น ทั้งปัญญาอ่อนและตาบอด เป็นต้น เด็กกลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดหรือเมื่อพ่อแม่เริ่มรู้ปัญหาของเด็กก็มักจะตกใจเศร้าใจผิดหวัง ทำให้มีพฤติกรรมในการเลี้ยงลูกแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าใครจะปรับตัวเรียนรู้ได้เร็ว บางคนมีความเมตตาเอื้ออาทรแต่ก็เศร้าโศกอยู่ในส่วนลึกตลอดจึงเลี้ยงดูเด็กแบบโอบอุ้มเพื่อให้เขาปลอดภัย การทำเช่นนี้เป็นการตัดโอกาสการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่รู้ตัวผู้เขียนเคยได้รับฟังความคิดของเด็กกลุ่มนี้ที่บอกว่าเขารู้ว่าพ่อแม่อยากปกป้องเขา แต่หลายครั้งเขากลับรู้สึกว่า พ่อแม่ต้องการปกปิดถึงความพิการหรือลักษณะที่เป็นข้อบกพร่องของเขา จนทำให้เขารู้สึกแปลกแยกบางครั้งก็รู้สึกว่า ตัวเองเป็นส่วนเกินของครอบครัวมากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

กรณีที่ 2. ยกย่อง ~ ยกเว้น

เด็กหลายคนเล่าให้ฟังว่า เมื่ออยู่ที่โรงเรียนซึ่งมีโปรแกรมการศึกษาพิเศษมีครูการศึกษาพิเศษ คอยดูแลช่วยเหลือทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจแต่ในบางครั้งการร่วมกิจกรรมการเรียนในชั้นเรียนกับเพื่อนเพื่อนเขามักรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนมากนัก เช่น เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ด้านการอ่านการเขียนเพื่อน
มักจะไม่ไว้วางใจที่จะให้ทำงานกลุ่มร่วมกันแต่หลายคนก็ยินดีให้ใส่ชื่อในกลุ่มโดยไม่ต้องทำงานเพราะกลัวผิดพลาดเสียคะแนนด้วยรู้ว่าเค้าเป็นเด็กพิเศษ เด็กที่สุขภาพไม่ดี ครูพละก็ให้ไปนั่งพักดูเพื่อนเล่นเพราะเกรงว่าเขาอาจเป็นลมถ้าต้องทำกิจกรรมเหมือนคนอื่นๆ การได้รับการยกเว้นบ่อยๆ ทำให้เด็กพิเศษรู้สึกว่า ตนเองไม่เหมือนคนอื่นไม่ได้รับการยกย่องอะไร แต่ได้รับการยกเว้นอยู่เสมอ เด็กเหล่านี้จึงรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าและไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมในชั้นเรียนและในโรงเรียน เกิดความเบื่อหน่ายในการมาโรงเรียนเพราะไม่แน่ใจว่าจะมาทำไม มาทำอะไร บ้างก็รู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางเพื่อนฝูงมากมาย

เรื่องทำนองนี้เป็นปัญหาทางจิตวิทยาในการพัฒนา ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Sense of Belonging) ซึ่งเป็นความต้องการด้านอารมณ์ของมนุษย์ทุกคน ดังที่นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคือ Abraham Maslowผู้เขียนทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ตามลำดับขั้นห้าประการคือ ความต้องการทางร่างกายซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐาน ในการดำรงอยู่ของชีวิต ขั้นต่อไปก็คือ ความต้องการความปลอดภัย การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การนับถือตนเอง และการตระหนักในศักยภาพของตน

