Life & Health : หน้าร้อนนี้ระวัง..โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/561135

Life & Health : หน้าร้อนนี้ระวัง..โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

Life & Health : หน้าร้อนนี้ระวัง..โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

วันพุธ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงอากาศร้อนให้ระมัดระวังเรื่องอาหารให้มากเป็นพิเศษ ด้วยการเลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ผลไม้ควรปอกใหม่หรือปอกเอง หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่กินอาหารที่มีแมลงวันตอม ควรกินอาหารให้หมดภายในครั้งเดียวเพราะการเก็บข้ามมื้อหรือค้างคืน จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้ หรือถ้าจำเป็นจะต้องกินอาหารที่เก็บข้ามมื้อจริงๆ ก็จะต้องนำไปอุ่นร้อนก่อนทุกครั้งรวมทั้งใช้ช้อนกลาง การล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อสุขอนามัยที่ดี

สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมักจะทำให้เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในฤดูร้อนคือโรคอุจจาระร่วง ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ฯผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า อุจจาระร่วง (Acute Diarrhea) ทางการแพทย์หมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป ภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด 1 ครั้ง หรือมากกว่า

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคเข้าไป มักจะเกิดจากรับประทานอาหารที่ปรุงไว้ล่วงหน้านานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการห่อหรือรัดถุงอาหารแน่นเกินไป ทำให้เชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ปนเปื้อนในอาหารเจริญเติบโตได้ดี และเพิ่มจำนวนได้เร็วในอุณหภูมิที่พอเหมาะและภาวะที่ไม่มีออกซิเจน

อาการส่วนใหญ่มักเกิดประมาณ 2 ถึง 12 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป จะมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ หรือมีมูกเลือดปน ปวดท้องแบบบิดเป็นพักๆ บางครั้งมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และเวียนศีรษะร่วมด้วย อาจพบภาวะขาดน้ำรุนแรงได้จากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในกรณีที่ถ่ายอุจจาระหรืออาเจียนในปริมาณมาก มักจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรงหน้ามืด ใจสั่น ตาโหล เป็นตะคริว ปัสสาวะออกน้อยและสีเข้ม ซึ่งภาวะดังกล่าวเป็นอันตรายและควรสังเกตอาการโดยเฉพาะในผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มวัยอื่น เนื่องจากร่างกายผู้สูงอายุมีความเป็นกรดในกระเพาะอาหารลดลงและภูมิคุ้มกันต่ำกว่าวัยอื่นทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรง นอกจากนี้ ผู้สูงอายุหลายท่านอาจมีโรคร่วมซึ่งอาจเพิ่มอันตรายจากโรคอุจจาระร่วงมากขึ้น เช่น โรคไต เพราะโรคไตทำให้ร่างกายปรับตัวต่อสภาพเกลือแร่ผิดปกติได้น้อยลง และหากอุจจาระร่วงรุนแรงจนร่างกายขาดสารน้ำและเกลือแร่อย่างมากอาจทำให้ไตที่ทำงานแย่อยู่แล้วแย่ลงจนเกิดไตวายได้ การขาดสารน้ำและเกลือแร่รุนแรงอาจทำให้โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง กำเริบรุนแรงขึ้นมาได้และอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด หกล้มกระดูกหักตามมาอีกด้วย

การป้องกัน ได้แก่ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ควรรับประทานภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังปรุงเสร็จ, ใช้ช้อนกลาง, ควรแยกกับออกจากข้าว, อาหารเหลือต้องเก็บในตู้เย็นและอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง, ล้างผัก ผลไม้ ด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างผัก หลายๆ ครั้ง,หลีกเลี่ยงการใช้มีด เขียง หั่นอาหารดิบและอาหารสุกร่วมกัน, ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังใช้ห้องน้ำ

สำหรับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นโรคอุจจาระร่วงส่วนใหญ่เป็นโรคที่หายได้เอง ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ (antibiotic) รักษาตามอาการ การรักษาที่สำคัญ ได้แก่ การให้น้ำและเกลือแร่ ทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียทางอุจจาระและจากการอาเจียน ในคนไข้ที่มีอาการไม่มากอาจให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือ “โอ-อาร์-เอส (ORS)” จิบแทนน้ำบ่อยๆ แต่ต้องทำความเข้าใจ คือ โอ-อาร์-เอส จะทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปเท่านั้นไม่ได้ทำให้หยุดถ่ายอุจจาระ แต่หากเป็นผู้ป่วยโรคไต หรือโรคหัวใจ การดื่มโอ-อาร์-เอส ต้องระมัดระวังการดื่มมากเกินไปอาจเกิดอันตราย ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ผู้ที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่ ผู้ที่มีอาการ ดังนี้ มีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจจาระบ่อยและปริมาณมากหรือมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่รุนแรง โดยสังเกตจากมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืด ใจสั่น ปากแห้ง ตาโหล เป็นตะคริว ปัสสาวะออกน้อยและสีเข้ม หรือมีอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือเป็นนานเกิน 1 วัน แล้วอาการไม่ดีขึ้น

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะฝากท้องไว้กับร้านอาหารนอกบ้านแทบทุกมื้อ ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่า ในเฉพาะช่วงล็อกดาวน์ มีให้สั่งแบบจัดส่งให้ที่บ้าน โดยอาจลืมนึกไปว่าอาหารแต่ละอย่างนั้นผ่านการผลิตมาอย่างไร เบื้องหลังครัวสะอาดไหม วิธีการล้างผักผลไม้สะอาดหรือไม่ รสชาติหวาน มัน หรือเค็มไปหรือเปล่า แถมยังอาจมีสารพิษปนเปื้อนมาพร้อมกับรสชาติความอร่อยและการปรุงแต่งที่มีสีสันสดใสสวยงามน่ากินอีกด้วย

สำหรับการเลือกรับประทานอาหาร ต้องคำนึงถึงคุณค่าทางอาหารและปริมาณอาหาร รวมทั้งความปลอดภัยของอาหาร เพราะอาหารที่ไม่สะอาดอาจมีการปนเปื้อนของสารเคมี เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมายโดยเฉพาะช่วงนี้ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับเมื่อต้องกินอาหารนอกบ้านมาฝาก ดังนี้

คุณภาพวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผักสด ต้องสดใหม่และล้างให้สะอาดก่อนนำมาปรุง ส่วนเครื่องปรุงต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ไม่มีการปนเปื้อนหรือเปลี่ยนแปลงจากลักษณะเดิม เช่น มีกลิ่นหืนหรือเหม็นเปรี้ยว มีเชื้อรารวมถึงไม่ใช้สารเคมีและวัตถุสังเคราะห์ใส่ในอาหาร เช่น สารกันบูด สารฟอกขาว สารบอแรกซ์ หรือลดต้นทุนโดยใช้ของปลอม เช่น กรดน้ำส้ม น้ำปลาปลอม ฯลฯ ทั้งยังต้องจัดอย่างเหมาะสม เพื่อรักษารสชาติของวัตถุดิบให้คงที่และยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น

ระวังเครื่องปรุงรส อาหารนอกบ้านเกือบทั้งหมด อุดมไปด้วยน้ำมัน เกลือ และน้ำตาลซึ่งอาจถูกซ่อนไว้ในรูปซอส เครื่องปรุงรส และ เครื่องปรุงต่างๆ อยู่แล้ว จึงควรชิมก่อนปรุงเพิ่ม

เน้นอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ ควรเลือกกินอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงค้างคืน หรืออาหารที่ไม่มีภาชนะปกปิด มีฝุ่นหรือแมลงวันตอม อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ที่สำคัญควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อาจแฝงตัวอยู่ในอาหาร

เลือกร้านที่มีเมนูหลากหลายที่ปรุงอย่างดีต่อสุขภาพ เช่น การต้ม ยำ ย่าง อบ นึ่ง แทนการทอด หรือผัดที่ใช้น้ำมันในปริมาณมากได้อีกด้วย

ความสะอาดของคนในร้าน ไม่ว่าผู้ปรุงอาหาร คนขาย คนเสิร์ฟ ควรแต่งกายให้เรียบร้อย สะอาดสะอ้านและมิดชิดโดยเฉพาะพ่อครัว แม่ครัว หรือผู้ช่วยเกี่ยวข้องกับการปรุงอาหารโดยตรงควรใส่หมวกหรือเน็ตคลุมผม เพื่อป้องกันเส้นผม เหงื่อหรือสิ่งอื่นที่อาจจะหลุดร่วงลงไปในอาหารได้ และควรใส่หน้ากากอนามัยปิดปากขณะปรุงอาหาร จัดอาหาร หรือเสิร์ฟอาหาร เพื่อป้องกันการไอ จามลงไปในอาหาร

ใส่ใจอุปกรณ์เครื่องใช้และภาชนะต่างๆ ให้ถูกสุขอนามัย ดูตั้งแต่การล้างถึงการเก็บ ให้สังเกตง่ายๆ เช่น จานชาม ช้อนส้อม ตะเกียบ แก้วน้ำฯ ต้องสะอาดไม่มีคราบสกปรก ไม่มีกลิ่นเหม็น ภาชนะที่ใส่อาหารต่างๆ ก็ต้องสะอาด คงทนต่อความร้อน ไม่ละลายง่าย ไม่เจือสีซึ่งมีโลหะหนักผสม ในส่วนของเครื่องปรุงรสบนโต๊ะอาหารควรมีฝาปิดมิดชิด เพื่อป้องกันแมลงวัน หรือฝุ่นอากาศจากภายนอก

แม้การฝากท้องไว้กับร้านอาหารนอกบ้านจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากในยุคนี้ แต่ถ้าเรารู้จักเลือก ก็จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

Life & Health : โรคลมแดด..โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังในหน้าร้อนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/559528

Life & Health : โรคลมแดด..โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังในหน้าร้อนนี้

Life & Health : โรคลมแดด..โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังในหน้าร้อนนี้

