Life & Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

CAR T-Cell Therapy เป็นเทคโนโลยีการรักษามะเร็งขั้นสูง โดยนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) จากเลือดผู้ป่วยหรือผู้บริจาคมาดัดแปลงในห้องปฏิบัติการ ให้มีตัวรับพิเศษที่เรียกว่า Chimeric Antigen Receptor หรือ CAR เพื่อให้ทีเซลล์รู้จักและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง เทคโนโลยีนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) และถูกเรียกว่า “ยาที่มีชีวิต” เนื่องจากผลิตเฉพาะรายบุคคล และสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นาน

ข้อมูล ภญ.ณัฐพร ลิขิตสกุลชัย เภสัชกรคลินิก ศูนย์เซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน CAR T-cell therapy ถูกนำมาใช้รักษามะเร็งทางโลหิตวิทยาในหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษามาตรฐาน และได้รับการบรรจุในแนวทางการรักษามาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้นทุนการรักษาที่สูง

ประเทศไทยได้พัฒนาองค์ความรู้ด้าน CAR T-cell อย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายสถาบันการแพทย์และมหาวิทยาลัยร่วมวางรากฐานงานวิจัยด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด หนึ่งในก้าวสำคัญคือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์และคณะ ได้พัฒนา CD19-specific CAR T-cell ของไทยขึ้นเป็นรายแรก โดยเริ่มการศึกษาในระยะหลอดทดลองตั้งแต่ ปี พ.ศ.2557 และดำเนินการศึกษาต่อเนื่องมาจนถึงระยะคลินิก จนประสบความสำเร็จในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ (B-ALL) ที่ดื้อต่อการรักษาหรือกลับเป็นซ้ำ ต่อมารองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ใจ นิภารักษ์
และคณะ ได้ต่อยอดแพลตฟอร์มดังกล่าวสู่การศึกษารักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ในผู้ใหญ่ (B-cell Lymphoma)
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกการรักษาจำกัด

การพัฒนา CAR T-cell สัญชาติไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ผ่านการจัดตั้งบริษัทเจเนพูติก ไบโอ จำกัด (Genepeutic Bio) เมื่อปี พ.ศ. 2563 ร่วมกับ สวทช. และ TCELS เพื่อพัฒนาหน่วยผลิตเซลล์และยีนบำบัดตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) แห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ CD19-specific CAR T-cell ของรามาธิบดีและ Genepeutic Bio อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย สำหรับขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากนี้คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม CAR T-cell ชนิดอื่น ๆ เช่น GD2-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งนิวโรบลาสโตมาในเด็ก (Neuroblastoma) และ BCMA-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งไขกระดูกชนิดมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple myeloma) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงในอนาคต

จุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกำหนดให้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ที่มีส่วนผสมของยีน เซลล์ หรือเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางถึงสูง รวมถึง CAR T-cell ถือเป็น “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการยกระดับและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากประกาศฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 2567 ที่ได้วางหลักการให้ ATMPs เป็นยาไว้แล้ว

ประกาศดังกล่าวทำให้การวิจัย การผลิต และการนำ CAR T-cell มาใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลด้านยาอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งมาตรฐานการผลิต คุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการติดตามผลหลังการใช้

ทั้งนี้ แม้ CAR T-cell ที่มุ่งเป้าโปรตีน CD19 เหมือนกัน แต่หากมีความแตกต่างด้านโครงสร้าง เช่น ลำดับกรดอะมิโนของ scFv หรือชนิดของ costimulatory domain จะถือเป็นผลิตภัณฑ์คนละชนิดในทางเภสัชกรรมและกฎหมาย จึงต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตนเอง ไม่สามารถอ้างอิงผลการศึกษาข้ามผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง

เมื่อ CAR T-cell ถูกกำกับดูแลในฐานะยา “เภสัชกร” จึงมีบทบาทสำคัญตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. ดูแลคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต

• ควบคุมกระบวนการผลิตให้สะอาดปลอดภัย — เภสัชกรกำกับดูแลทุกขั้นตอนการผลิต CAR T-cell ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล (เรียกว่า GMP) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

• ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนปล่อยให้ใช้ — ก่อนนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับผู้ป่วยจริง ต้องผ่านการตรวจสอบหลายด้าน เช่น การทดสอบเอกลักษณ์ การทดสอบประสิทธิภาพ จำนวนเซลล์มีชีวิตอยู่ในสัดส่วนที่เพียงพอ ไม่มีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราปนเปื้อน เปรียบเสมือนการตรวจสอบคุณภาพยาก่อนส่งถึงมือผู้ป่วยทุกครั้ง

2. ดูแลการจัดเก็บและขนส่งด้วยความเย็นจัด

• เก็บรักษาในอุณหภูมิเย็นจัดมาก — ผลิตภัณฑ์ CAR T-cell ต้องเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่เย็นจัดกว่าตู้แช่แข็งทั่วไปมาก
(ต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส) เพื่อคงสภาพผลิตภัณฑ์ไว้ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ เภสัชกรมีหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ

• ควบคุมคุณภาพระหว่างการขนส่ง — เมื่อต้องเคลื่อนย้าย
ผลิตภัณฑ์จากสถานที่ผลิตมาถึงโรงพยาบาล ต้องมั่นใจว่าอุณหภูมิเย็น จัดถูกรักษาไว้ตลอดเส้นทาง ไม่มีช่วงใดที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนอาจทำให้ผลิตภัณฑ์เสียหาย

3. ดูแลขั้นตอนการเตรียม บริหารผลิตภัณฑ์ให้ผู้ป่วย และเฝ้าระวังและดูแลอาการไม่พึงประสงค์

• เตรียมร่างกายผู้ป่วยก่อนรับผลิตภัณฑ์ — ร่วมวางแผนการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อ “เคลียร์พื้นที่” ในร่างกาย ช่วยให้ CAR T-cell
ที่ให้เข้าไปสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

• ตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ป่วยคนนั้นจริง — เนื่องจาก CAR T-cell ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (ไม่ใช่ยาที่ใช้ร่วมกันได้) เภสัชกรต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผลิตภัณฑ์ตรงกับตัวผู้ป่วยแน่นอน ป้องกันความผิดพลาดที่ร้ายแรง

• เตรียมความพร้อมก่อนใช้งาน — ก่อนบริหารให้
ผู้ป่วย ต้องนำผลิตภัณฑ์มาละลายอย่างถูกวิธีและถูกเวลา เพราะเมื่อละลายแล้วจะมีเวลาใช้งานได้จำกัด ต้องบริหารผลิตภัณฑ์ให้
ผู้ป่วยภายในเวลาที่กำหนด

• ควบคุมขั้นตอนการให้ยา — ดูแลความถูกต้องของวิธีบริหารผลิตภัณฑ์ทางหลอดเลือดดำ พร้อมเตรียมทีมและอุปกรณ์ให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

• เฝ้าระวังและจัดการอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะทาง — ติดตามภาวะหลั่งสารไซโตไคน์มากเกินไป (CRS) ที่ทำให้ไข้สูง ความดันโลหิตต่ำ หรือหายใจลำบาก และภาวะทางระบบประสาทจากภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้น (ICANS) ที่ทำให้สับสนหรือพูดลำบาก ซึ่งมักเกิดร่วมกัน พร้อมจัดเตรียมยารักษา เช่น tocilizumab และ corticosteroid รวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ

4. จัดทำทะเบียนผู้ป่วยและติดตามผลระยะยาว

• บันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ — จัดทำทะเบียนเก็บข้อมูลผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายในระยะยาว ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

• ติดตามความปลอดภัยในระยะยาว — CAR T-cell สามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน จึงต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง เช่น ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

5. การกำกับดูแลและขึ้นทะเบียนยา จัดเตรียมเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนยาอย่างถูกต้อง — รวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ CAR T-cells ของไทยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

การที่ CAR T-cell ได้รับการกำกับดูแลในฐานะ “ยา” จึงเป็นทั้งก้าวสำคัญของระบบกฎหมายยาไทย และสะท้อนบทบาทใหม่ของเภสัชกรในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการผลิตจนถึงการดูแลผู้ป่วยจริง

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมี พระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศใน รพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา
รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ
ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร. 0-27183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจาก พระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบเลือดและระบบน้ำเหลือง ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีการแบ่งตัวอย่างผิดปกติ ไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสรักษาให้หายขาดหรือสามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานาน

มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) เป็นโรคที่เกิดจากไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติและมีจำนวนมากเกินไป ทำให้รบกวนการสร้างเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการซีด เหนื่อยง่าย มีไข้ เลือดออกง่าย หรือมีการติดเชื้อบ่อย

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นมะเร็งของระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มักมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ รวมถึงอาจมีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาที่เหมาะสม ความก้าวหน้าทางการแพทย์ เช่น การรักษาแบบมุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด และการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ได้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

 ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  เปิดเผยว่า ตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มุ่งมั่นพัฒนาการรักษาผู้ป่วยด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มดำเนิน โครงการปลูกถ่ายไขกระดูก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคทางโลหิตวิทยาและโรคซับซ้อนที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยวิธีทั่วไปได้ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) โรคไขกระดูกฝ่อ รวมถึง โรคโลหิตจางทางพันธุกรรมบางชนิด และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

