LIFE & HEALTH : ผลเสียของการไม่บริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/600418

LIFE&HEALTH : ผลเสียของการไม่บริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรต

LIFE&HEALTH : ผลเสียของการไม่บริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรต

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเรามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ก็มักจะโทษว่าเกิดจากการรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล (คาร์โบไฮเดรต) มากเกินไป ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.จิรภรณ์
อังวิทยาธร ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าคาร์โบไฮเดรตก็ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป คาร์โบไฮเดรตมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย อยู่ที่การรับประทานในอัตราส่วนที่เหมาะสม บทความนี้มิได้เน้นวิธีการลดน้ำหนัก แต่ต้องการให้ตระหนักถึงประโยชน์ของการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็น 1 ในอาหารหลัก 5 หมู่ที่มีความจำเป็นต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ของร่างกาย

คาร์โบไฮเดรตที่มีผลดีต่อสุขภาพและควรรับประทาน ได้แก่ ข้าวที่ไม่ได้ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังที่ไม่ฟอกขาว เช่น ขนมปัง
โฮลวีท รวมถึงผักผลไม้ที่มีรสหวานน้อย แคลอรี่ต่ำ มีกากใยอาหารมาก เช่น มันเทศ ข้าวโพด อย่างไรก็ตาม ควรควบคุมปริมาณไม่ให้มากจนเกินความจำเป็นต่อร่างกาย โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใหญ่ที่ทำงานและมีกิจกรรมตามปกติควรได้รับพลังงานวันละประมาณ 2,000 แคลอรี่ โดยที่ 900-1,300 แคลอรี่ (45-65%ของพลังงานที่ควรได้รับ) ควรมาจากคาร์โบไฮเดรตปริมาณคาร์โบไฮเดรต (รวมถึงน้ำตาล) ที่ควรรับประทานในแต่ละวันคือ 225-325 กรัม

การงดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตโดยสิ้นเชิงจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรตมีหลายประการดังต่อไปนี้

l ช่วยในการทำงานของสมอง เซลล์สมองจำเป็นต้องใช้น้ำตาลกลูโคส เป็นแหล่งพลังงานอย่างต่อเนื่อง กลูโคสได้จากการย่อยสลายของคาร์โบไฮเดรตและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อสมองขาดกลูโคสหรือได้รับกลูโคสไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย วิงเวียน ใจสั่น มือสั่น หน้ามืด ตาลายเหงื่อออก ปวดศีรษะ และเซื่องซึม ถ้าสมองขาดกลูโคสอย่างเฉียบพลันและรุนแรง จะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานล้มเหลว จนอาจเกิดอาการชัก หมดสติ เซลล์สมองเกิดความเสียหายจนไม่สามารถคืนสู่สภาพเดิมได้ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ สมองไม่สามารถใช้อาหารจำพวกไขมันหรือโปรตีนเป็นแหล่งพลังงานทดแทนกลูโกสได้

กลูโคสยังมีผลต่อความคิด การเรียนรู้และการจดจำสิ่งต่างๆ เนื่องจากกลูโคสใช้ในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายชนิดมีงานวิจัยในปี 2008 โดยมหาวิทยาลัย Tufts ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาในผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินและไม่รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตโดยสิ้นเชิงเป็นเวลานาน 1 สัปดาห์ จะมีทักษะทางปัญญา ความใส่ใจจากการมองเห็น การรับรู้จากการมองเห็น ความทรงจำเชิงพื้นที่ ต่ำกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินและรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม

l ผลต่ออารมณ์และสุขภาพจิต ในประเทศแถบตะวันตกจะมีคำกล่าวที่ว่า “ถ้ารู้สึกไม่มีความสุข ให้กินพาสต้า แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”คาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญต่ออารมณ์และสุขภาพจิต ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2552ในวารสาร The Journal of the American MedicalAssociation Internal Medicine พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและมีไขมันสูง เป็นระยะเวลานาน 1 ปี จะมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้าและมักมีอารมณ์โกรธฉุนเฉียว มากกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงและมีไขมันต่ำ ในอาหารคาร์โบไฮเดรตจะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นชนิดหนึ่งคือ tryptophan ซึ่งใช้ในการผลิต serotonin ในสมอง serotonin เป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการลดอาการซึมเศร้าและช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักโดยงดคาร์โบไฮเดรต มักมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด โกรธง่ายกว่ายามปกติ

l ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด มีงานศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการบริโภคธัญพืชเต็มเมล็ด (whole grains) ที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยหรือไม่ผ่านเลย จะช่วยลดไขมันชนิดเลว (LDL cholesterol) และคอเลสเตอรอลรวม แต่ไม่มีผลลดไขมันดี (HDL cholesterol) ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition ยังพบว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดธัญพืชมากกว่า16 กรัมทุกวันจะมีระดับ LDL cholesterol ต่ำกว่าผู้ที่รับประทานยาลดไขมันในกลุ่ม statins ที่ไม่รับประทานเมล็ดธัญพืช

l เป็นแหล่งพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในรูปของกลูโคสจะเป็นแหล่งพลังงานและเชื้อเพลิงหลักของร่างกาย ซึ่งใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ออกกำลังกายทำกิจวัตรประจำวัน หรือแม้กระทั่งการหายใจ น้ำตาลกลูโคสส่วนเกินจะถูกเก็บไว้ในตับ กล้ามเนื้อ และเซลล์อื่นๆ ในรูปของไกลโครเจน เพื่อใช้ในภายหลังหรือถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน ถ้าร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ร่างกายจะใช้โปรตีนเป็นแหล่งพลังงานทดแทน แต่เนื่องจากร่างกายจำเป็นต้องใช้โปรตีนเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผลก็คือทำให้กล้ามเนื้อลีบแบน ผิวหนังเหี่ยวย่น ร่างกายผ่ายผอม อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง

l ควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักมักงดเว้นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่การเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตชนิดและปริมาณที่เหมาะสม เช่น การรับประทานเมล็ดธัญพืชเต็มเมล็ด ผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารในปริมาณสูงจะทำให้รู้สึกอิ่มโดยได้รับแคลอรี่น้อยลง ช่วยควบคุมน้ำหนักได้

การรับประทานเมล็ดธัญพืช ผักผลไม้ที่มีกากใยยังช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นปกติ ผู้ที่รับประทานคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ จะได้รับกากใยอาหารไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการท้องผูก ท้องอืดท้องเฟ้อ นอกจากนี้เมล็ดธัญพืชยังอุดมไปด้วยวิตามิน B ซึ่งช่วยให้ร่างกายสร้างพลังงานจากอาหาร และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ผลไม้และผักนั้นเต็มไปด้วยวิตามิน B และ C การบริโภคคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ทำให้ขาดสารโฟเลตแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และโปแทสเซียมวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน A และ E

โดยสรุป การเลือกบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ มีปริมาณโซเดียมต่ำ ไขมันอิ่มตัวต่ำ มีคอเลสเตอรอลและไขมันทรานส์ต่ำหรือไม่มีเลย โดยรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เน้นอาหารให้หลากหลายชนิดแต่ให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ โดยไม่ต้องพึ่งตัวช่วยราคาแพงอื่นๆ

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598820

Life & Health : รู้จักโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็ก

Life & Health : รู้จักโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็ก

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มะเร็งเป็นโรคที่ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น โรคนี้สามารถจะเกิดขึ้นกับทุกเพศทุกวัยแม้แต่ในวัยเด็ก เมื่อเด็กป่วยเป็นโรคมะเร็งจะพลาดโอกาสดีในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใสเหมือนเด็กทั่วไป ข้อมูลจาก รศ.นพ.เจษฎา บัวบุญนำสาขาวิชาโลหิตวิทยาและอองโคโลยีภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคมะเร็งจอประสาทตาเป็นโรคที่พบได้เป็นอันดับ 7 ของโรคมะเร็งในเด็ก จากสถิติพบว่า มีผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ปีละประมาณ 30 รายต่อปี และส่วนมากมักจะพบในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี แม้ว่าจะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยแต่การตรวจพบที่ล่าช้าอาจทำให้โรคลุกลามจนไม่สามารถเก็บรักษาดวงตาไว้ได้หรือโรคอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นจนทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุของการเกิดมะเร็งจอประสาทตายังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าผู้ป่วยหลายรายสัมพันธ์กับความผิดปกติของยีนที่ชื่อ RB ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งเซลล์และการตายของเซลล์ในร่างกายของคนปกติ ดังนั้นผู้ที่มีความผิดปกติของยีนดังกล่าวในเซลล์สืบพันธุ์จะมีความเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาได้และผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตาเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะมีลูกเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาเช่นกัน

อาการและอาการแสดงของมะเร็งจอประสาทตา ในระยะแรกมักจะวินิจฉัยยาก อาการที่พบบ่อย ได้แก่ อาการตาวาวซึ่งเกิดจากแสงที่สะท้อนจากตัวก้อนมะเร็งในจอประสาทตา โดยจะพบลักษณะจุดสีขาวที่กลางตาดำ อาการแสดงอื่นๆ ได้แก่ อาการตาเหล่ หรือมีเลือดออกในช่องด้านหน้าม่านตา ในบางรายก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจมีอาการปวดตาหรือมีการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบลูกตาซึ่งเกิดจากการตายของเนื่อเยื่อบริเวณรอบในรายที่โรคมีการลุกลามออกนอกลูกตาผู้ป่วยอาจตรวจพบตาโปน เนื่องจากก้อนมะเร็งลามออกมาในเบ้าตา ผู้ป่วยที่โรคลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองอาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณใบหน้า ในรายที่มีโรคแพร่กระจายไปที่สมองผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรง มีอาการชักหรือแขนขาอ่อนแรงได้ ผู้ป่วยที่มีโรคแพร่กระจายไปที่กระดูกอาจมีอาการปวดกระดูกหรือคลำพบก้อนตามแขนขาได้ ในผู้ป่วยที่โรคมีการลุกลามออกนอกเบ้าตาหรือมีการแพร่กระจายจะเป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคไม่ดีและอาจจะเสียชีวิตแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ดังนั้นการสังเกตบุตรหลานของตนเองว่ามีอาการตาวาวหรือการมองเห็นที่ผิดปกติหรือไม่ จึงมีความสำคัญเนื่องจากการตรวจพบในระยะแรกของโรคอาจจะรักษาให้หายขาด รวมทั้งอาจรักษาดวงตาและความสามารถในการมองเห็นได้

