เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

10 ก.ย. 2569 09:16 น.

เนทันยาฮูเยือนซีเรีย ลั่นเป้าหมายหลักปราบ “รัฐบาลก่อการร้าย” ในอิหร่าน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เยือนซีเรียพร้อม รมว.กลาโหม ย้ำไม่ยอมให้กองทัพก่อการร้ายตั้งฐานใกล้พรมแดน ขณะสถานการณ์ยังตึงเครียด

วันที่ 9 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เดินทางเยือนซีเรีย พร้อมอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหม และกำลังทหาร โดยระหว่างการเยือนบริเวณภูเขาเฮอร์มอน เนทันยาฮูกล่าวว่า เป้าหมายหลักของอิสราเอลคือการเอาชนะ “รัฐบาลก่อการร้ายในอิหร่าน” พร้อมย้ำด้วยว่า อิสราเอลจะไม่ยอมให้ “กองทัพก่อการร้ายใดๆ เข้ามาตั้งอยู่ตามแนวชายแดนของอิสราเอล”

รายงานข่าวระบุว่า หลังรัฐบาลของบาชาร์ อัล-อัสซาด ล่มสลายในเดือนธันวาคม 2567 เมื่อกลุ่มกบฏบุกเข้าสู่กรุงดามัสกัส อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งทั่วซีเรีย โดยส่วนใหญ่มุ่งทำลายยุทโธปกรณ์และทรัพย์สินทางทหารของกองทัพซีเรีย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในมือของผู้ที่จะเข้ามาปกครองประเทศต่อจากอัสซาด ต่อมาหลังการล่มสลายของอัสซาดอย่างฉับพลัน อิสราเอลมีความกังวลว่ากลุ่มกบฏซีเรียอาจโจมตีอิสราเอล ขณะเดียวกัน อิสราเอลมองว่าสถานการณ์นี้เป็นโอกาสที่จะขัดขวางความสามารถของอิหร่านในการลักลอบขนอาวุธผ่านซีเรียไปยังกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน 

อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติและฝ่ายวิจารณ์อื่นๆ ระบุว่า การที่อิสราเอลเข้ายึดพื้นที่กันชนในซีเรีย เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงปี 2517 ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลในปัจจุบัน ยังไม่ได้รับคำสั่งให้อพยพ แต่ต้องเผชิญกับด่านตรวจและสถานการณ์ตึงเครียด รวมถึงเกิดการปะทะเป็นครั้งคราวระหว่างทหารอิสราเอลกับชาวบ้าน

ที่มา AP

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ “กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5” ครั้งสุดท้าย

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ "กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5" ครั้งสุดท้าย

10 ก.ย. 2569 08:46 น.

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ “กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5” ครั้งสุดท้าย

กรุงออสโลแน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง เพื่อร่วมส่งพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 ขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้นำทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพ 

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนออกมารวมตัวกันตามท้องถนนในกรุงออสโล เพื่อร่วมส่งพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เป็นครั้งสุดท้าย ในพระราชพิธีพระบรมศพเมื่อวันที่ 9 กันยายน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและความอาลัย หลังพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พระชนมพรรษา 89 พรรษา

ขบวนพระบรมศพเคลื่อนออกจากพระราชวังไปยังมหาวิหารออสโล ท่ามกลางประชาชนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง โดยหลายคนโบกธงชาตินอร์เวย์เพื่อร่วมแสดงความอาลัย ขณะที่มีการยิงสลุต 21 นัดเพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์

สมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 พระราชโอรส ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา ทรงร่วมขบวนเสด็จพระราชดำเนินตามพระบรมศพ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะที่สมเด็จพระราชินีซอนยา พระราชชนนี และสมเด็จพระราชินีเมตเต-มาริต พระมเหสี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง

พระราชพิธีครั้งนี้มีพระบรมวงศานุวงศ์จากหลายประเทศเข้าร่วม ทั้งกษัตริย์และสมาชิกราชวงศ์จากสวีเดน เดนมาร์ก สเปน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โมนาโก และจอร์แดน รวมถึงเจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ และเจ้าชายอากิชิโนะแห่งญี่ปุ่น ตลอดจนผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ

ช่วงเริ่มต้นพิธีพระบรมศพ ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมและสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัย ขณะที่สถานที่สาธารณะหลายแห่ง เช่น โบสถ์ ห้องสมุด ศูนย์วัฒนธรรม และศาลากลาง เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมรับชมพระราชพิธีผ่านจอขนาดใหญ่

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์ยาวนาน 35 ปี โดยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่รักของปวงชน ด้วยภาพลักษณ์ที่เรียบง่ายและใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีที่มหาวิหารออสโล พระบรมศพถูกเคลื่อนต่อไปยังป้อมปราการอาเคอร์ชูส เพื่อประกอบพิธีในขั้นต่อไป โดยสมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และสมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก.

ที่มา : AP

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

10 ก.ย. 2569 08:34 น.

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ เกิดไฟไหม้กลางทะเลใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในปาลาวัน เจ้าหน้าที่ช่วยผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่งแล้ว 42 คน พบผู้เสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ยังสูญหายอีก 87 คน

เกิดเหตุระทึกในฟิลิปปินส์ หลังเรือเฟอร์รี่ M/V June Aster เกิดไฟไหม้กลางทะเลนอกชายฝั่งจังหวัดปาลาวัน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และยังสูญหายอีก 87 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือที่อาจติดอยู่บนเรือ

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ขณะเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 2.2 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่งได้แล้ว 42 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 38 คน และลูกเรือ 4 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

ภาพจากหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นเรือทั้งลำถูกเปลวไฟลุกท่วมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย พร้อมพยายามควบคุมเพลิงที่ยังคงลุกไหม้

กัปตันโนเอมี คายาบับ จากหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า จากข้อมูลเบื้องต้น เรือมีรายชื่อผู้โดยสารและลูกเรือรวม 134 คน เมื่อนับจำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือและผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ที่ไม่สามารถติดต่อหรือระบุตำแหน่งได้อีก 87 คน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นและอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสอบถามรายละเอียดจากผู้รอดชีวิตทั้งหมดได้

ข้อมูลติดตามการเดินเรือจาก MarineTraffic ระบุว่าเรือ M/V June Aster ออกเดินทางจากกรุงมะนิลา ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้กลางทะเลใกล้จังหวัดปาลาวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของฟิลิปปินส์.

ที่มา : channelnewsasia

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

10 ก.ย. 2569 08:04 น.

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดให้บริการครบปี มีผู้โดยสารระหว่างประเทศเกือบ 2 ล้านคน ช่วยหนุนเศรษฐกิจกัมพูชาราว 5% พร้อมเร่งขยายศักยภาพขนส่งสินค้าและซ่อมบำรุงเครื่องบิน

วันที่ 9 กันยายน 2569 นายซิน จันเซเรยวุฒา เลขาธิการรัฐและโฆษกสำนักงานเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐของกัมพูชา เปิดเผยว่า สนามบินนานาชาติเตโช (Techo International Airport) หรือ TIA ของกัมพูชา มีผู้โดยสารระหว่างประเทศเดินทางผ่านเกือบ 2 ล้านคนในปีแรกของการเปิดให้บริการ ขณะที่สนามบินมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาประมาณ 5%  

พร้อมกันนี้ระบุว่า ปริมาณผู้โดยสารโดยรวมยังคงทรงตัว แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั้งขาเข้าและขาออกจากกัมพูชายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการกำลังขยายพื้นที่รองรับการขนส่งสินค้า รวมถึงพัฒนาโรงเก็บเครื่องบินสำหรับงานซ่อมบำรุง โดยร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงบริษัทจากสิงคโปร์

ทั้งนี้ สนามบินนานาชาติเตโชมีพื้นที่ประมาณ 16,250 ไร่ ข้อมูลจากหน่วยงานการบินพลเรือนของกัมพูชาระบุว่า สนามบินนานาชาติเตโชอยู่ในอันดับ 9 ของโลกในกลุ่มสนามบินระดับ 4F.

ที่มา  Freshnews

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

10 ก.ย. 2569 06:56 น.

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นเรียกร้องชาติสมาชิกส่งสถานการณ์เมียนมาให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาผ่านคณะมนตรีความมั่นคงฯ พร้อมยุติส่งอาวุธให้รัฐบาลทหาร

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2569 นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวระหว่างการประชุมสมัยที่ 63 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกยูเอ็นส่งสถานการณ์ในเมียนมาเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC)  โดยระบุว่า วิกฤติสิทธิมนุษยชนในเมียนมาเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่ผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาคมีความชัดเจนมากขึ้นทุกวัน

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นยังเรียกร้องให้ยุติการส่งมอบสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทหาร รวมถึงสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน หรือสินค้าซอฟต์แวร์เทคโนโลยี ให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเตือนว่าการส่งมอบสิ่งของเหล่านี้มีความเสี่ยงอย่างชัดเจนที่จะเอื้อให้เกิดการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พร้อมกันนี้ระบุด้วยว่า กองทัพเมียนมาและกองทัพอาระกันต่างละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ  ต่อชุมชนชาวโรฮิงญา พร้อมเตือนว่า การส่งผู้ลี้ภัยกลับเมียนมาในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย ถือเป็นการละเมิดหลักการไม่ผลักดันกลับ (non-refoulement) อย่างชัดแจ้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ศาลในอาร์เจนตินาออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนของเมียนมา 25 คน รวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำต่อชาวโรฮิงญา ขณะที่สถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมารุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564 เมื่อรัฐบาลทหารเดินหน้าปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง พร้อมเพิ่มปฏิบัติการทางทหารทั่วประเทศ.

ที่มา Irrawaddy

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

10 ก.ย. 2569 06:14 น.

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

รัสเซียกับยูเครนยกระดับการโจมตีทางอากาศเข้าใส่กัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงที่ชายแดนยูเครนติดกับมอลโดวา ซึ่งมีผู้เคราะห์ร้าย 2 ศพ

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย จากเหตุโดรนรัสเซียโจมตีจุดข้ามแดน “สตารอโคซาเช” (Starokozache) บริเวณชายแดนยูเครนและมอลโดวา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดด่านตรวจดังกล่าวทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างยกระดับการโจมตีทางอากาศระยะไกลใส่กันอย่างหนัก แม้จะมีความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามก็ตาม

สำหรับการโจมตีในฝั่งยูเครน เหตุโจมตีที่ด่านสตารอโคซาเช ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว โดยหนึ่งในผู้บาดเจ็บเป็นคนขับรถชายมอลโดวา ขณะที่นายกรัฐมนตรีมอลโดวาออกมาระบุว่า ในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว มีโดรนของรัสเซียรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนประเทศของเขาถึง 17 ลำ

ที่กรุงเคียฟ โดรนรัสเซียพุ่งชนอาคารสูง 9 ชั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 คน ส่วนที่เมืองซูมี โดรนโจมตีห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า สามารถยิงโดรนยูเครนตกได้ถึง 596 ลำในคืนเดียว อย่างไรก็ตาม หลายเมืองในรัสเซียยังได้รับความเสียหายจากโดรน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

เมืองท่าโนโวรอสซีสค์ (Novorossiysk) ของรัสเซีย ถูกโดรนของยูเครนโจมตีอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ รวมเด็ก 1 ราย บาดเจ็บอีก 29 ราย นอกจากนั้น ยังมีอาคารที่พักอาศัย, โบสถ์ และ โรงเรียนอนุบาลได้รับความเสียหายด้วย

ขณะเดียวกัน ยูเครนอ้างว่า ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่เมืองโนวี อูเรนกอย (Novy Urengoy) ในเขตอาร์กติกของรัสเซีย และอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อตัดกำลังบำรุงในสงครามของรัสเซีย

การโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวทางการยุติสงคราม

และเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะตัวแทนของทรัมป์เดินทางไปเยือนทั้งรัสเซียกับยูเครน เพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาโดยตรงระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งยูเครนคาดว่าอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ แต่ทางมอสโกแย้งว่ายังเร็วเกินไปที่จะหารือเรื่องวันและสถานที่จัดเจรจา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

10 ก.ย. 2569 05:16 น.

