เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

8 มิ.ย. 2569 15:21 น.

เมืองญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน 94 แห่ง หลังพบหมีโผล่กลางเมืองครั้งแรก

เมืองอุตสึโนมิยะของญี่ปุ่นสั่งระงับการเรียนการสอนโรงเรียนประถมและมัธยมต้นของรัฐรวม 94 แห่งในวันนี้ (8 มิ.ย.) หลังพบหมีป่าหลุดเข้ามาเดินเพ่นพ่านกลางย่านที่พักอาศัยและแหล่งช้อปปิ้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมือง

ทางการเมืองอุตสึโนมิยะ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางภูมิภาคที่มีประชากรราว 510,000 คน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียวประมาณ 100 กิโลเมตร ได้ประกาศสั่งปิดโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของรัฐที่เมืองดูแลอยู่ทั้งหมด 94 แห่งเป็นการชั่วคราว หลังจากมีรายงานการพบหมีป่าเข้ามาเพ่นพ่านในเขตเมืองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังไม่สามารถจับตัวได้

เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองอุตสึโนมิยะเปิดเผยว่า ทางการได้รับรายงานการพบหมีป่ามากกว่า 10 ครั้ง นับตั้งแต่ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยจุดแรกที่พบอยู่ทางตอนเหนือของใจกลางเมือง และมีการระบุว่าหมีตัวดังกล่าวมีความยาวประมาณ 1 เมตร

หลังจากนั้น มีรายงานการพบหมีป่าอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสุดสัปดาห์ ทั้งในย่านที่พักอาศัยใกล้กับสวนสาธารณะ รวมถึงในย่านถนนคนเดินและแหล่งช้อปปิ้งของเมือง จนกระทั่งล่าสุดในช่วงเช้าตรู่วันจันทร์ มีชาวเมืองพบหมีตัวนี้อยู่ใกล้กับตลาดค้าส่ง ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนมัธยมต้นเพียงแค่ 500 เมตรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าหมีที่สร้างความปั่นป่วนในขณะนี้มีเพียงตัวเดียวหรือมากกว่านั้น

ขณะนี้ ทางการเมืองอุตสึโนมิยะได้ระดมกำลังนายพรานที่มีความชำนาญ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายสิบคน ออกปูพรมค้นหาตัวหมีป่าอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งส่งรถยนต์กระจายเสียงวิ่งตรวจตราไปทั่วพื้นที่ที่มีรายงานการพบเห็น เพื่อประกาศแจ้งเตือนและร้องขอให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ภายในบ้านเรือนหรืออยู่ภายในตัวรถเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ในอดีตเมืองอุตสึโนมิยะแทบไม่เคยมีประวัติเผชิญหน้ากับหมีป่ามาก่อน โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมามีรายงานการพบนหมีที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น การปรากฏตัวของหมีป่าใจกลางเมืองครั้งนี้จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ในระยะหลัง ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาการพบและการโจมตีของหมีป่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง โดยสถิติเมื่อปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ราย และมีรายงานการพบหมีทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนมีนาคมพุ่งทะลุ 50,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อสองปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว เนื่องจากหมีตื่นจากการจำศีลด้วยความหิวโหย

ความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาในปีนี้เพื่อหาแนวทางลดความสูญเสียอย่างจริงจัง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุหมีป่าบุกทำร้ายคนในเมืองฟุกุชิมะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงงานเหล็กฟุกุชิมะ เผยให้เห็นนาทีระทึกขณะที่หมีดำวิ่งไล่กวดพนักงานบริเวณหน้าทางเข้าโรงงานและตะปบเขาลงไปกองกับพื้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หมีดำเอเชีย ถูกจัดให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลก แต่ในญี่ปุ่น ประชากรของพวกมันกลับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2012 เนื่องจากความนิยมในการล่าสัตว์ที่ลดลง ประกอบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อพืชพรรณในป่า ทำให้ผลผลิตอาหารตามธรรมชาติของหมี เช่น ลูกโอ๊ก และลูกบีช ลดน้อยลง

นอกจากนี้ การลดลงของประชากรในเขตชนบทของญี่ปุ่น และการปล่อยให้พื้นที่เกษตรกรรมรกร้างตื้นเขิน กลายเป็นการเปิดทางและสร้างความย่ามใจให้หมีป่าพากันละทิ้งผืนป่าธรรมชาติ และเดินทางเข้ามาหากินใกล้กับชุมชนเมืองของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดนี้.

