LIFE & HEALTH : รู้จัก…กลิ่นแก่ เรื่องธรรมชาติที่จัดการได้

23 กันยายน 2569 เวลา 06:10 น.

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “กลิ่นแก่” หรือสังเกตว่าผู้สูงอายุบางคนมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากวัยหนุ่มสาว จนเกิดความกังวลหรือขาดความมั่นใจ แต่ความจริงแล้ว กลิ่นแก่ไม่ได้เป็นสัญญาณของความสกปรก หากแต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น การดูแลผิวอย่างเหมาะสม รักษาความสะอาดอย่างพอดี และดูแลสุขภาพโดยรวม สามารถช่วยลดความรุนแรงของกลิ่นและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันได้

กลิ่นแก่เกิดจากอะไร

ข้อมูลจาก ผศ.ดร. ภญ.วรวรรณ กิจผาติ และ อาจารย์ ดร. ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นักวิจัยพบว่าหนึ่งในสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นแก่คือ “2-โนนีนาล” (2-nonenal) ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะคล้ายกลิ่นมันหืนหรือกลิ่นหญ้าแห้ง สารนี้เกิดจากการสลายตัวของไขมันบนผิวหนังภายใต้กระบวนการออกซิเดชัน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ปฏิกิริยาที่เกิดจากอนุมูลอิสระ” เมื่ออายุมากขึ้น องค์ประกอบของไขมันบนผิวหนังและกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิด 2-nonenal มากขึ้น ส่งผลให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากวัยหนุ่มสาว และมักพบได้บริเวณศีรษะ หลังใบหู ลำคอ หน้าอก หลัง และเสื้อผ้าหรือเครื่องนอนที่สัมผัสผิวเป็นเวลานาน นอกจากนี้ องค์ประกอบของจุลชีพบนผิวหนังยังเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ลักษณะของกลิ่นตัวเปลี่ยนแปลงไปด้วย

กลิ่นแก่ต่างจากกลิ่นตัวทั่วไปอย่างไร

กลิ่นตัวทั่วไปมักเกิดจากเหงื่อที่ถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียบนผิวหนัง ทำให้เกิดกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นอับ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกิจกรรม การออกกำลังกาย อากาศร้อน หรือสุขอนามัยส่วนบุคคล ในขณะที่กลิ่นแก่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและไขมันบนผิวตามวัย จึงอาจพบกลิ่นลักษณะนี้ได้แม้ในผู้ที่ดูแลสุขอนามัยเป็นอย่างดี ดังนั้น กลิ่นแก่จึงเป็นกลิ่นเฉพาะที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงตามวัย มากกว่าการสะสมของเหงื่อหรือความสกปรกเพียงอย่างเดียว 

กลิ่นแก่เริ่มพบได้เมื่ออายุเท่าไร

การศึกษาพบว่าสาร 2-nonenal ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลิ่นแก่ เริ่มตรวจพบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ประมาณ 40 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบ 2-nonenal ไม่ได้หมายความว่าจะมีกลิ่นแก่ชัดเจนในทุกคน ความรุนแรงของกลิ่นอาจแตกต่างกันตามพันธุกรรม สุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ อาหาร การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกลิ่นแก่

  • กลิ่นแก่เกิดจากการอาบน้ำไม่สะอาด

ความจริง: กลิ่นแก่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของไขมันบนผิวหนังตามวัย ไม่ได้เกิดจากความสกปรกเพียงอย่างเดียว จึงอาจพบได้แม้ในผู้ที่ดูแลสุขอนามัยเป็นอย่างดี

  • กลิ่นแก่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความจริง: แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามวัย แต่สามารถลดความรุนแรงของกลิ่นได้ด้วยการดูแลผิว สุขอนามัย และสุขภาพโดยรวมอย่างเหมาะสม

น้ำหอมช่วยลดกลิ่นแก่ได้หรือไม่

น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายบางชนิดอาจช่วยกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ลดสาเหตุของการเกิดกลิ่นแก่ การใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแรงเกินไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหรือทำให้กลิ่นผสมกันจนไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นหากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ควรเลือกชนิดที่อ่อนโยนต่อผิวและมีกลิ่นไม่รุนแรงเกินไป

ควรดูแลอย่างไร

การดูแลความสะอาดยังคงมีความสำคัญ แต่การอาบน้ำบ่อยเกินไป การฟอกสบู่แรง ๆ หรือการใช้น้ำหอมเข้มข้น ไม่ได้ช่วยกำจัดสาเหตุของกลิ่นแก่ และอาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองมากขึ้นได้ แนวทางดูแลตนเองที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  • อาบน้ำอย่างเหมาะสมและทำความสะอาดบริเวณที่มีเหงื่อหรือความอับชื้น
  • ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อช่วยคงความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว
  • เปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอนสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่หลากหลายและดูแลสุขภาพโดยรวม
  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพผิว

เมื่อใดควรปรึกษาแพทย์

หากมีกลิ่นตัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรงผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เหงื่อออกมากผิดปกติ หรือมีแผลติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากกลิ่นตัวที่เปลี่ยนแปลงไปอาจเกี่ยวข้องกับโรคบางชนิดหรือผลข้างเคียงจากยาได้

โดยสรุป กลิ่นแก่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของผิวหนังและไขมันบนผิวเมื่ออายุมากขึ้น การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง การดูแลสุขอนามัยและดูแลผิวอย่างเหมาะสมจะช่วยลดความกังวล เพิ่มความมั่นใจ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยได้

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนร่วมสร้างโอกาส สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต

โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ  เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน

ด้วยความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จึงจัดโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำและพึ่งพาตนเองในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์มหาไถ่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เมืองพัทยา

วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : แนวทางการใช้ “เอไอ” เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

ในขณะที่ภาคเอกชนมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) มาปรับโครงสร้างและกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน และ เพิ่มรายได้ เช่นเดียวกับภาครัฐ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชน  รวมไปถึงทำให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกิดความคุ้มค่าสูงสุด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลของหลายประเทศได้มีการนำ “เอไอ” เข้ามาใช้ในการปรับโครงสร้างการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการกับประชาชน อาทิ

  • ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งประสบความสำเร็จจากระบบ X-Road ในการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหมดเข้าด้วยกัน รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ ai ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงสร้าง X-Road เดิมที่มีอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการ “เอไอ” เข้ากับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ซึ่งวัตถุประสงค์คือ การเปลี่ยนงานบริการภาครัฐที่เป็นไปตามกิจวัตรให้เป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการตัดสินใจของภาคภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างก้าวกระโดด
  • ประเทศไอร์แลนด์ พัฒนาแพลตฟอร์ม MyWelfare ซึ่งเป็นศูนย์รวมบริการสวัสดิการสังคมออนไลน์ โดยนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้พิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การจ่ายเงินกรณีเจ็บป่วย (Illness Benefit) มากกว่า 83% และเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาล 98% ได้รับการอนุมัติแบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาดำเนินการได้อย่างมาก และที่สำคัญสามารถให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้ง เงินอุดหนุนบุตร เงินชดเชยการว่างงาน และ การรักษาพยาบาล ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประเทศอังกฤษ กำลังพัฒนาระบบการสนทนาแบบรวมศูนย์ ประเทศฝรั่งเศส พัฒนา Albert AI เป็นระบบ Generative AI ระดับประเทศที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐในการให้บริการประชาชน
  • ประเทศนอร์เวย์ พัฒนา Frida AI เป็น AI Chatbot ของรัฐบาลนอร์เวย์ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสมือนจริงในการให้บริการประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ
  • ประเทศฟินแลนด์ พัฒนา AuroraAI เป็นโครงการปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติของ ประเทศฟินแลนด์ ที่มุ่งเน้นการใช้เอไอ เพื่อยกระดับบริการภาครัฐแบบองค์รวม เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลผ่าน ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) หรือ National Cloud ซึ่งเป็นแกนกลางในการรวมศูนย์ระบบคลาวด์ของหน่วยงานรัฐให้อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้บริหารจัดการหลัก ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวยึดหลัก อธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) อย่างเข้มงวด โดยข้อมูลความมั่นคงและข้อมูลชั้นความลับสูงต้องจัดเก็บภายในประเทศภายใต้กฎหมายไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ ระบบ GDCC ยังทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Ready) ของภาครัฐ โดยการรวมศูนย์ข้อมูลและจัดมาตรฐานความปลอดภัยนี้ ทำให้ในอนาคตหน่วยงานต่างๆ สามารถนำ “โมเดลเอไอ” มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อยกระดับการตัดสินใจ นำระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน และขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศได้อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ

จากผลการศึกษาของการนำเอไอ มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชนของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า เอไอ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ภาครัฐทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าราชการสามารถที่จะนำเวลาไปพัฒนาศักยภาพตัวเองในการทำงานด้านการกำกับดูแล การวิเคราะห์ และการพัฒนางานบริการให้ดียิ่งขึ้น

“เอไอ” ไม่ใช่แค่บริการเสริม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของภาครัฐ

เอไอ ในปัจจุบันที่รัฐบาลหลายประเทศนำมาใช้ ไม่ใช่เป็นแค่บริการ หรือ ฟีเจอร์เสริม แต่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ภาครัฐต้องมี โดยมี เอไอ เป็นผู้ช่วยมืออาชีพที่เข้ามาแก้ปัญหาของระบบเก่าโดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายมาสร้างเป็นฐานข้อมูลกลาง รวมทั้งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และ ระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจน สร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับภาครัฐ ในขณะเดียวกันข้าราชการ ก็จะปรับเปลี่ยนหน้าที่แทนที่จะต้องไปทำงานประจำแบบซ้ำๆ ทุกวัน ก็จะเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้ออกแบบ ผู้กำกับดูแล ไปจนถึงพัฒนา วิเคราะห์ เพื่อสร้างงานใหม่ๆ ในการให้บริการกับประชาชน

เอไอ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาใช้ โดยแกนหลักของการพัฒนาเอไอ ภาครัฐ ประกอบด้วย การสร้างรัฐบาลอัจฉริยะ(Smart Governance) โดยการนำ เอไอมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างโครงข่ายในการทำงานที่เชื่อมโยงของแต่ละหน่วยงาน ไปจนถึง การปฏิวัติกระบวนการทำงาน (Operational Efficiency) ให้มีความเชื่อมโยง ในแบบ One-Stop Service เพื่อสร้างการให้บริการประชาชนแบบ 24/7 (Hyper-Personalized Services) รวมทั้งสร้างระบบที่มีการตรวจสอบและปราบปรามทุจริต (Fraud Detection) ซึ่ง พัฒนาการของเอไอ ในปัจจุบันสามารถสร้าง เอไอ ภาครัฐ ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐในการให้บริการประชาชน

อย่างไรก็ตาม การนำเอไอมาใช้งาน ไม่ใช่การลดบทบาทของมนุษย์ แต่ เป็นการสร้างภาครัฐที่สามารถส่งมอบบริการได้ “เร็วขึ้น” “ถูกต้องขึ้น” และเข้าถึงประชาชนได้ “ตลอดเวลา” และ ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้มนุษย์ทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ มีเวลาในการพัฒนาบริการได้ดีขึ้น เพราะ สุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ทำงานทุกอย่างเพียงลำพัง เพราะสุดท้ายของกระบวนการทำงานยังคงต้องให้มนุษย์ เป็นการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงตัดสินใจ เพราะเราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ตัดสินใจได้ทั้งหมด เอไอ จึงเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติกระบวนการทำงาน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจแทนมนุษย์

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม สอบถามได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569  หลักสูตร Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้..เมื่อถูกหลอกออนไลน์ ต้องติดต่อใคร

9 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

เมื่อเกิดภัยออนไลน์ ไม่ว่าจะถูกหลอกซื้อสินค้า หลอกลงทุน หลอกทำงานออนไลน์ หรือถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป โดยเฉพาะเมื่อเงินถูกโอนไปแล้ว เพราะมิจฉาชีพอาจเคลื่อนย้ายเงินต่อผ่านบัญชีม้าหลายทอดอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดตามเส้นทางเงินและนำเงินกลับคืนยากขึ้น ผู้เสียหายจึงควรหยุดการโอนเงินและหยุดให้ข้อมูลเพิ่มเติมทันที พร้อมเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน เช่น สลิปการโอน เลขบัญชีและชื่อบัญชีปลายทาง เบอร์โทรศัพท์ ข้อความสนทนา LINE หรือ Social Media, URL เว็บไซต์ อีเมล รวมถึงวันและเวลาที่เกิดเหตุ โดยไม่ควรลบข้อความหรือประวัติการสนทนา เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญต่อการติดตามเส้นทางเงินและการดำเนินคดี

ดร. ศศมน มันทะเล

ข้อมูลจาก ดร. ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด (Anypay) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางด้านฟินเทค (Fintech) และระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำว่า เมื่อถูกหลอกออนไลน์ ช่องทางสำคัญที่ประชาชนควรรู้จักมี 3 ช่องทาง ได้แก่ AOC 1441, Thai Police Online และ 1212 ETDA ซึ่งแต่ละช่องทางมีหน้าที่แตกต่างกันและควรเลือกใช้ให้ตรงกับสถานการณ์

  1. ติดต่อศูนย์ AOC 1441 — เมื่อถูกหลอกให้โอนเงิน

หากถูกหลอกให้โอนเงิน ควรรีบติดต่อ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) สายด่วน 1441 และธนาคารของตนเองโดยเร็ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการระงับธุรกรรมและติดตามเส้นทางเงิน เป้าหมายสำคัญในช่วงแรกคือการ ตัดเส้นทางเงินก่อนที่เงินจะถูกโอนต่อไปยังบัญชีอื่น เพราะเมื่อเงินถูกกระจายผ่านบัญชีหลายทอด การติดตามและระงับเงินย่อมมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น การแจ้งเหตุอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโอกาสในการลดความเสียหาย จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแสดงให้เห็นถึงปริมาณของปัญหา โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 25 กรกฎาคม 2568 AOC 1441 มีสายโทรเข้า 1,943,612 สาย หรือเฉลี่ย 3,070 สายต่อวัน และมีการระงับบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง 793,714 บัญชี หรือเฉลี่ย 1,254 บัญชีต่อวัน เมื่อจำแนกตามประเภทคดี พบว่าการหลอกซื้อขายสินค้าหรือบริการมีจำนวนบัญชีที่ถูกระงับสูงที่สุด 250,911 บัญชี หรือร้อยละ 31.62 รองลงมาคือการหลอกหารายได้พิเศษ 179,921 บัญชี หรือร้อยละ 22.67 การหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 119,923 บัญชี และการหลอกลงทุน 108,683 บัญชี (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, 2568) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าอาชญากรรมออนไลน์จำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากเรื่องซับซ้อน แต่เกิดจากกิจกรรมใกล้ตัว เช่น การซื้อสินค้า การสมัครงาน การหารายได้เสริม หรือการลงทุนออนไลน์

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนคือ “โทร 1441 แล้วเรื่องยังไม่จบ” การระงับธุรกรรมในช่วงแรกเป็นมาตรการชั่วคราว โดยสถาบันการเงินสามารถระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องได้ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้เสียหายต้องรีบแจ้งความ เพื่อให้ตำรวจสามารถประสานสถาบันการเงินให้ระงับธุรกรรมต่อได้อีก 7 วัน สำหรับการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาดำเนินการออกหมายอายัดต่อไป ทั้งนี้ “การระงับธุรกรรม” แตกต่างจาก “การอายัด” โดยการอายัดเป็นการดำเนินการตามหมายของพนักงานสอบสวน และมีระยะเวลาตามที่พนักงานสอบสวนกำหนด หากผู้เสียหาย ไม่แจ้งความภายในกรอบเวลาที่กำหนด การระงับธุรกรรมชั่วคราวจะสิ้นสุดลงเมื่อครบระยะเวลา เนื่องจากไม่มีการดำเนินการทางคดีเพื่อรองรับการระงับต่อ ดังนั้น การโทร 1441 จึงไม่ได้หมายความว่าเงินจะถูกอายัดไว้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด เพราะ “การระงับธุรกรรมชั่วคราว” และ “การอายัดตามหมายของพนักงานสอบสวน” เป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย หลักสำคัญที่ควรจำคือ “โทร 1441 เพื่อเร่งหยุดเส้นทางเงิน และต้องแจ้งความให้ทันเพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินต่อไป”

