LIFE & HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/526350

LIFE&HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ

LIFE&HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใครๆ ก็อยากดูหน้าใสปิ๊งไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็อยากมีผิวเหมือนผิวเด็ก แต่เราต้องเรียนรู้ปัจจัยที่ทำให้ผิวไม่ใสกันก่อนข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากรธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า ในวัยเด็ก ถ้าไม่ได้เป็นโรค ผิวจะใสเต่งตึงเรียบเนียน แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน ต่อมไขมันผลิตเพิ่ม สิวเริ่มขึ้น เมื่อหายก็อาจเป็นรอย ทำให้ผิวไม่ใสปิ๊งแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว ได้แก่ (1) กรรมพันธุ์ คนที่พ่อแม่เป็นสิวมากก็มีโอกาสเป็นสิวง่ายกว่า (2) ฮอร์โมน ผู้ที่มีฮอร์โมนเพศสูง
มีโอกาสเป็นสิวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนในตัวหรือภายนอก อาหารหลายอย่างมีผลกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ของหวาน แป้ง อาหารที่มีเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมน อาหารพวก fast food (3) การอุดตันของรูขุมขนจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง ความผิดปกติของผิวชั้นนอก (4) แบคทีเรีย ปัจจุบันพบว่าแบคทีเรีย Cutibacterium acne หรือที่รู้จักว่า P.acne สามารถกระตุ้นให้ผิวหนังหลั่งสารมาทำให้อุดตันได้ และทำให้เกิดการอักเสบ หรือทำลายคอลลาเจนให้เป็นแผลเป็นได้

สำหรับวัยที่ช่วงวัยรุ่น จะเริ่มมีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย ทำให้เผชิญกับแสงแดด ที่เป็นตัวร้ายทำลายผิว โดยเริ่มส่งผลทำให้หน้าหมองคล้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแสงแดดนั้นมีผลตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ตอนเด็กอาจจะยังไม่สนใจมากเท่าไหร่ พบว่าความเสื่อมของผิวจะเกิดตามอายุเพียงแค่ 20%แต่ความเสื่อมของผิวที่เกิดจากแสงแดดและสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ เช่น มลภาวะ ความเครียด ควันบุหรี่ เป็นต้นสิ่งเหล่านี้จะทำลายผิวได้ถึง 80% ส่งผลให้ผิวเกิดกระ ผิวหมองคล้ำ และเกิดเป็นฝ้าได้ง่าย

เมื่อย่างเข้าวัยสูงอายุแล้ว ฮอร์โมนเริ่มถดถอยไม่สมดุลเป็นเหตุให้ผิวแห้ง แพ้ง่าย เป็นฝ้าง่าย บวกกับผิวที่เปลี่ยนแปลงตามวัยแล้วยิ่งทำให้ผิวไม่ใสแล้ว

ทำอย่างไรให้ผิวใสอยู่เสมอ

การจะมีผิวใสอยู่เสมอได้ ต้องเริ่มต้นที่การดูแลตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อป้องกันการเสื่อมของผิวรวมทั้งการรักษาสิวตั้งแต่เริ่มต้นอย่าปล่อยให้เป็นมากๆ ถึงจะไปรักษาสิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วง 10.00- 14.00 น. ที่มีค่า UV index สูงปัจจุบัน เราสามารถดูค่า UV index จากโทรศัพท์มือถือได้แล้ว ถ้าไม่จำเป็นในกรณีที่ค่า UV indexมีมากกว่า 10 ก็ไม่ควรออกไปด้านนอกแต่ถ้าจำเป็นควรสวมหมวกปีกกว้าง กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว ป้องกันดวงตาด้วยแว่นกันแดด ถ้าไม่สะดวกในอุปกรณ์ป้องกัน ควรใช้ยากันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า 30 ควรมีการ
ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่เหงื่อออกมาก

สำหรับเทคโนโลยีเกี่ยวกับการป้องกันแสง นอกจากการทาผลิตภัณฑ์กันแดด ปัจจุบันมีการใช้อาหารเสริมที่ลดการเกิดอนุมูลอิสระ หรือยากันแดดแบบรับประทานซึ่งออกฤทธิ์ ลดการอักเสบเมื่อโดนแดด มีการทดลองในห้องแล็บได้ผลดีแต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ค่าปกป้องแสงแดดไม่ได้สูงมาก ถ้าใช้ก็ต้องมีการกันแดดเพิ่มด้วยเช่นกัน

การใช้เครื่องมือช่วยผลักสารประเภทวิตามินและสารบำรุงผิว ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ผิวใสได้ดีกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เช่น การใช้คลื่นไฟฟ้า ผลักยาที่ละลายในน้ำให้เข้าสู่ผิวหนัง (Iontophoresis) การใช้คลื่นเสียง (phonophoresis) การใช้คลื่นไฟฟ้าทำให้ผิวมีช่องว่างให้ยาเข้าไป (Electroporesis) ปัจจุบันมีการศึกษาการทำ Fractional laser ด้วยความแรงต่ำๆเพื่อเอายาเข้าผิวหนัง ซึ่งอาจจะใช้ในการนำยาชาโดยไม่ต้องฉีด และในอนาคตอาจจะนำมาใช้ผลักสารโบท็อกซ์โดยไม่ต้องใช้การฉีด ก็อาจเป็นได้ด้วย

การฉีดสารเข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้หน้าใส (Mesotherapy) เป็นศาสตร์ในการรักษาปัญหาความงามที่ใช้กันมา 100 ปีแล้ว เป็นที่นิยมมากทางยุโรป โดยมีหลักการ คือการใช้เข็มเล็กๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในผิวชั้นใน เรียก “เมโส” มาจากคำว่าMesoderm การฉีดมีได้หลายเทคนิค เช่น ใช้เข็มสั้นๆ แบบสะกิด หรือฉีดตื้นๆ เป็นตุ่ม หรือฉีดใต้ผิวหนัง ใช้ได้ทั้งการฉีดผิวหน้า ฉีดหนังศีรษะกระตุ้นให้ผมขึ้น ฉีดลดไขมัน
แต่ปัญหาของการใช้การรักษากลุ่มนี้คือ สารที่ใช้ฉีดไม่ได้รับการรับรองจาก สนง.คณะกรรมการอาหารและยา ให้ใช้สำหรับฉีด ผลการรักษาก็ไม่แน่นอนและยังไม่มีงานวิจัยรองรับอย่างมีระบบ

ส่วนการฉีดสารเติมเต็ม Filler สารเติมเต็มทำมาจากสารไฮยาลูโรนิก hyaluronic acidมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้มาก มีการนำสารเติมเต็มที่สำหรับเติมชั้นตื้นมาฉีดทำให้หน้าใสได้

ปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยเรื่องผิวจำนวนมากที่สามารถทำให้ผิวใสได้ โดยขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องมือ ตามความเข้าใจของคนทั่วไปอาจจะแยกไม่ออกว่าเครื่องไหนเป็น เลเซอร์ LASER (Light amplification by stimulated emission of radiation) หรือเป็นแสง (Intense pulse light, IPL)หรือคลื่นวิทยุ (Radiofrequency) คลื่นเสียง (High intensity focus ultrasound หรือ HIFU) อาจจะเข้าใจว่าเป็นเครื่องเลเซอร์หมด ฉะนั้นก่อนที่จะไปรับบริการหรือรักษาควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าจะทำเครื่องอะไรต้องเตรียมตัวอย่างไรทั้งก่อนทำและหลังทำ ว่าล้างหน้าได้ไหม ต้องหลบแดดหรือไม่ ห้ามทานยาหรืออาหารเสริมอะไรก่อนไหม และผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไรบ้าง สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

ผลของการรักษาด้วย เทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นกับตัวเครื่องที่ต้องได้มาตรฐาน ผ่านการขึ้นทะเบียนของสนง.คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แพทย์ผู้ใช้เครื่องมือต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือนั้นๆ และสามารถแก้ไขได้ถ้าเกิดผลข้างเคียงกับ ตัวผู้รับบริการด้วย

สุขภาพผิวที่ดี ต้องอยู่ในสุขภาพกายและใจที่ดีด้วยดังนั้น ถ้าอยากมีผิวใส ต้องอย่าลืม ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่มีมลภาวะ รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ สูง ไขมันต่ำ ดื่มน้ำมากหน่อย ไม่เครียด อารมณ์ดีมองโลกในแง่บวก รวมกับเทคโนโลยี จะช่วยให้ผิวดูสวยใสตลอดไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ชะลอวัยสุขภาพดีดูอ่อนเยาว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524792

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ชะลอวัยสุขภาพดีดูอ่อนเยาว์

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ชะลอวัยสุขภาพดีดูอ่อนเยาว์

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.15 น.