จากความสำเร็จในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากพี่น้องสายเลือดเดียวกัน สู่การพัฒนาการรักษาที่สามารถใช้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ และในปัจจุบันสามารถใช้ผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันที่ได้จากญาติสายตรงได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็น แห่งแรกของประเทศไทย จนถึงวันนี้ มีผู้ป่วยมากกว่า 1,800 ราย ในช่วงอายุตั้งแต่ แรกเกิด จนถึง 65 ปี ที่ได้รับการรักษาและมีชีวิตใหม่จากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต

เดิมทีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเป็นแนวทางการรักษาใหม่ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังไม่ครอบคลุมการเบิกจ่ายตามสิทธิการรักษาต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งทางโลหิตและโรคเรื้อรังรุนแรง ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ จึงได้มีการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือค่ารักษามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพลังของการให้ที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันได้พัฒนาการรักษาที่สามารถใช้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ และยังสามารถใช้ผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันได้แก่ จากบิดาหรือมารดาให้ลูก หรือจากลูกให้บิดาหรือมารดาสำเร็จดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นยังต้องมีการระดมทุนต่อเนื่องอีกมาก เนื่องจากการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันนี้ไม่สามารถเบิกจ่ายจากสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้

ท่ามกลางวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรทางการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ต่อยอดงานวิจัยด้านการรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัด จนสามารถนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่เคยถูกมองว่า “รักษาไม่ได้” หรือมีทางเลือกจำกัด หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญคือ CAR CD19 T-cell ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดดื้อต่อการรักษา มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง และผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลายครั้ง การรักษานี้เป็นการนำเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยเองหรือผู้บริจาคมาตัดต่อพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างตรงเป้าหมายและเป็นการรักษาเฉพาะบุคคลอีกด้วย

แม้การรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัดได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 15 ล้านบาทต่อรายสำหรับ CAR CD19 T-cell แต่ด้วยศักยภาพของบุคลากรการแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถพัฒนาการรักษาที่มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล และลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 10–20 เท่า อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายนี้ก็ยังคงเกินกำลังของผู้ป่วยจำนวนมาก และยังไม่ได้รับการสนับสนุนการเบิกจ่ายจากภาครัฐในปัจจุบัน โดยปัจจุบันได้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell ไปแล้ว 40 ราย ได้ผลโดยรวมถึงร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคสงบปลอดโรคอย่างน้อย 2 ปี โดยผู้ป่วยเหล่านี้ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้ามาหลายขนานแล้ว

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพระบบการรักษาของประเทศ พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ต่อยอดงานวิจัย และวางรากฐานสำคัญในการผลักดันให้การรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัดได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในอนาคต

เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า และนวัตกรรมทางการแพทย์ จะเกิดความหมายสูงสุดได้ เมื่อถูกส่งต่อถึงผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

โดยกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ได้ให้ความช่วยเหลือมาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี สนับสนุนโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งประเทศที่ได้มีการส่งต่อมารับการรักษาด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยดังกล่าว

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคม นี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล…อาหารของคนรักสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล...อาหารของคนรักสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล…อาหารของคนรักสุขภาพ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.45 น.

ในบรรดาพืชตระกูลถั่วที่เรารู้จัก ถั่วเลนทิล (lentils) อาจดูเป็นเพียงเมล็ดเล็ก ๆ ที่ไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับถั่วเหลือง ถั่วดำ หรือถั่วเขียว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการและผลลัพธ์ต่อสุขภาพตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ถั่วเลนทิลอาจจัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต” ที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ถั่วเลนทิล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Lens culinaris) เป็นพืชตระกูลถั่ว (legume) ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและเอเชียตะวันตก โดยมีการเพาะปลูกมาแล้วมากกว่า 9,000 ปี ปัจจุบันถั่วเลนทิลยังคงเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในหลายวัฒนธรรมอาหาร โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกกลาง

ถั่วเลนทิลมีลักษณะเด่นคือเมล็ดกลมแบนขนาดเล็ก และมีหลายสี ได้แก่ สีเขียว สีแดง/ส้ม สีดำ และสีน้ำตาล ซึ่งแต่ละชนิดมีเนื้อสัมผัสและเหมาะกับการประกอบอาหารแตกต่างกัน เลนทิลสีเขียว (Puy หรือ French lentils) มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง มีกลิ่นเฉพาะตัว เมื่อปรุงสุกยังคงรูปและมีเนื้อสัมผัสหนึบ จึงเหมาะสำหรับเมนูสลัดหรืออาหารที่ต้องเคี่ยวนาน ส่วนเลนทิลสีแดงหรือสีส้ม (Red/Orange lentils) มีเนื้อสัมผัสนุ่ม เปื่อยง่าย และมีรสหวานเล็กน้อย จึงนิยมนำมาทำซุป แกง หรือดาล (Dal) แบบอินเดีย รวมทั้งอาหารสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนและโฟเลตที่ดี เลนทิลสีดำ (Beluga lentils) มีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำเงาคล้ายคาเวียร์ เนื้อแน่นและคงรูปหลังปรุงสุก จึงนิยมใช้ในอาหารจานหลักหรือเป็นเครื่องเคียง ขณะที่เลนทิลสีน้ำตาล (Brown lentils) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยและมีราคาย่อมเยาที่สุด เมล็ดค่อนข้างแข็ง คงรูปได้ดีหลังต้ม มีรสชาติอ่อนคล้ายถั่วทั่วไป เหมาะสำหรับซุป สตูว์ และเมนูอาหารประจำวัน

คุณค่าทางโภชนาการของถั่วเลนทิลมีความโดดเด่นทั้งในรูปแบบดิบและหลังปรุงสุก โดยเป็นแหล่งของโปรตีนจากพืช ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามินบีกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะโฟเลต (วิตามินบี9) รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญ เช่น เหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี และแคลเซียม ขณะเดียวกันมีไขมันต่ำและไม่พบคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชในอาหาร

เมื่อถั่วเลนทิลผ่านการปรุงสุก เมล็ดจะดูดซับน้ำทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเข้มข้นของสารอาหารต่อ 100 กรัมลดลงเมื่อเทียบกับเมล็ดดิบ อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารอาหารที่ได้รับจากการบริโภคจริงยังคงอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากโดยทั่วไปสามารถรับประทานถั่วเลนทิลที่ปรุงสุกได้ในปริมาณมากกว่าเมล็ดดิบ นอกจากนี้ การปรุงสุกยังช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร พร้อมทั้งลดสารต้านโภชนาการบางชนิด เช่น ไฟเตต (phytate) และเลคติน (lectin) ได้บางส่วน

จากข้อมูลของ USDA FoodData Central ถั่วเลนทิลที่ปรุงสุกยังคงเป็นแหล่งโปรตีน ใยอาหาร และโฟเลตที่ดีเยี่ยม ให้พลังงานไม่สูง ไขมันต่ำ และมีแร่ธาตุหลายชนิด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ดูแลสุขภาพหัวใจ หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ประโยชน์ต่อสุขภาพของการบริโภคถั่วเลนทิล

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การบริโภคถั่วเลนทิลเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมสุขภาพหลายด้าน เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ

  • ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด: ถั่วเลนทิลอุดมด้วยใยอาหารชนิดละลายน้ำ ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (low-density lipoprotein; LDL) ในเลือด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของโพแทสเซียม โฟเลต และสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยลดการอักเสบและส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: ถั่วเลนทิลมีค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index; GI) ต่ำ (ประมาณ 21–30) และมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนร่วมกับใยอาหาร จึงช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ส่งเสริมสุขภาพลำไส้และช่วยควบคุมน้ำหนัก: ใยอาหารในถั่วเลนทิลทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก (prebiotic) ช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งมีบทบาทต่อการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ โปรตีนและใยอาหารยังช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก รวมถึงผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกน

เป็นแหล่งโฟเลตที่สำคัญ: ถั่วเลนทิลเป็นแหล่งโฟเลต (วิตามินบี9) ที่ดี ซึ่งมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์และหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตมีบทบาทในการพัฒนาระบบประสาทของทารก และช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของหลอดประสาท (neural tube defects) เช่น ภาวะไขสันหลังไม่ปิด (spina bifida)

วิธีการประกอบอาหารและการเก็บรักษา

ถั่วเลนทิลไม่จำเป็นต้องแช่น้ำก่อนปรุงเหมือนถั่วเมล็ดใหญ่ แต่การแช่น้ำประมาณ 2–4 ชั่วโมงจะช่วยให้เมล็ดสุกเร็วขึ้นและลดปริมาณไฟเตต (phytate) ซึ่งอาจรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด ระยะเวลาในการต้มขึ้นอยู่กับชนิดของถั่ว โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10–35 นาที และควรหลีกเลี่ยงการเติมเกลือหรือวัตถุดิบที่มีความเป็นกรดระหว่างต้ม เพราะอาจทำให้เมล็ดสุกช้าลง

ถั่วเลนทิลดิบควรเก็บในภาชนะปิดสนิทในที่แห้งและเย็น สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปี ส่วนถั่วที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บในตู้เย็นและบริโภคภายใน 3–5 วัน หรือแช่แข็งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ทั้งนี้ ถั่วเลนทิลสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น ซุป สตูว์ แกง สลัด หรือใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารมังสวิรัติ

ข้อควรระวังในการบริโภค

แม้ว่าถั่วเลนทิลจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ในบางคนอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือมีแก๊สในทางเดินอาหาร เนื่องจากมีโอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharides) นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตที่จำเป็นต้องจำกัดการได้รับโพแทสเซียมควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานเป็นประจำ

ถั่วเลนทิลยังมีสารต้านสารอาหาร (anti-nutrients) เช่น ไฟเตตและเลคติน (lectin) ซึ่งอาจลดการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารดังกล่าวสามารถลดลงได้ด้วยการแช่น้ำ การล้างเมล็ดก่อนปรุง หรือการทำให้งอก

โดยสรุป ถั่วเลนทิลเป็นอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชในชีวิตประจำวัน

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

LIFE & HEALTH : ระวัง..กลุ่มโรคอันตรายในหน้าฝน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สภาพอากาศในประเทศไทยจะเริ่มมีความชื้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาทางกายภาพอย่างน้ำท่วมขังตามท้องถนนและอุณหภูมิที่แปรปรวนในแต่ละวัน

ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบากขึ้น แต่ยังเป็นสภาพแวดล้อมชั้นดีที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเชื้อโรคอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กลุ่มเสี่ยงที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งกลุ่มโรคในหน้าฝนนั้นมีหลากหลายประเภทที่สร้างความรุนแรงจนถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงวรินทิพย์ มหาพสุธานนท์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดเผยว่า โรคที่พบได้ในช่วงหน้าฝนมีหลายกลุ่ม เช่น โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคที่มียุงเป็นพาหะ ซึ่งในบางกรณีอาจมีความรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาล

กลุ่มโรคแรกที่มักมาพร้อมกับหน้าฝน คือ โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เช่น เชื้อซาลโมเนลลา อีโคไล และโนโรไวรัส ผู้ป่วยมักจะมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้ง อาเจียน ปวดท้อง และมีไข้ร่วมด้วยในบางราย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับโรคในกลุ่มนี้คือ ภาวะขาดน้ำจากการสูญเสียของเหลวออกจากร่างกายในปริมาณมาก ซึ่งหากพบว่าผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการดูแลและประเมินอาการจากแพทย์อย่างเหมาะสม

ถัดมาคือ กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางผิวหนังและเยื่อบุ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการสัมผัสน้ำท่วมขังหรือสิ่งแวดล้อมที่สกปรก โรคที่พบบ่อยและคุ้นเคยกันดีคือโรคตาแดง ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล และมีขี้ตามากผิดปกติ ขณะที่อีกหนึ่งโรคอันตรายร้ายแรงในกลุ่มนี้คือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคไข้ฉี่หนู ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำและสามารถชอนไชเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านบาดแผลเล็ก ๆ บนผิวหนัง หรือผ่านทางเยื่อบุตา จมูก และปาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณน่อง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น ตับอักเสบหรือไตอักเสบได้ การทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังลุยน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจ ถือเป็นกลุ่มโรคยอดฮิตในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ตั้งแต่ไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงปอดบวม โดยผู้ป่วยมักเริ่มจากอาการไอ เจ็บคอ คัดจมูก มีไข้ และอ่อนเพลีย อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรงจนลุกลามสู่ภาวะปอดบวม จะมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือหายใจเร็วผิดปกติ ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็กต้องได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น

นอกจาก โรคที่เกิดจากเชื้อโรคในอากาศและน้ำแล้ว โรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะก็ยังคงเป็นภัยเงียบที่ทวีความรุนแรงในฤดูฝน เนื่องจากมีแหล่งน้ำขังตามภาชนะต่าง ๆ เอื้อต่อการเพาะพันธุ์ยุง ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยเฉียบพลัน และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีผื่นแดง ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะเลือดออกตามผิวหนังหรืออวัยวะภายใน ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันภาวะช็อก

อีกกลุ่มโรคที่ผู้ปกครองต้องระวัง นั่นคือโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่อยู่ร่วมกันในสถานศึกษา โรคนี้มักแสดงอาการด้วยการมีไข้ ร่วมกับการเกิดตุ่มน้ำใสหรือแผลตื้น ๆ บริเวณกระพุ้งแก้ม เพดานปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ทำให้เด็กมีอาการเจ็บปาก กลืนลำบาก และรับประทานอาหารได้น้อยลง แม้ส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เอง แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากเด็กมีอาการซึมลง อาเจียนบ่อย หรือมีอาการกระตุก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

การป้องกันโรคในหน้าฝนเริ่มต้นได้จากการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่

  • การสวมรองเท้าบูทเมื่อต้องลุยน้ำขัง
  • การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • การกำจัดแหล่งน้ำขังรอบบ้าน

ส่วนใครก็ตามที่ตากฝนมา เนื่องจากในน้ำฝนมีการปนเปื้อนของฝุ่นละออง สารเคมี และเชื้อโรคจำนวมาก ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้านแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ เพื่อป้องกันการเสี่ยงป่วย ได้แก่

  • สระผมและอาบน้ำทันที เพื่อล้างสารเคมีและเชื้อโรคออกให้หมด
  • เช็ดผมให้แห้งสนิท อย่าปล่อยให้ร่างกายชื้นและเย็นเป็นเวลานาน
  • ดื่มน้ำอุ่น เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายจากภายใน
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อชะล้างฝุ่น เชื้อโรคและมลพิษที่สูดหายใจเข้าไป
  • ทำร่างกายให้อบอุ่น โดยการใส่เสื้อผ้าหนา ๆ หรือห่มผ้า

อย่างไรก็ตาม หากตนเองหรือคนในครอบครัวมีอาการป่วย เช่น ไข้สูงไม่ลดลง หายใจเหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง หรือมีอาการซึมและขาดน้ำ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง แต่ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีก่อนที่อาการจะลุกลามรุนแรง

สภากาชาดไทยชวนบริจาคโลหิตร่วมให้ชีวิตเพื่อชีวิต ถวายพระกุศล

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยร่วมบริจาคโลหิตในโครงการ “โลหิตแห่งความภักดี น้อมถวายเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ระหว่างวันที่ 12-30 มิถุนายน 2569 เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยประชาชนสามารถร่วมบริจาคได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศทุกแห่ง

ร่วม “ให้ชีวิตเพื่อชีวิต” ด้วยการบริจาคโลหิต ถวายพระกุศลด้วยหัวใจแห่งความภักดี

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

Life&Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

Life&Health : รู้จักบทบาทเภสัชกรไทย..ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยด้านยาและสุขภาพ คู่สังคมไทย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ในโลกปัจจุบันที่นวัตกรรมทางการแพทย์ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง “ยา” ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสี่ในการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์หากใช้ไม่ถูกวิธี ท่ามกลางกระบวนการดูแลสุขภาพที่ซับซ้อนนี้ “เภสัชกร” คือวิชาชีพที่ยืนหยัดอยู่แถวหน้าในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยาที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างตัวยากับผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าสูงสุดในการรักษา

ข้อมูลจาก เภสัชกรปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติวิชาชีพ พศ.2537 ฉบับปรับปรุงปัจจุบัน “วิชาชีพเภสัชกรรม”[ หมายความว่า วิชาชีพที่เกี่ยวกับการกระทำในการเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา การเลือกสรรยา การวิเคราะห์ยา การควบคุมและการประกันคุณภาพยา การปรุง และการจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ การปรุงยา การจ่ายยา การขายยา และการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยยาและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับยา การให้คำแนะนำปรึกษาและการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา รวมทั้งการดำเนินการหรือร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการค้นหา ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ยา

สภาเภสัชกรรม ในฐานะองค์กรควบคุมวิชาชีพ ตาม พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม ตระหนักดีว่าบทบาทของเภสัชกรไทยในปัจจุบันได้วิวัฒนาการไปไกลกว่าการ “จ่ายยา” ตามใบสั่งยาเพียงอย่างเดียว แต่บทบาทของเภสัชกรได้แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของวงจรสุขภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน ดังนี้

1. เภสัชกรอุตสาหการ: ต้นน้ำแห่งคุณภาพและความมั่นคงทางยา

เบื้องหลังยาทุกเม็ด ทุกขวด ทุกหลอดที่ส่งถึงมือประชาชน คือการทำงานอย่างเข้มงวดของเภสัชกรในภาคอุตสาหกรรม เริ่มตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) การควบคุมคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (GMP) ไปจนถึงการขึ้นทะเบียนตำรับยาเพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้ามีมาตรฐานความปลอดภัยเท่าเทียมระดับโลก บทบาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้าง “ความมั่นคงทางยา” ให้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตที่การพึ่งพาตนเองด้านยาเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด

2. เภสัชกรขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์: จุดเริ่มต้นของความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

