ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด "เบนซิน-ดีเซล" ลิตรละกี่บาท

9 มิ.ย. 2569 07:35 น.

ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 เช็กราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์, ดีเซล จากปั๊มน้ำมัน ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ และเชลล์ ล่าสุดราคาลิตรละกี่บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ มีดังนี้

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 9 มิถุนายน 2569

ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล พลัส อยู่ที่ 57.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 พลัส อยู่ที่ 53.44 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.04 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.04 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 52.69 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 57.25 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 50.99 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.60 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.23 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.60 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ดีเซล บี 20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 53.19 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “ซัสโก้” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร
  • เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.84 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “คาลเท็กซ์” วันที่ 9 มิถุนายน 2569

  • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 53.41 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.73 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.10 บาท/ลิตร
  • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 41.30 บาท/ลิตร
  • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 57.25 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.80 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ทรัมป์เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B 1 แสนดอลลาร์ “ผิดกฎหมาย”

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ทรัมป์เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B 1 แสนดอลลาร์ “ผิดกฎหมาย”

9 มิ.ย. 2569 06:29 น.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ทรัมป์เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B 1 แสนดอลลาร์ “ผิดกฎหมาย”

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมผู้ขอวีซ่าแรงงานทักษะสูง “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว โดยชี้ว่าผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการทำเช่นนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนค่าธรรมเนียมมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บจากผู้ขอวีซ่าประเภท H-1B รายใหม่ สำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูง โดยศาลสรุปว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นภาษีที่มิชอบด้วยกฎหมายและไม่เคยได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ลีโอ โซโรคิน ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในเมืองบอสตัน มีคำตัดสินดังกล่าวในคดีความที่ยื่นฟ้องโดยอัยการสูงสุดจากพรรคเดโมแครตจำนวน 20 รัฐ ซึ่งร่วมกันคัดค้านค่าธรรมเนียมที่ทรัมป์ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการขอวีซ่า H-1B พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล

ฝ่ายสนับสนุนนโยบายนี้แย้งว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นบทลงโทษทางการเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการได้ภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้นำประเทศสามารถจำกัดการเดินทางเข้าเมืองของชาวต่างชาติบางกลุ่มได้ หากเห็นว่าการเข้าเมืองนั้นๆ “เป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของผู้พิพากษาโซโรคินสรุปว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่บทลงโทษ แต่เป็น “ภาษี” ซึ่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันไม่มีอำนาจใดๆ จากสภาคองเกรสในการประกาศใช้ และกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงสำนักงานบริการสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (USCIS) ก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้

“ในกรณีนี้ สาระสำคัญและการบังคับใช้เงินจ่ายจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันคือภาษี ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะถูกเรียกว่าอะไรก็ตาม” ผู้พิพากษาโซโรคิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา จากพรรคเดโมแครต ระบุในคำตัดสิน

นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังได้อ้างอิงถึงคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้เพิกถอนมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรเป็นวงกว้างของทรัมป์ที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยโซโรคินระบุว่า ภายใต้ตรรกะแห่งคำตัดสินของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาในคดีนั้น ทรัมป์ย่อมไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในการเรียกเก็บภาษีในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน

ด้านเทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลทรัมป์มีความมั่นใจว่า คำสั่งของผู้พิพากษาโซโรคินจะถูกพลิกคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์

ทั้งนี้ โครงการวีซ่า H-1B มีโควตาจัดสรรวีซ่าสำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูงจำนวน 65,000 ใบต่อปี และอีก 20,000 ใบสำหรับแรงงานที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาขั้นสูง โดยจะได้รับการอนุมัติให้อยู่ทำงานได้เป็นเวลา 3 ถึง 6 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาแรงงานที่ได้รับวีซ่า H-1B นี้เป็นอย่างมาก

เดิมที นายจ้างที่ต้องการขอวีซ่าให้แก่แรงงานต่างชาติต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอยู่ที่ประมาณ 2,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ จนกระทั่งนายทรัมป์มีคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนกันยายนปีก่อน

การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการยื่นขอวีซ่า H-1B ลดลงอย่างเห็นได้ชัดตามข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารยื่นฟ้องต่อศาล โดยรัฐบาลระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อเดือนมีนาคมว่า นับจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สำนักงานบริการสัญชาติฯ (USCIS) ได้รับเงินค่าธรรมเนียมมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐนี้เพียง 85 รายการเท่านั้น