ยุคนี้แม้คนอายุมากก็ยังดูดีมีความสุข การดูเป็นหนุ่มสาวมีสุขภาพดีและดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง ช่วยให้เชื่อมั่นในชีวิตและทำงานได้จนเกิดความสำเร็จ หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า โภชนาการชะลอวัยที่คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าเป็นการกินอย่างไรไม่ให้แก่ก่อนวัย แต่แท้จริงแล้ว ยังรวมถึงการกินอย่างไรให้สุขภาพดี และอายุยืนด้วย ดังนั้นการชะลอวัยที่ดีควรจะชะลอความชราทั้งภายนอกร่างกายคือผิวพรรณ และความชราภายในร่างกายคือความเสื่อมของเซลล์อันนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล แนะนำว่า อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดูแลสุขภาพ การเลือกกินอาหารที่ถูกต้อง เพียงพอและเหมาะสม ก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี รวมทั้งช่วยในการชะลอความชราได้ ทั้งนี้ควรต้องลด ละ เลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัดประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลสูง รวมทั้งไขมันทรานส์ ที่เป็นศัตรูร้ายทำลายความอ่อนเยาว์

มีงานวิจัยถึงความสัมพันธ์ของการกินอาหารชนิดต่างๆ กับการเกิดริ้วรอย พบว่า การกินปลา ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ และน้ำมันมะกอก (ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว) มีความสัมพันธ์กับริ้วรอยที่ลดลง ในขณะที่มาการีน เนย นม น้ำตาล มีความสัมพันธ์กับริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการกินอาหารประเภทผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์ประเภทปลา และน้ำมันที่เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว อาจช่วยในการบำรุงผิวและช่วยชะลอความชราทางด้านผิวพรรณได้

นอกจากนี้การกินอาหารที่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระก็จะช่วยในการชะลอความชราของผิวได้ โดยจากการทบทวนหลักฐานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า สารอาหารและสารพฤกษเคมีที่มีศักยภาพในการชะลอความชราทางด้านผิวพรรณ ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินอี (Vitamin C & E) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอยแห่งวัย, ซีลีเนียม (Selenium) เป็น Co-factor ของกลูต้าไธโอน และทำงานร่วมกันวิตามินอี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเซลล์ผิว, สังกะสี (Zinc) เป็น Co-factor ของ Anti-oxidant enzyme ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว, คาร์โรทีนอยด์ (Carotenoid) ได้แก่ เบต้า-แคโรทีน (b-Carotene) ไลโคปีน (Lycopene) แอสตาแซนทีน (Astaxanthin) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันและลดริ้วรอยแห่งวัย, ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) มีคุณสมบัติเป็นไฟโตรเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ช่วยชะลอความชราด้านผิวพรรณโดยป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจนกระตุ้นกระบวนการ Fibroblast proliferation และป้องกัน Lipid peroxidation ของเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวเรียบเนียน เต่งตึง ริ้วรอยลดลง

สำหรับไลฟ์สไตล์ที่ช่วยชะลอวัยทำให้มีสุขภาพดีดูอ่อนเยาว์ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะนำเคล็ดลับที่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ดังนี้

• อารมณ์ดีเป็นประจำ จากการศึกษาวิจัยที่ยาวนานถึง 75 ปีของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาที่เชื่อถือได้ว่าสามารถทำให้คนเรามีอายุยืนยาวได้เพราะนอกจากช่วยให้เรารู้สึกเป็นสุขแล้ว ยังมีผลต่อการทำงานของร่างกายและจิตใจ

• หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น.เพราะเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่ม ใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15ขึ้นไป โดยทาครีมก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที อย่างไรก็ตาม การออกไปอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาแดดอ่อนตอนเช้าหรือตอนเย็นอย่างน้อยวันละ 15 นาที ก็จะทำให้เราได้รับการกระตุ้นการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดอย่างเพียงพอ

• ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม ที่มีกาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้านเกิดริ้วรอยได้ง่าย

• ดูแลสุขภาพผิว การดูแลรักษาความสะอาดและรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ควรใช้น้ำเย็นลูบหน้าแทนน้ำอุ่นช่วยให้รูขุมขนไม่กว้างเกินและอย่าถูแรงๆ เพราะจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอย อย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืนโดยไม่ทำความสะอาด

• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 5 วัน เช่น เดินเร็ว วิ่งว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ถ้าเวลาน้อยมีวิจัยพบว่า ออกกำลังกายในวันเสาร์อาทิตย์วันละ 75 นาที ก็ให้ผลใกล้กันหรือถ้าไม่มีเวลาว่างจริงๆ การเดินหลังอาหารทุกมื้อครั้งละ 10 นาทีก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้าง Growth Hormone ได้ดีเช่นกัน

• เข้านอนสี่ทุ่มและหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด จะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอและปรับสมดุลฮอร์โมน ถ้าไม่อยากแก่เร็วและอายุยืน อย่านอนดึกจนเกินไป

• มีเพื่อนวัยทีน การอยู่ในกลุ่มคนที่อ่อนวัยกว่า แต่ไม่อ่อนกว่ามากจนเกินไปนั้นจะช่วยให้คุณมีหัวใจวัยรุ่นมีความสดใสน่ารัก มองโลกในแง่ดีไม่คิดมาก กล้าได้กล้าเสีย ชอบแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน เรียนรู้อยู่เสมอแล้ว สามารถที่จะปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

• ปรับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวลองหาเสื้อผ้าแบบใหม่ๆ สีสันสดใสมาใส่ มามิกซ์แอนด์แมทช์กับรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า และเครื่องประดับต่างๆ ซึ่งอาจจะเหมาะกับคุณยิ่งกว่าแบบเดิมและยังช่วยกระชากวัยและไม่ตกยุค แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมด้วย

• มีชีวิตอยู่ด้วยความรักไม่เฉพาะคนรักเท่านั้นแต่อาจเป็นความรักในครอบครัว เพื่อนสัตว์เลี้ยง กิจกรรมที่ช่วยเหลือผู้อื่น หรือการมีจิตอาสาช่วยสังคมด้วยความรัก ฯลฯ

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ก็จะช่วยให้ร่างกายไม่ร่วงโรยไปตามวัยแล้วยังดูเด็กลงจนใครๆต้องมองเหลียวหลังอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้าใจการชะลอวัยแบบปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สอบรมเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดีจงสุวัฒน์, ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนาและ พล ตัณฑเสถียร โดยจะอบรม 4 วัน คือวันเสาร์-อาทิตย์ที่21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้รายละเอียดที่ 089-1428990 หรือ www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สร้างดุลยภาพชีวิต…ช่วยพิชิตความแก่ชรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521702

LIFE & HEALTH : สร้างดุลยภาพชีวิต...ช่วยพิชิตความแก่ชรา

LIFE & HEALTH : สร้างดุลยภาพชีวิต…ช่วยพิชิตความแก่ชรา

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแก่ชรานั้นอาจจะเป็นการแก่ชราตามวัยและการแก่ชราก่อนวัยที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ฝืนนาฬิกาชีวิตที่มีมาตั้งแต่เกิด รวมทั้งการใช้งานร่างกายมากและพักผ่อนน้อย นอกจากนี้ ปัจจัยของสารพิษในบรรยากาศที่แวดล้อมอยู่ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี คลื่นพลังงานต่างๆ และรังสียูวีจากนอกโลก ก็ล้วนมีผลต่อการแก่ชราของเราทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ดุลยภาพของชีวิต เป็นความสมดุลย์ของชีวิตที่เกิดจากการหลอมรวมของไลฟ์สไตล์ที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวแบบไร้รอยต่อของการงาน ครอบครัว สังคมและสุขภาพ ความแก่ชราของคนเรานั้นเกิดจากหลายปัจจัย อันได้แก่ ปัจจัยภายในจากกรรมพันธุ์ ปัจจัยภายนอกอันได้แก่ สิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของร่างกายของคนเรา

มีงานวิจัยทางการแพทย์หลากหลายที่มีมาเป็นเวลานานแล้วซึ่งได้ผลสรุปตรงกันว่า ไลฟ์สไตล์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการแก่ชรา การมีไลฟ์สไตล์ที่ดีมีผลดีหลากหลายต่อทั้งสุขภาพในระดับยีนหรือกรรมพันธุ์ ช่วยลดปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือดรวมทั้งช่วยเผาผลาญ ช่วยลดความเครียด ส่งเสริมการผ่อนคลาย ทำให้มีอารมณ์ดี คิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

การหลอมรวมไลฟ์สไตล์ที่ดีเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อหรือที่เรียกว่าบูรณาการไลฟ์สไตล์ จึงน่าจะเป็นแนวทางที่ควรยึดถือปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะมีอายุที่ยืนยาว มีสุขภาพดี และมีพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มที่ตัวเราเอง ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ที่ดีดังนี้

