LIFE & HEALTH : รู้จักโรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน

LIFE & HEALTH :  รู้จักโรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.53 น.

หน้าฝนนี้ อากาศที่เย็นลงและความชื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งในแต่ละวันก็เจอสภาพอากาศที่แปรปรวนเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เจ็บป่วยไม่สบายกันได้ง่ายๆ เพราะฤดูฝนนำมาซึ่งโรคต่างๆมากมาย ทั้งที่เกิดจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง การติดเชื้อ หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะ จึงต้องคอยระวังตัวเองให้ดี โดยเฉพาะช่วงที่มีฝนตกทุกวันและมีน้ำท่วมในหลายพื้นที่

ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงามโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ฤดูฝนเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง ทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังตามมาได้ง่ายมากๆ เช่น

1.ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อรา

• โรคเกลื้อน ลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลายวงมีขุยละเอียด สีแตกต่างกัน เช่น สีจาง ขาว แดง น้ำตาล หรือดำ มักเกิดบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ คอ และพบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก และใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากความอับชื้นจะทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น

• โรคกลาก ลักษณะเป็นวงมีขอบเขตชัดเจน มีขุย เริ่มต้นด้วยอาการคัน ตามด้วยผื่นแดง
ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อยๆ และมักจะคันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น หนังศีรษะ รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า ดังนั้น ต้องดูแลรักษาความสะอาดร่างกายให้ดี เพราะบางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

2.ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

มีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้งๆ ออกน้ำตาล มักเกิดในบริเวณที่อับชื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า โรคที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคเท้าเหม็น(Pitted Keratolysis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนังชั้นนอก มีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็กๆ บริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า

3.โรคน้ำกัดเท้า

เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังจากความอับชื้น และสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆในบริเวณน้ำท่วมขังหลังเกิดฝนตก ทำให้เกิดผื่นตามเท้า และซอกนิ้วเท้า ในบางรายอาจมีอาการติดเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

4.ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

เป็นโรคที่พบได้ทุกฤดู แต่มักจะมีอาการมากขึ้นหากอุณหภูมิและความชื้นของอากาศเปลี่ยนแปลงไป สังเกตได้ว่าจะมีผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมากที่บริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา ซอกคอ

5.ผื่นผิวหนังอักเสบจากแมลง

ในฤดูฝนจะมีการเพิ่มจำนวนของแมลงหลากหลายชนิด เช่น ยุง หมัด ไร แมลงก้นกระดก หากโดนหรือสัมผัสเข้า อาจทำให้เกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบได้

หากมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง หรือปรึกษาได้ที่โทร.02-7340000 อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูงในช่วงหน้าฝนนี้ การดูแลผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวตามมา โดยมีวิธีการดูแลผิวง่ายๆ ดังนี้

• ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อทำความสะอาดน้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่อาจติดอยู่บนผิวหน้า นอกจากนี้ ควรผลัดเซลล์ผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ไม่ให้ไปอุดตันรูขุมขน จนทำให้เกิดสิวและรูขุมขนกว้าง

• อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด หลีกเลี่ยงการโดนฝน ถ้าหากโดนฝนแล้วแล้วรีบอาบน้ำเพราะในน้ำฝนมีเชื้อโรค ฝุ่นละออง และสารเคมี เพื่อป้องกันการเกิดหวัด และการเกิดผื่นผิวหนังชนิดต่างๆ

• ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ผิวแห้งกร้าน โดยเลือกครีม
ชุ่มชื้นที่เหมาะกับผิวของเรา

• ทาครีมกันแดด ถึงแม้ว่าจะเป็นฤดูฝนที่ไม่ค่อยมีแดดจัด แต่รังสี UV และแสงสีฟ้ามีอยู่รอบตัว เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการปกป้องผิวจากรังสี UV จึงควรทาครีมกันแดดสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย กระ ฝ้า และรอยดำ บนใบหน้า

• ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะการดื่มน้ำจะช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผิวชุ่มชื้นแลดูอิ่มน้ำ ไม่แห้งหยาบกร้านจนดูแก่กว่าวัย

ข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณโลหิตบริจาคทั่วประเทศ ยังไม่มีโลหิตเพียงพอในการรักษาและผ่าตัดผู้ป่วย รวมทั้งผู้ป่วยเด็กโรคเลือด อาทิ โรคธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย ที่ต้องใช้เลือดในปริมาณมากและต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การชะลอและเลื่อนการรักษาด้วยโลหิต อาจส่งผลอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้ ขอเชิญท่านผู้ที่เคยบริจาคโลหิตหรือผู้มีสุขภาพดีที่ตั้งใจจะไปบริจาคโลหิตช่วยต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 02-2639600-99 เว็บไซต์ : http://www.blooddonationthai.com หากได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

LIFE & HEALTH : ค้นหา วัดแวว สู่ความเป็นอัจฉริยะในตัวลูกรัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679765

LIFE & HEALTH : ค้นหา วัดแวว สู่ความเป็นอัจฉริยะในตัวลูกรัก

LIFE & HEALTH : ค้นหา วัดแวว สู่ความเป็นอัจฉริยะในตัวลูกรัก

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คุณรู้หรือไม่ว่าเด็กแต่ละคนมีความฉลาดในแต่ละด้าน ซึ่งมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลที่แตกต่างกันไป และบางคนอาจมีความฉลาดมากกว่าหนึ่งด้าน แต่ไม่มีเด็กคนใดที่จะไม่มีความฉลาดเลยสักด้าน จากทฤษฎีพหุปัญญา (The Theory of Multiple Intelligences) ของ ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ แห่ง มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้กล่าวว่า คนเรามีความเป็นอัจฉริยภาพในรูปแบบของตนซึ่งไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของสติปัญญาหรือไอคิวที่ประเมินเฉพาะเรื่องภาษา ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมิติสัมพันธ์เพียงบางส่วนเท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหลายด้านที่ไอคิวไม่สามารถประเมินได้ เช่น ความสามารถด้านดนตรีหรือกีฬา การเข้าใจธรรมชาติ การเข้าใจตนเอง และมนุษยสัมพันธ์ เป็นต้นที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ฉะนั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง จึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาแววหรือความสามารถของลูก เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เด็กๆ ถนัดอย่างเหมาะสม จนเด็กมีความมั่นใจในตนเอง และสามารถพัฒนาต่อเนื่องอย่างเต็มศักยภาพต่อไปในอนาคต

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก จะพาพ่อแม่ผู้ปกครองไปทำความรู้จักกับความฉลาดทั้ง8 ด้าน ตามทฤษฎีพหุปัญญาว่ามีด้านใดบ้าง จะได้ลองสังเกตดูความถนัด หรือความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกรัก ส่วนแต่ละด้านจะมีอะไรบ้างและจะส่งเสริมได้อย่างไร

1.ความฉลาดด้านภาษา สามารถใช้ภาษาเลือกใช้คำที่มีความหมายลึกซึ้งในการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกให้คนอื่นเข้าใจได้ดี สื่อได้ผลตามเป้าหมาย มีนิสัยรักการอ่าน ติดหนังสือ ชอบเขียนหนังสือหรือจดบันทึกเรื่องราว ชื่นชอบโคลงกลอน นิทาน สามารถจดจำในสิ่งที่อ่านและได้ฟังอย่างแม่นยำ ชอบเรียนภาษาและเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ชวนลูกไปเลือกซื้อหนังสือที่ชอบ จัดสื่อการเรียนรู้เพื่อการค้นคว้าที่หลากหลาย พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกได้ฟัง ได้อ่าน ได้เขียนเล่าเรื่องราว ได้พูดแสดงความคิดเห็น รวมถึงอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องต่างๆกับผู้อื่น รวมถึงหากิจกรรมฝึกภาษาให้เล่น เช่น เกมปริศนาอักษรไขว้ ทายคำศัพท์ ครอสเวิร์ด เกมต่อคำเป็นต้น

2.ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logical Mathematical Intelligence) มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ เป็นเหตุเป็นผลเชิงนามธรรม และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ชอบคิดคำนวณ เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลำดับ จำแนกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบแบบแผน สามารถ
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : หากิจกรรมให้ลูกได้สนุกกับการคิดคำนวณตัวเลขและตรรกะด้านการใช้ทักษะคณิตศาสตร์มาแก้ปัญหา เช่น เกมปริศนาตัวเลข เกมซุโดะกุ เกมรูบิค รวมถึงฝึกให้ลูกคิดแบบมีวิจารณญาณ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด และการทดลองคิดค้นทางวิทยาศาสตร์

