Life & Health : เรียนรู้ข้อปฏิบัตเรื่องความปลอดภัยของอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546528

Life & Health : เรียนรู้ข้อปฏิบัตเรื่องความปลอดภัยของอาหาร

Life & Health : เรียนรู้ข้อปฏิบัตเรื่องความปลอดภัยของอาหาร

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ความปลอดภัยเกี่ยวกับอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจในการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะในยามที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ จากการที่มีคนอยู่บ้านมากขึ้นรวมทั้งการทำงานที่บ้าน มีคนเป็นจำนวนมากที่ประสบปัญหาอาหารเป็นพิษจากความเชื่อและมีพฤติกรรมผิดๆ ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า The Academyof Nutrition and Dietetics ให้คำแนะนำเรื่องข้อปฏิบัติเรื่องความปลอดภัยของอาหารที่คนส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมผิดประจำ ซึ่งควรแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงดังนี้

l คนส่วนใหญ่มักจะใช้การชิมอาหารเป็นการทดสอบว่าอาหารเสียหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ผิดๆ

l ไม่ควรใช้การชิมเพื่อตัดสินว่าอาหารยังดีอยู่หรือไม่ เพราะแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเริ่มเสียอาจยังไม่เปลี่ยนรส สี หรือกลิ่นของอาหาร การชิมเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาหารเป็นพิษได้ควรจะทิ้งไปเสียไม่ต้องเสียดาย ดีกว่าจะปล่อยให้แบคทีเรียเจริญในระบบย่อยเรา

l ปลอดภัยที่จะเก็บอาหารสุกหรืออาหารพร้อมรับประทานในภาชนะเดียวกับเนื้อสัตว์ดิบ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในเนื้อสัตว์ดิบ ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นควรแยกภาชนะในการเก็บเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ควรแยกเขียง หรือมีด หรือเครื่องมือที่ใช้กับเนื้อสัตว์ดิบ ไม่ควรนำไปใช้กับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว

l ละลายอาหารแช่แข็งบนเคาน์เตอร์ครัว หรือทิ้งไว้ให้ละลายในครัว เป็นสิ่งที่เรามักจะเห็นกันอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคที่มากับอาหารจะเจริญอย่างรวดเร็ว เมื่ออุณหภูมิอยู่ระหว่าง 4.4°- 60° เซลเซียส ควรละลายอาหารแช่แข็งในช่องธรรมดาของตู้เย็น หรือใส่ถุงพลาสติกแช่ในน้ำเย็น หรือละลายในไมโครเวฟ

l ล้างเนื้อสัตว์หรือสัตว์ปีกก่อนปรุงอาหาร ไม่ควรล้างเนื้อสัตว์ดิบ หรือสัตว์ปีกก่อนปรุง เพราะน้ำที่ล้างจะกระจายเชื้อแบคทีเรียในอ่างที่ล้าง หรือบริเวณใกล้เคียงที่วางอาหาร ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ ให้ล้างเฉพาะผักและผลไม้สด

l ตั้งอาหารทิ้งไว้ให้เย็นก่อนแช่ตู้เย็น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ไม่ควรตั้งอาหารทิ้งไว้นอกตู้เย็นเกินกว่า1-2 ชั่วโมง หากอุณหภูมิสูงเกิน 32° เซลเซียส เชื้อโรคจะเจริญได้รวดเร็ว เมื่ออาหารที่เสียง่ายถูกตั้งไว้ในอุณหภูมิที่เชื้อโรคชอบ (4.4°-60° เซลเซียส) ควรรีบเก็บเข้าตู้เย็นเสมอ เวลาที่ซื้ออาหาร หากจะต้องเดินทางกลับบ้าน หรือไปปิกนิกก็ตาม ควรจะมีถังคูลเลอร์และน้ำแข็งแช่อาหารเหล่านั้น มิฉะนั้นอาหารจะเสียได้ก่อนถึงเวลากิน

l ไม่ควรกินอาหารที่มีส่วนผสมไข่ดิบ เช่น แป้งคุกกี้เพราะไข่จะมีเชื้อซัลโมเนลล่า ซึ่งทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ควรปรุงไข่ให้สุก แม้แต่แป้งเบเกอรี่ก็ไม่ควรชิมดิบเพราะอาจมีเชื้ออีโคไลทำให้ป่วยได้

l ระวังอย่าให้เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเลที่หมักไว้สัมผัสกับอาหารปรุงสุกแล้ว เพราะจะทำให้อาหารที่สุกแล้วเกิดการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ หรือไม่ควรหมักและทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ในครัว เพราะเชื้อโรคในอาหารจะเจริญอย่างรวดเร็วในโซนอุณหภูมิอันตราย (4.4°-60°)ควรเก็บอาหารที่หมักไว้รอการปรุงในตู้เย็น น้ำหมักที่เหลือหากจะนำมาใช้อีกควรต้มให้เดือดก่อนนำมาใช้หมักกับเนื้อสัตว์อื่นๆ

l เนื้อสัตว์ทุกชนิดและไข่ครึ่งสุกครึ่งดิบไม่ปลอดภัยในการบริโภค อาหารปรุงสุกปลอดภัยเสมอ เมื่ออุณหภูมิใจกลางเนื้อสัตว์สูงพอที่จะฆ่าเชื้อโรคที่อันตราย อาจใช้เทอร์โมมิเตอร์ในการตัดสินว่าอาหารสุกจริง ไม่ใช่เพียงการดูสี หรือดมกลิ่น หรือใช้การชิมเป็นการตัดสิน

l เชื้อโรคและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคมีอยู่ทุกที่รวมทั้งที่มือของเรา จึงควรล้างมือเสมอเมื่อปรุงอาหาร โดยล้างมืออย่างน้อย 20 วินาที ด้วยสบู่และน้ำอุ่นให้น้ำไหลผ่านมือขณะล้าง ทั้งก่อนและหลังปรุงหารทุกครั้ง

l ฟองน้ำ หรือผ้าขี้ริ้ว เป็นอุปกรณ์ที่สกปรกที่สุดในครัว เพราะเป็นแหล่งสะสมเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคและมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ ควรจะล้างฟองน้ำและผ้าขี้ริ้วด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกวันและใช้ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์

ปัจจุบันอาหารออร์แกนิคได้รับความนิยมในวงการโภชนาการและอาหารสุขภาพอย่างมาก สิ่งที่ผู้บริโภคมักกังวลคือการใช้ยาฆ่าแมลงในพืชที่ใช้กันทั่วไปซึ่งอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งโดยเฉพาะเกษตรกร อาหารออร์แกนิคในบ้านเราอาจจะมียาฆ่าแมลงตกค้างน้อยกว่าอาหารที่กินตามปกติ สำหรับการศึกษาเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคอาหารออร์แกนิคกับความเสี่ยงโรคมะเร็งยังมีน้อย

งานวิจัยน่าสนใจที่ลงในวารสาร JAMA Internal Medicine (October 2018) รายงานถึงงานวิจัยNutriNet-Sante ในประเทศฝรั่งเศสแบบ web-based prospective cohort study ซึ่งเริ่มในปี 2009 และติดตามต่อเป็นเวลา 7 ปี เมื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างโภชนาการและสุขภาพโดยการตอบคำถามออนไลน์เพื่อติดตามแบบแผนการกิน พฤติกรรมทางไลฟ์สไตล์และประวัติสุขภาพของอาสาสมัครชายหญิง 70,000 คน 3 ใน 4 เป็นผู้หญิง อายุเฉลี่ย 40 ปี โดยที่อาสาสมัครตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารที่บริโภค การออกกำลังกายมากน้อยเพียงใด สูบบุหรี่หรือไม่ อายุ ระดับการศึกษา และในแต่ละปีอาสาสมัครจะต้องรายงานสภาวะของสุขภาพ รวมถึงการวินิจฉัยโรคมะเร็งด้วย

ในระหว่างการติดตามงานวิจัย 7 ปี อาสาสมัคร 1,340 คน เป็นมะเร็งโดยมีมะเร็งเต้านม 459 คน มะเร็งต่อมลูกหมาก 180 คน มะเร็งผิวหนัง 135 คน มะเร็งลำไส้ 99 คน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด
Non-Hodgkin 47 คนและอีก 15 คน เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่น นักวิจัยได้แบ่งอาสาสมัครออกเป็น 4 กลุ่ม โดยขึ้นกับความบ่อยในการบริโภคอาหารออร์แกนิคจาก “การบริโภคเกือบทุกครั้ง ถึงไม่เคยบริโภคเลย” และเปรียบเทียบอัตราการเกิดมะเร็งในอาสาสมัคร 4 กลุ่ม

นักวิจัยพบว่า อาสาสมัครที่บริโภคอาหารออร์แกนิคบ่อยๆ มีแนวโน้มการเกิดมะเร็งลดลงร้อยละ 75 โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมในหญิงวัยหมดประจำเดือน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่นๆ รวมทั้งชนิด Non- Hodgkin นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่บริโภคอาหารออร์แกนิคเป็นผู้ที่บริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่ประกอบไปด้วยใยอาหาร ถั่วต่างๆ ผัก ผลไม้ ซึ่งมีฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็ง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยแนะว่า ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่จะใช้เป็นข้อแนะนำให้ประชากรทั่วไปบริโภคอาหารออร์แกนิคเพื่อป้องกันมะเร็ง

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เตรียมพร้อมรับมือปัญหาของวัยที่สูงขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544819

Life & Health : เตรียมพร้อมรับมือปัญหาของวัยที่สูงขึ้น

Life & Health : เตรียมพร้อมรับมือปัญหาของวัยที่สูงขึ้น

วันพุธ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อีกไม่กี่ปีประเทศไทยก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ การให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจยากต่อการรักษา หรือทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ฉะนั้นก่อนที่จะสายเกินแก้ การรู้จักปรับตัวและเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง นับเป็นวิธีดูแลและป้องกันก่อนที่ความเสื่อมถอยตามอายุจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ให้คำแนะนำทางเลือกช่วยให้สุขภาพดียืนยาวและมีความสุข ดังนี้

ดวงตา ความยืดหยุ่นของเลนส์ตาลดลง สายตาจะยาวขึ้นเวลาอ่านหนังสือ หรือมองใกล้ต้องอาศัยแว่นตา ตาจะผลิตน้ำตาออกมาได้น้อยลง ทำให้ตาแห้งและเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาได้ง่าย โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ที่อยู่ติดหน้าจอเกือบตลอดเวลาล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้สายตาเสื่อมสภาพมากขึ้น

วิธีรับมือ ควรพักสายตาทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หรือกะพริบตาบ่อยๆและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภทผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งช่วยให้สุขภาพของดวงตาดีขึ้น นอกจากนั้นยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อดวงตา ไม่ว่าจะเป็นเบต้าแคโรทีน ลูทีนซีแซนทิน สังกะสี และแอนโธไซยาโนไซด์ซึ่งเป็นพฤกษเคมีในกลุ่มเฟลโวนอยด์ที่พบมากในบิลเบอร์รี่ มีบทบาทสำคัญต่อการถนอมสุขภาพตา นอกจากนี้ควรพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจและดูแลการใช้งานของสายตาอย่างสม่ำเสมอ

ผิวหนัง เมื่ออายุที่มากขึ้นการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังน้อยลงจึงทำให้ผิวหนังขาดความยืดหยุ่นชั้นหนังแท้เริ่มบางลง ไม่เก็บกักน้ำและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังดังเดิมรวมถึงไขมันบางส่วนจะลดลง ทำให้เกิดผิวบาง เหี่ยวย่น เป็นริ้วรอย ประกอบกับสภาวะแวดล้อมเป็นพิษแสงแดดที่แผดเผา อาหารที่บริโภคในแต่ละมื้อ สภาพการทำงานที่ยุ่งเหยิงเคร่งเครียดในแต่ละวันยังเป็นตัวการเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติเร็วขึ้น

วิธีรับมือ การหมั่นเติมอาหารผิวไม่ว่าจะเป็นผักสด ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวและทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ ก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบานไม่เครียดควบคู่กันไป ที่สำคัญห้ามลืมทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไปอย่างเป็นประจำ

สมองและระบบประสาท หลายๆ คนรู้สึกเหนื่อยล้า สมองตื้อสมาธิเริ่มสั้นลง ความคิดอ่านไม่เฉียบคมฉับไว มีอาการหลงๆ ลืมๆ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน รวมทั้งการดำเนินชีวิตด้านต่างๆก็ถดถอยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณต้องใช้สมองและความคิดอยู่ตลอด มีปัญหาให้แก้ไม่เว้นแต่ละวัน มีความกดดันกับสภาพรอบข้าง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุให้บั่นทอนพละกำลังและพลังสมองอย่างมาก

วิธีรับมือ ควรทำจิตใจให้ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด รวมถึงหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ จะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ขณะเดียวกันก็ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนเพื่อช่วยให้ระบบประสาทและสมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

กระดูกและข้อเข่า จากวัยที่เคยมีมวลกระดูกหนาแน่น เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น มวลกระดูกก็เริ่มบางลงและมีรูพรุนมากขึ้น เพราะร่างกายจะสะสมแคลเซียมในกระดูกได้น้อยกว่าการรั่วสลายที่เกิดขึ้นส่งผลให้กระดูกเปราะบางและแตกหักได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีปัญหาข้อเข่าเสื่อม เพราะมีน้ำหนักตัวมาก ใช้งานข้อเข่ามากเกินไปและไม่เหมาะสมเช่น ยืนนานๆ เดินบ่อยๆ หรือนั่งแช่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวันรวมถึงการสวมรองเท้าส้นสูงคู่สวยเป็นนิสัย ฯลฯ

วิธีรับมือ การเสริมความแข็งแกร่งให้กระดูกด้วยการดื่มนม รับประทานปลาเล็กปลาน้อย ปลา-กระป๋องและผักใบเขียวเป็นประจำ เพื่อเพิ่มและสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงแล้ว การหมั่นออกกำลังกายก็จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกได้เช่นกัน นอกจากนี้ คุณควรหันมาดูแลข้อเข่าให้แข็งแรงด้วยการหมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้วยการนั่งเหยียดและกระดกปลายเท้าโดยไม่งอเข่า ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่ามากเกินไปและไม่เหมาะสม

แม้ว่าเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสื่อมถอยของร่างกายที่มาพร้อมกับอายุได้ แต่ก็สามารถเลือกใช้ชีวิตไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพให้ดีและยืนยาวอย่างเหมาะสม จะได้รู้เท่าทันและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างมีความสุข

อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ขอให้ทุกท่านสวมหน้ากากอนามัยล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง ตรวจคัดกรองอุณหภูมิ และสแกนไทยชนะ หากสงสัยหรือกังวลว่าตนมีความเสี่ยงอยู่ในระดับใด สามารถประเมินความเสี่ยงได้ที่ http://bkkcovid19.bangkok.go.th/ หรือขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน “สำนักอนามัย กทม.” โทร.02-2032393 หรือ 02-2032396

LIFE & HEALTH : กู้หน้าพังให้ปังรับปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/543115

LIFE&HEALTH : กู้หน้าพังให้ปังรับปีใหม่

LIFE&HEALTH : กู้หน้าพังให้ปังรับปีใหม่

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้เทศกาลปีใหม่ปีนี้จะแตกต่างจากทุกๆ ปี เพราะมีการระบาดของโควิด-19 ทำให้ทุกคนคงต้องระวังตัวกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงเทศกาลแบบนี้ ยังไงก็คงหนีไม่พ้นการไปเคาท์ดาวน์ปาร์ตี้หรือจัดปาร์ตี้เล็กๆ กัน ที่บ้านกับครอบครัว คนสนิท เพื่อนๆ ผิวก็ต้องการดูแล ปาร์ตี้เราก็ต้องไป แถมช่วงนี้ยังมีฝุ่น PM2.5 มากวนใจอีก วันนี้เลยมีเคล็ดลับการดูแลผิวให้สวยและดูมีสุขภาพดีหลังไปปาร์ตี้หรืออีเวนท์ต่างๆ กัน

ข้อมูลจาก พญ.ปุณณภา ดีวงกิจแพทย์ผิวหนัง คลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยเคล็ดลับการดูแลผิวให้สวยปังรับปีใหม่ ว่าอันดับแรกเราต้องล้างหน้าให้สะอาด ใช้ Cleanser ที่เหมาะกับสภาพผิว ถึงแม้จะดึกแค่ไหน ก่อนเข้านอนเราควรล้าง make up สิ่งสกปรกฝุ่นต่างๆ ที่สะสมมาตลอดวันออกให้หมด ถ้าเราล้างออกไม่เกลี้ยงจะเกิดการอุดตัน ทำให้มีสิวอุดตัน สิวอักเสบและรอยสิวต่างๆ ตามมา นอกจากการล้างหน้าให้สะอาดแล้ว เรายังต้องทาครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดผิวแห้งกร้าน ถ้าผิวแห้งมากๆ จะทำให้ริ้วรอยเล็กของผิวตามมา การเลือกครีมบำรุง ก็ควรเลือกให้เหมาะแก่สภาพผิว ปัญหาผิวที่เราเป็น นอกจากครีมบำรุง การทาครีมกลุ่มวิตามินซีวิตามินเอ จะสามารถช่วยเพิ่มความกระจ่างใสของผิว กระตุ้นคอลลาเจน ลดความหมองคล้ำของผิวได้ทั้งนี้การทำทรีทเมนต์ ก็สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว ในกรณีที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ ทรีทเมนต์บางชนิดสามารถช่วยเพิ่มความกระจ่างใสของผิวหน้าได้ จะเห็นว่ามีทรีทเมนต์หลายชนิด เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เลือกสิ่งที่เหมาะกับผิวเรา

การทำเลเซอร์นั้นก็สามารถช่วยปรับสีผิว กระตุ้นคอลลาเจน แก้ปัญหาหลังจากที่ปาร์ตี้มาดึกดื่น ให้ผิวดูอ่อนเยาว์ กระจ่างใส รับปาร์ตี้ได้ ซึ่งเลเซอร์มีหลายชนิดทั้งเลเซอร์ที่ช่วยลดความแดง ลดสิวอักเสบ เส้นเลือดต่างๆ บนใบหน้า เลเซอร์ช่วยลดเม็ดสี เพื่อเพิ่มความกระจ่างของผิว เลเซอร์ที่กระตุ้นคอลลาเจน เลเซอร์ที่ช่วยกระชับรูขุมขน ทั้งนี้ขึ้นกับปัญหาผิวของเราและสิ่งที่เรากังวล ในคนที่กังวล downtime หลังเลเซอร์ เพราะต้องไปปาร์ตี้หรือพบปะผู้คนต่อเลย ก็มีเลเซอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการนั้น จึงแนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะได้รับคำตอบที่ตรงกับความต้องการเรามากที่สุด สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ www.facebook.com/Dermatiks/

นอกจากการทาครีม ทำทรีทเมนต์และเลเซอร์ต่างๆ สิ่งที่เราทำเองได้ง่ายๆ เลยคือ ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 1.5-2 ลิตรต่อวัน เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกายเรา ถ้าเราขาดน้ำ เราจะสังเกตเห็นว่าผิวดูขาดน้ำผิวดูแห้ง ยิ่งถ้าวันนั้นดื่มแอลกอฮอล์ แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ การพักผ่อน ให้เพียงพอก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แนะนำให้เข้านอนช้าสุดคือเวลา 23.00 และนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ในวันที่เราไม่มีแพลนจะไปปาร์ตี้ การกินผักผลไม้ เพื่อเพิ่มกากใยและวิตามินต่างๆ ก็เป็นสิ่งจำเป็น ถ้าเราไม่มีเวลาดูแลอาหารของเรามาก การทานวิตามินเสริมเท่าที่จำเป็นก็เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาจะเป็นการดี และที่ลืมกันไม่ได้เลย ถ้ามีเวลาและพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว การออกกำลังกาย จะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานดี และยังช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ยังมีปัญหาของฝุ่น PM2.5 ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า PM นั้นย่อมาจาก Particulate matter เป็นสสารที่ลอยอยู่ในอากาศที่มีขนาดเล็ก 2.5 micron (1 micron = 0.001 mm) หรือ ขนาด 1/25 ของเส้นผ่าศูนย์กลางเส้นผมแต่มลภาวะในอากาศไม่ได้มีแต่PM2.5 เท่านั้น ยังมีมลภาวะมากมาย เช่น คาร์บอนมอนออกไซด์ โอโซน ฝุ่นขนาด PM 10 micron และ ฝุ่นจิ๋ว เล็กกว่า 1 micron ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 จะสามารถผ่านขนจมูกเข้าไปในปอด และฝุ่นขนาด 2.5 จะเข้าไปถุงลมปอดและซึมเข้ากระแสเลือดได้ ซึ่งผลเสียของฝุ่น PM2.5 ไม่ได้มีผลเฉพาะทางเดินหายใจและหลอดเลือดเท่านั้น ผิวหนังที่เป็นปราการด่านแรกที่เจอฝุ่นก็ได้รับผลกระทบด้วยปัญหาฝุ่นไม่ได้เพิ่งมีปัญหาในประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน อังกฤษ เยอรมนี เกาหลี รัสเซีย อินเดีย ได้ศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับผิวหนัง จนมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันผลกระทบนี้ได้ ผลกระทบต่อผิวหนัง มีได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

l ระยะสั้น ฝุ่นจะเข้าไปในผิวหนังและทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำลายโปรตีนที่ปกป้องผิว และกระตุ้นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ เป็นผลให้ผิวหนังเกิดความระคายเคือง แดง คัน และอักเสบ

l ระยะยาว ฝุ่น PM2.5 ทำตัวเป็นอนุมูลอิสระ ทำลายผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดสิว ฝ้า กระ รอยดำ เหี่ยวย่น ริ้วรอย และ มะเร็งผิวหนัง เหมือนกับที่เราโดน แสงแดดควันบุหรี่

ในคนที่มีโรคผิวหนังอยู่แล้ว เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง Atopic dermatitisสะเก็ดเงิน ลมพิษ โรคผิวหนังอักเสบต่างๆ เมื่อโดนฝุ่นจะมีอาการกำเริบได้ สำหรับคนที่ไปทำ เลเซอร์ โบท็อก ฟิลเลอร์หรือการทำอะไรที่มีแผล ผิวก็มีโอกาสให้ฝุ่นขนาด PM2.5 เข้าไปได้ง่ายขึ้น และอนุมูลอิสระ อาจจะทำให้ผลของการทำสั้นลง จึงต้องระมัดระวัง แต่ไม่ได้เป็นข้อห้ามในการทำ

เราควรดูแลผิว ดังนี้ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มีฝุ่นละอองให้มากที่สุด, งดกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็นใส่หน้ากากที่สามารถกันฝุ่นได้อย่างถูกต้อง, สวมเสื้อผ้ามิดชิด เมื่อกลับมาให้รีบล้างหน้า ล้างตัว, ทาสารเคลือบ เช่น ยากันแดด โลชั่นเพื่อลดเคลือบผิวไม่ให้ฝุ่นผ่านเข้าไปในผิวหนัง, รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ สูงๆ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอซิลิเนียม สังกะสี แคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีน ลูทีน และไลโคปีน) แอสต้าแซนทีน อัลฟาไลโออิคซึ่งมีอยู่ใน ผัก ผลไม้ หลากหลายสีสัน ดื่มน้ำมากๆ เป็นต้น

พอรู้อย่างงี้แล้ว การไปร่วมปาร์ตี้มาก็จะไม่กังวลเรื่องหน้าไม่สวยปังอีกต่อไป แต่ต้องพักผ่อนและดูแลสุขภาพตัวเองด้วย ที่สำคัญอย่าลืมเว้นระยะห่างทางสังคม ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ ใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นและทุกครั้งที่ออกจากบ้าน การเช็ดทำความสะอาดพื้นที่อยู่อาศัยด้วยน้ำยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ งดเดินทางโดยยานพาหนะสาธารณะที่ไม่จำเป็น หรือการรับประทานอาหารส่วนตัวและใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เป็นต้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ยิ้มสู้อย่างมีสุขรับปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541924

Life & Health : ยิ้มสู้อย่างมีสุขรับปีใหม่

Life & Health : ยิ้มสู้อย่างมีสุขรับปีใหม่

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นที่ยอมรับว่า ในชีวิตคนเราต่างมีช่วงเวลาที่รู้สึกไม่ดี หรือมีเหตุให้บั่นทอนจิตใจด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ครอบครัว เศรษฐกิจ ฯลฯ ประกอบกับช่วงนี้ที่มีข่าวการแพร่ของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบกับชีวิตของผู้คนในทุกๆ ด้านอยู่อย่างนี้โดยเฉพาะในยามนี้ สำหรับผู้ที่มีผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ในบ้าน นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการ สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุมีคำแนะนำดังนี้

l ห้ามผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อหรือผู้ที่มีไข้ตัวร้อน หรือมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หายใจลำบาก เข้าเยี่ยมผู้สูงอายุโดยเด็ดขาด,

l งดหรือลดการมาเยี่ยมจากคนนอกบ้านให้น้อยที่สุด โดยแนะนำให้ใช้การเยี่ยมทางโทรศัพท์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ แทน,

l ในขณะเข้าพบผู้สูงอายุให้ใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง ลดการเข้าใกล้หรือสัมผัสกับผู้สูงอายุลงเหลือเท่าที่จำเป็น โดยรักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร,

l ล้างมือด้วยการฟอกสบู่อย่างน้อย 20 วินาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล โดยทิ้งไว้ให้ชุ่มไม่แห้งเร็วกว่า 20 วินาที ทุกครั้งเมื่อกลับเข้าบ้าน ก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังการไอจาม และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง,

l หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน แต่หากมีการมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันควรแยกรับประทานของตนเองไม่รับประทานอาหารร่วมสำรับ หรือใช้ภาชนะเดียวกัน หรือใช้ช้อนกลางร่วมกัน

l หมั่นทำความสะอาดพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อยๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ

แม้ว่าจะเป็นช่วงนี้เป็นเทศกาลปีใหม่แต่หลายคนก็อาจรู้สึกห่อเหี่ยว ท้อแท้ หมดกำลังใจ เคร่งเครียด และวิตกกังวลอยู่ลองหันมาจัดการกับความรู้สึก บริหารสุขภาพจิต ยิ้มสู้อย่างแฮปปี้รับปีใหม่กันดีกว่าข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ แนะนำวิธีไว้ดังนี้

มีสติเป็นที่มั่น อย่ากังวลกับทุกเรื่องเพราะอารมณ์ที่ไม่เป็นปกตินั้น ทำให้มีโอกาสตัดสินใจทำสิ่งใดๆ โดยไม่รอบคอบ ชีวิตคนเรามักจะมีปัญหาต่างๆ เข้ามาให้แก้ไขอยู่เสมอ และไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่เพียงใด คุณต้องไม่ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ แต่ควรมีสติ เข้าใจตัวเอง กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เข้ามา พร้อมหาทางแก้ไขและรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

อยู่กับความเป็นจริง การยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน จะช่วยลดความวิตกกังวลให้น้อยลง เมื่อจิตใจมีความสงบสุขก็จะช่วยให้คุณสามารถปรับตัวอยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างรู้เท่าทัน เมื่อใดก็ตามที่เราเชื่อมั่นในตนเอง กล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่เข้ามาและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเต็มที่แล้ว แม้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว

คิดทางบวก เพราะความคิดกับความรู้สึกมีการโน้มนำกันตลอดเวลา การคิดบวกจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดีๆ ที่ช่วยให้จิตใจได้ผ่อนคลายลง ฉะนั้นคุณควรมองอุปสรรคหรือปัญหาทั้งหลายเป็นเรื่องท้าทายของชีวิต เราต้องก้าวข้ามสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ไปให้ได้ เชื่อเถอะว่าการได้แพ้บ้าง ล้มเหลวบ้าง แล้วลุกขึ้นมาลุยกันใหม่ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่จะช่วยคุณเตรียมการ เพื่อป้องกันปัญหาและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งจะช่วยให้คุณมีพลังและแรงใจที่จะก้าวเดินต่อไป

รู้จักปล่อยวาง เมื่อไรก็ตามที่คุณยึดติดกับอะไรมากๆ เมื่อนั้นเองความเจ็บปวด ความเศร้า ความผิดหวังจะมาหาจิตใจที่ไม่เป็นสุข อาจเป็นเพราะมัวแต่หวาดกลัว วิตกกังวล คิดเล็กคิดน้อย เก็บทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาคิดหรือเป็นอารมณ์อยู่บ่อยๆ จำไว้ว่า หัวใจไม่ใช่ถังขยะ อย่าเอาเรื่องแย่ๆ ไปโยนทิ้งไว้ การรู้จักปล่อยวางและคิดว่าอะไรที่ผ่านมาแล้วให้ผ่านไปเสียบ้าง ก็จะทำให้อารมณ์ดีไม่เครียดง่าย

อย่าเป็นนักเปรียบเทียบ หลายคนไม่มีความสุขในชีวิตเพราะมัวแต่คิดว่าตัวเองไม่มี หรือไม่ได้เป็นแบบคนอื่น ไม่มีใครดีเลิศเลอไปทุกอย่าง ทุกคนล้วนมีข้อเสียและเคยทำผิดมาก่อนทั้งนั้น จงประเมินตัวเองตามความรู้ ความสามารถ ความพยายามของตนเอง ขณะเดียวกันควรมองผู้อื่นอย่างเรียนรู้ ชื่นชม และใช้เป็นแบบอย่าง ชีวิตก็จะสงบ ราบรื่นและไม่กดดันตัวเอง

ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว การควบคุมตัวเองให้อยู่นิ่งๆ โดยอาจจะใช้เวลาสัก 5 หรือ 10 นาที สำหรับการอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำหรือคิดอะไร ก็ถือเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะหากควบคุมตัวเองให้รู้สึกนิ่งได้ ก็จะสามารถควบคุมจิตใจไม่ให้วอกแวกได้เหมือนกัน

หมั่นทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน การที่ต้องพบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรค เราต้องรู้จักทำใจให้สงบ ยิ้มสู้กับปัญหาและไม่จดจ่ออยู่แต่กับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่สร้างสรรค์ ขณะเดียวกันควรมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้เกิดขึ้นทั้งกับตัวเองและผู้อื่นได้ แถมยังจะมีส่วนช่วยในการลดแรงกดดันในชีวิตลงอีกด้วย

แม้บางครั้งคุณอาจมีเรื่องแย่ๆ ผ่านเข้ามาแล้วทำให้จิตใจเศร้าหมอง หรือรู้สึกไม่มีความสุข อย่าเพิ่งหมดหวัง ไร้กำลังใจ เพราะชีวิตยังต้องก้าวเดินกันต่อไป เพียงแต่คุณต้องรู้จักปรับเปลี่ยน เรียนรู้ที่จะรับมือกับมันให้เป็นและหาทางออกจากสิ่งนั้นให้เร็วที่สุด แค่นี้คุณก็จะกลายเป็นคนใหม่ที่สดใส มีความสุขและสนุกกับการใช้ชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็ง สู้ๆ กันนะ

LIFE & HEALTH : วิตามินและเกลือแร่…สารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : วิตามินและเกลือแร่…สารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพ (naewna.com)

LIFE&HEALTH : วิตามินและเกลือแร่...สารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพ

LIFE&HEALTH : วิตามินและเกลือแร่…สารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 07.30 น.

วิถีชีวิตในปัจจุบันหลายคนมักมองข้ามเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้หลากหลายครบหมวดหมู่ โดยเฉพาะสารอาหารในกลุ่มของวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้เพราะมีความสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ และยังเป็นตัวช่วยให้ปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายทำงานได้ตามปกติ

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า วิตามิน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามินซีและวิตามินบีทุกชนิด ส่วนอีกชนิด คือ วิตามินที่ไม่ละลายในน้ำแต่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค เรามารู้จักกับวิตามินหลักๆ ที่สำคัญต่อร่างกายกันเลย

วิตามินเอ มีบทบาทสำคัญต่อระบบการมองเห็นโดยเฉพาะในที่มืด การเจริญเติบโต การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี หากขาดร่างกายจะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนลดลง ผิวหยาบกร้าน และเยื่อบุตาแห้ง เป็นต้น อาหารที่ช่วยเพิ่มวิตามินเอ ได้แก่ตับ ไข่แดง นม เนื้อสัตว์ต่างๆ ผักใบเขียวเข้ม ผักและผลไม้สีเหลือง ส้ม เช่น แครอท แอปเปิ้ล ควินซ์ มะละกอ ฟักทอง เป็นต้น

วิตามินบี มีหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน บำรุงระบบประสาท กล้ามเนื้อ เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงเส้นผม เล็บ และผิวหนัง ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก วิตามินบี 3(ไนอะซิน) เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบย่อยอาหาร ช่วยรักษาอาการร้อนในบำรุงผิวพรรณ ช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และลดการอักเสบ วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) ช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง กรดไขมันจำเป็น คอเลสเตอรอล และฮอร์โมนสเตียรอยด์ วิตามินบี 6 (Pyridoxine) ช่วยในการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินซึ่งช่วยควบคุมอารมณ์ และช่วยสร้างนอร์อีพิเนฟรีนซึ่งช่วยควบคุมความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยควบคุมนาฬิกาชีวิตและการนอน วิตามินบี 7 (ไบโอติน) ช่วยการทำงานของระบบประสาท บำรุงเส้นผม เล็บและผิวหนัง และช่วยการเจริญของเซลล์ จำเป็นต่อการทำงานของตับ วิตามินบี 9 (โฟเลท หรือกรดโฟลิก) ช่วยสร้างเม็ดเลือด บำรุงผิวพรรณ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และลดภาวะเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ วิตามินบี 12 มีความสำคัญต่อระบบประสาทและระบบเลือดภายในร่างกาย โดยวิตามิน บี6 และ บี12 ทำงานร่วมกันในการสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยการทำงานของธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับสารอาหารอื่นๆ ในการควบคุณระดับกรดอะมิโนโฮโมชีสเตอีน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ สำหรับวิตามินบีทุกตัวจะช่วยร่างกายเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นกลูโคสและพลังงาน กลุ่มวิตามินบีรู้จักกันในรูปบีคอมเพล็กซ์ ซึ่งช่วยการทำงานของไขมันและโปรตีนร่วมกับสารอาหารตัวอื่นๆ อาหารเพิ่มวิตามินบี ได้แก่ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต ถั่ว เนื้อไก่ เนื้อหมู ปลา นม นมเปรี้ยว และผักใบเขียว เป็นต้น

วิตามินซี มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจน เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย เช่น กระดูก ฟัน และผิวหนัง ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้น และเลือดออกตามไรฟัน แผลหายยาก และลดอ่อนเพลียง่าย นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย ถ้าขาดวิตามินซีนอกจากการทำงานของระบบภูมิคุ้นกันจะลดลงยังทำให้เกิดเลือดออกตามไรฟัน ผิวซีดอีกด้วย อาหารเพิ่มวิตามินซี ได้แก่ ส้ม ฝรั่ง มะขาม มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รีแอปเปิ้ล บร็อคโคลี่ มันฝรั่งพริกหวาน ผักโขม เป็นต้น

วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน หากขาดจะทำให้กระดูกเปราะและแตกหักง่าย รวมถึงเป็นโรคกระดูกพรุน โดยปกติแล้วร่างกายจะสร้างวิตามินดีได้จากแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้าและตอนเย็น หากใครไม่ค่อยได้รับแสงแดด ร่างกายอาจขาดวิตามินดีได้ จึงควรเลือกรับประทานอาหารประเภทธัญพืช เห็ด น้ำมันตับปลา ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง ส้ม ชีส ปลาแซลมอน ไข่ และนม ควบคู่กันไป

วิตามินอี เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดงป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด ลดการเกิดกระบวนการอักเสบในร่างกายที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ตามปกติร่างกายจะไม่ขาดวิตามินอีจากการรับประทานอาหาร อาหารเพิ่มวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช ถั่วต่างๆ เมล็ดทานตะวัน เนยถั่ว งา ผักใบเขียว อะโวคาโด เนื้อสัตว์ ไข่ เป็นต้น

วิตามินเค ช่วยในการสร้างโปรตีนถึง 13 ชนิดที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือดและเสริมสร้างสุขภาพกระดูก

นอกจากร่างกายคนเราต้องการวิตามินชนิดต่างๆ แล้ว เกลือแร่ ก็เป็นสารอาหารอีกชนิดที่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในร่างกายเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วย

ธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารที่สมองและร่างกายต้องการอย่างมาก เพราะมีหน้าที่สำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ หากขาดจะทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ เป็นโรคโลหิตจาง โดยอาหารที่ช่วยเพิ่มธาตุเหล็ก ได้แก่ อาหารจำพวกเนื้อแดง ปลา ธัญพืช ผักขมพืชกระกูลถั่ว และผักต่างๆ เป็นต้น

แคลเซียม มีบทบาทสำคัญต่อกลไกการทำงานของร่างกายในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญเป็นองค์ประกอบที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง หากได้รับประทานไม่เพียงพอร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลทำให้กระดูกบางลงและเปราะ เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน อาหารที่ช่วยเพิ่มแคลเซียม ได้แก่ นม โยเกิร์ต กุ้งแห้ง กะปิ ปลาเล็ก-ปลาน้อย ผักคะน้า กวางตุ้ง งาดำ ฯลฯ

ไอโอดีน มีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของสมองของทารกในครรภ์และมีบทบาทในการควบคุมการเผาผลาญอาหารในร่างกาย อาหารที่ช่วยเพิ่มไอโอดีน ได้แก่ อาหารทะเล ปลา กุ้ง หอย ปู และสาหร่ายทะเล

สังกะสี มีบทบาทในกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการสังเคราะห์ DNA หรือโปรตีน การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การซ่อมแซมบาดแผลให้หายเร็วขึ้น การเผาผลาญ การพัฒนาและการเจริญเติบโตของเซลล์ หากขาดจะทำให้ผมร่วง ผิวหนังฟกช้ำได้ง่าย ผิวหนังอักเสบ อาหารที่ช่วยเพิ่มสังกะสี ได้แก่ อาหารทะเล เช่น หอยนางรม หอยแมลงภู่ ปู กุ้ง ตับ ไข่ เห็ด ผักคะน้า หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบของโครงสร้างกระดูกและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน รวมถึงการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยลดความดันโลหิต ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด หากขาดจะทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง เกิดความผิดปกติที่ระบบประสาท กระดูกพรุน เปราะ หรือแตกหักง่าย อาหารเพิ่มแมกนีเซียม ได้แก่ เมล็ดธัญพืช ถั่ว ผักใบเขียว นม และเนื้อสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้วหากคุณจะรับประทานอะไรให้คิดว่าไม่ใช่แค่ให้อิ่มท้อง แต่ต้องรู้จักเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ครบหมู่ครบมื้อในปริมาณที่เพียงพอที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีได้ทุกๆ วันไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : หยุดปีใหม่นี้..พาลูกไปสวนสัตว์กันดีกว่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : หยุดปีใหม่นี้..พาลูกไปสวนสัตว์กันดีกว่า (naewna.com)

LIFE&HEALTH : หยุดปีใหม่นี้..พาลูกไปสวนสัตว์กันดีกว่า

LIFE&HEALTH : หยุดปีใหม่นี้..พาลูกไปสวนสัตว์กันดีกว่า

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงที่จะปิดเทศกาลปีใหม่นี้ พ่อแม่คงกำลังวางแผนว่า จะพาลูกไปเที่ยวไหนดี ควรให้เขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียนกับครอบครัว จะช่วยให้เขาเติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น เมื่อไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ หรือท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เพราะการเปลี่ยนสถานที่ทำกิจกรรมประจำวันนอกจากจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการสังเกต ซักถามในสิ่งที่สงสัยจนได้คำตอบแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น ถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

ถ้าพูดถึงสวนสัตว์หลายคนคงนึกถึงแค่สถานที่มีสัตว์เลี้ยงในกรงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงสวนสัตว์เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีของเด็กๆ และเป็นที่ๆ ครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกันอีกด้วย ในต่างประเทศสวนสัตว์จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของทั้งในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย ในประเทศไทย องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการจัดหารวบรวมสัตว์ป่านานาชนิด การให้การศึกษา การอนุรักษ์และขยายพันธุ์การวิจัย และการจัดสวนสัตว์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีสวนสัตว์อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ 7 แห่ง และ 1 โครงการจัดตั้งคือ สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลาสวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์ขอนแก่น และโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์

สำหรับผู้ที่อยู่ชลบุรี สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นสวนสัตว์แห่งการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ อยู่ที่ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สวนสัตว์เปิดเขาเขียว มีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ มีสัตว์ป่าจากทุกมุมโลกกว่า 8,000 ตัว 300 ชนิดพันธุ์ไว้ให้ศึกษาและยังเป็นศูนย์รวมสัตว์นานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาเด็กๆเข้าชมสัตว์ได้อย่างใกล้ชิดกับตัวแทนสัตว์ป่าจากทวีปต่างๆ อาทิ ช้างไทย ค่าง 5 สี ตัวแทนจากทวีปเอเชีย แรคคูนจากทวีปอเมริกา โคอาล่าจากทวีปออสเตรเลีย ลีเมอร์หางแหวนจากหมู่เกาะมาดากัสการ์ ตัวกินมดยักษ์และลิงกระรอก ทวีปอเมริกาใต้, สิงโตขาว, กระทิง, วัวแดง, ควายป่า, สัตว์ตระกูลลิง, สัตว์ตระกูลหมี, เพนกวินพาเหรด, แอฟริกันซาวาน่า ที่รวมสัตว์กินพืชจากทุ่งหญ้าซาวาน่า อาทิ แรด ยีราฟ ม้าลาย นกกระจอกเทศ,สวนละมั่ง ซึ่งละมั่งเป็นสัตว์ 1 ใน 15 ชนิด ของไทยที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ เปิดโอกาสให้ได้เข้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิด, กรงนกใหญ่ที่ปรับปรุงให้ทันสมัยสอดรับกับธรรมชาติของนกนานาพันธุ์, หุบเสือป่า หุบที่มีเสือหลากหลายสายพันธุ์และหาดูได้ยาก อาทิ สิงโตแอฟริกา เสือดำ เสือหิมะ เสือโคร่งขาว รวมทั้งสถานที่จัดแสดงพันธุ์แมวป่าแบบจำลองทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยและเป็นศูนย์รวมเสือนานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ นกกาบบัว บินพาเหรดเหนือน้ำ มหัศจรรย์โลกใต้น้ำฮิปโปว่ายน้ำพร้อมฝูงปลานับร้อย พร้อมกิจกรรมไว้รองรับนักท่องเที่ยว สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีขบวนรถพ่วง (Auto Tram) ที่ทันสมัยและปลอดภัยให้บริการฟรี นักท่องเที่ยวจะได้พบกับสัตว์ป่าต่างๆเต็มอิ่มตลอดระยะทางกว่า 3.5 กิโลเมตร

กิจกรรมเด่นที่เปิดให้บริการในสวนสัตว์เปิดเขาเขียว (1) สวนจัดแสดงเพนกวิน ชมพาเหรดเพนกวิน และชมการสาธิตการให้อาหาร (2) เกาะลีเมอร์หางแหวน (ลีเมอร์แลนด์) ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และให้อาหารลีเมอร์หางแหวนอย่างใกล้ชิด (3) โซนสัตว์แอฟริกา ชมความน่ารักของสัตว์แอฟริกาน้อยใหญ่ พร้อมกิจกรรมการให้อาหารยีราฟ (4) ขบวนพาเหรดนกกาบบัว ชมความสวยงามของขบวนพาเหรดนกกระทุง และนกกาบบัว ได้อย่างใกล้ชิด (5) เรียนรู้วิธีช้างไทย ชมช้างว่ายน้ำและการสาธิตการให้อาหารช้าง (6) เปิดให้นำรถเข้าในบริเวณที่สวนสัตว์อนุญาต เช่น โซนหุบเสือป่า ออสเตรเลียโซน มหัศจรรย์สัตว์โลก เป็นต้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.khaokheow.zoothailand.org โทร.038-318444

สำหรับผู้จะไปทางเหนือ สวนสัตว์เชียงใหม่มีศูนย์จัดแสดงสัตว์นานาชนิดกว่า 7,000 ตัว ที่พร้อมรอให้ทุกท่านมาสัมผัส สวนสัตว์เชียงใหม่ มีสัตว์เด่นและกิจกรรมไว้รองรับนักท่องเที่ยว อาทิ ความน่ารักของแพนด้า ตำแหน่งเป็นถึงทูตสันถวไมตรีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์จัดแสดงนกเพนกวิน ศูนย์เลี้ยงแมวน้ำเคปเฟอร์ซีล ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Chiangmai Zoo & Chiangmai Zoo Aquarium แหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ซึ่งจะเป็นศูนย์การแสดงสัตว์น้ำนานาชนิด ของเอเชียและโลกในอนาคต ด้วยอุโมงค์ใต้น้ำขนาดใหญ่และมีความยาวมากที่สุดในโลกที่รวบรวมปลาน้ำจืดแห่งลุ่มน้ำโขงและโลกใต้ทะเลอุโมงค์น้ำจืด และสัตว์น้ำจืด กว่า 60 ชนิดหายาก และอุโมงค์น้ำเค็ม อุโมงค์ที่จะทำให้เด็กๆ ได้สัมผัสถึงชีวิตของสัตว์น้ำนานาชนิดกว่า 10,000 ตัวความมหัศจรรย์อันน่าหลงใหลใต้ท้องทะเลสีครามผ่านอุโมงค์ใสที่มีความยาวถึง 66.5 เมตร อีกทั้งมีสัตว์ที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมายให้ได้ศึกษาเรียนรู้ เช่น ช้างไทยโคอาล่า สวนนกฟลามิงโก ลิงขนาดเล็ก นกแก้วมาร์คอว์นาก แรดอินเดียหนึ่งเดียวในประเทศไทย

นอกจากนี้ จะมีการแสดงความสามารถของสัตว์ เช่น นกแก้วมาคอว์ นาก นกกระทุง รวมทั้งมีส่วนจัดแสดงเพนกวิน แมวน้ำ สวนสัตว์เด็ก (Zoo Kid Zone) และสวนชมนกนครพิงค์ ในพื้นที่ 6 ไร่ สำหรับโรงเรียนที่จะนักเรียนเข้ามาทัศนศึกษา ก็มีโครงการนำนักเรียนเข้าเรียนรู้ในสวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อให้สวนสัตว์เป็นที่รองรับในการให้ความรู้ ปลูกจิตสำนึก และสร้างความตระหนัก ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมสมกับที่เป็น “แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ”

กิจกรรมเด่นที่เปิดให้บริการในสวนสัตว์เชียงใหม่ เช่น (1) เชียงใหม่ ซู อควาเรียม พร้อมเปิดให้เข้าชมโลกใต้น้ำ เป็นศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรก รวบรวมปลาน้ำจืด และโลกใต้ทะเลเข้าด้วยกัน มีอุโมงค์ใต้น้ำขนาดใหญ่ติดอันดับโลก (2) กิจกรรมใหม่ “WOW AFRICA” มิติใหม่แห่งการเที่ยวชมสวนสัตว์เชียงใหม่ โลดแล่นไปในดินแดนแอฟริกา (3) เข้าชมความน่ารักของแพนด้า “หลินฮุ่ย” ส่วนจัดแสดงแพนด้าแห่งเดียวในประเทศ (4) ส่วนจัดแสดงนกเพนกวิน เป็นต้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.chiangmai.zoothailand.orgโทร. 053-210957, 053-218268, 053-218269

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องปฏิบัติตัวดังนี้ เวลาออกท่องเที่ยว คือ การเว้นระยะห่างทางสังคม การล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ การใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น และทุกครั้งที่ออกจากบ้าน การเช็ดทำความสะอาดพื้นที่อยู่อาศัยด้วยน้ำยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ การงดเดินทางโดยยานพาหนะสาธารณะที่ไม่จำเป็น หรือการรับประทานอาหารส่วนตัวและใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เป็นต้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : บอกลา…พฤติกรรมพาแก่เร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – Life & Health : บอกลา…พฤติกรรมพาแก่เร็ว (naewna.com)

Life & Health : บอกลา...พฤติกรรมพาแก่เร็ว

Life & Health : บอกลา…พฤติกรรมพาแก่เร็ว

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แม้ว่าเรื่องของความแก่จะเป็นสิ่งที่หลายคนเกลียดและอยากจะหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด เพราะไม่เพียงแค่เรื่องของสุขภาพภายในเท่านั้น หากแต่รูปร่างหน้าตาผิวพรรณ ต่างก็ส่งสัญญาณฟ้องให้เห็นจนเราเองก็ตกใจ หรือมีข้อข้องใจเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและสุขภาพภายในที่ควงคู่กันมาอย่างรวดเร็วก่อนเพื่อนในวัยเดียวกัน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้เราดูสูงวัยขึ้นอาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของอายุเท่านั้น หากแต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวการเร่งความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ให้เร็วขึ้นโดยที่เราเองอาจคาดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ ส่วนจะเกิดจากอะไรบ้างนั้น ลองมาสังเกตตัวเองกันดูหน่อยมั้ย!!

เลือกกินตามใจปาก

คุณรู้หรือไม่ว่ารูปแบบพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเราเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำร้ายสุขภาพและทำให้ร่างกายทรุดโทรม โดยเฉพาะอาหารที่ให้พลังงานมาก เช่น ของทอด ของหวาน อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัว (ไขมันจากสัตว์ กะทิ) คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่ให้แคลอรีสูง ฯลฯ ไม่เพียงแต่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการร้ายทำลายผิวและอวัยวะต่างๆ เสื่อมก่อนวัยและทำลายคอลลาเจนที่อยู่ในเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับและอาจเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักสด ผลไม้หลากสีซึ่งมีวิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลดีต่อร่างกายและผิวพรรณโดยตรง

นอนน้อย พักผ่อนไม่พอ

การนอนน้อยหรืออดนอน ไม่เพียงทำให้เรารู้สึกเพลีย ไม่สดใสเท่านั้น ยังส่งผลให้ระบบต่างๆ ทำงานผิดปกติ ภูมิคุ้มกันลดเจ็บป่วยง่าย แถมผิวพรรณเหี่ยวย่น ริ้วรอยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใครอยากหน้าเด็กควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะช่วงเวลาระหว่าง 4 ทุ่ม ถึงตี 2 จะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินที่ทำให้หลับลึก ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แถมในช่วงที่เราหลับลึกร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะคอลลาเจนใต้ผิวหนัง แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรนอนคว่ำหรือตะแคง เพราะมีส่วนทำให้เกิดตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

สูบบุหรี่ & ดื่มแอลกอฮอล์

ทั้งบุหรี่และแอลกอฮอล์ เป็นตัวการร้ายที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะผลาญวิตามินสำคัญ โดยเฉพาะวิตามินบี ซึ่งกระตุ้นการเกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายแล้ว ยังเป็นวายร้ายทำลายผิวพรรณให้แห้งกร้านสูญเสียความตึงตัว เกิดริ้วรอย รวมถึงยังทำให้การไหลเวียนเลือดไปที่ผิวหนังไม่ดี ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใสหยาบกร้าน ที่สำคัญยังเป็นต้นเหตุให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมลงและเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากรักษาสุขภาพผิวให้เต่งตึง อ่อนเยาว์สมวัย เลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มแอลกอฮอล์กันเถอะ

เครียดบ่อย

ความเครียดดูเหมือนจะเป็นศัตรูตัวร้ายของความอ่อนเยาว์มากที่สุด เพราะหากเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งถ้ามีฮอร์โมนตัวนี้มากเกินไปเซลล์ต่างๆ จะเสื่อมสภาพเร็ว อีกทั้งยังทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวน ซึ่งไม่เพียงทำให้ร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรมลงเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะความเครียดสัมพันธ์กับโรคต่างๆ แทบทุกโรคทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าเครียดต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ยึดติดกับความเครียดนานเกินไป ปล่อยวางความคิด หรือหยุดจากงานตรงหน้าไปทำกิจกรรมอย่างอื่นสักระยะ โดยหากิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง เดินไปพูดคุยกับเพื่อน ฯลฯ เมื่ออารมณ์แจ่มใสขึ้นจึงค่อยเริ่มต้นกันใหม่

ไม่ทากันแดด

แสงแดดเป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิว ที่ส่งผลต่อความหมองคล้ำ ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย แต่ส่วนใหญ่คนจะทาครีมกันแดดเฉพาะเวลาไปเที่ยว โดยไม่สนใจว่าระหว่างวันขณะทำงานนั้น ผิวหนังและผิวหน้าก็จะถูกรังสียูวีทำลายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ในที่ร่มหรือกลางแจ้ง สภาพอากาศจะเป็นแบบไหนก็ไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30-50 เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. หากจำเป็นควรกางร่ม หรือสวมหมวก และสวมแว่นกันแดดทุกครั้ง

เมคอัพจัดเต็ม

แม้การแต่งหน้าจะเป็นปัจจัยเคียงข้างความสวยงาม แต่การประโคมเมคอัพแบบจัดเต็มอยู่บ่อยๆ สุขภาพผิวหน้าเราก็จะอ่อนแอลงทุกวันเพราะฤทธิ์ของสารเคมีในเครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ จะส่งผลให้ผิวหน้าเราเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ยิ่งถ้าล้างเครื่องสำอางออกไม่หมดจะทำให้รูขุมขนทำงานไม่สะดวก เกิดการอุดตัน เกิดการสะสมของสิ่งสกปรกจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดความหมองคล้ำ เกิดสิว ริ้วรอยและเกิดความเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากไม่อยากแก่เร็วลองหันมาแต่งหน้าแบบบางๆ เผยให้เห็นความสวยธรรมชาติดูบ้าง หรือหากต้องแต่งหน้าควรต้องใส่ใจกับขั้นตอนการทำความสะอาดผิวหน้าโดยเช็ดทำความสะอาดเมคอัพให้หมดจด เพราะนี่คืออีกหนึ่งเคล็ดลับผิวหน้าสวยใสที่ไม่ควรมองข้าม

ใครที่อยากสวย ใส หน้าเด็ก ไม่ดูแก่กว่าวัย ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าต้อง ลด ละ เลิก พฤติกรรมที่บอกเหล่านี้ พร้อมกับเริ่มต้นดูแลตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีคุณค่า ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใสและมองโลกในแง่ดี คุณก็จะดูดี มีเสน่ห์ และช่วยยืดเวลาให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัยจนหลายคนต้องอิจฉา

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง (naewna.com)

LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เด็กน้อยวัยซุกซนที่พ่อแม่ต้องคอยดูแลเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็จะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความที่อยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา คุณพ่อคุณแม่จึงมักจะเคยชินหรือเห็นว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่เสมอโดยไม่ทันได้สังเกตว่าลูกๆ กำลังก้าวข้ามจากวัยเด็กเข้าสู่วัยแรกรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือหญิง แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันบางคนโตเร็วพรวดพราดจนจำแทบไม่ได้แต่บางคนอาจช้ากว่าคนอื่น รวมถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น จากเด็กที่ว่านอนสอนง่ายกลับกลายเป็นคนละคน ทั้งเริ่มมีความคิดเห็นแตกต่างจากพ่อแม่ การแสดงออกด้านพฤติกรรมและคำพูด ที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หรือมักปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังและคิดเองทำเองบ่อยๆ ไม่ชอบให้พ่อแม่เข้ามาควบคุมจัดการเหมือนแต่ก่อน โดยในขณะเดียวกันก็อยากเข้ากลุ่มและทำอะไรเหมือนกับเพื่อน ติดเพื่อนมากกว่าครอบครัว

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ต้องเปิดใจเรียนรู้และทำความเข้าใจกับพัฒนาการของลูกในวัยที่กำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ระหว่างวัยเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะของวัยนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมาย ลักษณะการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงวัยรุ่น มีดังนี้

l พัฒนาการด้านร่างกาย จะสามารถสังเกตได้ค่อนข้างเด่นชัด เพราะต่อมไร้ท่อผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตและฮอร์โมนเพศทำให้ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเด็กหญิงส่วนสูงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนในวัยรุ่นตอนต้น ซึ่งจะเติบโตเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 1-2 ปี โดยมีลักษณะทางเพศเริ่มจากมีเต้านมขยายใหญ่ เอวคอดลง สะโพกผายมีขนบริเวณรักแร้และอวัยวะเพศ และมีประจำเดือนครั้งแรกหลังจากเริ่มมีหน้าอกประมาณ 2-3 ปีส่วนเพศชายมักเริ่มจากอัณฑะและอวัยวะเพศขนาดโตขึ้น มือเท้าใหญ่ แขน ขาและลำตัวยาวขึ้นหน้าอกและไหล่ขยายกว้าง มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ มีหนวดเคราขึ้น เสียงแตก สิวขึ้น มีกลิ่นตัว และเริ่มมีฝันเปียก เป็นต้น

l พัฒนาการทางจิตใจ แม้ว่าลูกยังต้องการความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ แต่ลูกก็ต้องการเป็นตัวของตัวเอง ต้องการความอิสระ ต้องการให้พ่อแม่ยอมรับความคิดเห็นของตนเองมากขึ้นต้องการมีพื้นที่ของตนเอง อยากรู้ อยากเห็นอยากลอง สิ่งแปลกใหม่ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์และความภาคภูมิในในตนเอง ต้องการที่จะเลือกการกระทำและตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งการตัดสินใจนั้นวัยนี้ยังไม่สามารถคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาวได้อย่างรอบด้าน เขาจึงยังต้องมีผู้ใหญ่ที่จะคอยเฝ้าดู ติดตามในระยะห่างและช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำ เปิดโอกาสยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและลูกยังคงเป็นที่รักของพ่อแม่อย่างไม่มีเงื่อนไข

l พัฒนาการทางอารมณ์ ลูกจะมีความวิตกกังวลหรือการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ได้ง่าย จากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงและต้องเผชิญกับการปรับตัวกับหลายสิ่งอย่างทั้งสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป การเรียนที่หนักขึ้น การเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน ฯลฯ ลักษณะอารมณ์จึงมักเป็นไปอย่างรุนแรงและเปิดเผยทั้งในด้านบวกและลบ ฉะนั้นในบางครั้งลูกก็จะร่าเริง ครึกครื้น มั่นใจ มีความสุข อยากทำหลายอย่าง แต่บางครั้ง จู่ ๆ ก็อาจซึมเศร้า หรือหงุดหงิด โกรธง่ายหากถูกขัดใจ และมักแสดงออกด้วยพฤติกรรมหรือคำพูดในเชิงก้าวร้าว เรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยที่มีอารมณ์รุนแรงและแปรเปลี่ยนได้ง่ายไม่มั่นคง

l พัฒนาการทางสังคม เมื่อลูกเริ่มโต เขาจะมีความคิดเป็นของตัวเอง จึงมักจะชอบแยกตัวอยู่ตามลำพังเพราะต้องการความอิสระและเป็นส่วนตัว ไม่สนิทสนมกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม แต่จะให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่า จะใช้เวลากับเพื่อนนานๆ มีกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น ช่วงแรกมักจะมีเพื่อนเพศเดียวกันเป็นกลุ่มใหญ่ตามกิจกรรมและความสนใจที่คล้ายๆ กัน ในเวลาต่อมาเพื่อนจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีความสนใจเพศตรงข้าม สนใจสังคมสิ่งแวดล้อม ปรับตัวเองให้เข้ากับกฎเกณฑ์กติกาของกลุ่มของสังคมนอกบ้านได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังชอบทำตัวเลียนแบบบุคคลอื่นที่ตนเองชื่นชอบ เช่น การแต่งกายตามอย่างดาราหรือนักร้องที่ตนชอบเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

l พัฒนาการทางสติปัญญา ลูกๆ จะเริ่มมีความคิดเชิงคุณธรรมจริยธรรม มีความคิดสร้างสรรค์เชิงนามธรรมมากขึ้น สามารถเชื่อมโยงความจำ การควบคุมตนเอง การติดตามผลงานและแรงจูงใจ ในการค้นหาว่าตัวเองว่าถนัดอะไรสนใจเรื่องไหน รู้จักสังเกตและปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเอง ต้องการทำอะไรด้วยตนเองเพื่อหาประสบการณ์ สนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะลองถูกลองผิด จึงทำให้เกิดการส่งเสริมพัฒนาทางด้านสติปัญญากว้างมากขึ้น เพราะเด็กได้ลงมือทำเองได้พบกับปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และถ้าทำสำเร็จเด็กก็จะรู้สึกภาคภูมิใจ ลูกจึงมีเหตุผลมากขึ้น สามารถแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความรู้สึกของตนเองให้ผู้อื่นเข้าใจ ในขณะเดียวกันก็รู้จักสังเกตความคิดและความรู้สึกของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง

ทั้งนี้ในช่วงวัยนี้ลูกมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนอกจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมกิจกรรมงานอดิเรกที่ผ่อนคลาย พ่อแม่ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินและโภชนาการให้กับลูก เพื่อให้เขาได้รับพลังงานและสารอาหารที่เพียงพอเหมาะสมกับวัย ด้วยการให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยในเรื่องการพัฒนาสมอง บำรุงร่างกายให้แข็งแรงและต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะสารอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาท เช่น ไขมัน โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทที่จะส่งต่อกระแสประสาทระหว่างเซลล์สมอง และมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง การเจริญเติบโตของเซลล์ร่างกาย การสร้างเม็ดเลือด การทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงสารอาหารอื่นๆ โดยเฉพาะแคลเซียมซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูก

อย่างไรก็ตาม คุณจะเห็นว่าความเปลี่ยนผ่านในช่วงวัยเป็นเรื่องปกติที่เด็กทุกคนต้องก้าวข้ามไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า พ่อแม่จึงควรเป็นแบบอย่างที่ดี ให้การดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงในวัยรุ่นในด้านต่างๆ ส่งเสริมการทำกิจกรรมที่หลากหลาย รอบด้าน ให้โอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำ สนับสนุนและติดตามผล สอดคล้องกับสภาวะทางร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมออย่างถูกต้องเหมาะสม แล้วในที่สุดลูกที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี สามารถรับผิดชอบตนเอง ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติและประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างงดงาม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว (naewna.com)

LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว

LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มเข้าหน้าหนาวกันแล้ว หลายๆ คนเริ่มจะมีปัญหาผิวแห้ง ผิวคัน ผิวเป็นขุย ผิวแลดูสุขภาพไม่ดี มีความกร้าน เรามารู้ที่มาของผิวแห้งในหน้าหนาวกันคำแนะนำจาก พญ.ปุณณภา ดีวงกิจ แพทย์ผิวหนัง คลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า พอเข้าหน้าหนาว อุณหภูมิลดต่ำลง ซึ่งอากาศที่เย็นจะอุ้มน้ำในอากาศได้น้อยกว่าอากาศที่อุ่น ทำให้ความชื้นในอากาศลดลงในช่วงฤดูหนาว เมื่ออุณหภูมิต่ำลงและความชื้นในอากาศลดลง จะทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นไขมันในชั้นหนังกำพร้าลดลง โอกาสเกิดการระคายเคืองของผิวหนังเพิ่มสูงขึ้น มีอาการคันที่ผิวหนังเพิ่มมากขึ้น เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไข้กลุ่มโรคผิวหนัง จะมีอาการมากขึ้นหรือกลับมามีอาการทางผิวหนังในช่วงฤดูหนาวได้ เช่น กลุ่มคนไข้ Atopic dermatitis (AD) กลุ่มแพ้สัมผัสสาร (irritant contact dermatitis & Allergic contact dermatitis) เป็นต้น นอกจากอากาศที่เย็นมากขึ้น ความชื้นที่ลดลง การใช้ชีวิตประจำวันของเราในบางอย่าง ก็ยิ่งกระตุ้นผิวให้แห้งมากขึ้น ได้แก่ การอาบน้ำอุ่น การใช้สบู่ก้อน การกินยาบางชนิด การดื่มน้ำน้อยการอยู่ห้องแอร์เป็นเวลานานๆการไม่ทาครีมบำรุงผิว เป็นต้นเมื่อเราทราบถึงปัจจัยกระตุ้นผิวแห้งแล้วปัจจัยไหนที่เราหลีกเลี่ยงได้ เราควรหลีกเลี่ยง เช่น ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ใช้เป็นสบู่เหลวที่ปรับค่า pH แทนสบู่ก้อน และฟอกสบู่เหลวเท่าที่จำเป็น ควรทาครีมหลังอาบน้ำทันที เพื่อคงความชุ่มชื้นของผิวไว้

นอกจากเรื่องผิวแห้งในหน้าหนาวแล้ว ที่เรายังลืมไม่ได้คือ ครีมกันแดด แม้ว่าเข้าหน้าหนาว บางวันแดดดูไม่มากแต่แสง UV นั้นยังส่องผ่านมาโดนผิวเราได้ตลอด ทำให้ผิวเราดูหมองลงและคล้ำลงได้

สำหรับการเลือกครีมบำรุงช่วงหน้าหนาวนั้น ควรเลือกรูปแบบที่เป็นครีม เนื่องจากจะเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่าโลชั่น ซึ่งคุณสมบัติที่ดีของครีมบำรุง (moisturizer) นั้นควรมีสารที่เก็บความชุ่มชื้น (humectant) และสารที่ปกป้องการสูญเสียน้ำจากผิวชั้นหนังกำพร้า (emollient) ในสัดส่วนที่พอเหมาะ นอกจากสารสองกลุ่มนี้ ตัวที่สำคัญที่เราจะดูในครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกใช้คือ functional ingredients หรือ สารออกฤทธิ์ตัวอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ ลดเม็ดสี สารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นต้น ชึ่งจะขอยกตัวอย่างมาบางตัวที่มักจะพบได้บ่อยในครีมที่มีขายในท้องตลาด ได้แก่

l Nicotinamide หรือ vitamin B3 ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำ ช่วยเพิ่มการสร้างสารที่ทำให้ผิวหนังแข็งแรง (ceramide) ลดเม็ดสีได้ และยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ผลข้างเคียงที่พบได้คือรู้สึกร้อนๆ ที่ผิวหลังทาได้ (flushing)

l Alpha hydroxy acids (AHAs) เป็นกลุ่มของกรดอินทรีย์คาร์บอกซิล รวมกรดแลกติก กรดไกลโคลิกกรดมาลิก กรดทาร์ทาริก ช่วยกระตุ้นให้หนังกำพร้าหลุดลอกเร็วขึ้น ลดเม็ดสีลดรอยคล้ำจากแดด ลดริ้วรอยตื้นๆ ซึ่ง AHAs มีหลายความเข้มข้น ในครีมที่ขายตามท้องตลาด จะใส่ความเข้มข้นได้ประมาณ 5-10% ถ้าความเข้มข้นสูงกว่านั้นแนะนำให้ทำโดยแพทย์

l วิตามิน ซี และวิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยลดเม็ดสี ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสของผิวได้

l Hyalironic acid (HA) เป็นสารสำคัญที่ช่วยเรื่องการสมานผิวและแผล กระตุ้นการสร้างเซลล์หนังกำพร้า เพื่อให้ผิวแข็งแรงและชุ่มชื้น เนื่องจาก HA เป็นโมเลกุลใหญ่อาจจะทำให้การดูดซึมของผิวไม่ดีเท่าที่ควร

l Peptides ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและส่งเสริมการสมานผิวให้แข็งแรง,

l วิตามิน เอ ช่วยเพิ่มการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอยตื้นๆ ได้

l สารสกัดจากธรรมชาติบางชนิด จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้ เป็นต้น