1.กินตามนาฬิกาชีวิต นาฬิกาชีวิตที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นบ่งบอกว่าตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพบกับแสงแดด ต้องเริ่มด้วยการรับประทาน อาหารเช้าเพราะมีข้อมูลทางการวิจัยบ่งบอกว่าฮอร์โมนอินซูลินจะสร้างตามแสงสว่างและมืด เมื่อมีแสงสว่างจะมีการสร้างและเมื่อมืดก็จะหยุดสร้าง ซึ่งหมายความว่า คนที่กินอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากใน อาหารค่ำที่กินหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วจะไม่มีฮอร์โมนอินซูลินเพียงพอที่จะนำเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน จึงพบว่าคนที่ไม่กินอาหารเช้าและกินอาหารค่ำหนักนั้นจะเป็นโรคอ้วนง่ายเนื่องจากน้ำตาลไม่ได้รับการเผาผลาญทำให้มีระดับสูงในกระแสเลือดรวมทั้งเปลี่ยนเป็นไขมัน ขณะเดียวกันก็ไม่มีการเผาผลาญไขมันในขณะนอนหลับด้วยเพราะร่างกายได้พลังงานจากอาหารค่ำมื้อหนักเพียงพอแล้ว และผลร้ายที่ตามมาก็คือจะเกิดโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองตีบตันฯลฯ มีงานวิจัยยืนยันว่าการกินอาหารเช้ามื้อแรกเวลา 07.00 น. และหยุดการรับประทานอาหารหลัง 17.00 น. นั้นจะได้ผลดีที่สุดในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ที่ทำให้แก่ก่อนวัย ถ้ายังทำไม่ได้ด้วยสาเหตุประการใดก็ตามก็ควรจะต้องพยายาม ปรับเปลี่ยนตามหลักการนี้

2.ประสานการออกกำลังกายเข้ากับการงาน ถ้าสามารถประสานการออกกำลังกายกับการทำงานในที่ทำงาน หรือที่บ้านจะลดเวลาที่ใช้ในการเดินทางและมีเวลาที่จะใช้ในการออกกำลังกายที่บ้านได้มากขึ้น หลักการง่ายๆ ก็คือ อย่านั่งโต๊ะทำงานนานเกิน 60 นาที ควรหยุดเพื่อออกกายบริหารกล้ามเนื้อต้นคอและลำตัวเพื่อป้องกันการปวดคอ ปวดหลังจนเกิด office syndrome ที่เป็นกันมากในยุคนี้ การออกไปเดินสัก 10 นาทีทุก 2-3 ชั่วโมงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันโดยเฉพาะถ้าหลังจากมื้ออาหารทุกมื้อ จะช่วยลดระดับของน้ำตาลในเลือดลงได้ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน การออกกำลังกายแบบพอประมาณไม่หนักมาก ก่อนและหลังเวลาทำงานก็ให้ผลดีในการป้องกันโรค office syndrome แถมยังช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและปรับรูปร่างให้ดูดีด้วย สำหรับการทำสวนในบ้านนอกจากจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อแล้ว การออกมาอยู่ในที่โล่งแจ้งได้รับแสงแดดก็จะทำให้ร่างกายสามารถผลิตวิตามินดีได้มากขึ้นช่วยในด้านการเพิ่มภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมทั้งฮอร์โมนเพศอีกด้วย

3.นอนหลับพักผ่อนและทำงานตามนาฬิกาชีวิต หลักการที่สำคัญ คือ เริ่มทำงานในตอนเช้าเมื่อมีแสงอาทิตย์ และเลิกงานตอนเย็นเมื่อแสงสว่างในเวลากลางวันหมดไป เพราะเมื่อมีแสงอาทิตย์ต่อมไพเนียลในสมองจะเริ่มสร้างฮอร์โมนชื่อเซโรโทนินที่จะทำให้กระฉับกระเฉงและมีพลังที่จะทำงาน เมื่อแสงอาทิตย์หายไปต่อมไพเนียลจะเปลี่ยนเป็นผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาแทนเพื่อที่จะได้เข้าสู่โหมดของการพักผ่อนและระบบต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มทำการซ่อมแซมตนเอง

4.เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีทางด้านส่งเสริมสุขภาพให้เป็นประโยชน์ การใช้เทคโนโลยีในด้านการดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการรอเจ็บป่วยแล้วค่อยไปรักษาเป็น การดูแลรักษาสุขภาพตามลักษณะของแต่ละบุคคลเพื่อการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ตัวอย่าง เช่น การตรวจหายีนที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล หรือ Preventive Lifestyle Genetic Tests เริ่มมีบทบาทด้านสุขภาพในปรับเปลี่ยนวิถีทางการดำรงชีวิตแต่ละบุคลว่า ควรกินแบบใด เมื่อไร อย่างไร อาหารแบบไหน เสริมสารอาหารที่จำเป็นอะไรในปริมาณเท่าใด ควรออกกำลังกายแบบไหน เมื่อไร และถี่ห่างอย่างไร ควรพักผ่อนแบบใด เป็นต้น สำหรับการตรวจหายีนปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ ที่ป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงและอัมพฤกษ์ อัมพาต ปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม ความจำเสื่อม อวัยวะในระบบต่างๆเสื่อม ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งบางชนิดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตให้เป็นไปในแนวทางป้องกันซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้ 100% แต่การป้องกันและการตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรกก็ทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้น

5. ปรับสมดุลย์ของร่างกาย จิตใจ และปัญญาเข้าด้วยกันการเรียนรู้ที่จะใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา เรียนรู้การมีจิตใจที่ดีงาม การฝึกฝนจิตใจให้เป็นผู้รู้แจ้งและคิดด้วยปัญญา ใช้ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ในด้านต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดเป็นพลังในการดำเนินชีวิต การทำงาน การเข้าสังคม เรียนรู้ที่จะเป็นคนดี เรียนรู้ที่จะนำความดีของตนเองออกมาเมื่อเกิดความสมดุลย์ทางปัญญาและร่างกายจิตใจแล้วก็จะเกิดสุขภาวะ มีเทคนิคเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มากหลายซึ่งสามารถที่จะเรียนรู้และนำเอาความรู้ทางโลกและทางธรรมมาหลอมรวม เพื่อให้เกิดสภาพที่เป็นสุขหรือที่รู้จักกันในชื่อ Wellness

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็คือ การดำรงคงอยู่อย่างสมดุลย์กับธรรมชาติด้วยความสุข : Living Well The Wellness Ways

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับเสริมสร้างสุขภาพใจด้วยตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/520188

Life & Health : เคล็ดลับเสริมสร้างสุขภาพใจด้วยตัวเอง

Life & Health : เคล็ดลับเสริมสร้างสุขภาพใจด้วยตัวเอง

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลาที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้หันไปทางไหนก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย และพกพาเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อติดตัวเป็นอาวุธประจำกาย รวมถึงการเก็บตัวอยู่บ้านกลัวจะติดทั้งตนเองและครอบครัว ตลอดจนคนรอบข้างอยู่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุกด้าน แถมยังสร้างความวิตกกังวลในสังคมอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ชีวิตการทำงาน สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ หากเราเสพข้อมูลข่าวสารเหล่านี้มากเกินไปก็คงหนีไม่พ้นภาวะเครียด กดดัน หรือรู้สึกตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ เปิดเผยว่า การดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เนื่องจากสุขภาพจิตมีผลต่อความรู้สึก ความคิดและการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากเรามีสุขภาพจิตที่แข็งแกร่งก็จะสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตได้เป็นอย่างดีรวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนรอบตัวด้วย

ในทางกลับกัน หากเรามีสุขภาพจิตที่ไม่ดี นอกจากจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพกายด้วย ไม่ว่าจะเป็น อาการนอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารมากจนเกินไปอ่อนเพลีย ระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อยอาหารปั่นป่วน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง ไมเกรน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ดังนั้น การดูแลสุขภาพจิตของเราให้แข็งแรงและเบิกบานจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขมีสติปัญญาที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆ ซึ่งถาโถมเข้ามาในชีวิตได้เป็นอย่างดี และนี่คือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้จิตใจของคุณกลับมาเข้มแข็ง พร้อมสู้กับสถานการณ์แย่ๆ ได้อีกครั้ง โดยเริ่มต้นจากตัวเราดังนี้

อยู่ด้วยสติ การดำเนินชีวิตด้วยการอยู่กับร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างมีสติ โดยหมั่นสังเกตพฤติกรรม ความคิดของตัวเอง เพราะการหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองมากจนเกินไป เป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจอย่างยิ่ง ดังนั้น หากเริ่มคิดกังวล ฟุ้งซ่าน ให้กำหนดสติอยู่กับลมหายใจของตัวเอง ดึงตัวเองมาอยู่ที่ลมหายใจทุกครั้งเมื่อรู้สึกตัว ก็จะช่วยลดความวิตกกังวลใจต่างๆ ออกไปได้และมีความสงบเพิ่มมากขึ้น

ดึงตัวเองให้หลุดพ้น เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ากำลังจมอยู่กับความคิดแย่ๆ หรืออะไรที่ทำให้เครียดก็หลีกเลี่ยงซะ ลองหยุดพักและให้เวลากับตัวเอง แค่สั้นๆ เพียง 5 นาที โดยไม่เอาใจไปจดจ่อกับสิ่งนั้นๆ หรือทำบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ เช่น รับประทานช็อคโกแลตสักชิ้น อ่านข้อความที่ให้กำลังใจ โทรศัพท์ไปหาเพื่อนหรือคนที่คุณรัก ออกไปเดินเล่น ปลูกต้นไม้สักต้น ฯลฯ ไม่สำคัญว่าสิ่งดีๆ นั้นจะเป็นอะไร ขอเพียงแต่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น เพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากความท้อแท้ ผิดหวังความคิดลบนั้นๆ เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว จึงค่อยพาตัวเองกลับมาใช้ชีวิตตามปกติต่อไป  