3.ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ มีความสามารถในการรับรู้ทางสายตา สื่อสารด้วยภาพ สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทาง และตำแหน่งอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน รวมถึงรับรู้เรื่องทิศทางและตำแหน่งได้ดี มีความสามารถทางด้านศิลปะ มีจินตนาการในการสร้างสรรค์เพื่อการสื่อสาร

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรให้ลูกฝึกทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์ หรือชวนลูกเล่นเกมต่อภาพ เกมจับผิดภาพ การต่อเลโก้หรือบล็อกไม้ การเล่นเกมอ่านแผนที่ง่ายๆ ฝึกการเขียนแผนที่ความคิด(mind mapping) เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคิดอย่างอิสระ เสริมจินตนาการ หรือพาไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เขาบันทึกเรื่องราวเป็นภาพวาดหรือภาพถ่าย

4.ความฉลาดด้านดนตรี มีความสามารถในการเรียนรู้ด้านดนตรีได้เป็นอย่างดี สามารถแยกแยะเสียงต่างๆ จับจังหวะและจดจำท่วงทำนองได้อย่างแม่นยำ เมื่อได้ยินเสียงดนตรีจะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมได้ง่าย เช่น ฮัมเพลง เต้นหรือเคาะจังหวะตาม อีกทั้งยังสามารถร้องเพลงเล่นดนตรี และแต่งเพลงได้

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรสนับสนุนให้ลูกเล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลงหรือพาไปดูการแสดงดนตรีที่สนใจอย่างสม่ำเสมอเปิดโอกาสให้ลูกได้วิเคราะห์ วิจารณ์ดนตรี หรือแสดงความสามารถ เช่น เล่นดนตรีโชว์ในงานโรงเรียน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ รวมถึงบันทึกเสียงดนตรีที่ลูกแสดงไว้ฟัง เพื่อปรับปรุงหรือชื่นชมผลงานร่วมกันในครอบครัว

5.ความฉลาดด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว สามารถควบคุมความสมดุล ความคิดการแสดงออก ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสโดยผ่านการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างโดดเด่น มีความคล่องแคล่ว ว่องไว ยืดหยุ่น แข็งแรง ชอบทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย มักจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยใช้ร่างกายมากกว่าแค่อ่านหรือฟัง

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านการสัมผัส จับต้องได้ และลงมือปฏิบัติจริง เช่น พาไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะ การเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ซึ่งนอกจากจะได้ออกแรงแล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้กฎกติกาของเกม การรู้แพ้รู้ชนะ รวมถึงสนับสนุนให้ทำกิจกรรมที่ได้แสดงออก เช่น การเต้น เล่นละคร หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย

6.ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นได้ดี ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ การอ่านกิริยาท่าทางและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม เป็นคนสร้างมิตรภาพง่าย มีเพื่อนเยอะชอบการพบปะสังสรรค์กับผู้อื่น เจรจาต่อรองเก่งและชักจูงผู้อื่นได้ดี

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเพื่อนหลากหลายกลุ่ม และทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการพูดคุย แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ในสถานการณ์จำลอง กับเด็กอื่นในชุมชน หรือกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียน นอกจากนี้ควรพาลูกไปเรียนรู้ในสังคมภายนอกอย่างสม่ำเสมอ

7.ความฉลาดด้านการเข้าใจตนเองมีทักษะตระหนักรู้ในตนเอง รู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึกความคิด ความคาดหวัง รู้ถึงจุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง และรู้จักควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมมักเป็นคนเก็บตัวและชอบทำงานคนเดียว

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำอะไรตามลำพังอย่างอิสระ และสอนให้เห็นคุณค่าและนับถือตัวเอง (Self-esteem) รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ วางแผนชีวิตในอนาคต การทำงานร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้อาจฝึกให้ลูกนั่งสมาธิ จดบันทึกประจำวัน เพื่อคิดทบทวนและประเมินตนเอง

8.ความฉลาดด้านความเข้าใจธรรมชาติ มีความสามารถในการรู้จัก เข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ปรากฏการณ์ต่างๆ และความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว สามารถจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ได้เป็นอย่างดี

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรจัดกิจกรรมให้ลูกได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว โดยฝึกให้เขารู้จักสังเกต จดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้า อากาศ การเจริญเติบโตของต้นไม้ สัตว์เลี้ยงรวมถึงพาลูกไปเที่ยวศึกษาสิ่งแวดล้อม เช่นค่ายเดินป่า ปลูกป่า ทัศนศึกษาสวนสัตว์ ท้องฟ้าจำลอง เป็นต้น

หากรู้แล้วว่า ลูกรักของคุณมีความสามารถด้านไหนถนัดเป็นพิเศษ พ่อแม่ต้องรีบส่งเสริมและเปิดโอกาสการเรียนรู้ เพื่อช่วยฝึกฝน พัฒนาความชำนาญในด้านนั้นๆ ให้โดดเด่นจนประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นในอนาคต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดได้อย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/678316

LIFE & HEALTH : ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดได้อย่างไร

LIFE & HEALTH : ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดได้อย่างไร

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.30 น.

ใครๆ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็อยากมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีโดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น เราคงปฏิเสธไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงอารมณ์ แม้จะเป็นไปตามธรรมชาติแต่ก็มักจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ อาจก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิต เช่น กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ปัญหาปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คือการที่มีปัสสาวะออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้ซึ่งเป็นภาวะที่รบกวนการใช้ชีวิตของผู้ป่วยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่สามารถเกิดได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในเพศหญิงสาเหตุสำคัญคือการที่ระดับเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็วในวัยหมดประจำเดือน เป็นเหตุให้ผนังท่อปัสสาวะบางลง ลดความสามารถในการปิดของหูรูดท่อปัสสาวะ ส่งผลให้หูรูดปิดสนิทได้ยากขึ้น ทำให้เกิดภาวะปัสสาวะเล็ดได้ ส่วนในเพศชายมักเกิดจากการที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตจึงไปขัดขวางทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เช่น กล้ามเนื้อ อุ้งเชิงกรานอ่อนแอ ซึ่งอาจเกิดจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร หรืออายุที่มากขึ้น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ผู้ที่มีความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายบกพร่อง ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่ท้องผูกเรื้อรัง หรือการได้รับยาบางชนิด เป็นต้น

ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วย ไต ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตน้ำปัสสาวะ โดยมีท่อไต เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำปัสสาวะที่ไตผลิตได้ไปยังกระเพาะปัสสาวะ ก่อนปล่อยออกภายนอกร่างกายผ่านทางท่อปัสสาวะ ในการลำเลียงน้ำปัสสาวะท่อปัสสาวะจะบีบตัวเป็นคลื่นๆ ที่เรียกว่า peristalticcontraction ซึ่งจะลำเลียงน้ำปัสสาวะ ได้ 1-2 มิลลิลิตร/นาที โดยในคนปกติจะสามารถเก็บน้ำปัสสาวะได้ 200-400 มิลลิลิตร แบบไม่รู้สึกอึดอัดและไม่มีการเล็ดของปัสสาวะออกมา แต่ถ้าน้ำปัสสาวะมีมากกว่า 400 มิลลิลิตร จะเริ่มรู้สึกอยากขับถ่ายปัสสาวะ การขับถ่ายปัสสาวะอาศัยการทำงานของระบบประสาทในการควบคุมการทำงานของหูรูดของท่อปัสสาวะและกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะให้เกิดการทำงานที่ประสานกันดังนั้นหากมีความผิดปกติของระบบประสาทที่มาควบคุมการทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะหรือมีความผิดปกติของกล้ามเนื้อทางเดินปัสสาวะเองก็จะทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ดหรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้

ชนิดของการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.Stress incontinence เป็นอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ที่พบได้มากสุด โดยเป็นผลมาจากการที่ตัวหูรูดท่อปัสสาวะหดรัดตัวได้ไม่ดีหรือการหย่อนตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เมื่อมีการเพิ่มความดันในช่องท้องอย่างกะทันหัน เช่น การไอ จาม หัวเราะ ออกกำลังกาย หรือยกของหนัก จะทำให้ไม่สามารถควบคุมการไหลของปัสสาวะได้