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2026 VANTOR)

สถาบันวิจัยในสหรัฐฯ เผยว่า อิหร่านกำลังสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับแห่งใหม่ที่ภูเขาพิกแอ็กซ์ ขณะที่สหรัฐฯ ก็กำลังพัฒนาอาวุธเจาะทะลวงรุ่นใหม่ เพื่อเจาะทะลวงฐานลับใต้ดินของอิหร่านให้ได้

ตามรายงานของสำนักข่าว CNN เมื่อ 9 ก.ย. 2569 ศูนย์เพื่อการศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าอิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่มขึ้น ใต้ภูเขาหินแกรนิต “พิกแอ็กซ์” (Pickaxe Mountain) ขณะเดียวกันมีหลักฐานชี้ว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเร่งทดสอบและพัฒนาอาวุธชนิดใหม่เพื่อโจมตีเป้าหมายใต้ดินลึกที่ระเบิดทำลายบังเกอร์แบบเดิมทำไม่ได้

CSIS ระบุว่า ศูนย์นิวเคลียร์ลับแห่งใหม่นี้ กำลังมีการปรับเปลี่ยนการก่อสร้างไปเน้นการตกแต่งหรือก่อสร้างภายใน การเสริมความแข็งแกร่งของปากอุโมงค์ และปรับเส้นทางคมนาคม คาดว่าออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประกอบเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) หรือเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

อย่างไรก็ตาม CSIS ประเมินว่าสถานที่แห่งนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ด้านท่าทีของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะโจมตีศูนย์นิวเคลียร์แห่งนี้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างที่เป็นชั้นหินแกรนิตหนาทำให้เป็นเป้าหมายที่ทำลายได้ยาก แม้จะใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ที่หนักที่สุดในปัจจุบัน (MOP)

จากการโจมตีในยุทธการ Operation Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 สหรัฐฯ ทำได้เพียงถล่มปิดทางเข้าศูนย์นิวเคลียร์อิสฟาฮาน (Isfahan) เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถเจาะทะลวงโครงสร้างชั้นใต้ดินได้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ได้อนุมัติสัญญาเร่งด่วนมูลค่า 1.2 ล้านดอลลาร์ก่อนเริ่มสงครามอิหร่าน เพื่อซ่อมแซมและเตรียมพื้นที่ทดสอบใต้ดินชั้นหินแกรนิต ที่เขตทดสอบขีปนาวุธไวท์แซนด์ส ในรัฐนิวเม็กซิโก

แหล่งข่าวระบุว่า การทดสอบดังกล่าวจะเป็นการใช้อาวุธจริง เพื่อจำลองการโจมตีใส่ศูนย์นิวเคลียร์ใต้ดินลึกของอิหร่านโดยเฉพาะ

นอกจากนั้น กองทัพสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนา “ระเบิดเจาะทะลวงรุ่นถัดไป” เพื่อมาแทนที่ระเบิด MOP รุ่นเดิมสำหรับใช้ทำลายเป้าหมายที่อยู่ลึกใต้ดินมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

10 ก.ย. 2569 03:56 น.

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สงครามกับอิหร่านจะจบทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม และอ้างอีกว่า ที่อิหร่านยกระดับการโจมตีในช่วงนี้ ก็เพื่อทำลายความนิยมของพรรครีพับลิกันให้แพ้เลือกตั้ง

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาอ้างว่า สงครามกับอิหร่านจะยุติลงและราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว “ทันที” หลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ผ่านพ้นไป นับเป็นการเลื่อนกำหนดเวลายุติสงครามอีกครั้ง หลังเวลาล่วงเลยมากว่า 6 เดือน ทั้งที่ทรัมป์เคยสัญญาว่า สงครามจะใช้เวลาไม่นาน

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำอิหร่านกำลังยกระดับความขัดแย้งในขณะนี้เพื่อส่งผลกระทบเชิงลบต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน

“ผมคิดว่าสงครามจะจบลงทันทีหลังการเลือกตั้ง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบริเวณลานจอดเครื่องบิน ขณะเดินทางไปยังรัฐเทกซัสเพื่อร่วมงานประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรครีพับลิกันสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม

“พวกเขาไม่สามารถอดทนได้นานกว่านี้อีกแล้ว พวกเขาสิ้นหวังที่จะพยายามส่งผลต่อการเลือกตั้ง เพื่อให้เราได้กลุ่มคนที่อ่อนแอเข้าไปบริหาร แล้วปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามลำพังและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้”

คำคาดการณ์ของทรัมป์ที่ว่าสงครามจะดำเนินต่อไปอีก 2 เดือน หลังจากยืดเยื้อมานานแล้ว 6 เดือน ทำให้ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันต้องรับมือกับปัจจัยลบของความขัดแย้งและผลกระทบต่อค่าครองชีพต่อไป โดยพรรครีพับลิกันกังวลมานานแล้วว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามจะทำให้พวกเขาเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

คำพูดล่าสุดของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่สงครามส่งผลให้ราคาพลังงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยตามข้อมูลจาก AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยเกือบ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ส่วนน้ำมันเบนซินธรรมดาขณะนี้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.22 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นจาก 4.01 ดอลลาร์เมื่อเดือนก่อน

ต้นทุนพลังงานยังดันราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารสด ให้สูงขึ้น ทั้งยังส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและความไม่พอใจของผู้ลงคะแนนเสียง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างว่าราคาน้ำมันจะลดลงต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อแกลลอนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีตอบโต้กัน โดยมีการผลัดกันโจมตีเรือรบและเรือบรรทุกน้ำมันของอีกฝ่าย ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาไม่ได้มองหาการเจรจากับผู้นำอิหร่านเพื่อยุติการสู้รบอีกต่อไปแล้ว

“เดิมทีผมต้องการทำข้อตกลง” เขากล่าว “แต่ตอนนี้เราถลำลึกมาไกลมากแล้ว ตอนนี้ประเทศของพวกเขาเหลือน้อยเต็มที ดังนั้นเราจึงไม่ได้แสวงหาการเจรจา แน่นอนว่าการเจรจาอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในตอนนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : politico

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

10 ก.ย. 2569 02:55 น.

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

ชาวเกาหลีใต้กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งออกมารวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านไม่ให้รัฐบาลของพวกเขา ส่งทหารไปเข้าร่วมในสงครามกับอิหร่านตามแรงกดดันของ โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 กลุ่มผู้ประท้วงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 คน ชุมนุมบริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิเสธการส่งกองกำลังทหารไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมากดดันประเทศพันธมิตรให้เข้าร่วมในความขัดแย้งกับอิหร่าน

กลุ่มผู้ประท้วงและองค์กรภาคประชาสังคมมองว่า สงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 6 เดือนก่อนเป็น “สงครามที่ผิดกฎหมาย” และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การส่งทหารเกาหลีใต้ไปจึงเท่ากับการส่งเยาวชนไปสู่ความเสี่ยง และจะนำไปสู่ความสูญเสียโดยไม่จำเป็น

ก่อนหน้านี้กองทัพเกาหลีใต้ได้ส่งคณะทำงานไปประเมินสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจส่งกำลังทหาร ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทาง “การมีส่วนร่วม” เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยร่วมกับสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่กระทบต่อความพร้อมทางทหารของตนเอง

ด้านรัฐบาลอิหร่านเตือนอย่างชัดเจนว่า หากเกาหลีใต้ส่งทหารเข้ามา จะถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือฝ่ายรุกรานโดยตรง และจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเกาหลีใต้ตัดสินใจส่งกำลังทหารไปยังพื้นที่ดังกล่าวจริง จะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากรัฐสภาเสียก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

10 ก.ย. 2569 00:55 น.