เปลี่ยนมุมมองเป็นแง่บวก  ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะมองเห็นแต่ความทุกข์จากปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มมีความคิดด้านลบ ให้รีบถอนตัวออกมาทันทีและเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่เปลี่ยนเรื่องเครียดๆ ที่เจอ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการมองอีกด้านหนึ่งในแง่บวก พร้อมเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็จะช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายลง ลดความวิตกกังวล แถมยังอาจจะพบเห็นโอกาสต่างๆ อีกมากมาย แล้วเราก็จะสามารถจัดการกับชีวิตให้ดีขึ้นต่อไปในวันข้างหน้าได้ไม่ยาก

ไม่ปล่อยให้ตัวเองเฉา ในช่วงที่เราไม่สามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนเดิม หรือออกไปไหน ทำอะไรไม่ได้นั้น อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเบื่อหน่าย ลองเปลี่ยนความสติแตกมาเป็นไอเดียอยู่บ้านให้แฮปปี้กันดีกว่า ด้วยการใช้ช่วงเวลานี้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ เช่น เราเคยซื้อหนังสือไว้หยิบมาอ่านดีไหม หรือหลังจากปล่อยให้บ้านรกมานานได้เวลาเคลียร์ให้เป็นระเบียบซะที หรือเป็นโอกาสที่จะได้ฝึกทักษะใหม่ๆ จากในยูทูป เช่น เรียนทำอาหาร ทำเบเกอรี่ งานศิลปะ ฯลฯ รวมถึงทำกิจกรรมที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น การเล่นกีฬา ดนตรี อ่านหนังสือ ดูหนัง ดูซีรี่ส์ ถือเป็นเรื่องที่ช่วยให้เราหันเหออกจากความรู้สึกแย่ๆ ได้เป็นอย่างดี

อย่าลืมว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวช่วงนี้อาจกลายเป็นเวลาสำคัญที่เราจะได้ใช้เวลาร่วมกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว หรือต่อให้คุณต้องอยู่ที่บ้านคนเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับใครได้ เพราะนอกจากโทรศัพท์แล้ว เรายังสามารถพูดคุยกันผ่านโซเชียลทั้งการแชต เล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ค คุยกันผ่านวิดีโอคอล ฯลฯ กับเพื่อนและครอบครัว เพื่อเป็นการลดความตึงเครียดจากตัวเอง และยังสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้ก้าวผ่านความยากลำบากในช่วงเวลาแบบนี้ไปได้

สวดมนต์ทำสมาธิ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างสุขภาพจิตที่ดีได้ เพราะเมื่อทำสมาธิจะทำให้เราเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจและมีสติกับเรื่องต่างๆ มากขึ้น แถมยังช่วยจัดการกับความเครียด ความกังวลได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย คุณอาจหาช่วงเวลาว่างๆ ตอนเช้า ตอนเย็นหรือก่อนนอนสักประมาณ 10-20 นาทีแค่ทำเป็นประจำ ก็จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีได้ รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบ

หากวันนี้คุณเหนื่อยล้า ท้อแท้ใจกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ขอให้นึกอยู่เสมอว่าทุกอย่างเริ่มจากใจและตัวเราเองหากเรามีวิธีคิดและรู้จักวิธีการรับมือที่ดี คุณก็จะมีจิตใจที่แข็งแกร่งพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข

สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมกับ ชมรมโภชนวิทยามหิดล จะจัดคอร์สอบรมเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับประเทศ ซึ่งจะจัดอบรมเสาร์อาทิตย์ 2 ครั้ง (4 วัน) คือวันที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้ รายละเอียดที่ 086-3100047 หรือ http://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับ..สุขภาพดีอ่อนเยาว์และอายุยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/518520

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับ..สุขภาพดีอ่อนเยาว์และอายุยืน

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับ..สุขภาพดีอ่อนเยาว์และอายุยืน

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในยุคนี้หลายคนแม้อายุมากก็ยังดูดีมีความสุข การดูเป็นหนุ่ม-สาว มีสุขภาพดีและดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง ช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นในชีวิตและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนเกิดความสำเร็จ ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะเคล็ดลับสุขภาพดีอ่อนเยาว์และอายุยืนยาว 10 ประการ ที่สืบต่อกันมายาวนานแล้วและมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันด้วย ดังนี้

1.อารมณ์ดี เคล็ดลับอันดับแรกนี้ได้รับการยืนยันจากการศึกษาวิจัยที่ยาวนานถึง 75 ปีของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาที่เชื่อถือได้ยืนยันว่าสามารถทำให้คนเรามีอายุยืนยาวได้เพราะนอกจากช่วยให้เรารู้สึกเป็นสุขแล้ว ยังมีผลต่อการทำงานของร่างกายและจิตใจ แถมยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ใบหน้ามากยิ่งขึ้น เลิกเอาคิ้วผูกโบ ทำหน้าเครียด ที่มีแต่ผลเสียและทำให้หน้าเรายิ่งดูแก่กว่าวัย

2.ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียงน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ6-8 แก้ว นอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายในแล้ว ยังช่วยชะล้างพิษ รวมทั้งทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้านเกิดริ้วรอยได้ง่าย

3.หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น.เพราะเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่มใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป โดยทาครีมก่อนออกแดดประมาณ30 นาที ควรเลือกชนิดกันน้ำและไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม อาจจำเป็นต้องทาซ้ำ หากต้องทำกิจกรรมที่ทำให้ครีมลบเลือนได้ง่าย นอกจากนั้นการหยีตายังเป็นการเพิ่มรอยตีนกาให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การออกไปอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาแดดอ่อนตอนเช้าหรือตอนเย็นอย่างน้อยวันละ 15 นาที ก็จะทำให้เราได้รับการกระตุ้นการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดอย่างเพียงพอช่วยให้ระบบร่างกายทำงานได้อย่างดี

4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำ จัดตารางให้ตัวคุณมาออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 5 วัน ด้วยการออกกำลังแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนและมีการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวหนังได้ดีขึ้น ช่วยขับของเสียออกทางเหงื่อช่วยให้ผิวพรรณแลดูสดใส เปล่งปลั่งและมีเลือดฝาด ที่สำคัญช่วยให้กระฉับกระเฉงกว่าคนในวัยเดียวกัน หน้าตาสดใส มีน้ำมีนวล เจ็บป่วยน้อยลง ทั้งยังช่วยรักษาน้ำหนักให้ได้มาตรฐานคงที่ มีการศึกษาวิจัยว่า การออกกำลังกายในวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 75 นาทีก็ให้ผลใกล้กัน หรือถ้าไม่มีเวลาว่างจริงๆ แล้ว การเดินหลังอาหารทุกมื้อครั้งละ10 นาที ก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนกันแก่ชราที่เรียกว่า Growth Hormone ได้ดีเช่นกัน

5.เข้านอนสี่ทุ่มและหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน การนอนหลับ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอของเราและยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ยิ่งเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่มและนอนหลับสนิทในห้องมืดที่ปราศจากการรบกวนจากแสงหรือคลื่นสื่อสารทั้งหลายไม่ว่าจะจากโทรศัพท์มือถือหรือจากสัญญาณไวไฟ ก็จะเป็นการนอนตามนาฬิกาชีวิตซึ่งจะมีผลต่อการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งส่งผลให้หลับลึก และโกรทฮอร์โมนหลั่งออกมา ถ้าไม่อยากแก่เร็วและอายุยืน อย่านอนดึกจนเกินไป

6.ผ่อนคลายสบายอารมณ์ ความเครียด มีผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ การผลิตฮอร์โมนกันแก่ชรารวมทั้งผิวพรรณ การที่คนเราแก่ก่อนวัยกันก็เพราะเครียดกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แถมยังกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายๆ และพลอยทำให้ใบหน้าไม่สดใสไปด้วย ดังนั้นจึงต้องหาวิธีผ่อนคลายหรือถอยตัวเองออกจากปัญหาที่กำลังประสบอยู่ชั่วคราว

7.คบเพื่อนวัยทีน การอยู่ในกลุ่มคนที่อ่อนวัยกว่า แต่ไม่อ่อนกว่ามากจนเกินไปนั้นจะช่วยให้คุณมีหัวใจวัยรุ่น มีความสดใสน่ารัก มองโลกในแง่ดีไม่คิดมาก กล้าได้กล้าเสีย ชอบแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน เรียนรู้อยู่เสมอแล้ว ยังได้ทำกิจกรรมแบบเด็กๆ ทำให้ได้สนุกมากขึ้น รับรองว่าคุณจะสามารถย้อนวัยได้หลายปีและมีความคิดอ่านเป็นหนุ่มสาวขึ้นและมีแนวคิดที่ทันสมัยไม่ตกยุค สามารถที่จะปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

8.ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรัก ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะคนรักเท่านั้น แต่อาจเป็นความรักในครอบครัว เพื่อน สัตว์เลี้ยง กิจกรรมที่ช่วยเหลือผู้อื่น หรือการมีจิตอาสาช่วยสังคมด้วยความรัก ฯลฯ เพราะความรักเป็นพลังบวกที่จะช่วยให้ดูสดชื่น สดใส มีความสุขกับชีวิต เปล่งประกายความสุขออกมา ไม่ดูเฉาเหมือนคนแก่ นอกจากนี้ การมีเพื่อนสนิท มีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาที่ดีที่ได้ทำกิจกรรมและหัวเราะร่วมกัน เมื่อมีสุขภาพจิตดีแล้ว อายุก็จะยืนยาวตามไปด้วยอย่างแน่นอน