หากบุตรหลานของท่านมีอาการผิดปกติดังกล่าวควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อได้รับการตรวจอย่างละเอียด ซึ่งโรคอื่นๆ ที่อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการตาวาว ได้แก่ ความผิดปกติของวุ้นตาหรือหลอดเลือดที่จอตาแต่กำเนิด หรือการติดเชื้อพยาธิบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวนด์ดวงตา การทำเอกซเรย์สนามแม่เหล็กของสมองและลูกตา เป็นต้น เพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคและประเมินการลุกลามของโรค ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่ามะเร็งจอประสาทตาอาจจะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยอาจพิจารณาตรวจตาของพี่น้องของผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตาด้วยเนื่องจากอาจพบตัวโรคได้

การรักษามะเร็งจอประสาทตาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาดของก้อนและสภาพร่างกายของผู้ป่วย ในรายที่ก้อนมีขนาดเล็กและผู้ป่วยยังมีความสามารถในการมองเห็น แพทย์ผู้รักษาจะทำการรักษาอย่างเต็มที่เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเอาลูกตาออก โดยการใช้การรักษาเฉพาะที่ เช่น การจี้ความเย็น หรือการใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำทุกๆ 3 ถึง 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐาน การรักษาทั้ง 2 วิธีมีผลเสริมฤทธิ์กันทำให้ก้อนมีขนาดเล็กลงโดยอาจจะต้องให้การรักษามากกว่า 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม การรักษาดังกล่าวอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น จอตาฉีกขาดจากการรักษาเฉพาะที่ หรือภาวะติดเชื้อ เนื่องจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากการให้ยาเคมีบำบัด นอกจากการรักษาดังที่กล่าวมายังมีการรักษาอื่นๆ เช่น การฉีดยาเคมีบำบัดเข้าในชั้นวุ้นตาหรือทางหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตัวก้อนมะเร็งโดยตรง การใช้ฉายรังสีหรือการวางแร่กัมมันตรังสีที่ตา เป็นต้น ซึ่งการรักษาดังกล่าวมีความซับซ้อนและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างกันไปในแต่ละวิธีของการรักษา

นอกจากนี้ อาจจะยังไม่สามารถทำได้ในโรงพยาบาลทั่วไปจึงจำเป็นจะต้องส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ในรายที่ก้อนมีขนาดใหญ่สูญเสียการมองเห็น ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น หรือโรคมีการลุกลามออกนอกลูกตาผู้ป่วยจะได้รับการรักษาโดยการเอาลูกตาออก และใส่ตาปลอมในภายหลัง

การผ่าตัดเอาลูกตาออกอาจจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากสำหรับผู้ปกครอง และมีผู้ปกครองของผู้ป่วยหลายรายหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเอาลูกตาออก ทำให้โรคมีการลุกลามและแพร่กระจายไปมากซึ่งกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าวจะมีความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมากเนื่องจากอาการเจ็บปวดจากตัวก้อนหรือมีภาวะเลือดออกจากตัวก้อนและผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตทุกรายแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ การผ่าตัดเอาลูกตาออกจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อที่จะรักษาชีวิตของผู้ป่วย นอกจากนี้ การผ่าตัดเอาลูกตาออกเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่หรือมีการลุกลามจะทำได้โดยยากและอาจจะต้องผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อโดยรอบออกเป็นขนาดกว้างมากกว่าปกติ ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทำให้ตาปลอมมีความคล้ายคลึงกับตาจริงมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาลูกตาออกมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขขึ้น

โดยสรุป การตระหนักถึงภาวะตาวาวในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมอย่างมากในการเฝ้าระวังภาวะดังกล่าว การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดและอาจจะสามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเอาลูกตาออกได้

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ปัจจุบันได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ คือช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก รวมไปถึงการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคได้ที่บัญชี“กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ”SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูกน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597274

LIFE&HEALTH : อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูกน้อย

LIFE&HEALTH : อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูกน้อย

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เด็กสมัยนี้ก็มีความเครียดไม่แพ้ผู้ใหญ่ แต่การแสดงออกของหนูน้อยวัยใสนั้นจะแตกต่างไป ด้วยเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีพัฒนาการทางภาษายังไม่ดีพอ ไม่สามารถพูดสื่อสารความรู้สึกได้มากนัก จึงแสดงออกมาเป็นปัญหาพฤติกรรมหรืออาการทางกาย เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับฝันร้าย ขาดสมาธิ ดื้อ ก้าวร้าว ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า ความเครียดเล็กน้อยในระยะเวลาสั้นๆ หรือชั่วคราว เด็กสามารถใช้ทักษะหรือความสามารถในการแก้ไขหรือจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง ถ้าได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่รอบข้างจนก้าวข้ามฅปัญหาหรือความเครียดนี้ไปได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องความอดทน การปรับตัว การใช้สติในการแก้ไขปัญหา มีความยืดหยุ่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่หากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง รุนแรงและไม่มีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการการเรียนรู้และความจำ โรคทางกาย โรคหัวใจโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ของเด็กตามมาในอนาคตได้

ในฐานะพ่อแม่จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องเครียดของลูกน้อย และควรหมั่นสังเกตอาการของลูกดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ทั้งในเรื่องความคิด พฤติกรรม อารมณ์ และพัฒนาการ เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจเกิดผลเสียในระยะยาวได้

เด็กเด็กก็เครียดเป็น

ความเครียดเป็นภาวะอารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามความเครียดล้วนส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ รวมถึงพัฒนาการการเรียนรู้ ผ่านทางพฤติกรรมและอุปนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาการที่พ่อแม่สามารถสังเกตได้ก็คือ เด็กวัยก่อนเรียนจะมีอาการต่างๆ เช่น อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ ติดแม่มากขึ้น เจ็บป่วยบ่อยๆ ปวดท้อง ปวดศีรษะ อาเจียน นอนหลับยาก ตื่นกลางดึก ฝันร้าย นอนละเมอ ปัสสาวะรดที่นอน หรือมีพฤติกรรมที่ผิดแปลก เช่น ดูดนิ้ว ดึงผม กัดเล็บ หรือมีคำพูดแง่ลบ เช่น ไม่มีใครรัก หนูทำไม่ได้ส่วนเด็กวัยเรียนที่โตขึ้นมาหน่อยก็จะสามารถเล่าถึงความเครียดที่มีให้เราได้รับรู้มากขึ้น เนื่องจากมีความเข้าใจทางภาษาและสามารถแสดงออกทางความคิดความรู้สึกที่หลากหลายตามวัยหรืออุปนิสัยของเด็กแต่ละคน เช่น เริ่มโกหก เกเร ดื้อ การเรียนแย่ลงไม่ยอมไปโรงเรียน หรืออาจแยกตัวไปอยู่ตามลำพัง มีปัญหาสัมพันธภาพกับเพื่อน ทะเลาะกับพ่อแม่มากขึ้น หรืออาจมีอาการซึมเศร้า โดยจากเดิมเป็นคนพูดเก่งก็กลายเป็นคนพูดน้อยลง เงียบขรึมผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความรุนแรงของสถานการณ์ที่มากระตุ้น วิธีการปรับตัวของเด็ก และการมีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

เรื่องเครียดๆ ของเด็กเด็ก

ความเครียดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ลูกยังเป็นวัยทารก หากลูกหิว ผ้าอ้อมแฉะอยากให้อุ้ม หรืออยู่ในภาวะที่รู้สึกไม่สบาย และไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่หรือตอบสนองอย่างเหมาะสม เนื่องจากมารดาพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด กังวล หรือบางคนอาจจะมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ส่วนใหญ่ความเครียดของเด็กโตมักจะเกี่ยวกับการเรียน ยิ่งในยุคของการแข่งขันที่สูงขึ้น เรื่องของการศึกษาจึงมักเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่มีความสุขและเครียดจากการเรียน เช่น การบ้านที่มากเกินไป การแข่งขันในเรื่องเรียน การสอบต่างๆ หรือเกิดจากการใช้ชีวิตในโรงเรียน เช่น ครูไม่เข้าใจเด็ก เพื่อนแกล้ง โดนบูลลี่ โดนกีดกันออกจากกลุ่ม รวมถึงเรื่องของความเปลี่ยนแปลงที่ต้องปรับตัว เช่น เข้าโรงเรียนใหม่ ย้ายบ้าน พ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้งกันก้าวร้าวรุนแรงหรือเลิกรากันไป การสูญเสียคนหรือสัตว์เลี้ยงที่รัก ภัยอันตรายที่มาคุกคาม โรคระบาดโควิด-19 ทำให้ต้องเรียนออนไลน์ และไม่สามารถออกไปเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านได้ นอกจากนี้อาจเกิดจากการคาดหวังและกดดันลูกเกินไปของพ่อแม่ ทั้งนี้หากลูกของคุณเป็นเด็กที่มีความวิตกกังวลได้ง่ายไวต่อการกระตุ้น มีความอ่อนไหว ก็อาจมีความเครียดได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่นที่ไม่คิดอะไรมาก รวมทั้งความเครียดของพ่อแม่ที่อาจส่งผลต่อไปยังลูกให้เครียดได้ด้วย

อย่าปล่อยให้ความเครียดเล่นงานลูก

เมื่อเกิดความเครียดขึ้น เด็กอาจจะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากความเครียดนั้นได้ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรหาทางป้องกันและวิธีปฏิบัติเพื่อช่วยคลายเครียดให้แก่เด็กๆ ดังนี้

l การยอมรับในความสามารถของเด็ก พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้ลูกทำในสิ่งที่เขายังไม่พร้อม หรือกดดันลูกจนเกินไปโดยเฉพาะเรื่องการเรียน เด็กเเต่ละคนมีความสามารถ มีสิ่งที่ชอบ และความถนัดที่แตกต่างกัน หากลูกได้เรียน ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความสนใจเป็นพิเศษ ก็จะทำให้เขาเกิดความกระตือรือร้น มีความเข้าใจ และมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

l พูดคุยสนทนากันอย่างสร้างสรรค์ พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการพูดคุยกันในทางบวก การชมเชยและการให้กำลังใจลูก พร้อมรับฟังความคิดเห็นของเขาด้วยความห่วงใยและเข้าใจ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี อีกทั้งยังช่วยให้รู้ว่าลูกมีปัญหาหรือมีเรื่องอะไรที่กังวลใจอยู่หรือไม่ เพื่อช่วยให้ลูกได้ผ่อนคลายพร้อมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกันอย่างเหมาะสม

l ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว อย่าลืมที่จะใช้เวลากับลูกของคุณด้วยการทำกิจกรรมที่คุณและลูกชอบร่วมกันด้วยความสนิทสนม เช่น เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ท่องเที่ยว เล่นดนตรี ทำงานศิลปะ ฯลฯ นอกจากช่วยสร้างความเพลิดเพลินและทำให้เด็กๆ มีความสุขจนลืมเรื่องเครียดๆ ได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวได้อีกด้วย

l เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ นอกจากการเรียน ควรให้ลูกได้เรียนรู้ปรับตัวด้านสังคมควบคู่กันไป โดยให้เขาได้ทำกิจกรรมอื่นและเล่นกับเพื่อนๆ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้และทดลองทำในสิ่งที่แปลกใหม่ เพื่อให้เขาได้ปรับตัวเข้ากับสังคมและรู้จักกับความผิดพลาดบ้าง เด็กๆจะได้เกิดการเรียนรู้ รู้จักปรับตัว หรืออาจมีสถานการณ์ที่ต้องแก้ปัญหา ฝึกความอดทนและยืดหยุ่นมากขึ้น

l การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม การให้ลูกเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเหมาะสมเป็นเรื่องจำเป็น เช่น ไม่ควรตามใจเด็กมากเกินไป อาจให้เด็กร้องไห้บ้าง แล้วเมื่อเด็กหยุดร้องไห้ ก็อธิบายเหตุผลให้เด็กได้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย เพราะในบางครั้งการได้ร้องไห้ก็เป็นการระบายความเครียดได้ดีอีกอย่างหนึ่ง และเด็กจะได้ไม่เก็บความเครียดสั่งสมเอาไว้

แม้ความเครียดไม่ใช่โรค แต่หากเมื่อไรที่แวะเวียนเข้ามาจนกัดกินความสุขและส่งผลเสียกับลูกของคุณ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจพร้อมกับหมั่นคอยดูแล อย่าปล่อยปละละเลยและรีบหาวิธีขจัดออกไปให้เร็วที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595549

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 หน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนจึงมีมาตรการส่งเสริมให้ทำงานจากบ้าน (Work from Home) การเรียนออนไลน์ กันมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังกล่าว สำหรับผู้ป่วยโรคไตเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีแนวโน้มของการเกิดอาการ และภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้มากกว่าคนปกติ ดังนั้นผู้ป่วยโรคไตจึงควรเพิ่มความเข้มงวดกับมาตรการในการป้องกันการติดเชื้อ มีการเดินทางเท่าที่จำเป็น อยู่บ้านมากขึ้น ข้อมูลจาก ภญ.ศยามล สุขขาและ รศ.ดร.ภญ.บุษบา จินดาวิจักษณ์ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสนอข้อแนะนำของการดูแลตนเองเมื่ออยู่ที่บ้านของผู้ป่วยโรคไต โดยครอบคลุมผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ และผู้ป่วยไตวายที่ต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือฟอกเลือดทางหน้าท้อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีสุขภาพไตที่ดี และห่างไกลจากการติดเชื้อโควิด-19

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคไต

ผู้ป่วยบางคนที่ต้อง Work from Home อาจทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง หรือมีการประชุมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง มักจะไม่อยากลุกไปเข้าห้องน้ำขณะทำงานหรือประชุม จึงเกิดการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ ซึ่งในกรณีนี้คนทั่วไปที่กลั้นปัสสาวะนานๆ ก็มีโอกาสของการเกิดนิ่ว และติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนมีการดื่มน้ำลดลงเมื่ออยู่ที่บ้านหากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดน้ำ ทำให้ลดปริมาณน้ำและเลือดที่ไปเลี้ยงไต และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดน้ำตามที่แพทย์แนะนำ ก็ต้องควบคุมการดื่มน้ำตามคำแนะนำของแพทย์

คำแนะนำเรื่องการใช้ยา ในช่วงที่ผู้ป่วยอาจได้รับยาต่อเนื่องที่บ้าน(telemedicine)

ในผู้ป่วยโรคไตที่มีภาวะของโรคคงที่ แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยรับยาที่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจแพร่กระจายในโรงพยาบาล สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยพึงระวังคือยาหมดก่อนนัด ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรตรวจเช็ค และนับจำนวนเม็ดยาที่เหลืออยู่อย่างสม่ำเสมอ และรีบติดต่อโรงพยาบาลล่วงหน้า เพื่อให้ทางโรงพยาบาลมีเวลาเตรียมจัดส่งยาทางไปรษณีย์ได้ทันก่อนที่ยาจะหมด นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือผู้ป่วยควรควบคุมโรคประจำตัวของตนเองให้ดี โดยการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยารับประทานยาเองแม้ว่าผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นก็ตาม และหากมีอาการผิดปกติใดๆ ให้รีบมาปรึกษาแพทย์โดยไม่ต้องรอจนถึงวันนัด ผู้ป่วยในช่วงอยู่บ้านอาจมีการทำกิจกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อย ยาแก้ปวดที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคไต คือยารับประทานในกลุ่มเอ็นเสด (NSAID) เช่น ไอบูโพรเฟน ไพร็อกซิแคม ไดโคลฟีแนค ซีลีคอกซิบ เป็นต้น เนื่องจากยาดังกล่าว
มีผลเสียต่อไต เช่น ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือไตอักเสบได้ อย่างไรก็ตามยากลุ่มเอ็นเสดที่ใช้ภายนอก เช่น ยาทาในรูปแบบเจล หรือครีมนั้นสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดที่น้อย นอกจากนี้ยาแก้ปวดที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยโรคไตคือ พาราเซตามอล (ขนาดยาที่แนะนำคือ 325-650 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ โดยไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน) แต่การใช้พาราเซตามอลยังต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคตับ โรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น ทั้งนี้ขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย ที่ต้องเดินทางมาฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่สถานพยาบาล

ผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาที่รับบริการในหน่วยไตเทียม ทำการคัดกรองความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 ตามที่สถานพยาบาลกำหนด วัดอุณหภูมิก่อน และหลังการฟอกเลือด ล้างมือด้วยวิธีที่ถูกต้องก่อนเข้าเครื่องฟอกเลือด หากมีการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก ต้องทิ้งกระดาษทิชชูในถังขยะที่เหมาะสม และหากผู้ป่วยมีอาการแสดงที่สงสัยการติดเชื้อของโควิด-19ในขณะอยู่ที่บ้านต้องรีบโทรศัพท์ติดต่อทางสถานพยาบาลเพื่อการคัดกรอง หรือการเข้าสู่ระบบการส่งต่อสถานพยาบาลอย่างเหมาะสมต่อไป

การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยโรคไตถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด-19 และอาจมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง จึงเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ควรได้รับวัคซีน โดยควรอยู่ภายใต้การพิจารณาจากแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยและเมื่อผู้ป่วยได้รับวัคซีนแล้ว ก็ไม่ควรละเลยมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็นข้อปฏิบัติมาตรฐานเช่นเดิม

นอกจากนี้ แม้ว่าผู้ป่วยโรคไตจะกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่ก็ควรระวังการติดเชื้อจากบุคคลในครอบครัว ที่อาจจะนำพาเชื้อมาให้ผู้ป่วย หรือการมีการรวมตัวของญาติตามเทศกาลต่างๆ ผู้ป่วยควรมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในบ้านที่มีความเสี่ยง เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างจากผู้อื่น ประมาณ 1-2 เมตร การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ เลือกรับประทานอาหารที่ร้อนหรือปรุงสุกใหม่ๆ ควรแยกสำรับอาหาร หรือหากรับประทานร่วมกันให้ใช้ช้อนกลาง หลีกเลี่ยงการเอามือขยี้ตา เช็ดจมูกหรือปาก อีกทั้งผู้ป่วยควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผู้ป่วยอาจเลือกกิจกรรมที่ทำได้ง่ายๆ เช่น เดินในบ้าน และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน เพียงเท่านี้ผู้ป่วยโรคไตก็สามารถอยู่ดีมีสุขกับโรคไตและปลอดภัยห่างไกลจากโควิด-19

สรุปว่าในช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไต ควรอยู่บ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดโควิด-19 รับประทานยา อาหาร น้ำดื่ม ตามที่แพทย์แนะนำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากมีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กรมควบคุมโรค แนะนำ

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy. mahidol.ac.th/th/service-know-ledge.phpผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักกับโรคฮีโมฟิเลีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593977

LIFE&HEALTH : รู้จักกับโรคฮีโมฟิเลีย

LIFE&HEALTH : รู้จักกับโรคฮีโมฟิเลีย

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรคฮีโมฟิเลีย เป็นโรคเลือดออกง่ายแต่กำเนิดซึ่งเป็นผลจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่เรียกว่าแฟคเตอร์ แปด และเก้า ทำให้เกิดโรคฮีโมฟิเลียเอ และโรคฮีโมฟิเลียบีตามลำดับ ข้อมูลจาก รศ.พญ.พัชรีคำวิลัยศักดิ์ สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเปิดเผยว่า โรคฮีโมฟิเลียเอ พบได้ร้อยละ 80-85 บ่อยกว่าโรคฮีโมฟิเลียบี ซึ่งพบได้ร้อยละ 15-20 เนื่องจากเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยผ่านทางโครโมโซมเพศชนิด X ดังนั้น มักเกิดโรคในเพศชาย โดยเพศหญิงที่มียีนแฝงของโรคนี้ไม่เกิดโรคนี้แต่อาจส่งผ่านความผิดปกติไปให้บุตรชายได้คนไข้โรคฮีโมฟิเลียบางครั้งอาจเกิดได้เองโดยที่มารดาไม่ได้มียีนแฝงซึ่งพบได้ร้อยละ 30

การแบ่งความรุนแรงของโรค แบ่งตามระดับค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด โดยที่รุนแรงมากพบว่าระดับค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด น้อยกว่า 1 มีผลทำให้คนไข้
มีโอกาสเลือดออกได้เองหรือเกิดภาวะเลือดออกเมื่อบาดเจ็บเล็กน้อย กลุ่มรุนแรงปานกลางระดับค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด อยู่ระหว่าง 1-5 คนไข้อาจเลือดออกเมื่อเกิดการบาดเจ็บ ล้ม กระแทก ส่วนระดับรุนแรงน้อยระดับค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือด มากกว่า 5-40 คนไข้อาจมีเลือดออกมากเมื่อถอนฟัน หรือเกิดการบาดเจ็บรุนแรงหรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นการทราบระดับความรุนแรงทำให้เกิดความเข้าใจในการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม

การเกิดเลือดออกในโรคฮีโมฟิเลียพบได้บ่อยที่สุดคือ เลือดออกในข้อที่ต้องใช้งานบ่อยๆ เช่นข้อเข่า ซึ่งทำให้เจ็บไม่สามารถขยับข้อ เดินได้ลำบาก หรือร้องไห้เวลาใส่หรือถอดกางเกง เลือดออกที่ข้อศอกทำให้ร้องไห้เวลาที่ใส่หรือถอดเสื้อ ไม่ใช้แขนข้างนั้นตำแหน่งที่พบเลือดออกได้รองลงมาคือเลือดออกในชั้นกล้ามเนื้อหรือใต้ผิวหนังซึ่งทำให้พบรอยช้ำหรือรอยพรายย้ำได้บ่อยๆ ที่ตำแหน่งแขนและขาหรืออาจพบรอยช้ำขนาดใหญ่ในตำแหน่งกระทบกระแทกเล็กน้อย บางครั้งเวลาฟันขึ้นอาจพบเลือดออกที่เหงือก เด็กเล็กที่เป็นโรคฮีโมฟิเลียอาจมาด้วยเลือดออกในช่องปากต่อเนื่องจากฟันกระแทกริมฝีปาก ช่วงหลังฉีดวัคซีนอาจพบเลือดออกเป็นก้อนเลือดตรงบริเวณที่ฉีดวัคซีนได้ ในเด็กเล็กโดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 3 ปี การเลี้ยงดูต้องระวังเป็นพิเศษเพราะเนื่องจากวัยนี้ชอบวิ่งเล่น ปีนป่ายอาจมีผลทำให้เกิดการพลัดตกศีรษะกระแทกพื้นและเกิดเลือดออกในสมองได้ซึ่งทำให้เด็กซึม ไม่เล่น อาเจียน และชักที่ไม่เกี่ยวข้องกับไข้ ในกลุ่มโรคฮีโมฟิเลียอาจเกิดภาวะเลือดออกภายในที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตได้มักเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุเช่น อุบัติเหตุตำแหน่งกระดูกสันหลังส่วนคอเกิดเลือดออกอาจมีผลทำให้เกิดการอุดกั้นหลอดลมทำให้หายใจไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คว่ามีเลือดออกที่ใด

การวินิจฉัยโรคฮีโมฟิเลีย ถ้าสงสัยภาวะเลือดออกง่ายจากอาการดังกล่าว หรือมีประวัติครอบครัวของโรคฮีโมฟิเลียโดยเฉพาะมีบุตรชายเป็นโรคนี้หรือน้องชายหรือพี่ชายของมารดาของเด็กเป็นโรคฮีโมฟิเลียแสดงว่ามารดามียีนแฝงของฮีโมฟิเลียและสามารถส่งผ่านความผิดปกตินี้ให้แก่บุตรชายได้ทำให้บุตรเกิดโรคได้ ดังนั้น การตรวจกรองค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือดชนิดที่ 8 และ 9 เพื่อช่วยประเมินความรุนแรงของโรคฮีโมฟิเลีย แล้วแพทย์จะส่งต่อไปยัง โรงพยาบาลเครือข่ายฮีโมฟิเลียที่มีอยู่ 49 โรงพยาบาล สามารถตรวจหาชื่อได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaihemophilia.orghttps://static.naewna.com/uploads/hospital.pdf

การดูแลรักษาโรคฮีโมฟิเลีย ผู้ป่วยควรรู้ ชนิดของฮีโมฟิเลียและระดับความรุนแรงของโรค ควรรู้หมู่เลือดของผู้ป่วยเองเพื่อให้เลือดในภาวะเร่งด่วนสามารถจัดหาให้ได้ทันเพื่อช่วยชีวิต ผู้ป่วยจะได้รับบัตรประจำตัวหรือถ้าเป็นได้ควรใส่สายข้อมือเพื่อทำให้ผู้พบเห็นเมื่อผู้ป่วยเกิดหมดสติได้รับทราบภาวะโรคและชนิดของฮีโมฟิเลีย รวมทั้งหมู่เลือดของผู้ป่วย ผู้ป่วยควรได้รับการฉีดวัคซีนเหมือนเด็กปกติตามกระทรวงสาธารณสุข และรับวัคซีนตับอักเสบเอร่วมด้วย ควรได้รับการดูแลการตรวจเช็คฟันและหมั่นแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักอ้วนเพราะข้อจะรับน้ำหนักมากอาจส่งผลให้เกิดเลือดออกในข้อได้ ควรรับประทานอาหาร 5 หมู่ ให้ครบควรออกกำลังกาย เช่น การเดิน วิ่ง ว่ายน้ำเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพื่อปกป้องข้อไม่ให้เกิดเลือดออกได้ง่าย เด็กเล็กๆ อาจแนะนำให้ใส่สนับเข่าหรือสนับข้อศอกเพื่อป้องกันการกระทบกระแทก อาจแนะนำให้ใส่รองเท้าที่คลุมข้อเท้าเพื่อป้องกันการเกิดข้อเท้าพลิกในเด็กเล็ก การเล่นกีฬาที่รุนแรงหรือมีการสัมผัสที่อาจเกิดการกระแทกเช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ชกมวย ควรหลีกเลี่ยง การเล่นสเก็ตบอร์ด หรือเมื่อขี่จักรยานควรแนะนำให้ใส่หมวกกันน็อกเพื่อป้องกันศีรษะกระแทกพื้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุล้มเด็กโตไม่แนะนำให้ขับขี่จักรยานยนต์เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ผู้ป่วยฮีโมฟิเลียควรได้รับการศึกษาเล่าเรียนเหมือนเด็กปกติและควรมีจดหมายติดตัวรวมทั้งการแจ้งคุณครูที่โรงเรียนถึงโรคของผู้ป่วยและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเลือดออกที่โรงเรียน รวมทั้งเบอร์ติดต่อของคุณพ่อคุณแม่ แพทย์ที่ทำการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะเลือดออก

ภาวะเร่งด่วนที่ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองต้องรีบส่งไปโรงพยาบาลเพื่อได้รับการรักษาทันทีเพราะมีโอกาสเกิดเลือดออกรุนแรงจนเสียชีวิตได้ เช่น อุบัติเหตุที่ศีรษะ คอ ช่องท้อง หรือเลือดออกที่กล้ามเนื้อใหญ่เช่น กล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งสามารถไปรักษาที่ โรงพยาบาลเครือข่ายฮีโมฟิเลียโดยทางสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติให้สิทธิ์ในการรักษาภาวะเร่งด่วนถึง 300,000 บาทต่อครั้ง

การรักษาอื่นๆที่จำเป็น เช่น การทำกายภาพบำบัดมีความจำเป็นในคนไข้ฮีโมฟิเลีย เพื่อป้องกันการเกิดข้อติด ข้อเสื่อมสภาพ กล้ามเนื้อลีบ จนส่งผลให้เกิดข้อผิดรูปและข้อพิการ ดังนั้น หลังการเกิดเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อ การไปติดตามกับแพทย์ผู้รักษาเพื่อให้ส่งต่อไปฟื้นฟูกล้ามเนื้อและข้อให้กลับมาใกล้เคียงกับภาวะปกติมากที่สุดและในระหว่างการฟื้นฟูผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องได้แฟกเตอร์เพื่อป้องกันการเกิดเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อที่ฟื้นฟู สำหรับการให้ยาอื่นๆ เช่น ยา transamine ซึ่งช่วยทำให้ลิ่มเลือดแข็งแรงมักนำมาใช้ในภาวะเลือดออกที่ช่องปาก เหงือก จมูก หรือให้ก่อนทำฟันและหลังทำฟัน เพื่อป้องกันการเกิดเลือดออกได้

การรักษาโดยการตัดต่อยีน ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยโดยประสบความสำเร็จในผู้ป่วยฮีโมฟิเลียบีระดับความรุนแรงมาก ส่วนผู้ป่วยฮีโมฟิเลียเอยังคงอยู่ในการศึกษาวิจัยเพื่อสรุปผลการรักษาด้วยวิธีนี้ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสดีขึ้น ไม่มีภาวะเลือดออก ไม่จำเป็นต้องใช้แฟกเตอร์เพื่อทำการรักษา

โดยสรุปแล้วการรักษาฮีโมฟิเลียมีความก้าวหน้าไปมาก ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นมากสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติไปเรียนหนังสือและทำงานได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ ความเข้าใจของทั้งผู้ป่วย ครอบครัวต่อโรคและภาวะเลือดออก การดูแลรักษาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อกล้ามเนื้อและข้อน้อยที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มากินเพิ่มภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/592373

Life & Health : มากินเพิ่มภูมิคุ้มกัน

Life & Health : มากินเพิ่มภูมิคุ้มกัน

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร่างกายคนเราต้องเผชิญกับเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อไวรัสเชื้อแบคทีเรียอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นร่างกายเราต้องการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอที่จะกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้โดยเฉพาะยุคโควิดนี้ข้อมูลจาก ดร.ไบรอัน คุณาคมแพทย์ธรรมชาติบำบัด ที่ปรึกษาด้านธรรมชาติบำบัด รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ภูมิคุ้มกันของเราแบ่งเป็นสองชนิด คือ Innate immunity ภูมิคุ้มกันมีตั้งแต่แรกเกิดและ adaptive immunity ภูมิคุ้มกันที่เราสร้างขึ้นมาหลังจากที่เซลล์เชื้อโรคได้โจมตีร่างกายเราเป็นครั้งแรก ซึ่งการฉีดวัคซีนเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันชนิดนี้เกิดขึ้นมาได้ หลังฉีดวัคซีน ร่างกายเราจะผลิตแอนติบอดีมาเพื่อเตรียมพร้อมพบเจอกับตัวเชื้อโรค โดยแอนติบอดีนี้จะมีรูปร่างที่สามารถไปจับกับส่วนโปรตีนของไวรัสได้ทำให้ร่างกายเราตอบสนองโดยสั่งการให้เม็ดเลือดขาวไปทำลายไวรัสนั้นทันทีก่อนที่จะเกิดการอักเสบที่รุนแรง

แต่ถ้าเราขาดสารอาหารแล้วจะมีผลให้ภูมิคุ้มกันพวกนี้จะไม่สามารถถูกสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราไปฉีดวัคซีน แต่รับประทานอาหารไม่ครบห้าหมู่ก็ไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นได้ วันนี้เราจึงจะมาเน้นเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันเราแข็งแรงได้แบบเบื้องต้น

อาหารห้าหมู่ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อาหารหลัก (แม็คโครนิวเตรียน) ได้แก่ คือ คาร์โบไฮเดรตโปรตีนและไขมัน กลุ่มที่สองคือ สารอาหารรอง (ไมโครนิวเตรียน) ได้แก่ วิตามินและแร่ธาตุ

กลุ่มสารอาหารหลักที่สำคัญ

อาหารหลัก ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต คือ กลุ่มตระกูลแป้งผลไม้ และน้ำตาล กลุ่มโปรตีนจะได้เจอเนื้อสัตว์ เต้าหู้ ถั่วแระญี่ปุ่น เป็นต้น กลุ่มไขมันก็คือ ไขมันจากเนื้อสัตว์หรือ น้ำมันจากพืช อาโวคาโด

สำหรับ กลุ่มไขมันและคาร์โบไฮเดรตจะเป็นพลังงานให้กับร่างกาย ส่วนกลุ่มโปรตีนจะเป็นก้อนอิฐที่จะสร้างทุกอย่างในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเอนไซม์ย่อยอาหาร คอลลาเจนในเล็บ เส้นผม ฮอร์โมน และเม็ดเลือดขาวด้วย

ในกลุ่มสารอาหารหลักที่สำคัญที่สุดในการที่จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง คือ โปรตีน ซึ่งต้องรับประทานให้มากพอ ปกติควรรับประทาน 0.8-1.2 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักร่างกายของเรา สำหรับผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น นักเพาะกาย นักกีฬา อาจจะต้องรับประทานโปรตีนให้มากกว่านี้ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยคำนวณโปรตีนมาก่อนแนะนำว่าให้เริ่มจาก 0.8 ถึง 1.2 กรัมต่อกิโลกรัมของร่างกายแล้วค่อยปรับขึ้นจากนั้น มีหลายคนที่รับประทานโปรตีนไม่เพียงพออาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำได้ เพราะไม่ว่า
เม็ดเลือดขาวหรือแอนติบอดีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจะปกป้องร่างกายเรา จะเป็นเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสต้องใช้โปรตีนทั้งนั้น แอนตี้บอดี้เป็นโครงสร้างที่ทำจากโปรตีน เพราะฉะนั้น ถ้าฉีดวัคซีนโดยที่ร่างกายมีโปรตีนไม่มากเพียงพอร่างกายก็ไม่สามารถผลิตแอนติบอดีขึ้นมาได้ครับ

ส่วนพลังงานจากกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและไขมันส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นคนมักรับประทานเกิน สัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต เราควรที่จะควบคุมเพราะว่าสังคมเราจะเน้นเรื่องการใส่น้ำตาลในเครื่องดื่ม และในอาหารตามสั่ง แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล การรับประทานขนมและให้เน้นเป็นผลไม้แทน การได้รับน้ำตาลพลังงานจากผลไม้ ข้อดีคือ จะได้กากใยที่จะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี นอกเหนือจากนั้นอีกทั้งกากใยยังเป็นสารอาหารให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบอาหารของเราซึ่งมีผลกระทบกับภูมิคุ้มกันเราได้ มีงานวิจัยพบว่าถ้าจุลินทรีย์ที่อยู่ในทางเดินอาหารของเราไม่สมดุล ภูมิคุ้มกันก็จะไม่สมดุลตามในทางที่กลับกันในคนที่มีจุลินทรีย์ที่ดีก็ทำให้ภูมิคุ้มกันดีเช่นกัน

ส่วนกลุ่มไขมัน มักจะได้ยินว่าให้ระมัดระวังเรื่องการรับประทานไขมันจากเนื้อสัตว์ ถ้าหลีกเลี่ยงไขมันได้เลยยิ่งดี แต่ในความจริง มีกลุ่มไขมันที่ดีซึ่งมักพบในน้ำมันที่สกัดมาจากพืชที่ไม่ได้แปรรูป น้ำมันที่ดีที่อีกกลุ่มหนึ่งคือ โอเมก้าสาม ที่เราเจอในปลา อาหารที่แปรรูปมักจะมีโอเมก้าสามน้อยแต่มีโอเมก้าหกมากกว่า การที่โอเมก้าหกมากจะทำให้เกิดอาการอักเสบเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะฉะนั้นให้เน้นน้ำมันจากโอเมก้าสาม ที่เราจะเจอในปลา ส่วนที่ได้รับจากพืชก็จะได้จาก chai seed, flax seedวอลนัท และถั่วอื่นๆ

กลุ่มสารอาหารรองที่ขาดไม่ได้

กลุ่มสารอาหารรอง (ไมโครนิวเตรียน)ได้แก่ วิตามินและแร่ธาตุ โดยกลุ่มวิตามินจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามิน C, B และกลุ่มที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน A, D, E และ K

สำหรับวิตามินที่ละลายในน้ำที่มีผลกระทบที่ดีต่อภูมิคุ้มกันของเราก็คือ วิตามิน C มีข้อแนะนำในการรับประทานมาตรฐานแต่ละวัน (RDA) คือไม่เกิน 100 มล. เพื่อช่วยไม่ให้เป็นเลือดออกตามไรฟัน แต่ต้องการให้ช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน ควรรับประทานอย่างน้อย 1,000 มล.ต่อวันและควรอยู่ภายใต้ดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ วิตามิน C ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย อาหารที่มีวิตามิน C สูงเป็นกลุ่มผลไม้ที่เปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว มะขามป้อม ฝรั่งสตรอว์เบอร์รี่ ผักที่มีวิตามิน C สูง เช่น ผักปวยเล้ง ผักคะน้า บร็อคโคลี่พริกหวาน เป็นต้น วิตามิน C ในผักผลไม้ถ้าเจอแสง ความร้อนหรืออากาศจะทำให้เสื่อมได้เร็ว เพราะฉะนั้นหลังปอกผลไม้แนะนำให้รีบรับประทานทันที

วิตามินที่ละลายในไขมันที่สำคัญต่อภูมิคุ้มกันของเราก็คือกลุ่ม วิตามิน Dพบในกลุ่มเนื้อสัตว์ นม และเห็ด โดยวิตามิน D จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าไปอยู่ในกระดูก และสามารถช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ พบว่าคนส่วนใหญ่ที่ภูมิคุ้มกันต่ำมักจะขาดวิตามิน Dนอกจากนี้ เห็ด ก็สามารถช่วยกระตุ้นทำให้ภูมิคุ้มกันสร้าง NK เซล ขึ้นมาด้วย

แร่ธาตุที่สำคัญต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน คือ เซเลเนียมและสังกะสี สำหรับ สังกะสี มีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดขาว โดยมักเจอในกลุ่มอาหารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารทะเล เช่น หอยนางรม หอยแมลงภู่ปู กุ้ง หรือกุ้งมังกร ปลาซาร์ดีนปลาแซลมอน เป็นต้น และกลุ่มตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วแคชชูนัท และอัลมอนด์ ผักบางชนิดโดยเฉพาะเห็ดผักคะน้า หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาด และมันฝรั่งสำหรับ เซเลเนี่ยม มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูนอิสระ พบในเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วบราซิล และข้าวกล้อง หากมีปริมาณมากพอจะทำให้เม็ดเลือดขาวถูกกระตุ้นได้ดี

การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่เพื่อกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้หากปฏิบัติเบื้องต้นยังไม่ถูกต้องพอ การลงรายละเอียดที่ลึกกว่านี้ก็จะทำให้สับสนมากขึ้น ถ้ารู้สึกว่ายากไปแนะนำว่าให้เริ่มจากการรับประทานโปรตีนให้มากเพียงพอก่อน และค่อยทำไปทีละขั้นตามที่แนะนำข้างต้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มาดูแลผิวช่วงหยุดอยู่บ้านกันเถอะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/589045

Life & Health : มาดูแลผิวช่วงหยุดอยู่บ้านกันเถอะ

Life & Health : มาดูแลผิวช่วงหยุดอยู่บ้านกันเถอะ

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ระลอก 3 จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเราประชาชนต่างต้องร่วมมือร่วมใจกัน ฝ่าฟันให้พ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ด้วยนโยบาย Work from Home และ Learn from Home เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยลดกันติดต่อของเชื้อไวรัสนี้ได้ สำหรับเวลาที่อยู่บ้านนอกจากดูแลสุขภาพแล้ว เราไม่ควรละเลยที่จะดูแลผิวพรรณให้มีสุขภาพดีด้วย ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า หลายคนเมื่อก่อนอาจไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เนื่องจากภาระงานยุ่ง มีกิจกรรมนอกบ้านมาก ต้องไปสังสรรค์กับเพื่อนหรือไปออกกำลังกาย ตากแดด เป็นต้น แต่ช่วงหยุดอยู่บ้านนี้นับเป็นโอกาสดีที่มาดูแลผิวพรรณกัน การที่จะมีผิวดี มาจากสุขภาพกายและใจที่ดี เริ่มด้วยการปฏิบัติตัว 5 อ ดังนี้

อารมณ์ ช่วงนี้หลายคนติดตามข่าวจนเครียดมาก หวาดกลัว และวิตกกังวลทั้งเรื่องการติดเชื้อ การหาวัคซีน ผลข้างเคียงวัคซีน และเศรษฐกิจ ขอแนะนำให้เริ่มทำใจอย่าเสพข่าวมากโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่มีทั้งข่าวจริง ข่าวใส่ไข่หรือ fake news และให้ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ คือ กินร้อน ช้อนตัวเอง ล้างมือ ใช้แอลกอฮอล์ ฆ่าเชื้อ สวมใส่แมสตลอดเวลา ยกเว้นตอนรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ พยายามคิดบวกว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ครอบครัวได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน ถึงแม้อาจจะต้องเว้นระยะห่างกันบ้าง แต่ก็ทำให้กลับตรงเวลา เป็นเวลาที่ได้เรียนรู้เทคโนโลยี การสื่อสารออนไลน์ ไม่ต้องเปลืองน้ำมัน หรือ เสียเวลาเดินทาง มีเวลาได้ดูหนัง ดูซีรี่ส์ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ทำสวน ทำขนม หรือปฏิบัติธรรม เป็นต้น

อาหาร การรับประทานอาหารให้เป็นยาย่อมดีกว่าต้องรับประทานยาเป็นอาหารให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่เพิ่มภูมิต้านทาน เช่น ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินสูงๆ เช่น ผักใบเขียว มะเขือเทศสุก สมุนไพร ส้ม มะนาว เป็นต้น อาจจะเสริม วิตามิน C, D และ Zinc เพื่อเพิ่มภูมิต้าทาน ให้ลดอาหารทอดของมันๆ ไม่เช่นนั้นกว่าจะกลับไปอาจจะได้ทำงานน้ำหนักเพิ่มและที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอด้วย โดยเฉพาะตอนนี้สมุนไพรไทยกำลังมีชื่อเสียง เช่น ฟ้าทะลายโจรกระชายขาว อาจจะเอามาปลูกเองยิ่งดี

อากาศ ในบ้านที่พักอาศัย ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก หมั่นทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ดถู ดูดฝุ่น ควรเช็ดพื้นผิว โต๊ะ ขอบเตียง เฟอร์นิเจอร์ ด้วยแอลกอฮอล์ เกิน 70% หรือตามที่องค์การอนามัยโลก แนะนำว่าสามารถใช้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ หรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคอื่นๆ ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง หรือกรด ทั้งนี้แสงแดดที่อุณหภูมิสูงก็สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เช่นกัน ในรถยนต์ถ้านั่งไปด้วยกันควรใส่แมสหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ถ้าอากาศไม่ร้อนมาก ฝุ่นไม่เยอะ แนะนำให้เปิดหน้าต่างลงเล็กน้อยให้อากาศหมุนเวียนด้วย

ออกกำลังกาย อย่าเพิ่งท้อถอยแม้เวลานี้จะเป็นช่วงที่ทุกที่ถูกสั่งปิดทั้งห้างสรรพสินค้า สนามกีฬา ห้องยิม สนามแบด ปิงปอง เทนนิส สระว่ายน้ำ เราก็เปลี่ยนมาออกกำลังกายในบ้านได้ เช่น เดินเล่น วิ่งอยู่กับที่ กระโดดเชือกเล่นโยคะหรือกายบริหาร บางครั้งก็ชวนเพื่อนๆมาออกกำลังกายแบบออนไลน์พร้อมกันก็ช่วยให้สนุกขึ้นได้ หรือ เปิด application ออกกำลังกาย ทำตามก็ได้

อุจจาระ ปัสสาวะ สำหรับการขับถ่ายมีความสำคัญเพราะช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วงอยู่บ้านนี้มีเวลาไม่ต้องเร่งรีบในการเข้าห้องน้ำทุกเช้า ควรดื่มน้ำให้มากจะได้ฝึกนิสัยการขับถ่ายใหม่ด้วย

อย่าอดนอน ร่างกายจะซ่อมแซมและสร้างภูมิต้านทานได้ดีช่วงที่เรานอนหลับ ช่วงอยู่บ้านนี้ต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง อย่าติดหนังซีรี่ส์หรือเล่นเกมส์จนอดหลับอดนอน เมื่อพักผ่อนไม่พอภูมิคุ้มกันจะตก ทำให้มีโอกาสจะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

การดูแลผิวพรรณ เมื่ออยู่บ้านก็อย่าปล่อยตัว ไม่อาบน้ำ สระผม หวีผม แต่งตัว แต่งหน้า ควรทำตัวปกติ ให้บำรุงผิวหน้า ผิวตัวเหมือนวันไปทำงาน เพื่อให้ร่างกายสดชื่น อย่างน้อยคนในบ้านที่พบเห็นก็สบายตาทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ใช้ครีมบำรุงเป็นประจำอย่าให้ผิวแห้ง สารกันแดดยังเป็นสิ่งจำเป็นใช้ให้เป็นนิสัย แม้ว่าจะไม่ได้ออกไปตากแดดแต่เนื่องจากแสง UVA สามารถผ่านกระจกได้ แสงไฟ มี UV ยิ่งอยู่หน้าจอทีวี โทรศัพท์มือถือ แท็บเลตมีแสงสีฟ้าที่สามารถทำให้ผิวเสื่อมได้ในระยะยาว ถ้ามีเวลาว่างมากอาจจะมา mask หน้าให้ความชุ่มชื้นแทนการไปร้านเสริมสวย หรือคลินิกความงาม ทำความสะอาด ผมขน เล็บให้สะอาดอยู่เสมอ หากมีปัญหาผิวพรรณควรปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ

โรคที่พบเพิ่มในช่วงนิว นอร์มอล คือปัญหาจากการใส่หน้ากาก ตั้งแต่การแพ้ ผื่นคันใต้หน้ากาก สิว โรคต่อมไขมันอักเสบกำเริบ (Seb dermatitis)

-สำหรับคนที่เป็นสิว นอกจากต้องเตรียมยารักษาสิวแล้ว ต้องไม่แกะ เกา หรือจับหน้าโดยเด็ดขาดเพราะนอกจากจะทำให้สิวแย่ลงแล้ว ยังเป็นช่องทางให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ พยายามอย่าให้หน้ากากชื้น ถ้าโดนน้ำมูก น้ำลาย ควรเปลี่ยนอันใหม่ ถ้าหน้ากากผ้าต้องซักสะอาดทุกวัน

-สำหรับคนเป็นโรคผิวหนังหรือมีโรคประจำตัว ควรเตรียมยาให้เพียงพอและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด

การล้างมือ เมื่อล้างมือบ่อยๆ หรือการใช้แอลกอฮอร์เจลบ่อยๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ ดังนั้นหลังการล้างมือทุกครั้ง ควรทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นทุกครั้ง ถ้าล้างมือแล้วไม่จำเป็นต้องใช้แอลกอฮอล์ 70% อีกครั้ง เพราะยิ่งเพิ่มการระคายเคือง ใช้แอลกอฮอร์เจล หรือสเปรย์เมื่อไม่สามารถล้างมือได้ ถ้ามือแห้งมากจริงๆ กลางคืนอาจใช้ครีมหรือขี้ผึ้งให้ความชุ่มชื้นแล้วใส่ถุงมือนอนก็ได้

การมีสุขภาพผิวที่ดี ต้องดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่มีมลภาวะ รับประทานอาหารผัก ผลไม้มากๆ รับประทานอาหารไขมันต่ำ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่เครียดอารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก หากปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะช่วยให้มีสุขภาพผิวพรรณที่ดีในยามที่ต้องอยู่บ้าน work from home หรือ learn from home นี้ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพดี รอดพ้นจากไวรัสโควิด-19 นี้ ฟันฝ่าอุปสรรค ร่วมมือร่วมใจ ประเทศไทยต้องรอด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/587320

LIFE&HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในเด็ก

LIFE&HEALTH : รู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันในเด็ก

วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรคมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก คือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (acute leukemia) เกิดจากความผิดปกติของการสร้างและการเจริญเติบโตของ
เม็ดเลือดขาวในไขกระดูก ข้อมูลจาก รศ.นพ.ปิยะ รุจกิจยานนท์ หน่วยโลหิตวิทยากองกุมารเวชกรรม รพ.พระมงกุฎเกล้า เปิดเผยว่า ในประเทศไทยพบโรคมะเร็งชนิดนี้ประมาณ 38% ของมะเร็งทั้งหมดในเด็ก สามารถแบ่งโรคนี้ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ได้แก่ Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL) และ Acute Myeloid Leukemia (AML)

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ทั้งนี้ปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับพยาธิสภาพการเกิดโรคได้แก่ การได้รับหรือสัมผัสกับรังสี, สารเคมีบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร benzene (สัมพันธ์กับการเกิดโรค AML), ยาเคมีบำบัดบางชนิด ได้แก่ alkylating agents,epipodophyllotoxins และ anthracycline(สัมพันธ์กับการเกิดโรค secondary AML) และปัจจัยทางพันธุกรรม นอกจากนี้โรคทางพันธุกรรมบางชนิดพบว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ต่อการเกิดโรคเช่นกัน

ไขกระดูก (bone marrow) เป็นที่อยู่ของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (สเต็มเซลล์) และเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน เซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกจะถูกแทนที่ด้วยเซลล์มะเร็ง ทำให้การสร้างเม็ดเลือดต่างๆ บกพร่องไป ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์ด้วยอาการและอาการแสดงที่สัมพันธ์กับความบกพร่องของการสร้างเซลล์ เม็ดเลือดในไขกระดูก ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ภาวะซีด จากการที่มีเม็ดเลือดแดงต่ำอาการไข้ หรือ การติดเชื้อ จากการที่มีเม็ดเลือดขาวชนิดปกติที่ต่ำ อาการเลือดออกง่ายเช่น จ้ำเลือด จุดเลือดออกตามตัว เลือดออกตามไรฟัน หรือ เลือดกำเดา จากการที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดกระดูก ร่วมด้วยจากการที่มีเซลล์มะเร็งอัดแน่นอยู่ภายในไขกระดูก ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนมะเร็งในช่องอก ผู้ป่วยอาจจะมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หรือมีความผิดปกติทางระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หน้าและคอบวม จากการที่ก้อนไปกดทับทางเดินหายใจ หรือระบบไหลเวียนโลหิต ตามลำดับ

นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการอื่นๆที่ไม่เฉพาะเจาะจงร่วมด้วย เช่น อาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด เมื่อทำการตรวจร่างกายผู้ป่วย นอกจากจะพบว่าผู้ป่วยมีภาวะซีด ไข้ หรือภาวะเลือดออกผิดปกติ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันส่วนใหญ่พบว่ามี ตับม้ามโต และต่อมน้ำเหลืองโต สำหรับผู้ป่วยที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปที่อัณฑะ จะพบว่ามีก้อนที่อัณฑะได้

ในผู้ป่วยที่เซลล์มะเร็งกระจายไปที่ระบบประสาท อาจจะพบว่ามีความผิดปกติของเส้นประสาทสมอง จากการตรวจร่างกาย อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจจะไม่มีความผิดปกติใดๆ เลย เว้นแต่มีเซลล์มะเร็งในน้ำไขสันหลัง นอกเหนือจากอาการและอาการแสดงดังกล่าวข้างต้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด AML บางรายอาจพบว่ามีก้อนตามตัว มีเหงือกบวม หรืออาจพบก้อนกระจายที่ผิวหนัง

ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้แล้ว ผู้ป่วยจะต้องได้รับการประเมินและตรวจหาการกระจายของโรคไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ด้วยการเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อทำการนับเซลล์ โดยการตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ และการปั่น cytospin เพื่อส่งตรวจและย้อมพิเศษทางห้องปฏิบัติการ

การรักษาหลักของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ได้แก่ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามระดับความเสี่ยงของโรค โดยอาศัยปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการพยากรณ์โรคของผู้ป่วย รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษาในระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยทั่วไประยะเวลาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด ALL จะอยู่ที่ 2.5-3 ปี และระยะเวลาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด AML จะอยู่ที่ 6-8 เดือนสำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี หรือผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมาตรฐาน แพทย์ผู้รักษาอาจพิจารณาในการทำการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด 

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่าการปลูกถ่ายไขกระดูกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีโรคกลับเป็นซ้ำ หรือโรคที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด มีค่าใช้จ่ายในการรักษารายละประมาณ  800,000-1,500,000 บาท โดยที่ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อประมาณ 1-2 เดือน เพื่อรอให้เม็ดเลือดต่างๆ สร้างได้ตามปกติจึงจะออกมาจากห้องปลอดเชื้อได้

กระบวนการปลูกถ่ายไขกระดูก คือ กระบวนการที่ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ วิธีการนี้ไม่ต้องผ่าตัดหากแต่เป็นการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูง ซึ่งอาจใช้ร่วมกับการฉายแสงเพื่อทำลายไขกระดูกเดิม จากนั้นนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cell) จากไขกระดูกบริเวณกระดูกสะโพกด้านหลังของผู้บริจาคมาให้กับผู้ป่วยทางเส้นเลือดเพื่อที่เซลล์ดังกล่าวจะเข้าไปในไขกระดูก และสร้างเซลล์เม็ดเลือดตามปกติ ทั้งนี้การเก็บไขกระดูกไม่ได้เกี่ยวกับไขสันหลัง ดังนั้นวิธีการนี้จึงไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต นอกจากนี้การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกยังสามารถใช้เพื่อการรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูกอื่นๆ เช่น โรคธาลัสซีเมีย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้บริจาคจะต้องมีเนื้อเยื่อ HLA (Human Leukocyte Antigen) ที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย โดยผู้ที่จะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันได้จะต้องเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่โอกาสที่พี่น้องจะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันมีเพียง 25% หรือ1 ใน 4 เท่านั้น ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าพี่น้องของผู้ป่วยจะมีโอกาสให้ไขกระดูกกับผู้ป่วยได้ทุกราย สำหรับโอกาสที่บุคคลอื่นนอกเหนือจากพี่น้องที่จะมีเนื้อเยื่อ HLAเข้ากันได้กับผู้ป่วยมีประมาณ 1 : 50,000เท่านั้น ดังนั้นแต่ละรายจะต้องทำการค้นหาในบุคคลทั่วไปเป็นจำนวนมาก ในไทยมีศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเหมือนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามโอกาสที่ผู้บริจาคจะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันกับผู้ป่วยในประเทศไทยมีโอกาสประมาณร้อยละ 50 นอกจากนี้ในปัจจุบันแพทย์สามารถนำเอาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากแม่ พ่อหรือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันมาใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกได้สำเร็จ ซึ่งแต่เดิมใช้ไม่ได้เนื่องจากมีปฏิกิริยาต่อต้านเป็นอย่างมาก แต่การรักษาด้วยวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างน้อยรายละ 500,000 บาท

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมนี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เซลล์และยีนบำบัด…ความก้าวหน้าสู้มะเร็งเม็ดเลือดขาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/585569

Life & Health : เซลล์และยีนบำบัด…ความก้าวหน้าสู้มะเร็งเม็ดเลือดขาว

วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเด็กป่วยเป็นโรคมะเร็งจะพลาดโอกาสดีในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใสเหมือนเด็กทั่วไป ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้า
วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า โรคมะเร็งในเด็กเป็นได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี พบว่ามีเด็กที่เป็นโรคมะเร็งประมาณ 100 คน จากประชากรเด็กในประเทศไทย 1,000,000 คนซึ่งช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือเด็กเล็กอายุประมาณ 0-5 ปี หรือคิดคร่าวๆ ก็คือ ในแต่ละเดือนจะมีเด็กไทยที่เป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นประมาณ 80 คน ที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว รองลงมาคือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง มะเร็งชนิดก้อนของมะเร็งต่อมหมวกไต และมะเร็งไต

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในเด็ก ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ พบแค่ประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้น ที่อาจมาจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคมะเร็งจอภาพตาของนัยน์ตา ส่วนชนิดอื่นยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ไม่เหมือนกับโรคมะเร็งในผู้ใหญ่สามารถบอกสาเหตุได้และป้องกันได้ เช่น บุหรี่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น สารพิษต่างๆ หรือรังสีที่พบว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งในเด็กและไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูว่าดีหรือไม่ดีอีกด้วย

โรคมะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลมะเร็งของโรคมะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทุกๆ เซลล์มีลักษณะคล้ายคลึงกันในคนๆเดียวกัน จึงตอบสนองต่อการรักษาเหมือนกันและตอบสนองได้ดีมากกว่าผู้ใหญ่

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia)เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเด็ก แบ่งเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยร้อยละ 80 ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML) ซึ่งในปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตที่หมายถึงการหายขาดจากโรคของ ALL มีได้ประมาณ 80% จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ส่วน AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 50% จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 80%เช่นเดียวกัน

ปัญหาคือ การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์ ประมาณ 30% ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเป็นซ้ำได้ง่าย ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 10% เท่านั้นที่จะได้รับการปลูกถ่าย ภายใต้ข้อจำกัดที่ว่า ต้องมีผู้บริจาคที่เข้ากันได้ การใช้สเต็มเซลล์ซึ่งได้ทั้งการใช้ของผู้ป่วยเองและผู้บริจาค แต่อุปสรรคที่ใช้เซลล์ของผู้ป่วย คือ หากเป็นมะเร็งที่ต้องรักษาหนัก เซลล์จะเริ่มล้าและมีปัญหา หรือปนเปื้อนโรคมะเร็ง แม้ว่าปัจจุบันจะมีการบริจาคสเต็มเซลล์ แต่ความเข้ากันได้อยู่ที่ราว 1 ใน 30,000 หรือหากเป็นญาติกันโอกาสเข้ากันได้อยู่ที่ราว 25% การหาให้เข้ากันได้ยากและต้องแข่งกับเวลา หากชะลอการรักษาไปนานๆ มีโอกาสเป็นซ้ำได้ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ดึงเซลล์ออกมาตัดแต่งยีนและนำใส่กลับเข้าไป จึงกลายเป็นเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด

เทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ตามมาตรฐานแล้วคือ การทำเคมีบำบัด หรือทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ขณะที่ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ในอนาคต ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาแบบใหม่ด้วย เทคโนโลยี Chimeric antigen receptor (CAR) T-cell เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงในการนำเอาเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยเองหรือของคนอื่นที่ใกล้ชิดกันมาตัดต่อพันธุกรรม เพื่อให้สามารถเข้าหาและทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ ปัจจุบันมีหลายบริษัทในต่างประเทศได้ผลิตจำหน่ายโดยคิดค่าใช้จ่ายครั้งละ 12-15 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย ถ้าผู้ป่วยไปรักษาในต่างประเทศด้วยเทคโนโลยีนี้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากถึง 20-30 ล้านบาท ด้วยจำเป็นต้องเดินทางไปรักษาในต่างประเทศ เพราะโรงงานผลิตกับผู้ป่วยต้องอยู่ที่เดียวกัน แต่หากทำได้ในประเทศไทย จะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้กว่า 10 เท่า

สำหรับงานวิจัยที่ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบความสำเร็จและใช้ในการรักษาได้จริงในคนไข้แล้ว คือ CAR CD19 T cell ที่ใช้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมโฟบลาสติกบีเซลล์ (B cell acute lympho blastic leukemia) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองลิมโฟมาชนิดบีเซลล์ (B cell lymphoma) ต่อไปคือ การอัพสเกลในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งอื่นๆ อย่างน้อยในผู้ป่วยที่ดื้อยาสามารถทำให้โรคสงบได้ เนื่องจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวมีโอกาสที่กลับมาเป็นซ้ำได้เพราะดื้อยา แต่ก็มีโอกาสรักษาหาย หรือไม่หายก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระยะยาวนานขึ้น

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ปัจจุบันได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ คือช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก ตลอดจนเวชภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก นอกจากการรักษาโรคมะเร็งในเด็กให้หายขาดมากขึ้นแล้ว ทางกองทุนฯ ยังได้ช่วยเหลือให้เด็กมีโอกาสทุพพลภาพน้อยลง เช่น ได้มอบเงินค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์แขน-ขาโลหะที่ใช้แทนกระดูกที่เป็นมะเร็งที่ถูกตัดออก ทำให้เด็กไม่ต้องถูกตัดแขนขาออกไป ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กใน
พระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

นับตั้งแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ นับได้ว่ากองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯมีคุณูปการอันสูงยิ่งต่อวงการแพทย์ นอกจากช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ยากไร้แล้ว ยังถือเป็นกองทุนตั้งต้นสำหรับงานศึกษาวิจัยเพื่อการรักษาในอนาคตด้วย

13 กรกฎาคม นี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/583834

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย

LIFE&HEALTH : เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงที่มีไวรัสระบาดนี้ นอกจากเราจะต้องระมัดระวังตัวไม่ให้ได้รับเชื้อแล้ว เรายังต้องฉลาดที่จะรู้จักดูแลระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าตามปกติ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอยู่ตลอดเวลามาเรียนรู้การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ดังนี้

นอนพักผ่อนให้ถูกต้องและพอเพียง การนอนหลับสนิทในที่มืดโดยไม่มีการรบกวนจากแสง เสียง และคลื่นสื่อสารใดๆ นั้นจะทำให้ระบบการผลิตฮอร์โมนที่จะช่วยต่อต้านความแก่ชราได้รับการผลิตออกมาอย่างมากเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนล้า และที่สำคัญยังช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้นกันได้รับการฟื้นฟูจากการทำงานหนักตลอดวันอีกด้วย ควรเข้านอนเป็นประจำให้หลับสนิทก่อนเที่ยงคืน

ได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างและซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันอย่างถูกต้องและพอเพียง การรับประทานพืชผักและผลไม้สดตามฤดูกาล โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ได้แก่ พืชที่มีสีสันสดใส รวมทั้งเห็ดทุกชนิด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและมีปริมาณน้ำตาลน้อย สมุนไพรต่างๆ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ สารอาหารที่ให้แร่ธาตุสังกะสีสูง เช่น หอยทะเล และผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม นอกจากสารอาหารแล้ว
การดื่มน้ำสะอาดเป็นระยะๆ อย่างพอเพียงก็จะช่วยเสริมการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายทำให้ภูมิคุ้มกันในรูปแบบต่างๆ สามารถที่จะไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอในที่มีอากาศบริสุทธิ์ นอกจากจะช่วยกระตุ้นการผลิตภูมิคุ้มกัน ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายให้ดีขึ้นอีกด้วย และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนต่อต้านความแก่ชราจากสมองซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่แก่ชราและกระฉับกระเฉงไปด้วย

การได้รับวิตามินดีจากแสงแดดเป็นประจำ เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าคนที่ทำงานในที่โล่งแจ้งและได้รับแสงแดดอย่างพอเพียงนั้นจะไม่ค่อยป่วยเป็นไข้หวัดเหมือนคนที่ทำงานในสำนักงานและไม่เคยโดนแสงแดดเลยหรือโดนน้อยมาก เคล็ดลับก็คือวิตามินดีนั้นมีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของคนเรา คนที่ได้รับวิตามินดีเพียงพอจึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น แต่ต้องทราบด้วยว่าแสงแดดที่ส่องลงตั้งฉากกับผิวหนังจึงจะเกิดการสร้างวิตามินดีที่ผิวหนังได้ และต้องไม่ทายากันแดดที่จะยับยั้งการได้รับการกระตุ้นจากแสงแดด แต่สำหรับคนทำงานออฟฟิศหรือชีวิตต้องอยู่ในที่ร่มนั้นก็ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการเสริมให้พอเพียง

เจริญศีลภาวนาและการทำสมาธิเป็นประจำ มีงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่า การทำสมาธิและการเจริญศีลภาวนานั้นจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายได้นอกจากนี้แล้วการดำเนินชีวิตตามวิถีทางของพุทธศาสนานั้นจะช่วยเพิ่มการมีอายุขัยที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีด้วยตามงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicineลงวันที่ 26 ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา การแผ่เมตตาก่อนนอน รวมทั้งการสวดมนต์เพื่อทำจิตใจให้สงบและนอนหลับสนิทนั้นเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และระบบภูมิคุ้มกัน

งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัยใดๆ ที่ออกมาเพื่อที่จะบอกว่าการดื่มสุราในปริมาณไม่มากอาจจะมีส่วนช่วยในการทำให้อายุยืนยาวได้นั้น ไม่ได้มีการพูดถึงผลร้ายของแอลกอฮอล์เลยที่จะไปทำลายระบบเซลล์สมองและเซลล์ประสาท และยังไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่องอีกด้วย ในความเป็นจริงนั้นผู้ที่เว้นจากการดื่มสุราจะนอนหลับสนิทกว่า การผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราผลิตออกมาได้ดีกว่า และผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นหลังจากเลิกดื่ม

งดเว้นการอยู่ในที่มีฝูงชนพลุกพล่านและอยู่ในที่แออัดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การอยู่ในกลุ่มคนนั้นอาจมีบางคนที่อยู่ในกลุ่มที่มีโรคติดเชื้อบางชนิด
ที่สามารถถ่ายทอดได้ทางละอองที่ฟุ้งกระจายมาในอากาศรวมทั้งอาจได้รับการเปื้อนปนสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลายจากการไอจามโดยไม่ปิดปากของผู้อื่นนอกจากนี้ การอยู่ในห้องที่มีแอร์คอนดิชั่นแต่อากาศไม่ได้รับการกรองที่ถูกต้องเหมาะสมและไหลเวียนอยู่ในห้องตลอดเวลา ย่อมจะนำเอาสิ่งเปื้อนปนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะหรือเชื้อโรคที่ถ่ายทอดติดต่อกันได้ทางการหายใจและการสัมผัส เมื่อเป็นดังนี้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเป็นผลทำให้เกิดการอ่อนล้าและอาจจะทำหน้าที่ในการปกป้องตนเองไม่ได้ดีดังเดิม

ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดลง มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย การลดระดับของน้ำตาลในเลือดให้เหลือน้อยเท่าที่ร่างกายจำเป็นจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ระบบการทำงานได้เป็นปกติ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การงดและละเว้นการบริโภคน้ำตาลในอาหารทุกชนิด รับประทานแป้งและอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบให้น้อยลงโดยเฉพาะมื้อเย็น เดินประมาณ 10 นาทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้งหรือการทำการเว้นระยะการรับประทานอาหารและมีช่วงเวลาในการรับประทานให้น้อยลงที่เรียกว่า Intermittent Fastingก็ได้เช่นกัน

รับประทานอาหารที่มีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อร่างกาย เรียกว่า โปรไบโอติค ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในลำไส้และทำหน้าที่เป็นหน้าด่านป้องกันเชื้อโรคร้ายจากภายนอกไม่ให้แพร่พันธุ์ และยังช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย อาหารที่มีโปรไบโอติค เช่น โยเกิร์ต ถั่วหมักและกิมจิที่เกิดจากการหมักตามธรรมชาติ ที่สำคัญคือ ไม่ควรจะรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นประจำโดยไม่จำเป็นเพราะอาจไปทำลายแบคทีเรียที่เป็นมิตรของเราอีกด้วย

หาทางผ่อนคลายและลดความเครียด ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจมีผลกระทบต่อทุกระบบของร่างกาย การเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายทั้งการผ่อนคลายร่างกายจากการไปทำสปาอาบน้ำแร่ นวดด้วยน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ การออกกำลังกาย และการทำสมาธิบำบัดหรือการเดินทางเพื่อพักผ่อนในวันหยุดล้วนแล้วแต่มีผลทำให้ความเครียดลดลง และระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นแทบทั้งสิ้น

ถ้าได้ปฏิบัติตนได้ทุกคำแนะนำที่กล่าวมาแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