  1. แจ้งความคดีออนไลน์ — Thai Police Online

เมื่อแจ้งเหตุเกี่ยวกับเส้นทางเงินแล้ว ขั้นตอนสำคัญอีกประการคือ การเข้าสู่กระบวนการทางคดี ผู้เสียหายสามารถแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อพนักงานสอบสวน หรือแจ้งผ่านระบบ Thai Police Online ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นช่องทางรับแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทางออนไลน์ ซึ่งช่วยให้ผู้เสียหายสามารถเริ่มต้นกระบวนการรับแจ้งความทางออนไลน์ได้ โดยเฉพาะกรณีที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วหลังถูกหลอก ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุเช่นกันว่า หลังจากติดต่อธนาคารเพื่อระงับธุรกรรมแล้ว ผู้เสียหายควรแจ้งความอย่างรวดเร็วภายใน 72 ชั่วโมงผ่านช่องทางรับแจ้งความออนไลน์หรือสถานีตำรวจ เพื่อให้ตำรวจสามารถประสานธนาคารขยายการระงับและดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป ซึ่งก่อนแจ้งความ ผู้เสียหายควรเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วนมากที่สุด เช่น วันและเวลาที่เกิดเหตุ จำนวนเงิน สลิปการโอน เลขบัญชีต้นทางและปลายทาง ชื่อเจ้าของบัญชี เบอร์โทรศัพท์ LINE ID หรือบัญชี Social Media ที่เกี่ยวข้อง URL เว็บไซต์ อีเมล และภาพหน้าจอการสนทนา หากมีการโอนเงินหลายครั้ง ควรจัดเรียงรายการตามวัน เวลา และจำนวนเงิน เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถเห็นลำดับเหตุการณ์และเส้นทางธุรกรรมได้ชัดเจนขึ้น สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรลบข้อความหรือ Block คู่สนทนาก่อนเก็บหลักฐานทั้งหมด แม้จะทราบแล้วว่าเป็นมิจฉาชีพ เพราะข้อมูลบางส่วนอาจมีประโยชน์ต่อการสืบสวน

อีกเรื่องที่ควรระวังคือ การถูกหลอกซ้ำหลังเกิดเหตุ เนื่องจากผู้เสียหายมักอยู่ในภาวะกังวลและต้องการได้เงินคืนโดยเร็ว จึงอาจตกเป็นเป้าหมายของผู้ที่แอบอ้างเป็นตำรวจ ทนายความ หรือเจ้าหน้าที่ที่สามารถ “ติดตามเงินคืน” หรือ “ช่วยปลดบัญชี” ได้ แล้วเรียกเก็บค่าดำเนินการเพิ่มเติม ผู้เสียหายจึงควรเข้าสู่เว็บไซต์ของหน่วยงานทางการด้วยตนเอง และหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่ส่งมาทาง SMS, LINE หรือ Social Media โดยไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มา

  1. ปัญหาออนไลน์ — ปรึกษา 1212 ETDA

ไม่ใช่ทุกปัญหาออนไลน์จะเริ่มต้นด้วยการสูญเสียเงิน หากประสบปัญหาจากการซื้อขายออนไลน์ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย Call Center หรือ SMS หลอกลวง การหลอกลงทุน การหลอกทำงานออนไลน์ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานออนไลน์ สามารถติดต่อ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 ETDA หรือที่ https://1212.etda.or.th ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอคำแนะนำหรือแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ บทบาทของ 1212 จึงครอบคลุมปัญหาออนไลน์ในวงกว้าง ขณะที่กรณีที่ โอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว ควรให้ความสำคัญกับการติดต่อ 1441 และธนาคารก่อน เพื่อเร่งดำเนินการกับเส้นทางการเงิน ข้อมูลของ ETDA ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2568 ศูนย์ 1212 ETDA รับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 39,112 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 3,754 เรื่อง หรือ ร้อยละ 10.62 โดยปัญหาซื้อขายออนไลน์มีจำนวนสูงที่สุด 14,238 เรื่อง หรือร้อยละ 36.40 รองลงมาคือเว็บไซต์ผิดกฎหมาย 12,793 เรื่อง หรือร้อยละ 32.71 นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2,407 เรื่อง และปัญหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม 2,203 เรื่อง (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, 2569) สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาการซื้อขายออนไลน์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ และสามารถเกิดขึ้นได้กับประชาชนทั่วไปในกิจกรรมประจำวัน

ดังนั้น 1441, Thai Police Online และ 1212 ETDA จึงมีบทบาทแตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยออนไลน์ หากมีการโอนเงินให้มิจฉาชีพแล้ว ควรรีบติดต่อ AOC 1441 และธนาคารเพื่อระงับเส้นทางเงิน จากนั้นต้องแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหรือผ่าน Thai Police Online ภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินต่อไป ส่วนกรณีปัญหาการซื้อขายหรือปัญหาออนไลน์อื่นๆ สามารถขอคำปรึกษาจาก 1212 ETDA ได้

หลักง่ายๆ ที่ควรจำคือ “หยุด – เก็บ – โทร – แจ้ง” หยุดโอนเงินและให้ข้อมูลเพิ่มเติม เก็บหลักฐานทุกอย่าง โทร 1441 และธนาคารทันที และแจ้งความให้เร็วที่สุด เพราะในอาชญากรรมออนไลน์ ความรวดเร็วในการแจ้งเหตุและเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องมีผลโดยตรงต่อโอกาสในการระงับเส้นทางเงิน ติดตามทรัพย์สิน และลดความเสียหายของผู้เสียหาย

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับพัฒนาภาษาอังกฤษ..ทักษะสำคัญในการทำงาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ในโลกที่การสื่อสารไร้พรมแดนและการแข่งขันทางอาชีพเกิดขึ้นในระดับสากล ทักษะภาษาอังกฤษ ได้กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษา การทำงาน และการสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อในต่างประเทศ การทำงานกับองค์กรข้ามชาติ หรือการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่จากทั่วโลก ล้วนต้องอาศัยภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสำคัญ

ข้อมูลจาก ดร.พอล เบเกอร์ (Dr. Paul Baker) ผู้อำนวยการศูนย์ภาษา มหาวิทยาลัยโอทาโก (University of Otago) ประเทศนิวซีแลนด์ ให้มุมมองว่า การพัฒนาภาษาอังกฤษให้ใช้ได้จริงไม่ใช่เรื่องของการท่องจำคำศัพท์หรือกฎไวยากรณ์เพียงอย่างเดียว แต่คือการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต พร้อมฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและนำภาษาไปใช้ในสถานการณ์จริง