9.เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวแบบใหม่ๆ อินเทรนด์ตามแฟชั่น ลองหาเสื้อผ้าสีสันสดใสมาใส่ มามิกซ์แอนด์แมทช์กับรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า และเครื่องประดับน่ารักๆซึ่งมันอาจจะเหมาะสมกับคุณยิ่งกว่าแบบเดิม ที่สำคัญยังช่วยกระชากวัยและไม่ตกยุค แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมด้วย

10.ดูแลสุขภาพผิว การดูแลรักษาความสะอาดและรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้นเป็นรากฐานของความอ่อนเยาว์และดูดี การล้างหน้าจะเป็นการขจัดน้ำมัน ครีมกันแดดและสิ่งสกปรกจากการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน ด้วยการใช้โฟมหรือครีมล้างหน้าแบบอ่อนๆ ที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ ควรใช้น้ำเย็นลูบหน้าแทนน้ำอุ่นช่วยให้รูขุมขนไม่กว้างเกินและอย่าถูแรงๆ เพราะจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอย อย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืน จะทำลายผิวหน้าเพราะนอกจากผิวจะไม่ได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูเต็มที่แล้ว คราบเครื่องสำอางยังไปอุดตันรูขุมขน อาจทำให้เป็นสิวอุดตันด้วย

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนและเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายไม่ร่วงโรยไปตามวัยแล้ว ทั้งยังดูเด็กลงจนใครๆ ต้องมองเหลียวหลังอีกด้วย สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สให้ความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ จะอบรมเสาร์-อาทิตย์ 2 ครั้ง (4 วัน) คือวันที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.2563 รายละเอียดที่ 086- 3100047 หรือ http://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

Life & Health : มาสร้างสุขภาพลูกรักด้วยนมแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516972

Life & Health : มาสร้างสุขภาพลูกรักด้วยนมแม่

Life & Health : มาสร้างสุขภาพลูกรักด้วยนมแม่

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ลูกเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ใครๆ ก็อยากเห็นลูกรักเติบโตเป็นคนเก่ง เป็นผู้นำ และมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น การเริ่มต้นชีวิตน้อยๆ หลังลืมตาดูโลกด้วย “น้ำนมแม่”สุดยอดอาหารของลูก ที่ไม่เพียงแค่ให้ความอิ่มและสร้างความเจริญเติบโตด้านร่างกายเท่านั้น หากแต่ยังเปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างสายใยความรักความผูกพันที่ดีที่สุดให้ลูกน้อยเหนือสิ่งอื่นใด

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า นมแม่
มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถย่อยและดูดซึมได้ง่าย เหมาะกับระบบการย่อยของเด็กทารก นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารอย่าง กรดดีเอชเอ (DHA) และกรดอะแรคคิโดนิค (Arachidonic acid)ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของสมองลูกน้อย ซึ่งนมผสมหรือสารอาหารประเภทอื่นๆ ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันที่มีชีวิตเหมือนในนมแม่

น้ำนมแม่จึงเป็นอาหารที่วิเศษสุดที่ทารกทุกคนควรได้รับเพียงอย่างเดียวตลอดระยะเวลา 6 เดือนแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันแรกๆ หลังคลอดคุณแม่จะมีน้ำนมสีเหลือง หรือโคลอสตรัม (Colostrum) ซึ่งเป็นน้ำนมแรกเริ่ม ที่อุดมไปด้วยสารอาหารครบถ้วนและเป็นน้ำนมที่มีประโยชน์ที่สุด ต่อจากนั้นจึงค่อยให้อาหารเสริมตามวัย ร่วมกับการให้นมแม่ไปจนถึงอายุ 1-2 ขวบ หรือนานกว่านั้นแม้เด็กจะเริ่มกินอาหารแล้วก็ตาม

มหัศจรรย์น้ำนมแม่ คุณค่าที่มากด้วยประโยชน์

เรียกได้ว่า “นมแม่” คืออาหารที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับลูกตั้งแต่แรกเกิด ส่วนจะมีประโยชน์อะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย…

1.ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย ในนมแม่มีสารภูมิคุ้มกันที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ รวมทั้งช่วยต่อต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ทำให้มีภูมิต้านทานในการต่อต้านเชื้อโรค และช่วยลดอัตราความเสี่ยในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหวัด ท้องเสีย ท้องเดิน ภูมิแพ้ หอบหืด หูอักเสบ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคอ้วน และเบาหวาน เป็นต้น

2.เสริมพัฒนาการของสมองและสติปัญญา นมแม่มีคุณค่าทางโภชนาการในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับสมองของลูกน้อย เนื่องจากนมแม่มีกรดดีเอชเอ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของไขมันที่ช่วยบำรุงสมองและมีทอรีนที่เสริมสร้างพัฒนาการของระบบประสาท เพิ่มไอคิว นอกจากนี้ในขณะดูดนม ลูกจะได้รับการกระตุ้นจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้สมองเกิดการสร้างและเชื่อมต่อเส้นใยประสาทซึ่งจะช่วยตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.อารมณ์ดี ไม่โยเย ขณะที่ลูกได้ดูดนมแม่ สัมผัสที่ใกล้ชิดระหว่างการให้นมจะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อบนใบหน้าลูกและช่วยพัฒนาขากรรไกรของลูกให้แข็งแรง และเมื่อแม่ได้สบตา ยิ้มกับลูก ชวนลูกพูดคุย ซึ่งสื่อถึงความรัก ความผูกพันระหว่างกันนั้น ลูกจะได้รับความอบอุ่นทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ซึ่งจะช่วยให้ลูกอารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ไม่ร้องไห้โยเยบ่อยๆ

4.ขับถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก นมแม่เป็นอาหารจากธรรมชาติ ที่สะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อนเจือปน ที่สำคัญเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ดี รวมถึงยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่ดี ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการบีบรัดตัวของลำไส้ จึงมีส่วนช่วยให้ลูกมีระบบการขับถ่ายที่ดี ไม่มีปัญหาท้องผูกมากวนใจ

สำหรับการผลิตน้ำนมได้เพียงพอและมีคุณภาพให้แก่ลูกนั้น ตัวคุณแม่เองก็จำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเอง เพื่อช่วยในการผลิตน้ำนมได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพต่อลูกน้อย โดยการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ ตับ นม ไข่ ถั่ว ผักสด ผลไม้ และควรดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด มีใยอาหารสูง เพื่อป้องกันภาวะท้องผูก และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และของหมักดองทุกชนิด

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่เพียงแต่ลูกเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ หากแต่ยังช่วยให้คุณแม่เผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี จึงมีส่วนช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่กลับสู่ปกติได้เร็ว และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน อีกทั้งยังช่วยสร้างสายใยรักระหว่างแม่และลูกให้แน่นแฟ้นมากขึ้นด้วย

นมแม่จึงเปรียบเสมือนของขวัญชิ้นล้ำค่าที่คุณแม่มีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่จะมอบให้กับลูกได้ แล้วคุณจะให้ลูกรักพลาดโอกาสสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร ขอเป็นกำลังใจให้ว่าที่คุณแม่ทุกคนที่กำลังจะได้ลูกน้อยและสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อเสริมสร้างสายใยความรักและสุขภาพที่ดีให้ลูกน้องสุดที่รักของเราตั้งแต่แรกเกิด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ปรับไลฟ์สไตล์…ห่างไกลโรคหัวใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/515536

LIFE & HEALTH : ปรับไลฟ์สไตล์...ห่างไกลโรคหัวใจ

LIFE & HEALTH : ปรับไลฟ์สไตล์…ห่างไกลโรคหัวใจ

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 07.30 น.