2.Urge incontinence คือภาวะที่กล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะ มีการบีบตัวที่รุนแรงกว่าปกติ หรือมีการบีบตัวทั้งๆ ที่ปริมาณปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้คนทั่วไปรู้สึกปวดปัสสาวะ โดยอาจมีสาเหตุมาจากโรคระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้สัญญาณประสาทที่ส่งลงมาควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะบกพร่อง หรือเกิดพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เช่น การติดเชื้อ เนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ

3.Overflow incontinence การกลั้น ปัสสาวะไม่ได้เนื่องจากปัสสาวะล้น สาเหตุอาจเกิดจากกล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะสูญเสียความสามารถในการบีบตัวจากความบกพร่องในการส่งสัญญาณของกระแสประสาท เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีพยาธิสภาพของเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกระเพาะปัสสาวะ หรือเกิดจากมีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น ต่อมลูกหมากโต เป็นผลให้ยังคงมีน้ำปัสสาวะเหลือค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นจำนวนมากภายหลังจากการขับถ่ายปัสสาวะแล้ว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย หรือน้ำปัสสาวะในส่วนที่เกินความจุของกระเพาะปัสสาวะอาจเล็ดออกมาเองในปริมาณน้อยๆ แต่ออกมาเรื่อยๆโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการปวดปัสสาวะได้

4.Functional incontinence การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ชนิดนี้ ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของระบบขับถ่ายปัสสาวะ แต่เป็นปัญหาอื่นที่ทำให้ไม่สามารถไปเข้าห้องน้ำได้ เช่น ปัญหาทางด้านสมอง หรือปัญหาทางสุขภาพกายที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว

แนวทางการรักษา

l การฝึกควบคุมการขับถ่ายของกระเพาะปัสสาวะหรือฝึกการปัสสาวะตามเวลาที่กำหนด เป็นการฝึกเพื่อยืดระยะเวลาของการเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งให้นานขึ้น และให้กระเพาะปัสสาวะมีความเคยชินกับปริมาณปัสสาวะที่มากขึ้น โดยวิธีคือ เริ่มจากฝึกกลั้นปัสสาวะให้นานขึ้นครั้งละประมาณ 30 นาที จนกระทั่งรู้สึกว่าสามารถทนได้ดี (อาจใช้เวลา 3-5 วัน) จากนั้นให้ปรับเพิ่มระยะเวลาระหว่างครั้งให้นานขึ้น จนความถี่ในการเข้าห้องน้ำลดลงเป็นทุกๆ 2-4 ชั่วโมง

l การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อช่วยลดแรงดันภายในช่องท้อง

l การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งทำได้โดยขมิบรูทวารและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (สังเกตการขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้จากการพยายามจะกลั้นปัสสาวะ) ระหว่างขมิบให้นับ 1-5 ช้าๆ แล้วคลายกล้ามเนื้อลง ให้ทำซ้ำประมาณ10-15 ครั้ง จำนวน 3 เซต เป็นประจำทุกวัน และไม่ควรกลั้นหายใจขณะบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

l การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

l การใช้ยาเพื่อลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เช่น ยากลุ่ม Anti-muscarinic และ Beta-3 agonist

l การรักษาด้วยการฉีดสาร
Botulinum toxin

l การรักษาด้วยการใช้เลเซอร์

l การรักษาด้วยการผ่าตัด

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : บอกรักแม่..ด้วยการดูแลเรื่องอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/675160

LIFE&HEALTH : บอกรักแม่..ด้วยการดูแลเรื่องอาหาร

LIFE&HEALTH : บอกรักแม่..ด้วยการดูแลเรื่องอาหาร

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.11 น.

ในเดือนของแม่ เดือนแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ แน่นอนว่า “ลูกๆ” ต่างมองหาสิ่งดีๆเพื่อแสดงความรักตอบแทนพระคุณผู้หญิงที่รักและคอยดูแลใส่ใจพวกเรามาแต่เกิด หนึ่งในสื่อรักแทนใจก็คือเรื่องของอาหารการกิน เพราะเมื่อคุณแม่สูงวัยขึ้น ร่างกายอาจไม่แข็งแรงกระฉับกระเฉงเหมือนก่อน ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมถึงระบบย่อยอาหารก็มักจะเสื่อมถอยด้อยประสิทธิภาพลง ทำให้มีโอกาสเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย และอาจเกิดภาวะขาดสารอาหารหลายๆ ชนิดได้ ลูกๆ จึงต้องดูแลเป็นพิเศษ

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า เพราะชีวิตช่วงสูงวัยนี้มีกิจกรรมต่างๆ ลดลง ร่างกายจึงใช้พลังงานน้อยลง จึงควรใส่ใจให้ท่านรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบหมวดหมู่ ย่อยง่าย และควรเพิ่มอาหารที่มีแคลเซียมสูง อาทิ ปลาเล็กปลาน้อยที่ทานได้ทั้งตัว กุ้งแห้ง นมพร่องไขมัน ส่วนอาหารโปรตีนควรเป็นชนิดที่มีไขมันน้อย หลีกเลี่ยง เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป เครื่องในสัตว์ของทอด น้ำตาลและเกลือในปริมาณมาก นอกจากนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือผัก ผลไม้หลากหลายชนิดและสีสันต่างๆ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ที่มีให้ประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงมีสารพฤกษเคมีซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี อี เบต้าแคโรทีน ฯลฯ ที่มีส่วนช่วยยับยั้ง หรือชะลอความเสื่อมของร่างกาย อีกทั้งยังมีใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ ท้องไม่ผูก ที่สำคัญควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วเพราะน้ำช่วยนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และช่วยควบคุมระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ

เติมอาหารเสริมสร้างสุขภาพ

เมื่ออาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญต่อร่างกาย เราจึงอยากชวนลูกๆ มาเสริมสร้างความสตรองให้กับสุขภาพของคุณแม่ ส่วนจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย…

กินโปรตีนให้เพียงพอทุกวัน โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุซึ่งจะใช้ในการสร้างและคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ผิวหนัง กระดูกและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายล้วนประกอบไปด้วยโปรตีน สำหรับหน้าที่สำคัญของโปรตีนคือ ซ่อมแซมและรักษาเซลล์ สังเคราะห์เอนไซม์ ทั้งนี้โปรตีนประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 20 ชนิด โดยร่างกายสามารถผลิตเองได้เพียงบางชนิด แต่มีเพียง 9 ชนิดที่จำเป็นต้องกินจากอาหาร หากเรากินโปรตีนไม่เพียงพอจะทำให้ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เหี่ยวย่นง่าย แผลหายยาก ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เมื่อเจ็บป่วยจะใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น

บูสต์พลังสมอง สมองของเราต้องการสารอาหารหลากหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น กรดไขมันดีจะถูกใช้ในการสร้างเซลล์ประสาทที่ช่วยในการรับรู้ กรดอะมิโนจากโปรตีนจะถูกใช้ในการสร้างสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ กลูโคสจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตจะเป็นเชื้อเพลิงให้แก่สมองในการสร้างพลังงาน ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากผักและผลไม้ จะช่วยป้องกันเซลล์สมองจากการถูกทำลาย

ยืดอายุดวงตา วันๆ หนึ่งเราต้องใช้สายตาต่อเนื่องอย่างยาวนาน กว่าที่ดวงตาจะได้พักผ่อนก็เหนื่อยล้าเต็มที ดังนั้นจึงควรให้ดวงตาได้พักด้วยการหลับตา หรือมองออกไปไกลๆ ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง สลับกันไป โดยไม่ต้องจ้องมองสิ่งใดเป็นพิเศษ พร้อมกับรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงและถนอมดวงตา ซึ่งมีอยู่มากในผักและผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้รับวิตามินเอ ซี อีเบต้าแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทิน สังกะสี ซึ่งล้วนแต่เป็นสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา นอกจากนี้การบริโภคผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งมีสารแอนโธไซยานินสูง ช่วยปกป้องดวงตาจากอนุมูลอิสระต่างๆ รวมถึงรังสี UV และ แสงสีน้ำเงินจากหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย

คืนความสวยสดใสให้ผิว นอกจากการเสื่อมของผิวตามธรรมชาติแล้ว ผิวยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเครียด แสงแดด มลภาวะ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในเซลล์ผิวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณเหี่ยวย่นและเสื่อมโทรมลง การดูแลท่านให้รับประทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ ช่วยให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ นอกจากนี้การเสริมคอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลอย่างต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้น