ที่มา Kyodo / AFP

“สี จิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้”

"สี จิ้นผิง" เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ "มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้"

8 มิ.ย. 2569 14:16 น.

“สี จิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี ประกาศ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้”

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 โดยได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายคิม จองอึน พร้อมย้ำ “มิตรภาพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้” หลังจากก่อนหน้านี้ผู้นำจีนได้ร่วมการประชุมสุดยอดกับ โดนัลด์ ทรัมป์ และ วลาดิเมียร์ ปูติน โดยจีนประกาศพร้อมเป็นหลักประกันความมั่นคงให้เกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในวันนี้ (8 มิ.ย.) ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเขาในปีนี้ หลังจากที่เพิ่งเปิดทำเนียบต้อนรับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้

คลิปวิดีโอจากสำนักข่าวซินหัวของจีนเผยให้เห็นภาพเครื่องบินของสายการบินแอร์ไชน่า ร่อนลงจอด โดยมีกองทหารเกียรติยศตั้งแถวต้อนรับบนพรมแดง นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และนางรี ซอลจู ภริยา ได้เดินทางมาต้อนรับนายสี จิ้นผิง และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ด้วยตนเอง ณ จัตุรัสคิมอิลซุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจากวงดุริยางค์ทหารและฝูงชนชาวเกาหลีเหนือที่โบกธงชาติและช่อดอกไม้ พร้อมป้ายข้อความขนาดใหญ่ระบุว่า “ขอต้อนรับสหายสี จิ้นผิง อย่างอบอุ่น” และ “มิตรภาพอันเป็นนิรันดร์ระหว่างเกาหลีเหนือและจีน”

นายสี จิ้นผิง ได้ส่งสารผ่านบทความบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน ของเกาหลีเหนือ โดยระบุว่า “ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือสถานการณ์ระหว่างประเทศจะวิวัฒนาการไปในทิศทางไหน มิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนและเกาหลีเหนือจะยังคงแข็งแกร่งและไม่มีวันพ่ายแพ้เสมอ”

การเดินทางเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะชะงักงันของการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ แม้ว่าทำเนียบขาวจะเปิดเผยว่า ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งก่อนหน้านี้ นายสี จิ้นผิง และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ “ยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ”

นอกจากนั้น ในคืนก่อนที่ผู้นำจีนจะเดินทางมาถึง คิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน ได้ออกมาประกาศกร้าวอย่างเป็นทางการว่า โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ “เส้นที่จะไม่มีวันหันหลังกลับ” สอดคล้องกับท่าทีของเกาหลีเหนือที่ประกาศตัวเองว่าเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ “ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้” มาโดยตลอด นับตั้งแต่การเจรจาระหว่างคิมและทรัมป์ล่มลงในปี 2019

ด้านนายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีใต้จะไม่ยอมแพ้ต่อการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่า “เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าผลิตวัสดุนิวเคลียร์อยู่แม้ในวินาทีนี้”

มินซอน คู ศาสตราจารย์ด้านการทูตจากมหาวิทยาลัยเดอพอล ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “รัฐบาลจีนอาจยอมรับในทางพฤตินัยแล้วว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐนิวเคลียร์ แต่สิ่งที่นายสีจะบอกกับนายคิมคือ จีนต้องการเสถียรภาพมากที่สุด”

ขณะที่ ซองฮยอน ลี นักวิชาการรับเชิญจากศูนย์เอเชียแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิเคราะห์ว่า จีนกำลังเปลี่ยนกลยุทธ์จากการกดดันให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์ มาเป็นการ “รับประกันความอยู่รอดของระบอบเกาหลีเหนือ” แทน เนื่องจากยุทธศาสตร์ในภูมิภาคของจีนจะได้รับประโยชน์จากการมีเกาหลีเหนือเป็น “รัฐกันชน” ที่มีอาวุธหนักครบมือและเป็นพันธมิตรกับจีน เพื่อคอยดึงความสนใจและความร่วมมือทางทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ออกไป