มีงานวิจัยในช่วงปี ค.ศ.2020ที่ทำการศึกษากับนักเรียนทั่วไปในโรงเรียนปกติและในระดับมหาวิทยาลัยถึงเรื่อง ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของนักเรียนที่มีต่อโรงเรียน ผลการศึกษาพบว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกการเป็นส่วนหนึ่งหรือการเป็นเจ้าของและความสุขในภาวะทางสุขภาพกายและสุขภาพจิตรวมถึงเรื่องความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า โดดเดี่ยว ความวิตกกังวลทางสังคม การฆ่าตัวตายและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าในสังคมปัจจุบันแนวโน้มของความรู้สึกผูกพันเป็นเจ้าของหรือเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่นักเรียนมีนั้นลดลงโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ข้อเสนอแนะจากการวิจัยก็คือ ให้เพิ่มกิจกรรมที่จะดูแลหรือพัฒนาความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเด็กที่มีต่อครอบครัวและโรงเรียน

เพียงได้เป็นส่วนหนึ่งซึ้งใจนัก เพียงถูกรักเห็นคุณค่าน่านับถือ

จะทุ่มเททั้งกายใจไม่ยั้งมือ ด้วยเราคือเจ้าของต้องผูกพัน

ข้อมูลจาก อ.วรรณวนัช กันพรหม ผู้จัดการ รร. เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เผยว่า รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นสถานศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้าน
สติปัญญา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2550เพื่อส่งเสริมศักยภาพเด็กหรือบุคคลเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สู่การพึ่งพาตนเองให้มีอาชีพ และดำรงชีวิตอิสระในสังคมอย่างมีสุข โดยทาง รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้ร่วมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.ชลบุรี จัดให้มีการศึกษาเฉพาะบุคคลในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสร้างอาชีพ จัดการฝึกอบรมและมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะกลุ่ม โดยมีอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหารมื้อเที่ยงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในความดูแลกว่า 172 คน และจบการศึกษาตามระบบ จนสามารถก้าวสู่ถนนสายอาชีพและพึ่งพาตัวเองได้แล้วกว่า 38 คน

ผู้มีจิตศรัทธาสนใจร่วมบริจาคช่วยการศึกษาและฝึกอาชีพของเด็กพิเศษได้ที่ ธนาคารกรุงไทย591-6-00135-5 ชื่อบัญชีรร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้2 เท่า สอบถามได้ที่โทรศัพท์ 092-7390990

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มากินเจ..สร้างบุญเสริมสุขภาพกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/608382

LIFE & HEALTH : มากินเจ..สร้างบุญเสริมสุขภาพกัน

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคของการมีการระบาดของโรค ทำให้กระแสการดูแลสุขภาพมาแรง เพื่อช่วยเรื่องการป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะช่วงนี้คือ เทศกาลกินเจ ซึ่งตรงกับวันที่ 6-14 ตุลาคม ถือเป็นช่วงเวลาดีๆที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ซึ่งปัจจุบันการกิน Plant-based Meat และการกินเจกลายเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว เพราะนอกจากจะได้ทำบุญ ด้วยการงดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ แล้ว การกินเจยังช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อีกด้วย แต่นั่นต้องรู้จักการกินเจอย่างถูกต้องเหมาะสม

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า การกินเจตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณอย่างเคร่งครัดนั้น นอกจากจะต้องงดการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว (ลักษณะคล้ายกระเทียมแต่มีขนาดเล็กกว่า) กุยช่าย ใบยาสูบ เป็นต้น เพราะชาวเจเชื่อว่าผักที่มีกลิ่นฉุนจะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ การกินเจที่เคร่งมากจะไม่ใช้ภาชนะที่เคยใช้กับอาหารคาวมาก่อน ฉะนั้นหม้อ จาน ชาม และภาชนะอื่นๆ ที่ใช้ต้องเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยปนเปื้อนอาหารคาวมาก่อน หรือเป็นชุดที่ใช้กับอาหารเจโดยเฉพาะ

ส่วนผู้ที่กินเจเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพหรือกินตามความนิยม อาจไม่จำเป็นต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดขนาดต้องซื้อถ้วย ชาม หรือเครื่องครัวใหม่ และในกรณีที่เจ็บป่วยการกินผักกลิ่นฉุนก็อนุโลมได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จะทำให้ผิดศีล หากใช้ผักเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค ที่จริงแล้วผักเหล่านั้นมีสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันมะเร็ง และมีองค์ประกอบเป็นยาอยู่แล้ว