วันพุธ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยมีสมาชิกในสังคมที่เป็นผู้สูงวัยมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงการเก็บตัวอยู่กับบ้านป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ผู้สูงอายุอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานานติดต่อกันหลายเดือน อาจส่งผลให้สภาพร่างกายและสมองของผู้สูงอายุถดถอยลงจนเกิดภาวะพึ่งพิงในระยะยาว รวมทั้งเกิดความเครียด ทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบกับทั้งครอบครัวทั้งในระยะสั้นและยาว โดยเฉพาะช่วงนี้ได้ย่างเข้าฤดูร้อน มีอุณหภูมิสูงขึ้นเกือบทั่วไป และมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ความร้อนและแสงแดดแรงๆ อาจทำให้เราเหนื่อยเพลียง่าย แถมยังพ่วงท้ายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายชนิดด้วย

ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการ สถาบันเวชศาสตร์ฯ ผู้สูงอายุกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคลมแดด (heat stroke) พบบ่อยในผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถไปหาน้ำกินเองได้ โดยเฉพาะผู้ที่สื่อสารกับผู้อื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็สามารถพบได้ในผู้สูงอายุทั่วไปได้ในกรณีที่ออกไปทำกิจกรรมในที่ร้อนจัดและดื่มน้ำไม่เพียงพอ

ลมแดด เกิดจากร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ทัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด กลไกระบายความร้อนออกจากร่างกายผิดปกติ โดยมีปัจจัยส่งเสริมคือการขาดน้ำ หรือมีไข้อยู่ก่อน คนที่รับประทานยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงกับระบบระบายความร้อนของร่างกาย โดยปกติร่างกายคนเรามีการเผาผลาญอาหารและสร้างความร้อนจากภายในตัวตลอดเวลา จึงต้องมีการระบายความร้อนออก เช่น การระบายออกทางลมหายใจ การระบายออกทางปัสสาวะ การขยายตัวของหลอดเลือดตามผิวเพื่อให้เลือดไหลเวียนมาที่ผิว และระบายความร้อนออกทางผิวหนัง ร่วมกับต่อมเหงื่อที่ผิวหนังสร้างเหงื่อออกมามากขึ้น เมื่อเหงื่อระเหยจะพาความร้อนออกไปจากผิวหนังได้เร็วขึ้นด้วย ดังนั้น เมื่ออยู่ในที่มีอากาศร้อนจัดการระบายความร้อนออกจากร่างกายจะเป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้เสียเหงื่อมากขึ้นทำให้ขาดน้ำ หากไม่ได้รับน้ำทดแทนที่เพียงพอจะเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้ปัสสาวะจะออกน้อยลง และร่างกายสร้างเหงื่อได้น้อยลง และอาจทำให้เกิดภาวะ shockยิ่งทำให้การระบายความร้อนเป็นไปได้ยากขึ้น

อาการเด่นของลมแดด คือ ตัวร้อนจัดซึม สับสน อาจมีชักเกร็ง ไม่มีเหงื่อ หากแก้ไขไม่ทันจะเสียชีวิตได้ ซึ่งในผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต จึงจะทนต่อการภาวะลมแดดได้น้อยลง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น

เมื่อมีอาการลมแดด เราสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนี้

l นำเข้าพักในที่ร่ม หรือนำออกจากที่มีอุณหภูมิสูง อากาศถ่ายเทได้สะดวก

l ถอดเสื้อผ้าที่หนาออก คลายเสื้อผ้าให้หลวม

l ถ้าใบหน้าผู้เป็นลมขาวซีดให้นอนศีรษะต่ำ ถ้าใบหน้ามีสีแดงให้นอนศีรษะสูง

l ใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็น (แต่ไม่เย็นจัด) เช็ดตามหน้าผาก มือ เท้า ซอกคอ ซอกแขน ข้อพับต่างๆ

l ใช้พัด หรือพัดลมเป่าช่วยระบายความร้อน

l ห้ามให้กินน้ำจนกว่าจะรู้สึกตัวดีเสียก่อน

l หากมีอาการชักเกร็งตรวจดูในปากว่ามีสิ่งอุดตันทางเดินหายใจหรือไม่ถ้ามีต้องรีบนำออกโดยเร็ว จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่เหมาะสม โดยให้ผู้ป่วยนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อป้องกันการสำลัก

l ถ้ามีอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

l สำหรับการการป้องกันไม่ให้เกิดลมแดดทำได้ดังนี้

l สวมเสื้อผ้าสีอ่อนเช่น สีขาว เพราะจะดูดความร้อนน้อยกว่าสีเข้ม ไม่หนา และระบายอากาศได้ดี

l หากต้องอยู่ในที่อุณหภูมิสูงควรเป่าด้วยพัดลม เพื่อช่วยระบายความร้อน

l ไม่ปล่อยผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงไว้ในที่อุณหภูมิสูง

l ดื่มน้ำให้เพียงพอ 1.5-2 ลิตรต่อวันโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ และดื่มเพิ่มทันทีเมื่อรู้สึกกระหาย (ยกเว้นผู้ป่วยที่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำ ให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์)

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแลควรเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านให้มากที่สุด แต่ญาติหรือผู้ดูแลที่ยังต้องออกไปนอกบ้านด้วยเหตุผลความจำเป็นต่างๆก็ไม่ควรเข้าไปคลุกคลีกับผู้สูงอายุ รักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร และควรใส่หน้าการอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่เข้าไปพูดคุยกับผู้สูงอายุ ให้หมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย และพยายามไม่เอามือไปสัมผัสใบหน้าของตัวเองหรือสัมผัสสิ่งต่างๆ เช่น ประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์ ฯลฯ รวมถึงการพกเจลล้างมือแอลกอฮอล์และสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้ใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรคที่มองไม่เห็น เป็นต้น

เมื่อรู้เท่าทันและรู้จักวิธีป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคลมแดดในฤดูร้อนกันแล้ว คุณก็จะไม่เครียดและสามารถใช้ชีวิตในฤดูร้อนได้อย่างสุขกายสบายใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สร้างสุขนิสัยที่ดี..ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557963

LIFE&HEALTH : สร้างสุขนิสัยที่ดี..ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขภาพดี

LIFE&HEALTH : สร้างสุขนิสัยที่ดี..ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันการตื่นตัวเรื่องของสุขภาพเพิ่มมาก เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รอบตัว รวมทั้งเรื่องของโรคระบาดต่างๆ ดังนั้นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ วันนี้มีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการสร้างสุขนิสัยที่ดี เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ มาฝากกัน ดังนี้

รับประทานอาหารเช้าทุกวัน ผู้ที่บริโภคอาหารเช้าทุกวันคือ จะได้ผลตอบแทนด้วยการมีสุขภาพดี การวิจัยชี้แนะว่าผู้ที่บริโภคอาหารเช้ามักจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นสำหรับร่างกายเพิ่มขึ้น มีไขมันและคอเลสเทอรอลน้อยกว่าผู้ไม่บริโภคอาหารเช้า ผลที่ตามมาคือ ระดับคอเลสเทอรอลไม่เกินพิกัด และโอกาสที่จะบริโภคเกินอัตรานั้นก็มีน้อย จึงทำให้มีรูปร่างดี ไม่อ้วนง่าย อาหารเช้าช่วยไม่หิวก่อนเวลาอาหารเที่ยง ทำให้ไม่กินอาหารมื้อต่อๆมามาก และโอกาสกินอาหารที่มีแคลอรีสูงลดลง โอกาสที่จะอ้วนและเกิดเบาหวานน้อยลง เมื่อเทียบกับคนที่มีนิสัยไม่กินอาหารเช้า อาหารเช้าที่มีคุณภาพ (ที่ไม่ใช่กาแฟ ปาท่องโก๋ หรือโดนัท) ยังช่วยให้ตื่นตัว มีสมาธิในการเรียนการทำงาน เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่ อาหารเช้าควรมีองค์ประกอบของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเล็กน้อย จึงจะให้สารอาหารครบถ้วน การบริโภคอาหารหลากหลายจึงมีความสำคัญต่อการมีสุขภาพดีของร่างกาย

รับประทานปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไปเนื่องจากปลาเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง มีไขมันต่ำโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว มีกรดโอเมกา 3 ช่วยลดปัญหาโรคหัวใจ บำรุงสมอง ปลาทะเลที่มีโอเมกา 3 สูง มีให้เลือกมากมาย เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน เป็นต้น อาหารพืชอื่นที่เป็นแหล่งของกรดไขมันอัลฟาลิโนเลนิคสามารถเปลี่ยนไปเป็นโอเมกา 3 ในร่างกายได้ ได้แก่ เต้าหู้ ถั่วเหลือง เมล็ดปอ เป็นต้น

นอนให้เพียงพอ ร่างกายต้องการเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดได้ ปัญหานอนน้อยมักจะพบในผู้สูงอายุ วัยเรียน วัยทำงานและผู้บริหาร มีรายงานว่า คนที่นอนไม่พอมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางจิตได้มากกว่าคนที่นอนเพียงพอ การอดนอนเสมอๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบการทำงานของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน โรคหลอดเลือด และโรคอ้วน นอกจากนี้ยังมีผลทางลบต่ออารมณ์ ความจำ การเรียนรู้ และความเป็นเหตุเป็นผล เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหากเกิดอาการหลับใน ข้อแนะนำก็คือ พยายามนอนให้ได้วันละ 7-10 ชั่วโมง

มีสังคมไม่เก็บตัว การมีกิจกรรมในสังคม ช่วยให้ได้พบปะผู้คนมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการมีมิตรสหายใหม่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ผลดีต่อสภาพจิตใจและหน้าที่การงาน

ออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพ การออกกำลังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้กระดูก กล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรง ส่งเสริมสุขภาพจิต ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง เป็นต้น ผลดีระยะสั้น คือช่วยให้ความคิด ร่างกายเคลื่อนไหวดีขึ้น ลดความเครียด เสริมสร้างอารมณ์ดี ทำให้กระชุ่มกระชวย มีพละกำลังมากขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น มีประสิทธิภาพในการทำงานได้ตลอดทั้งวัน

 การเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ง่ายที่สุดคือ การเดินบ่อยๆ จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน โดยทุกๆ 20 ก้าวร่างกายจะเผาผลาญพลังงาน 1 แคลอรี จากการวิจัยในอาสาสมัคร 13,000 คนเป็นเวลา 8 ปี พบว่าผู้ที่เดินวันละ 30 นาที ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตเร็วกว่าเวลาอันควร เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว การใช้โอกาสที่เคลื่อนไหวตัวเองให้มากขึ้นได้มีหลายวิธี เช่น เดินขึ้นบันไดแทนใช้ลิฟท์ เดินไปซื้อของแทนการใช้รถ เดินช็อปปิ้งลดการใช้รีโมทคอนโทรล เป็นต้น

ดูแลสุขภาพฟัน มีคำแนะนำว่า การทำความสะอาดฟันด้วยไหมขัดฟันทุกวัน ร่วมกับการออกกำลังกายและงดบุหรี่จะทำให้อายุยืนขึ้น 6.4 ปี เพราะช่องปากเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ฟันที่เราใช้เคี้ยวต้องมีเลือดมาเลี้ยง และเลือดนั้นก็จะมาจากหัวใจ นักวิจัยเชื่อว่า แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิ่งสกปรกสะสมที่ฟันจะเข้าไปในกระแสเลือด และมีส่วนร่วมในการทำให้เกิดการบวมอักเสบ ทำให้หลอดเลือดอุดตันก่อให้เกิดโรคหัวใจได้ ยังพบว่า แบคทีเรียในช่องปากมีความสัมพันธ์กับการเกิดหลอดเลือดตีบ เบาหวานในเด็กคลอดก่อนกำหนด และเด็กที่เกิดมามีน้ำหนักตัวน้อย ดังนั้นการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันประจำจะช่วยขจัดจุดและรอยด่างบนฟัน ทำให้เคี้ยวอาหารได้ดี พูดชัดเจนและยิ้มอย่างมั่นใจ

มีงานอดิเรก โดยเลือกงานอดิเรกที่ชอบถ้าเป็นงานที่มีการเคลื่อนไหวมากจะช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และยังช่วยให้ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้เร็วกว่าคนที่ไม่มีงานอดิเรก

ให้ดูแลผิวพรรณ เพราะผิวหนังของคนเราเสื่อมลงตามวัยและตามการรับแสงแดด วิธีที่ดีที่สุดก็คือ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ซึ่งอาจจะทำได้ยากในบางคนจึงควรสวมหมวกมีปีกและใส่เสื้อแขนยาว เลี่ยงการอาบแดด เลี่ยงการรับแสงแดดในช่วง 10.00- 15.00 น. และใช้ครีมกันแดดที่มีสาร SPF 15 ขึ้นไป

บริโภคผักและผลไม้วันละประมาณ 1/2 กิโล องค์การอนามัยโลกแนะอาหารที่จะช่วยป้องกันโรคจะต้องมีผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัมขึ้นไป อาหารจากพืชจะให้ประโยชน์มากมาย วิธีที่จะบริโภคผักผลไม้มากขึ้นคือ รับประทานเป็นอาหารว่าง ซึ่งจะให้พลังงานต่ำ และมีสารอาหารสูงกว่าขนมหวานหรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ เช่น แครอท โยเกิร์ต ผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย ถั่วเปลือกแข็ง (เล็กน้อย) เวลาการบริโภคอาหารว่าง คือช่วงเวลาที่รู้สึกหิวระหว่างมื้อ แต่ควรแยกความหิวและความอยากโดยเฉพาะในคนที่ลดน้ำหนัก ผู้บริหารที่จะต้องประชุมบ่อยๆควรเลือกอาหารว่างเป็นผลไม้หรือสลัด หรือเครื่องดื่มแคลอรีต่ำๆแทนขนมหวาน ดื่มน้ำผลไม้ น้ำดื่มสมุนไพร แทนการดื่ม ชา กาแฟจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นและยังได้แคลอรีต่ำช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัวอีกด้วย

เลือกเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ ได้แก่น้ำเครื่องดื่มสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล น้ำผลไม้ และผลิตภัณฑ์นม ร่างกายต้องการน้ำในชีวิตประจำวันในปริมาณแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และกิจกรรม

นอกจากนี้ ในช่วงเวลานี้ ขอให้ทุกท่านสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างตรวจคัดกรองอุณหภูมิ และสแกนไทยชนะเป็นประจำ เพื่อการหลีกเลี่ยงการมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนให้มีสุขนิสัยที่ดีตามที่แนะนำมาก็จะช่วยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน…แต่ไม่อ่อนแอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/556314

Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน...แต่ไม่อ่อนแอ

Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน…แต่ไม่อ่อนแอ

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พ่อแม่หลายคนรู้ดีว่าการจะเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดี เป็นเด็กเก่ง ฉลาดรอบรู้และสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่ที่ดูเหมือนจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน…ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก พ่อแม่ผู้ปกครองจึงมักดูแลเอาใจใส่และเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และทักษะด้านต่างๆ ตลอดจนโภชนาการที่ดีควบคู่กันไป เพื่อให้ลูกรักได้เติบโตอย่างมีศักยภาพ ควบคู่กับจิตใจที่อ่อนโยน ดีงาม และแข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข วันนี้มีคำแนะนำจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยแนวทางการเลี้ยงลูกให้เป็นคนอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอมาฝากกัน ดังนี้

ให้เวลากับลูก แม้เวลาส่วนใหญ่ของคุณจะหมดไปกับการทำงาน การแบ่งเวลาคุณภาพสำหรับลูก ในการพูดคุย รับฟัง ชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำความดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติ และแสดงความรักกันเป็นประจำสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความรักความผูกพัน ความมั่นคงทางอารมณ์และการรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของลูก เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าคุณรักและห่วงใยลูกเสมอ พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างทุกเมื่อ

คำพูดและน้ำเสียงที่อ่อนโยน การพูดจากับลูกมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากพ่อแม่พูดจา กับลูกด้วยความโมโห ขึ้นเสียง ตวาดใส่ ด้วยอารมณ์รุนแรงบ่อยๆ ลูกก็จะซึมซับอารมณ์ที่ว่านี้ไป เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นเด็กที่มีอารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดง่าย ก้าวร้าว ไม่อ่อนน้อมกับคนอื่น ฉะนั้นพ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คำพูดที่ให้กำลังใจ ชื่นชม จะช่วยให้ลูกมีพลังบวก คิดดี พูดดีและทำแต่สิ่งดีๆ

พูดขอบคุณและขอโทษเสมอ สอนให้ลูกรู้จักกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” เมื่อมีผู้อื่นให้ความช่วยเหลือหรือให้สิ่งของ และ “ขอโทษ” เมื่อตนเองกระทำผิด รวมทั้งการกล่าว “ชื่นชม” เมื่อผู้อื่นทำความดีหรือประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องฝึกกันเป็นประจำตั้งแต่ในบ้านและการดำเนินชีวิตประจำวันลูกก็จะซึมซับ จดจำพฤติกรรมเหล่านี้จนคุ้นชิน และนำไปปรับใช้กับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นการแสดงมารยาทการเข้าสังคมอย่างอ่อนน้อม

โลกสวยด้วยน้ำใจ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการฝึกให้ลูกรับผิดชอบกิจวัตรประจำวันของตนเองก่อน และการทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว โดยการฝึกให้ลูกช่วยเหลืองานบ้าน จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกสามารถทำได้ เช่น ช่วยเก็บของเล่นทุกครั้งเมื่อเล่นเสร็จ ช่วยเก็บจาน ช่วยกันทำกับข้าว ปลูกต้นไม้ เก็บสิ่งของเหลือใช้ไปบริจาค การมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในครอบครัว ด้วยความรักและความเอื้ออาทร จะช่วยหล่อหลอมให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีน้ำใจ มีจิตใจที่เมตตา เอาใจใส่และชอบช่วยเหลือดูแลคนอื่นต่อไป

สอนให้ลูกเข้าใจตัวเองและเคารพผู้อื่น การปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสเล่นกับเพื่อนอย่างอิสระหรือการเล่นกีฬา เป็นการฝึกการเข้าสังคมตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ลูกรู้เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นในสถานการณ์ต่างๆ ฝึกการอดทนรอคอย การช่วยเหลือซึ่งกัน รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักการให้อภัย ลูกก็จะมีภูมิต้านทาน รู้สึกเข้มแข็ง มีความมั่นใจในตนเองในการตัดสินใจ พร้อมรับมือและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ไม่ย่อท้อหรือพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค

การมีสัมมาคารวะ กับผู้ที่มีอายุมากกว่า โดยการยกมื้อไหว้ พร้อมกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” ทักทาย หรือกล่าว “ขอบคุณครับ/ค่ะ” เมื่อผู้ใหญ่ให้สิ่งของหรือความช่วยเหลือ หรือกล่าว “ขอโทษครับ/ค่ะ” เมื่อมีคำพูดหรือกระทำการล่วงเกินท่าน การโค้งตัวลงเมื่อต้องเดินผ่านผู้ใหญ่ การให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้ท่านในสิ่งที่ลูกช่วยได้ เช่น ลุกให้นั่ง ช่วยถือสิ่งของช่วยยกอาหารไปเสิร์ฟ เป็นการแสดงความเคารพ และการมีน้ำใจให้เกียรติผู้ที่มีอายุมากกว่า โดยเริ่มแสดงออกจากคนในครอบครัวและคนรอบข้าง เช่น สอนให้ลูกการยกมื้อไหว้ พร้อมกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” คุณพ่อคุณแม่ก่อนไปและกลับจากโรงเรียนเป็นประจำทุกวัน สอนลูกกล่าว “ขอโทษครับ/ค่ะ”เมื่อเดินชนเพื่อน เป็นต้น