บำรุงกระดูกและข้อให้แข็งแรง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น มวลกระดูกก็เริ่มบางลงและมีรูพรุนมากขึ้น จนอาจทำให้กระดูกเปราะและแตกได้ง่ายนอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาข้อเข่าเสื่อม คุณจึงควรให้คุณแม่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมไขมันต่ำ ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว กุ้งแห้ง ฯลฯ ควบคู่กับการได้รับวิตามินดีจากแสงแดด หรือวิตามินดีจากอาหารซึ่งช่วยดูดซึมแคลเซียม เพื่อเสริมโครงสร้างกระดูกให้แข็งแรงควบคู่กับการรักษาน้ำหนักตัวให้พอดี หมั่นออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น การเดินช้าๆ การปั่นจักรยาน การออกกำลังกายในน้ำ ฯลฯ หลีกเลี่ยงท่านั่งที่จะทำให้ข้อต่อต้องออกแรงรับมากๆ เช่น นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆ

อาหารสร้างสมดุลลำไส้ กุญแจสำคัญในการดูแลระบบทางเดินอาหารไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเส้นใยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องควบคู่ไปกับการมีปริมาณจุลินทรีย์ที่สมดุลในทางเดินอาหารอย่างสมดุล วิธีที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและให้อาหารกับจุลินทรีย์ที่ดีที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
ก็คือ การรับประทานอาหารประเภทกากใยบางชนิดหรือ พรีไบโอติก (Prebiotic) ซึ่งถือเป็นอาหารชั้นยอดของ โพรไบโอติก (Probiotic) หรือจุลินทรีย์ชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ซึ่งช่วยเรื่องการย่อยที่ดี การดูดซึมที่มีประสิทธิภาพและการขับถ่ายของเสียที่สมบูรณ์ ดังนั้น นอกจากจะให้คุณแม่รับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำทุกวันแล้ว จะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมและระบบต่างๆ ภายในร่างกายให้แข็งแรง

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการดูแลสุขภาพของคนที่เรารักให้ดีที่สุด…ขอให้คุณแม่ทุกๆ ท่านมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง มีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักยาเลื่อนประจำเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673682

Life & Health : รู้จักยาเลื่อนประจำเดือน

Life & Health : รู้จักยาเลื่อนประจำเดือน

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การมีประจำเดือนในช่วงเวลาที่ไม่ต้องการให้มี คงเป็นเรื่องกวนใจสาวๆ หลายคน เช่น บางคนกำลังจะไปเที่ยวทะเลและดำน้ำกับเพื่อนๆ แต่นึกขึ้นได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่มีประจำเดือนพอดี ประกอบกับปัจจุบันมีการกล่าวถึงยาเลื่อนประจำเดือนกันอย่างแพร่หลาย ในเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพ จึงมีแนวโน้มทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะพึ่งยาเลื่อนประจำเดือนมากขึ้น ข้อมูลจาก อาจารย์ดร.เภสัชกร สุรศักดิ์ วิชัยโย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาแนะนำให้รู้จักกับยาเลื่อนประจำเดือนกันว่าจริงๆ แล้วทุกคนจะสามารถใช้ยาเลื่อนประจำเดือนนี้ได้ตามความต้องการหรือไม่ และใช้อย่างไร

ยาเลื่อนประจำเดือนที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เป็นยาเม็ดที่มีตัวยาสำคัญ คือ นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน (Norethisterone) ในขนาด 5 มิลลิกรัม ซึ่งชื่อการค้าที่คุ้นเคย คือ ปรี-โม-ลุท-เอ็น (Primolut® N) ยานี้มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน และมีข้อบ่งใช้ในการรักษาความผิดปกติของรอบเดือนหลายชนิด เช่น กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน หรือเรียกย่อๆ ว่า พี-เอ็ม-เอส (premenstrual syndromes : PMS) ซึ่งมักมีอาการปวดศีรษะหรืออารมณ์หงุดหงิดก่อนมีประจำเดือน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้รักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) และเนื่องจากยามีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน (จนกว่าจะหยุดยา) จึงมีข้อบ่งใช้ในการเลื่อนประจำเดือนด้วย อย่างไรก็ตามการรับประทานยาชนิดนี้ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ซึ่งขออธิบายโดยการตอบข้อสงสัยที่รวบรวมจากคำถามตามหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ดังนี้

1.ผู้หญิงทุกคน สามารถรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่?

ยานอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนโดยห้ามใช้ยานี้ ในคน 5 กลุ่ม ต่อไปนี้

l กำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากยาอาจทำให้ทารกในครรภ์ที่เป็นเพศหญิงมีการพัฒนาอวัยวะเพศภายนอกคล้ายกับเพศชายได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุครรภ์เดือนครึ่งเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์กำลังมีการพัฒนาของอวัยวะเพศ

l กำลังให้นมลูกด้วยน้ำนมตัวเอง เนื่องจากยาสามารถปนออกมากับน้ำนมของแม่ จึงอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อลูกได้

l มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีประวัติการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน เนื่องจากการใช้ยาในกลุ่มคนเหล่านี้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตัน (ตัวอย่างผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่สูบบุหรี่ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น)

l เคยเป็นหรือกำลังเป็นโรคตับขั้นรุนแรง เนื่องจากยาถูกกำจัดที่ตับ หากตับทำงานไม่ดีอาจทำให้ยาสะสมในร่างกายได้ นอกจากนี้ มีรายงานการเกิดตับอักเสบจากการใช้ยานี้

l เคยเป็นหรือกำลังเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งที่อวัยวะเพศ ชนิดที่ไวต่อฮอร์โมน เนื่องจากยาอาจส่งเสริมการโตของเนื้อร้ายเหล่านี้

2.เริ่มรับประทานยาเลื่อนประจำเดือน ก่อนประจำเดือนมาแค่ 1 วัน หรือตอนที่กำลังมีประจำเดือนได้หรือไม่?

คำแนะนำในการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน คือ ควรเริ่มรับประทานอย่างน้อย 3 วัน ก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือนโดยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) หรือวันละ 3 ครั้ง (เช้า กลางวัน และเย็น) ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ยานานเกิน 2 สัปดาห์ และจะมีประจำเดือนภายใน 2-3 วันหลังจากหยุดยา ดังนั้นการรับประทานยาก่อนประจำเดือนมาแค่ 1 วัน หรือตอนที่กำลังมีประจำเดือน ซึ่งเยื่อบุโพรงมดลูกได้หลุดลอกออกมาแล้ว ยาจึงอาจมีผลเพียงช่วยลดปริมาณและจำนวนวันของการมีประจำเดือนให้น้อยลง แต่หลังจากหยุดยา จะทำให้มีประจำเดือนซ้ำอีกในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน

3.การรับประทานยาเลื่อนประจำเดือน จะส่งผลต่อการมาของประจำเดือนในรอบถัดไปหรือไม่?

แน่นอนว่าการเลื่อนประจำเดือนออกไป เปรียบเสมือนเป็นการตั้งรอบเดือนใหม่ นั่นคือ หากมีประจำเดือนหลังจากหยุดยานี้ในวันไหน ประจำเดือนรอบถัดไปก็จะมาประมาณช่วงนั้นถ้าไม่มีความผิดปกติอื่นใด

4.หยุดรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนหลายวันแล้ว แต่ประจำเดือนยังไม่มา ควรทำอย่างไร?

อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้จากยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ อาจทำให้ประจำเดือนไม่มาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากหยุดใช้ยาเกิน 1 สัปดาห์แล้วประจำเดือนยังไม่มา ควรตรวจการตั้งครรภ์ (ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนใช้ยานี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดในเดือนนั้นๆ) อีกทั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทราบสาเหตุและการรักษาที่เหมาะสม

5.ระหว่างที่รับประทานยาเลื่อนประจำเดือนอยู่ แล้วมีเพศสัมพันธ์ จะตั้งครรภ์หรือไม่?

เนื่องจากการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน จะเริ่มใช้อย่างน้อย 3 วัน ก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงปลายของรอบเดือน (ผ่านช่วงไข่ตกมาแล้ว) โอกาสการตั้งครรภ์จึงอาจพบน้อย อย่างไรก็ตาม มีโอกาสน้อยไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาส ดังนั้น ควรใช้ถุงยางอนามัยในการคุมกำเนิดร่วมด้วย

6.ไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ แต่รับประทานยาเลื่อนประจำเดือน จะมีผลเสียอย่างไรหรือไม่?