อาหารเจอุดมไปด้วยธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และผลไม้ ซึ่งมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร

สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีนอยด์ วิตามินซี และวิตามินอี ช่วยลดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ชะลอแก่ ส่วนวิตามินที่มีมากในผักผลไม้ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน ซึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอในร่างกายวิตามินบี และวิตามินซี วิตามินบีที่สำคัญในผักผลไม้คือ โฟเลตช่วยป้องกันโลหิตจาง ป้องกันการก่อตัวที่ผิดปกติของสมองในเด็กทารกขณะแม่ตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงสมองเสื่อม วิตามินซี ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กในพืช จึงช่วยลดความเสี่ยงโลหิตจางในชาวเจ แร่ธาตุที่มีมากในผักและผลไม้คือโพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และแคลเซียม

การกินเจอย่างเคร่งครัดในช่วง 10 วัน เป็นระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะในผัก ผลไม้ และธัญพืชที่กินนั้น แต่ละชนิดให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป แต่ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันและอาหารที่ส่วนผสมของน้ำตาลสูง สำคัญตรงที่รู้จักเลือกกินให้หลากหลายอย่างถูกหลัก เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและสมดุล การผสมผสานของผักผลไม้ เมล็ดธัญพืชจำพวก ข้าว ถั่วต่างๆ งา ถั่วเหลือง รวมถึงเห็ด ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์

เห็ด มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน นอกจากนี้ เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยผู้กินเจสามารถเลือกเมนูเห็ดได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำเห็ดฟางยำเห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ เห็ดหูหนู หรือผัดเห็ดหอม เป็นต้น จะทำให้ได้รับสารอาหารหลากหลายเหมาะสมและได้โปรตีนที่สมบูรณ์

ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสด หรือลวก มากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อยและควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศพริกสุก แครอท สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วงสีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพดสีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว และ สีขาวจากลูกเดือย ผักกาดขาว ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และในผู้ต้องการกินเจแบบเคร่งต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นฉุน

ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดคอเลสเทรอลและระดับน้ำตาล ส่วนใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก ผักผลไม้ที่มีใยอาหารทั้งสองประเภทสูง ได้แก่พรุน ส้ม กล้วย ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การกินเจที่ดีต่อสุขภาพนั้น ต้องระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มากๆ เพราะถ้าเผลอกินอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ รับรองความอ้วนมาเยือนแน่ๆควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร ส่วนอาหารทอดๆ ก็ไม่ควรกินมาก ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนั้น อาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรสเช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้
ดังนั้น จึงไม่ควรกินอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป ประกอบกับอาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมากควรกินประเภทต้มหรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่า และที่สำคัญอย่าลืมขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

นอกจากนี้ ช่วงกินเจควรใส่ใจดื่มน้ำให้มากอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงาน หากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้องได้ ควรละเว้นเครื่องดื่มมึนเมาและบุหรี่ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลจากอาหารเจต่อสุภาพให้ดียิ่งขึ้น และประการสำคัญ พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใสอย่าให้เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สุขภาพที่ดีเยี่ยมจะไม่หนีไปไหน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ยาแก้หวัดสำหรับเด็กที่พ่อแม่ควรรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/606739

LIFE&HEALTH : ยาแก้หวัดสำหรับเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.10 น.

ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงหรือช่วงเปิดเทอมเป็นช่วงที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของลูกๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมักมีอาการหวัดหรือน้ำมูกไหลให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ผู้ปกครองบางท่านก็พาลูกน้อยไปให้แพทย์รักษา ผู้ปกครองบางท่านก็ไปร้านยาเพื่อหาซื้อยาลดน้ำมูกหรือยาบรรเทาอาการหวัดไปก่อน บางท่านก็เอายาที่เหลืออยู่จากครั้งก่อนมาให้ไปก่อน แต่ไม่ว่าท่านจะทำอย่างไร ท่านก็จะต้องมีการนำยามาให้ลูกน้อยรับประทาน ซึ่งยาเหล่านี้มีประเด็นที่ท่านควรรู้และทำความเข้าใจเนื่องจากมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยา

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.บุษบา จินดาวิจักษณ์ และ ผศ.ภก.ศุภทัตชุมนุมวัฒน์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า โรคหวัดในบทความนี้หมายถึงโรคหวัดทั่วไป หรือโรคหวัดธรรมดา(common cold) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งโดยในทางการแพทย์คือโรคติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งมักมีอาการไม่รุนแรง และหายเองได้ อาการแสดงที่พบบ่อยคืออาการทางจมูก เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เป็นหลัก และอาจมีอาการไอ หรือมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วยได้จึงอาจเรียกโรคนี้ว่าโรคไข้หวัด หรือโรคไข้หวัดธรรมดา ซึ่งเป็นคนละโรคกับโรคไข้หวัดใหญ่ ส่วนอาการทางจมูกที่เกิดขึ้นนั้นจะคล้ายกับอาการแสดงของโรคภูมิแพ้จมูกที่มักมีอาการใกล้เคียงกัน แต่โรคภูมิแพ้จมูกมักจะมีอาการคันจมูก คันตาร่วมด้วย โดยที่โรคภูมิแพ้จมูกมักจะไม่มีไข้ ดังนั้นอาการหวัดในความเข้าใจของผู้ปกครองแต่ละท่านอาจแตกต่างกันออกไป บ้างเข้าใจว่าคืออาการแสดงของการติดเชื้อ บ้างเข้าใจว่าเป็นอาการภูมิแพ้ ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เนื่องจากเด็กๆ อาจมีอาการจากสาเหตุดังกล่าวได้ แต่อาจไม่ใช่ทุกครั้งหรือทุกคนเสมอไป

ดังนั้น การประเมินอาการเบื้องต้นอาจช่วยให้ทราบได้ว่ามีโอกาสเป็นเพียงโรคหวัดธรรมดา หรือ โรคไข้หวัดใหญ่ที่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือ โรคไข้หวัดธรรมดาที่ติดเชื้อแบคทีเรียที่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะร่วมด้วยหรือไม่ และควรเลือกใช้ยาอะไรจึงจะเหมาะสมกับอาการของเด็ก

ยาแก้หวัดสำหรับเด็กคืออะไร แต่ละยี่ห้อเหมือนกันหรือไม่?

จากที่กล่าวมาข้างต้น อาการหวัดที่พบบ่อย ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เป็นต้น และอาจมีอาการไอ หรือมีไข้ต่ำๆ ดังนั้น ยาแก้หวัด ก็คือ ยาที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด นั่นเอง

ยาแก้หวัดส่วนใหญ่ที่มีจำหน่ายมักจะอยู่ในรูปของยาสูตรผสม ที่มีส่วนประกอบอย่างน้อย 2 ชนิดของตัวยาในกลุ่มยาต่อไปนี้

l ยากลุ่มต้านฮีสตามีน (antihistamines) เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine หรือ CPM) หรือบรอมเฟนิรามีน (brompheniramine)ซึ่งเป็นยาที่มักเรียกติดปากว่า ยาแก้แพ้ ยากลุ่มนี้มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ส่งผลให้สารคัดหลั่งในทางเดินหายใจลดลงได้ จึงทำให้ยานี้ถูกนำมาใช้เพื่อลดอาการน้ำมูกไหลในโรคหวัดธรรมดาได้ แต่ยาเหล่านี้เป็นยาต้านฮีสตามีนกลุ่มแรกๆ ที่ผลิตออกมาและมีฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้มาก ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในเรื่องของขนาดยาโดยเฉพาะในทารกที่อาจต้องรับประทานนมแม่บ่อยๆ ทารกอาจหลับจนไม่ได้รับประทานนมแม่