นอกจากนี้ การเยือนครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการคานอำนาจกับรัสเซีย ที่พยายามแผ่อิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือผ่านการส่งกำลังทหารและเทคโนโลยีในช่วงสงครามยูเครน รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ สายเหยี่ยวความมั่นคง ที่เคยขู่ว่าจะใช้กำลังทหารแทรกแซงหากจีนบุกไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่เพียงแต่เป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการที่ผูกพันตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของกันและกันเท่านั้น แต่จีนยังเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติ

ข้อมูลระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 นี้ พุ่งสูงขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 โดยเกาหลีเหนือพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกือบทั้งหมดจากจีน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยานพาหนะ และสิ่งทอ

ในทางกลับกัน จีนคือตลาดใหญ่สำหรับสินค้าส่งออกของเกาหลีเหนือ เช่น ผมปลอมและวิกผม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของการส่งออก รวมถึงแร่ทังสเตน อาหารทะเลแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า และชิ้นส่วนนาฬิกา นอกจากนี้ รายงานจากสหประชาชาติระบุว่า เกาหลีเหนือยังคงสร้างรายได้จากการส่งแรงงานนับหมื่นคนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและรัสเซีย ในภาคการก่อสร้าง การทำไม้ การผลิต และการประมง ซึ่งเงินทุนและสินค้าเหล่านี้ทำให้นายสี จิ้นผิง มีอำนาจต่อรองและอิทธิพลอย่างสูงต่อตัวนายคิม จองอึน.

ที่มา AFP / BBC

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

8 มิ.ย. 2569 13:31 น.

ผู้นำยุโรปหนุนเจรจาหยุดยิงยูเครน-รัสเซีย ย้ำต้องมีสหรัฐฯ และยุโรปร่วมวงสันติภาพ

ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ประกาศสนับสนุนข้อเสนอของประธานาธิบดียูเครนในการเปิดการเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไข 5 ประการสำหรับการบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืน โดยย้ำว่ายุโรปและสหรัฐฯ ต้องมีบทบาทสำคัญในกระบวนการดังกล่าว

ผู้นำกลุ่มพันธมิตรความมั่นคงยุโรป หรือ “E3” ซึ่งประกอบด้วย นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, นายฟรีดริช เมิรตซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้เปิดทำเนียบดาวนิงสตรีทในกรุงลอนดอน ร่วมประชุมและออกแถลงการณ์ร่วมกับนายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อประกาศจุดยืนสนับสนุนการเปิดเจรจาสันติภาพโดยตรงระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยต้องการให้ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายเซเลนสกี ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อเสนอให้มีการเจรจาแบบเผชิญหน้าเพื่อยุติสงครามที่ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 5 โดยเซเลนสกีระบุในจดหมายว่า ประชาชนชาวรัสเซียเองก็เริ่มเหนื่อยล้ากับผลกระทบของสงคราม ทั้งการถูกยูเครนโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธลึกเข้าไปในดินแดน ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และวิกฤตการขาดแคลนน้ำมัน

นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนยังเน้นย้ำว่า ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังมุ่งความสนใจไปที่ความขัดแย้งในอิหร่าน “มันคงเป็นเรื่องที่ผิดหากยุโรปจะทำเพียงแค่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ อีกครั้ง”

ในการประชุมร่วมกันที่กรุงลอนดอน กลุ่ม E3 และยูเครนได้ร่วมกันกำหนดเงื่อนไขสำคัญ 5 ข้อ เพื่อบรรลุข้อตกลงที่ “ยุติธรรมและยั่งยืน” ได้แก่ ต้องมีการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม, ให้ใช้เส้นแบ่งเขตการสู้รบในปัจจุบันในสมรภูมิเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา, ยูเครนจะต้องได้รับการรับประกันความมั่นคงที่ผูกพันทางกฎหมาย รวมถึงการส่งกองกำลังนานาชาติเข้าไปประจำการ, ทรัพย์สินของรัสเซียในต่างประเทศที่ถูกอายัดไว้ จะไม่ได้รับการปลดล็อกจนกว่ารัสเซียจะชดเชยค่าเสียหายจากสงครามให้กับยูเครนทั้งหมด และรัสเซียต้องเคารพสิทธิ์ของยูเครนในการเลือกมาตรการความมั่นคงและพันธมิตร รวมถึงความพยายามในการเข้าร่วมนาโต

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่า ความร่วมมือของอังกฤษกับยูเครนนั้น “แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า” และความมั่นคงของยูเครนก็คือความมั่นคงของยุโรปเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเจรจาของเซเลนสกีกลับถูกปฏิเสธโดยปูติน ซึ่งผู้นำรัสเซียระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวดู “ขาดความจริงใจ” และยังไม่มีประโยชน์ที่จะนัดพบกันในตอนนี้ โดยย้ำว่ารัสเซียจะยุติสงครามก็ต่อเมื่อบรรลุเป้าหมายทางการทหารทั้งหมดแล้วเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น ปูตินได้กล่าวกับสื่อมวลชนต่างประเทศว่า ข้อเสนอสันติภาพของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจเป็นหนทางในการยุติการสู้รบได้ หากรัฐบาลยูเครนพร้อมที่จะยอมประนีประนอม ซึ่งสอดคล้องกับกรณีที่สหรัฐฯ เคยพยายามกดดันให้ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงยุติสงครามเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

สถานการณ์ในแนวหน้ายังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดก่อนเดินทางเยือนลอนดอน นายเซเลนสกีได้ออกมาประณามรัสเซียอย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุโดรนของกองทัพรัสเซียพุ่งโจมตีอาคารจัดเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล จนโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายบางส่วนและเกิดเพลิงไหม้

ด้าน “เอเนอร์โฮอะตอม” ผู้ดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน แถลงว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และระดับรังสีโดยรอบยังคงอยู่ในระดับปกติ พร้อมวิจารณ์ว่ารัสเซียจงใจคุกคามความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ซึ่งเซเลนสกีระบุว่าเป็นการกระทำที่ “ชั่วช้า” ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่วิกฤตระดับโลก ทั้งนี้ เชอร์โนบิลถือเป็นสถานที่เกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในโลกเมื่อปี 1986 และเมื่อปีที่ผ่านมาก็เคยถูกโดรนรัสเซียโจมตีโดนโดมครอบปฏิกรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ยูเครนยังเผชิญกับการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2022 โดยในวันเสาร์ที่ผ่านมา มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย จากการโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งนอกเมืองซาปอรีเชีย ทางตอนใต้ของประเทศ.

ที่มา Reuters / BBC

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

8 มิ.ย. 2569 13:03 น.

ระทึกกลางนิวยอร์ก คนร้ายไล่แทงเจ็บ 6 ราย คาสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน

เกิดเหตุระทึกขวัญใจกลางนครนิวยอร์ก เมื่อชายคลุ้มคลั่งก่อเหตุไล่แทงผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า บริเวณ สถานีรถไฟเพนน์สเตชัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย เจ้าหน้าที่เร่งรวบตัวระงับเหตุ ท่ามกลางการยกระดับรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการเดินทางมาชมการแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ ที่เมดิสันสแควร์การ์เดน ซึ่งตั้งอยู่เหนือสถานีที่เกิดเหตุพอดี

เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันอาทิตย์ (7 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงประชาชนภายในสถานีรถไฟและรถไฟใต้ดิน “เพนน์สเตชัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการคมนาคมที่พลุกพล่านที่สุดของนครนิวยอร์ก

สำนักงานป้องกันอัคคีภัยแห่งนครนิวยอร์ก และนายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ยืนยันตรงกันว่า จากข้อมูลล่าสุดมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 6 ราย โดยมี 1 รายอาการสาหัส อีก 2 รายบาดเจ็บปานกลาง และที่เหลือบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลเบลวิวแล้ว 

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟแอมแทร็กและกองกำลังตำรวจนิวยอร์ก ได้ระดมกำลังไล่ล่าตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน ก่อนจะสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้ได้ในเวลาต่อมา จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์นี้เป็นการสุ่มโจมตีด้วยความรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่นิวยอร์ก ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นคนไร้บ้านที่มีอาการป่วยทางจิตและสภาวะอารมณ์แปรปรวน

ช่างภาพในพื้นที่รายงานว่า บริเวณชานชาลาที่ 5 และ 6 ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ เต็มไปด้วยเศษผ้าก๊อซ ถุงมือแพทย์ และรอยเลือดกระจายอยู่บนพื้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำถังแบริเออร์และสายกั้นสีเหลืองมาปิดล้อมพื้นที่เพื่อความปลอดภัย และมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าวเนื่องจากการจราจรและการขนส่งมวลชนรอบสถานีเกิดการติดขัดอย่างหนัก

ทางด้านนางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “การกระทำที่รุนแรงและน่าสยดสยอง” พร้อมย้ำว่าชาวนิวยอร์กทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในทุกที่ที่ไป และทางการจะไม่หยุดยั้งในการทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง

เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นครนิวยอร์กกำลังเตรียมพร้อมจัดการแข่งขันกีฬาถึง 2 งานใหญ่ ได้แก่ การแข่งขันบาสเกตบอล NBA นัดชิงชนะเลิศ และการแข่งขันฟุตบอลโลก 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมดิสันสแควร์การ์เดน ซึ่งตั้งอยู่เหนือสถานีรถไฟเพนน์สเตชัน มีกำหนดจัดแข่งขัน NBA นัดชิงชนะเลิศเกมที่ 3 ในค่ำคืนวันจันทร์นี้ ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างทีม นิวยอร์ก นิกส์พบกับ ซานแอนโตนิโอ สเปอส์  โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบรับคำเชิญของเจมส์ โดแลน เจ้าของทีมส์นิกส์ เพื่อเดินทางมาเข้าชมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย รวมถึงนายมัมดานี ก็จะเข้าร่วมชมเช่นกัน

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุแทงกัน ทางการนิวยอร์กได้สั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรอบสนามกีฬาอยู่แล้ว รวมถึงการประกาศนโยบายห้ามนำกระเป๋าเข้าสนาม และสั่งยกเลิกกิจกรรม “วอทช์ปาร์ตี้” หรือการรวมตัวชมการถ่ายทอดสดผ่านจอยักษ์ที่บริเวณภายนอกสนามกีฬา เนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าเกิดเหตุแฟนบอลบางส่วนก่อความวุ่นวาย จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายและมีการจับกุมแฟนบอลไปถึง 26 ราย

นอกจากศึก NBA แล้ว ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ สนามกีฬาเม็ทไลฟ์ ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งอยู่ติดกับนิวยอร์ก ก็มีกำหนดการเปิดสนามจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มนัดแรกเช่นกัน ทำให้เจ้าหน้าที่สั่งตรึงกำลังเข้มงวดทั่วทุกจุดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวและแฟนกีฬาจากทั่วโลก.

ที่มา BBC / AFP

ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

 ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

8 มิ.ย. 2569 11:16 น.

ดับ 19 ราย บาดเจ็บ 134 แผ่นดินไหว 7.8 ถล่มเกาะมินดาเนา

ทางการฟิลิปปินส์ระบุมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย บาดเจ็บ 134 คน จากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้อาคารและบ้านเรือนพังถล่มหลายแห่ง  ขณะที่ทางการฟิลิปปินส์สั่งระดมหน่วยงานเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมากว่า 138 ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากแผ่นดินไหวครั้งแรก โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดได้ขนาด 6.7

เจ้าหน้าที่หน่วยงานบรรเทาภัยพิบัติฟิลิปปินส์กล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ทางตอนใต้ของประเทศ พุ่งสูงถึงอย่างน้อย 19 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 134 คน นายโรดริโก โซสเมนา ผู้อำนวยการฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนประจำภูมิภาค กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิต 12 รายในเขตซอกซาร์เกน บนเกาะมินดาเนา นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 3 รายในจังหวัดดาเวาตะวันตก

ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมากว่า 138 ครั้งรุนแรงต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากแผ่นดินไหวครั้งแรก โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดได้ขนาด 6.7

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกกล่าวในประกาศว่า อาจเกิดคลื่นสึนามิ “ภายใน 3 ชั่วโมงข้างหน้า” ตามแนวชายฝั่งของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปาเลา ไต้หวัน และปาปัวนิวกินี

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์รายงานว่า ตรวจพบคลื่นสึนามิใน 6 พื้นที่ของเกาะมินดาเนา โดยตรวจพบคลื่นระหว่างเวลา 07:42 ถึง 08:45 ตามเวลาท้องถิ่น คลื่นที่สูงที่สุดที่บันทึกได้วัดได้ 1.4 เมตร ทางหน่วยงานแจ้งว่า ยังคงมีการเตือนภัยสึนามิสำหรับฟิลิปปินส์อยู่

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.37 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 โดยมีศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเมืองมาอาซิม จังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ในระดับความลึกประมาณ 10 กม. สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับที่ “ทำลายล้างสูง” 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเจนเนอรัลซานโตส เปิดเผว่า แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้อาคารและบ้านเรือนหลายหลังพังถล่มลงมา โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งทำงานอย่างแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ขณะเดียวกัน มีคลิปวิดีโอถูกแชร์บนโลกออนไลน์ เผยให้เห็นภาพของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่มีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดตั้งอยู่ พังถล่มลงมากลายเป็นเศษอิฐเศษปูนต่อหน้าต่อตา รวมถึงอาคารเรียนในสถาบันการศึกษาท้องถิ่นที่พังครืนลงมา ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า “พระเจ้า! มันถล่มลงมาแล้ว อาคารถล่มลงมาจริง ๆ!”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงกับวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งเป็น วันเปิดภาคเรียนวันแรกของโรงเรียนรัฐบาลในฟิลิปปินส์

ด้านประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ได้ออกแถลงการณ์สั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานรัฐเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมสั่งระงับการเรียนการสอนในทุกระดับชั้นทั่วพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบนเกาะมินดาเนาจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังได้ส่งข้อความถึงประชาชนว่า “ถึงพี่น้องร่วมชาติในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โปรดปฏิบัติตามคำเตือนภัยสึนามิและอพยพขึ้นที่สูงในทันที อย่ารอช้า ชีวิตของท่านมีค่ามากกว่าสิ่งของใด ๆ ที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง”

ขณะที่ นายซอนนี อังการา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ได้ส่งทีมวิศวกรโครงสร้างลงพื้นที่ร่วมกับทีมงานในภูมิภาค เพื่อเร่งตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบแล้ว

นอกจากฟิลิปปินส์แล้ว แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ได้ประกาศเตือนภัยสึนามิและสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสูงทางตอนเหนือ เช่น เมืองมานาโด จังหวัดโกซอนตาโล และเกาะซันกีเฮ ขึ้นที่สูงทันที อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 4 ชั่วโมงครึ่ง ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศยกเลิกคำเตือนดังกล่าว โดยมีรายงานคลื่นสึนามิขนาดเล็กซัดเข้าฝั่ง 9 จุด จุดที่สูงที่สุดอยู่ที่เกาะซันกีเฮ วัดได้ 0.75 เมตร

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ได้ประกาศเฝ้าระวังและเตือนภัยสึนามิตลอดแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยคาดการณ์ว่าอาจมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ซัดเข้าฝั่งในหลายพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ”  ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนที่มีพลังงานสูง ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง โดยอินโดนีเซียเคยเผชิญกับโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวขนาด 9.1 และสึนามิครั้งใหญ่ที่จังหวัดอาเจะห์ เมื่อปี 2004 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 170,000 ราย.

ที่มา GMA News / ABS-CBN / AFP

อิสราเอลเมินคำขอ “ทรัมป์” สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

อิสราเอลเมินคำขอ "ทรัมป์" สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

8 มิ.ย. 2569 10:55 น.

อิสราเอลเมินคำขอ “ทรัมป์” สั่งเปิดฉากถล่มอิหร่าน

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน เมินคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามโทรศัพท์สายตรงสกัดไม่ให้ตอบโต้ ด้านอิหร่านเตือนหากทำอีกเจอล้างแค้นครอบคลุมฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งภูมิภาค ขณะที่ราคาน้ำมันโลกดีดตัวพุ่งสูงทันที 3% 

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีเป้าหมายทางการทหารทางตะวันตกและตอนกลางของประเทศอิหร่าน รวมถึงมีเสียงระเบิดดังสนั่นใน 3 เมืองใหญ่ ซึ่งรวมถึงกรุงเตหะราน 

การโจมตีครั้งนี้เป็นการเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันให้นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อดกลั้นและหลีกเลี่ยงการตอบโต้ เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อไม่ให้กระทบต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

โดยมีรายงานว่า ก่อนหน้าที่อิสราเอลจะเปิดฉากถล่ม ทรัมป์ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับเนทันยาฮูเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง โดยสื่อต่างประเทศระบุคำพูดของทรัมป์ว่า “ผมจะโทรหาบีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) ตอนนี้เพื่อบอกเขาว่าอย่าตอบโต้ อิสราเอลโจมตีไปแล้ว อิหร่านก็โจมตีไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีการโจมตีครั้งต่อไปอีก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อดังอย่าง ไฟแนนเชียล ไทม์ส โดยแสดงความมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้จะไม่กระทบต่อข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกล่าวอย่างดุดันว่า “มันจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อข้อตกลง เพราะผมเป็นคนคุมเกมทั้งหมด เนทันยาฮูไม่ได้เป็นคนคุมเกม”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงปฏิเสธที่จะปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ จนกว่าอิหร่านจะปฏิบัติตัวดีและบรรลุข้อตกลงขั้นต้นร่วมกัน ซึ่งขัดต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายอิหร่าน

การเปิดฉากโจมตีของอิสราเอลในวันนี้ (8 มิ.ย.) เป็นการโต้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธ 11 ลูก รวมถึงขีปนาวุธทิ้งตัวแบบยิงจากอากาศ มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศรามัต ดาวิด ใกล้กับเมืองนาซาเร็ธของอิสราเอล ซึ่งกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าสามารถสกัดไว้ได้ทั้งหมดและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ขณะเดียวกัน กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า การยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลก่อนหน้านี้ ถือเป็นการ “เตือนสติ” หลังจากอิสราเอลละเมิดข้อตกลงด้วยการส่งเครื่องบินรบถล่มย่านดาฮีเยห์ ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 20 ราย โดยทางอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ให้ “ไฟเขียว” ในการโจมตีเลบานอนครั้งนี้

อิหร่านยังประกาศกร้าวว่า “หากอิสราเอลยังทำซ้ำซาก การตอบโต้ครั้งต่อไปจะขยายวงกว้าง และครอบคลุมเป้าหมายที่เป็นของทั้งสหรัฐฯ และไซโอนิสต์ (อิสราเอล) ทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง” ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านได้ส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในอิรัก ขณะที่อิสราเอลก็ระบุว่ากำลังสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากกลุ่มกบฏในเยเมนเช่นกัน

ผลจากการยกระดับความรุนแรงส่งผลให้อิหร่านประกาศปิดน่านฟ้าทางตอนตะวันตกของประเทศ และระงับเที่ยวบินขาเข้าทั้งหมด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติทันที ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรักและซีเรียก็ได้ประกาศปิดน่านฟ้าตามมาในลักษณะเดียวกัน

ความขัดแย้งที่กลับมาปะทุเดือด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งทะยานขึ้นทันทีมากกว่า 3% ซื้อขายทะลุ 96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดกังวลว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก คิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก ซึ่งปัจจุบันถูกอิหร่านปิดอยู่นั้น จะไม่มีโอกาสกลับมาเปิดใช้งานได้ในเร็ว ๆ นี้

ด้านการทูต แม้ว่ารัฐมนตรีมหาดไทยของปากีสถานจะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานเพื่อส่งจดหมายลับจากผู้บัญชาการทหารและนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ทางที่ปรึกษาทหารของผู้นำสูงสุดอิหร่านยอมรับว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะนี้ “อยู่ในภาวะชะงักงัน”.

ที่มา Reuters / AFP

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

8 มิ.ย. 2569 07:39 น.