ตามที่ระบุในข้อ 1 ว่ายาอาจมีผลต่อการพัฒนาอวัยวะเพศภายนอกของทารกในครรภ์ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้พบเหตุการณ์ดังกล่าวในทุกกรณี อีกทั้งยังไม่มีรายงานว่ายาทำให้ทารกพิการด้านอื่นๆ ดังนั้น หากพบว่าตั้งครรภ์ อย่าเพิ่งตกใจ ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามพัฒนาการพร้อมทั้งวางแผนการดูแลทารกในครรภ์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เช่น ไม่ใช้ยาคุมกำเนิดหรือถุงยางอนามัย เป็นต้น ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อนที่จะใช้ยาเลื่อนประจำเดือน

7.รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ แล้วจะใช้ยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่?

ในผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ หากจำเป็นต้องเลื่อนประจำเดือน สามารถใช้ยาคุมกำเนิดในการเลื่อนประจำเดือนได้ (มีผลทั้งคุมกำเนิดและเลื่อนประจำเดือน) ทั้งนี้ ใช้หลักการเดียวกับยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ ให้รับประทานเฉพาะเม็ดที่ประกอบด้วยตัวยาต่อไป (ไม่ใช่เม็ดยาหลอกที่บางคนเรียกว่าเม็ดแป้ง) เพื่อไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมา ซึ่งวิธีการใช้ยาขึ้นกับตำรับยาคุมกำเนิดแต่ละชนิด หากมีข้อสงสัยว่ายาคุมกำเนิดที่ท่านรับประทานอยู่จะสามารถใช้เลื่อนประจำเดือนได้อย่างไร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

8.รับประทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉินในช่วงเวลาใกล้ๆกับยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่?

เนื่องจากทั้งยาคุมกำเนิดฉุกเฉินและยาเลื่อนประจำเดือน มีตัวยาอยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ซึ่งเมื่อหยุดยาจะทำให้มีเลือดออกมาเหมือนกัน ดังนั้น การใช้ยาทั้งสองชนิดในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น ในเดือนเดียวกัน เป็นต้น นอกจากจะทำให้เสียเลือดบ่อยกว่าคนอื่น ยังมีผลให้รอบเดือนผิดปกติได้ ทั้งนี้ หากมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งและไม่พร้อมตั้งครรภ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง หรือเปลี่ยนมาใช้ยาคุมกำเนิดแบบปกติจะเหมาะสมกว่า (และหากจำเป็นต้องเลื่อนประจำเดือน สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำในข้อ 7)

9.รับประทานยาเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ จะมีผลเสียหรือไม่?

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากการใช้ยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ ประจำเดือนผิดปกติ เช่น รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมาถี่แต่มาแบบกะปริบกะปรอย หรือบางรายอาจประจำเดือนไม่มาเลย ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ยาเพื่อเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ นอกจากนี้ อาการอื่นที่อาจพบ ได้แก่ ปวดศีรษะคัดตึงเต้านม คลื่นไส้และเวียนศีรษะ เป็นต้น ส่วนอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงต่างๆ ตามที่ระบุเป็นข้อห้ามใช้ในข้อ 1.อาจพบได้น้อย

โดยสรุปแล้ว การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนนั้นควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ (ไม่ใช่เพียงตามความต้องการ) และต้องใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียจากการใช้ยานี้ ถ้ามีปัญหาให้ปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์

LIFE & HEALTH : รู้จักเรื่อง ผมหงอก…ผมขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/672230

LIFE & HEALTH : รู้จักเรื่อง ผมหงอก...ผมขาว

LIFE & HEALTH : รู้จักเรื่อง ผมหงอก…ผมขาว

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.27 น.

สีเส้นผมเกิดจากเม็ดสีซึ่งรากผมสร้างขึ้นมาทำให้เส้นผมมีสีต่างๆ ตามพันธุกรรม ถ้าเม็ดสีมีมากและเข้มข้น เส้นผมจะมีสีเข้ม แต่ถ้าเม็ดสีถูกสร้างมาน้อย สีเส้นผมก็จะอ่อน ระดับของเม็ดสีของเส้นผมจะเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพของร่างกาย ธรรมชาติของสีผมมีทั้งสีดำ เช่น คนเอเชีย สีน้ำตาลและสีบลอนด์ เช่น ชาวตะวันตก สีเส้นผมจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับพันธุกรรม และสีผิวกับสีนัยน์ตา

ข้อมูลจาก รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เส้นผมสีดำนับเป็นสีที่พบมากที่สุดของคนทั่วโลก รองลงมาคือ ผมสีน้ำตาล ซึ่งพบทั่วไปในทวีปยุโรป เส้นผมสีดำโดยทั่วไปมักจะประกอบด้วยเม็ดสีเข้มข้นน้อยกว่าผมสีอื่นๆ สีดำของเส้นผมโดยธรรมชาติมีหลายเฉดสี ตั้งแต่สีดำจัดคล้ายผงถ่าน ดำอ่อนดำน้ำตาล จนถึงดำน้ำเงิน

ผมสีเทาและผมสีขาว

ผมสีเทาหรือสีขาว ซึ่งมักเรียกกันว่าผมหงอกหรือหัวหงอก ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้นไม่ได้มีสาเหตุจากการสร้างเม็ดสีขาวแทนเม็ดสีดำ แต่เกิดจากการที่รากผมไม่สร้างเม็ดสี ทำให้เส้นผมไม่มีสี กลายเป็นเส้นผมสีขาวหรือเทาเงินเมื่อสะท้อนแสง เส้นผมสีเทาหรือขาวมักเกิดขึ้นเมื่อคนเรามีอายุสูงวัย แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 10 ปี ด้วยต้นเหตุเดียวกันคือรากผมไม่สร้างเม็ดสีให้เส้นผม ทำให้เส้นผมไม่มีสีในบางกรณีผมสีเทาอาจเกิดได้จากโรคต่อมไทรอยด์ หรือในคนที่ร่างกายขาดวิตามินบี 12

จากงานวิจัยปี ค.ศ.2005 ในวารสารการแพทย์พบว่าคนเอเชียจะเริ่มมีผมหงอกหรือผมขาวตั้งแต่อายุปลาย 30 ส่วนฝรั่งหรือชาวตะวันตกจะพบเส้นผมเริ่มขาวตั้งแต่อายุ 35 แต่ชาวอัฟริกัน-อเมริกัน จะพบเส้นผมขาวได้ช้ากว่าเมื่ออายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีสีผิวและ เส้นผมเป็นสีเผือกนั้นมีสาเหตุจากเม็ดสีทั่วร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมีน้อยมากนั่นเอง

ความเข้าใจที่ว่าถ้าดึงเส้นผมหงอกออก 1 เส้นผมหงอกจะงอกขึ้นเป็นทวีคูณ เป็นความเข้าใจที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ปัจจัยที่มีผลต่อสีผมธรรมชาติ

l อายุ เด็กทารกแรกเกิดสีผมจะอ่อน และจะค่อยๆ ดำเข้มขึ้นตามวัย จนถึงวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของสีผมจะเป็นไปโดยธรรมชาติเมื่ออายุเจ้าของสูงวัยขึ้นจนเป็นผมสีเทาหรือสีดอกเลาหรือสีผมหงอก บางคนเกิดมาก็มีผมขาวทั้งหัวซึ่งเป็นไปตามพันธุกรรมก็มี

l สาเหตุทางการแพทย์ เช่น คนที่มีปัญหาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด ทำให้เส้นผมด่างขาวเป็นกลุ่มๆ คนที่มีปัญหาร่างกายขาดสารอาหาร มีผลทำให้เส้นผมไม่แข็งแรงผมเส้นบางและเบา สีผมอ่อนและขาวไวกว่าอายุ เส้นผมที่ดำขำอาจเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำตาลแดงคล้ายกากมะพร้าวเนื่องจากรากผมไม่สามารถผลิตเม็ดสีได้ปกติ หากร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนและแข็งแรง สภาพเส้นผมจะกลับคืนมีชีวิตชีวาได้ในกรณีนี้ อีกกรณีเช่นคนที่มีปัญหาโรคโลหิตจางหรือซีด อาจมีผลทำให้เกิดเส้นผมขาวหรือหงอกได้เร็วเพราะรากผมขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงหรือไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ทางการแพทย์ยังมีข้อสังเกตว่าคนที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี และมีเส้นผมขาวแต่มีขนคิ้วดำ มีสถิติว่าจะมีโรคเบาหวานร่วมด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับคนวัยเดียวกันที่มีผมขาวและขนคิ้วสีขาวไปด้วยกัน

l ปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น คนที่สูบบุหรี่จะมีแนวโน้มของผมขาวเร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 4 เท่า, ผมขาวบางครั้งอาจค่อยๆ ดำขึ้นเมื่อร่างกายมีอาการอักเสบและกินยาบางชนิดร่วมด้วยซึ่งเป็นปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายต่อยารักษา, คนที่อยู่ในเหตุการณ์ร้ายแรงที่ทำให้ร่างกายตกใจหรือเสียใจอย่างรุนแรง ทำให้รากผมชะงักการเจริญเติบโตชั่วคราวและผมร่วงเป็นกระจุก อาจทำให้เห็นผมหงอกได้เร็วเสมือนหนึ่งเผมหงอกชั่วข้ามคืน, เมื่อคนเราอายุ 30 เส้นผมจะหงอกขาวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% ทุกๆ 10 ปี,คนที่ทำงานหนักเกินไป ร่างกายพักผ่อนน้อย รวมทั้งการรับประทานอาหารไม่ครบหมู่ ทำให้การเจริญเติบโตของรากผมไม่แข็งแรง นอกจากเส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายแล้ว การสร้างเม็ดสีก็ลดน้อยลง ทำให้เส้นผมขาว

l เป็นที่น่าเสียใจที่ไม่พบว่ามีอาหารชนิดพิเศษอย่างหนึ่งอย่างใดหรืออาหารเสริมพิเศษชนิดใด รวมทั้งไม่พบหลักฐานทางการแพทย์ว่าโปรตีนเสริมหรือวิตามินใดๆ ที่สามารถเสริมเพื่อชะลอหรือยับยั้งการเกิดผมสีขาวหรือผมหงอกได้

คุณค่าอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์บำรุงให้เส้นผมแข็งแรง เช่น

l วิตามินเอ จำเป็นต่อสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมที่แข็งแรง พบทั่วไปในผักใบเขียวเข้ม ผลไม้สีผมและสีหลือง

l วิตามินบี ช่วยควบคุมการหลั่งของน้ำมันธรรมชาติเพื่อหล่อลื่นเส้นผมให้เงางามและชุ่มชื้น พบในผักใบเขียว มะเขือเทศ กล้วย โยเกิร์ต และธัญพืช

l แร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก สังกะสี ทองแดง ช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง ได้จากแหล่งอาหาร เช่น เนื้อแดง เนื้อไก่ ไข่แดง อาหารทะเล และธัญพืช

l โปรตีน ช่วยบำรุงให้เส้นผมเงางามและมีความยืดหยุ่นดี ไม่ขาดตอน พบทั่วไปในเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ ฯลฯ

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ใครที่อยากช่วยเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของ รร.เด็กพิเศษ คุณพ่อเรย์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ขอเชิญร่วมทำบุญบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670668

Life & Health : การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แม้ว่ามะเร็งจะเป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะเป็น ปัจจุบันมีมะเร็งหลายชนิดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกนั้นมีประโยชน์ เพราะมะเร็งระยะเริ่มต้น การรักษาได้ผลดีมาก และเป็นการป้องกันมิให้ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้แนะนำ การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก ว่า เป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปในผู้ที่มีอาการปกติ เพื่อค้นหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัวโดยเฉพาะโรคมะเร็ง ทั้งนี้ เพื่อหวังผลในการรักษา เนื่องจากโรคมะเร็งสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากพบในระยะเริ่มแรกหรือยิ่งพบโรคได้เร็วเพียงใด ชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นเพียงนั้น

การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก มีหลักการ ดังนี้ 1.การสอบถามประวัติโดยละเอียด 2.การตรวจร่างกายโดยละเอียด และ 3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1.การสอบถามประวัติโดยละเอียดมีความสำคัญเนื่องจากอาจเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ช่วยในการวินิจฉัยได้ เช่น

1.1 ประวัติครอบครัว

มะเร็งส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคที่สืบเนื่องโดยตรงเกี่ยวกับพันธุกรรม แต่มีมะเร็งบางอวัยวะมีความโน้มเอียงที่จะเกิดในพี่น้องครอบครัวเดียวกัน เช่น มะเร็งตาบางชนิด มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

1.2 ประวัติสิ่งแวดล้อม

มีข้อสังเกตว่าสิ่งแวดล้อมบางอย่างเป็นเหตุส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสารกัมมันตภาพรังสีเป็นระยะเวลานานๆ อาจเป็นโรคมะเร็ง เม็ดเลือดขาวมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอื่น ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่ใช้ใยหินโดยไม่มีเครื่องป้องกันที่ดีเป็นเวลานานเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอด เป็นต้น

1.3 ประวัติส่วนตัว

อุปนิสัยและพฤติกรรมส่วนตัวของแต่ละบุคคลก็อาจเป็น เหตุสนับสนุนให้เกิดโรคมะเร็ง บางอย่าง เช่น

– ผู้ที่สูบบุรี่มาก ๆ เป็นระยะเวลานานๆ จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอด มากกว่า ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

– ผู้ที่มีประวัติการร่วมเพศตั้งแต่อายุน้อย มีประวัติสำส่อนทางเพศ , มีบุตรมากจะเป็น มะเร็งปากมดลูกได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยแต่งงาน

– ท้องอืด เบื่ออาหาร ผอมลงมาก

– เสียงแหบอยู่เรื่อย ๆ ไอเรื้อรัง

– หูด หรือปานที่โตขึ้นผิดปกติ

– การเปลี่ยนแปลงในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดไปจากปกติ

1.4 ประวัติเกี่ยวกับอาการเจ็บไข้ต่างๆ

-เป็นตุ่ม ก้อน แผล ที่เต้านม ผิวหนัง ริมฝีปาก กระพุ้งแก้มหรือที่ลิ้น

-ตกขาวมาก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ

-เป็นแผลเรื้อรังไม่รู้จักหาย

2.การตรวจร่างกายโดยละเอียด

ช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ แต่ในทางปฏิบัติ แพทย์ไม่สามารถจะตรวจร่างกายได้ทุกอวัยวะ ทุกระบบโดยครบถ้วน จึงมีหลักเกณฑ์ว่าในการตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรกนั้น ควรตรวจอวัยวะต่างๆ เท่าที่สามารถจะตรวจได้ คือ ผิวหนังและเนื้อเยื่อบางส่วน, ศีรษะและคอ, ทรวงอกและเต้านม, ท้อง, อวัยวะเพศ, ทวารหนักและลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง

3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจอื่นๆ

3.1 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ช่วยในการตรวจค้นหา การวินิจฉัย การรักษา รวมทั้งการติดตามผลการรักษา โรคมะเร็งด้วย ได้แก่ การตรวจเม็ดเลือด, การตรวจปัสสาวะ อุจจาระ, การตรวจเลือดทางชีวเคมี

3.2 การตรวจเอกซเรย์ (รวมทั้ง CT scan และ MRI)

มีประโยชน์ในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งบางชนิด ซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เช่น การเอกซเรย์ปอด เป็นวิธีการพื้นฐานอย่างหนึ่ง ในการตรวจสุขภาพ, การเอกซเรย์ทางเดินอาหาร ทำในรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร, การตรวจเอกซเรย์เต้านม เป็นการตรวจลักษณะความผิดปกติที่เต้านม

3.3 การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์

หลักสำคัญในการตรวจ คือ ให้ผู้ป่วยกลืน, ฉีดสารกัมมันตภาพรังสี บางชนิดสารดังกล่าว จะไปรวมที่อวัยวะบางส่วน แล้วถ่ายภาพตรวจการกระจายของสารกัมมันตภาพรังสีนั้นๆ เช่น การตรวจเนื้องอกของต่อมไทรอยด์, สมอง, ตับ, กระดูก เป็นต้น

3.4 การตรวจโดยใช้เครื่องมือพิเศษเช่น การส่องกล้อง

เพื่อดูลักษณะเยื่อบุภายในของอวัยวะบางอย่าง เช่น หลอดลม หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ เป็นต้น

3.5 การตรวจทางเซลล์วิทยา และพยาธิวิทยา

การตรวจทางเซลล์วิทยา เป็นวิธีการตรวจหา มะเร็งระยะเริ่มแรกของอวัยวะต่างๆ เช่น

-การขูดเซลล์จากเยื่อบุอวัยวะบางอย่างให้หลุดออกมา เช่น ปากมดลูก, เยื่อบุช่องปาก เป็นต้น

-เก็บเซลล์จากแหล่งที่มีเซลล์หลุดมาขังอยู่ เช่น ในช่องคลอด ในเสมหะ

3.6 การตรวจเนื้อเยื่อทางพยาธิ-วิทยา

เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรคมะเร็ง โดยการตัดเนื้อเยื่อจากบริเวณที่สงสัย ส่งตรวจละเอียดโดยกล้องจุลทรรศน์ อนึ่ง โรคมะเร็งอาจเกิดกับอวัยวะต่างๆ กัน มะเร็งบางอวัยวะอาจตรวจวินิจฉัยได้ง่าย บางอวัยวะตรวจได้ยาก แต่มีข้อสังเกตว่ามะเร็งที่พบได้บ่อยๆ ในประเทศของเรา เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรง มะเร็งช่องปาก เป็นโรคที่ตรวจวินิจฉัยได้ไม่ยาก ถ้าสนใจตรวจสุขภาพเป็นประจำ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การแก้ไขปัญหาแผลเป็นจากสิว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/669285

LIFE & HEALTH : การแก้ไขปัญหาแผลเป็นจากสิว

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.45 น.

ใครๆ ก็ชื่นชอบการมีผิวพรรณเรียบเนียนสวยงาม ในคนที่เข้าสู่วัยรุ่นย่อมเคยผ่านปัญหาการเกิดสิวบนใบหน้าทั้งสิ้น มีหลายคนสูญเสียความมั่นใจจากปัญหาหลังจากเกิดสิวที่สร้างความกังวล เพราะการเกิด “หลุมสิว” ทำให้ผิวหน้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากผิวที่เคยเรียบเนียนก็กลับเป็นหลุมบ่อ ถึงแม้แต่งหน้ากลบ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ปะจำศูนย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า รอยแผลเป็นจากสิวเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของผิวหนังชั้นหนังแท้ ซึ่งประกอบด้วยรูขุมขน และต่อมไขมัน เป็นต้น เมื่อกระบวนการอักเสบเสร็จสิ้น โครงสร้างผิวหนังเดิมจะถูกเปลี่ยนแปลงไป หรือมีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ที่เป็นพังพืดขึ้นแทนที่ ทำให้เกิดรอยบุ๋ม เป็นคลื่น หรือ รอยนูน ซึ่งรอยแผลเป็นจากสิว (acne scar) แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

1.รอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมซึ่งรอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมมีหลายประเภท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะขอบเขตของแผล ก้นของแผล และความลึกของแผล ได้แก่

l Ice Pick Scar รอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมที่เกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตัน ลักษณะจะเป็นรอยหลุมแคบ ก้นของแผลจะแหลม ด้านข้างของแผลจะชัน คล้ายรูปกรวย ขนาดไม่เกิน 0.5 มม.

l Pitted Scar รอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมที่มีขอบเขตชัดเจนก้นของแผลจะตื้นและไม่แหลมเหมือน Ice Pick Scar

l Boxcar scar รอยแผลเป็นหลุมจากสิวที่มีความกว้างปากหลุม และก้นหลุมเท่ากัน มักเกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่ หรืออีสุกอีใส เป็นรอยหลุมลึก
ขอบชัด ขนาด 3-4 มม.

l Rolling Scars รอยแผลเป็นหลุมจากสิวที่มีลักษณะกว้างและตื้น คล้ายกระทะก้นแผลจะดูไม่เรียบ เกิดจากสิวอักเสบขนาดใหญ่ที่เกิดการยุบตัวลงของผิว

2.รอยแผลเป็นจากสิวชนิดนูน (keloid and hypertrophic scar) เป็นรอยแผลเป็นนูนที่มีลักษณะค่อนข้างแข็งมักมีสีชมพูหรือสีเดียวกับผิวหนัง 

การรักษารอยแผลเป็นจากสิว 

ในปัจจุบันทางการแพทย์มีหลายวิธีในการรักษารอยแผลเป็นจากสิว ได้แก่

1.การใช้สารเคมีทาลงบนผิวหน้า (Chemical Peeling) เช่น Trichloroacetic acid (TCA), Alpha Hydoxy Acid (AHA),Tretinoin เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้รอยแผลเป็นจากสิวตื้นขึ้น เหมาะกับรอยหลุมสิวตื้น

2.ใช้แรงดันจากผงคริสตัลหรือเกร็ดอัญมณีไปขัดเอาผิวหนังชั้นตื้นๆออกไป และไปกระตุ้น ให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ รอยหลุมสิวจึงตื้นขึ้น (Skin Resurfacing Dermabrasion) ซึ่งสองวิธีนี้ต้องทำหลายครั้ง จึงจะเห็นผลที่แตกต่างจากเดิม

3.การใช้เครื่องมือที่มีเข็มขนาดเล็กจำนวนมาก นำมากลิ้งบนใบหน้า (Skin Needling) เทคนิคนี้จะทำให้เกิดรอยแผลขนาดเล็กบนใบหน้า แต่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลเจนใหม่ ทำให้รอยหลุมสิวตื้นขึ้น

4.Subcision หรือการใช้เข็มเบอร์ 18 สอดเข้าใต้ผิวที่มีหลุมเพื่อตัดผังผืดที่ดึงรั้งผิวไว้ออกไป ทำให้หลุมตื้นขึ้นโดยเฉพาะหลุมลึก ข้อดี คือเห็นผลเร็ว แต่อาจมีผลข้างเคียงคืออาการบวมแดงฟกช้ำหลังทำ แต่สามารถหายได้เอง

5.การฉีดสารเติมเต็มเข้าในบริเวณรอยหลุมสิว (Filler Injection) และการฉีดยาสเตียรอยด์ (Steroid Injection) ในการรักษารอยแผลเป็นนูน ทำให้รอบแผลเป็นนูนยุบลง

6.การผ่าตัด (Scar Excision) เป็นการรักษารอยแผลเป็นโดยตัดเอาแผลเป็นออกมา หลังจากนั้นจึงเย็บปิด

แม้ว่าการรักษาจะมีหลายวิธีแต่ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น การแก้ไขปัญหาหลุมสิวด้วยเลเซอร์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เช่น Nd-Yag Laser เป็นเทคนิคที่ใช้เลเซอร์ไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่, Fractional Erbium Glass laser (Fine scan laser) เป็นการใช้แสงเลเซอร์ ที่มีช่วงความยาวคลื่น 1,550 นาโนเมตรซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นเทคโนโลยี ประเภท Semi ablative fractional laser คือสามารถทำการรักษาแบบปราศจากการเปิดปากแผลโดยไม่ตัดเจาะทำลายผิวหนังเหมือนเลเซอร์ชนิดอื่น และ Fractional Carbondioxide laser เทคโนโลยีในการใช้ CO2 Laser ร่วมกับ Fractional Photothermolysis เพื่อกระตุ้นการสร้างผิวใหม่ ด้วยการปล่อยคลื่นแสงในช่วง 10,600 นาโนเมตร ลงสู่ใต้ผิวหนัง โดยจะลึกกว่า Fractional Erbium Glass laser, Fractional RF (นวัตกรรมการใช้พลังงานคลื่นวิทยุมาใช้ในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน) ซึ่งสามารถรักษารอยแผลเป็นหลุมได้ และ Picosecond laser ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดในการรักษารอยแผลเป็นชนิดหลุม

หากมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหลุมสิว ควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อพิจารณาใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับชนิดหลุมสิวหรือชนิดรอยแผลเป็นจากสิวของแต่ละคนต่อไป

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาที่ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ยากไร้ของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ปัจจุบันได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ใน รพ.กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ คือช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พักรวมไปถึงการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667737

LIFE & HEALTH : สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งเป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่าสาเหตุและปัจจัย เสี่ยงของการเกิดมะเร็งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทที่สำคัญ คือ

1.เกิดจากสิ่งแวดล้อม หรือภายนอกร่างกาย ซึ่งปัจจุบันนี้เชื่อกันว่ามะเร็ง ส่วนใหญ่ เกิดจากสาเหตุได้แก่

1.1 สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น สารพิษจาก เชื้อราที่มีชื่อ อัลฟาทอกซิน (Alfatoxin) สารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปิ้ง ย่าง พวกไฮโดรคาร์บอน (Hydro-carbon) สารเคมีที่ใช้ในขบวนการถนอมอาหารชื่อไนโตรซามิน (Nitosamine) สีผสมอาหารที่มาจากสีย้อมผ้า