  • เรียนภาษาให้เชื่อมโยงกับอาชีพในอนาคตหนึ่งในวิธีที่ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับสายอาชีพที่สนใจ หากใฝ่ฝันจะทำงานในวงการเทคโนโลยี ควรเริ่มอ่านบทความ ดูวิดีโอ หรือฟังพอดแคสต์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับนวัตกรรมและดิจิทัล ขณะที่ผู้สนใจด้านธุรกิจ การตลาด หรือการเงิน อาจเลือกติดตามสื่อและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นโดยตรง การเรียนรู้ผ่านเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจ จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบริบทของภาษาได้ง่ายขึ้น พร้อมพัฒนาทั้งทักษะภาษาและองค์ความรู้ในสาขาวิชาชีพไปพร้อมกัน
  • คลังคำศัพท์ คือสินทรัพย์สำคัญของการสื่อสาร : หลายคนกังวลกับการใช้ไวยากรณ์ให้ถูกต้องทุกประโยค สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีคลังคำศัพท์ที่เพียงพอสำหรับการสื่อสาร การอ่าน ฟัง และติดตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่สนใจ พร้อมจดบันทึกคำศัพท์หรือวลีที่ใช้บ่อย จะช่วยให้สามารถนำภาษาไปใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอีเมล การนำเสนอผลงาน การประชุม หรือการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานจากหลากหลายประเทศ
  • พัฒนาทักษะให้ตรงกับเป้าหมาย คำถามที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษมักสงสัยคือ ควรเริ่มฝึกจากการฟัง พูด อ่าน หรือเขียนก่อน ความจริงแล้วไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายการใช้งานแตกต่างกัน หากต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนรายงาน เอกสาร หรืออีเมลทางธุรกิจ การอ่านและการเขียนอาจเป็นทักษะที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่หากทำงานด้านบริการ การท่องเที่ยว หรืออาชีพที่ต้องพบปะผู้คน การฟังและการพูดจะมีบทบาทสำคัญมากกว่า การกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน จะช่วยให้การพัฒนาภาษาอังกฤษมีทิศทางและเห็นผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • กล้าพูด กล้าลอง คือก้าวสำคัญของการเรียนรู้ : อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของผู้เรียนภาษาอังกฤษคือ ความกังวลว่าจะพูดผิด การฝึกใช้ภาษาในสถานการณ์ที่ไม่กดดัน เช่น พูดคุยกับเพื่อน สมาชิกในครอบครัว ฝึกพูดกับตัวเอง สามารถช่วยสร้างความคุ้นเคยและเพิ่มความมั่นใจได้อย่างมาก ความผิดพลาดจึงไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้พัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น
  • เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง นอกเหนือจากห้องเรียน : สำหรับผู้ที่วางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ การได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ถือเป็นหนึ่งในวิธีพัฒนาทักษะที่มีประสิทธิภาพที่สุด นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการศึกษาที่เปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติได้ฝึกภาษาอังกฤษผ่านประสบการณ์จริง ทั้งการพักอาศัยกับครอบครัวเจ้าบ้าน (Homestay) การเข้าร่วมกิจกรรมชมรม การทำงานระหว่างเรียน หรือการทำกิจกรรมอาสาสมัครในชุมชน ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ฝึกการสื่อสารกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม และสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาในสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นทักษะที่ยากจะได้จากการเรียนในตำราเพียงอย่างเดียว
  • เทคนิคพัฒนาภาษาอังกฤษให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มี 5 แนวทาง ดังนี้
  1. พัฒนาคลังคำศัพท์ทุกวัน : จดคำศัพท์ใหม่ที่ได้ยินหรืออ่านพบ และหมั่นทบทวนอย่างสม่ำเสมอ
  2. ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน : เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น เปลี่ยนภาษาบนโทรศัพท์มือถือเป็นภาษาอังกฤษ
  3. ฟังภาษาอังกฤษทุกวัน : เปิดฟังพอดแคสต์ เพลง หรือสื่อภาษาอังกฤษระหว่างทำงานบ้าน เดินทาง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
  4. ฝึกพูดให้มากที่สุด : ฝึกกับเพื่อนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษเช่นกัน พูดกับตัวเอง หรืออัดเสียงตนเองเพื่อตรวจสอบการออกเสียง
  5. อย่ากลัวที่จะทำผิดพลาด: คือสิ่งสำคัญที่สุด คนส่วนใหญ่มักเข้าใจและชื่นชมความพยายามในการสื่อสารโดยเฉพาะคนนิวซีแลนด์ แม้จะมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยก็ตาม และความผิดพลาดเหล่านั้นคือโอกาสสำคัญในการเรียนรู้

เปิดโลกการศึกษานิวซีแลนด์ ในงาน New Zealand Education Fair 2026

สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่สนใจศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ ไม่ควรพลาดงาน New Zealand Education Fair 2026 งานการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี พบกับสถาบันการศึกษาชั้นนำจากนิวซีแลนด์กว่า 70 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่หลักสูตรภาษาอังกฤษ ระยะสั้น เรียนระยะสั้นปิดภาคเรียน มัธยมศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรวิชาชีพ พร้อมทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท และการประกาศ Manaaki New Zealand Scholarships ทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์แบบเต็มจำนวน ตอน 10.30 น. ก่อนพิธีเปิด กิจกรรม ห้องเรียนจำลองสไตล์นิวซีแลนด์ การทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษฟรี

ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงาน (ฟรีตลอดงาน) ในวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 นี้  11.00 – 17.00 น. สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียน https://www.learnenglishnewzealand.com/nzeducationfair

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE&HEALTH

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต…หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต...หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต…หนึ่งการให้ ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การบริจาคโลหิตเป็นการให้ที่มีคุณค่า เพราะโลหิตมีความสำคัญทางการแพทย์ที่ยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ และมีความจำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยในหลากหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้เข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด โรคมะเร็ง หรือผู้ที่มีภาวะเสียเลือดรุนแรง ดังนั้น โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับจากผู้บริจาคจึงเปรียบเสมือนโอกาสในการต่อชีวิตและสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วย การเตรียมความพร้อมก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้ผู้บริจาคมีความปลอดภัย ยังช่วยให้โลหิตที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า ในภาวะปกติ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโลหิตบริจาคมากกว่า 200,000 ยูนิตต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุหมู่ ภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในหลายช่วงเวลาของปี โดยเฉพาะวันหยุดยาวหรือเทศกาล จำนวนผู้บริจาคโลหิตมักลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตสำรองไม่เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วย

ความสำคัญการเตรียมพร้อมก่อนบริจาคโลหิต

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิตมีความสำคัญทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับโลหิต ผู้บริจาคที่มีสุขภาพแข็งแรงและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้องจะสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือเป็นลม อีกทั้งยังช่วยให้โลหิตที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย แนะนำให้ผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิตปฏิบัติดังนี้

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5 ชั่วโมงก่อนวันบริจาค เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมสำหรับการบริจาค
รับประทานอาหารก่อนบริจาค ควรรับประทานอาหารมื้อหลักตามปกติ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ อาหารกะทิ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของไขมันสูง อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนบริจาค เพราะไขมันในเลือดอาจส่งผลต่อคุณภาพของโลหิต
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ก่อนบริจาค เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี ลดโอกาสเกิดอาการวิงเวียนหลังบริจาค
มีสุขภาพแข็งแรง หากมีอาการไข้ ไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาบางชนิด ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลผู้คัดกรองทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมในการบริจาค
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนบริจาคโลหิต 24 ชั่วโมง และงดการสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง ก่อนการบริจาค เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพและการไหลเวียนของเลือด
แต่งกายสุภาพและสวมเสื้อที่สามารถพับแขนขึ้นได้สะดวก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจาะเลือด

การปฏิบัติตนหลังบริจาคโลหิต

หลังบริจาคโลหิต ผู้บริจาคนอนพักที่เตียงอย่างน้อย 5 นาที หากไม่มีอาการผิดปกติจึงลุกจากเตียง และนั่งพักอีก 10 -15 นาที พร้อมดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ และรับประทานอาหารว่างเพื่อทดแทนพลังงาน หากรู้สึกเวียนศีรษะควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากกว่าปกติในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือใช้แขนข้างที่บริจาคอย่างหนักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง รวมถึงงดการออกกำลังกายหนัก การทำงานบนที่สูง หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกไม่หยุด หน้ามืด หรือเป็นลม ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่หรือไปพบแพทย์ทันที

ที่สำคัญ ผู้บริจาคโลหิตต้องรับประทานธาตุเหล็ก Ferrous Fumarate 200 mg ที่ได้รับ เพื่อชดเชยธาตุเหล็กที่เสียไปกับการบริจาคโลหิต ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะเลือดจางและสามารถบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน โดยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้งหลังอาหาร หรืออาจรับประทานพร้อมอาหาร ไม่ควรรับประทานพร้อมนม ชา กาแฟ เพราะจะลดประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็ก

ประโยชน์การบริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิตมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการเลือดอย่างเร่งด่วน ช่วยให้มีปริมาณโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับโรงพยาบาลทั่วประเทศ อีกทั้งผู้บริจาคยังได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น การวัดความดันโลหิต การตรวจระดับฮีโมโกลบิน และการคัดกรองโรคติดเชื้อบางชนิดตามมาตรฐานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคมและส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี

องค์กรเอกชนร่วมบริจาคโลหิต

ล่าสุด บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำโดย ดร.ศศมน มันทะเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และสุรชัย ขจรกิจสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำทีมพนักงานร่วมกิจกรรม “เอนี่เพย์ รวมพลังบริจาคโลหิต” รับวันแม่แห่งชาติ 2569 เพื่อร่วมส่งต่อโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ บรรเทาวิกฤติขาดแคลนโลหิตสำรอง พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกการเป็น “ผู้ให้” และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมี ปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และ ภก.ดร.นรินทร์ กิจเกรียงไกรกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

ร่วมบริจาคโลหิตได้ทั่วประเทศ

การบริจาคโลหิตเป็นการเสียสละที่มีคุณค่าและสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้หลายชีวิต การเตรียมตัวก่อนบริจาคอย่างถูกต้อง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จะช่วยให้การบริจาคเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้โลหิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำหลังบริจาคยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ดังนั้น ทุกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมควรร่วมเป็น ผู้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อร่วมกันสร้างคลังโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

อนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต

ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่รวดเร็ว จาก Generative AI มาสู่ Agentic AI ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน AI สามารถพัฒนาเข้าสู่ระบบของการสร้าง Code ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือไม่ เพียงมีความสามารถในการออกคำสั่ง (Prompt) ให้กับ AI  ในการออกแบบ Code ได้ ก็สามารถที่จะสร้างแพลตฟอร์มและ แอปพลิเคชัน ได้แล้ว ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI Transformation & Solutions ให้ความเห็นว่า จากการออกคำสั่งด้วยการใส่ข้อมูลให้ AI ปัจจุบันกำลังพัฒนาไปสู่ การสร้าง Code จากการสนทนากับ AI ที่เรียกว่า  Vibe Coding

Vibe Coding โลกของ คนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการ

พัฒนาการของ AI ในปัจจุบัน กำลังเข้าสู่แนวคิดเรื่องการเขียน Code โดยใช้ภาษาธรรมชาติในการสื่อสารกับ AI เพื่อให้ AI เป็นผู้สร้างระบบแทนมนุษย์ ซึ่งพลิกโฉมจากกระบวนการเขียน Code แบบดั้งเดิม การเขียน Code ด้วยภาษาธรรมชาติ จะทำให้เราสามารถที่จะสร้าง Code ได้ตามความต้องการของตัวเองได้ง่ายขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะทำให้การทำงานของ AI สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้คนได้มากขึ้น คนที่จะสามารถเขียน Code ได้ดี คือ คนที่เข้าใจในระบบที่ตัวเองต้องการ และสื่อสารได้ดี เป็นผู้ควบคุมการทำงานของ AI หลายตัวที่ทำงานร่วมกัน หน้าที่ของคนไม่ได้อยู่ที่การพิมพ์ แต่จะเป็นผู้ออกแบบกระบวนการทำงาน กำหนดโครงสร้าง และ ตรวจสอบคุณภาพการทำงานของ AI  ไปจนถึงการควบคุมเรื่องของความปลอดภัย และบริหารทั้งระบบ หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คนจะกลายเป็น “สถาปนิก” ผู้ออกแบบกระบวนการทำงานทั้งหมดของ AI ในขณะที่ AI เป็น “ทีมพัฒนาและรับเหมา” กระบวนการสร้างงาน

แม้ “Vibe Coding” จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้าง Prototype และทดสอบไอเดียได้อย่างรวดเร็ว แต่การนำมาใช้ในระบบจริงยังแฝงความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ที่ AI อาจละเลยการตรวจสอบที่รัดกุม, ความยากในการแก้ไขปัญหา (Debugging) เมื่อเกิดบั๊กเพราะผู้พัฒนาไม่ได้เข้าใจตรรกะโค้ดในเชิงลึกตั้งแต่ต้น, การสะสมหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) ที่อาจทำให้โครงสร้างระบบยุ่งเหยิงดูแลยาก, ปัญหาคอขวดด้านประสิทธิภาพ เมื่อต้องรองรับผู้ใช้งานจริงจำนวนมาก รวมถึง ความเสี่ยงด้านลิขสิทธิ์ที่โมเดลอาจดึงโค้ดติดลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ตั้งใจ ท้ายที่สุดแล้ว Vibe Coding จึงควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไอเดีย แต่ยังคงต้องอาศัยความเข้มงวดและมาตรฐานทางวิศวกรรมของมนุษย์ในการตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานจริงบนโปรดักชันเสมอ

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การทำงานแบบ Vibe Coding สิ่งสำคัญที่สุดคือมนุษย์ต้องก้าวเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและบริหารจัดการ AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาล (AI Governance) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อบกพร่องได้ตั้งแต่ระดับการออกแบบการทำงาน ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยร้ายแรง ดังนั้น ผู้ที่เข้าไปกำกับดูแลจึงไม่เพียงแต่ต้องคอยประคองให้ Project เดินไปตามแผนงานเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้และวิสัยทัศน์ที่เข้าใจถึงความเสี่ยงรอบด้านเป็นอย่างดี เพื่ออุดรอยรั่วและป้องกันไม่ให้ระบบเกิดความล้มเหลวเมื่อนำไปใช้งานจริง

จากความท้าทายทั้งหมด นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า “เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Vibe Coding แล้ว โปรแกรมเมอร์ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่?” คำตอบคือ ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องพลิกโฉมบทบาทของตนเอง

โปรแกรมเมอร์ยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องก้มหน้าเขียนคำสั่งเองทุกบรรทัดอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับมุมมองให้กว้างขึ้น โดยต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของธุรกิจ (Business Requirements), สถาปัตยกรรมระบบ (System Architecture), การไหลเวียนของข้อมูล (Data Flow), การบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาล (AI Governance), มาตรฐานความปลอดภัย (Security) รวมถึงความเชี่ยวชาญในการออกแบบคำสั่ง (Prompt Engineering) ให้ AI ทำงานได้อย่างแม่นยำและตอบโจทย์

ดังนั้น ทักษะสำคัญที่โปรแกรมเมอร์ต้องเร่งเสริมทัพ นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญในการอ่านและทำความเข้าใจโครงสร้าง Code แล้ว คือ “ทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์” (Thinking Skills) และความเข้าใจในบริบททางธุรกิจ (Business Acumen) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการนักพัฒนา จาก “การลงมือเขียนโปรแกรมด้วยตนเอง” ไปสู่ “การออกแบบความคิดเพื่อนำทางให้ AI ทำงานแทน” อย่างแท้จริง และ AI จะทำให้คุณสั่ง AI ได้ลึกกว่าคนที่ไม่รู้โค้ดหลายเท่า

ท้ายที่สุดแล้ว ในสมรภูมิธุรกิจยุค AI องค์กรที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่บริษัทที่มีทีมผู้พัฒนาขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่คือองค์กรที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์และความต้องการทางธุรกิจให้กลายเป็นระบบที่พร้อมใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะในยุคแห่ง Vibe Coding กฎการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ “ใครลงมือเขียนโค้ดได้เร็วกว่ากัน” แต่อยู่ที่ “ใครสามารถสื่อสาร กำกับทิศทาง AI และพลิกแพลงไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมได้ไวกว่ากัน” ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Vibe Coding ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “แทนที่” นักพัฒนา หากแต่เป็นการ “ยกระดับ” ศักยภาพของพวกเขาให้ก้าวขึ้นไปสู่บทบาทของผู้ออกแบบระบบและ “ผู้กำกับ AI” ในระดับมหภาค ในขณะที่ AI จะก้าวเข้ามารับช่วงต่อในฐานะ “ขุมกำลังแรงงานดิจิทัล” รุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนยีควันตัม (Quantum Technology) ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ผู้นำยุคใหม่จึงต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการนำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน การลงทุนกับการเรียนรู้ในวันนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสและความท้าทายในวันข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเริ่มเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ผู้สนใจสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 18 กันยายน นี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569 

Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 จึงเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการอำนวยการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

LIFE & HEALTH : การปลูกถ่ายไต ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ช่วยผู้ป่วยคืนสู่ชีวิตปกติ

LIFE & HEALTH : การปลูกถ่ายไต ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ช่วยผู้ป่วยคืนสู่ชีวิตปกติ