นอกจากนั้น รัฐบาลทรัมป์ยังสั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครวีซ่า H-1B และได้เสนอขั้นตอนการคัดเลือกวีซ่าแบบใหม่ที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่แรงงานที่มีทักษะสูงกว่าและได้รับค่าจ้างที่แพงกว่าก่อน จุดชนวนให้เกิดการฟ้องร้องทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการบังคับใช้อย่างน้อย 3 คดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เตือนเนทันยาฮู อาจถูกโดดเดี่ยวหากโจมตีอิหร่านไม่หยุด

ทรัมป์เตือนเนทันยาฮู อาจถูกโดดเดี่ยวหากโจมตีอิหร่านไม่หยุด

9 มิ.ย. 2569 05:27 น.

ทรัมป์เตือนเนทันยาฮู อาจถูกโดดเดี่ยวหากโจมตีอิหร่านไม่หยุด

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลว่า จะทำให้ตัวเองถูกโดดเดี่ยวหากยังคงโจมตีอิหร่านต่อไป ก่อนที่อิสราเอลกับอิหร่านจะหยุดการโจมตีเข้าใส่กันในวันจันทร์

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว Axios ว่า เขาได้เตือนนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ว่าจะทำให้ตัวเองถูกโดดเดี่ยวในความขัดแย้งครั้งนี้ หากยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

“ผมบอกไปว่า ‘บีบี คุณควรระวังตัวไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นไม่นานคุณจะต้องสู้เพียงลำพัง’ ” ทรัมป์กล่าวกับ บารัค ราวิด ผู้สื่อข่าวของ Axios และผู้ประกาศข่าวของ CNN

ทรัมป์กล่าวอีกว่า อิสราเอลแจ้งให้สหรัฐฯ ทราบล่วงหน้าแบบ “กระชั้นชิดมาก” เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งตอนนี้ได้ยุติลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันเนทันยาฮูก็ส่งสัญญาณว่าการโจมตีอาจกลับมาเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

ในขณะที่ทรัมป์ยังคงพยายามบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน เขาเปิดเผยว่ามี 5 ประเทศในภูมิภาคได้เรียกร้องให้เขาเข้ามาแทรกแซงและพูดคุยกับเนทันยาฮู หลังจากเกิดการโจมตีครั้งล่าสุด

“ประเทศเหล่านี้มีความกังวลเป็นอย่างมาก พวกเขาชอบข้อตกลงที่เรากำลังเจรจากันอยู่” ทรัมป์กล่าว โดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นประเทศใดบ้างที่ติดต่อเข้ามา

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านได้ติดต่อหาเขาเช่นกัน โดยแจ้งว่าพวกเขาจะหยุดยิงหากอิสราเอลยอมถอย “พวกเขาโทรหาเราและบอกว่าจะไม่มีการโจมตีใดๆ อีก พร้อมกับขอให้เราบอกอิสราเอลว่าอย่าทำการโจมตีใดๆ เพิ่มเติมเช่นกัน” ทรัมป์กล่าวกับ Axios

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อินเดียยืนยัน ช่วยลูกเรือได้ทุกคนแล้ว หลังถูกสหรัฐฯ โจมตีจนไฟไหม้

อินเดียยืนยัน ช่วยลูกเรือได้ทุกคนแล้ว หลังถูกสหรัฐฯ โจมตีจนไฟไหม้

9 มิ.ย. 2569 03:20 น.

อินเดียยืนยัน ช่วยลูกเรือได้ทุกคนแล้ว หลังถูกสหรัฐฯ โจมตีจนไฟไหม้

อินเดียยืนยันช่วยลูกเรือ 24 คนจากเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกสหรัฐฯ โจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ที่นอกชายฝั่งประเทศโอมานได้ครบทุกคนแล้ว และทุกคนปลอดภัยดี

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่า ทางการโอมานได้ส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าอพยพลูกเรือชาวอินเดียจำนวน 24 คน ออกจากเรือบรรทุกน้ำมันที่เกิดเพลิงไหม้บริเวณนอกชายฝั่งโอมานแล้ว โดยไม่ระบุถึงสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ดังกล่าว

“เราขอขอบคุณทางการโอมานสำหรับการตอบสนองอย่างรวดเร็วและการเข้าช่วยเหลือลูกเรือสัญชาติอินเดียทั้ง 24 คน บนเรือ MT Marivex พร้อมทั้งช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยของพวกเขา” สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำโอมานระบุในแถลงการณ์บนสื่อสังคมออนไลน์

กระทรวงการท่าเรือ, การขนส่งทางเรือ และเส้นทางน้ำของอินเดีย แถลงว่าได้รับรายงานเหตุเพลิงไหม้บนเรือ MT Marivex ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันที่จดทะเบียนภายใต้ธงชาติปาเลา เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น.วันจันทร์ แต่ไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตความเสียหาย และไม่ได้ระบุว่าอะไรเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ของกองทัพสหรัฐฯ เพิ่งออกมายืนยันว่า กองทัพของพวกเขาโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่งบริเวณนอกชายฝั่งประเทศโอมาน โดยเรือลำนี้ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร และกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งกำลังอยู่ภายใต้มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

เรือ MT Marivex (เอ็มที มาริเวกซ์) มีบริษัท อาริฮันต์ ชิปปิ้ง (Arihant Shipping Inc.) เป็นเจ้าของที่จดทะเบียน ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ที่บังคับใช้กับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ สหภาพลูกเรืออินเดียเปิดเผยว่า ลูกเรือชาวอินเดียจำนวน 24 คนบนเรือกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยในบันทึกเสียงสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ ลูกเรือระบุว่าเกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเรือ และอ้างว่าเป็นผลมาจาก “การโจมตีของกองทัพเรือสหรัฐฯ”

“เกิดเพลิงไหม้บนเรือของเรา และเรือกำลังจะจม กองทัพเรือสหรัฐฯ โจมตี ขีปนาวุธยิงโดนห้องเครื่องของเรา” ข้อความในบันทึกเสียงขอความช่วยเหลือที่สำนักข่าว CNN ได้รับระบุ “โปรดช่วยด้วย เกิดไฟไหม้บนเรือ… ลูกเรือ 24 คน ทั้งหมดเป็นชาวอินเดีย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านลั่น จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป แม้ถูกยุโรปคว่ำบาตรรอบใหม่

อิหร่านลั่น จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป แม้ถูกยุโรปคว่ำบาตรรอบใหม่

9 มิ.ย. 2569 02:12 น.

อิหร่านลั่น จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป แม้ถูกยุโรปคว่ำบาตรรอบใหม่

รัฐมนตรีอิหร่านประกาศกร้าวว่า ประเทศของเขาจะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป หลังจากสหภาพยุโรปประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 รัฐมนตรีอิหร่านออกมาประกาศกร้าวว่า ประเทศของเขาจะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญของโลกต่อไป พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่มุ่งเป้าไปยังบุคคลและองค์กรที่มีส่วนร่วมในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

นายคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาประณามการตัดสินใจของสหภาพยุโรปในการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่นี้ว่าเป็น “การกระทำที่ฉ้อฉล”

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปเปิดเผยว่า ประเทศสมาชิก EU เห็นชอบมาตรการคว่ำบาตรชาวอิหร่านจำนวนหนึ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำกัดการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดโดยพฤตินัยมานับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

“ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเองต่างหากที่เป็นหนึ่งในผู้ละเมิดสิทธิ์ของประชาชนชาวอิหร่านรายใหญ่ที่สุด และสหภาพยุโรปยังจงใจนิ่งเฉยต่อการที่สหรัฐฯ ใช้กองทัพเรือปิดล้อมอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการก่อสงครามด้วยซ้ำ!” นายการีบาบาดี โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X

“อิหร่านไม่ให้คุณค่าใดๆ ต่อการกระทำหน้าไหว้หลังหลอกและมีนัยทางการเมืองของยุโรปในครั้งนี้ และจะยังคงดำเนินยุทธศาสตร์ในการรักษาอธิปไตย ตลอดจนการใช้สิทธิแห่งอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน

สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน

9 มิ.ย. 2569 01:04 น.

สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กองทัพเรือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่ง บริเวณนอกชายฝั่งโอมาน โดยเป็นเรือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเมื่อปลายปีก่อน และกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออิหร่าน

เมื่อ 8 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีเรือลำหนึ่งที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร บริเวณนอกชายฝั่งโอมานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากเรือลำดังกล่าวพยายามที่จะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเปล่าลำหนึ่งในอ่าวโอมานใช้งานไม่ได้ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. หลังจากเรือลำดังกล่าวละเมิดมาตรการปิดล้อมอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ ด้วยการพยายามเดินทางไปยังท่าเรือของอิหร่าน” แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุ

เรือลำดังกล่าวมีชื่อว่า “เอ็มที มาริเวกซ์” (MT Marivex) เดินเรือภายใต้ธงชาติปาเลา และมีบริษัท อาริฮันต์ ชิปปิ้ง (Arihant Shipping Inc.) เป็นเจ้าของที่จดทะเบียน ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ที่บังคับใช้กับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ สหภาพลูกเรืออินเดียเปิดเผยว่า ลูกเรือชาวอินเดียจำนวน 24 คนบนเรือกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยในบันทึกเสียงสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ ลูกเรือระบุว่าเกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเรือ และอ้างว่าเป็นผลมาจาก “การโจมตีของกองทัพเรือสหรัฐฯ”

“เกิดเพลิงไหม้บนเรือของเรา และเรือกำลังจะจม กองทัพเรือสหรัฐฯ โจมตี ขีปนาวุธยิงโดนห้องเครื่องของเรา” ข้อความในบันทึกเสียงขอความช่วยเหลือที่สำนักข่าว CNN ได้รับระบุ “โปรดช่วยด้วย เกิดไฟไหม้บนเรือ… ลูกเรือ 24 คน ทั้งหมดเป็นชาวอินเดีย”

นอกจากนี้ สัญญาณขอความช่วยเหลือยังระบุด้วยว่า เรือชูชีพลำหนึ่งของเรือก็เกิดเพลิงไหม้เช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับแล้ว 35 ศพ แผ่นดินไหว 7.8 เขย่าฟิลิปปินส์ พบสึนามิหลายประเทศ

ดับแล้ว 35 ศพ แผ่นดินไหว 7.8 เขย่าฟิลิปปินส์ พบสึนามิหลายประเทศ

8 มิ.ย. 2569 23:25 น.

ดับแล้ว 35 ศพ แผ่นดินไหว 7.8 เขย่าฟิลิปปินส์ พบสึนามิหลายประเทศ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 35 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับร้อยราย โดยมีรายงานคลื่นสึนามิสร้างความเสียหายที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.8 แมกนิจูด ในพื้นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 35 ศพแล้ว ในขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 134 ราย และยังมีผู้ประสบภัยอีก 12 คนที่ยังสูญหาย

เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นนอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้อาคารหลายแห่งพังถล่มและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในเมือง “เจเนอรัล ซานโตส” ได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ยังมีรายงานความเสียหายจากคลื่นสึนามิในหมู่บ้านชายฝั่งอย่างน้อยหนึ่งแห่ง ขณะที่สามารถตรวจวัดคลื่นขนาดเล็กกว่าได้ในอินโดนีเซีย, ปาเลา และไกลถึงทางตอนใต้ของญี่ปุ่น

หลังจากเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเมืองเจเนอรัลซานโตส ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีประชากรราว 720,000 คน ทางการฟิลิปปินส์ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบอพยพขึ้นที่สูง เผื่อเกิดคลื่นสึนามิตามมา

ด้านสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงตามมาอีกหลายระลอกในพื้นที่ดังกล่าวหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งแรกประมาณ 2 ชั่วโมง โดยระลอกที่รุนแรงที่สุดวัดขนาดได้ 6.5 แมกนิจูด

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตอบสนองต่อภัยพิบัติบนเกาะมินดาเนาทันที โดยกำชับให้หน่วยงานต่างๆ จัดเตรียมถุงยังชีพ, จัดหาศูนย์อพยพ และเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการกู้ภัยที่อาจเกิดขึ้น

“รัฐบาลกลางกำลังเร่งดำเนินการ และเราจะไม่ทิ้งมินดาเนาไว้ข้างหลัง” ประธานาธิบดีกล่าวในแถลงการณ์

ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนสึนามิของสหรัฐฯ เตือนก่อนหน้านี้ว่า หลายประเทศอาจได้รับผลกระทบ ขณะที่ในตอนแรกออสเตรเลียแจ้งเตือนความเสี่ยงที่อาจเกิดคลื่นสึนามิบริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือ

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นก็ออกประกาศเตือนภัยเช่นกัน โดยระบุว่าตรวจพบคลื่นสึนามิความสูง 0.2 เมตรหรือต่ำกว่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการให้บริการเรือข้ามฟากบางส่วน และมีการสั่งปิดชายหาดเพื่อเฝ้าระวังภัย

ขณะเดียวกัน มีการตรวจพบคลื่นสึนามิที่มีความสูง 0.75 เมตรในบางพื้นที่ของจังหวัดสุลาเวสีเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้ประชาชนเริ่มอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า รวมถึงชาวบ้านบนหมู่เกาะ “ซางีเฮ” (Sangihe) ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลและตั้งอยู่ใกล้กับฟิลิปปินส์มากที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สื่อท้องถิ่นเผย อิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่าน ตามคำขอของทรัมป์

สื่อท้องถิ่นเผย อิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่าน ตามคำขอของทรัมป์

8 มิ.ย. 2569 22:03 น.

สื่อท้องถิ่นเผย อิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่าน ตามคำขอของทรัมป์

สื่อของอิสราเอลเผยว่า กองทัพอิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่านตามคำขอของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากอิหร่านประกาศหยุดโจมตี และผู้นำสหรัฐฯ ต่อสายคุยกับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู อีกครั้ง

เมื่อ 8 มิ.ย. 2569 สำนักข่าว แชนเนล 12 (Channel 12) ของอิสราเอลรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลว่า อิสราเอลกำลังจะยุติการโจมตีอิหร่าน “ตามคำขอของทรัมป์” หลังจากทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดตั้งแต่เมื่อคืนวันอาทิตย์และยาวตลอดวันจันทร์

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า การโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนจะยังคงดำเนินต่อไป หากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดฉากโจมตีอิสราเอล

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากมีข่าวว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อสายตรงพูดคุยทางโทรศัพท์กับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอีกครั้งในวันนี้ แต่จนยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่มีการหารือกัน

รายงานของสื่ออิสราเอลสอดคล้องกับรายงานของสำนักข่าว CNN ก่อนหน้านี้ที่บอกว่า อิสราเอลจะยอมรับคำขอของรัฐบาลทรัมป์ในการยุติการโจมตีอิหร่าน แต่จะยังคงเดินหน้าโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป

แต่แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ให้ข้อมูลกับ CNN กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้ “เปราะบางเป็นอย่างยิ่ง” เนื่องจากอิหร่านขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอีกครั้ง หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอน

ทั้งนี้ กองทัพอิหร่านเพิ่งประกาศหยุดการโจมตีอิสราเอลระลอกล่าสุด แต่เตือนว่า พวกเขาจะตอบโต้อย่างรุนแรงและเด็ดขาดกว่าเดิม หากอิสราเอลยังคงโจมตีภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธ ฮิซบอลเลาะห์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพอิหร่านประกาศหยุดโจมตีอิสราเอล แต่เตือนเรื่องเลบานอน

กองทัพอิหร่านประกาศหยุดโจมตีอิสราเอล แต่เตือนเรื่องเลบานอน

8 มิ.ย. 2569 21:41 น.

กองทัพอิหร่านประกาศหยุดโจมตีอิสราเอล แต่เตือนเรื่องเลบานอน

กองทัพอิหร่านประกาศหยุดการโจมตีอิสราเอลระลอกล่าสุดซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว แต่เตือนว่า หากอิสราเอลยังโจมตีภาคใต้ของเลบานอน พวกเขาจะตอบโต้รุนแรงกว่าเดิม

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลาง “คาตัม อัล-อันบิยา” ซึ่งเป็นหน่วยบัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประกาศการยุติปฏิบัติการของกองทัพในการโจมตีอิสราเอลระลอกล่าสุดนี้ แต่เตือนด้วยว่า หากอิสราเอลยังคงโจมตีพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน อิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงและเด็ดขาดกว่าเดิม

แถลงการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก อิหร่านเริ่มยิงขีปนาวุธเข้าใส่ดินแดนของอิสราเอลอีกครั้งเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และยาวตลอดวันจันทร์ ซึ่งนับเป็นการโจมตีเข้าใส่อิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่อิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายการเมืองและทหารของอิหร่านได้ออกคำเตือนเมื่อช่วงเย็นวานนี้ว่า อิหร่านจะตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล โดยอิหร่านยืนยันว่า การหยุดยิงในเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้วย แม้ว่าฝ่ายอิสราเอลและสหรัฐฯ จะปฏิเสธเรื่องนี้ก็ตาม

ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่าน X หลังกองทัพประกาศหยุดโจมตีว่า สิ่งที่ประเทศให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ “ความมั่นคงแห่งชาติและความสงบสุขของประชาชนของเรา” พร้อมเสริมว่า อิหร่านจะ “ไม่ยอมถอยต่อภัยคุกคามใดๆ ทั้งสิ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“ทรัมป์” ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม “โกงเลือกตั้ง”

"ทรัมป์" ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม "โกงเลือกตั้ง"

8 มิ.ย. 2569 16:00 น.

“ทรัมป์” ฉุนขาด ลุกหนีสัมภาษณ์กลางรายการ NBC หลังโดนจี้ถามปม “โกงเลือกตั้ง”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินลุกออกจากการสัมภาษณ์ของรายการดัง “Meet the Press” ทางช่อง NBC หลังเผชิญหน้าตึงเครียดกับผู้ประกาศข่าวหญิง “คริสเตน เวลเกอร์” เหตุถูกซักถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้งปี 2020 รวมถึงประเด็นเงินเยียวยาผู้ก่อจลาจลรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

เหตุตึงเครียดระหว่างการบันทึกเทปสัมภาษณ์ของรายการข่าวการเมือง “Meet the Press” ของสถานีโทรทัศน์ NBC ซึ่งออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 มิ.ย.) โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจยุติการสัมภาษณ์อย่างกะทันหันและเดินออกจากฉาก หลังจากถูกจี้ถามอย่างหนักเกี่ยวกับข้ออ้างเรื่องการโกงเลือกตั้ง และประเด็นกองทุนช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการบันทึกเทปสัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) ภายในโรงนาแห่งหนึ่งในรัฐวิสคอนซิน ซึ่งทรัมป์เดินทางไปร่วมงานกับกลุ่มเกษตรกร โดยการถ่ายทำเป็นไปอย่างทุลักทุเลเนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิคและมีฝนตกกระทบหลังกาเหล็กเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งผ่านไปราว 50 นาที บรรยากาศเริ่มทวีความเดือดดาลขึ้น

ในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ คริสเตน เวลเกอร์ ผู้ประกาศข่าวและผู้ดำเนินรายการ ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการ “กองทุนต่อต้านการใช้อำนาจรัฐเป็นอาวุธ”  มูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นแผนการของทรัมป์ และปัจจุบันแผนนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว ที่ตั้งขึ้นเพื่อเยียวยาบุคคลที่อ้างว่าถูกรัฐบาลสืบสวนอย่างไม่เป็นธรรม แผนนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนว่า อาจถูกนำไปใช้จ่ายเงินให้แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

เมื่อเวลเกอร์ถามว่า กลุ่มคนที่ยอมรับสารภาพผิดในคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนั้น จะมีสิทธิ์ได้รับเงินภาษีประชาชนจากกองทุนนี้หรือไม่ ทรัมป์แสดงอาการหงุดหงิดทันที และอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่า “คุณรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงยอมรับสารภาพ? เพราะพวกเขาโดนขู่ว่าจะต้องติดคุก 15 ปี… พวกเขากลัว พวกเขาหมดหนทาง จริง ๆ แล้วพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ เชื้อเชิญให้เดินเข้าไปในอาคารด้วยซ้ำ” โดยทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามตรง ๆ ว่าคนกลุ่มนี้ควรได้เงินเยียวยาหรือไม่

ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทรัมป์โยงเข้าสู่ประเด็นการเลือกตั้ง โดยเขาอ้างลอย ๆ ว่า การเลือกตั้งรอบไพรมารีเพื่อสรรหาผู้สมัครผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียที่กำลังนับคะแนนอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ที่เขาพ่ายแพ้ ทั้งหมดเป็นเรื่อง “จัดฉากและมีการโกงกันเกิดขึ้น”

ทรัมป์โจมตีว่า ผ่านมา 4 วันแล้วในแคลิฟอร์เนียแต่ยังนับคะแนนไม่เสร็จ พวกนั้นกำลังโกงเลือกตั้ง ซึ่งเวลเกอร์ได้แย้งว่า นั่นเป็นกระบวนการมาตรฐานที่พิถีพิถันของรัฐแคลิฟอร์เนียที่เน้นการลงคะแนนทางไปรษณีย์ พร้อมถามทรัมป์กลับว่า “ท่านมีหลักฐานมาสนับสนุนข้ออ้างนี้ไหมคะ?”

ทรัมป์ตอบว่า “สิ่งเดียวที่ผมต้องทำ คือการดูและฟัง” ด้านเวลเกอร์สวนกลับทันทีว่า “แต่นั่นไม่ใช่หลักฐานค่ะ”

คำตอกกลับของเวลเกอร์ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ และเริ่มเปิดฉากโจมตีสื่อมวลชนว่า “พวกนั้นมันคอร์รัปชัน เหมือนกับที่คุณโกงนั่นแหละ สื่อของคุณมันโกง และรายการ Meet the Press ก็โกง” ซึ่งเวลเกอร์พยายามปกป้องตัวเองโดยกล่าวว่า “เพื่อความยุติธรรม ดิฉันไม่ได้โกงค่ะ แต่เรามาคุยกันต่อเถอะ”

ทว่าทรัมป์ไม่ยอมหยุดและตอกกลับเธออย่างรุนแรงว่า “คุณไม่โกงก็โง่แล้ว คุณยอมตกเป็นเครื่องมือของไอ้เรื่องขยะพวกนี้ คุณก็รู้ว่าการเลือกตั้งพวกนี้มันโกง ช่องของคุณก็รู้ว่ามันโกง” ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “ประเทศไม่มีวันเจริญถ้าสื่อไม่ซื่อสัตย์”

หลังจากเวลเกอร์พยายามจะเปลี่ยนคำถาม ทรัมป์ได้ตัดบทและประกาศยุติการสัมภาษณ์ทันที โดยกล่าวว่า “พอทีเถอะ เลิกคุยกันแค่นี้เพราะผมทนมามากพอแล้ว ขอบคุณ ขอให้สนุกนะ” พร้อมกับเอื้อมมือไปถอดไมโครโฟนออกจากเสื้อ

เมื่อเวลเกอร์เตือนทรัมป์ว่าเธอต้องเดินทางไกลมาถึงรัฐวิสคอนซินเพื่อการสัมภาษณ์นี้ ทรัมป์ตอบกลับก่อนเดินหนีไปว่า “ผมก็นั่งตากฝนอยู่กับคุณเป็นชั่วโมง ฝนตก ๆ หยุด ๆ และผมให้เวลาคุณมากพอแล้ว คุณควรไปจัดการสื่อของคุณให้ตรงไปตรงมาเสียใหม่ เพราะรู้ไหมอะไร? ประเทศนี้ไม่มีวันยิ่งใหญ่ได้หรอก ถ้ายังมีสื่อที่ไม่ซื่อสัตย์แบบนี้” จากนั้นเขาได้กวักมือเรียกทีมงานหลังกล้องแล้วเดินออกจากฉากไปทันที

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นดุเดือดดังกล่าว ในช่วงต้นของการสัมภาษณ์ ทั้งคู่ได้พูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อยับยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และย้ำว่านี่จะไม่ใช่ “สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด” โดยคาดว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนภัยคุกคามก็จะจบลง

หลังจากการออกอากาศเสร็จสิ้น คริสเตน เวลเกอร์ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “ดิฉันได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเราทั้งคู่ต่างเข้าใจถึงความทุลักทุเลในการสัมภาษณ์ที่เกิดจากอุปสรรคเรื่องฝนตก และท่านประธานาธิบดีได้ตกลงที่จะนัดวันเวลานั่งคุยให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press อีกครั้งในอนาคต”

ที่มา BBC / Guardian