1.2 รังสีเอ็กซเรย์ อุลตราไวโอเลตจากแสงแดด

1.3 เชื้อไวรัส ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสฮิวแมนแพบพิลโลมา

1.4 การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ

1.5 จากพฤติกรรมบางอย่าง เช่นการสูบบุหรี่และดื่มสุรา เป็นต้น

2.เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย เช่น เด็กที่มีความพิการมาแต่กำเนิด มีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น การมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องและภาวะ ทุพโภชนาการ เช่น การขาดไวตามินบางชนิด เช่น ไวตามินเอ ซี เป็นต้น จะเห็นว่า มะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้น มะเร็ง ก็น่าจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้เช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่นๆ (Hill R.P,Tannock IF,1987) ถ้าประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง และสารช่วยหรือให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเหล่านั้น เช่น งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงจากบริเวณที่มีควันบุหรี่ เป็นต้น สำหรับสาเหตุภายในร่างกายนั้นการป้องกันคงไม่ได้ผลแต่ทำให้ ทราบว่าตนเองจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงหรือมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ดังนั้น ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้เรื่องมะเร็งต่อไป กรณีที่เป็นมะเร็ง ได้ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะมีการตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่สำคัญมี 2 ข้อ คือ

l ข้อแรก คือ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อน ในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรคเป็นต้น รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัสเชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด

l ข้อที่สอง คือ ได้แก่ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน และภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง มีดังนี้

1.ผู้ที่สูบบุหรี่ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของระบบหายใจ ได้แก่ ปอด และกล่องเสียง เป็นต้น

2.ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถ้าทั้งดื่มสุราและสูบบุหรี่จัดจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปากและในลำคอด้วย

3.ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีสารพิษชื่อ อัลฟาทอกซิล ที่พบจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหาร เช่น ถั่วลิสงป่น เป็นต้น หากรับประทานประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ และหากได้รับทั้ง 2 อย่าง โอกาสจะเป็นมะเร็งตับมากขึ้น

4.ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ เยื่อบุมดลูก และต่อมลูกหมาก

5.ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และรับประทานอาหารที่ใส่ดินประสิวเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ

6.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอันเกิดจากความผิดปกติจากพันธุกรรมหรือติดเชื้อไวรัส เอดส์ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งของหลอดเลือด เป็นต้น

7.ผู้ที่รับประทานอาหารเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและส่วนไหม้เกรียมของอาหารเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่

8.ผู้ที่มีประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว อาทิ มะเร็งของจอตา มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดที่ เป็นติ่งเนื้อ เป็นต้น

9.ผู้ที่ตากแดดจัดเป็นประจำจะได้รับอันตรายจากแสงแดดที่มีปริมาณของแสงอุลตราไวโอเลตจำนวนมาก มีผลทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งในเด็ก..โรคร้ายที่ยังมีหวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/666357

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งในเด็ก..โรคร้ายที่ยังมีหวัง

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเป็นหรือเกี่ยวข้องกับโรค “มะเร็ง” เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าโรคนี้อันตรายร้ายแรง และมีอัตราการตายที่สูงมากเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเด็กก็เป็นโรคมะเร็งได้ นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ
ที่ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้จะพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใส เช่นเดียวกับเด็กที่ปกติ และเติบโตเป็นกำลังของชาติ ต่อไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กมีอุบัติการณ์ในแต่ละปีสูงถึง 1,000 รายซึ่งมีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี โดยโรคมะเร็งเด็กที่พบมากที่สุดคือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวร้อยละ 30 รองลงมาคือโรคมะเร็งสมองร้อยละ 20 โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ร้อยละ 15 โรคมะเร็งต่อมหมวกไต ร้อยละ 10 ส่วนโรคมะเร็งไตโรคมะเร็งกระดูกและกล้ามเนื้อลาย โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งลูกนัยน์ตา และโรคมะเร็งอื่นๆ พบในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ ร้อยละ 5

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในเด็กส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ พบแค่ประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้นที่อาจมาจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคมะเร็งจอภาพตาของนัยน์ตา ส่วนโรคมะเร็งในเด็กชนิดอื่นยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ไม่เหมือนกับโรคมะเร็งในผู้ใหญ่สามารถบอกสาเหตุได้และป้องกันได้ เช่น บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น สารพิษต่างๆ หรือรังสีที่พบว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งในเด็ก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูว่าดีหรือไม่ดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทุกๆเซลล์มีลักษณะคล้ายคลึงกันในคนๆ เดียวกันจึงตอบสนองต่อการรักษาเหมือนกันและตอบสนองได้ดีมาก ซึ่งแตกต่างจากเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งมากกว่า ทำให้เซลล์มะเร็งมีความแตกต่างกันในคนๆ เดียวกัน จึงทำให้การตอบสนองต่อการรักษาไม่ค่อยดีและแตกต่างกันไปในแต่ละคน

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเด็ก แบ่งเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยร้อยละ 80 ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML) ซึ่งในปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตที่หมายถึงการหายขาดจากโรคของ ALL มีได้ประมาณร้อยละ 80 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ส่วน AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 50 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เช่นเดียวกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวสำหรับอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็ง เช่น มีอาการ ซีด ไข้ และเลือดออกง่าย โดยเฉพาะตามใต้ผิวหนังจะเห็นเป็นจ้ำเลือดตามแขน ขา ตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองโต เนื่องจากไขกระดูกเต็มไปด้วยเซลล์มะเร็ง จึงไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติได้ รวมทั้งเม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่าย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการซีดหรือมีจุดเลือดออกตามเนื้อตามตัวไม่ใช่ทุกรายที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เพราะอาการดังกล่าวอาจมาจากการขาดธาตุเหล็กหรือโรคธาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ ฉะนั้นเมื่อมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจอาการให้แน่ชัดเพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

การรักษาโรคมะเร็งในเด็ก

สำหรับผู้ป่วยแต่ละรายจะใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 1-3 ปี แล้วแต่ชนิดของโรคมะเร็ง ซึ่งโอกาสที่จะหายขาดจากโรคมะเร็งในเด็กจะมีมากกว่าผู้ใหญ่เพราะการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก จึงตอบสนองการรักษาได้ดีมาก โดยทั่วไปมีอัตราการหายขาดและรอดชีวิตประมาณร้อยละ 75 ซึ่งหลังจากหยุดการรักษาไปอย่างน้อย 5 ปีแล้วไม่มีโรคกลับอีกจึงถือว่าผู้ป่วยหายขาด สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ไม่เป็นบุคคลทุพพลภาพ ส่วนใหญ่การรักษาโรคมะเร็งในเด็กจะใช้การรักษา 4 วิธี ด้วยกันคือ

1.การผ่าตัด ในรายที่มะเร็งมาด้วยลักษณะที่เป็นก้อน

2.การให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้

3.การฉายแสง ด้วยเครื่องมือการฉายแสงที่สามารถยิงรังสีลงตรงไปที่ตัวก้อนเนื้องอก โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะข้างเคียง

4.การปลูกถ่ายไขกระดูก สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีโรคกลับที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษารายละประมาณ 800,000-1,500,000 บาท และผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อประมาณ 1-2 เดือนเพื่อรอให้เม็ดเลือดต่างๆ สร้างได้ตามปกติจึงจะออกมาจากห้องปลอดเชื้อได้

วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกคือการช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ ซึ่งวิธีการนี้ไม่ต้องผ่าตัดหากแต่เป็นการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูง ซึ่งอาจใช้ร่วมกับการฉายแสงเพื่อทำลายไขกระดูกเดิม จากนั้นนำเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) มาจากไขกระดูกบริเวณกระดูกสะโพกด้านหลังของผู้ให้ไขกระดูกมาให้กับผู้ป่วยทางเส้นเลือดเพื่อที่เซลล์เหล่านั้นจะเข้าไปในไขกระดูกและสร้างเซลล์เม็ดเลือดตามปกติ ทั้งนี้การดูดไขกระดูกไม่ได้เกี่ยวกับไขสันหลังดังนั้น วิธีการนี้จึงไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต นอกจากนี้ การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกยังสามารถใช้เพื่อการรักษาโรคที่มีความผิดปกติของกระดูกอื่นๆ เช่น โรคธาลัสซีเมีย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..»ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2- 08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมนี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