LIFE & HEALTH : การปลูกถ่ายไต ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ช่วยผู้ป่วยคืนสู่ชีวิตปกติ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายยังคงเป็นปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก แม้ว่าการฟอกไตจะเป็นหนึ่งในทางเลือกในการรักษาที่หลายเลือก แต่การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant) ถือเป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด ปัจจุบันได้มีการนำ “หุ่นยนต์ดาวินชี” (Da Vinci Robotic System) มาใช้ในการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแผลขนาดเล็กที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ปลอดภัย และลดระยะเวลาในการพักฟื้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

นายแพทย์อรรถวัฒน์ อังสุพันธุ์โกศล 

ข้อมูลจาก นายแพทย์อรรถวัฒน์ อังสุพันธุ์โกศล ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เปิดเผยว่า การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant) คือการผ่าตัดนำไตจากผู้บริจาคมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เพื่อให้ไตใหม่ทำหน้าที่กรองของเสียและควบคุมสมดุลของร่างกายแทนไตเดิมที่สูญเสียการทำงาน โดยถือเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดการพึ่งพาการฟอกไตในระยะยาว

การปลูกถ่ายไตดีกว่าการฟอกไตอย่างไร

สำหรับผู้ป่วยบางราย การปลูกถ่ายไตอาจช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากกว่าการฟอกไต ลดข้อจำกัดในการเดินทาง การควบคุมอาหาร และระยะเวลาในการรักษาต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย และต้องได้รับการประเมินจากอายุรแพทย์โรคไตและทีมปลูกถ่ายอวัยวะอย่างละเอียด

หุ่นยนต์ดาวินชีคืออะไร และทำงานอย่างไรในการปลูกถ่ายไต

หุ่นยนต์ดาวินชี (Da Vinci Robotic System) เป็นระบบผ่าตัดผ่านกล้องชนิดพิเศษที่ประกอบด้วยแขนกลอัจฉริยะหลายแขนและกล้องถ่ายภาพ 3 มิติความละเอียดสูง แพทย์ผ่าตัดจะควบคุมแขนกลเหล่านี้จากคอนโซลภายในห้องผ่าตัด โดยการเคลื่อนไหวของมือและนิ้วแพทย์จะถูกแปลงเป็นการเคลื่อนไหวของแขนกลอย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มความละเอียดในการผ่าตัดและลดข้อจำกัดของการผ่าตัดแบบดั้งเดิม

ในการปลูกถ่ายไต แพทย์จะทำรอยกรีดขนาดเล็กเพียงไม่กี่จุดบนผนังหน้าท้อง เพื่อสอดแขนกลและกล้องเข้าไปแทนการเปิดแผลขนาดใหญ่ จากนั้นจึงวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานและเชื่อมต่อกับหลอดเลือดและกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย ภายใต้ภาพขยายที่ช่วยให้เห็นโครงสร้างภายในได้อย่างละเอียดมากขึ้น

ผ่าตัดเปิดกับหุ่นยนต์ดาวินชี ต่างกันอย่างไร

สำหรับผู้ป่วยที่กำลังพิจารณาระหว่างสองทางเลือกนี้ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือขนาดของแผลผ่าตัด การผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิมต้องกรีดแผลขนาดใหญ่บริเวณหน้าท้องเพื่อให้แพทย์มองเห็นและทำงานได้ ในขณะที่การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ดาวินชีใช้รอยกรีดเล็กเพียงไม่กี่จุด ส่งผลให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อโดยรอบได้รับการบาดเจ็บน้อยกว่ามาก

ความแตกต่างนี้สะท้อนออกมาในประสบการณ์หลังผ่าตัดอย่างชัดเจน ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์มักรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่า ต้องใช้ยาแก้ปวดน้อยลง และเสียเลือดระหว่างผ่าตัดน้อยกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่การพักฟื้นที่สั้นกว่าและสามารถกลับบ้านได้เร็วกว่าการผ่าตัดเปิดอย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านของแพทย์ผู้ผ่าตัด การผ่าตัดเปิดอาศัยการมองเห็นด้วยตาเปล่าและการสัมผัสโดยตรง ขณะที่หุ่นยนต์ดาวินชีมอบภาพขยาย 3 มิติความละเอียดสูงและแขนกลที่กรองการสั่นของมือออก ทำให้การต่อหลอดเลือดและท่อไตซึ่งเป็นขั้นตอนที่ละเอียดที่สุดในการปลูกถ่ายไตทำได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

ข้อดีของการ ปลูกถ่ายไต ด้วยหุ่นยนต์ดาวินชี

  • แผลผ่าตัดขนาดเล็กกว่า เพราะการผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิมต้องกรีดแผลขนาดใหญ่บริเวณหน้าท้อง ในขณะที่การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ดาวินชีใช้รอยกรีดขนาดเล็กเพียงไม่กี่จุด แผลที่เล็กกว่าหมายถึงการบาดเจ็บต่อผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบน้อยกว่า ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นตัวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • เจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยลง การผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าหลังการผ่าตัด ต้องพึ่งพายาแก้ปวดน้อยลง และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ในเวลาอันสั้น
  • เสียเลือดน้อยกว่า ความแม่นยำของแขนกลและการมองเห็นที่ชัดเจนจากกล้อง 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถควบคุมหลอดเลือดได้ดีขึ้น ลดปริมาณการเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด ซึ่งส่งผลดีต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยรวม
  • ฟื้นตัวเร็ว กลับบ้านได้เร็วกว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ดาวินชีมักสามารถกลับบ้านได้เร็วกว่าการผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิม เนื่องจากแผลเล็กกว่า เจ็บน้อยกว่า และร่างกายใช้เวลาฟื้นตัวน้อยกว่า
  • ภาพขยาย 3 มิติความละเอียดสูง ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ระบบกล้อง 3 มิติของหุ่นยนต์ดาวินชีช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างภายในช่องท้องได้ชัดเจนและละเอียดกว่าการมองด้วยตาเปล่า สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในขั้นตอนการต่อหลอดเลือดและท่อไต ซึ่งต้องการความละเอียดและความแม่นยำสูง
  • แขนกลช่วยลดการสั่น เพิ่มความมั่นคงในการผ่าตัด ระบบแขนกลของหุ่นยนต์ดาวินชีถูกออกแบบมาเพื่อกรองและลดการสั่นของมือแพทย์ ทำให้การเคลื่อนไหวในการผ่าตัดมีความมั่นคงและแม่นยำสูงกว่า โดยเฉพาะในขั้นตอนที่ต้องการความละเอียดสูงสุด 

การปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ดาวินชี เหมาะสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีสภาพร่างกายพร้อมสำหรับการผ่าตัด โดยแพทย์จะพิจารณาจากสุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษา เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยโรคอ้วนบางราย การผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลขนาดเล็กอาจช่วยลดข้อจำกัดของการผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิม และช่วยให้การดูแลหลังผ่าตัดเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับการประเมินของทีมแพทย์ในผู้ป่วยแต่ละราย

ที่ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลเวชธานี ทีมแพทย์ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่การประเมินก่อนผ่าตัด การเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกถ่ายไต ไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

แม้การผ่าตัดปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์จะช่วยลดผลกระทบจากการผ่าตัดได้มาก แต่ผู้ป่วยยังคงต้องดูแลตนเองอย่างเคร่งครัดหลังการผ่าตัด โดยเฉพาะการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านไตใหม่ หรือที่เรียกว่าภาวะสลัดไต นอกจากนี้ยังต้องติดตามผลการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรค และดูแลสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายครอบครัวที่อาจมีบุตร หลาน หรือญาติที่เป็นผู้พิการทางร่างกายและกำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษาและการประกอบอาชีพ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้พิการจำนวนมากมีความสามารถไม่แตกต่างจากคนทั่วไป หากได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม และได้รับการส่งเสริมด้านอาชีพอย่างถูกต้อง ผู้พิการก็สามารถสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่เป็นภาระต่อครอบครัว และสังคม

ผู้พิการทางร่างกายสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความสามารถ การศึกษา และลักษณะความพิการ ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้พิการสามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานด้านคอมพิวเตอร์และดิจิทัล เช่น เจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูล แอดมินเพจ เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าออนไลน์ นักออกแบบกราฟิก นักตัดต่อวิดีโอ โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาเว็บไซต์ นักเขียนคอนเทนต์ หรือผู้ดูแลสื่อออนไลน์ รวมถึงการประกอบอาชีพอิสระ อาทิ การขายสินค้าออนไลน์ งานฝีมือ งานประดิษฐ์ ตลอดจนงานช่างเฉพาะทาง เช่น ช่างคอมพิวเตอร์ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ ช่างซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบาริสต้า เป็นต้น

ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้พิการ โดยหนึ่งในนั้นคือ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายได้เข้าถึงการศึกษาและการฝึกอาชีพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ข้อมูลจาก นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน 

ปัจจุบันวิทยาลัยฯ เปิดการเรียนการสอนให้คนพิการได้เรียนในหลักสูตรต่างๆทั้งปวช.-ปวส. และชั้นเตรียมการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร เพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงการศึกษาแบบเรียนโรงเรียนประจำจนจบระดับ ปวช. – ปวส. และช่วยให้มีงานทำ ช่วยเหลือตัวเอง-ครอบครัวได้อย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้มีความเหมาะสมด้านอาชีพของคนพิการ และตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ เพื่อทำให้ผู้เรียนมีความสามารถระดับมืออาชีพในอนาคต มีหลักสูตรการเรียนการสอน 3 หลักสูตร คือ (1) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า) (2) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ และ (3) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15 ปี ขึ้นไป

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2569 วิทยาลัยฯ ยังจัดได้ โครงการ “นวัตกรรมอาชีพเพื่อคนพิการ : สร้างงาน สร้างรายได้ สู่คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้พิการให้มีทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยการฝึกอบรม 7 หลักสูตรอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ได้แก่

  • นวัตกรรมการพิมพ์ 3 มิติ: ฝึกออกแบบและผลิตชิ้นงาน 3 มิติเพื่อพัฒนาสินค้าต้นแบบและจำหน่ายออนไลน์
  • บาริสต้ายุคใหม่ สู่ธุรกิจร้านกาแฟขนาดย่อม : ฝึกทักษะการชงเครื่องดื่มและบริหารจัดการร้านกาแฟ
  • บริหารจัดการธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจร : เรียนรู้ระบบหลังร้านและการบริหารต้นทุน
  • ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และฉลากสินค้าดิจิทัล : ฝึกผลิตป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ และฉลากสินค้า
  • นวัตกรรมงานพิมพ์สู่ธุรกิจสินค้าพรีเมียม: ฝึกพิมพ์ลวดลายบนวัสดุหลากหลายเพื่อสร้างสินค้าสั่งทำพิเศษ
  • ศิลปะตกแต่งเล็บเจล สู่ธุรกิจความงาม : ฝึกทักษะช่างทำเล็บเจลเพื่อประกอบอาชีพอิสระ
  • พัฒนาทักษะช่างเทคนิค สู่ศูนย์บริการซ่อมบำรุง : ฝึกซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

โครงการฯดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างทักษะวิชาชีพให้แก่คนพิการเท่านั้น แต่ยังเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้าถึงอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมการจัดการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายในศูนย์ฝึกอาชีพ รวมถึงการสร้างโมเดลธุรกิจจำลอง เพื่อให้คนพิการได้ฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการ การผลิตและการให้บริการในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะเฉพาะทางสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสู่อาชีพที่ยั่งยืนได้  ช่วยยกระดับทักษะวิชาชีพของคนพิการให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 80 คน และคาดว่าในปีหน้าจะมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 100 คน โดยวิทยาลัยฯ เชื่อว่าการมอบการศึกษาและทักษะอาชีพไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่คือการมอบ “โอกาส” ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้พิการ ให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อีกหนึ่งภาคเอกชนที่ร่วมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้พิการ คือ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำโดย นายสันทวัฒน์ สินาเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งได้มอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนผู้พิการ โดยมี นายชิด สุขหนู ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน เปิดโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพ อันจะนำไปสู่การมีอาชีพ มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ วิทยาลัยฯ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ภาคธุรกิจ องค์กร และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่เยาวชนผู้พิการ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่บัญชี 295-6-00370-4 หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-4246-5645 เพราะทุกการให้ คือการร่วมสร้างโอกาสให้ผู้พิการก้าวสู่การมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

CAR T-Cell Therapy เป็นเทคโนโลยีการรักษามะเร็งขั้นสูง โดยนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) จากเลือดผู้ป่วยหรือผู้บริจาคมาดัดแปลงในห้องปฏิบัติการ ให้มีตัวรับพิเศษที่เรียกว่า Chimeric Antigen Receptor หรือ CAR เพื่อให้ทีเซลล์รู้จักและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง เทคโนโลยีนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) และถูกเรียกว่า “ยาที่มีชีวิต” เนื่องจากผลิตเฉพาะรายบุคคล และสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นาน

ข้อมูล ภญ.ณัฐพร ลิขิตสกุลชัย เภสัชกรคลินิก ศูนย์เซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน CAR T-cell therapy ถูกนำมาใช้รักษามะเร็งทางโลหิตวิทยาในหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษามาตรฐาน และได้รับการบรรจุในแนวทางการรักษามาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้นทุนการรักษาที่สูง

ประเทศไทยได้พัฒนาองค์ความรู้ด้าน CAR T-cell อย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายสถาบันการแพทย์และมหาวิทยาลัยร่วมวางรากฐานงานวิจัยด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด หนึ่งในก้าวสำคัญคือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์และคณะ ได้พัฒนา CD19-specific CAR T-cell ของไทยขึ้นเป็นรายแรก โดยเริ่มการศึกษาในระยะหลอดทดลองตั้งแต่ ปี พ.ศ.2557 และดำเนินการศึกษาต่อเนื่องมาจนถึงระยะคลินิก จนประสบความสำเร็จในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ (B-ALL) ที่ดื้อต่อการรักษาหรือกลับเป็นซ้ำ ต่อมารองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ใจ นิภารักษ์
และคณะ ได้ต่อยอดแพลตฟอร์มดังกล่าวสู่การศึกษารักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ในผู้ใหญ่ (B-cell Lymphoma)
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกการรักษาจำกัด

การพัฒนา CAR T-cell สัญชาติไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ผ่านการจัดตั้งบริษัทเจเนพูติก ไบโอ จำกัด (Genepeutic Bio) เมื่อปี พ.ศ. 2563 ร่วมกับ สวทช. และ TCELS เพื่อพัฒนาหน่วยผลิตเซลล์และยีนบำบัดตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) แห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ CD19-specific CAR T-cell ของรามาธิบดีและ Genepeutic Bio อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย สำหรับขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากนี้คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม CAR T-cell ชนิดอื่น ๆ เช่น GD2-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งนิวโรบลาสโตมาในเด็ก (Neuroblastoma) และ BCMA-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งไขกระดูกชนิดมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple myeloma) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงในอนาคต

จุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกำหนดให้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ที่มีส่วนผสมของยีน เซลล์ หรือเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางถึงสูง รวมถึง CAR T-cell ถือเป็น “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการยกระดับและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากประกาศฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 2567 ที่ได้วางหลักการให้ ATMPs เป็นยาไว้แล้ว

ประกาศดังกล่าวทำให้การวิจัย การผลิต และการนำ CAR T-cell มาใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลด้านยาอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งมาตรฐานการผลิต คุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการติดตามผลหลังการใช้

ทั้งนี้ แม้ CAR T-cell ที่มุ่งเป้าโปรตีน CD19 เหมือนกัน แต่หากมีความแตกต่างด้านโครงสร้าง เช่น ลำดับกรดอะมิโนของ scFv หรือชนิดของ costimulatory domain จะถือเป็นผลิตภัณฑ์คนละชนิดในทางเภสัชกรรมและกฎหมาย จึงต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตนเอง ไม่สามารถอ้างอิงผลการศึกษาข้ามผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง

เมื่อ CAR T-cell ถูกกำกับดูแลในฐานะยา “เภสัชกร” จึงมีบทบาทสำคัญตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. ดูแลคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต

• ควบคุมกระบวนการผลิตให้สะอาดปลอดภัย — เภสัชกรกำกับดูแลทุกขั้นตอนการผลิต CAR T-cell ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล (เรียกว่า GMP) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

• ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนปล่อยให้ใช้ — ก่อนนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับผู้ป่วยจริง ต้องผ่านการตรวจสอบหลายด้าน เช่น การทดสอบเอกลักษณ์ การทดสอบประสิทธิภาพ จำนวนเซลล์มีชีวิตอยู่ในสัดส่วนที่เพียงพอ ไม่มีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราปนเปื้อน เปรียบเสมือนการตรวจสอบคุณภาพยาก่อนส่งถึงมือผู้ป่วยทุกครั้ง

2. ดูแลการจัดเก็บและขนส่งด้วยความเย็นจัด

• เก็บรักษาในอุณหภูมิเย็นจัดมาก — ผลิตภัณฑ์ CAR T-cell ต้องเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่เย็นจัดกว่าตู้แช่แข็งทั่วไปมาก
(ต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส) เพื่อคงสภาพผลิตภัณฑ์ไว้ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ เภสัชกรมีหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ

• ควบคุมคุณภาพระหว่างการขนส่ง — เมื่อต้องเคลื่อนย้าย
ผลิตภัณฑ์จากสถานที่ผลิตมาถึงโรงพยาบาล ต้องมั่นใจว่าอุณหภูมิเย็น จัดถูกรักษาไว้ตลอดเส้นทาง ไม่มีช่วงใดที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนอาจทำให้ผลิตภัณฑ์เสียหาย

3. ดูแลขั้นตอนการเตรียม บริหารผลิตภัณฑ์ให้ผู้ป่วย และเฝ้าระวังและดูแลอาการไม่พึงประสงค์

• เตรียมร่างกายผู้ป่วยก่อนรับผลิตภัณฑ์ — ร่วมวางแผนการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อ “เคลียร์พื้นที่” ในร่างกาย ช่วยให้ CAR T-cell
ที่ให้เข้าไปสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

• ตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ป่วยคนนั้นจริง — เนื่องจาก CAR T-cell ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (ไม่ใช่ยาที่ใช้ร่วมกันได้) เภสัชกรต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผลิตภัณฑ์ตรงกับตัวผู้ป่วยแน่นอน ป้องกันความผิดพลาดที่ร้ายแรง

• เตรียมความพร้อมก่อนใช้งาน — ก่อนบริหารให้
ผู้ป่วย ต้องนำผลิตภัณฑ์มาละลายอย่างถูกวิธีและถูกเวลา เพราะเมื่อละลายแล้วจะมีเวลาใช้งานได้จำกัด ต้องบริหารผลิตภัณฑ์ให้
ผู้ป่วยภายในเวลาที่กำหนด

• ควบคุมขั้นตอนการให้ยา — ดูแลความถูกต้องของวิธีบริหารผลิตภัณฑ์ทางหลอดเลือดดำ พร้อมเตรียมทีมและอุปกรณ์ให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

• เฝ้าระวังและจัดการอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะทาง — ติดตามภาวะหลั่งสารไซโตไคน์มากเกินไป (CRS) ที่ทำให้ไข้สูง ความดันโลหิตต่ำ หรือหายใจลำบาก และภาวะทางระบบประสาทจากภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้น (ICANS) ที่ทำให้สับสนหรือพูดลำบาก ซึ่งมักเกิดร่วมกัน พร้อมจัดเตรียมยารักษา เช่น tocilizumab และ corticosteroid รวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ

4. จัดทำทะเบียนผู้ป่วยและติดตามผลระยะยาว

• บันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ — จัดทำทะเบียนเก็บข้อมูลผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายในระยะยาว ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

• ติดตามความปลอดภัยในระยะยาว — CAR T-cell สามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน จึงต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง เช่น ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

5. การกำกับดูแลและขึ้นทะเบียนยา จัดเตรียมเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนยาอย่างถูกต้อง — รวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ CAR T-cells ของไทยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

การที่ CAR T-cell ได้รับการกำกับดูแลในฐานะ “ยา” จึงเป็นทั้งก้าวสำคัญของระบบกฎหมายยาไทย และสะท้อนบทบาทใหม่ของเภสัชกรในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการผลิตจนถึงการดูแลผู้ป่วยจริง

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมี พระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศใน รพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา
รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ
ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร. 0-27183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจาก พระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบเลือดและระบบน้ำเหลือง ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีการแบ่งตัวอย่างผิดปกติ ไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสรักษาให้หายขาดหรือสามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานาน

มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) เป็นโรคที่เกิดจากไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติและมีจำนวนมากเกินไป ทำให้รบกวนการสร้างเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการซีด เหนื่อยง่าย มีไข้ เลือดออกง่าย หรือมีการติดเชื้อบ่อย

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นมะเร็งของระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มักมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ รวมถึงอาจมีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาที่เหมาะสม ความก้าวหน้าทางการแพทย์ เช่น การรักษาแบบมุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด และการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ได้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

 ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  เปิดเผยว่า ตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มุ่งมั่นพัฒนาการรักษาผู้ป่วยด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มดำเนิน โครงการปลูกถ่ายไขกระดูก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคทางโลหิตวิทยาและโรคซับซ้อนที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยวิธีทั่วไปได้ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) โรคไขกระดูกฝ่อ รวมถึง โรคโลหิตจางทางพันธุกรรมบางชนิด และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

จากความสำเร็จในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากพี่น้องสายเลือดเดียวกัน สู่การพัฒนาการรักษาที่สามารถใช้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ และในปัจจุบันสามารถใช้ผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันที่ได้จากญาติสายตรงได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็น แห่งแรกของประเทศไทย จนถึงวันนี้ มีผู้ป่วยมากกว่า 1,800 ราย ในช่วงอายุตั้งแต่ แรกเกิด จนถึง 65 ปี ที่ได้รับการรักษาและมีชีวิตใหม่จากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต

เดิมทีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเป็นแนวทางการรักษาใหม่ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังไม่ครอบคลุมการเบิกจ่ายตามสิทธิการรักษาต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งทางโลหิตและโรคเรื้อรังรุนแรง ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ จึงได้มีการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือค่ารักษามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพลังของการให้ที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันได้พัฒนาการรักษาที่สามารถใช้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ และยังสามารถใช้ผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันได้แก่ จากบิดาหรือมารดาให้ลูก หรือจากลูกให้บิดาหรือมารดาสำเร็จดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นยังต้องมีการระดมทุนต่อเนื่องอีกมาก เนื่องจากการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันนี้ไม่สามารถเบิกจ่ายจากสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้

ท่ามกลางวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรทางการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ต่อยอดงานวิจัยด้านการรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัด จนสามารถนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่เคยถูกมองว่า “รักษาไม่ได้” หรือมีทางเลือกจำกัด หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญคือ CAR CD19 T-cell ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดดื้อต่อการรักษา มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง และผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลายครั้ง การรักษานี้เป็นการนำเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยเองหรือผู้บริจาคมาตัดต่อพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างตรงเป้าหมายและเป็นการรักษาเฉพาะบุคคลอีกด้วย

แม้การรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัดได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 15 ล้านบาทต่อรายสำหรับ CAR CD19 T-cell แต่ด้วยศักยภาพของบุคลากรการแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถพัฒนาการรักษาที่มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล และลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 10–20 เท่า อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายนี้ก็ยังคงเกินกำลังของผู้ป่วยจำนวนมาก และยังไม่ได้รับการสนับสนุนการเบิกจ่ายจากภาครัฐในปัจจุบัน โดยปัจจุบันได้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell ไปแล้ว 40 ราย ได้ผลโดยรวมถึงร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคสงบปลอดโรคอย่างน้อย 2 ปี โดยผู้ป่วยเหล่านี้ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้ามาหลายขนานแล้ว

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพระบบการรักษาของประเทศ พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ต่อยอดงานวิจัย และวางรากฐานสำคัญในการผลักดันให้การรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัดได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในอนาคต

เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า และนวัตกรรมทางการแพทย์ จะเกิดความหมายสูงสุดได้ เมื่อถูกส่งต่อถึงผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

โดยกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ได้ให้ความช่วยเหลือมาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี สนับสนุนโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งประเทศที่ได้มีการส่งต่อมารับการรักษาด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยดังกล่าว

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคม นี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