วุฒิสภาฟิลิปปินส์เปิดไต่สวนถอดถอนรองประธานาธิบดี “ซารา ดูเตร์เต” ปมทุจริต-ขู่ฆ่า

วุฒิสภาฟิลิปปินส์เปิดไต่สวนถอดถอนรองประธานาธิบดี "ซารา ดูเตร์เต" ปมทุจริต-ขู่ฆ่า

6 ก.ค. 2569 09:35 น.

วุฒิสภาฟิลิปปินส์เปิดไต่สวนถอดถอนรองประธานาธิบดี “ซารา ดูเตร์เต” ปมทุจริต-ขู่ฆ่า

วุฒิสภาฟิลิปปินส์เปิดการพิจารณาคดีถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รองประธานาธิบดี อย่างเป็นทางการ เริ่มกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่จะชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของเธอ หลังถูกกล่าวหาหลายข้อหา ทั้งปมทุจริต-ขู่ฆ่าเจ้าตัวยืนยันปฏิเสธทั้งหมด

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 วุฒิสภาฟิลิปปินส์ เปิดการพิจารณาคดีถอดถอนนางซารา ดูเตร์เต รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเริ่มต้นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญ ที่จะตัดสินว่าเธอควรถูกถอดออกจากตำแหน่งหรือไม่

การพิจารณาในวันแรกคาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่ขั้นตอนด้านกระบวนการ อาทิ การแสดงตนของทีมทนายความทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและฝ่ายจำเลย การยื่นคำร้องเบื้องต้น ตลอดจนการพิจารณาประเด็นทางกฎหมายต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการนำพยานหลักฐานและพยานบุคคลเข้าสืบพยานในลำดับต่อไป

สื่อท้องถิ่นของฟิลิปปินส์รายงานว่า ซารา ดูเตร์เต เผชิญข้อกล่าวหาหลายประเด็น ได้แก่ การใช้จ่าย งบประมาณลับ  โดยมิชอบ การมีทรัพย์สินที่ไม่สามารถชี้แจงที่มาได้ การติดสินบน และการข่มขู่เอาชีวิตผู้อื่น อย่างไรก็ตาม รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ คดีถอดถอนครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากอาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของซารา ดูเตร์เต ซึ่งเป็นบุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต และถือเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดของฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน.

ที่มา Inquirer , AFP

ระทึก! เครื่องบินทะเลกระแทกน้ำอย่างแรง ขณะลงจอดในแม่น้ำที่นิวยอร์ก เคราะห์ดีไม่มีผู้เสียชีวิต

ระทึก! เครื่องบินทะเลกระแทกน้ำอย่างแรง ขณะลงจอดในแม่น้ำที่นิวยอร์ก  เคราะห์ดีไม่มีผู้เสียชีวิต

6 ก.ค. 2569 08:37 น.

ระทึก! เครื่องบินทะเลกระแทกน้ำอย่างแรง ขณะลงจอดในแม่น้ำที่นิวยอร์ก เคราะห์ดีไม่มีผู้เสียชีวิต

เกิดเหตุระทึกในนครนิวยอร์ก เมื่อเครื่องบินทะเลลำหนึ่งลงจอดอย่างรุนแรงบนน้ำ สร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้ที่อยู่ริมแม่น้ำอีสต์ริเวอร์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะช่วยผู้โดยสารและลูกเรือได้อย่างปลอดภัย

สำนักงานดับเพลิงนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า เครื่องบินทะเลประสบเหตุระหว่างลงจอดใกล้ท่า NY Skyport Seaplane Terminal บริเวณถนนอีสต์ 23 ริมแม่น้ำอีสต์ริเวอร์ โดยหลังแตะผิวน้ำ เครื่องบินเอียงไปด้านซ้ายและปลายปีกซ้ายจมลงในน้ำ ก่อนถูกลากกลับเข้าฝั่งในเวลาต่อมา 