ยาและเครื่องมือแพทย์จะสามารถนำเข้าในประเทศได้หรือไม่ เภสัชกรชึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์มีตวามสำคัญเป็นอย่างมากในการจัดทำรายละเอียดงาน เตรียมและยื่นเอกสาร ติดตามผลการยื่นขึ้นทะเบียนยาและเครื่องมือแพทย์ จนกว่าจะได้รับการอนุมัติในประเทศไทย จัดทำเอกสารขึ้นทะเบียน การต่อใบอนุญาตและขอใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับผลิตภัณฑ์ให้ทันกับการนำเข้าและจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ติดต่อและประสานงานกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ในการเตรียมเอกสาร สนับสนุนข้อมูล สำคัญ ในการ
ยื่นขึ้นทะเบียนยาและเครื่องมือแพทย์ ทบทวนข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาและเครื่องมือทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ควบคุมการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้เป็นปัจจุบัน และรายงานต่อฝ่ายบริหาร สรุปข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่จะหมดอายุและข้อมูลอื่น ๆ และนำเสนอต่อฝ่ายบริหาร ปฏิบัติข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย

3. เภสัชกรโรงพยาบาลและบริบาลเภสัชกรรม: หัวใจสำคัญในระบบการรักษา

ในสถานพยาบาลทุกระดับไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาล
ส่งเสริมระดับตำบล ศูนย์บริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน เภสัชกรทำหน้าที่ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์และพยาบาล เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (Individualized Medicine) เภสัชกรทำหน้าที่ตรวจความถูกต้องของชนิดยา ขนาดยาที่ใช้ สอบความซ้ำซ้อน ป้องกันการแพ้ยา และเฝ้าระวังอันตรกิริยาระหว่างยา (Drug Interaction) การส่งมอบยาและการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ยา นอกจากนี้ บทบาทเภสัชกรโรงพยาบาลเฉพาะทาง เช่น เภสัชกร โรคมะเร็ง หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อ ยังเป็นกลไกหลักที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยโรคซับซ้อน

4. เภสัชกรชุมชน (ร้านยา): “ที่พึ่งแรก” ของประชาชน

ร้านยามาตรฐาน กว่าหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศ คือด่านหน้าของระบบสาธารณสุข เภสัชกรชุมชนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพเบื้องต้นที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เราไม่เพียงจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการ แต่ยังทำหน้าที่คัดกรองโรคเรื้อรัง ให้คำแนะนำการส่งต่อผู้ป่วย และที่สำคัญที่สุดคือการเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ด้านสุขภาพ” ในชุมชน ช่วยให้คนไทยหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ยาชุด หรือยาสมุนไพรที่ปนเปื้อนสารอันตราย

5. เภสัชกรปฐมภูมิ: การดูแลสุขภาพเชิงรุกถึงครัวเรือน

ในยุคของการดูแลสุขภาพเชิงรุก เภสัชกรปฐมภูมิได้ก้าวออกจากเคาน์เตอร์จ่ายยาลงพื้นที่สู่บ้านของผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เพื่อติดตามผลการใช้ยาในสภาพแวดล้อมจริง ตรวจสอบการเก็บรักษายาที่บ้าน ยาเหลือใช้ และลดปัญหาการใช้ยาผิดพลาด ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพระดับครอบครัว ทำให้การรักษามีความต่อเนื่องและไร้รอยต่อ

6. เภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภค: เกราะป้องกันความปลอดภัยของสังคม

เภสัชกรที่การทำงานในหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เภสัชกรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม หรือเครื่องมือแพทย์ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง และป้องกันผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของคนไทย

7. เภสัชกรการตลาด: ข้อมูลถูกต้องสู่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน

บริหารเภสัชกิจ เป็นงานเภสัชกรรมการตลาด คือบทบาทที่รวมทักษะความรู้ทางเภสัชกรรมกับการตลาดเข้าด้วยกัน ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ดูแลข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาอย่างละเอียด เพื่อช่วยทีมขายและผู้แทนจำหน่ายในการนำข้อมูลผลิตภัณฑ์ถูกต้องให้กับบุคคลากรทางการแพทย์และประชาชนแล้ว ยังต้องประสานงานกับฝ่ายขึ้นทะเบียนและโรงงานผลิตอย่างใกล้ชิด หลายคนเข้าใจว่าผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ยาเป็นแค่ผู้แทนขาย แต่จริงๆ แล้วตำแหน่งนี้ทำหน้าที่มากกว่า เช่น การเป็นวิทยากรฝึกอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์กับทีมขาย การวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมสินค้า รวมถึงออกบูธตามงานสัมมนาหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความรู้และเพิ่มการรับรู้แบรนด์ให้กับกลุ่มเป้าหมาย จุดเด่นของงานนี้คือโอกาสได้เรียนรู้ด้านธุรกิจและเภสัชกรรมไปพร้อมกัน รวมทั้งได้เป็นพิธีกรงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสบการณ์และความภูมิใจในงานที่ทำ สำหรับใครที่สนใจงานนี้ ควรเตรียมความรู้ทั้งด้านเภสัชกรรมและการตลาดให้แข็งแรง ลงมือฝึกฝนการสื่อสาร และเรียนรู้วิธีประสานงานหลายฝ่าย เพราะงานนี้ต้องทำงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่โรงงานไปจนถึงฝ่ายขายเพื่อให้สินค้าประสบความสำเร็จในตลาด สุดท้ายแล้ว  เภสัชกรการตลาด ถือเป็นสายงานที่มีความหลากหลายและเปิดโอกาสพัฒนาอย่างต่อเนื่องเหมาะสำหรับเภสัชกรที่ต้องการก้าวไปสู่บทบาทที่ท้าทายและสนุกกับการเรียนรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายและก้าวต่อไปของวิชาชีพ

ในวาระที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” และการมาถึงของเทคโนโลยี Digital Health บทบาทของเภสัชกรต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น “ที่ปรึกษาด้านสุขภาพดิจิทัล” (Digital Health Advisor) การใช้ระบบเภสัชกรรมทางไกล (TelePharmacy) เพื่อให้
คำปรึกษาทางไกล และการประยุกต์ใช้ระบบฐานข้อมูลยา (Big Data) เพื่อติดตามความปลอดภัยในระดับประชากร เป็นสิ่งที่สภาเภสัชกรรมกำลังมุ่งเน้นส่งเสริม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเพียงใด หัวใจหลักของวิชาชีพเภสัชกรรมยังคงเดิม คือ “จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ คุณธรรม และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์”

โดยสรุป เภสัชกรไทยในทุกแขนง ไม่ว่าจะทำงานในสถานพยาบาลที่มีผู้ป่วยแออัด หรือในร้านยาที่ใกล้ชิดชุมชน หรือเภสัชกรการตลาดในภาคเอกชน เภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภค เภสัชกรในภาคการศึกษา เภสัชกรวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทุกท่านคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยเข้มแข็ง สภาเภสัชกรรมขอให้คำมั่นว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของเภสัชกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เภสัชกรเป็นวิชาชีพที่ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจเสมอมา สภาเภสัชกรรมเคียงข้าง สร้างวิชาชีพชั้นนำ ทำให้ประชาชนวางใจ (Together Talent Trust) เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วย คือความภาคภูมิใจของเรา เภสัชกรไทยจะยังคงทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองสุขภาพ เคียงข้างสังคมไทยในทุกย่างก้าว เพื่อสร้างสังคมที่ใช้ยาอย่างสมเหตุผลและประชาชนมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางเทคโนโลยี และ โครงสร้างของกฏกติกาโลกเข้าสู่ “การแบ่งโครงสร้างอำนาจหลายขั้ว” ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ต้องบริหารจัดการองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นของการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ข้อมูลจาก ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI-Data Driven Technology และ AI Transformation and Solution  ระบุว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น SMEs ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารต้นทุนให้ต่ำ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ลดลง และ การแข่งขันที่สูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และ ศักยภาพในการทำงาน ไปพร้อมๆ กับ การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าใครเป็นกลุ่มลูกค้าและพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

SMEs มีทรัพยากรที่จำกัด เราต้องแม่นว่าใครเป็นลูกค้าของเรา และ เราต้องพัฒนาสินค้าและบริการอะไรที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย “ต้นทุนต่ำ และ กลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ” เป็นทางรอดของ SMEs ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

AI เครื่องมือบริหารจัดการต้นทุนให้ SMEs ไทย

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 3.31 ล้านราย เพิ่มขึ้น 54,457 ราย เมื่อเทียบกับปี 2567 มีการจ้างงาน จำนวน 13.65 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 69.12% ของการจ้างงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจำนวน 228,421 คน เทียบกับปี 2567 โดยธุรกิจกระจายตัวอยู่ในภาคธุรกิจการค้า บริการ และ การผลิต ถือว่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2568 SMEs มีมูลค่ารวม 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (GDP) และ มีอัตราการขยายตัวที่ 2.4% เมื่อเทียบกับปี 2567

ในขณะที่ SMEs เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งเรื่องของการจ้างงาน และ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่ธุรกิจ SMEs ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงบริบทของการทำงาน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาในการบริหารจัดการองค์กรให้ก้าวข้ามกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

จากรายงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า อัตราการเลิกกิจการของ SMEs คิดเป็นสัดส่วน 27% ของการจัดตั้งธุรกิจใหม่  อาทิ ในเดือนมีนาคม 2569 มีการตั้งธุรกิจใหม่ 7,588 ราย แต่จะมีการเลิกกิจการ 2,000 กว่าราย ในขณะที่มีกิจการ SMEs เลิกกิจการเฉลี่ย 20,000-23,000 รายต่อปี โดยมีอัตราการเลิกกิจการของ SMEs เพิ่มขึ้น 7% ต่อ ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ทั้งปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจ และ ปัญหาด้านการขายและการตลาด