ใครๆ ก็รู้ว่า “หัวใจ” เป็นอวัยวะสำคัญที่เราก็ต้องคอยดูแลรักษา แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุของโรคหัวใจส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่หักโหม จมอยู่กับภาวะความเครียด ความกดดัน การเร่งรีบแข่งขัน ไม่ดูแลตัวเองให้เหมาะกับวัย รวมไปถึงเรื่องของโภชนาการและอาหารการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารเร่งด่วน การรับประทานประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมันมากเกินความต้องการ รับประทานผักผลไม้น้อย เป็นต้น

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์ เปิดเผยว่า เราควรหันมาดูแลและป้องกันการเกิดโรคหัวใจก่อนที่จะสายเกินไป เพียงแค่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ด้วยวิธีง่ายๆ โดยเริ่มจากพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้

เลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลัก หลักสำคัญในการถนอมหัวใจคือการปรับเปลี่ยนบริโภคนิสัยให้ถูกหลักโภชนาการ เน้นการรับประทานจำพวกผัก ผลไม้ และธัญพืช ที่อุดมไปด้วยใยอาหาร บริโภคปลาทะเลให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง อาหารประเภทไขมันที่มาจากสัตว์ อาหารที่มีไขมันทรานส์ ขณะเดียวกันการหันมาเสริมโดยการรับประทานปลาทะเลน้ำลึกหรือน้ำมันปลาซึ่งมีส่วนช่วยยับยั้งในการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง

ลดน้ำหนักส่วนเกิน ความอ้วนและน้ำหนักส่วนเกิน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ อีกทั้งยังส่งผลที่ไม่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เพราะน้ำหนักเกินเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผู้ที่อ้วนลงพุงมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งทั้งสามโรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรคหัวใจ ดังนั้นถ้าอ้วนต้องลดน้ำหนัก ด้วยการเลือกรับประทานอาหารประเภทแป้งแต่พอควร บริโภคน้ำตาลและไขมันให้น้อยลง และควรงดเครื่องดื่มประเภทน้ำหวานและน้ำอัดลม

อย่าอยู่เฉยๆ เพราะการไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ การปรับพฤติกรรมด้วยการเคลื่อนไหวตัวเองให้มากขึ้น เช่น เดินขึ้น-ลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ จอดรถไกลจากออฟฟิศไปสักหน่อย หรือลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายจากเก้าอี้ทำงานแทนการนั่งนานๆ ทั้งวันดูบ้าง โดยทำ
ควบคู่กับการแบ่งเวลามาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็วๆ วิ่ง ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก เป็นต้น วันละ 20-30 นาที อย่างน้อย3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ลดการการเกิดความผิดปรกติของความดันโลหิตและลดระดับคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่หลายๆ คนทราบว่า การพักผ่อนน้อยย่อมส่งผลต่อภาวะทางสุขภาพหลายๆ ด้านนั้น เพื่อผลที่ดีต่อสุขภาพและหัวใจของคุณ คุณควรจัดเวลานอนให้ตนเองได้นอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน หรือหากคุณมีปัญหาด้านการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกนอนหลับไม่สนิท หรือรู้สึกง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา แม้จะนอนเพียงพอแล้ว คุณควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับเพื่อหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น และหาวิธีการรักษาต่อไป

จัดการความเครียดให้อยู่หมัด เมื่อไรที่เราเครียด หัวใจเราจะทำงานหนักและเต้นเร็วขึ้นความดันโลหิตสูง จนอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว เมื่อรู้ตัวว่ากำลังเครียด ต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ โดยไม่ยึดติดกับความเครียดนานจนเกินไป ด้วยการหาวิธีผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็น ออกไปท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ชอบ รวมถึงการฝึกสมาธิ หัดมองโลกในแง่ดี เพียงเท่านี้ก็จะส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

ห่างไกลแอลกอฮอล์ บางครั้งการสังสรรค์และการเข้าสังคมก็ต้องมีการดริ๊งค์บ้างเป็นธรรมดา แต่หากมากไปคงไม่ใช่เรื่องดี เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากนั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงการทำให้หัวใจทำงานไม่ปกติ อาทิ หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือผิดจังหวะ หัวใจบีบตัวมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทางที่ดีคุณควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

บอกลาบุหรี่ การสูบบุหรี่ไม่ว่าจะมากหรือน้อยมีผลต่อหลอดเลือดหัวใจและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเท่ากัน เนื่องจากสารนิโคตินและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่ และสารอื่นๆ ในบุหรี่ มีผลทำให้หลอดเลือดแข็งตัวผนังเส้นเลือดหนา เกิดคราบหินปูนเกาะบริเวณหลอดเลือด เส้นเลือดเกิดความอ่อนแอเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ การหยุดสูบบุหรี่จึงเป็นการป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

เพียงแค่เริ่มต้นหันมาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และให้เวลากับการดูแลตัวเองสักหน่อยคุณก็จะห่างไกลโรคหัวใจได้ไม่ยาก

สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมกับ ชมรมโภชนวิทยามหิดล จะจัดคอร์สอบรมความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ครบทั้งเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร เช่น ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์,ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, ผศ.ดร.ชนิดาปโชติการ, อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนา และพล ตัณฑเสถียร อบรมเสาร์-อาทิตย์ 2 ครั้ง(4 วัน) คือวันที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย. 2563 สำหรับผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร Certificate Program in Food, Nutrition and Herb for Health Promotion and Anti-Aging รายละเอียดที่086-3100047 หรือ http://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปัญหาสุขภาพสตรี…เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514023

Life & Health : ปัญหาสุขภาพสตรี...เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย

Life & Health : ปัญหาสุขภาพสตรี…เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทุกวันนี้โรคภัยต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เมื่อไหร่ก็ตามที่เผลอตัว ไม่ทันดูแล ระแวดระวังตัวเองให้ดีภัยเงียบที่ซ่อนตัวอยู่ อาจเข้ามาทำร้ายสุขภาพโดยไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะคุณผู้หญิงด้วยแล้ว ยิ่งต้องดูแลและให้ความสนใจกับสุขภาพของตัวเองเป็นพิเศษ เพราะโรคบางชนิดต้องอาศัยการสังเกตและตรวจโดยละเอียดถึงจะทราบผล หากเราไม่ประมาท อย่างน้อยๆ การป้องกัน ก็ย่อมดีกว่ามารักษาในภายหลังแน่นอน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะนำว่า มีหลายโรคที่คุณผู้หญิงทั้งหลายต้องเฝ้าระวังมาดูกันเป็นพิเศษ เช่น โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคมะเร็งเต้านมโรคกระดูกพรุน โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น เรามาเรียนรู้กันทีละเรื่อง ดังนี้

โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

คุณผู้หญิงที่มีอาการเจ็บๆ แสบๆ ขณะปัสสาวะ ปัสสาวะไม่สุดปัสสาวะมีสีขุ่นหรือมีเลือดปน ปวดท้องน้อย อย่านิ่งนอนใจไปเพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งประกอบไปด้วย ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ E.coli ปกติโรคนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีขนาดสั้นกว่า ทำให้เชื้อแบคทีเรียเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่ายิ่งถ้าอยู่ในวัยทองจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้มากขึ้น เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่สำคัญไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา เพราะอาจทำให้เชื้อลุกลามไปจนถึงไตและกรวยไต กลายเป็นกรวยไตอักเสบตามมา

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนระหว่างข้อเข่าบางลงและสึกกร่อนลง จนปลายกระดูกเริ่มเข้าใกล้และเสียดสีกัน ส่งผลให้มีอาการฝืด ตึงหรือปวด บริเวณข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว ขึ้นลงบันไดไม่สะดวกและอาจมีเสียงดังกรอบแกรบเวลาขยับเข่า ทั้งนี้ เพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าเพศชาย 2-3 เท่า เพราะมีความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงน้อยกว่า นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่ใช้งานข้อเข่ามากและไม่เหมาะสม เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ หรือการใส่รองเท้าส้นสูง ฯลฯ หากใครเป็นโรคนี้แล้วจะไม่สามารถรักษาให้เหมือนเดิม ดังนั้น จึงควรถนอมข้อเข่าโดยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและหลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ต้องงอเข่ามากๆ เพื่อชะลอการเสื่อมของข้อ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการนำผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติอย่าง“คอลลาเจนไทพ์ทู” ซึ่งเป็นคอลลาเจนชนิดเดียวกับที่พบในเซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อมาช่วยเสริมสร้างสุขภาพข้อเข่าของเรา ขณะเดียวกันก็ควรบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ ด้วยการเดินช้าๆ หรือการออกกำลังกาย ในน้ำควบคู่กันไป

โรคมะเร็งเต้านม

ถือเป็นภัยใกล้ตัวของผู้หญิงที่แฝงมาอย่างเงียบๆ เพราะในระยะแรก มักไม่แสดงอาการ จนต่อเมื่อเซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายหรือเจริญเติบโตขึ้นเป็นก้อน จึงจะสังเกตเห็นอาการ ไม่ว่าจะเป็นมีก้อนเนื้อที่เต้านมหรือที่รักแร้ มีรูปร่างหรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวนมหรือผิวหนังบริเวณรอบเต้านมบุ๋มลงไป เต้านมบวมแดงอักเสบ หรือมีอาการเจ็บเต้านม มีน้ำไหลออกมาจากหัวนม ฯลฯ ฉะนั้น ผู้หญิงทุกคนควรใส่ใจตรวจคลำเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ รวมถึงหมั่นสังเกตอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณเต้านม หากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ปีละ 1 ครั้ง หรือถ้าพบว่ามีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรีบรักษาอย่างทันท่วงที

โรคกระดูกพรุน

ผู้หญิงเมื่ออายุย่างเข้าเลข 3 ร่างกายเราจะสะสมแคลเซียมในกระดูกได้น้อยกว่าการรั่วสลาย เพราะการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ทำให้อัตราการสลายแคลเซียมออกจากเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้น กระดูกจึงมีความหนาแน่นลดลงเปราะหักง่ายขึ้น ผู้หญิงจึงมีอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงวัยหมดประจำเดือน ฉะนั้นผู้หญิงควรหันมารับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ เช่น นม เลือกรับประทานปลาเล็กปลาน้อย ควบคู่กับวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน

โรคมะเร็งปากมดลูก

หนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดและคร่าชีวิตสตรีมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก คือ การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย มีคู่นอนหลายคน รวมถึงการสูบบุหรี่ และมีปัญหาภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง เป็นต้น ทั้งนี้ในระยะเริ่มแรกมะเร็งปากมดลูกจะไม่มีอาการอะไรกระทั่งอยู่ในระยะลุกลามแล้วจึงจะแสดงอาการออกมา เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน ประจำเดือนมากหรือนานกว่าปกติ มีตกขาวผิดปกติ ดังนั้นผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง ที่สำคัญหากมีเพศสัมพันธ์ต้องป้องกันการติดเชื้อด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้อีกด้วย

รู้อย่างนี้แล้วอย่านิ่งนอนใจ ปล่อยเอาไว้จนถึงวันที่สายไป ถึงเวลาที่คุณผู้หญิงจะต้องเรียนรู้และระวังตัวเองให้มากขึ้น เพื่อจะได้รู้เท่าทันและเข้ารับการรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : สุขสบายหลังคลอดบุตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/512517

Life & Health : สุขสบายหลังคลอดบุตร

Life & Health : สุขสบายหลังคลอดบุตร

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เวลเนส (Wellness) เป็นแนวการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่เน้นในการมีสุขภาพที่ดี มีความเป็นหนุ่มเป็นสาวด้วยการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ สำหรับมารดาหลังคลอดที่อยากจะมีความสุขสบายและมีสมรรถนะของร่างกายและจิตใจไปในแนวทางเวลเนส

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ระหว่างที่ตั้งครรภ์อยู่ระดับฮอร์โมนเพศที่เปลี่ยนไปรวมทั้งกระบวนการของระบบการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงานที่เปลี่ยนไปก็จะทำให้มารดาที่ตั้งครรภ์อยู่มีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงโดยมีไขมันมาพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้นผิวพรรณก็มักจะหยาบกร้านขึ้นหรืออาจจะเกิดสิวฝ้าและจุดด่างดำอันเป็นผลมาจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อที่จะทำให้การตั้งครรภ์สามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

ปัญหาของมารดาหลังคลอดมักจะเป็นกังวลต่อลูกน้อยที่เกิดมาและอยากเลี้ยงดูฟูมฟักอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนลืมดูแลตนเอง มารดาหลังคลอดส่วนใหญ่จึงรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และบางคนได้สารอาหารไม่เพียงพอ รวมทั้งเกิดความกังวลเลยทำให้นอนไม่หลับไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ ร่างกายจะอ่อนเพลียเพราะขาดสารอาหาร และไม่ได้พักผ่อนนอนหลับพอเพียงในเวลากลางคืนทำให้การสร้างฮอร์โมนอื่นๆ ที่ช่วยในการป้องกันการแก่ชรา ป้องกันความเครียด และฮอร์โมนช่วยเผาผลาญอาหารลดลง

การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องหลังคลอด ด้วยการควบคุมอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง ควรรับประทานอาหารมื้อละไม่มากนักคือรับประทานพออิ่ม รับประทานช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดเพื่อให้อาหารย่อยได้ดีลดอาการท้องอืดเฟ้อ ท้องผูกและอาหารไม่ย่อย แถมยังทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารเข้าร่างกายได้ดีขึ้นช่วยป้องกันการขาดสารอาหารรับประทานเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย เช่น ปลา ไก่ รวมทั้งพืชผักผลไม้ตามฤดูกาลที่มีสารอาหารสดใหม่และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง รับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ โดยเน้นรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลในตอนเช้า ปรุงอาหารโดยวิธีการที่ใช้น้ำมันน้อย เช่น ต้ม ตุ๋น นึ่ง และงดเว้น สารที่ให้รสหวาน เค็ม

ออกกำลังกายที่ออกได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เดิน โยคะหรือการออกกำลังกายบริหารที่มีการใช้กล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

ฝึกสมาธิในระหว่างที่ลูกนอนหลับการฝึกสมาธิมีผลทั้งต่อการลดอาการซึมเศร้า เพิ่มการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น และทำให้จิตใจสงบช่วยทำให้การเลี้ยงดูบุตรได้ผลดี

ควรงีบหลับสักครึ่งชั่วโมงหลังอาหารกลางวันและพยายามจัดเวลาเข้านอนให้เป็นเวลาปรับห้องนอนให้มืดและไม่มีสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์รบกวนการอาบน้ำอุ่นก่อนเข้านอนจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิทขึ้น

การฟังเพลงที่ชื่นชอบ การใช้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นช่วยผ่อนคลายและทำให้อารมณ์สดใสไม่ว่าจะเป็นการสูดดมหรือนวดสัมผัสล้วนแล้วแต่ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของร่างกาย ผ่อนคลายความเครียด นอกจากนี้การนวดสัมผัสด้วยน้ำมันหอมระเหยยังช่วยเรื่องของผิวพรรณให้ดีขึ้นด้วย

ปรึกษาแพทย์เมื่อเกิดปัญหาและเพื่อการปรับตัวเองให้สุขภาพดี

อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังคลอดอาจจะเกิดทันทีหรือในช่วงเวลาหนึ่งเวลาใดหลังคลอดก็ได้ซึ่งควรจะไปปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้รับการดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ ที่จะให้ผลดีและไม่มีอันตรายต่อการให้นมบุตร ถ้ามีอาการไม่สุขสบายหรือเกิดอาการต่างๆและไม่สามารถที่จะกลับคืนมาด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์แล้วควรเข้าไปเพื่อรับการปรึกษาทางด้านเวลเนสเพื่อ

l ตรวจระดับของฮอร์โมนโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงหลังคลอด โดยเฉพาะมารดาหลังคลอดที่มีอาการเปลี่ยนแปลงที่ชี้บ่งว่าอาจจะมีภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลตามบทความตอนต้นควรมาตรวจหลังจากครบ 6 สัปดาห์แล้ว ถ้าไม่สมดุลสามารถที่จะปรับสมดุลได้ด้วยการเสริมฮอร์โมนจากสารธรรมชาติรวมทั้งเสริมสารอาหารที่จำเป็นในการผลิตฮอร์โมนตามความเหมาะสมในแต่ละราย

l ตรวจวัดค่าสารอาหารที่จำเป็นเพื่อสุขภาพและป้องกันการแก่ชรา เพื่อที่จะปรับให้พอเพียงตามมาตรฐานด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนอาหารที่รับประทานตามการแนะนำของนักโภชนาการ หรือได้รับสารอาหารเสริมเฉพาะบุคคลที่ปรุงตามค่าของสารอาหารที่ตรวจได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการเสริมสร้างสุขภาพของร่างกาย สมอง และผิวพรรณโดยรวมและยังช่วยเสริมการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราด้วย การตรวจวัดค่าสารอาหารและการเสริมสารอาหารจากธรรมชาติตามที่ร่างกายต้องการ นอกจากจะมีประโยชน์ในการดูแลสุขภาพรวมทั้งผิวพรรณของมารดาหลังคลอดโดยรวมแล้วยังมีส่วนช่วยในการเพิ่มคุณค่าของสารอาหารจากน้ำนมมารดาให้ลูกน้อยอีกด้วย

l ตรวจสมรรถนะของร่างกาย การเผาผลาญอาหารเป็นพลังงาน และปรึกษาวิธีการควบคุมน้ำหนักและรูปร่างให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

l ดูแลผิวพรรณให้ถูกวิธีทั้งปรับสมดุลของฮอร์โมนและสารอาหารจากภายในร่วมกับการดูแลผิวพรรณโดยเฉพาะ หลังคลอดเพื่อที่จะได้ประสิทธิผลสูงสุด

l มารดาหลังคลอดที่มีปัญหาเรื่องของการนอน ไม่ว่าจะเป็นการเข้านอนยาก นอนแล้วตื่นง่ายและนอนไม่หลับต่อ ทำให้เพลียและเหนื่อยในช่วงเวลากลางวัน ควรเข้ารับการปรึกษาเพื่อปรับพฤติกรรมในการนอนให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจฮอร์โมนหรือสารอาหารที่จำเป็น เพื่อที่จะปรับสมดุลทำให้นอนหลับได้มีคุณภาพขึ้น

l เรียนรู้การคุมกำเนิดที่ถูกวิธีที่จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่จำเป็นเพื่อการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีรูปร่างที่สมส่วน

ปรับและแก้ไขปัญหาทางเพศที่อาจจะเกิดขึ้น และรับการรักษาที่ถูกวิธีรวมทั้งเรียนรู้การปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับสามีและลูกน้อยเพื่อที่จะมีชีวิตทางเพศที่สมบูรณ์และเป็นสายใยรักอีกสายหนึ่ง

เหล่านี้คือแนวคิดและการดูแลเพื่อการมีชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีหลังคลอด Living Well The Postpartum Wellness Ways
 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวสวย ไร้สิว ก่อนเปิดเรียน#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/498137