ให้ลูกใช้สื่ออย่างเหมาะสม การให้ลูกเล่นมือถือ ดูโทรทัศน์ เล่นเกม คุณต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับลูก โดยการสื่อสารพูดคุย คอยอธิบายเนื้อหาในสื่อนั้นอย่างใกล้ชิด เพื่อสอนและป้องกันการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันคุณควรเลือกสรรสิ่งที่ลูกจะดูหรือเล่น ว่าสิ่งไหนเหมาะและไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น การดูยูทูบและเกมบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการเรียนรู้ตามวัยของเด็ก เนื่องจากมีถ้อยคำและภาพพฤติกรรมที่รุนแรง น่ากลัว เป็นต้น พร้อมกำหนดเวลาที่ลูกจะดูหน้าจออย่างชัดเจน หากหมดเวลาแล้วลูกก็ต้องเลิกดู เลิกเล่นตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อลูกจะได้มีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่นบ้าง

การเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นการสอนที่สำคัญที่สุด เพราะเด็กจะจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีในช่วงที่อายุยังน้อย พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างในการทำดี พูดดี คิดดี มีจิตใจดี มีเมตตาอ่อนโยน มีมารยาทการเข้าสังคมให้ลูกเห็นเป็นประจำสม่ำเสมอก่อน จนลูกจดจำและปฏิบัติตาม เช่น หมั่นพาลูกไปเยี่ยมเยียนดูแลปู่ย่าตายายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกได้ซึมซับเรื่องของการแสดงความรัก ความกตัญญู ความมีน้ำใจ การช่วยเหลือดูแลและการเอาใจใส่ต่อผู้อื่น ถือเป็นการฝึกให้ลูกเป็นคนมีจิตใจที่เมตตา เอาใจใส่และชอบช่วยเหลือดูแลคนอื่นไปเองโดยไม่รู้ตัวแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็จะเป็นนิสัยติดตัวลูกไปจนโต

เพียงแค่คุณเข้าใจพัฒนาการตามวัยและเปิดโอกาสให้เด็กได้รับผิดชอบดูแลตัวเอง กล้าคิด กล้าทำผ่านการเรียนรู้กับทุกๆ สถานการณ์รอบตัว ลูกรักวัยซนก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เป็นเด็กดี เป็นที่รักและเอ็นดูของคนรอบข้างในสังคมที่กว้างขึ้น

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบนี้ ทั้งธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ล้วนประสบความยากลำบากทั้งสิ้น รวมทั้งองค์กรสาธารณกุศลด้วย มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ได้ช่วยเหลือผู้พิการให้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวมากว่า 30 ปีโดยเป็นสถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูคนพิการ ช่วยการฝึกอาชีพ การจัดหางานรวมทั้งการส่งเสริมอาชีพ และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยให้ช่วยคนพิการทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วงโควิด-19 นี้ มูลนิธิประสบปัญหาเรื่องของการบริจาคลดลงอย่างมากไม่เพียงพอช่วยเหลือผู้พิการในอุปถัมภ์ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 342-3-04066-0 สาขาบางละมุง ใบเสร็จหักภาษีได้ รายละเอียด http://www.mahatai.org/โทรศัพท์ : 02-5724042

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ไม่อยากอ้วน น้ำหนักขึ้น ทำอย่างไรดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554761

Life & Health : ไม่อยากอ้วน น้ำหนักขึ้น ทำอย่างไรดี

Life & Health : ไม่อยากอ้วน น้ำหนักขึ้น ทำอย่างไรดี

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ คนส่วนใหญ่ต้องอยู่บ้าน ดูแลลูกๆ ที่โรงเรียนให้เรียนที่บ้าน หรือต้องทำงานที่บ้านแทนไปที่ทำงาน เป็นเวลานาน จนหลายคนบ่นเรื่องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเรียกว่าได้โรคอ้วนมาแทน ปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ทำให้เมื่อติดเชื้อไวรัสโควิดแล้วจะเกิดอาการรุนแรงและการรักษาได้ผลไม่ดีและอาจจะเกิดอันตรายจากการติดเชื้อไวรัสโควิดจนถึงเสียชีวิตได้ก็คือ ความอ้วน

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ(สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า การคำนวณค่าน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ที่นิยมใช้วัดค่าความอ้วน มีสูตร คือ สำหรับคุณผู้หญิง = ความสูง (เซนติเมตร) -110, สำหรับผู้ชาย = ความสูง (เซนติเมตร)-100 เมื่อได้ผลการคำนวณออกมาแล้วให้คุณลองเทียบน้ำหนักตัวปกติของคุณดูว่าเกิน 20% ของค่าที่คำนวณได้หรือไม่ เช่น ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่มีความสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนักที่ควรจะเป็นของคุณควรอยู่ที่ 50 (160-110) ฉะนั้น น้ำหนักที่มาตรฐานของคุณก็จะอยู่ระหว่าง 50-60 กิโลกรัม แต่ถ้าเกินกว่านี้นั่นก็แสดงว่าคุณมีน้ำหนักเกินมาตรฐานแล้ว

สามารถจำแนกลักษณะของความอ้วน เป็น 2 ลักษณะ คือ อ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล และอ้วนแบบลูกแพร์

l อ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล หรืออ้วนลงพุง (Visceral Obesity)โดยลองวัดเส้นรอบเอว และสะโพกดู ถ้าคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่าเส้นรอบสะโพก แสดงว่าคุณอ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล ซึ่งคนอ้วนที่อ้วนแบบนี้มักจะมีไขมันสะสมตามหน้าท้อง หรือกระจายอยู่แถวๆ กลางลำตัว ซึ่งการมีไขมันกระจุกอยู่กลางลำตัวนี้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพค่อนข้างสูงเพราะเป็นที่มาของโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

l อ้วนแบบลูกแพร์ หรืออ้วนทั้งตัว (Overall Obesity) คนอ้วนในกลุ่มนี้มักจะมีไขมันทั้งตัวมากกว่าปกติ และไขมันที่สะสมอยู่นั้นจะกระจายตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยรอบ โดยเฉพาะบริเวณสะโพก และน่อง ซึ่งยาก
ต่อการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้หญิงเนื่องจากบริเวณสะโพก และน่องเป็นตำแหน่งที่ร่างกายใช้เตรียมน้ำนมจึงมีการสะสมไขมันอยู่เสมอ

ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล หรือลูกแพร์ ถ้าคุณมีความตั้งใจจริงที่จะควบคุมหรือลดน้ำหนัก โอกาสที่รูปร่างที่สวยสมจะกลับมาเป็นของคุณอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป เมื่อคุณมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่เพียงทรวดทรงองเอวที่หายไป หรือความรู้สึกอึดอัด และสิ่งที่ตามมาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่มากขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขบนตาชั่งเท่านั้น แต่ความอ้วนยังนำพาโรคร้ายมากมายมาฝากคุณด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูงโรคกระดูกและข้อเสื่อม โรคมะเร็งโรคเกี่ยวกับตับและถุงน้ำดี โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นต้น ซึ่งโรคร้ายเหล่านี้คุณหลีกเลี่ยงได้ถ้าเพียงแต่หันมาใส่ใจกับการควบคุมน้ำหนักตัวสักนิด สนใจออกกำลังกายกันอีกหน่อย คุณก็ไม่ต้องทรมานแบกทั้งน้ำหนัก และเจอโรคร้ายเหล่านี้

กินแบบไหนไม่มีอ้วน สำหรับคุณสาวๆ ที่อยากจะควบคุมน้ำหนักให้คงที่ หรือลดน้ำหนักลงให้มีรูปร่างและสุขภาพที่ดี การเตรียมตัวและเตรียมใจก่อนนับเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการเตรียมตัวเตรียมใจในเรื่องของอาหารการกิน ที่ต้องปฏิวัติการกินแบบตามใจปากให้ได้แผนที่จะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จก็คือ

l กำหนดแผนการลดความอ้วนโดยสัปดาห์หนึ่ง ควรลดปริมาณพลังงานให้ได้ 3,500-7,000 แคลอรีต่อสัปดาห์ หรือวันละประมาณ 500 แคลอรี เพราะการลดน้ำหนักที่ถูกต้องไม่ควรหักโหมมาก เพราะอาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้

l สร้างทัศนคติที่ว่า “เรากินอย่างไร ร่างกายเป็นอย่างนั้น” ให้เกิดกับตัวเอง

l คุณควรหัดดื่มน้ำก่อนกินข้าวเพื่อถ่วงกระเพาะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้ หรือกินเม็ดแมงลักควบคู่ไปด้วยก่อนกินข้าวสักครึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้รู้สึกอิ่มและทำให้กินข้าวได้น้อยลง

l เลี่ยงอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมันทรานส์ และอาหารแปรรูป

l เตรียมภาชนะขนาดเล็กไว้เพื่อกินอาหาร เพื่อที่คุณจะได้ตักข้าวได้น้อยลง

l เพิ่มอาหารเผ็ดในมื้ออาหารเพราะรสชาติที่เผ็ดร้อนของพริกจะช่วยให้ร่างกายคุณเพิ่มการใช้พลังงานในการเผาผลาญ และยังทำให้คุณดื่มน้ำมากเป็นการลดแคลอรีทางหนึ่ง

l สั่งอาหารกับแกล้มแทนอาหารจานใหญ่ หากคุณต้องออกไปกินข้าวนอกบ้าน พยายามสั่งอาหารที่เป็นประเภทกับแกล้มมากิน ไม่ใช่อาหารจานใหญ่ เพราะมีแคลอรีน้อยกว่า แต่ต้องไม่ใช่อาหารประเภททอดเด็ดขาด

l หยุดทันทีที่อิ่ม เมื่อกินข้าวไปได้ครึ่งจานแล้วรู้สึกอิ่มให้หยุดกินทันที เพราะการกินอาหารด้วยความเสียดายทำให้น้ำหนักคุณเพิ่ม

l ลดปริมาณข้าวลงครึ่งหนึ่งของที่เคยตัก และพยายามนั่งกินให้ไกลจากหม้อข้าว และหม้อแกง เพื่อที่คุณจะได้ลำบากในการเดินไปตักใหม่หลายๆ รอบ

l เปลี่ยนนิสัยในการตักอาหารเข้าปาก ตักให้ช้าลง รวมถึงเคี้ยวให้ช้าลง และนานขึ้นด้วย เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

l กินซีเรียลชิ้นใหญ่ๆ เพราะมันจะทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น และหนักท้องกว่าซีเรียลชิ้นเล็กๆ

l นั่งกินเป็นที่ การนั่งกินที่โต๊ะอาหารนั้นดีที่สุด เพราะการเดินกินไม่เป็นที่ จะทำให้คุณกินมากแบบไม่รู้ตัว