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

ลูเซีย ซีซิช ผู้ครองตำแหน่งมิสออสเตรียคนปัจจุบัน เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 22 ปี โดยเธอมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เธอเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด

กองประกวด Mission Austria ซึ่งเป็นผู้จัดงานประกวดมิสออสเตรียและมิสเตอร์ออสเตรีย แจ้งข่าวเศร้าผ่านโพสต์ไว้อาลัยบนเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันจันทร์ (7 ก.ย.) โดยระบุว่า “พวกเราตกใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบข่าวการจากไปของ ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรียประจำปี 2567”

ซีซิชคว้ามงกุฏมิสออสเตรียได้ในปี 2567 และยังคงครองตำแหน่งอยู่นับตั้งแต่นั้นเนื่องจากยังไม่มีการจัดประกวดครั้งใหม่

ทางกองประกวด Mission Austria ได้ระบุในโพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาษาเยอรมันว่า “พวกเราจะจดจำลูเซียในฐานะหญิงสาวที่แสนงดงาม พวกเราขอส่งความห่วงใยและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งของเราไปถึง ครอบครัว เพื่อนฝูง และทุกคนที่ใกล้ชิดกับเธอในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้”

ข้อความดังกล่าวลงชื่อโดย เคิร์สติน ริกเกอร์ ซีอีโอของ Mission Austria และ ยอร์ก สามีของเธอ พร้อมเสริมว่า “ลูเซียจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมิสออสเตรียของเราตลอดไป”

ทั้งนี้ ในฐานะบุคคลสาธารณะ ซีซิชเคยเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเธออย่างตรงไปตรงมา โดยในปี 2567 เธอโพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมเพื่อขอบคุณทีมแพทย์แผนกกุมารเวชที่เคยดูแลเธอในวัยเด็ก

“ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และคุณหมอผู้เสียสละ ซึ่งช่วยชีวิตฉันไว้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด ทำให้ฉันผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมามากมาย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเปี่ยมสุข” เธอระบุไว้ในเวลานั้น

นอกจากนี้ ซีซิชเคยให้สัมภาษณ์กับ Heute สำนักข่าวของออสเตรียในปี 2567 ว่า เธอเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกทันทีหลังคลอด และได้เล่าถึงผลกระทบจากสุขภาพที่มีต่อวัยเด็กของเธอ

“งานสัปดาห์กีฬาจัดขึ้นโดยไม่มีฉัน วัยเด็กของฉันแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง แต่มันก็ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น”

ด้าน Herzkinder Österreich องค์กรการกุศลในออสเตรียที่ช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ ก็ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของซีซิชเช่นกัน โดยโพสต์เฟซบุ๊กว่า พวกเขาเสียใจอย่างที่สุดต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของซีซิช พร้อมเสริมว่า “ด้วยวัยเพียง 22 ปี เธอจากพวกเราเร็วเกินไปอย่างยิ่ง”

ข้อความไว้อาลัยระบุอีกว่า “ลูเซียเองเป็นผู้มีหัวใจแห่งความหวังอย่างแท้จริง เธอคือหญิงสาวที่เข้าใจดีว่าการเติบโตมาพร้อมกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การต้องอดทนต่อการผ่าตัด และการก้าวไปตามเส้นทางของตัวเองด้วยความกล้าหาญและร่าเริงนั้นเป็นอย่างไร”

“เราจะจดจำเธอในฐานะหญิงสาวที่มีจิตใจอบอุ่น อบอวลด้วยความสุข น่าประทับใจ — และในฐานะเด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วและปรารถนาจะมอบพลังใจให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc