LIFE & HEALTH : แนวทางการใช้ “เอไอ” เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

ในขณะที่ภาคเอกชนมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) มาปรับโครงสร้างและกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน และ เพิ่มรายได้ เช่นเดียวกับภาครัฐ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชน  รวมไปถึงทำให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกิดความคุ้มค่าสูงสุด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลของหลายประเทศได้มีการนำ “เอไอ” เข้ามาใช้ในการปรับโครงสร้างการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการกับประชาชน อาทิ

  • ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งประสบความสำเร็จจากระบบ X-Road ในการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหมดเข้าด้วยกัน รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ ai ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงสร้าง X-Road เดิมที่มีอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการ “เอไอ” เข้ากับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ซึ่งวัตถุประสงค์คือ การเปลี่ยนงานบริการภาครัฐที่เป็นไปตามกิจวัตรให้เป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการตัดสินใจของภาคภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างก้าวกระโดด
  • ประเทศไอร์แลนด์ พัฒนาแพลตฟอร์ม MyWelfare ซึ่งเป็นศูนย์รวมบริการสวัสดิการสังคมออนไลน์ โดยนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้พิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การจ่ายเงินกรณีเจ็บป่วย (Illness Benefit) มากกว่า 83% และเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาล 98% ได้รับการอนุมัติแบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาดำเนินการได้อย่างมาก และที่สำคัญสามารถให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้ง เงินอุดหนุนบุตร เงินชดเชยการว่างงาน และ การรักษาพยาบาล ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประเทศอังกฤษ กำลังพัฒนาระบบการสนทนาแบบรวมศูนย์ ประเทศฝรั่งเศส พัฒนา Albert AI เป็นระบบ Generative AI ระดับประเทศที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐในการให้บริการประชาชน
  • ประเทศนอร์เวย์ พัฒนา Frida AI เป็น AI Chatbot ของรัฐบาลนอร์เวย์ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสมือนจริงในการให้บริการประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ
  • ประเทศฟินแลนด์ พัฒนา AuroraAI เป็นโครงการปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติของ ประเทศฟินแลนด์ ที่มุ่งเน้นการใช้เอไอ เพื่อยกระดับบริการภาครัฐแบบองค์รวม เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลผ่าน ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) หรือ National Cloud ซึ่งเป็นแกนกลางในการรวมศูนย์ระบบคลาวด์ของหน่วยงานรัฐให้อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้บริหารจัดการหลัก ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวยึดหลัก อธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) อย่างเข้มงวด โดยข้อมูลความมั่นคงและข้อมูลชั้นความลับสูงต้องจัดเก็บภายในประเทศภายใต้กฎหมายไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ ระบบ GDCC ยังทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Ready) ของภาครัฐ โดยการรวมศูนย์ข้อมูลและจัดมาตรฐานความปลอดภัยนี้ ทำให้ในอนาคตหน่วยงานต่างๆ สามารถนำ “โมเดลเอไอ” มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อยกระดับการตัดสินใจ นำระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน และขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศได้อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ

จากผลการศึกษาของการนำเอไอ มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชนของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า เอไอ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ภาครัฐทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าราชการสามารถที่จะนำเวลาไปพัฒนาศักยภาพตัวเองในการทำงานด้านการกำกับดูแล การวิเคราะห์ และการพัฒนางานบริการให้ดียิ่งขึ้น

“เอไอ” ไม่ใช่แค่บริการเสริม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของภาครัฐ

เอไอ ในปัจจุบันที่รัฐบาลหลายประเทศนำมาใช้ ไม่ใช่เป็นแค่บริการ หรือ ฟีเจอร์เสริม แต่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ภาครัฐต้องมี โดยมี เอไอ เป็นผู้ช่วยมืออาชีพที่เข้ามาแก้ปัญหาของระบบเก่าโดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายมาสร้างเป็นฐานข้อมูลกลาง รวมทั้งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และ ระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจน สร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับภาครัฐ ในขณะเดียวกันข้าราชการ ก็จะปรับเปลี่ยนหน้าที่แทนที่จะต้องไปทำงานประจำแบบซ้ำๆ ทุกวัน ก็จะเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้ออกแบบ ผู้กำกับดูแล ไปจนถึงพัฒนา วิเคราะห์ เพื่อสร้างงานใหม่ๆ ในการให้บริการกับประชาชน

เอไอ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาใช้ โดยแกนหลักของการพัฒนาเอไอ ภาครัฐ ประกอบด้วย การสร้างรัฐบาลอัจฉริยะ(Smart Governance) โดยการนำ เอไอมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างโครงข่ายในการทำงานที่เชื่อมโยงของแต่ละหน่วยงาน ไปจนถึง การปฏิวัติกระบวนการทำงาน (Operational Efficiency) ให้มีความเชื่อมโยง ในแบบ One-Stop Service เพื่อสร้างการให้บริการประชาชนแบบ 24/7 (Hyper-Personalized Services) รวมทั้งสร้างระบบที่มีการตรวจสอบและปราบปรามทุจริต (Fraud Detection) ซึ่ง พัฒนาการของเอไอ ในปัจจุบันสามารถสร้าง เอไอ ภาครัฐ ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐในการให้บริการประชาชน

อย่างไรก็ตาม การนำเอไอมาใช้งาน ไม่ใช่การลดบทบาทของมนุษย์ แต่ เป็นการสร้างภาครัฐที่สามารถส่งมอบบริการได้ “เร็วขึ้น” “ถูกต้องขึ้น” และเข้าถึงประชาชนได้ “ตลอดเวลา” และ ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้มนุษย์ทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ มีเวลาในการพัฒนาบริการได้ดีขึ้น เพราะ สุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ทำงานทุกอย่างเพียงลำพัง เพราะสุดท้ายของกระบวนการทำงานยังคงต้องให้มนุษย์ เป็นการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงตัดสินใจ เพราะเราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ตัดสินใจได้ทั้งหมด เอไอ จึงเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติกระบวนการทำงาน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจแทนมนุษย์

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม สอบถามได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569  หลักสูตร Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Leave a comment