l ยากลุ่มที่ช่วยลดอาการคัดจมูก (decongestants) ซึ่งปัจจุบันตัวยาที่ถูกใช้มากที่สุดในผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในร้านขายยา คือ ยาเฟนิลอีฟริน (phenylephrine) ซึ่งยาชนิดนี้จะใช้เพื่อลดอาการคัดแน่นจมูกเป็นหลัก โดยที่อาจไม่ส่งผลลดปริมาณน้ำมูก การใช้ยานี้มีข้อควรระวังในเรื่องของขนาดยาเช่นกัน เนื่องจากยามีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย และทารกอาจร้องงอแงได้

นอกจากยาสองกลุ่มที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว บางผลิตภัณฑ์อาจเพิ่มส่วนประกอบของยาลดไข้ (antipyretics) เข้าไปด้วยเป็นตัวยาชนิดที่ 3 ซึ่งยาลดไข้ที่ว่า คือ ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

ความเข้มข้นของตัวยาต่างๆ ในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังอาจแตกต่างกันออกไปด้วยดังนั้นหากเด็กๆ มีอาการน้ำมูกไหลเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับผลิตภัณฑ์ยาที่มีส่วนประกอบของยาลดอาการคัดจมูกหรือยาลดไข้ไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น เช่น อาการไข้มักหายก่อน มักเป็นไม่เกิน 3 วัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ไข้ในช่วงหลัง ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งยาแก้แพ้ ยาลดอาการคัดจมูก และยาลดไข้ เป็นสูตรผสมอยู่ด้วยกัน ก็จะสามารถรักษาอาการหวัดที่ครอบคลุมอาการ น้ำมูกไหล คัดจมูก และไข้ แต่เด็กจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยามากขึ้น การเลือกผลิตภัณฑ์ยาแก้หวัดที่ใช้จึงควรสอดคล้องกับอาการแสดงของเด็กๆ เป็นหลัก

ปริมาณยาแก้หวัดที่เหมาะสมสำหรับเด็กคือเท่าไหร่?

การใช้ยาแก้หวัดไม่ว่าจะเป็นยาเดี่ยวหรือสูตรผสมก็ตาม ควรใช้ขนาดยาตามที่ฉลากระบุซึ่งแพทย์หรือเภสัชกรจะคำนวณขนาดยาที่เหมาะสม โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นหลัก ซึ่งหากอ่านที่ข้างกล่องบรรจุก็จะมีการระบุขนาดยาไว้ด้วย ซึ่งจะระบุขนาดยาตามอายุผู้ป่วยเท่านั้น โดยใช้เกณฑ์เฉลี่ยของน้ำหนักตัวเด็กในการคำนวณขนาดยา ทำให้มีโอกาสที่ขนาดยาเมื่ออ่านจากข้างกล่องน้อยกว่าหรือมากกว่าที่ระบุบนฉลาก และ อาจทำให้เด็กได้รับยาในปริมาณที่ไม่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ผอมหรืออ้วนกว่าเกณฑ์มากๆ

นอกจากนี้ความเข้มข้นของยาแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละผลิตภัณฑ์ ดังนั้นขนาดยารับประทานสำหรับเด็กคนเดียวกันของยาในแต่ละยี่ห้ออาจมีความ
แตกต่างกันไปได้ ด้วยเหตุนี้เองการใช้ยาแก้หวัด โดยเฉพาะยาสูตรผสมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และคำแนะนำของเภสัชกร ซึ่งในบางครั้งเมื่อคำนวณขนาดยาออกมาตามน้ำหนักตัวจะพบว่า ปริมาณยาบางชนิดในผลิตภัณฑ์ยาสูตรผสมอาจสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป ทำให้การบรรเทาอาการบางอย่างอาจไม่ดีขึ้นหรือเกิดอาการข้างเคียงได้ ในกรณีนี้จึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาเดี่ยวเพื่อให้สามารถใช้ยาแต่ละชนิดในปริมาณที่เหมาะสมได้มากที่สุด แม้ว่าจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการป้อนยาที่เป็นสูตรยาเดี่ยว เนื่องจากต้องป้อนหลายครั้งก็ตาม