ในปี 2569 ธุรกิจเผชิญกับวิกฤตที่ซ้ำซ้อนกันหลายวิกฤต ทั้งวิกฤตที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และ วิกฤตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ถดถอยลง

เมื่อกำลังซื้อถดถอย สิ่งที่ธุรกิจ SMEs ต้องเร่งจัดการคือ “การบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจท่ามกลางวิกฤต “กระแสเงินสดสำคัญที่สุด” (Cash is King) ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอ ได้เข้ามามีบทบาทช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ ในฐานะที่ เรียล สมาร์ท ทำธุรกิจ ด้าน AI Transformation และ AI Solution พบว่า ปัจจุบัน AI มีการพัฒนาให้สามารถทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของภาคธุรกิจได้ โดยเฉพาะการทำงานซ้ำๆ หรือ การทำงานประจำที่มีขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่ชัดเจน (Routine Work)  เช่น งานด้านการบันทึกรายงานลูกค้า งานบัญชีพื้นฐาน งานเช็คคลังสินค้า รวมไปถึงการจัดการเอกสารต่างๆ ภายใต้การออกแบบที่เหมาะกับการทำงานของแต่ละธุรกิจ เป็นการนำเอไอ มาใช้ในการปรับเปลี่ยน (Transform) ธุรกิจ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ในการปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุนในการทำงาน โดยใช้ทีมงานเท่าเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง

ปัจจุบันมีนวัตกรรมเอไอ ที่ถูกพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ต้นทุนในการเข้าถึงนวัตกรรมเอไอ ก็ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดต้นทุนในการดำเนินงาน ท่ามกลางวิกฤต และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“ข้อมูล” สร้างโอกาสที่ “แม่นยำ” ในการจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

นอกจากการบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุดแล้ว “ความแม่นยำ” ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การหว่านหาลูกค้าทั่วไปไม่ใช่การทำการตลาดที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน และ การเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูง (Red Ocean) ก็ไม่ใช้ทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีทรัพยากรที่จำกัด การเลือกลูกค้าที่ใช่ และ ผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ ด้วยข้อมูล(Big Data) จึงเป็นหัวใจสำคัญ

SMEs ต้องรู้ว่าใครเป็นลูกค้า และ สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแม่นยำ จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถที่จะก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาได้ ทั้งนี้ SMEs ต้องรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร และ ใครเป็นลูกค้า แล้วพัฒนาสินค้าและบริการแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ เป็นการสร้างน่านน้ำใหม่ให้กับตัวเอง (Blue Ocean) โดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการวิเคราะห์หากลุ่มลูกค้าเป้าหมายและพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งเทคโนโลยีเอไอ ในปัจจุบันเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในการสร้างน่านน้ำใหม่ของตัวเองได้

จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเอไอ เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงาน ทำให้ SMEs ไทย สามารถที่จะปรับโครงสร้างการบริหารจัดการให้มี ต้นทุนที่ถูกลง และ นำข้อมูลมาใช้ในการหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แม่นยำ เหมือน SMEs ที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ อย่าง ประเทศเอสโตเนีย เกาหลีใต้ จีน ที่มี SMEs จำนวนมาก และ ประสบความสำเร็จ จากการนำเทคโนโลยี และ ข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก โรงเรียนพระดาบส..มอบโอกาส สร้างอาชีพให้เยาวชนด้อยโอกาส

LIFE & HEALTH : รู้จัก โรงเรียนพระดาบส..มอบโอกาส สร้างอาชีพให้เยาวชนด้อยโอกาส

LIFE & HEALTH : รู้จัก โรงเรียนพระดาบส..มอบโอกาส สร้างอาชีพให้เยาวชนด้อยโอกาส

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน “การศึกษาเพื่อสร้างอาชีพ” กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ต้องการโอกาสในการเรียนรู้และมีอาชีพที่มั่นคง

 “โรงเรียนพระดาบส” เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของสถานศึกษาที่มุ่ง “สร้างคน สร้างงาน และสร้างอนาคต”  โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระประสงค์จะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาได้เข้าถึงการเรียนสายวิชาชีพ โดยเน้นการฝึกปฏิบัติจริง ควบคู่การปลูกฝังคุณธรรม วินัย และการพึ่งพาตนเอง เพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่การมีอาชีพและอนาคตที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก สมศักดิ์ เพิ่มเกษร กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงเรียนพระดาบสได้ขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังหลายพื้นที่ เพื่อรองรับเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้สามารถเข้าถึงการเรียนสายอาชีพที่มีคุณภาพและนำไปประกอบอาชีพได้จริง ประกอบด้วย โรงเรียนพระดาบส และโรงเรียนลูกพระดาบส อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ รวมถึงโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่พิเศษ

นาวาอากาศเอก สุรสิทธิ์ อิ่มฤทธา รองผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลักสูตรของโรงเรียนพระดาบส ไม่ใช่เพียงการ “สอนให้ทำงาน” แต่คือการ “สร้างคนให้มีคุณภาพ” เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพควบคู่กับการฝึกวินัยและคุณธรรม โดยเป็นหลักสูตรประจำ 1 ปี ผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแต่งกาย อาหารและที่พักอาศัย   รับสมัครนักเรียนที่อายุระหว่าง 18 – 35 ปี 

หลักสูตรการเรียนการสอนโรงเรียนพระดาบส (ระยะเวลา 1 ปี) ถูกออกแบบมาให้มุ่งเน้นการฝึกทักษะช่างพื้นฐานที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติก่อนที่จะเลือกเรียนในวิชาชีพเฉพาะทางตามความถนัด  และเข้าสู่การฝึกงานจริงในสถานประกอบการ ได้แก่

  • 4 เดือนแรก (เรียนพื้นฐานเตรียมช่าง): ฝึกปฏิบัติกลุ่มสมรรถนะเตรียมช่างพื้นฐาน

ในช่วง 4 เดือนแรก (เมษายน-กรกฎาคม) นักเรียนจากทุกหลักสูตรวิชาชีพช่าง และหลักสูตรการเกษตรพอเพียง (ยกเว้นหลักสูตร เคหบริบาล) จะต้องศึกษาหมวดวิชาเตรียมช่างพื้นฐาน เพื่อให้ได้ลองลงมือทำจริง เป็นการฝึกทักษะสำคัญและต่อเนื่องจนเป็นชิ้นงาน ฝึกความเป็นช่างให้สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้องกับการผลิตชิ้นงาน ซึ่งเป็นสมรรถนะที่จำเป็น และมีความสัมพันธ์กันทุกสาขาช่าง ประกอบด้วย  พื้นฐานงานเครื่องมือกล พื้นฐานงานเขียนแบบ พื้นฐานงานไฟฟ้า พื้นฐานงาน ช่างยนต์ พื้นฐานงานอิเล็กทรอนิกส์ พื้นฐานงานควบคุมอมเตอร์ไฟฟ้า & PLC พื้นฐานงานไม้ พื้นฐานงานสี พื้นฐานงานเชื่อม พื้นฐานงานปูน พื้นฐานงานเกษตร และเคหบริบาล

  • 5 เดือนต่อมา : ฝึกวิชาชีพเฉพาะทาง นักเรียนจะได้ฝึกปฏิบัติกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะทาง

หลังจากศึกษาหมวดวิชาเตรียมช่างพื้นฐานครบ 4 เดือนแล้ว นักเรียนจึงจะเลือกสาขาที่ตนเองชอบและถนัด (วิชาชีพเฉพาะทาง) และฝึกปฏิบัติวิชาชีพเฉพาะอีก 5  เดือน  เป็นการเข้าฝึกวิชาชีพที่เกี่ยวกับมาตรฐานของแต่ละวิชาชีพที่จำเป็นของแต่ละหลักสูตร ใช้ระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องและบูรณาการในการสอน โดยเน้นการฝึกปฏิบัติ ตามมาตรฐานความปลอดภัยของไมซ์สเตอร์ และมาตรฐานความปลอดภัยของวิชาชีพ ปฏิบัติตามคู่มือการฝึกเน้นการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องปลอดภัย มีความสามารถปฏิบัติงานจริง และผ่านการประเมินผลการฝึกเพื่อให้มีความพร้อมก่อนการไปฝึกประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ สามารถฝึกนอกเวลาเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมตามวัตถุประสงค์การฝึกวิชาชีพ ช่วยให้ศิษย์พระดาบสที่ขาดโอกาสสามารถนำไปปฏิบัติงานช่วยเหลือครอบครัวต่อไป ได้แก่ หลักสูตรช่างไฟฟ้า, หลักสูตรช่างยนต์, หลักสูตรช่างอิเล็กทรอนิกส์, หลักสูตรการเกษตรพอเพียง,หลักสูตรช่างซ่อมบำรุง, หลักสูตรช่างไม้เครื่องเรือนและช่างสีอาคาร, หลักสูตรช่างเชื่อม ,หลักสูตรช่างก่อสร้าง และหลักสูตรเคหบริบาล

