
LIFE & HEALTH : การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย เอไอ ต้องใช้งานอย่างรู้เท่าทัน
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.
AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้มีความฉลาดเทียม สามารถเลียนแบบการคิด เรียนรู้ แก้ปัญหา และตัดสินใจได้คล้ายมนุษย์ โดยเน้นการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ ทำนายผล หรือทำงานที่ซับซ้อน เช่น แชทบอท (ChatGPT), การจดจำใบหน้า, หรือระบบแนะนำคอนเทนต์ ทั้งนี้ AI ทำงานผ่านอัลกอริทึม (Algorithms) และ Machine Learning ซึ่งเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อปรับปรุงความแม่นยำเอง โดย Ai มีความสามารถในการ วิเคราะห์ข้อมูล, แก้ไขปัญหา, วางแผนและทำงานแทนมนุษย์ในรูปแบบอัตโนมัติ
.png)
ปัจจุบันการใช้ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในงานวิจัย แต่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจไทยแล้ว ทั้งในด้านการแพทย์ การศึกษา การเงิน พลังงาน และแม้กระทั่งการออกแบบ การใช้ AI ในองค์กรมีหลายชนิด ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล, การทำงานอัตโนมัติ, ไปจนถึง AI เชิงกลยุทธ์อย่าง Hybrid และ Sovereign AI ที่กำลังเป็นแนวโน้มสำคัญในไทยและทั่วโลก หากองค์กรต้องการผลลัพธ์จริง ควรเลือกใช้ AI ที่สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจและลงทุนในบุคลากรควบคู่กัน
ข้อมูลจาก ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีผลการวิจัยร่วมของ มหาวิทยาลัย สแตมฟอร์ด และ คาร์เนกี้ เมลลอน (Stanford และ Carnegie Mellon) สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การใช้ Agentic AI ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะสามารถทำงานแทนคนในหลายมิติได้มากกว่า Generative AI แต่ก็พบว่า เมื่อ Agentic AI ล้มเหลวในการแปลงข้อมูลใบเสร็จค่าใช้จ่าย ในไฟล์ Excel ตัวระบบของ Agentic AI จะมีการสร้างข้อมูลขึ้นมาเอง เพื่อให้การทำงานเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ
จากผลการศึกษาพบว่า ในการทำงานของ Agentic AI ในปี 2568 มีการพูดถึงปัญหาของการใช้งานสูง จากกระบวนการทำงานทั้งหมด กับธุรกิจพบว่าเมื่อ Agentic AI ล้มเหลวในการแปลงข้อมูลจากใบเสร็จค่าใช้จ่ายลงในไฟล์ Excel ระบบของ Agentic AI จะเริ่มสร้างข้อมูลขึ้นมา เพื่อให้การทำงานสามารถเสร็จสมบูรณ์ได้ เช่น สร้างชื่อร้านอาหารปลอม เพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์
.png)
ผลการศึกษาของทั้งสองสถาบันพบว่า ปัจจุบัน Agentic AI ยังไม่สามารถทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่ให้สำเร็จได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยมีอัตราความล้มเหลวพุ่งสูงเกือบ 70% งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจยังคงมีข้อจำกัดจากข้อบกพร่องพื้นฐานทั้งทางเทคนิคและทางปฏิบัติ โดยการศึกษาดังกล่าว ได้จำลองสถานการณ์ของ บริษัท เทคโนโลยี ชั้นนำ ทั้ง OpenAI, Google, Anthropic และ Amazon ภายในสภาพแวดล้อมจำลองนี้ประกอบด้วยบทบาทต่างๆ เช่น CTO, ผู้จัดการฝ่ายบุคคล (HR) และวิศวกร พร้อมภารกิจในชีวิตประจำวันด้านการเงิน การบริหาร และวิศวกรรม โดย AI จะต้องทำงานอย่างเป็นอิสระผ่านระบบแชทภายใน คู่มือบริษัท และเว็บไซต์ โดยไม่มีมนุษย์คอยช่วยเหลือ
ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ไม่มี AI ตัวใดเลยที่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จเกิน 24%
ในบางงาน Agentic AI อาจจะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูง แต่บางงานที่มีความซับซ้อน ผลลัพธ์อาจจะยังไม่ดีไม่ได้ดั่งใจ Agentic AI เป็นพัฒนาการของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Generative AI ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยนักบิน” (Co-pilot) ในการร่างเนื้อหาและสรุปข้อมูลแต่ยังต้องรอคำสั่ง (Prompt) ในขณะที่ Agentic AI เป็นระบบที่สามารถทำงานได้เองโดยการผนวกเครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกัน
ตัวอย่างเช่น Generative AI สามารถช่วยผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเขียนอีเมลถึงซัพพลายเออร์หรือร่างข้อเสนอได้ แต่ Agentic AI ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยจัดซื้ออัจฉริยะ” ที่สามารถตรวจสอบสต็อก ระบุความต้องการที่ขาด เปรียบเทียบตัวเลือกจากซัพพลายเออร์ และจัดทำข้อเสนอเพื่อขออนุมัติได้อย่างครบถ้วน ทำให้มนุษย์สามารถยกระดับบทบาทจากงานปฏิบัติการ ไปสู่การขับเคลื่อนกลยุทธ์และสร้างมูลค่าให้กับองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ หรือทางด้าน Finance / Accounting Agentic AI สามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วย CFO” ในการตรวจสอบความผิดปกติของรายการบัญชี กระทบยอดธุรกรรม จัดทำรายงานการเงิน และแจ้งเตือนความเสี่ยง ช่วยให้ทีมการเงินโฟกัสกับการวิเคราะห์เชิงลึกมากขึ้น
.png)
อย่างไรก็ตาม แม้ Agentic AI จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ระบบอัตโนมัติขั้นสูง Agentic AI ในตอนนี้ยังอาจไม่ได้ทดแทนมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เป็นการเสริมศักยภาพการทำงาน การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพยังต้องอาศัย Human-in-the-loop องค์ความรู้เชิงลึก ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และกรอบธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นในระดับองค์กร
จะเห็นได้ว่าจากผลการศึกษาของทั้งสองสถาบัน การทำงานของ Agentic AI ยังต้องการเวลาในการปรับปรุง และ การทำงานร่วมกับมนุษย์ มากกว่า ที่จะทำงานได้อย่างอิสระอย่างแท้จริง ด้วยข้อจำกัด ของการพัฒนาระบบ สุดท้ายแล้ว Agentic AI ก็เป็นเครื่องมือ ที่ต้องทำงานร่วมกับมนุษย์ ที่เข้าใจระบบ และพัฒนาไปร่วมกัน ติดตามข้อมูลได้ที่ https://www.realsmart.co.th/
.png)
133 ปี สภากาชาดไทย สานต่อวัฒนธรรมแห่งการบริจาคโลหิตช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนคนไทยทั้งประเทศ ร่วมสานต่อพลังแห่งมนุษยธรรม สร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ บริจาคโลหิตช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปี แห่งการสถาปนาสภากาชาดไทย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า พันธกิจด้านการบริการโลหิต เป็นหน้าที่ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ในการจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพสูงสุด จากผู้บริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ทั้งในรูปโลหิต ส่วนประกอบโลหิต และผลิตภัณฑ์โลหิต เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน ทั้งในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศ ร่วมบริจาคโลหิตได้ที่
- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์
- หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 7 แห่งได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม บางแค เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)
- ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่นอุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต งานบริการโลหิตสถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และงานบริการโลหิตจังหวัดอุดรธานี
พร้อมเชิญชวนร่วมกิจกรรมโซเชียลมีเดีย โพสต์ภาพเล่าเรื่องความประทับใจ “แสดงพลังแห่งการให้” ผ่านโซเชียลมีเดีย เช็กอินสถานที่บริจาคโลหิต ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ติดแฮชแท็ก #133ปีแห่งการให้ #รวมพลังเลือดกาชาด เพื่อร่วมสร้างกระแสการบริจาคโลหิตต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ ดูรายละเอียดได้ที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/