โดยสรุป ยาแก้หวัดมีความแตกต่างกันในตัวเองของจำนวนยาและความเข้มข้นของยาในผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ปริมาณยาที่จำเป็นต้องใช้ในเด็กแต่ละรายนั้นแตกต่างกันออกไปได้ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้นั้นควรมียาที่พอดีกับอาการหวัดของเด็กๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและความปลอดภัยจากการใช้ยา สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/thservice-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักโรคเลือดจางจากการขาดวิตามินโฟเลต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/605209

Life & Health : รู้จักโรคเลือดจางจากการขาดวิตามินโฟเลต

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คุณผู้หญิงหลายคนอาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด วิงเวียน หัวใจเต้นเร็วตัวซีดหรือตัวเหลือง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเป็นภาวะโลหิตจาง แต่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวเนื่องจากอาการจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นและไม่ชัดเจน นอกจากนี้ โรคโลหิตจางยังเป็นอาการของโรคอีกหลายโรคและหากไม่รักษาอย่างถูกต้องจะมีอันตรายถึงชีวิต สาเหตุของโรคนี้อาจมาจากการขาดธาตุเหล็ก วิตามินบีหรือวิตามินโฟเลตก็ได้ ในวันนี้จะมาแนะนำโรคเลือดจางจากการขาดวิตามินโฟเลต

ข้อมูลจาก พญ.ลลิตา นรเศรษฐ์ธาดา หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า วิตามินโฟเลตหรือวิตามินบี 9 พบได้ในอาหารหลายหลายชนิด ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว ยอดผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืช โฟเลตมีหน้าที่สำคัญในการสร้างเซลล์ เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการช่วยสังเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ปกติร่างกายมีความต้องการโฟเลตวันละ 200-400 ไมโครกรัม ส่วนในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะมีความต้องการโฟเลตเพิ่มขึ้นสองเท่า ในหญิงตั้งครรภ์จึงมีความจำเป็นต้องรับประทานโฟเลตเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตป้องกันภาวะการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของทารกในครรภ์

การขาดโฟเลตในหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเจริญเติบโตผิดปกติโดยเฉพาะของระบบประสาทของทารก ในคนทั่วไปหากขาดโฟเลต จะทำให้มีภาวะโลหิตจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติ อ่อนเพลียและเจ็บลิ้นได้

ความชุกของการขาดวิตามินโฟเลตลดลงมาก ในประเทศที่เสริมวิตามินโฟเลตในอาหารจำพวกธัญพืช ข้าวและขนมปัง ปัจจุบัน 83 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในทวีปอเมริกา ออสเตรเลียและแอฟริกาได้ออกกฎหมายให้เสริมวิตามินโฟเลตในอาหารกลุ่มธัญพืช แต่ในประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้

สาเหตุของการขาดวิตามินโฟเลต

สาเหตุที่สำคัญที่สุดของการขาดวิตามินโฟเลต คือ การได้รับวิตามินโฟเลตไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื่องจากวิตามินโฟเลตถูกทำลายได้ง่ายเมื่ออาหารผ่านความร้อน และในร่างกายสะสมวิตามินโฟเลตเพียง 5-10 มิลลิกรัม หากไม่ได้รับอาหารที่มีวิตามินโฟเลตเพียงพอ จะเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินโฟเลตในระยะเวลา 4-5 เดือน

l ร่างกายมีความต้องการวิตามินโฟเลตสูงขึ้น เช่น ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงเรื้อรัง เช่น โลหิตจางธาลัสซีเมีย และผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังที่มีสะเก็ดหลุดลอกเรื้อรัง

l ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการฟอกไตต่อเนื่อง

l วิตามินโฟเลตไม่สามารถดูดซึมได้ จากความผิดปกติของลำไส้เล็ก เช่น ได้รับการผ่าตัดลำไส้เล็กส่วนต้นซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดูดซึมวิตามินโฟเลต หรือมีโรคลำไส้เล็กอักเสบเรื้อรัง

l ผู้ที่ทานอาหารน้อย มีภาวะทุโภชนาการ หรือมีโรคจิตเภททำให้ไม่ยอมรับประทานอาหารตามปกติ

l ผู้ที่อยู่ในสถานพยาบาล หรือสถานรับเลี้ยงคนชรา ที่ไม่ได้รับอาหารที่เสริมวิตามินโฟเลต

l ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง ทำให้รับประทานอาหารน้อย ร่วมกับแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต้านการทำงานของวิตามินโฟเลต

l ได้รับยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านการทำงานของวิตามินโฟเลต เช่นยาปฏิชีวนะบางตัว และยาเคมีบำบัด

l ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดความอ้วน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ได้แก่ วิตามินโฟเลต วิตามินบี 12 และธาตุเหล็กได้

อาการของการขาดวิตามินบี 12 มีดังนี้ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซีดจากภาวะโลหิตจาง ใจสั่น หน้ามืดบ่อย ความจำและทักษะทางความคิดลดลงจากภาวะโลหิตจาง เจ็บลิ้น ทานอาหารรสจัดไม่ได้ มีแผลที่มุมปาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึมเศร้า

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินโฟเลต

เมื่อมีภาวะโลหิตจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติ อาจพบเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำลงได้เล็กน้อย ลักษณะเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลด์มีขนาดใหญ่ที่มีจำนวนหยักของนิวเคลียสมากขึ้นผิดปกติ โดยมักจะสงสัยในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้นต่อการขาดวิตามินโฟเลต แพทย์จะสืบค้นเพิ่มเติมโดยตรวจระดับวิตามินโฟเลตร่วมกับวิตามินบี 12 ในเลือดว่ามีระดับต่ำผิดปกติหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจระดับวิตามินบี 12 ด้วยเสมอ เนื่องจากอาการและอาการแสดงทางคลินิก ไม่สามารถแยกภาวะขาดวิตามินทั้งสองชนิดนี้จากกันได้ และผู้ป่วยอาจมีการขาดวิตามินทั้งสองชนิดนี้ร่วมกันก็ได้ อย่างไรก็ดีการตรวจระดับวิตามินโฟเลตจะมีประโยชน์น้อยในผู้ที่ทานอาหารได้และมีการดูดซึมอาหารที่ปกติ หากตรวจไขกระดูกซึ่งเป็นที่ผลิตเม็ดเลือดแดง จะพบเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนที่มีขนาดใหญ่และนิวเคลียสอ่อนผิดปกติได้

การรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินโฟเลต

ให้วิตามินโฟเลตทดแทนในขนาด 5-10 มิลลิกรัมต่อวันไม่ควรเสริมวิตามินโฟเลตอย่างเดียวในผู้ที่ขาดหรือสงสัยว่าขาดวิตามินบี 12 ร่วมด้วย เนื่องจากการให้วิตามินโฟเลตอย่างเดียวในผู้ที่ขาดวิตามินบี 12 จะทำให้อาการทางระบบประสาทแย่ลงในผู้ที่ขาดวิตามินบี 12 ได้ ส่วนในผู้ที่ได้รับยาต้านการออกฤทธิ์ของวิตามินโฟเลต โดยเฉพาะยาเคมีบำบัดกลุ่ม methotrexate สามารถให้กรดโฟลินิคซึ่งเป็นวิตามินโฟเลตที่สามารถนำไปช่วยในการสังเคราะห์ DNA ได้เลย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