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวสวย ไร้สิว ก่อนเปิดเรียน

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวสวย ไร้สิว ก่อนเปิดเรียน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากร่วมช่วยกันอยู่บ้านป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เวลาค่อยๆ ปลดล็อก กลับเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal โดยเฉพาะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็มีแนวโน้มจะเปิดเรียนแล้ว ก่อนเปิดเรียนถือโอกาสนี้ปรับตัวปรับใจ ตั้งใจดูแลสุขภาพกายใจและผิวพรรณด้วย อย่าปล่อยผิวใสให้เป็นผิวเสีย มีสิวมีรอย จุดด่างดำ มาดูแลผิวพรรณกันตั้งแต่วัยรุ่นเพื่อจะไม่เสียใจในภายหน้า

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากรธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯและผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่าบางคนอาจเข้าใจว่า เด็กหรือวัยรุ่นไม่ต้องดูแลผิวพรรณก็ได้ ปล่อยให้สวยงามตามธรรมชาติ หรือคิดว่าสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะผิวพรรณต้องดูแลตั้งแต่เด็ก ดูแลทำความสะอาด เพิ่มความชุ่มชื้น ตามลักษณะผิวจนเข้าสู่วัยรุ่น สัญญาณที่จะบอกว่าเข้าสู่วัยหนุ่ม วัยสาวแล้วอันแรก คือสิวนี่แหละ ซึ่งมาก่อนการมีประจำเดือนหรือเสียงแตก ดังนั้นช่วงนี้การใช้น้ำเปล่าล้างหน้าอาจไม่เพียงพอ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และไม่แนะนำให้ใช้สบู่ก้อนหรือผลิตภัณฑ์ความสะอาดตัวมาใช้กับหน้า เนื่องจากมีความเป็นด่างสูง สบู่ก้อนได้มาจากการที่เอาด่างผสมกับกรดไขมันทำให้มีค่าความเป็นด่างจะสูงประมาณ pH 8-9 เมื่อผิวหน้าของเราได้การชะล้างด้วยด่างจะทำให้แบคทีเรียและจุลชีพที่ผิวหนังไม่สมดุล โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดสิวเจริญเติบโตขึ้น

สาเหตุหลักของการเกิดสิว คือ 1.เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนเพศจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันเพิ่มขึ้น 2.มีการอุดตันของทางออกรูขุมขนไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตามทั้งภายนอกและภายใน 3.มีเชื้อแบคทีเรีย C.Acne กระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ 4.การอักเสบที่ต่อมขน

ดังนั้น จะเห็นว่าสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรก จึงไม่จำเป็นต้องล้างหน้าบ่อยๆ แค่เช้าหลังตื่นนอน ล้างหน้าแปรงฟัน และเย็น เมื่อกลับมาจากการเผชิญ สิ่งสกปรกต่างๆ ห้ามนอนไปโดยไม่ได้ล้างหน้าเด็ดขาด

ถ้าเป็นสิวน้อยๆ การดูแลผิวให้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้อยู่ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิว การเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาสิวก่อน ถ้าสิวเป็นมากขึ้น มีการอักเสบ ปวด บวมแดง มีไข้ สิวร่วมกับการมีประจำเดือนผิดปกติ การรู้สึกหดหู่จากการเป็นสิว หรือเป็นคนผิวคล้ำที่เวลาเป็นสิวจะทิ้งรอยนาน หรือเป็นแผลเป็นง่าย ก็ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง

การรักษาสิว แพทย์ผิวหนังจะพิจารณาการรักษาสิว ตามความรุนแรงและชนิดของสิว เช่น เป็นคอมมิโดน อุดตัน จะให้ยาทาละลายคอมมิโดน ถ้ามีเม็ดอักเสบมากจะให้ยาแก้ปฏิชีวนะ ถ้าเป็นมากๆ มีทั้งยาทาและยารับประทาน การใช้ยาทาและยารับประทานในการรักษาสิว อาจมีผลข้างเคียงหลายอย่างได้ ดังนั้น ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนัง

ส่วนตัวช่วยที่จะทำให้สิวหายเร็วขึ้น นอกจากการใช้ยาทาและยารับประทาน ก็มีการกดสิว การฉีดยาสิว การทำทรีทเมนท์ต่างๆ เช่น การลอกหน้า การทำเลเซอร์ การรักษาด้วยแสง ซึ่งจะเป็นการรักษาเสริมที่ทำให้สิวหายได้เร็วและไม่กลับมาเป็นใหม่ แต่ข้อเสียคือยังมีค่าใช้จ่ายสูงอยู่

เทคนิคการใส่หน้ากากไม่ให้เกิดสิว ในชีวิตวิถีใหม่ที่เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใส่หน้ากากตลอดเมื่อออกนอกบ้านและอยู่ในที่ชุมชน ทำให้บางคนอาจเกิดสิวได้มากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณใต้หน้ากาก ทั้งนี้เนื่องจาก ความอับชื้น น้ำมูก น้ำลายที่อยู่บนหน้ากาก หรือบางคนแพ้สารเคมีที่เคลือบที่หน้ากาก ดังนั้น เราควรมีหน้ากากเปลี่ยนระหว่างวัน ถ้าเปี้อนน้ำมูก น้ำลาย ควรเปลี่ยนทันที หน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งจะดีกว่าทั้งด้านการป้องกันการติดเชื้อและปัญหาสิว แต่ถ้าหากหาไม่ได้ให้ใช้หน้ากากผ้าได้แต่ต้องซักให้สะอาด และหมั่นเปลี่ยนบ่อยๆ

การเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ซึ่งมีหลายรูปแบบทั้ง แบบก้อน แบบเหลว โฟม ครีม และออยล์ ควรเลือกอย่างไรดี โดยทั่วไปหลักการง่ายๆ คือ ต้องรู้จักชนิดของผิวเราก่อนว่าเป็นผิวแห้ง ผิวมันผิวผสม หรือ ผิวแพ้ง่าย

ปัจจุบันนิยมใช้ สบู่สังเคราะห์ หรือที่เรียกว่า Syndet หรือ Soapless Soap โดยอาจจะอยู่ในรูปสบู่ก้อนสบู่เหลว โฟม เจล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดนี้สามารถปรับความเป็นกรดด่างให้เท่ากับผิวหนังได้ และอาจจะใส่สารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังได้ สำหรับ คนที่หน้าแห้งมากๆ ควรเลือกใช้แบบเจล หรือครีมที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น ให้หลีกเลี่ยงการใช้ toner หรือการขัดหน้า สารสครับผิว เพราะทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย ส่วนผู้ที่หน้ามัน ให้ใช้กลุ่มที่เป็น โฟม หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารชะล้างสูงได้ ถ้าหากคนที่แต่งหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ ล้าง เช็ด เครื่องสำอางออกก่อนและใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอีกครั้ง

การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการทำการบ้านไม่เสร็จ งานเยอะ ติดซีรี่ส์ หรือติดเกมส์ Chat กับเพื่อน เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเสื่อมโทรม ทำให้เกิดสิวด้วย ดังนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย7-8 ชั่วโมง โดยที่ร่างกายเราจะมีการซ่อมแซมที่ดี ระหว่างเที่ยงคืนถึงตี 2 ช่วงนี้ต้องได้การนอน บางคนนอนตี 3 ตื่น 11 โมง ก็ได้ 7 ชั่วโมงเหมือนกันแต่ร่างกายไม่ได้ซ่อมแซม ผิวก็ดูไม่ดี

อาหารก็ทำให้เกิดสิวได้ แม้ว่าอาหารมีส่วนช่วยให้สุขภาพกายและผิวดีขึ้นได้ แต่อาหาร Junk food ที่วัยรุ่นทั้งหลายชื่นชอบรวมทั้งผู้ใหญ่บางคนด้วย เช่น น้ำอัดลม ของหวาน ขนมปัง ขนมเค้ก ไอศกรีม ของทอด ขนมคบเคี้ยว ชานมไข่มุก เป็นต้น ปัจจุบันมีวิจัยพบว่า อาหารเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือ ที่มีตัวเลข Glycemic Index สูง สามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาในกระแสเลือด ซึ่งฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันที่ผิวหนังผลิตน้ำมันมากขึ้น ทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้น ควรจะลดอาหารเหล่านี้ อาหารที่ควรรับประทานเพิ่ม คือ พืช ผัก ผลไม้มีสีต่างๆ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ ไฟเบอร์มาก รวมทั้งการดื่มน้ำมากๆ ด้วยเพราะน้ำเป็นตัวที่ช่วยให้เซลล์ทำงานปกติ ชะล้างของเสียให้ออกจากร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณดี เป็นสิวน้อยลง

ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆและผิวหนังได้ดีขึ้น แต่ถ้าต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อไม่ควรรับประทาน whey protein ที่ได้มาจากนม เพราะสามารถทำให้เกิดสิวได้ เมื่อเป็นสิว อย่า บีบ แกะ เกา การทำเช่นนั้นทำให้สิวอักเสบมากขึ้นและเป็นรอย เป็นแผลเป็นลึกไปได้อีก ติดตามข้อมูลการดูแลผิวพรรณและรักษาสิวทุกช่วงวัยได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

รู้อย่างนี้แล้ว สาวน้อยทั้งหลายให้รีบดูแล รักษาสิวให้หน้าใสรับเปิดเทอมนี้ ก็จะไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยได้อย่างมั่นใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