อันที่จริงการเตรียมตัวเพื่อลดน้ำหนักนั้นไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร เพียงแต่คุณมีความตั้งใจจริงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการมีหุ่นดีก็จะสำเร็จลงได้ ทั้งนี้ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่นๆ ด้วยการพักผ่อนอย่างพอเพียง การออกกำลังกายที่เหมาะสมสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหรือปล่อยวางจากความเครียด ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส หัดมองโลกในแง่ดี เป็นต้น อย่าลืมว่าต้องปฏิบัติให้ได้ตามขั้นตอนที่คุณเตรียมไว้ด้วย เพราะไม่งั้นสิ่งที่ทำไปทั้งหมดก็สูญเปล่าและคุณก็ยังคงอ้วนเช่นเดิม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ออกกำลังกาย ฟิตร่างกายเตรียมสุขภาพต้านโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/553128

Life & Health : ออกกำลังกาย ฟิตร่างกายเตรียมสุขภาพต้านโควิด

Life & Health : ออกกำลังกาย ฟิตร่างกายเตรียมสุขภาพต้านโควิด

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยามนี้การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งกับทุกคน การดูแลเรื่องโภชนาการ การพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดและสิ่งเสพติดเป็นการสร้างสุขภาพดีเพื่อสู้โรคภัยต่างๆ ได้ นอกจากนี้ การออกกำลังกายก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการสร้างสุขภาพที่ดี ปีใหม่นี้หลายคนอาจตั้งใจออกกำลังกายเพื่อสร้างสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น สร้างกล้ามเนื้อให้ดูฟิตแอนด์เฟิร์ม หรือลดน้ำหนักตัวให้รูปร่างดี

ข้อมูลจาก ดร.คุณัตว์ พิธพรชัยกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา มาแนะนำให้รู้จักกับการออกกำลังกายแบบ “คาร์ดิโอ” และ “เวทเทรนนิ่ง”กันว่าต่างกันอย่างไร รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างถูกต้องได้อย่างไร

เรามักพูดสั้นๆ ว่า คาร์ดิโอ(Cardio) ซึ่งย่อมาจาก Cardiovascular Endurance Exercise เป็นการฝึกความอดทนในการออกกำลังกายหรือแอโรบิกที่เน้นให้มีอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจเพิ่มมากขึ้นจะมีการส่งออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจและปอดให้แข็งแรง ปรับระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติได้ ที่สำคัญยังช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง เพิ่มการเผาผลาญในร่างกายให้สูงขึ้น ช่วยลดไขมันในร่างกาย รวมถึงช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียด เสริมภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น ชะลอความเสื่อมของส่วนต่างๆ ในร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งลดน้ำหนักตัว ได้ความฟิตทั้งร่างกาย หัวใจและสมองไปพร้อมๆ กัน

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ คาร์ดิโอแบบแรงกระแทกต่ำ เหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ควรออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยาน
ว่ายน้ำ เดิน สำหรับ คาร์ดิโอแบบแรงกระแทกสูง เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องของกระดูก หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไปควรวิ่งเหยาะๆ วิ่งไกล เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิกหรือกระโดดเชือกไม่ว่าจะเลือกวิธีการออกกำลังกายแบบไหน ขอให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที ในความหนักระดับต่ำหรือเบาก่อน และความยากที่เหมาะสมกับตัวเอง

เวทเทรนนิ่ง (Weight Training) หรือการยกน้ำหนัก เป็นการฝึกกล้ามเนื้อที่ใช้น้ำหนักหรือแรงต้านจากอุปกรณ์ต่างๆ หรือน้ำหนักของตัวเอง เมื่อฝึกเป็นประจำจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น สามารถต้านทานกับแรงหรือน้ำหนักต่างๆได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ค่าการเผาผลาญพลังงานในระหว่างวัน (RMR) สูงขึ้น เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน รวมถึงมีรูปร่างกระชับสมส่วน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการบริหารร่างกายให้ฟิตและเฟิร์ม มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง อย่างมีสุขภาพดี และหนุ่มๆ ที่ต้องการซิคแพ็คสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ และลดไขมันส่วนต่างๆ ได้อย่างเห็นผล

 ในช่วงแรกอาจจะเริ่มจากแค่การใช้น้ำหนักตัวก่อนได้ เช่น การวิดพื้น สควอท หรือการโหนบาร์ เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น แล้วจึงค่อยเพิ่มแรงต้านให้กับกล้ามเนื้อ ด้วยการใช้อุปกรณ์เวทเทรนนิ่ง เช่น ดัมเบล บาร์เบล ตุ้มน้ำหนัก และเครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การเล่นเวทเทรนนิ่งให้ได้ผลจะมีเทคนิคและหลักการต่างๆ ตั้งแต่การเลือกน้ำหนักให้เหมาะสม จำนวนเซทที่เล่น การจัดตารางการเล่น และความถูกต้องของท่าในการฝึก ในแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที และเล่นแค่ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับมือใหม่ควรเริ่มจากการใช้น้ำหนักเบาๆ ก่อน เมื่อแข็งแรงขึ้นแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักในการฝึกให้มากขึ้นมิฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือกระดูกหักได้

ออกกำลังกายกับการดูแลสุขภาพ

การออกกำลังกายให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คือ การเล่นคาร์ดิโอควบคู่ไปกับการเล่นเวทเทรนนิ่ง เพื่อเสริมสร้างทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระชับสัดส่วนของร่างกาย แต่การที่จะเลือกประเภทหรือชนิดของการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความชอบ รวมถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพของแต่ละคน ขณะเดียวกันการออกกำลังกายเป็นประจำ โดยไม่มีการพักฟื้นก็อาจทำให้ร่างกายทรุดโทรม และเกิดภาวะอักเสบได้ การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า จึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายได้ เราจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างหลากหลายดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพราะในร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึงร้อยละ 70 รวมถึงช่วยป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ

ที่สำคัญไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายประเภทไหนและช่วงเวลาใดจะต้องอบอุ่นร่างกาย (Warm Up)ก่อนออกกำลังกาย เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย ให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ลดการบาดเจ็บเมื่อออกกำลังกายเสร็จ เราก็ควรผ่อนคลายร่างกาย (Cool Down) โดยเน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ปรับการทำงานของร่างกายให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ใช้เวลาอย่างน้อย 5-15 นาที

รู้อย่างนี้แล้วก็อย่ารอช้า หมั่นออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง หุ่นดี มีกล้าม ฟิตแอนด์เฟิร์ม ตั้งแต่ต้นปี ถ้าพร้อมกันแล้ว เริ่มออกกำลังกายเพื่อเตรียมสุขภาพที่ดีต้านโควิดกันดีกว่า

เพิ่งจะผ่านเทศกาลตรุษจีนไปไม่นาน หากใครอยากจะทำบุญช่วยเหลือผู้พิการให้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ องค์กรสาธารณกุศลประเภทสถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูคนพิการ รวมทั้งช่วยการฝึกอาชีพ การจัดหางาน การส่งเสริมอาชีพ และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยให้ช่วยคนพิการทั่วประเทศมากว่า 30 ปีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในช่วงสถานการณ์วิฤกติโควิด-19 นี้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ประสบปัญหาเรื่องของการบริจาคลดลงอย่างมากส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนผู้พิการให้มีอาชีพ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันบริจาคสิ่งของจำเป็นหรือเงินได้ที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 342-3-04066-0สาขาบางละมุง ใบเสร็จนำหักภาษีได้โทรศัพท์ 02-5724042

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เด็กบกพร่องทางการมองเห็น กับการดำเนินชีวิตอิสระ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/551512

Life & Health : เด็กบกพร่องทางการมองเห็น กับการดำเนินชีวิตอิสระ

Life & Health : เด็กบกพร่องทางการมองเห็น กับการดำเนินชีวิตอิสระ

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในสังคมประกอบไปด้วยบุคคลหลากหลายประเภท พ่อแม่ ผู้ปกครองหรือผู้ใกล้ชิดที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นหรือการเรียนรู้ ต้องเรียนรู้ปัญหาและวิธีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเด็ก ตลอดจนจัดสภาพแวดล้อมทางการศึกษาเรียนรู้ให้เด็กดังกล่าว ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้จริงและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เหล่านี้มักจะถูกละเลยหรือทอดทิ้ง

ข้อมูลจาก ศ.ศรียา นิยมธรรม ประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็น หรือพอมองเห็นแสง หรือพอมองเห็นเลือนรางจากตาทั้งสองข้างกล่าวได้ว่ามองเห็นประมาณหนึ่งใน 10 ของคนปกติ หลังจากที่ได้รับการแก้ไขทางการแพทย์ มีลานสายตาไม่เกิน 30 องศา เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นมีสองประเภทคือ เด็กตาบอด และเด็กสายตาเลือนราง ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

ในช่วงต้นของชีวิตเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นจะมีปัญหาในการพัฒนาด้านสติปัญญา เนื่องจากขาดข้อมูลกระตุ้นให้เขาสำรวจโลกรอบตัว แล้วยังขาดการเสริมแรงจากสิ่งแวดล้อมที่เด็กจะได้รับเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ขาดทักษะการเรียนแบบ เด็กจะมีปัญหาในเรื่องพัฒนาการของความคิดรวบยอด การสนทนา การจัดหมวดโมงและมารยาททางสังคมจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม การเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติมีความจำเป็นสำหรับเด็กทุกคน เพื่อให้เด็กมีความคิดรวบยอดเบื้องต้นที่สามารถนำไปประยุกต์ในการเรียนรู้สิ่งที่คล้ายถึงกัน แตกต่างกันได้ การเรียนรู้ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นเหมือนกับเด็กประถมวัยที่ต้องเรียนรู้ความคิดรวบยอดเบื้องต้น เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดจะใช้ประสาทสัมผัสทางการฟังและการสัมผัสเป็นประสาทนำในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เนื่องจากประสาทสัมผัสด้านการเห็นไม่อาจทำหน้าที่เป็นประสาทนำได้

การดำเนินชีวิตอิสระของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นอาศัยพื้นฐานการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเป็นสำคัญ นอกจากนี้จะมีเทคโนโลยีต่างๆที่นำมาประยุกต์ดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เองโดยพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุด

เทคโนโลยีและอุปกรณ์เพื่อช่วยการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ของผู้มีความบกพร่องทางการเห็นได้แก่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินทาง เช่น ไม้เท้าขาวแถบผ้าสะท้อนแสงที่ทำเป็นสายคาดตัวหรือเข็มขัด เพื่อให้ผู้อื่นสังเกตเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์หรือเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องใช้ในครัวที่อำนวยความสะดวกในการประกอบอาหาร ได้แก่ เครื่องช่วยวัดระดับน้ำที่แยกไข่ขาวและไข่แดง เครื่องชั่งน้ำหนักพูดได้ เครื่องชั่งส่วนผสมอาหารที่มีอักษรเบรลล์กำกับ ที่วัดแสงซึ่งจะส่งเสียงเตือนเมื่อภายในบ้านไม่ได้ปิดไฟ เป็นต้น

สำหรับเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ของเด็กตาบอดเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ทักษะประสาทสัมผัสที่ทดแทนกันเซ็นคือการสัมผัสและการได้ยิน เด็กตาบอดจึงต้องเรียนรู้ภาษาด้วยอักษรเบรลล์และใช้การฟังเพื่อการรับรู้ เป็นหลัก อักษรเบรลล์ ไม่ใช่เทคโนโลยีแต่เป็นเครื่องมือทางภาษาสำหรับเด็กตาบอดคือใช้ในการเรียนรู้ข่าวด้านวิชาการ ตัวอักษรเบรลล์ เป็นจุดนูนให้เด็กได้สัมผัสเด็กจะเรียนรู้ว่าลำดับกลุ่มที่เท่าไรเป็นสัญลักษณ์แทนอักษรตัวใด อักษรเบรลล์ มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ เด็กจะต้องเรียนรู้วิธีการเขียนอักษรเบรลล์โดยมีแผ่นรองและดินสอปลายเหล็ก (stylus) เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับการผลิตอักษรเบรลล์ โดยใช้เครื่องพิมพ์ดิเบรลล์

สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นในกลุ่มสายตาเลือนรางนั้นจะมีอุปกรณ์ที่ใช้ขยายตัวอักษร เช่น แว่นตา อุปกรณ์ขยายตัวอักษรชนิดพิเศษทีวีวงจรปิดที่ขยายตัวอักษรสิ่งพิมพ์ให้ใหญ่ขึ้นหรือให้เด่นขึ้น

การดำรงชีวิตอิสระของผู้มีความบกพร่องทางการเห็นนั้น นอกจากต้องอาศัยการเรียนรู้ฝึกฝนเพื่อพัฒนาทักษะต่างๆ ของตนแล้ว สิ่งแวดล้อมชุมชนก็สามารถช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มนี้ได้ เช่น การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง โดยมีปุ่มนูนที่เสา ถนน ให้เป็นที่สังเกตเมื่อเขาเดินทางโดยใช้ไม้เท้าขาว การอำนวยความสะดวกในการใช้ลิฟต์ด้วยกันบอกว่าประตูกำลังจะปิดหรือประตูกำลังจะปิดและลิฟต์ขึ้นหรือลงอยู่ที่ชั้นใดแล้ว เป็นต้น

สังคมที่เอื้ออาทรต่อกันจะทำให้ผู้มีความบกพร่องทางการเห็นสามารถดำรงชีวิตอิสระได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่าและสังคมก็จะเรียนรู้ว่าคนกลุ่มนี้ก็เป็นคนที่มีคุณภาพเหมือนคนทั่วไป หากได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมโดยเฉพาะในช่วงต้นของชีวิต สำหรับผู้ที่สูญเสียการเห็นในช่วงที่โตขึ้นแล้ว ก็สามารถปรับตัวเรียนรู้ได้หากได้รับการสนับสนุนเป็นกำลังใจ และให้โอกาสในสังคมอย่างเหมาะสมไม่เป็นภาระในสังคม

ปัจจุบันมี โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่ พัทยา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีนักเรียนผู้มีความบกพร่องทางการเห็นอยู่ในความดูแลทั้งหมดจำนวน 102 คนโดยนักเรียนทั้งหมดเป็นนักเรียนอยู่ประจำในหอพักของโรงเรียน และมีการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กตาบอดและเด็กตาบอดพิการซ้อนด้วยกระบวนการต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมทางด้านความมั่นคงทางอารมณ์ สังคม สติปัญญา ทักษะการดำรงชีวิตอิสระสำหรับคนตาบอด เช่น การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล การปฏิบัติกิจวัตรในชีวิตประจำวัน การเคลื่อนไหวและการเดินทาง การอ่าน การเขียนอักษรเบรลล์ นันทนาการ ตลอดจนการส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในสังคมเพื่อสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นสมาชิกของสังคม นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริม การสร้างความเป็นเลิศด้านการกีฬา ดนตรี งานนวดและงานฝีมือ เพื่อเป็นการสร้างความก้าวหน้าในอนาคต โดยนักเรียนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากนี้โรงเรียนยังได้ขยายโอกาสทางการศึกษาโดยการจัดการศึกษานอกระบบ และมีโครงการเรียนรวมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ข้อมูลจาก อ.ชิด สุขหนู ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนคนตาบอดฯ เผยว่าที่ผ่านมาโรงเรียนฯได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ 20% อีก 80% เป็นการรับบริจาคภาคเอกชนทั้งหมดซึ่งรายจ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 8 แสน ถึง 1 ล้านบาท พอมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนอย่างมากโดยเฉพาะยอดบริจาคที่ลดน้อยลงอย่างมาก ทางโรงเรียนก็พยายามจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อหารายได้เป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ อาทิ ขายอาหารแห้งของดีภาคตะวันออก เปิดจำหน่ายงานฝีมือของนักเรียน จัดคอนเสิร์ตออนไลน์ทุกสัปดาห์ เป็นต้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคช่วยเด็กนักเรียนตาบอดให้ได้รับการศึกษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และฝึกอาชีพ บริจาคได้ที่ SCB เลขที่669-2-10787-4 สาขาพัทยาสาย 2ชื่อ บ/ช ทุนบรมราชกุมารีเพื่อคนตาบอด(2536) โทรศัพท์ 038-225479 และ081-359-0788 หรือ auapattayablind@gmail.com ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://www.prsb.ac.th

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มั่นใจได้..เมื่อไปบริจาคโลหิตแล้วปลอดภัยช่วงโควิด-19นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/549868

Life & Health : มั่นใจได้..เมื่อไปบริจาคโลหิตแล้วปลอดภัยช่วงโควิด-19นี้

Life & Health : มั่นใจได้..เมื่อไปบริจาคโลหิตแล้วปลอดภัยช่วงโควิด-19นี้

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19ที่เกิดขึ้น มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กระทบทุกภาคส่วน การจ้างงาน การท่องเที่ยวและการบิน การส่งออก การศึกษา และด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นปัญหาโดยตรงของการระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ รวมทั้งการปรับตัวของผู้คน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถใกล้ชิดกันรวมกลุ่มกันจำนวนมาก เพราะเป็นห่วงเรื่องการแพร่กระจาย การบริจาคโลหิตก็เช่นเดียวกัน สร้างความวิตกกังวลต่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาพรวมการบริจาคโลหิตทั่วประเทศ มีผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจาก ปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วย ผู้อำนวยการ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยเปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริจาคโลหิตลดลง 50% จากหน่วยบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ถูกยกเลิก โรงพยาบาลเบิกเลือดและไม่สามารถจ่ายให้กับโรงพยาบาลได้ ส่งผลให้โรงพยาบาลทั่วประเทศขาดแคลนเลือดและจำเป็นต้องเลื่อนการผ่าตัดเลื่อนการรักษา โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเลือดที่จำเป็นต้องได้รับเลือดเป็นประจำสม่ำเสมอ

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลทำหน้าที่จัดหาโลหิตบริจาค ให้มีปริมาณเพียงพอ ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุดให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยในหลายมิติ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการรับบริจาคโลหิตมีความปลอดภัย ตั้งแต่ต้นทาง คือ ผู้บริจาคจนปลายทาง คือ ผู้ป่วยรวมทั้งผู้รับบริการอื่นๆ ด้วย

มาตรการการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่

l ทำความสะอาดทุกจุดสัมผัสร่วมต่างๆ ภายในอาคาร ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และอบ OZONE ห้องรับบริจาคโลหิต

l จัดพื้นที่รองรับบริการแต่ละขั้นตอน โดยมีการเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร (Social Distancing)

l จัดวางแอลกอฮอล์เจล ทำความสะอาดมือทั่วอาคาร

l จัดตั้งฉากกั้นระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้บริจาคโลหิตทุกจุดของกระบวนการบริจาคโลหิต ตั้งแต่จุดกรอกแบบฟอร์มบริจาคโลหิต จุดตรวจวัด ความเข้มข้นโลหิต ห้องตรวจคัดกรองผู้บริจาคโลหิต และห้องบริจาคโลหิต

l จัดเตรียมเครื่องวัดอุณหภูมิคัดกรองบุคลากรและผู้บริจาคโลหิตก่อนเข้าพื้นที่อย่างเคร่งครัด

มาตรการการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร

l บุคลากรที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้กักกันตัว ปฏิบัติงานที่บ้าน

l จัดรถ รับ-ส่ง บุคลากรกรณีที่ไม่มีรถส่วนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ

l บุคลากรทุกคนต้องวัดไข้ก่อนเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานทุกครั้ง ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เป็นประจำ

l บุคลากรทุกคน ต้องไม่ไปในพื้นที่เสี่ยง หรือแหล่งที่มีผู้คนจำนวนมาก

l บุคลากรนำอาหารจากบ้านหรือซื้ออาหารเข้ามารับประทานไม่ไปนั่งรับประทานที่ร้านอาหารหรือที่สาธารณะ