ในช่วงแรกมีรายงานว่ามีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 10 คนบนเครื่อง แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ปรับข้อมูลเป็น 8 คน ประกอบด้วยผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด ซึ่งทุกคนได้รับการช่วยเหลือออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน และไม่มีผู้เสียชีวิต 

สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่า เครื่องบินที่ประสบเหตุเป็นเครื่องรุ่น Kodiak 100 ซึ่งเกิดความเสียหายที่ค้ำยันปีก ระหว่างการลงจอดอย่างรุนแรง และได้เปิดการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว 

ภาพที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นเครื่องบินสีขาวเอียงอยู่กลางแม่น้ำ โดยมีเรือกู้ภัยหลายลำและเฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือจุดเกิดเหตุ ขณะที่พยานในพื้นที่ระบุว่า ก่อนลงจอด นักบินได้พยายามยกเลิกการลงจอดครั้งแรก ก่อนวกกลับมาแตะผิวน้ำอีกครั้ง ท่ามกลางสภาพน้ำที่ค่อนข้างปั่นป่วน 

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นอุบัติเหตุของเครื่องบินทะเลในแม่น้ำอีสต์ริเวอร์ครั้งที่ 2 ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน หลังจากเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีเครื่องบินทะเลอีกลำลงจอดฉุกเฉินในบริเวณเดียวกัน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน.

ที่มา : AP

ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์วันชาติ 250 ปี ประกาศความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ลั่น “สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง”

ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์วันชาติ 250 ปี ประกาศความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ลั่น "สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง"

6 ก.ค. 2569 08:32 น.

ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์วันชาติ 250 ปี ประกาศความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ลั่น “สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีฉลอง 250 ปีวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ยกย่องความสำเร็จของประเทศ ย้ำอเมริกายิ่งใหญ่กว่าที่เคย พร้อมประกาศ “สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง”

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยยกย่องความสำเร็จของประเทศตลอดสองศตวรรษครึ่ง พร้อมประกาศว่า “สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง” และยืนยันว่า สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของอเมริกา โดยทรัมป์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 250 ปี สหรัฐยืนหยัดในฐานะหนึ่งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พร้อมระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ กำลังทำผลงานได้ดีกว่าช่วงเวลาใดที่ผ่านมา

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศ โดยยืนยันว่าประสบความสำเร็จทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและอิหร่าน ขณะเดียวกันในช่วงหนึ่งของสุนทรพจน์ ทรัมป์เรียกร้องให้ชาวอเมริกันร่วมกันสร้างความเป็นเอกภาพ โดยกล่าวว่าทุกคนคือประชาชนหนึ่งเดียว เราคือครอบครัวเดียวกัน

ช่วงท้ายของการปราศรัย ทรัมป์ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นยุคทอง เท่านั้น พร้อมให้คำมั่นว่าจะนำประเทศก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งเพื่อประชาชนชาวอเมริกันและอุดมการณ์แห่งเสรีภาพ เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศได้สร้างไว้เมื่อ 250 ปีก่อน.

ที่มา CNN

พายุไมสักถล่มจีนอ่วม ทำฝนตกหนัก น้ำท่วมวงกว้าง เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย

พายุไมสักถล่มจีนอ่วม ทำฝนตกหนัก น้ำท่วมวงกว้าง เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย

6 ก.ค. 2569 08:19 น.

พายุไมสักถล่มจีนอ่วม ทำฝนตกหนัก น้ำท่วมวงกว้าง เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย

จีนกำลังเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องและอิทธิพลของพายุโซนร้อนไมสัก ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน

สื่อของจีนรายงานว่าเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีน มีชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน จากเหตุน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภูเขา โดยหนึ่งคนจมน้ำระหว่างต้อนวัว ส่วนอีกคนพลัดตกลงในกระแสน้ำขณะพยายามเคลื่อนย้ายฝูงวัวหนีน้ำ

ขณะที่เมืองฝูซุ่น มณฑลเหลียวหนิง มีผู้เสียชีวิตอีก 3 คน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง จนบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมสูงกว่า 32 เซนติเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายจุด

ส่วนทางตอนใต้ของจีน แม่น้ำในเมืองฝางเฉิงก่าง เขตปกครองตนเองกว่างซี เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ รถยนต์หลายคันจมเกือบมิดหลังคา เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรือยางเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้าง ขณะที่ชาวบ้านระบุว่า เป็นอุทกภัยรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

นอกจากนี้ พายุโซนร้อนไมสัก ยังพัดโค่นต้นไม้ในเมืองตงซิง ซึ่งอยู่ติดชายแดนเวียดนาม หลังเคลื่อนตัวผ่านเกาะไหหลำ ก่อนขึ้นฝั่งที่เวียดนาม โดยล่าสุดพายุอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชั่นแล้ว แต่ยังทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้เป็นวงกว้าง.

ที่มา : AP

OPEC+ ตกลงขยายกำลังผลิตน้ำมันเพิ่มอีก หลังราคาลดต่อเนื่อง

OPEC+ ตกลงขยายกำลังผลิตน้ำมันเพิ่มอีก หลังราคาลดต่อเนื่อง

6 ก.ค. 2569 06:07 น.

OPEC+ ตกลงขยายกำลังผลิตน้ำมันเพิ่มอีก หลังราคาลดต่อเนื่อง

กลุ่ม OPEC+ ตกลงเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันรายเดือนขึ้นอีก เพื่อเพิ่มอุปทานสู่ตลาดโลก หลังจากราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางแล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 กลุ่ม OPEC+ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกลุ่มได้ตกลงที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นอีกตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปทานสู่ตลาดโลกในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันกำลังปรับตัวลดลง หลังจากการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง

กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันได้ตกลงร่วมกันระหว่างการประชุมทางออนไลน์ว่าจะเพิ่มโควตาการผลิตอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม หลังจากเพิ่งปรับเพิ่มโควตาสำหรับเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมไปก่อนหน้านี้

สมาชิกหลักทั้ง 7 รายของกลุ่ม OPEC+ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มโอเปก (OPEC) และพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันรวมถึงรัสเซีย ได้ปรับเพิ่มโควตากำลังการผลิตของพวกตนตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกรกฎาคมไปแล้วเกือบ 800,000 บาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงมีผลแค่ในนามเท่านั้น เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดตัวลงจนเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาชิกของ OPEC+ หลายรายรวมถึงซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรัก

ข้อมูลจากโอเปกระบุว่า กำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ลดลงเหลือ 33.13 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี กำลังการผลิตเริ่มฟื้นตัวขึ้นในเดือนมิถุนายน หลังจากสหรัฐฯ พยายามช่วยเหลือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กับสมาชิก OPEC+ ให้สามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น

แม้ว่าตอนนี้ปัญหาอุปทานหยุดชะงักจะยังคงยืดเยื้อ แต่ราคาน้ำมันได้กลับคืนสู่ระดับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยได้รับแรงกดดันจากยอดการนำเข้าที่ลดลงของจีน ยอดการส่งออกที่สูงขึ้นจากกลุ่มผู้ผลิตนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง และการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ระดับโลกครั้งประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและกรุงเตหะรานเพื่อยุติสงคราม ยังมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาผู้ค้าว่า ในที่สุดแล้วอุปทานน้ำมันจะกลับคืนสู่ระดับปกติ

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ลดลงเหลือราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางแล้ว หลังจากเคยพุ่งไปสูงกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

6 ก.ค. 2569 05:36 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

(ภาพจาก NOAA via AP)

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาแล้ว ทำให้เกิดลมกระโชกแรงและฝนตกหนัก ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพและไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์หลบภัย

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NWS) เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 ว่า ขอบตาพายุฝั่งตะวันตกของซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ซึ่งมีความเร็วลมคงที่เกือบ 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวผ่านเกาะกวม และหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาในมหาสมุทรแปซิฟิก

NWS เตือนว่า พายุที่ “อันตรายอย่างยิ่ง” ลูกนี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายในระดับ “มหันตภัย” โดยอาจมีคลื่นสูงเกือบ 11 เมตร ท่ามกลางลมพายุและสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่างพากันอพยพไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินและเตรียมความพร้อมในนาทีสุดท้ายก่อนที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นจะมาถึง

NWS บอกอีกว่า ที่เกาะโรตา เกาะที่มีผู้อยู่อาศัยทางใต้สุดของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา และตั้งอยู่ห่างจากกวมไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร กำลังถูกพายุพัดถล่มโดยตรง และคาดว่าความเร็วลมจะไม่ลดต่ำกว่าระดับพายุไต้ฝุ่น จนถึงช่วงบ่ายวันจันทร์ (6 ก.ค.) และไม่ลดลงต่ำกว่าระดับพายุโซนร้อนจนกว่าจะเลยเที่ยงคืนไปแล้ว

ด้านสำนักงานนายกเทศมนตรีออกประกาศเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับลมพายุที่สามารถสร้างความเสียหายรุนแรง พร้อมเสริมว่า “คาดว่าสภาพอากาศจะย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ไม่ปลอดภัยหากอยู่กลางแจ้ง”

เกาะกวม ซึ่งปกติแล้วเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อาบไปด้วยแสงแดดและมีประชากรประมาณ 170,000 คน ได้เปิดศูนย์อพยพ 5 แห่งตามโรงเรียนต่างๆ โดยพื้นที่เหล่านี้สามารถรองรับคนได้สูงสุดราว 1,700 คน และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับกลุ่มเปราะบาง

สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนของเกาะกวมแถลงเมื่อเวลา 13:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ว่า ศูนย์อพยพแห่งหนึ่งได้รองรับคนจนเต็มขีดความสามารถแล้ว และกำลังเปลี่ยนเส้นทางให้ประชาชนไปยังศูนย์อพยพแห่งอื่นแทน

ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วม (JTWC) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกองทัพสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่เฝ้าระวังพายุหมุนเขตร้อนในแปซิฟิกตะวันตก ได้จัดให้พายุบาหวี่ (Bavi) มีความรุนแรงในระดับ “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น”

ทั้งนี้ ซูเปอร์ไต้ฝุ่นคือพายุที่มีความเร็วลมเกิน 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป โดยทาง NWS ประเมินว่าซูเปอร์ไต้ฝุ่นมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงเทียบเท่ากับพายุเฮอร์ริเคนระดับ 4 หรือระดับ 5

กวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาเผชิญหน้ากับซูเปอร์ไต้ฝุ่นไปแล้วหนึ่งลูกในปีนี้ นั่นคือพายุ “ซินลากู” (Sinlaku) เมื่อเดือนเมษายน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 17 ราย และสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลลั่น จะขัดคำสั่งศาลฎีกา ปมองค์กรกำกับดูแลสื่อ

อิสราเอลลั่น จะขัดคำสั่งศาลฎีกา ปมองค์กรกำกับดูแลสื่อ

6 ก.ค. 2569 04:46 น.

อิสราเอลลั่น จะขัดคำสั่งศาลฎีกา ปมองค์กรกำกับดูแลสื่อ

รัฐบาลอิสราเอลประกาศ จะขัดขืนคำสั่งของศาลฎีกาในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ องค์กรกำกับดูแลสื่อ ท่ามกลางเสียงประณามจากฝ่ายค้านว่า นี่คือวิกฤตทางรัฐธรรมนูญที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 คณะรัฐมนตรีอิสราเอลลงมติว่า รัฐบาลจะขัดขืนคำตัดสินของศาลฎีกาเกี่ยวกับองค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพของประเทศ ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความกังวลว่าเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ในอิสราเอล

นี่นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู เมินเฉยต่อคำตัดสินของศาลฎีกา แม้ว่าในอดีตจะเคยมีความขัดแย้งกับฝ่ายตุลาการมาแล้วก็ตาม โดยหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 รัฐบาลก็พยายามจำกัดอำนาจของศาลมาตลอด ซึ่งนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกและการประท้วงครั้งใหญ่ในอิสราเอล