นอกจากการใช้ครีมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ การทำทรีทเม้นต์ยังพอช่วยให้ functional ingredients ต่างๆ ซึมลงสู่ผิวได้ดีมากขึ้น ลดเม็ดสีเพิ่มความกระจ่างใสและความชุ่มชื้นได้ทั้งนี้ควรเลือกสารและเครื่องที่น่าเชื่อถือนอกจากการทำทรีทเม้นต์แล้ว การทำเลเซอร์ยังสามารถกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวดูแข็งแรง ลดเม็ดสีหรือลดรอยคล้ำจากแดดได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

l เลเซอร์กลุ่ม Q switch NdYag ที่จับเม็ดสี (melanin) โดยเฉพาะ จะสามารถช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น ลดเลือนรอยดำได้อีกด้วย

l เลเซอร์เม็ดสี ช่วยรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ Fractional laser หรือ Fractional nano RF คลื่นวิทยุ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาให้การรักษาปัญหาผิวหนังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการที่ทำให้เกิดรูที่ผิวเล็กๆ เพื่อให้เกิดการซ่อมแซมผิวได้มากขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหามาก และสามารถหลบแดดหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าได้ 3-5 วัน

l HIFU (High intensity focus ultrasound) เป็นคลื่นเสียงแบบที่เราทำ Ultrasound แต่เป็นการรวมพลังให้เป็นจุดลงลึกถึงชั้นต่างๆ ของผิวโดยไม่มีแผล สามารถยกกระชับผิว และลดริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถลดริ้วรอยได้จริง แต่บางเครื่องต้องทำซ้ำหลายครั้ง และใช้เวลาในการซ่อมแซมผิว ติดตามข้อมูลได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

นอกจากนี้ การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาผิวพรรณควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด เนื่องจากผิวแต่ละคนมีปัญหาที่แตกต่างกัน การมีสุขภาพผิวที่ดีต้องดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพออยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่มีมลภาวะรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ สูง ไขมันต่ำ ดื่มน้ำให้พอ ไม่เครียด อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก รวมกับ เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเสริมให้ผิวดูฉ่ำว้าวตลอดฤดูหนาวนี้

LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/532431

LIFE&HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง

LIFE&HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สาวๆ หนุ่มๆ ทั้งหลายสมัยนี้ต่างให้ความสำคัญกับการมีผิวหน้าที่เนียน สวย สดใส แต่ด้วยแสงแดดและมลพิษต่างๆ ที่ต้องเจออยู่ทุกวัน ทำให้ใบหน้าหมอง คล้ำดำ อีกทั้งกระ และฝ้า ต่างก็เข้ามามีส่วนร่วมอยู่บนใบหน้า ไหนจะอายุที่มากขึ้น ทำให้การดูแลผิวเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก

การดูแลผิวพรรณด้วยเครื่องสำอางต่างๆ จึงเป็นที่จำเป็นสำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเพื่อการบำรุงผิวปกปิดหรือแต่งให้ดูหน้าสวยกระจ่างขึ้น ข้อมูลจาก รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์เปิดเผยว่า แม้ว่าเครื่องสำอางจะช่วยเสริมสร้างความงามให้กับคุณผู้หญิงทั้งหลาย แต่บางครั้งเครื่องสำอางก็อาจแฝงไปด้วยอันตรายที่คุณมองไม่เห็นโดยเฉพาะคนที่ชอบซื้อเครื่องสำอางจากคำบอกเล่าของเพื่อนหรือคำเชิญชวนจากคนขาย ทั้งนี้ก็เพราะผิวของคนเราไม่เหมือนกัน ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางมาใช้ต้องแน่ใจว่าเครื่องสำอางนั้นจะไม่ทำให้หน้าคุณพัง โดยมีหลักการเลือกซื้อดังนี้

l ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางตามความเหมาะสมกับตนเอง อย่าซื้อตามคนอื่น หรือซื้อเพราะเพื่อนแนะนำ เพื่อความแน่ใจคุณอาจต้องทดลองใช้ก่อน โดยการทดลองทาเครื่องสำอางบริเวณท้องแขนหรือหลังใบหูเช้า-เย็น โดยไม่ต้องเช็ดออกประมาณ 5-7 วัน ถ้าไม่มีอาการบวมแดงหรือเป็นผื่นคันๆ ก็หมายความว่าใช้เครื่องสำอางนั้น โดยไม่แพ้ บางคนใช้เครื่องสำอางที่เพื่อนๆ บอกว่าดีเหลือเกินแล้วกลับหน้าเห่อก็ยังดื้อจะใช้ต่อไป เพราะเสียดาย ทำให้อาการแพ้ยิ่งมากขึ้น ทางที่ดีควรหยุดใช้ทันทีที่มีอาการแสดงว่าแพ้

l ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีชื่อผู้ผลิตและที่อยู่พิมพ์ไว้ชัดเจนบนกล่องบรรจุ ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางตามแผงลอยหรือหาบเร่ เพียงเพราะสีสวย ราคาถูก เพราะอาจได้เครื่องสำอางปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน

l ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางครั้งละมากๆ เพื่อเก็บไว้ใช้นานๆ เนื่องจากเครื่องสำอางซื้อจากต่างประเทศถูกกว่าในเมืองไทย หลายๆ ท่านจึงตุนเครื่องสำอางโดยซื้อยกโหล ซึ่งอาจจะหมดอายุไปก่อนที่จะมีโอกาสได้ใช้ ถ้าจะซื้อครั้งละมากๆ ควรกะประมาณได้ว่าจะใช้หมดภายในเวลาเท่าใด อย่างมากไม่ควรเกิน 2 ปี การเก็บเครื่องสำอางก็มีความสำคัญ เพราะอุณหภูมิบ้านเราสูงกว่าในต่างประเทศ เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไขมันและน้ำมันสูง อาจจะมีกลิ่นหืนได้ง่าย พวกโลชั่นหรือครีมถ้าเก็บไม่ดีจะมีการแยกเป็นชั้นน้ำและชั้นน้ำมัน กลิ่นก็จะเปลี่ยนไป จึงควรเก็บเครื่องสำอางไว้ในที่เย็น จะทำให้เก็บได้ทนนาน แต่ก็ไม่ควรเกิน 2 ปี

l ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางเก่าก่อนซื้อเครื่องสำอางทุกครั้งต้องพิจารณาก่อนว่า มีสี กลิ่น หรือความข้นเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่

l ภาชนะบรรจุเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ บรรจุภัณฑ์ไม่ฉีกขาดหรือแตก เพราะอาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนได้

l ต้องสังเกตว่า ฉลากเครื่องสำอางควรอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ฉีกขาด มีข้อความภาษาไทยที่อ่านชัดเจน มีรายละเอียดชื่อชนิดเครื่องสำอาง ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิตวิธีใช้ ปริมาณสุทธิ และคำเตือนในการใช้

เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เครื่องสำอางที่เหมาะสมกับผิวของคุณเองแถมยังเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานอีกด้วย สำหรับการทำความสะอาดใบหน้าก่อนแต่งแต้มสีสันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร เพียงแค่ล้างหน้าให้สะอาด ทาโลชั่นบำรุงผิว และครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน ความยุ่งยากอยู่ที่การล้างเครื่องสำอางออกต่างหากคือ ต้องขจัดคราบเครื่องสำอางออกให้เกลี้ยงเกลา โดยเฉพาะรองพื้น แป้งผัดหน้า เพราะถ้าล้างออกไม่หมด มันจะอุดรูขุมขน ทำให้สิ่งสกปรกรวมทั้งไขมันตกค้างอยู่ใต้ผิวหนัง ดันผิวหนังบริเวณนั้นให้โป่งเป็นเม็ดขึ้นมา ดังนั้นเมื่ออยากจะใช้เครื่องสำอางต้องขยันทำความสะอาดใบหน้าให้หมดจดด้วย

เมืองไทยมีแดดแรง และมีอุณหภูมิสูงเกือบตลอดทั้งปี แม้กระทั่งในช่วงฤดูหนาว รังสียูวีจากแสงแดด เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้ผิวเกิดกระและฝ้า เพราะเมื่อผิวหนังถูกแดดก็จะทำให้เกิดเม็ดสีผิว หรือเมลานินสะสมในผิวหนัง ส่งผลให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ กลายเป็นกระ และเกิดฝ้าตามมา

ผลิตภัณฑ์กันแดดจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะประกอบด้วยสารที่ทำหน้าที่ดูดแสงอัลตราไวโอเลต (UV)ไว้ ปกป้องผิวจากอันตรายของแสงอาทิตย์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจอยู่ในรูปครีม น้ำมัน หรือโลชั่นทาผิว หรือเป็นสารที่ทำหน้าที่ปกป้องผิว โดยการสะท้อนแสงให้กระจายออกไปจากผิวและบดบังรังสีแสงแดด ซึ่งสารกลุ่มหลังนี้จะช่วยลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้นในบางคนได้

ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดนั้น ค่า SPF จะเป็นตัวกำหนดการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ถ้าต้องการให้สีผิวคล้ำขึ้นโดยไม่ต้องการให้ผิวไหม้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF ต่ำ และถ้าต้องการผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันผิวจากแสงแดดอย่างสิ้นเชิง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไปเรียกว่า Sunblock

ข้อแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด คือ ควรทาก่อน 1-1/2 ชั่วโมง ก่อนออกไปกลางแจ้งเพื่อให้สารกันแดดได้ซึมเข้าสู่ผิว และควรทาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ซ้ำ 1-2 ชั่วโมง/ครั้ง หลังจากลงว่ายน้ำ ออกกำลังกายเหงื่อออกมาก แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะระบุว่าป้องกันน้ำได้ก็ตาม สำหรับคนที่ต้องการให้ผิวสีคล้ำขึ้น ควรเริ่มต้นด้วยการตากแดดชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อน แล้วตามด้วยการทาผลิตภัณฑ์กันแดด โดยเลือกตามค่า SPF แต่ถ้าเป็นผู้ที่แพ้แสงแดด ผิวหนังอักเสบปวดแสบปวดร้อนง่าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF สูง และไม่ตากแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวรังสีจากแสงแดดที่เป็นต้นเหตุทำให้ผิวหนังไหม้จะถูกส่งมายังผิวโลกในปริมาณสูงสุด

โดยสรุปการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถป้องกันผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้ จะป้องกันการเกิด sunburn และช่วยลดอันตรายในระยะยาวของแสงแดดด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกผลิตภัณฑ์และค่า SPF ที่ถูกต้องด้วย คุณสาวๆ ควรใส่ใจดูแลสุขภาพผิวพรรณอย่างจริงจัง เพื่อดูแลผิวสวยใสให้คงอยู่กับเราไปนานๆ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