  • 2 เดือน: ฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ

หลังจากฝึกวิชาชีพเฉพาะทาง 5 เดือนแล้ว นักเรียนจะต้องผ่านการฝึกงานในสถานประกอบการอีก 2 เดือน (มกราคม-กุมภาพันธ์) เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์พระดาบสได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้สัมผัสกับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย การใช้เครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ที่ทันสมัย และบรรยากาศการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดความมั่นใจและเจตคติที่ดีในการทำงาน และการประกอบอาชีพอิสระ

  • 1 เดือนสุดท้าย : ทดสอบมาตรฐานวิชาชีพ ฝีมือแรงงาน ก่อนจบการศึกษาและออกไปประกอบอาชีพ

ช่วง 1 เดือนสุดท้าย (มีนาคม) เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนสำเร็จการศึกษา ออกสู่โลกของการทำงานการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานวิชาชีพ ตามสาขางานที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษา “ประกาศนียบัตรพระดาบส” จากโรงเรียนพระดาบส อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ แล้ว 48 รุ่น ระหว่างปีการศึกษา 2542-2568  จำนวน 2,942 คน  สำหรับในปีการศึกษา 2569 เป็นรุ่นที่ 49  มีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 107 คน 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนพระดาบสได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง ผ่านการสร้างคนที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และคุณธรรม พร้อมก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะยังคงเป็นพลังสำคัญในการสานต่อภารกิจแห่งการสร้างอาชีพและสร้างอนาคตให้กับเยาวชนไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพช่าง ปี 5  เพื่อโครงการให้ 1 ได้ 2โรงเรียนพระดาบส

เพื่อร่วมส่งเสริมการศึกษาและเสริมสร้างวิชาชีพให้แก่เยาวชนไทย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้  แบรนด์ “POP” เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเยาวชนคุณภาพจากรากฐานที่มั่นคงบริษัทฯได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้อาชีพของนักเรียนโรงเรียนพระดาบส ด้วยการสานต่อโครงการ  “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพช่าง ปี 5” เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องๆที่ด้อยโอกาส ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยเมื่อๆ นี้  ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ได้มอบเงินสมทบทุนการศึกษาเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน โครงการให้ 1 ได้ 2 โรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส  โดยมี พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข  กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส เป็นผู้รับมอบ  ณ สำนักงานองคมนตรี 

และในโอกาสนี้ ชวิศ ยงเห็นเจริญ ยังได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส โดยมี สมศักดิ์ เพิ่มเกษร กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส ร่วมด้วย นาวาอากาศเอก สุรสิทธิ์ อิ่มฤทธา รองผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส  และ วิทูล สายแก้ว หัวหน้าหลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์  พาเยี่ยมชมการเรียนการสอนและการฝึกปฏิบัติวิชาชีพของศิษย์พระดาบส ณ โรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ผู้สนใจร่วมสนับสนุนด้านการศึกษา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อมูลนิธิพระดาบส โทร. 02-282-7000 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ มูลนิธิพระดาบส http://www.phradabos.or.th  facebook: โรงเรียนพระดาบส สมุทรปราการ

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : แนวทางการรักษาศีรษะล้านด้วยยา

Life&Health : แนวทางการรักษาศีรษะล้านด้วยยา

Life&Health : แนวทางการรักษาศีรษะล้านด้วยยา

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศีรษะล้าน (Alopecia) คือภาวะที่เส้นผมร่วงมากเกินไป และไม่มีผมใหม่งอกขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้บริเวณนั้นผมบางลงจนเห็นหนังศีรษะชัดเจน ไม่ใช่โรคอันตราย แต่ส่งผลต่อความมั่นใจและบุคลิกภาพ

ถ้าคุณสังเกตได้ว่าแนวผมของคุณเริ่มร่น ผมบาง หรือเห็นหนังศีรษะชัดเจนขึ้น ลองส่องกระจกแล้วดูว่า แนวไรผมตรงหน้าผากเริ่มถอยร่นคล้ายตัว M หรือมีบริเวณกลางศีรษะบางลงกว่าเดิมหรือไม่ หากใช่ อาจเป็นสัญญาณของศีรษะล้านแบบพันธุกรรม (Androgenetic Alopecia: AGA) ซึ่งแบ่งได้หลายรูปแบบ เช่น แบบ M-shape: ผมร่นจากหน้าผากด้านข้าง, แบบ O-shape: ผมบางบริเวณกลางศีรษะคล้ายเหรียญ, แบบ Combined: ผมบางทั้งแนวหน้าและกลางศีรษะพร้อมกัน

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร. ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ระดับความรุนแรงของ AGA สามารถจัดตาม Norwood-Hamilton Scale (สำหรับผู้ชาย) ตั้งแต่ระดับ 1 (เริ่มร่นเล็กน้อย) ไปจนถึงระดับ 7 (ศีรษะล้านเกือบทั้งหมด) การรู้จักรูปแบบและระดับของตัวเองช่วยให้เลือกแนวทางรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น ข่าวดีคือภาวะนี้สามารถรักษาและชะลอได้ หากเข้าใจกลไกของมันอย่างแท้จริงและเริ่มดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

ศีรษะล้านแบบพันธุกรรม คืออะไร?

AGA ไม่ได้เกิดจาก “กรรมเวร” แต่คือผลของ กรรมพันธุ์ ผสมกับผลของ ฮอร์โมนเพศชาย DHT (Dihydrotestosterone) ที่เข้าไปยับยั้งการทำงานของรากผม ทำให้รากผมหดเล็กลง เส้นผมบางลง และหลุดร่วงในที่สุด มักเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่อายุ 20–30 ปี โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีประวัติครอบครัวศีรษะล้าน ไม่ว่าจะฝั่งพ่อหรือแม่

วงจรชีวิตเส้นผม: รู้ก่อนเริ่มรักษา

เส้นผมทุกเส้นมีวงจรชีวิตที่แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ (1) Anagen (ระยะเติบโต) – ผมยาวขึ้นเรื่อย ๆ (2–6 ปี), (2) Catagen (ระยะหยุดชั่วคราว) – ช่วงเปลี่ยนผ่าน (~2 สัปดาห์), (3) Telogen (ระยะพักตัว) – ผมหยุดเติบโต (~3 เดือน), (4)  Exogen (ระยะหลุดร่วง) – ผมหลุดออกจากรูขุมขนในผู้ที่มีศีรษะล้านแบบพันธุกรรม (AGA):

-ระยะ Anagen ซึ่งเป็นระยะที่เส้นผมเติบโตเต็มที่ จะสั้นลงจากเดิมที่ควรยาว 2–6 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน ส่งผลให้เส้นผมไม่ยาว หนา หรือแข็งแรงเท่าที่ควร และหลุดร่วงเร็วกว่าปกติ

-ระยะ Telogen หรือระยะพักตัวของเส้นผมจะยาวนานขึ้น ทำให้รากผมหยุดพักและไม่สร้างผมใหม่เร็วพอ ส่งผลให้พื้นที่หนังศีรษะเริ่มโล่งชัดเจนขึ้น

-นอกจากนี้ เส้นผมใหม่ที่ขึ้นมาในรอบถัดไปมักมีลักษณะบางลงและเส้นเล็กกว่าปกติ เรียกว่า “miniaturization” ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ AGA ที่ทำให้เกิดผมบางเรื้อรังในระยะยาว

แนวทางการรักษาที่มีหลักฐานรองรับ

1.Finasteride (ฟินาสเทอไรด์) กลไก: ยับยั้งการสร้าง  DHT, วิธีใช้: ยากิน 1 มก. วันละครั้ง เห็นผล: เริ่มใน 3–6 เดือน, ชัดเจนใน 12 เดือน ข้อควรระวัง: หากหยุดใช้ ผมที่ขึ้นใหม่อาจร่วงใน 3–6 เดือน ผลข้างเคียง: พบน้อย เช่น ความต้องการทางเพศลดลง, ซึมเศร้า ซึ่งมักหายเมื่อหยุดยา

2.Minoxidil (ไมน็อกซิดิล) กลไก: ขยายหลอดเลือด เพิ่มเลือดไปเลี้ยงรากผม วิธีใช้: ทาหรือโฟม วันละ 1–2 ครั้ง เห็นผล: ภายใน 3–6 เดือน ผลข้างเคียง: ระคายเคือง, ผื่น, “ผมร่วงช่วงแรก” ที่บ่งชี้ว่ารากผมเริ่มทำงานใหม่

3.Low-Level Laser Therapy (LLLT) กลไก: กระตุ้นพลังงานเซลล์รากผม ลดการอักเสบ อุปกรณ์: หวีเลเซอร์, หมวกเลเซอร์ ข้อดี: ความปลอดภัยสูง ใช้ร่วมกับยาอื่นได้ดี

ระยะเวลาเห็นผล และเหตุผลที่ไม่ควรล้มเลิกกลางทาง

การรักษา AGA เปรียบเหมือนการดูแลต้นไม้ที่เคยแห้งเฉาให้กลับมาเขียวขจี ซึ่งต้องใช้เวลา ความสม่ำเสมอ และความเข้าใจในธรรมชาติของวงจรผม

– ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ 3–6 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล เพราะรากผมต้องค่อย ๆ ปรับเข้าสู่ระยะ Anagen ซึ่งเป็นระยะเติบโตใหม่

– ในช่วงแรกอาจรู้สึกว่า “ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง” แต่อย่าลืมว่าเส้นผมต้องใช้เวลาเติบโต และรากผมที่เคยอ่อนแอต้องการเวลาในการฟื้นฟู

– หากหยุดใช้กลางคัน = ผมที่ขึ้นใหม่อาจร่วงกลับ และรากผมอาจกลับเข้าสู่สภาวะเดิม

การรักษานี้ไม่ใช่เรื่องของวันหรือสัปดาห์ แต่คือการลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีขึ้น หากคุณอดทนและเข้าใจกลไกอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ากับการรอคอย

สรุปเพื่อการตัดสินใจเริ่มรักษาให้มีประสิทธิภาพ

เริ่มต้นฟื้นฟูเส้นผมอย่างมีขั้นตอน

1. สังเกตตนเอง: สำรวจแนวผมและความหนาแน่นของเส้นผมบริเวณหน้าผาก กลางศีรษะ และแนวไรผม เพื่อประเมินระดับความรุนแรงเบื้องต้น

2. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: พบแพทย์ผิวหนังหรือเภสัชกรเพื่อประเมินสภาพเส้นผมอย่างละเอียด และวางแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณ

3. เริ่มใช้ยาที่ได้รับการรับรอง: เช่น Finasteride (ยากิน) หรือ Minoxidil (ยาทา) ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

4. ให้เวลาและความสม่ำเสมอ: ยาและการรักษาเสริมมักเริ่มเห็นผลใน 3–6 เดือน อย่าหยุดกลางคัน เพราะอาจเสียผลลัพธ์ที่สร้างมา

5.ติดตามอาการ: พบแพทย์เพื่อติดตามความคืบหน้า และปรับแผนการรักษาเมื่อจำเป็น

6.เสริมความเข้าใจ: หมั่นศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีสติ

– เริ่มเร็ว = โอกาสรักษาผมเดิมไว้ได้มาก

– ต้องใช้เวลา อดทน และเข้าใจวงจรเส้นผม

– อย่าหยุดยาเองก่อนเวลาอันควร

-ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนที่เหมาะสม

การดูแลเส้นผมไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนก็จริง แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจระยะยาว หากเริ่มต้นวันนี้อย่างถูกวิธี เส้นผมของคุณอาจกลับมาพร้อมความมั่นใจอีกครั้ง สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/713

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก สวนสัตว์นครราชสีมา อาณาจักรแห่งการเรียนรู้และการอนุรักษ์ระดับโลก

LIFE & HEALTH : รู้จัก สวนสัตว์นครราชสีมา อาณาจักรแห่งการเรียนรู้และการอนุรักษ์ระดับโลก

LIFE & HEALTH : รู้จัก สวนสัตว์นครราชสีมา อาณาจักรแห่งการเรียนรู้และการอนุรักษ์ระดับโลก

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากจะกล่าวถึงแลนด์มาร์คที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมา นอกเหนือจากความศรัทธาต่อท้าวสุรนารีแล้ว “สวนสัตว์นครราชสีมา” คือจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างปักหมุดเดินทางมาเยือน บนพื้นที่สีเขียวกว่า 545 ไร่แห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ได้ยกระดับสู่การเป็น “ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และการอนุรักษ์ระดับสากล” ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีโลกด้วยผลงานการเพาะขยายพันธุ์สัตว์ป่าหายากและมาตรฐานการดำเนินงานที่เป็นเลิศ

สัมผัสอารยธรรมซาฟารี: “The Big Five of Africa” หนึ่งเดียวในไทย

ข้อมูลจาก ธนชน เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา ในสังกัดองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สวนสัตว์นครราชสีมา (สวนสัตว์โคราช) ภูมิใจในการนำเสนออัตลักษณ์ที่โดดเด่นอย่าง “5 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งทุ่งหญ้าแอฟริกา” ซึ่งประกอบด้วย สิงโต, เสือดำดาว, ช้างแอฟริกา, แรดขาว และควายป่าแอฟริกา โดยเป็นสวนสัตว์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่รวบรวมเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 ชนิดนี้มาจัดแสดงร่วมกันในพื้นที่แบบเปิด (Open Zoo) ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์จำลองจากทุ่งหญ้าสะวันนา เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพจิตที่ดีและแสดงพฤติกรรมธรรมชาติได้อย่างอิสระ เพื่อมอบประสบการณ์เสมือนการเดินทางไปเยือนทวีปแอฟริกาจริงๆ 

ภารกิจแห่งชีวิต: จากการเพาะพันธุ์สู่การอนุรักษ์ระดับนานาชาติ 

สวนสัตว์นครราชสีมามีพันธกิจด้านการอนุรักษ์ที่เข้มข้นโดยเฉพาะการเป็นต้นแบบ “การเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย” ที่เคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติให้กลับคืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำได้สำเร็จ ปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยการส่งต่อนกกระเรียนไปยังประเทศเวียดนาม เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและอนุรักษ์สายพันธุ์ในระดับภูมิภาคอาเซียน ตอกย้ำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระดับสูงของทีมงานองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ พันธมิตรที่ร่วมมือและสนับสนุน 

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่: พญาแร้งแห่งแรกในเอเชียและที่ 2 ของโลก 

อีกหนึ่งความสำเร็จคือ การเพาะขยายพันธุ์ “พญาแร้ง” สัตว์ป่าคุ้มครองที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง โดย สวนสัตว์นครราชสีมาสามารถเพาะพันธุ์ได้เป็น แห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย และเป็นลำดับที่ 2 ของโลก ความสำเร็จนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการคืนสมดุลให้แก่ระบบนิเวศ ในฐานะ “เทศบาลป่า” เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่คู่ผืนป่าอย่างยั่งยืน

มาตรฐานความเป็นเลิศระดับสากล 

สวนสัตว์นครราชสีมาเน้นการยกระดับมาตรฐานการจัดการสัตว์ป่าและการบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกการเยี่ยมชม จนได้รับการรับรองจากองค์กรสวนสัตว์ระดับโลกและระดับภูมิภาค ได้แก่:

  • WAZA (World Association of Zoos and Aquariums): สมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก ยืนยันถึงมาตรฐานการดูแลสวัสดิภาพสัตว์และการอนุรักษ์ในระดับสากล
  • SEAZA (South East Asian Zoos and Aquariums Association): สมาคมสวนสัตว์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสวนสัตว์ในภูมิภาค
  • รางวัลกินรีทอง (Thailand Tourism Awards):รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ยืนยันถึงคุณภาพบริการ ความปลอดภัย และการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความสุขที่ครบวงจร: Destinations for All:

สวนสัตว์นครราชสีมา ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เช่น

  • สวนน้ำ: สวนน้ำขนาดใหญ่พร้อมเครื่องเล่นมาตรฐาน ให้ครอบครัวคลายร้อนท่ามกลางธรรมชาติ
  • พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ: บริการที่พักสะอาด ปลอดภัย ภายในเขตสวนสัตว์ เพื่อสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนที่ร่มรื่น
  • ร้านอาหารรสชาติถูกปาก กิจกรรมการแสดงสัตว์ โซนเครื่องเล่น และจุดถ่ายภาพที่สวยงาม

แหล่งเรียนรู้ตลอดชีพต้นแบบ

สวนสัตว์นครราชสีมา คือ “องค์ความรู้ที่มีชีวิต” พื้นที่ภายในสวนสัตว์ถูกจัดการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีพ มีนิทรรศการและกิจกรรม Zoo Keeper Talk กิจกรรมทัวร์หลังบ้าน มอบสาระด้านชีววิทยาและการอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ ภายใต้บรรยากาศที่ร่มรื่นสวยงามของต้นไม้ใหญ่นานาพรรณที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

 ความปลอดภัยและมาตรฐานการบริการ

อุ่นใจทุกการเดินทาง มั่นใจทุกการพักผ่อน เพราะ”ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวคือหัวใจสำคัญ”สวนสัตว์นครราชสีมาจึงมุ่งมั่นรักษามาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยในระดับสากล โดยได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้มาเยือน ดังนี้

  • มาตรฐานระดับประเทศ: การันตีด้วยเครื่องหมาย SHA Plus และ Thailand Tourism Standard (มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย) ซึ่งยืนยันถึงความสะอาด สุขอนามัย และการบริหารจัดการพื้นที่ที่เป็นระบบ
  • ความปลอดภัยเชิงรุก: มีระบบการดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวดตลอดทั่วบริเวณพื้นที่จัดแสดง พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่คอยอำนวยความสะดวกและดูแลสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด
  • การเดินทาง : สะดวกสบายตั้งอยู่ใกล้ถนนสายหลัก (304) เพียง 800 เมตร มีพื้นที่จอดรถกว้างขวาง พร้อมบริการรถพ่วงนำชม รถกอล์ฟ และจักรยาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

ไฮไลท์สุดฮอต: “น้องหมูแดง” ซุปตาร์ตัวใหม่

ล่าสุด สวนสัตว์นครราชสีมา มีสมาชิกใหม่ “น้องหมูแดง” ลูกฮิปโปโปเตมัสแคระสุดน่ารัก ซึ่งมีศักดิ์เป็น “หลานของหมูเด้ง” (ซุปตาร์ชื่อดังจากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว) ความน่ารักของน้องหมูแดงกำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวและคนรักสัตว์ทั่วประเทศ มาร่วมสัมผัสความน่าเอ็นดูของเจ้าตัวน้อยได้ที่โซนจัดแสดงฮิปโปแคระ

สวนสัตว์นครราชสีมา พร้อมที่จะต้อนรับทุกท่านสู่ประสบการณ์ที่มากกว่าการท่องเที่ยว บ้านของสัตว์ป่า คือห้องเรียนของเยาวชน เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “คน” กับ “ธรรมชาติ” ให้เข้าใจกันมากขึ้น ทุกย่างก้าวของผู้มาเยื่ยมชมคือส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ป่าให้คงอยู่คู่โลกต่อไป สนใจแวะเข้าชม ได้ที่: ถนนราชสีมา-ปักธงชัย (ทล. 304)  ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 (2310) เวลาทำการ: ทุกวัน 08.00 – 17.00 น.  ติดต่อโทร: 044-934538, 083-3720404 หรือ Facebook: สวนสัตว์นครราชสีมา KORAT ZOO

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย เอไอ ต้องใช้งานอย่างรู้เท่าทัน

LIFE & HEALTH : การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย เอไอ ต้องใช้งานอย่างรู้เท่าทัน

LIFE & HEALTH : การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย เอไอ ต้องใช้งานอย่างรู้เท่าทัน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้มีความฉลาดเทียม สามารถเลียนแบบการคิด เรียนรู้ แก้ปัญหา และตัดสินใจได้คล้ายมนุษย์ โดยเน้นการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ ทำนายผล หรือทำงานที่ซับซ้อน เช่น แชทบอท (ChatGPT), การจดจำใบหน้า, หรือระบบแนะนำคอนเทนต์  ทั้งนี้ AI ทำงานผ่านอัลกอริทึม (Algorithms) และ Machine Learning ซึ่งเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อปรับปรุงความแม่นยำเอง โดย Ai มีความสามารถในการ วิเคราะห์ข้อมูล, แก้ไขปัญหา, วางแผนและทำงานแทนมนุษย์ในรูปแบบอัตโนมัติ

ปัจจุบันการใช้ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในงานวิจัย แต่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจไทยแล้ว ทั้งในด้านการแพทย์ การศึกษา การเงิน พลังงาน และแม้กระทั่งการออกแบบ การใช้ AI ในองค์กรมีหลายชนิด ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล, การทำงานอัตโนมัติ, ไปจนถึง AI เชิงกลยุทธ์อย่าง Hybrid และ Sovereign AI ที่กำลังเป็นแนวโน้มสำคัญในไทยและทั่วโลก หากองค์กรต้องการผลลัพธ์จริง ควรเลือกใช้ AI ที่สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจและลงทุนในบุคลากรควบคู่กัน

ข้อมูลจาก ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีผลการวิจัยร่วมของ มหาวิทยาลัย สแตมฟอร์ด และ คาร์เนกี้ เมลลอน (Stanford และ Carnegie Mellon) สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การใช้ Agentic AI ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะสามารถทำงานแทนคนในหลายมิติได้มากกว่า Generative AI แต่ก็พบว่า เมื่อ Agentic AI ล้มเหลวในการแปลงข้อมูลใบเสร็จค่าใช้จ่าย ในไฟล์ Excel ตัวระบบของ Agentic AI จะมีการสร้างข้อมูลขึ้นมาเอง เพื่อให้การทำงานเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ

จากผลการศึกษาพบว่า ในการทำงานของ Agentic AI ในปี 2568 มีการพูดถึงปัญหาของการใช้งานสูง จากกระบวนการทำงานทั้งหมด กับธุรกิจพบว่าเมื่อ Agentic AI ล้มเหลวในการแปลงข้อมูลจากใบเสร็จค่าใช้จ่ายลงในไฟล์ Excel  ระบบของ Agentic AI จะเริ่มสร้างข้อมูลขึ้นมา เพื่อให้การทำงานสามารถเสร็จสมบูรณ์ได้ เช่น สร้างชื่อร้านอาหารปลอม เพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์

ผลการศึกษาของทั้งสองสถาบันพบว่า ปัจจุบัน Agentic AI  ยังไม่สามารถทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่ให้สำเร็จได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยมีอัตราความล้มเหลวพุ่งสูงเกือบ 70% งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจยังคงมีข้อจำกัดจากข้อบกพร่องพื้นฐานทั้งทางเทคนิคและทางปฏิบัติ โดยการศึกษาดังกล่าว ได้จำลองสถานการณ์ของ บริษัท เทคโนโลยี ชั้นนำ ทั้ง OpenAI, Google, Anthropic และ Amazon ภายในสภาพแวดล้อมจำลองนี้ประกอบด้วยบทบาทต่างๆ เช่น CTO, ผู้จัดการฝ่ายบุคคล (HR) และวิศวกร พร้อมภารกิจในชีวิตประจำวันด้านการเงิน การบริหาร และวิศวกรรม โดย AI จะต้องทำงานอย่างเป็นอิสระผ่านระบบแชทภายใน คู่มือบริษัท และเว็บไซต์ โดยไม่มีมนุษย์คอยช่วยเหลือ

ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ไม่มี AI ตัวใดเลยที่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จเกิน 24% 

ในบางงาน Agentic AI อาจจะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูง แต่บางงานที่มีความซับซ้อน ผลลัพธ์อาจจะยังไม่ดีไม่ได้ดั่งใจ  Agentic AI เป็นพัฒนาการของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Generative AI ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยนักบิน” (Co-pilot) ในการร่างเนื้อหาและสรุปข้อมูลแต่ยังต้องรอคำสั่ง (Prompt) ในขณะที่ Agentic AI เป็นระบบที่สามารถทำงานได้เองโดยการผนวกเครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกัน  

ตัวอย่างเช่น Generative AI สามารถช่วยผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเขียนอีเมลถึงซัพพลายเออร์หรือร่างข้อเสนอได้ แต่ Agentic AI ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยจัดซื้ออัจฉริยะ” ที่สามารถตรวจสอบสต็อก ระบุความต้องการที่ขาด เปรียบเทียบตัวเลือกจากซัพพลายเออร์ และจัดทำข้อเสนอเพื่อขออนุมัติได้อย่างครบถ้วน ทำให้มนุษย์สามารถยกระดับบทบาทจากงานปฏิบัติการ ไปสู่การขับเคลื่อนกลยุทธ์และสร้างมูลค่าให้กับองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ หรือทางด้าน Finance / Accounting Agentic AI สามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วย CFO” ในการตรวจสอบความผิดปกติของรายการบัญชี กระทบยอดธุรกรรม จัดทำรายงานการเงิน และแจ้งเตือนความเสี่ยง ช่วยให้ทีมการเงินโฟกัสกับการวิเคราะห์เชิงลึกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ Agentic AI จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ระบบอัตโนมัติขั้นสูง Agentic AI ในตอนนี้ยังอาจไม่ได้ทดแทนมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เป็นการเสริมศักยภาพการทำงาน การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพยังต้องอาศัย Human-in-the-loop องค์ความรู้เชิงลึก ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และกรอบธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นในระดับองค์กร

จะเห็นได้ว่าจากผลการศึกษาของทั้งสองสถาบัน การทำงานของ Agentic AI ยังต้องการเวลาในการปรับปรุง และ การทำงานร่วมกับมนุษย์ มากกว่า ที่จะทำงานได้อย่างอิสระอย่างแท้จริง ด้วยข้อจำกัด ของการพัฒนาระบบ สุดท้ายแล้ว Agentic AI ก็เป็นเครื่องมือ ที่ต้องทำงานร่วมกับมนุษย์ ที่เข้าใจระบบ และพัฒนาไปร่วมกัน ติดตามข้อมูลได้ที่ https://www.realsmart.co.th/

133 ปี สภากาชาดไทย สานต่อวัฒนธรรมแห่งการบริจาคโลหิตช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนคนไทยทั้งประเทศ ร่วมสานต่อพลังแห่งมนุษยธรรม สร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ บริจาคโลหิตช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปี แห่งการสถาปนาสภากาชาดไทย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า พันธกิจด้านการบริการโลหิต เป็นหน้าที่ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ในการจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพสูงสุด จากผู้บริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ทั้งในรูปโลหิต ส่วนประกอบโลหิต และผลิตภัณฑ์โลหิต เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน ทั้งในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศ ร่วมบริจาคโลหิตได้ที่

  • ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์
  • หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 7 แห่งได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม บางแค เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่นอุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต งานบริการโลหิตสถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และงานบริการโลหิตจังหวัดอุดรธานี

พร้อมเชิญชวนร่วมกิจกรรมโซเชียลมีเดีย โพสต์ภาพเล่าเรื่องความประทับใจ “แสดงพลังแห่งการให้” ผ่านโซเชียลมีเดีย เช็กอินสถานที่บริจาคโลหิต ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ติดแฮชแท็ก #133ปีแห่งการให้ #รวมพลังเลือดกาชาด เพื่อร่วมสร้างกระแสการบริจาคโลหิตต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ ดูรายละเอียดได้ที่  https://thaibloodcentre.redcross.or.th/ 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