มาตรการเพิ่มความปลอดภัยของโลหิตบริจาคสำหรับใช้รักษาผู้ป่วย

l นอกจากการเพิ่มมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคโลหิตแล้ว ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ยังกำหนดมาตรการในการคัดกรองประวัติสุขภาพผู้บริจาคโลหิตอย่างรัดกุม ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยถ้าผู้บริจาคโลหิตอาศัยอยู่ในพื้นที่หรือเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาด สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด หรือเป็นผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโรคโควิด-19 ต้องงดบริจาคโลหิตชั่วคราวอย่างน้อย 28 วันหรือ 4 สัปดาห์ สิ่งสำคัญที่ต้องขอความร่วมมือ คือ ผู้บริจาคจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพตนเองด้วยความเป็นจริง และหากภายใน 14 วัน หลังจากการบริจาคโลหิตถ้าพบหรือได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19ผู้บริจาคโลหิตควรต้องแจ้งให้หน่วยงานที่ได้ไปบริจาคโลหิตทราบทันที เพื่อจะได้กักกันหรือเรียกคืนส่วนประกอบโลหิตของผู้บริจาครายนั้นๆ กลับมาและไม่นำไปใช้รักษาผู้ป่วยต่อไป

มาตรการทั้งหมดครอบคลุมทั้งที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ หน่วยเคลื่อนที่ และหน่วยเคลื่อนที่ประจำทุกแห่ง ในภาวะขาดแคลนโลหิตนี้ ขอให้ประชาชนและผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน มั่นใจว่าเมื่อมาบริจาคโลหิต จะไม่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อ เราคำนึงถึงผู้บริจาคและผู้ป่วยเป็นอันดับแรก ร่วมบริจาคโลหิตฝ่าวิกฤติ COVID-19 ส่งต่อโลหิต
ที่ปลอดภัยให้กับผู้ป่วย

สำหรับผู้มีความประสงค์จะไปช่วยบริจาคเลือดนั้น เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อทั้งคุณภาพของเลือดและสุขภาพของผู้บริจาค โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถบริจาคเลือดได้มีดังนี้ ควรทราบคุณสมบัติของผู้บริจากเลือดดังนี้ ต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 70 ปี, น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัมขึ้นไป ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์,คืนก่อนบริจาคเลือดต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง, ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่าง ไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใดๆ, ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศหรือติดยาเสพติด, สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ก่อนไปบริจาคโลหิต ผู้บริจาคควรเตรียมตัว ดังนี้

l นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในเวลานอนปกติของตนเอง ในคืนก่อนวันที่จะมาบริจาคโลหิต

l สุขภาพสมบูรณ์ทุกประการไม่เป็นไข้หวัด หรืออยู่ระหว่างรับประทานยาปฏิชีวนะใดๆ เช่น ยาแก้อักเสบ ต้องหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

l รับประทานอาหารประจำมื้อก่อนมาบริจาคโลหิต ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูงภายใน 6 ชั่วโมง ได้แก่ ข้าวมันไก่ข้าวขาหมู เพราะจะทำให้พลาสมามีสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้

l การดื่มน้ำก่อนบริจาคโลหิต 30 นาที ประมาณ 3-4 แก้ว ซึ่งเท่ากับปริมาณโลหิตที่เสียไปในการบริจาคจะทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น และช่วยลดภาวะการเป็นลมจากการบริจาคโลหิตได้

l งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก่อนมาบริจาคโลหิตอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

l งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดฟอกโลหิตได้ดี

ในยามที่เป็นช่วงวิกฤตจากการระบาดของโรคเช่นนี้ คุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถจะช่วยเพื่อมนุษย์ด้วยกันได้เพียงการไปบริจาคเลือดที่มีคุณภาพ ซึ่งนับเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 02-2564300,02-2639600 ต่อ 1760, 1761 หรือ https://blooddonationthai.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ข้อแนะเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/548179

Life & Health : ข้อแนะเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา

Life & Health : ข้อแนะเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น หลายท่านมักมีโรคต่างๆ ตามมา และมีโอกาสใช้ยา วิตามิน สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้นตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่มักใช้ยามากกว่า 1 ชนิด และต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ยามีคุณอนันต์ในการรักษาโรค แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ภญ.ภูริดา เวียนทองและ ภญ.อลิสา แป้นมงคล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำให้ลองทำแบบทดสอบข้างล่างนี้เพื่อประเมินว่าท่านมีความเสี่ยงจะเกิดปัญหาจากการใช้ยามากน้อยเพียงใด

l กำลังใช้ยาตั้งแต่ 4-5 รายการขึ้นไปใช่หรือไม่

l รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน เกลือแร่อยู่หรือไม่

l รับประทานผลิตภัณฑ์สมุนไพรใดๆหรือไม่

l หาหมอตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป หรือเป็นลูกค้าร้านยาหลายร้านหรือไม่

l ใช้ยามากกว่า 1 มื้อต่อวันหรือไม่

l สายตาไม่ดี หรือหูได้ยินไม่ค่อยดีหรือไม่

ยิ่งท่านตอบว่าใช่หลายข้อ ยิ่งมีโอกาสเกิดปัญหาจากการใช้ยามากขึ้น ปัญหาจากการใช้ยาที่สำคัญ เช่น การลืมกินยา กินยาไม่ถูกขนาด กินยาไม่ถูกกับโรค ได้รับยาซ้ำซ้อนยาตีกันเอง (drug interaction) ยาตีกับโรคอื่น (drug-disease interaction) เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เป็นต้น

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา คือผลจากยาที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ที่สำคัญมี 2 ประเภท คือ ผลข้างเคียงจากยาและการแพ้ยา ผลข้างเคียงจากยา ยาแทบทุกตัวเมื่อใช้ในขนาดปกติ อาจจะมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้
ซึ่งผลข้างเคียงนี้สามารถทำนายได้จากการฅออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา แต่อาจเกิดมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น รับประทานยาลดน้ำมูกคลอเฟนิรามีนแล้วมีอาการง่วงนอนหรือรับประทานยาแก้ปวดลดอักเสบของกล้ามเนื้อบางตัวแล้วระคายเคืองกระเพาะอาหาร

ผลข้างเคียงจากยาสามารถลดความรุนแรงหรือแก้ไขได้ ถ้าผู้ใช้ยาเข้าใจและปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เช่น ยาที่ใช้แล้วง่วงไม่ควรขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ยาที่ระคายเคืองกระเพาะ ควรรับประทานหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ

การแพ้ยา เป็นการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านยาที่ได้รับเข้าไป ลักษณะอาการแพ้ยา เช่น หลังทานยาแล้วมีผื่นคัน เปลือกตาบวมริมฝีปากบวม หายใจขัด โดยทั่วไปจะไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าผู้ใดจะแพ้ยาตัวไหนแต่หากพบว่าทานยาแล้วมีอาการแพ้ยาควรหยุดยาและรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อรักษาอาการแพ้ที่เกิดขึ้น และไม่ควรทานยาที่แพ้อีก เพราะจะทำให้เกิดการแพซ้ำและอาการแพ้อาจรุนแรงขึ้นจนบางครั้ง เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ท่านควรสอบถามชื่อยาและควรจดจำชื่อยาที่แพ้ให้ได้ เภสัชกรอาจออกบัตรแพ้ยาแก่ท่านเพื่อเป็นหลักฐาน ในครั้งต่อๆ ไปที่เข้ารับการรักษา ควรแจ้งชื่อยาที่แพ้ทุกครั้ง แพทย์และเภสัชกรจะได้หลีกเลี่ยงการจ่ายยาที่แพ้ เพื่อไม่ให้ท่านเกิดการแพ้ยาซ้ำ

ข้อแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการใช้ยา

1.ทำความคุ้นเคยกับยาที่ตนเองต้องใช้ อ่านฉลากยา จำชื่อยาและวัตถุประสงค์การใช้ศึกษาผลข้างเคียงของยาจากเภสัชกรหรือแพทย์ หรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

2.ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกร ว่าท่านใช้ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอะไรอยู่บ้างมีโรคประจำตัวอะไร แพ้ยาอะไร เพื่อแพทย์และเภสัชกรจะได้จัดยาที่เหมาะสมแก่ท่านเพื่อป้องกันปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือการเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยา

3. หากมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยา ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเพื่อจะได้เลือกชนิดยาที่เหมาะสม เช่น ให้ยาน้ำแทนยาเม็ด หรือเลือกยาเม็ดที่มีขนาดเล็กแทน เป็นต้น

4.กรณีที่สายตาไม่ค่อยดี อ่านฉลากได้ไม่ชัดเจน อาจเตรียมแว่นขยายไว้เพื่ออ่านฉลากยาหรือเอกสารกำกับยา

5.ควรเขียนขนาดและวิธีรับประทานยาด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่พอต่อการอ่านติดบนฉลากยา หรืออาจจัดยาใส่กล่องยาแยกช่องตามมื้อรับประทาน เช่น มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น และก่อนนอน

6.เลี่ยงการหาหมอหลายคน สำหรับโรคเดียว เพราะอาจได้ยาซ้ำซ้อน

7.อย่าใช้ยาของผู้อื่น โดยไม่รู้จักยานั้นอย่างแน่ชัด

8.รับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ อย่างเคร่งครัด อย่าปรับลดหรือหยุดยาเองเพราะกลัวว่ากินยามากแล้วจะเป็นโรคตับหรือไต เพราะยาบางชนิดจำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการ หากหยุดยาเองอาจเกิดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนของโรคได้

9.ในรายที่มีอาการหลงลืม ควรใช้สิ่งช่วยจดจำ เช่น ปฏิทิน หรือกล่องใส่ยาชนิดที่รับประทานหรือควรมีผู้ช่วย ดูแลการใช้ยาจะได้ไม่ลืมรับประทานยา หรือรับประทานยาซ้ำซ้อน

10. หากเกิดอาการแพ้ยา เช่น มีผื่นขึ้น คัน หน้าบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกให้หยุดยาทันทีและรีบมาพบแพทย์ และควรจำชื่อยาที่แพ้ไว้เพื่อแจ้งประวัติแพ้ยาให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทราบทุกครั้งเวลาไปรับบริการที่โรงพยาบาลหรือร้านยา

หากท่านมีปัญหาเรื่องยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ โปรดปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยาหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้อย่าลืมเว้นระยะห่างทางสังคม ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นและทุกครั้งที่ออกจากบ้าน การเช็ดทำความสะอาดพื้นที่อยู่อาศัยด้วยน้ำยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ งดเดินทางโดยยานพาหนะสาธารณะที่ไม่จำเป็น หรือการรับประทานอาหารส่วนตัวและใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เป็นต้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เรียนรู้ข้อปฏิบัตเรื่องความปลอดภัยของอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546528

Life & Health : เรียนรู้ข้อปฏิบัตเรื่องความปลอดภัยของอาหาร

Life & Health : เรียนรู้ข้อปฏิบัตเรื่องความปลอดภัยของอาหาร

วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ความปลอดภัยเกี่ยวกับอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจในการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะในยามที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ จากการที่มีคนอยู่บ้านมากขึ้นรวมทั้งการทำงานที่บ้าน มีคนเป็นจำนวนมากที่ประสบปัญหาอาหารเป็นพิษจากความเชื่อและมีพฤติกรรมผิดๆ ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า The Academyof Nutrition and Dietetics ให้คำแนะนำเรื่องข้อปฏิบัติเรื่องความปลอดภัยของอาหารที่คนส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมผิดประจำ ซึ่งควรแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงดังนี้

l คนส่วนใหญ่มักจะใช้การชิมอาหารเป็นการทดสอบว่าอาหารเสียหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ผิดๆ

l ไม่ควรใช้การชิมเพื่อตัดสินว่าอาหารยังดีอยู่หรือไม่ เพราะแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเริ่มเสียอาจยังไม่เปลี่ยนรส สี หรือกลิ่นของอาหาร การชิมเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาหารเป็นพิษได้ควรจะทิ้งไปเสียไม่ต้องเสียดาย ดีกว่าจะปล่อยให้แบคทีเรียเจริญในระบบย่อยเรา

l ปลอดภัยที่จะเก็บอาหารสุกหรืออาหารพร้อมรับประทานในภาชนะเดียวกับเนื้อสัตว์ดิบ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในเนื้อสัตว์ดิบ ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นควรแยกภาชนะในการเก็บเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ควรแยกเขียง หรือมีด หรือเครื่องมือที่ใช้กับเนื้อสัตว์ดิบ ไม่ควรนำไปใช้กับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว

l ละลายอาหารแช่แข็งบนเคาน์เตอร์ครัว หรือทิ้งไว้ให้ละลายในครัว เป็นสิ่งที่เรามักจะเห็นกันอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคที่มากับอาหารจะเจริญอย่างรวดเร็ว เมื่ออุณหภูมิอยู่ระหว่าง 4.4°- 60° เซลเซียส ควรละลายอาหารแช่แข็งในช่องธรรมดาของตู้เย็น หรือใส่ถุงพลาสติกแช่ในน้ำเย็น หรือละลายในไมโครเวฟ

l ล้างเนื้อสัตว์หรือสัตว์ปีกก่อนปรุงอาหาร ไม่ควรล้างเนื้อสัตว์ดิบ หรือสัตว์ปีกก่อนปรุง เพราะน้ำที่ล้างจะกระจายเชื้อแบคทีเรียในอ่างที่ล้าง หรือบริเวณใกล้เคียงที่วางอาหาร ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ ให้ล้างเฉพาะผักและผลไม้สด

l ตั้งอาหารทิ้งไว้ให้เย็นก่อนแช่ตู้เย็น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ไม่ควรตั้งอาหารทิ้งไว้นอกตู้เย็นเกินกว่า1-2 ชั่วโมง หากอุณหภูมิสูงเกิน 32° เซลเซียส เชื้อโรคจะเจริญได้รวดเร็ว เมื่ออาหารที่เสียง่ายถูกตั้งไว้ในอุณหภูมิที่เชื้อโรคชอบ (4.4°-60° เซลเซียส) ควรรีบเก็บเข้าตู้เย็นเสมอ เวลาที่ซื้ออาหาร หากจะต้องเดินทางกลับบ้าน หรือไปปิกนิกก็ตาม ควรจะมีถังคูลเลอร์และน้ำแข็งแช่อาหารเหล่านั้น มิฉะนั้นอาหารจะเสียได้ก่อนถึงเวลากิน

l ไม่ควรกินอาหารที่มีส่วนผสมไข่ดิบ เช่น แป้งคุกกี้เพราะไข่จะมีเชื้อซัลโมเนลล่า ซึ่งทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ควรปรุงไข่ให้สุก แม้แต่แป้งเบเกอรี่ก็ไม่ควรชิมดิบเพราะอาจมีเชื้ออีโคไลทำให้ป่วยได้

l ระวังอย่าให้เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเลที่หมักไว้สัมผัสกับอาหารปรุงสุกแล้ว เพราะจะทำให้อาหารที่สุกแล้วเกิดการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ หรือไม่ควรหมักและทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ในครัว เพราะเชื้อโรคในอาหารจะเจริญอย่างรวดเร็วในโซนอุณหภูมิอันตราย (4.4°-60°)ควรเก็บอาหารที่หมักไว้รอการปรุงในตู้เย็น น้ำหมักที่เหลือหากจะนำมาใช้อีกควรต้มให้เดือดก่อนนำมาใช้หมักกับเนื้อสัตว์อื่นๆ

l เนื้อสัตว์ทุกชนิดและไข่ครึ่งสุกครึ่งดิบไม่ปลอดภัยในการบริโภค อาหารปรุงสุกปลอดภัยเสมอ เมื่ออุณหภูมิใจกลางเนื้อสัตว์สูงพอที่จะฆ่าเชื้อโรคที่อันตราย อาจใช้เทอร์โมมิเตอร์ในการตัดสินว่าอาหารสุกจริง ไม่ใช่เพียงการดูสี หรือดมกลิ่น หรือใช้การชิมเป็นการตัดสิน

l เชื้อโรคและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคมีอยู่ทุกที่รวมทั้งที่มือของเรา จึงควรล้างมือเสมอเมื่อปรุงอาหาร โดยล้างมืออย่างน้อย 20 วินาที ด้วยสบู่และน้ำอุ่นให้น้ำไหลผ่านมือขณะล้าง ทั้งก่อนและหลังปรุงหารทุกครั้ง

l ฟองน้ำ หรือผ้าขี้ริ้ว เป็นอุปกรณ์ที่สกปรกที่สุดในครัว เพราะเป็นแหล่งสะสมเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคและมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ ควรจะล้างฟองน้ำและผ้าขี้ริ้วด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกวันและใช้ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์

ปัจจุบันอาหารออร์แกนิคได้รับความนิยมในวงการโภชนาการและอาหารสุขภาพอย่างมาก สิ่งที่ผู้บริโภคมักกังวลคือการใช้ยาฆ่าแมลงในพืชที่ใช้กันทั่วไปซึ่งอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งโดยเฉพาะเกษตรกร อาหารออร์แกนิคในบ้านเราอาจจะมียาฆ่าแมลงตกค้างน้อยกว่าอาหารที่กินตามปกติ สำหรับการศึกษาเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคอาหารออร์แกนิคกับความเสี่ยงโรคมะเร็งยังมีน้อย

งานวิจัยน่าสนใจที่ลงในวารสาร JAMA Internal Medicine (October 2018) รายงานถึงงานวิจัยNutriNet-Sante ในประเทศฝรั่งเศสแบบ web-based prospective cohort study ซึ่งเริ่มในปี 2009 และติดตามต่อเป็นเวลา 7 ปี เมื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างโภชนาการและสุขภาพโดยการตอบคำถามออนไลน์เพื่อติดตามแบบแผนการกิน พฤติกรรมทางไลฟ์สไตล์และประวัติสุขภาพของอาสาสมัครชายหญิง 70,000 คน 3 ใน 4 เป็นผู้หญิง อายุเฉลี่ย 40 ปี โดยที่อาสาสมัครตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารที่บริโภค การออกกำลังกายมากน้อยเพียงใด สูบบุหรี่หรือไม่ อายุ ระดับการศึกษา และในแต่ละปีอาสาสมัครจะต้องรายงานสภาวะของสุขภาพ รวมถึงการวินิจฉัยโรคมะเร็งด้วย

ในระหว่างการติดตามงานวิจัย 7 ปี อาสาสมัคร 1,340 คน เป็นมะเร็งโดยมีมะเร็งเต้านม 459 คน มะเร็งต่อมลูกหมาก 180 คน มะเร็งผิวหนัง 135 คน มะเร็งลำไส้ 99 คน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด
Non-Hodgkin 47 คนและอีก 15 คน เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่น นักวิจัยได้แบ่งอาสาสมัครออกเป็น 4 กลุ่ม โดยขึ้นกับความบ่อยในการบริโภคอาหารออร์แกนิคจาก “การบริโภคเกือบทุกครั้ง ถึงไม่เคยบริโภคเลย” และเปรียบเทียบอัตราการเกิดมะเร็งในอาสาสมัคร 4 กลุ่ม

นักวิจัยพบว่า อาสาสมัครที่บริโภคอาหารออร์แกนิคบ่อยๆ มีแนวโน้มการเกิดมะเร็งลดลงร้อยละ 75 โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมในหญิงวัยหมดประจำเดือน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่นๆ รวมทั้งชนิด Non- Hodgkin นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่บริโภคอาหารออร์แกนิคเป็นผู้ที่บริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่ประกอบไปด้วยใยอาหาร ถั่วต่างๆ ผัก ผลไม้ ซึ่งมีฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็ง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยแนะว่า ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่จะใช้เป็นข้อแนะนำให้ประชากรทั่วไปบริโภคอาหารออร์แกนิคเพื่อป้องกันมะเร็ง

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