แม้ว่าความพยายามปฏิรูประบบตุลาการดังกล่าวจะถูกพับเก็บไปหลังจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 แต่มีบางส่วนที่ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในเวลาต่อมา

กฎหมายอิสราเอลระบุว่า คณะกรรมการรองเพื่อการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งอิสราเอล (Second Authority for Television and Radio) จำเป็นต้องมีจำนวนสมาชิกขั้นต่ำตามที่กำหนดจึงจะสามารถทำการตัดสินใจต่างๆ ได้ ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลอ้างว่า ตอนนี้คณะกรรมการมีสมาชิกไม่ครบ จึงไม่มีอำนาจในการอนุมัติการแต่งตั้งหรือดำเนินการใดๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาของอิสราเอลมีคำสั่งให้คณะกรรมการดังกล่าวดำเนินงานต่อไปอยู่ดี

นายชโลโม คาร์ฮิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสาร และนายยาริฟ เลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงว่า คณะรัฐมนตรีได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อปฏิเสธคำตัดสินของศาล เนื่องจากศาลไม่มีอำนาจที่จะเหยียบย่ำกฎหมาย และรัฐบาลจะ “ดำเนินการผ่านช่องทางทางกฎหมายทุกวิถีทางที่มีอยู่เพื่อทำให้คำตัดสินนั้นเป็นโมฆะ”

“คำตัดสินที่ขัดต่อกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ และการตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้คำตัดสินนั้นถือเป็นโมฆะ” คณะรัฐมนตรีระบุ

นายคาร์ฮิ วิพากษ์วิจารณ์ศาลโดยกล่าวว่า ผู้พิพากษาไม่ใช่รัฐสภา พร้อมเสริมว่าการตัดสินใจใดๆ ขององค์กรกำกับดูแลสื่อในอนาคตจะ “ไม่มีค่าอะไรเลย” ส่วนนายเลวินกล่าวเสริมว่า เมื่อรัฐสภาตรากฎหมายออกมา ศาลก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกประณามอย่างรวดเร็วจากบรรดาผู้นำฝ่ายค้านที่กำลังแข่งขันเพื่อเข้าแทนที่รัฐบาลผสมของเนทันยาฮูในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

นายยาอีร์ ลาพิด ผู้นำฝ่ายค้านของอิสราเอล กล่าวว่า “รัฐบาลได้กลายเป็นอาชญากรไปแล้ว … นี่คือวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล มันคือการทำลายรากฐานประชาธิปไตยของเรา”

ขณะที่ประธานาธิบดี ไอแซก เฮอร์ซอก แห่งอิสราเอล กล่าวว่า ถ้อยแถลงที่แสดงถึงการไม่เชื่อฟังคำตัดสินของศาลฎีกานั้นส่งผลเสียต่อแก่นของความสามัคคีภายในชาติ “ผมเคยพูดชัดเจนแล้ว และผมจะย้ำอีกครั้งและอีกครั้งว่า การไม่เชื่อฟังคำตัดสินของศาลคือเส้นสีแดงที่ไม่ควรก้าวข้ามไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ”

อย่างไรก็ตาม นายยอสซี ฟุคส์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ลดทอนความรุนแรงของวาทกรรมของบรรดารัฐมนตรีลง โดยกล่าวว่าไม่ได้มีการเรียกร้องให้ไม่เชื่อฟังคำตัดสินของศาล แต่เป็นเพียง “การวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง” ต่อคำตัดสินที่ขัดแย้งกับกฎหมายของรัฐบาล

“รัฐบาลประกาศว่าจะใช้เครื่องมือทางกฎหมายทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อพลิกกลับคำตัดสินในอนาคต เครื่องมือทางกฎหมายจะกลายเป็นการไม่เชื่อฟังคำตัดสินของศาลได้อย่างไร?” นายฟุคส์เขียนข้อความบนแพลตฟอร์ม X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

6 ก.ค. 2569 03:55 น.

ออสเตรเลียเร่งตรวจสอบ “วัตถุปริศนา” เกยตื้นหาดควีนส์แลนด์

(ภาพจาก Queensland Fire Department)

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียกำลังเร่งตรวจสอบ วัตถุทรงกลมปริศนาหลายชิ้นที่ถูกพบบนชายหาดในรัฐควีนส์แลนด์ เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นขยะอวกาศ และมีการปิดกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอันตรายแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.ค. 2569 ว่า ทางการออสเตรเลียกำลังเร่งสืบสวนหาที่มาของวัตถุทรงกลมขนาดใหญ่ปริศนาที่ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นบนชายหาดแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะเป็นขยะอวกาศ

จนถึงตอนนี้ มีการพบวัตถุทรงกลมเนื้อแข็งดังกล่าวแล้วจำนวน 6 ชิ้น บริเวณชายหาดฟอร์เรสต์ ทางตอนเหนือของเมืองทาวน์สวิลล์ (Townsville) และในขณะนี้องค์การอวกาศออสเตรเลีย (ASA) ก็กำลังพยายามระบุให้ได้ว่าวัตถุเหล่านี้มาจากที่ใด

มีรายงานว่าพบเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันสารเคมีกำลังนำวัตถุทรงกลมเหล่านั้นใส่ลงในถังเก็บวัตถุอันตรายภายใต้การคุ้มกันของตำรวจ เนื่องจากมีความกังวลว่าวัตถุดังกล่าวอาจมีสารที่เป็นอันตรายบรรจุอยู่ภายใน

สำนักดับเพลิงของรัฐควีนส์แลนด์เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ยังคงมีการประกาศพื้นที่ห้ามเข้าในรัศมี 50 เมตร พร้อมทั้งเตือนประชาชนทุกคนที่พบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ว่า ห้ามสัมผัสโดยเด็ดขาด ให้ถอยห่างออกมาทันทีและโทรแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยบริการฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เริ่มเกิดกระแสคาดเดาบนโลกออนไลน์ว่า วัตถุทรงกลมเหล่านี้อาจเป็นถังเชื้อเพลิงขับเคลื่อนสำหรับยานอวกาศซึ่งนั่นหมายความว่าอาจมีสารที่มีความไวไฟสูงหรือสารที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีหลงเหลืออยู่ภายในได้

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพบวัตถุปริศนาในลักษณะนี้บนชายฝั่งของประเทศออสเตรเลีย

เมื่อปี 2566 ประเทศอินเดียออกมายืนยันว่า วัตถุทรงโดมโลหะขนาดใหญ่ที่ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นบนชายหาดทางตะวันตกของออสเตรเลีย ใกล้กับเมืองเพิร์ท เป็นชิ้นส่วนจากจรวดของพวกเขาเอง โดยมาจากจรวดนำส่งดาวเทียมพิกัดขั้วโลก (PSLV)

และย้อนกลับไปในปี 2554 มีการพบวัตถุทรงกลมที่คล้ายกับวัตถุที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อสุดสัปดาห์นี้ ในทุ่งหญ้าอันห่างไกลในประเทศนามิเบีย ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญในเวลานั้นเชื่อว่า น่าจะเป็นถังเชื้อเพลิง หรือถังบรรจุสารไฮดราซีน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนจรวดที่ระเหยได้ง่ายและอันตรายมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

6 ก.ค. 2569 00:56 น.

ยูทูบเบอร์ซื้อโรเล็กซ์แจกนักบอลเม็กซิโกทั้งทีม แต่สุดท้ายต้องส่งคืน

นักฟุตบอลทีมชาติเม็กซิโก ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก ถูกบังคับให้ต้องส่งคืนนาฬิกาหรูที่ได้รับมอบจากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง “Stevewilldoit” เนื่องจากผิดกฎของฟีฟ่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “Stevewilldoit” ยูทูบเบอร์ดังชาวอเมริกันซึ่งมีชื่อจริงว่า สตีเฟน เดเลโอนาร์ดิส ได้ทุ่มเงินถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.5 ล้านบาท) เพื่อซื้อนาฬิกาหรู “โรเล็กซ์” แจกให้กับนักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ชชุดลุยศึกฟุตบอลโลกของเม็กซิโกทุกคน

เดเลโอนาร์ดิสนำนาฬิกาไปมอบให้กับทีมชุดนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันก่อนที่เม็กซิโกจะเอาชนะเอกวาดอร์ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ประมวลจริยธรรมของฟีฟ่า มีข้อจำกัดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการให้และรับของขวัญ โดยมาตรา 21 ระบุไว้ว่า ของขวัญในลักษณะดังกล่าวจะสามารถมอบให้หรือรับไว้ได้ก็ต่อเมื่อ “มีมูลค่าในเชิงสัญลักษณ์หรือมีมูลค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ข้อความที่โพสต์ลงบนบัญชี X อย่างเป็นทางการของทีมชาติเม็กซิโก ระบุว่า เหล่านักเตะเม็กซิโกตัดสินใจส่งคืนนาฬิกาทั้งหมด “ภายใต้ความเห็นชอบร่วมกัน” และชี้แจงว่า Stevewilldoit ได้นำของขวัญเหล่านี้มามอบให้ “ด้วยความริเริ่มของตัวเขาเอง”

ปัจจุบัน ทีมชาติเม็กซิโกกำลังตั้งเป้าหมายที่จะผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ให้ได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่พวกเขาเคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2529 โดยพวกเขามีโปรแกรมลงสนามพบกับทีมชาติอังกฤษ ณ สนามอาซเตกา (Azteca) ในกรุงเม็กซิโกซิตี ช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

6 ก.ค. 2569 00:01 น.

รัสเซียเผย ปูติน-ทรัมป์ต่อสายคุยกัน “อย่างจริงจัง” นาน 90 นาที

ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีปูตินกับโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์คุยกันอีกครั้งในวันชาติสหรัฐฯ โดยหารือกันอย่างจริงจัง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เสนอตัวอีกครั้งว่าจะช่วยยุติสงครามในยูเครน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียเปิดเผยว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันชาติสหรัฐฯ โดยการหารือดำเนินไปเกือบ 90 นาที ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เสนอตัวอีกครั้งที่จะช่วยยุติสงครามในยูเครน

การต่อสายพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดนาโต (NATO) นัดสำคัญ ณ ประเทศตุรกี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอังคารนี้ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมประชุมด้วย

ในขณะเดียวกัน กองทัพรัสเซียได้ยกระดับความพยายามในการยึดพื้นที่เพิ่มเติมในแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของมอสโกมาตลอด ส่วนทางฝั่งยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า ปูตินแสดงความยินดีกับทรัมป์รวมถึงประชาชนชาวอเมริกันทุกคน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา

ทางกระทรวงฯ ระบุอีกว่า การสนทนาครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ของพวกเขาในปีนี้ เป็นไปอย่าง “เป็นงานเป็นการและสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง” พร้อมเสริมว่า ทรัมป์ได้ “เน้นย้ำความพร้อมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดการยุติการสู้รบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“ฝ่ายรัสเซียได้เน้นย้ำอีกครั้งถึงความต้องการที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยวิถีทางการเมืองและการทูต” กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุ พร้อมอ้างว่า “กรุงเคียฟและผู้สนับสนุนในยุโรปกำลังเดิมพันกับการสู้ยืดเยื้อและแม้กระทั่งการยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น”

“ประธานาธิบดีของเราได้แจกแจงความเป็นจริงของสถานการณ์ในสมรภูมิ ซึ่งกองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ” ทางกระทรวงระบุ

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่าเขาได้ต่อสายพูดคุยกับทรัมป์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเช่นกัน และเป็นการพูดคุยที่ “ดีมาก ๆ” และ “มีโอกาสที่เป็นไปได้จริง ๆ ที่จะยุติสงครามครั้งนี้ และความเด็ดขาดของอเมริกานั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn