LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต…หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต...หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต…หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การบริจาคโลหิตเป็นการให้ที่มีคุณค่า เพราะโลหิตมีความสำคัญทางการแพทย์ที่ยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ และมีความจำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยในหลากหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้เข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด โรคมะเร็ง หรือผู้ที่มีภาวะเสียเลือดรุนแรง ดังนั้น โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับจากผู้บริจาคจึงเปรียบเสมือนโอกาสในการต่อชีวิตและสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วย การเตรียมความพร้อมก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้ผู้บริจาคมีความปลอดภัย ยังช่วยให้โลหิตที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า ในภาวะปกติ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโลหิตบริจาคมากกว่า 200,000 ยูนิตต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุหมู่ ภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในหลายช่วงเวลาของปี โดยเฉพาะวันหยุดยาวหรือเทศกาล จำนวนผู้บริจาคโลหิตมักลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตสำรองไม่เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วย

ความสำคัญการเตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิตมีความสำคัญทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับโลหิต ผู้บริจาคที่มีสุขภาพแข็งแรงและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้องจะสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือเป็นลม อีกทั้งยังช่วยให้โลหิตที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย แนะนำให้ผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิตปฏิบัติดังนี้

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5 ชั่วโมงก่อนวันบริจาค เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมสำหรับการบริจาค
รับประทานอาหารก่อนบริจาค ควรรับประทานอาหารมื้อหลักตามปกติ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ อาหารกะทิ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของไขมันสูง อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนบริจาค เพราะไขมันในเลือดอาจส่งผลต่อคุณภาพของโลหิต
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ก่อนบริจาค เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี ลดโอกาสเกิดอาการวิงเวียนหลังบริจาค
มีสุขภาพแข็งแรง หากมีอาการไข้ ไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาบางชนิด ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลผู้คัดกรองทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมในการบริจาค
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนบริจาคโลหิต 24 ชั่วโมง และงดการสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง ก่อนการบริจาค เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพและการไหลเวียนของเลือด
แต่งกายสุภาพและสวมเสื้อที่สามารถพับแขนขึ้นได้สะดวก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจาะเลือด

การปฏิบัติตนหลังบริจาคโลหิต

หลังบริจาคโลหิต ผู้บริจาคนอนพักที่เตียงอย่างน้อย 5 นาที หากไม่มีอาการผิดปกติจึงลุกจากเตียง และนั่งพักอีก 10 -15 นาที พร้อมดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ และรับประทานอาหารว่างเพื่อทดแทนพลังงาน หากรู้สึกเวียนศีรษะควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากกว่าปกติในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือใช้แขนข้างที่บริจาคอย่างหนักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง รวมถึงงดการออกกำลังกายหนัก การทำงานบนที่สูง หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกไม่หยุด หน้ามืด หรือเป็นลม ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่หรือไปพบแพทย์ทันที

ที่สำคัญ ผู้บริจาคโลหิตต้องรับประทานธาตุเหล็ก Ferrous Fumarate 200 mg ที่ได้รับ เพื่อชดเชยธาตุเหล็กที่เสียไปกับการบริจาคโลหิต ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะเลือดจางและสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน โดยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้งหลังอาหาร หรืออาจรับประทานพร้อมอาหาร ไม่ควรรับประทานพร้อมนม ชา กาแฟ เพราะจะลดประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็ก

ประโยชน์การบริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิตมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการเลือดอย่างเร่งด่วน ช่วยให้มีปริมาณโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับโรงพยาบาลทั่วประเทศ อีกทั้งผู้บริจาคยังได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น การวัดความดันโลหิต การตรวจระดับฮีโมโกลบิน และการคัดกรองโรคติดเชื้อบางชนิดตามมาตรฐานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคมและส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี

องค์กรเอกชนร่วมบริจาคโลหิต

ล่าสุด บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำโดย ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และสุรชัย ขจรกิจสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำทีมพนักงานร่วมกิจกรรม “เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต” รับวันแม่แห่งชาติ 2569 เพื่อร่วมส่งต่อโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ บรรเทาวิกฤติขาดแคลนโลหิตสำรอง พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกการเป็น “ผู้ให้” และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมี ปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และ ภก.ดร.นรินทร์ กิจเกรียงไกรกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

ร่วมบริจาคโลหิตได้ทั่วประเทศ

การบริจาคโลหิตเป็นการเสียสละที่มีคุณค่าและสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต การเตรียมตัวก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จะช่วยให้การบริจาคเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้โลหิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำหลังบริจาคยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ดังนั้น ทุกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมควรร่วมเป็น ผู้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อร่วมกันสร้างคลังโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

อนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต

ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่รวดเร็ว จาก Generative AI มาสู่ Agentic AI ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน AI สามารถพัฒนาเข้าสู่ระบบของการสร้าง Code ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือไม่ เพียงมีความสามารถในการออกคำสั่ง (Prompt) ให้กับ AI  ในการออกแบบ Code ได้ ก็สามารถที่จะสร้างแพลตฟอร์มและ แอปพลิเคชัน ได้แล้ว ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI Transformation & Solutions ให้ความเห็นว่า จากการออกคำสั่งด้วยการใส่ข้อมูลให้ AI ปัจจุบันกำลังพัฒนาไปสู่ การสร้าง Code จากการสนทนากับ AI ที่เรียกว่า  Vibe Coding

Vibe Coding โลกของ คนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการ

พัฒนาการของ AI ในปัจจุบัน กำลังเข้าสู่แนวคิดเรื่องการเขียน Code โดยใช้ภาษาธรรมชาติในการสื่อสารกับ AI เพื่อให้ AI เป็นผู้สร้างระบบแทนมนุษย์ ซึ่งพลิกโฉมจากกระบวนการเขียน Code แบบดั้งเดิม การเขียน Code ด้วยภาษาธรรมชาติ จะทำให้เราสามารถที่จะสร้าง Code ได้ตามความต้องการของตัวเองได้ง่ายขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะทำให้การทำงานของ AI สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้คนได้มากขึ้น คนที่จะสามารถเขียน Code ได้ดี คือ คนที่เข้าใจในระบบที่ตัวเองต้องการ และสื่อสารได้ดี เป็นผู้ควบคุมการทำงานของ AI หลายตัวที่ทำงานร่วมกัน หน้าที่ของคนไม่ได้อยู่ที่การพิมพ์ แต่จะเป็นผู้ออกแบบกระบวนการทำงาน กำหนดโครงสร้าง และ ตรวจสอบคุณภาพการทำงานของ AI  ไปจนถึงการควบคุมเรื่องของความปลอดภัย และบริหารทั้งระบบ หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คนจะกลายเป็น “สถาปนิก” ผู้ออกแบบกระบวนการทำงานทั้งหมดของ AI ในขณะที่ AI เป็น “ทีมพัฒนาและรับเหมา” กระบวนการสร้างงาน

แม้ “Vibe Coding” จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้าง Prototype และทดสอบไอเดียได้อย่างรวดเร็ว แต่การนำมาใช้ในระบบจริงยังแฝงความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ที่ AI อาจละเลยการตรวจสอบที่รัดกุม, ความยากในการแก้ไขปัญหา (Debugging) เมื่อเกิดบั๊กเพราะผู้พัฒนาไม่ได้เข้าใจตรรกะโค้ดในเชิงลึกตั้งแต่ต้น, การสะสมหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) ที่อาจทำให้โครงสร้างระบบยุ่งเหยิงดูแลยาก, ปัญหาคอขวดด้านประสิทธิภาพ เมื่อต้องรองรับผู้ใช้งานจริงจำนวนมาก รวมถึง ความเสี่ยงด้านลิขสิทธิ์ที่โมเดลอาจดึงโค้ดติดลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ตั้งใจ ท้ายที่สุดแล้ว Vibe Coding จึงควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไอเดีย แต่ยังคงต้องอาศัยความเข้มงวดและมาตรฐานทางวิศวกรรมของมนุษย์ในการตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานจริงบนโปรดักชันเสมอ

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การทำงานแบบ Vibe Coding สิ่งสำคัญที่สุดคือมนุษย์ต้องก้าวเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและบริหารจัดการ AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาล (AI Governance) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อบกพร่องได้ตั้งแต่ระดับการออกแบบการทำงาน ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยร้ายแรง ดังนั้น ผู้ที่เข้าไปกำกับดูแลจึงไม่เพียงแต่ต้องคอยประคองให้ Project เดินไปตามแผนงานเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้และวิสัยทัศน์ที่เข้าใจถึงความเสี่ยงรอบด้านเป็นอย่างดี เพื่ออุดรอยรั่วและป้องกันไม่ให้ระบบเกิดความล้มเหลวเมื่อนำไปใช้งานจริง

จากความท้าทายทั้งหมด นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า “เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Vibe Coding แล้ว โปรแกรมเมอร์ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่?” คำตอบคือ ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องพลิกโฉมบทบาทของตนเอง

โปรแกรมเมอร์ยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องก้มหน้าเขียนคำสั่งเองทุกบรรทัดอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับมุมมองให้กว้างขึ้น โดยต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของธุรกิจ (Business Requirements), สถาปัตยกรรมระบบ (System Architecture), การไหลเวียนของข้อมูล (Data Flow), การบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาล (AI Governance), มาตรฐานความปลอดภัย (Security) รวมถึงความเชี่ยวชาญในการออกแบบคำสั่ง (Prompt Engineering) ให้ AI ทำงานได้อย่างแม่นยำและตอบโจทย์

ดังนั้น ทักษะสำคัญที่โปรแกรมเมอร์ต้องเร่งเสริมทัพ นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญในการอ่านและทำความเข้าใจโครงสร้าง Code แล้ว คือ “ทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์” (Thinking Skills) และความเข้าใจในบริบททางธุรกิจ (Business Acumen) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการนักพัฒนา จาก “การลงมือเขียนโปรแกรมด้วยตนเอง” ไปสู่ “การออกแบบความคิดเพื่อนำทางให้ AI ทำงานแทน” อย่างแท้จริง และ AI จะทำให้คุณสั่ง AI ได้ลึกกว่าคนที่ไม่รู้โค้ดหลายเท่า

ท้ายที่สุดแล้ว ในสมรภูมิธุรกิจยุค AI องค์กรที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่บริษัทที่มีทีมผู้พัฒนาขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่คือองค์กรที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์และความต้องการทางธุรกิจให้กลายเป็นระบบที่พร้อมใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะในยุคแห่ง Vibe Coding กฎการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ “ใครลงมือเขียนโค้ดได้เร็วกว่ากัน” แต่อยู่ที่ “ใครสามารถสื่อสาร กำกับทิศทาง AI และพลิกแพลงไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมได้ไวกว่ากัน” ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Vibe Coding ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “แทนที่” นักพัฒนา หากแต่เป็นการ “ยกระดับ” ศักยภาพของพวกเขาให้ก้าวขึ้นไปสู่บทบาทของผู้ออกแบบระบบและ “ผู้กำกับ AI” ในระดับมหภาค ในขณะที่ AI จะก้าวเข้ามารับช่วงต่อในฐานะ “ขุมกำลังแรงงานดิจิทัล” รุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนยีควันตัม (Quantum Technology) ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ผู้นำยุคใหม่จึงต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการนำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน การลงทุนกับการเรียนรู้ในวันนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสและความท้าทายในวันข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเริ่มเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ผู้สนใจสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 18 กันยายน นี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569 

Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 จึงเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการอำนวยการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

LIFE & HEALTH : การปลูกถ่ายไต ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ช่วยผู้ป่วยคืนสู่ชีวิตปกติ

LIFE & HEALTH : การปลูกถ่ายไต ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ช่วยผู้ป่วยคืนสู่ชีวิตปกติ

LIFE & HEALTH : การปลูกถ่ายไต ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ช่วยผู้ป่วยคืนสู่ชีวิตปกติ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายยังคงเป็นปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก แม้ว่าการฟอกไตจะเป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษาที่หลายเลือก แต่การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant) ถือเป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด ปัจจุบันได้มีการนำ “หุ่นยนต์ดาวินชี” (Da Vinci Robotic System) มาใช้ในการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแผลขนาดเล็กที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ปลอดภัย และลดระยะเวลาในการพักฟื้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

นายแพทย์อรรถวัฒน์ อังสุพันธุ์โกศล 

ข้อมูลจาก นายแพทย์อรรถวัฒน์ อังสุพันธุ์โกศล ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดเผยว่า การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant) คือการผ่าตัดนำไตจากผู้บริจาคมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เพื่อให้ไตใหม่ทำหน้าที่กรองของเสียและควบคุมสมดุลของร่างกายแทนไตเดิมที่สูญเสียการทำงาน โดยถือเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดการพึ่งพาการฟอกไตในระยะยาว

การปลูกถ่ายไตดีกว่าการฟอกไตอย่างไร

สำหรับผู้ป่วยบางราย การปลูกถ่ายไตอาจช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากกว่าการฟอกไต ลดข้อจำกัดในการเดินทาง การควบคุมอาหาร และระยะเวลาในการรักษาต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย และต้องได้รับการประเมินจากอายุรแพทย์โรคไตและทีมปลูกถ่ายอวัยวะอย่างละเอียด

หุ่นยนต์ดาวินชีคืออะไร และทำงานอย่างไรในการปลูกถ่ายไต

หุ่นยนต์ดาวินชี (Da Vinci Robotic System) เป็นระบบผ่าตัดผ่านกล้องชนิดพิเศษที่ประกอบด้วยแขนกลอัจฉริยะหลายแขนและกล้องถ่ายภาพ 3 มิติความละเอียดสูง แพทย์ผ่าตัดจะควบคุมแขนกลเหล่านี้จากคอนโซลภายในห้องผ่าตัด โดยการเคลื่อนไหวของมือและนิ้วแพทย์จะถูกแปลงเป็นการเคลื่อนไหวของแขนกลอย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มความละเอียดในการผ่าตัดและลดข้อจำกัดของการผ่าตัดแบบดั้งเดิม

ในการปลูกถ่ายไต แพทย์จะทำรอยกรีดขนาดเล็กเพียงไม่กี่จุดบนผนังหน้าท้อง เพื่อสอดแขนกลและกล้องเข้าไปแทนการเปิดแผลขนาดใหญ่ จากนั้นจึงวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานและเชื่อมต่อกับหลอดเลือดและกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย ภายใต้ภาพขยายที่ช่วยให้เห็นโครงสร้างภายในได้อย่างละเอียดมากขึ้น

ผ่าตัดเปิดกับหุ่นยนต์ดาวินชี ต่างกันอย่างไร

สำหรับผู้ป่วยที่กำลังพิจารณาระหว่างสองทางเลือกนี้ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือขนาดของแผลผ่าตัด การผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิมต้องกรีดแผลขนาดใหญ่บริเวณหน้าท้องเพื่อให้แพทย์มองเห็นและทำงานได้ ในขณะที่การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ดาวินชีใช้รอยกรีดเล็กเพียงไม่กี่จุด ส่งผลให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อโดยรอบได้รับการบาดเจ็บน้อยกว่ามาก

ความแตกต่างนี้สะท้อนออกมาในประสบการณ์หลังผ่าตัดอย่างชัดเจน ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์มักรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่า ต้องใช้ยาแก้ปวดน้อยลง และเสียเลือดระหว่างผ่าตัดน้อยกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่การพักฟื้นที่สั้นกว่าและสามารถกลับบ้านได้เร็วกว่าการผ่าตัดเปิดอย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านของแพทย์ผู้ผ่าตัด การผ่าตัดเปิดอาศัยการมองเห็นด้วยตาเปล่าและการสัมผัสโดยตรง ขณะที่หุ่นยนต์ดาวินชีมอบภาพขยาย 3 มิติความละเอียดสูงและแขนกลที่กรองการสั่นของมือออก ทำให้การต่อหลอดเลือดและท่อไตซึ่งเป็นขั้นตอนที่ละเอียดที่สุดในการปลูกถ่ายไตทำได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ข้อดีของการ ปลูกถ่ายไต ด้วยหุ่นยนต์ดาวินชี

  • แผลผ่าตัดขนาดเล็กกว่า เพราะการผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิมต้องกรีดแผลขนาดใหญ่บริเวณหน้าท้อง ในขณะที่การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ดาวินชีใช้รอยกรีดขนาดเล็กเพียงไม่กี่จุด แผลที่เล็กกว่าหมายถึงการบาดเจ็บต่อผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบน้อยกว่า ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นตัวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • เจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยลง การผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าหลังการผ่าตัด ต้องพึ่งพายาแก้ปวดน้อยลง และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ในเวลาอันสั้น
  • เสียเลือดน้อยกว่า ความแม่นยำของแขนกลและการมองเห็นที่ชัดเจนจากกล้อง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถควบคุมหลอดเลือดได้ดีขึ้น ลดปริมาณการเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด ซึ่งส่งผลดีต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยรวม
  • ฟื้นตัวเร็ว กลับบ้านได้เร็วกว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ดาวินชีมักสามารถกลับบ้านได้เร็วกว่าการผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิม เนื่องจากแผลเล็กกว่า เจ็บน้อยกว่า และร่างกายใช้เวลาฟื้นตัวน้อยกว่า
  • ภาพขยาย 3 มิติความละเอียดสูง ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ระบบกล้อง 3 มิติของหุ่นยนต์ดาวินชีช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างภายในช่องท้องได้ชัดเจนและละเอียดกว่าการมองด้วยตาเปล่า สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในขั้นตอนการต่อหลอดเลือดและท่อไต ซึ่งต้องการความละเอียดและความแม่นยำสูง
  • แขนกลช่วยลดการสั่น เพิ่มความมั่นคงในการผ่าตัด ระบบแขนกลของหุ่นยนต์ดาวินชีถูกออกแบบมาเพื่อกรองและลดการสั่นของมือแพทย์ ทำให้การเคลื่อนไหวในการผ่าตัดมีความมั่นคงและแม่นยำสูงกว่า โดยเฉพาะในขั้นตอนที่ต้องการความละเอียดสูงสุด 

การปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ดาวินชี เหมาะสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีสภาพร่างกายพร้อมสำหรับการผ่าตัด โดยแพทย์จะพิจารณาจากสุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษา เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยโรคอ้วนบางราย การผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลขนาดเล็กอาจช่วยลดข้อจำกัดของการผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิม และช่วยให้การดูแลหลังผ่าตัดเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับการประเมินของทีมแพทย์ในผู้ป่วยแต่ละราย

ที่ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลเวชธานี ทีมแพทย์ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่การประเมินก่อนผ่าตัด การเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกถ่ายไต ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

แม้การผ่าตัดปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์จะช่วยลดผลกระทบจากการผ่าตัดได้มาก แต่ผู้ป่วยยังคงต้องดูแลตนเองอย่างเคร่งครัดหลังการผ่าตัด โดยเฉพาะการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านไตใหม่ หรือที่เรียกว่าภาวะสลัดไต นอกจากนี้ยังต้องติดตามผลการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรค และดูแลสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายครอบครัวที่อาจมีบุตร หลาน หรือญาติที่เป็นผู้พิการทางร่างกายและกำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษาและการประกอบอาชีพ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้พิการจำนวนมากมีความสามารถไม่แตกต่างจากคนทั่วไป หากได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม และได้รับการส่งเสริมด้านอาชีพอย่างถูกต้อง ผู้พิการก็สามารถสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่เป็นภาระต่อครอบครัว และสังคม

ผู้พิการทางร่างกายสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความสามารถ การศึกษา และลักษณะความพิการ ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้พิการสามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานด้านคอมพิวเตอร์และดิจิทัล เช่น เจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูล แอดมินเพจ เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าออนไลน์ นักออกแบบกราฟิก นักตัดต่อวิดีโอ โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาเว็บไซต์ นักเขียนคอนเทนต์ หรือผู้ดูแลสื่อออนไลน์ รวมถึงการประกอบอาชีพอิสระ อาทิ การขายสินค้าออนไลน์ งานฝีมือ งานประดิษฐ์ ตลอดจนงานช่างเฉพาะทาง เช่น ช่างคอมพิวเตอร์ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ ช่างซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบาริสต้า เป็นต้น

ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้พิการ โดยหนึ่งในนั้นคือ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายได้เข้าถึงการศึกษาและการฝึกอาชีพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ข้อมูลจาก นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน 

ปัจจุบันวิทยาลัยฯ เปิดการเรียนการสอนให้คนพิการได้เรียนในหลักสูตรต่างๆทั้งปวช.-ปวส. และชั้นเตรียมการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร เพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงการศึกษาแบบเรียนโรงเรียนประจำจนจบระดับ ปวช. – ปวส. และช่วยให้มีงานทำ ช่วยเหลือตัวเอง-ครอบครัวได้อย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้มีความเหมาะสมด้านอาชีพของคนพิการ และตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ เพื่อทำให้ผู้เรียนมีความสามารถระดับมืออาชีพในอนาคต มีหลักสูตรการเรียนการสอน 3 หลักสูตร คือ (1) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า) (2) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ และ (3) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15 ปี ขึ้นไป

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2569 วิทยาลัยฯ ยังจัดได้ โครงการ “นวัตกรรมอาชีพเพื่อคนพิการ : สร้างงาน สร้างรายได้ สู่คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้พิการให้มีทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยการฝึกอบรม 7 หลักสูตรอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ได้แก่

  • นวัตกรรมการพิมพ์ 3 มิติ: ฝึกออกแบบและผลิตชิ้นงาน 3 มิติเพื่อพัฒนาสินค้าต้นแบบและจำหน่ายออนไลน์
  • บาริสต้ายุคใหม่ สู่ธุรกิจร้านกาแฟขนาดย่อม : ฝึกทักษะการชงเครื่องดื่มและบริหารจัดการร้านกาแฟ
  • บริหารจัดการธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจร : เรียนรู้ระบบหลังร้านและการบริหารต้นทุน
  • ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และฉลากสินค้าดิจิทัล : ฝึกผลิตป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ และฉลากสินค้า
  • นวัตกรรมงานพิมพ์สู่ธุรกิจสินค้าพรีเมียม: ฝึกพิมพ์ลวดลายบนวัสดุหลากหลายเพื่อสร้างสินค้าสั่งทำพิเศษ
  • ศิลปะตกแต่งเล็บเจล สู่ธุรกิจความงาม : ฝึกทักษะช่างทำเล็บเจลเพื่อประกอบอาชีพอิสระ
  • พัฒนาทักษะช่างเทคนิค สู่ศูนย์บริการซ่อมบำรุง : ฝึกซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

โครงการฯดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างทักษะวิชาชีพให้แก่คนพิการเท่านั้น แต่ยังเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้าถึงอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมการจัดการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายในศูนย์ฝึกอาชีพ รวมถึงการสร้างโมเดลธุรกิจจำลอง เพื่อให้คนพิการได้ฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการ การผลิตและการให้บริการในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะเฉพาะทางสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสู่อาชีพที่ยั่งยืนได้  ช่วยยกระดับทักษะวิชาชีพของคนพิการให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 80 คน และคาดว่าในปีหน้าจะมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 100 คน โดยวิทยาลัยฯ เชื่อว่าการมอบการศึกษาและทักษะอาชีพไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่คือการมอบ “โอกาส” ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้พิการ ให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อีกหนึ่งภาคเอกชนที่ร่วมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้พิการ คือ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำโดย นายสันทวัฒน์ สินาเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งได้มอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนผู้พิการ โดยมี นายชิด สุขหนู ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน เปิดโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพ อันจะนำไปสู่การมีอาชีพ มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ วิทยาลัยฯ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ภาคธุรกิจ องค์กร และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่เยาวชนผู้พิการ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่บัญชี 295-6-00370-4 หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-4246-5645 เพราะทุกการให้ คือการร่วมสร้างโอกาสให้ผู้พิการก้าวสู่การมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

CAR T-Cell Therapy เป็นเทคโนโลยีการรักษามะเร็งขั้นสูง โดยนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) จากเลือดผู้ป่วยหรือผู้บริจาคมาดัดแปลงในห้องปฏิบัติการ ให้มีตัวรับพิเศษที่เรียกว่า Chimeric Antigen Receptor หรือ CAR เพื่อให้ทีเซลล์รู้จักและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง เทคโนโลยีนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) และถูกเรียกว่า “ยาที่มีชีวิต” เนื่องจากผลิตเฉพาะรายบุคคล และสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นาน

ข้อมูล ภญ.ณัฐพร ลิขิตสกุลชัย เภสัชกรคลินิก ศูนย์เซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน CAR T-cell therapy ถูกนำมาใช้รักษามะเร็งทางโลหิตวิทยาในหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษามาตรฐาน และได้รับการบรรจุในแนวทางการรักษามาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้นทุนการรักษาที่สูง

ประเทศไทยได้พัฒนาองค์ความรู้ด้าน CAR T-cell อย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายสถาบันการแพทย์และมหาวิทยาลัยร่วมวางรากฐานงานวิจัยด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด หนึ่งในก้าวสำคัญคือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์และคณะ ได้พัฒนา CD19-specific CAR T-cell ของไทยขึ้นเป็นรายแรก โดยเริ่มการศึกษาในระยะหลอดทดลองตั้งแต่ ปี พ.ศ.2557 และดำเนินการศึกษาต่อเนื่องมาจนถึงระยะคลินิก จนประสบความสำเร็จในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ (B-ALL) ที่ดื้อต่อการรักษาหรือกลับเป็นซ้ำ ต่อมารองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ใจ นิภารักษ์
และคณะ ได้ต่อยอดแพลตฟอร์มดังกล่าวสู่การศึกษารักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ในผู้ใหญ่ (B-cell Lymphoma)
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกการรักษาจำกัด

การพัฒนา CAR T-cell สัญชาติไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ผ่านการจัดตั้งบริษัทเจเนพูติก ไบโอ จำกัด (Genepeutic Bio) เมื่อปี พ.ศ. 2563 ร่วมกับ สวทช. และ TCELS เพื่อพัฒนาหน่วยผลิตเซลล์และยีนบำบัดตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) แห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ CD19-specific CAR T-cell ของรามาธิบดีและ Genepeutic Bio อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย สำหรับขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากนี้คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม CAR T-cell ชนิดอื่น ๆ เช่น GD2-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งนิวโรบลาสโตมาในเด็ก (Neuroblastoma) และ BCMA-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งไขกระดูกชนิดมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple myeloma) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงในอนาคต

จุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกำหนดให้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ที่มีส่วนผสมของยีน เซลล์ หรือเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางถึงสูง รวมถึง CAR T-cell ถือเป็น “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการยกระดับและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากประกาศฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 2567 ที่ได้วางหลักการให้ ATMPs เป็นยาไว้แล้ว

ประกาศดังกล่าวทำให้การวิจัย การผลิต และการนำ CAR T-cell มาใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลด้านยาอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งมาตรฐานการผลิต คุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการติดตามผลหลังการใช้

ทั้งนี้ แม้ CAR T-cell ที่มุ่งเป้าโปรตีน CD19 เหมือนกัน แต่หากมีความแตกต่างด้านโครงสร้าง เช่น ลำดับกรดอะมิโนของ scFv หรือชนิดของ costimulatory domain จะถือเป็นผลิตภัณฑ์คนละชนิดในทางเภสัชกรรมและกฎหมาย จึงต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตนเอง ไม่สามารถอ้างอิงผลการศึกษาข้ามผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง

เมื่อ CAR T-cell ถูกกำกับดูแลในฐานะยา “เภสัชกร” จึงมีบทบาทสำคัญตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. ดูแลคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต

• ควบคุมกระบวนการผลิตให้สะอาดปลอดภัย — เภสัชกรกำกับดูแลทุกขั้นตอนการผลิต CAR T-cell ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล (เรียกว่า GMP) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

• ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนปล่อยให้ใช้ — ก่อนนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับผู้ป่วยจริง ต้องผ่านการตรวจสอบหลายด้าน เช่น การทดสอบเอกลักษณ์ การทดสอบประสิทธิภาพ จำนวนเซลล์มีชีวิตอยู่ในสัดส่วนที่เพียงพอ ไม่มีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราปนเปื้อน เปรียบเสมือนการตรวจสอบคุณภาพยาก่อนส่งถึงมือผู้ป่วยทุกครั้ง

2. ดูแลการจัดเก็บและขนส่งด้วยความเย็นจัด

• เก็บรักษาในอุณหภูมิเย็นจัดมาก — ผลิตภัณฑ์ CAR T-cell ต้องเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่เย็นจัดกว่าตู้แช่แข็งทั่วไปมาก
(ต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส) เพื่อคงสภาพผลิตภัณฑ์ไว้ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ เภสัชกรมีหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ

• ควบคุมคุณภาพระหว่างการขนส่ง — เมื่อต้องเคลื่อนย้าย
ผลิตภัณฑ์จากสถานที่ผลิตมาถึงโรงพยาบาล ต้องมั่นใจว่าอุณหภูมิเย็น จัดถูกรักษาไว้ตลอดเส้นทาง ไม่มีช่วงใดที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนอาจทำให้ผลิตภัณฑ์เสียหาย

3. ดูแลขั้นตอนการเตรียม บริหารผลิตภัณฑ์ให้ผู้ป่วย และเฝ้าระวังและดูแลอาการไม่พึงประสงค์

• เตรียมร่างกายผู้ป่วยก่อนรับผลิตภัณฑ์ — ร่วมวางแผนการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อ “เคลียร์พื้นที่” ในร่างกาย ช่วยให้ CAR T-cell
ที่ให้เข้าไปสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

• ตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ป่วยคนนั้นจริง — เนื่องจาก CAR T-cell ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (ไม่ใช่ยาที่ใช้ร่วมกันได้) เภสัชกรต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผลิตภัณฑ์ตรงกับตัวผู้ป่วยแน่นอน ป้องกันความผิดพลาดที่ร้ายแรง

• เตรียมความพร้อมก่อนใช้งาน — ก่อนบริหารให้
ผู้ป่วย ต้องนำผลิตภัณฑ์มาละลายอย่างถูกวิธีและถูกเวลา เพราะเมื่อละลายแล้วจะมีเวลาใช้งานได้จำกัด ต้องบริหารผลิตภัณฑ์ให้
ผู้ป่วยภายในเวลาที่กำหนด

• ควบคุมขั้นตอนการให้ยา — ดูแลความถูกต้องของวิธีบริหารผลิตภัณฑ์ทางหลอดเลือดดำ พร้อมเตรียมทีมและอุปกรณ์ให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

• เฝ้าระวังและจัดการอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะทาง — ติดตามภาวะหลั่งสารไซโตไคน์มากเกินไป (CRS) ที่ทำให้ไข้สูง ความดันโลหิตต่ำ หรือหายใจลำบาก และภาวะทางระบบประสาทจากภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้น (ICANS) ที่ทำให้สับสนหรือพูดลำบาก ซึ่งมักเกิดร่วมกัน พร้อมจัดเตรียมยารักษา เช่น tocilizumab และ corticosteroid รวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ

4. จัดทำทะเบียนผู้ป่วยและติดตามผลระยะยาว

• บันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ — จัดทำทะเบียนเก็บข้อมูลผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายในระยะยาว ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

• ติดตามความปลอดภัยในระยะยาว — CAR T-cell สามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน จึงต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง เช่น ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

5. การกำกับดูแลและขึ้นทะเบียนยา จัดเตรียมเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนยาอย่างถูกต้อง — รวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ CAR T-cells ของไทยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

การที่ CAR T-cell ได้รับการกำกับดูแลในฐานะ “ยา” จึงเป็นทั้งก้าวสำคัญของระบบกฎหมายยาไทย และสะท้อนบทบาทใหม่ของเภสัชกรในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการผลิตจนถึงการดูแลผู้ป่วยจริง

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมี พระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศใน รพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา
รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ
ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร. 0-27183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจาก พระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบเลือดและระบบน้ำเหลือง ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีการแบ่งตัวอย่างผิดปกติ ไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสรักษาให้หายขาดหรือสามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานาน

มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) เป็นโรคที่เกิดจากไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติและมีจำนวนมากเกินไป ทำให้รบกวนการสร้างเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการซีด เหนื่อยง่าย มีไข้ เลือดออกง่าย หรือมีการติดเชื้อบ่อย

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นมะเร็งของระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มักมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ รวมถึงอาจมีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาที่เหมาะสม ความก้าวหน้าทางการแพทย์ เช่น การรักษาแบบมุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด และการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ได้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

 ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  เปิดเผยว่า ตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มุ่งมั่นพัฒนาการรักษาผู้ป่วยด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มดำเนิน โครงการปลูกถ่ายไขกระดูก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคทางโลหิตวิทยาและโรคซับซ้อนที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยวิธีทั่วไปได้ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) โรคไขกระดูกฝ่อ รวมถึง โรคโลหิตจางทางพันธุกรรมบางชนิด และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

จากความสำเร็จในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากพี่น้องสายเลือดเดียวกัน สู่การพัฒนาการรักษาที่สามารถใช้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ และในปัจจุบันสามารถใช้ผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันที่ได้จากญาติสายตรงได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็น แห่งแรกของประเทศไทย จนถึงวันนี้ มีผู้ป่วยมากกว่า 1,800 ราย ในช่วงอายุตั้งแต่ แรกเกิด จนถึง 65 ปี ที่ได้รับการรักษาและมีชีวิตใหม่จากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต

เดิมทีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเป็นแนวทางการรักษาใหม่ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังไม่ครอบคลุมการเบิกจ่ายตามสิทธิการรักษาต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งทางโลหิตและโรคเรื้อรังรุนแรง ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ จึงได้มีการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือค่ารักษามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพลังของการให้ที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันได้พัฒนาการรักษาที่สามารถใช้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ และยังสามารถใช้ผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันได้แก่ จากบิดาหรือมารดาให้ลูก หรือจากลูกให้บิดาหรือมารดาสำเร็จดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นยังต้องมีการระดมทุนต่อเนื่องอีกมาก เนื่องจากการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันนี้ไม่สามารถเบิกจ่ายจากสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้

ท่ามกลางวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรทางการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ต่อยอดงานวิจัยด้านการรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัด จนสามารถนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่เคยถูกมองว่า “รักษาไม่ได้” หรือมีทางเลือกจำกัด หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญคือ CAR CD19 T-cell ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดดื้อต่อการรักษา มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง และผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลายครั้ง การรักษานี้เป็นการนำเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยเองหรือผู้บริจาคมาตัดต่อพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างตรงเป้าหมายและเป็นการรักษาเฉพาะบุคคลอีกด้วย

แม้การรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัดได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 15 ล้านบาทต่อรายสำหรับ CAR CD19 T-cell แต่ด้วยศักยภาพของบุคลากรการแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถพัฒนาการรักษาที่มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล และลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 10–20 เท่า อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายนี้ก็ยังคงเกินกำลังของผู้ป่วยจำนวนมาก และยังไม่ได้รับการสนับสนุนการเบิกจ่ายจากภาครัฐในปัจจุบัน โดยปัจจุบันได้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell ไปแล้ว 40 ราย ได้ผลโดยรวมถึงร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคสงบปลอดโรคอย่างน้อย 2 ปี โดยผู้ป่วยเหล่านี้ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้ามาหลายขนานแล้ว

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพระบบการรักษาของประเทศ พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ต่อยอดงานวิจัย และวางรากฐานสำคัญในการผลักดันให้การรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัดได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในอนาคต

เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า และนวัตกรรมทางการแพทย์ จะเกิดความหมายสูงสุดได้ เมื่อถูกส่งต่อถึงผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

โดยกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ได้ให้ความช่วยเหลือมาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี สนับสนุนโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งประเทศที่ได้มีการส่งต่อมารับการรักษาด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยดังกล่าว

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคม นี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล…อาหารของคนรักสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล...อาหารของคนรักสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล…อาหารของคนรักสุขภาพ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.45 น.

ในบรรดาพืชตระกูลถั่วที่เรารู้จัก ถั่วเลนทิล (lentils) อาจดูเป็นเพียงเมล็ดเล็ก ๆ ที่ไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับถั่วเหลือง ถั่วดำ หรือถั่วเขียว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการและผลลัพธ์ต่อสุขภาพตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ถั่วเลนทิลอาจจัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต” ที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ถั่วเลนทิล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Lens culinaris) เป็นพืชตระกูลถั่ว (legume) ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและเอเชียตะวันตก โดยมีการเพาะปลูกมาแล้วมากกว่า 9,000 ปี ปัจจุบันถั่วเลนทิลยังคงเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในหลายวัฒนธรรมอาหาร โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกกลาง

ถั่วเลนทิลมีลักษณะเด่นคือเมล็ดกลมแบนขนาดเล็ก และมีหลายสี ได้แก่ สีเขียว สีแดง/ส้ม สีดำ และสีน้ำตาล ซึ่งแต่ละชนิดมีเนื้อสัมผัสและเหมาะกับการประกอบอาหารแตกต่างกัน เลนทิลสีเขียว (Puy หรือ French lentils) มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง มีกลิ่นเฉพาะตัว เมื่อปรุงสุกยังคงรูปและมีเนื้อสัมผัสหนึบ จึงเหมาะสำหรับเมนูสลัดหรืออาหารที่ต้องเคี่ยวนาน ส่วนเลนทิลสีแดงหรือสีส้ม (Red/Orange lentils) มีเนื้อสัมผัสนุ่ม เปื่อยง่าย และมีรสหวานเล็กน้อย จึงนิยมนำมาทำซุป แกง หรือดาล (Dal) แบบอินเดีย รวมทั้งอาหารสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนและโฟเลตที่ดี เลนทิลสีดำ (Beluga lentils) มีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำเงาคล้ายคาเวียร์ เนื้อแน่นและคงรูปหลังปรุงสุก จึงนิยมใช้ในอาหารจานหลักหรือเป็นเครื่องเคียง ขณะที่เลนทิลสีน้ำตาล (Brown lentils) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยและมีราคาย่อมเยาที่สุด เมล็ดค่อนข้างแข็ง คงรูปได้ดีหลังต้ม มีรสชาติอ่อนคล้ายถั่วทั่วไป เหมาะสำหรับซุป สตูว์ และเมนูอาหารประจำวัน

คุณค่าทางโภชนาการของถั่วเลนทิลมีความโดดเด่นทั้งในรูปแบบดิบและหลังปรุงสุก โดยเป็นแหล่งของโปรตีนจากพืช ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามินบีกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะโฟเลต (วิตามินบี9) รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญ เช่น เหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี และแคลเซียม ขณะเดียวกันมีไขมันต่ำและไม่พบคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชในอาหาร

เมื่อถั่วเลนทิลผ่านการปรุงสุก เมล็ดจะดูดซับน้ำทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเข้มข้นของสารอาหารต่อ 100 กรัมลดลงเมื่อเทียบกับเมล็ดดิบ อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารอาหารที่ได้รับจากการบริโภคจริงยังคงอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากโดยทั่วไปสามารถรับประทานถั่วเลนทิลที่ปรุงสุกได้ในปริมาณมากกว่าเมล็ดดิบ นอกจากนี้ การปรุงสุกยังช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร พร้อมทั้งลดสารต้านโภชนาการบางชนิด เช่น ไฟเตต (phytate) และเลคติน (lectin) ได้บางส่วน

จากข้อมูลของ USDA FoodData Central ถั่วเลนทิลที่ปรุงสุกยังคงเป็นแหล่งโปรตีน ใยอาหาร และโฟเลตที่ดีเยี่ยม ให้พลังงานไม่สูง ไขมันต่ำ และมีแร่ธาตุหลายชนิด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ดูแลสุขภาพหัวใจ หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ประโยชน์ต่อสุขภาพของการบริโภคถั่วเลนทิล

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การบริโภคถั่วเลนทิลเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมสุขภาพหลายด้าน เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ

  • ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด: ถั่วเลนทิลอุดมด้วยใยอาหารชนิดละลายน้ำ ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (low-density lipoprotein; LDL) ในเลือด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของโพแทสเซียม โฟเลต และสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยลดการอักเสบและส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: ถั่วเลนทิลมีค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index; GI) ต่ำ (ประมาณ 21–30) และมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนร่วมกับใยอาหาร จึงช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ส่งเสริมสุขภาพลำไส้และช่วยควบคุมน้ำหนัก: ใยอาหารในถั่วเลนทิลทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก (prebiotic) ช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งมีบทบาทต่อการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ โปรตีนและใยอาหารยังช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก รวมถึงผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกน

เป็นแหล่งโฟเลตที่สำคัญ: ถั่วเลนทิลเป็นแหล่งโฟเลต (วิตามินบี9) ที่ดี ซึ่งมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์และหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตมีบทบาทในการพัฒนาระบบประสาทของทารก และช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของหลอดประสาท (neural tube defects) เช่น ภาวะไขสันหลังไม่ปิด (spina bifida)

วิธีการประกอบอาหารและการเก็บรักษา

ถั่วเลนทิลไม่จำเป็นต้องแช่น้ำก่อนปรุงเหมือนถั่วเมล็ดใหญ่ แต่การแช่น้ำประมาณ 2–4 ชั่วโมงจะช่วยให้เมล็ดสุกเร็วขึ้นและลดปริมาณไฟเตต (phytate) ซึ่งอาจรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด ระยะเวลาในการต้มขึ้นอยู่กับชนิดของถั่ว โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10–35 นาที และควรหลีกเลี่ยงการเติมเกลือหรือวัตถุดิบที่มีความเป็นกรดระหว่างต้ม เพราะอาจทำให้เมล็ดสุกช้าลง

ถั่วเลนทิลดิบควรเก็บในภาชนะปิดสนิทในที่แห้งและเย็น สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปี ส่วนถั่วที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บในตู้เย็นและบริโภคภายใน 3–5 วัน หรือแช่แข็งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ทั้งนี้ ถั่วเลนทิลสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น ซุป สตูว์ แกง สลัด หรือใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารมังสวิรัติ

ข้อควรระวังในการบริโภค

แม้ว่าถั่วเลนทิลจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ในบางคนอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือมีแก๊สในทางเดินอาหาร เนื่องจากมีโอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharides) นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตที่จำเป็นต้องจำกัดการได้รับโพแทสเซียมควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานเป็นประจำ

ถั่วเลนทิลยังมีสารต้านสารอาหาร (anti-nutrients) เช่น ไฟเตตและเลคติน (lectin) ซึ่งอาจลดการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารดังกล่าวสามารถลดลงได้ด้วยการแช่น้ำ การล้างเมล็ดก่อนปรุง หรือการทำให้งอก

โดยสรุป ถั่วเลนทิลเป็นอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชในชีวิตประจำวัน

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สภาพอากาศในประเทศไทยจะเริ่มมีความชื้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาทางกายภาพอย่างน้ำท่วมขังตามท้องถนนและอุณหภูมิที่แปรปรวนในแต่ละวัน

ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบากขึ้น แต่ยังเป็นสภาพแวดล้อมชั้นดีที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเชื้อโรคอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กลุ่มเสี่ยงที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งกลุ่มโรคในหน้าฝนนั้นมีหลากหลายประเภทที่สร้างความรุนแรงจนถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงวรินทิพย์ มหาพสุธานนท์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดเผยว่า โรคที่พบได้ในช่วงหน้าฝนมีหลายกลุ่ม เช่น โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคที่มียุงเป็นพาหะ ซึ่งในบางกรณีอาจมีความรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาล

กลุ่มโรคแรกที่มักมาพร้อมกับหน้าฝน คือ โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เช่น เชื้อซาลโมเนลลา อีโคไล และโนโรไวรัส ผู้ป่วยมักจะมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้ง อาเจียน ปวดท้อง และมีไข้ร่วมด้วยในบางราย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับโรคในกลุ่มนี้คือ ภาวะขาดน้ำจากการสูญเสียของเหลวออกจากร่างกายในปริมาณมาก ซึ่งหากพบว่าผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการดูแลและประเมินอาการจากแพทย์อย่างเหมาะสม

ถัดมาคือ กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางผิวหนังและเยื่อบุ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการสัมผัสน้ำท่วมขังหรือสิ่งแวดล้อมที่สกปรก โรคที่พบบ่อยและคุ้นเคยกันดีคือโรคตาแดง ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล และมีขี้ตามากผิดปกติ ขณะที่อีกหนึ่งโรคอันตรายร้ายแรงในกลุ่มนี้คือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคไข้ฉี่หนู ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำและสามารถชอนไชเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านบาดแผลเล็ก ๆ บนผิวหนัง หรือผ่านทางเยื่อบุตา จมูก และปาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณน่อง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น ตับอักเสบหรือไตอักเสบได้ การทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังลุยน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจ ถือเป็นกลุ่มโรคยอดฮิตในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ตั้งแต่ไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงปอดบวม โดยผู้ป่วยมักเริ่มจากอาการไอ เจ็บคอ คัดจมูก มีไข้ และอ่อนเพลีย อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรงจนลุกลามสู่ภาวะปอดบวม จะมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือหายใจเร็วผิดปกติ ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็กต้องได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น

นอกจาก โรคที่เกิดจากเชื้อโรคในอากาศและน้ำแล้ว โรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะก็ยังคงเป็นภัยเงียบที่ทวีความรุนแรงในฤดูฝน เนื่องจากมีแหล่งน้ำขังตามภาชนะต่าง ๆ เอื้อต่อการเพาะพันธุ์ยุง ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยเฉียบพลัน และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีผื่นแดง ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะเลือดออกตามผิวหนังหรืออวัยวะภายใน ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันภาวะช็อก

อีกกลุ่มโรคที่ผู้ปกครองต้องระวัง นั่นคือโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่อยู่ร่วมกันในสถานศึกษา โรคนี้มักแสดงอาการด้วยการมีไข้ ร่วมกับการเกิดตุ่มน้ำใสหรือแผลตื้น ๆ บริเวณกระพุ้งแก้ม เพดานปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ทำให้เด็กมีอาการเจ็บปาก กลืนลำบาก และรับประทานอาหารได้น้อยลง แม้ส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เอง แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากเด็กมีอาการซึมลง อาเจียนบ่อย หรือมีอาการกระตุก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

การป้องกันโรคในหน้าฝนเริ่มต้นได้จากการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่

  • การสวมรองเท้าบูทเมื่อต้องลุยน้ำขัง
  • การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • การกำจัดแหล่งน้ำขังรอบบ้าน

ส่วนใครก็ตามที่ตากฝนมา เนื่องจากในน้ำฝนมีการปนเปื้อนของฝุ่นละออง สารเคมี และเชื้อโรคจำนวมาก ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้านแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ เพื่อป้องกันการเสี่ยงป่วย ได้แก่

  • สระผมและอาบน้ำทันที เพื่อล้างสารเคมีและเชื้อโรคออกให้หมด
  • เช็ดผมให้แห้งสนิท อย่าปล่อยให้ร่างกายชื้นและเย็นเป็นเวลานาน
  • ดื่มน้ำอุ่น เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายจากภายใน
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อชะล้างฝุ่น เชื้อโรคและมลพิษที่สูดหายใจเข้าไป
  • ทำร่างกายให้อบอุ่น โดยการใส่เสื้อผ้าหนา ๆ หรือห่มผ้า

อย่างไรก็ตาม หากตนเองหรือคนในครอบครัวมีอาการป่วย เช่น ไข้สูงไม่ลดลง หายใจเหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง หรือมีอาการซึมและขาดน้ำ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง แต่ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีก่อนที่อาการจะลุกลามรุนแรง

สภากาชาดไทยชวนบริจาคโลหิตร่วมให้ชีวิตเพื่อชีวิต ถวายพระกุศล

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยร่วมบริจาคโลหิตในโครงการ “โลหิตแห่งความภักดี น้อมถวายเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ระหว่างวันที่ 12-30 มิถุนายน 2569 เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยประชาชนสามารถร่วมบริจาคได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศทุกแห่ง

ร่วม “ให้ชีวิตเพื่อชีวิต” ด้วยการบริจาคโลหิต ถวายพระกุศลด้วยหัวใจแห่งความภักดี

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

Life&Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

Life&Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ในโลกปัจจุบันที่นวัตกรรมทางการแพทย์ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง “ยา” ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสี่ในการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์หากใช้ไม่ถูกวิธี ท่ามกลางกระบวนการดูแลสุขภาพที่ซับซ้อนนี้ “เภสัชกร” คือวิชาชีพที่ยืนหยัดอยู่แถวหน้าในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยาที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างตัวยากับผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าสูงสุดในการรักษา

ข้อมูลจาก เภสัชกรปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพ พศ.2537 ฉบับปรับปรุงปัจจุบัน “วิชาชีพเภสัชกรรม”[ หมายความว่า วิชาชีพที่เกี่ยวกับการกระทำในการเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา การเลือกสรรยา การวิเคราะห์ยา การควบคุมและการประกันคุณภาพยา การปรุง และการจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ การปรุงยา การจ่ายยา การขายยา และการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยยาและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับยา การให้คำแนะนำปรึกษาและการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา รวมทั้งการดำเนินการหรือร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการค้นหา ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ยา

สภาเภสัชกรรม ในฐานะองค์กรควบคุมวิชาชีพ ตาม พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม ตระหนักดีว่าบทบาทของเภสัชกรไทยในปัจจุบันได้วิวัฒนาการไปไกลกว่าการ “จ่ายยา” ตามใบสั่งยาเพียงอย่างเดียว แต่บทบาทของเภสัชกรได้แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของวงจรสุขภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน ดังนี้

1. เภสัชกรอุตสาหการ: ต้นน้ำแห่งคุณภาพและความมั่นคงทางยา

เบื้องหลังยาทุกเม็ด ทุกขวด ทุกหลอดที่ส่งถึงมือประชาชน คือการทำงานอย่างเข้มงวดของเภสัชกรในภาคอุตสาหกรรม เริ่มตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) การควบคุมคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (GMP) ไปจนถึงการขึ้นทะเบียนตำรับยาเพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้ามีมาตรฐานความปลอดภัยเท่าเทียมระดับโลก บทบาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้าง “ความมั่นคงทางยา” ให้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตที่การพึ่งพาตนเองด้านยาเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด

2. เภสัชกรขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์: จุดเริ่มต้นของความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

ยาและเครื่องมือแพทย์จะสามารถนำเข้าในประเทศได้หรือไม่ เภสัชกรชึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์มีตวามสำคัญเป็นอย่างมากในการจัดทำรายละเอียดงาน เตรียมและยื่นเอกสาร ติดตามผลการยื่นขึ้นทะเบียนยาและเครื่องมือแพทย์ จนกว่าจะได้รับการอนุมัติในประเทศไทย จัดทำเอกสารขึ้นทะเบียน การต่อใบอนุญาตและขอใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับผลิตภัณฑ์ให้ทันกับการนำเข้าและจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ติดต่อและประสานงานกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ในการเตรียมเอกสาร สนับสนุนข้อมูล สำคัญ ในการ
ยื่นขึ้นทะเบียนยาและเครื่องมือแพทย์ ทบทวนข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาและเครื่องมือทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ควบคุมการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้เป็นปัจจุบัน และรายงานต่อฝ่ายบริหาร สรุปข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่จะหมดอายุและข้อมูลอื่น ๆ และนำเสนอต่อฝ่ายบริหาร ปฏิบัติข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย

3. เภสัชกรโรงพยาบาลและบริบาลเภสัชกรรม: หัวใจสำคัญในระบบการรักษา

ในสถานพยาบาลทุกระดับไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาล
ส่งเสริมระดับตำบล ศูนย์บริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน เภสัชกรทำหน้าที่ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์และพยาบาล เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (Individualized Medicine) เภสัชกรทำหน้าที่ตรวจความถูกต้องของชนิดยา ขนาดยาที่ใช้ สอบความซ้ำซ้อน ป้องกันการแพ้ยา และเฝ้าระวังอันตรกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) การส่งมอบยาและการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ยา นอกจากนี้ บทบาทเภสัชกรโรงพยาบาลเฉพาะทาง เช่น เภสัชกร โรคมะเร็ง หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อ ยังเป็นกลไกหลักที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยโรคซับซ้อน

4. เภสัชกรชุมชน (ร้านยา): “ที่พึ่งแรก” ของประชาชน

ร้านยามาตรฐาน กว่าหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศ คือด่านหน้าของระบบสาธารณสุข เภสัชกรชุมชนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพเบื้องต้นที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เราไม่เพียงจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการ แต่ยังทำหน้าที่คัดกรองโรคเรื้อรัง ให้คำแนะนำการส่งต่อผู้ป่วย และที่สำคัญที่สุดคือการเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ด้านสุขภาพ” ในชุมชน ช่วยให้คนไทยหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ยาชุด หรือยาสมุนไพรที่ปนเปื้อนสารอันตราย

5. เภสัชกรปฐมภูมิ: การดูแลสุขภาพเชิงรุกถึงครัวเรือน

ในยุคของการดูแลสุขภาพเชิงรุก เภสัชกรปฐมภูมิได้ก้าวออกจากเคาน์เตอร์จ่ายยาลงพื้นที่สู่บ้านของผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เพื่อติดตามผลการใช้ยาในสภาพแวดล้อมจริง ตรวจสอบการเก็บรักษายาที่บ้าน ยาเหลือใช้ และลดปัญหาการใช้ยาผิดพลาด ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพระดับครอบครัว ทำให้การรักษามีความต่อเนื่องและไร้รอยต่อ

6. เภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภค: เกราะป้องกันความปลอดภัยของสังคม

เภสัชกรที่การทำงานในหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เภสัชกรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม หรือเครื่องมือแพทย์ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง และป้องกันผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของคนไทย

7. เภสัชกรการตลาด: ข้อมูลถูกต้องสู่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน

บริหารเภสัชกิจ เป็นงานเภสัชกรรมการตลาด คือบทบาทที่รวมทักษะความรู้ทางเภสัชกรรมกับการตลาดเข้าด้วยกัน ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ดูแลข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาอย่างละเอียด เพื่อช่วยทีมขายและผู้แทนจำหน่ายในการนำข้อมูลผลิตภัณฑ์ถูกต้องให้กับบุคคลากรทางการแพทย์และประชาชนแล้ว ยังต้องประสานงานกับฝ่ายขึ้นทะเบียนและโรงงานผลิตอย่างใกล้ชิด หลายคนเข้าใจว่าผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ยาเป็นแค่ผู้แทนขาย แต่จริงๆ แล้วตำแหน่งนี้ทำหน้าที่มากกว่า เช่น การเป็นวิทยากรฝึกอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์กับทีมขาย การวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมสินค้า รวมถึงออกบูธตามงานสัมมนาหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความรู้และเพิ่มการรับรู้แบรนด์ให้กับกลุ่มเป้าหมาย จุดเด่นของงานนี้คือโอกาสได้เรียนรู้ด้านธุรกิจและเภสัชกรรมไปพร้อมกัน รวมทั้งได้เป็นพิธีกรงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสบการณ์และความภูมิใจในงานที่ทำ สำหรับใครที่สนใจงานนี้ ควรเตรียมความรู้ทั้งด้านเภสัชกรรมและการตลาดให้แข็งแรง ลงมือฝึกฝนการสื่อสาร และเรียนรู้วิธีประสานงานหลายฝ่าย เพราะงานนี้ต้องทำงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่โรงงานไปจนถึงฝ่ายขายเพื่อให้สินค้าประสบความสำเร็จในตลาด สุดท้ายแล้ว  เภสัชกรการตลาด ถือเป็นสายงานที่มีความหลากหลายและเปิดโอกาสพัฒนาอย่างต่อเนื่องเหมาะสำหรับเภสัชกรที่ต้องการก้าวไปสู่บทบาทที่ท้าทายและสนุกกับการเรียนรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายและก้าวต่อไปของวิชาชีพ

ในวาระที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” และการมาถึงของเทคโนโลยี Digital Health บทบาทของเภสัชกรต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น “ที่ปรึกษาด้านสุขภาพดิจิทัล” (Digital Health Advisor) การใช้ระบบเภสัชกรรมทางไกล (TelePharmacy) เพื่อให้
คำปรึกษาทางไกล และการประยุกต์ใช้ระบบฐานข้อมูลยา (Big Data) เพื่อติดตามความปลอดภัยในระดับประชากร เป็นสิ่งที่สภาเภสัชกรรมกำลังมุ่งเน้นส่งเสริม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเพียงใด หัวใจหลักของวิชาชีพเภสัชกรรมยังคงเดิม คือ “จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ คุณธรรม และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์”

โดยสรุป เภสัชกรไทยในทุกแขนง ไม่ว่าจะทำงานในสถานพยาบาลที่มีผู้ป่วยแออัด หรือในร้านยาที่ใกล้ชิดชุมชน หรือเภสัชกรการตลาดในภาคเอกชน เภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภค เภสัชกรในภาคการศึกษา เภสัชกรวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทุกท่านคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยเข้มแข็ง สภาเภสัชกรรมขอให้คำมั่นว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของเภสัชกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เภสัชกรเป็นวิชาชีพที่ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจเสมอมา สภาเภสัชกรรมเคียงข้าง สร้างวิชาชีพชั้นนำ ทำให้ประชาชนวางใจ (Together Talent Trust) เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วย คือความภาคภูมิใจของเรา เภสัชกรไทยจะยังคงทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองสุขภาพ เคียงข้างสังคมไทยในทุกย่างก้าว เพื่อสร้างสังคมที่ใช้ยาอย่างสมเหตุผลและประชาชนมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางเทคโนโลยี และ โครงสร้างของกฏกติกาโลกเข้าสู่ “การแบ่งโครงสร้างอำนาจหลายขั้ว” ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ต้องบริหารจัดการองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นของการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ข้อมูลจาก ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI-Data Driven Technology และ AI Transformation and Solution  ระบุว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น SMEs ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารต้นทุนให้ต่ำ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ลดลง และ การแข่งขันที่สูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และ ศักยภาพในการทำงาน ไปพร้อมๆ กับ การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าใครเป็นกลุ่มลูกค้าและพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

SMEs มีทรัพยากรที่จำกัด เราต้องแม่นว่าใครเป็นลูกค้าของเรา และ เราต้องพัฒนาสินค้าและบริการอะไรที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย “ต้นทุนต่ำ และ กลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ” เป็นทางรอดของ SMEs ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

AI เครื่องมือบริหารจัดการต้นทุนให้ SMEs ไทย

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 3.31 ล้านราย เพิ่มขึ้น 54,457 ราย เมื่อเทียบกับปี 2567 มีการจ้างงาน จำนวน 13.65 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 69.12% ของการจ้างงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจำนวน 228,421 คน เทียบกับปี 2567 โดยธุรกิจกระจายตัวอยู่ในภาคธุรกิจการค้า บริการ และ การผลิต ถือว่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2568 SMEs มีมูลค่ารวม 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (GDP) และ มีอัตราการขยายตัวที่ 2.4% เมื่อเทียบกับปี 2567

ในขณะที่ SMEs เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งเรื่องของการจ้างงาน และ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่ธุรกิจ SMEs ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงบริบทของการทำงาน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาในการบริหารจัดการองค์กรให้ก้าวข้ามกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

จากรายงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า อัตราการเลิกกิจการของ SMEs คิดเป็นสัดส่วน 27% ของการจัดตั้งธุรกิจใหม่  อาทิ ในเดือนมีนาคม 2569 มีการตั้งธุรกิจใหม่ 7,588 ราย แต่จะมีการเลิกกิจการ 2,000 กว่าราย ในขณะที่มีกิจการ SMEs เลิกกิจการเฉลี่ย 20,000-23,000 รายต่อปี โดยมีอัตราการเลิกกิจการของ SMEs เพิ่มขึ้น 7% ต่อ ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ทั้งปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจ และ ปัญหาด้านการขายและการตลาด

ในปี 2569 ธุรกิจเผชิญกับวิกฤตที่ซ้ำซ้อนกันหลายวิกฤต ทั้งวิกฤตที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และ วิกฤตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ถดถอยลง

เมื่อกำลังซื้อถดถอย สิ่งที่ธุรกิจ SMEs ต้องเร่งจัดการคือ “การบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจท่ามกลางวิกฤต “กระแสเงินสดสำคัญที่สุด” (Cash is King) ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอ ได้เข้ามามีบทบาทช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ ในฐานะที่ เรียล สมาร์ท ทำธุรกิจ ด้าน AI Transformation และ AI Solution พบว่า ปัจจุบัน AI มีการพัฒนาให้สามารถทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของภาคธุรกิจได้ โดยเฉพาะการทำงานซ้ำๆ หรือ การทำงานประจำที่มีขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่ชัดเจน (Routine Work)  เช่น งานด้านการบันทึกรายงานลูกค้า งานบัญชีพื้นฐาน งานเช็คคลังสินค้า รวมไปถึงการจัดการเอกสารต่างๆ ภายใต้การออกแบบที่เหมาะกับการทำงานของแต่ละธุรกิจ เป็นการนำเอไอ มาใช้ในการปรับเปลี่ยน (Transform) ธุรกิจ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ในการปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุนในการทำงาน โดยใช้ทีมงานเท่าเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง

ปัจจุบันมีนวัตกรรมเอไอ ที่ถูกพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ต้นทุนในการเข้าถึงนวัตกรรมเอไอ ก็ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดต้นทุนในการดำเนินงาน ท่ามกลางวิกฤต และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“ข้อมูล” สร้างโอกาสที่ “แม่นยำ” ในการจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

นอกจากการบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุดแล้ว “ความแม่นยำ” ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การหว่านหาลูกค้าทั่วไปไม่ใช่การทำการตลาดที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน และ การเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูง (Red Ocean) ก็ไม่ใช้ทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีทรัพยากรที่จำกัด การเลือกลูกค้าที่ใช่ และ ผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ ด้วยข้อมูล(Big Data) จึงเป็นหัวใจสำคัญ

SMEs ต้องรู้ว่าใครเป็นลูกค้า และ สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแม่นยำ จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถที่จะก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาได้ ทั้งนี้ SMEs ต้องรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร และ ใครเป็นลูกค้า แล้วพัฒนาสินค้าและบริการแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ เป็นการสร้างน่านน้ำใหม่ให้กับตัวเอง (Blue Ocean) โดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการวิเคราะห์หากลุ่มลูกค้าเป้าหมายและพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งเทคโนโลยีเอไอ ในปัจจุบันเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในการสร้างน่านน้ำใหม่ของตัวเองได้

จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเอไอ เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงาน ทำให้ SMEs ไทย สามารถที่จะปรับโครงสร้างการบริหารจัดการให้มี ต้นทุนที่ถูกลง และ นำข้อมูลมาใช้ในการหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แม่นยำ เหมือน SMEs ที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ อย่าง ประเทศเอสโตเนีย เกาหลีใต้ จีน ที่มี SMEs จำนวนมาก และ ประสบความสำเร็จ จากการนำเทคโนโลยี และ ข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