ด่วน! แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ขนาด 8.2 เตือนสึนามิ เร่งอพยพ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 แมกนิจูด ที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ทางการเร่งประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ และอพยพประชาชนขึ้นที่สูง หลังคาดจะเกิดคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปกติ

ตามรายงานของศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เยอรมนี (GFZ) ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 10 กิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้ประเมินขนาดไว้ที่ 7.3 แมกนิจูด ก่อนปรับเพิ่มเป็น 8.2

หลังเกิดแผ่นดินไหว ระบบเตือนภัยสึนามิสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ ขณะที่สำนักงานแผ่นดินไหวและภูเขาไฟวิทยาของฟิลิปปินส์ ระบุว่าอาจเกิดคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปกติ

ทางการฟิลิปปินส์แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งของบางจังหวัดทางตอนใต้ รีบอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูง หรือเคลื่อนตัวออกห่างจากแนวชายฝั่งทันที เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นได้ออกประกาศเฝ้าระวังสึนามิตามแนวชายฝั่งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นบริเวณกว้าง หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้

ด้านสถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาด 7.0 แมกนิจูด พร้อมเตือนว่าอาจเกิดความเสียหายต่ออาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงเตือนภัยสึนามิสูงกว่า 1 เมตร อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ประเมินขนาดแผ่นดินไหวไว้ที่ 7.7 แมกนิจูด

เบนจี อันเชตา ผู้กำกับการตำรวจเมืองอาลาเบล ในจังหวัดซารังกานี ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า อาคารสถานีตำรวจเกิดรอยร้าวบางส่วนทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังประกอบพิธีเคารพธงชาติ

อันเชตากล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่มีประชาชนบางส่วนเป็นลมเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

8 มิ.ย. 2569 07:22 น.

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

เกาหลีเหนือประกาศยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งสถานะรัฐติดอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เตรียมเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติพันธมิตรสำคัญ

สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานว่า คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึนกล่าวว่า เกาหลีเหนือจะไม่มีวันยอมถอยจากสถานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเปียงยางจะไม่อดทนต่อแรงกดดันหรือภัยคุกคามจากภายนอก

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันจันทร์นี้ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดกับคิม จอง อึน ซึ่งถือเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกของผู้นำจีนในรอบเกือบ 7 ปี

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กรุงปักกิ่งต้องการเสริมความสัมพันธ์กับกรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการเพียงประเทศเดียวของจีน

คิม โย จอง ยังกล่าวโจมตีคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ยืนยันเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือระหว่างการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเรียกข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นเรื่องเท็จ

เธอระบุว่า เกาหลีเหนือมีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว และยืนยันว่านโยบายการเสริมสร้างศักยภาพการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตนเอง ซึ่งประกาศโดยผู้นำสูงสุดของประเทศนั้น เป็นข้อสรุปสุดท้ายที่ไม่สามารถย้อนกลับได้และจะต้องดำเนินการต่อไปโดยไม่มีเงื่อนไข

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน เกาหลีเหนือเพิ่งเปิดเผยโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่ โดยคิม จอง อึน เรียกร้องให้มีการขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศแบบก้าวกระโดด

นักวิเคราะห์มองว่า การเปิดเผยโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ อาจเป็นความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก่อนการพบหารือระหว่างคิม จอง อึน และสี จิ้นผิง รวมถึงใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า คิม จอง อึน ยังเดินทางเยือนโรงงานผลิตอาวุธขนาดใหญ่ และสั่งเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธของประเทศให้มากขึ้น 2.5 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี โดยอ้างอิงจากหนังสือพิมพ์โรดง ซินมุน สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเกาหลีเหนือ.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

8 มิ.ย. 2569 06:22 น.

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เบนจามิน เนทันยาฮู ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐฯ ทำร่วมกับอิหร่าน เนื่องจากผู้นำอิสราเอลไม่ใช่คนกุมบังเหียน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว เดอะ ไฟแนนเชียล ไทมส์ (FT) ว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู จำเป็นต้องยอมรับข้อตกลงใด ๆ ก็ตามที่สหรัฐฯ บรรลุร่วมกับอิหร่าน เนื่องจากผู้นำอิสราเอล “ไม่ใช่คนกุมบังเหียน”

“ผมเป็นคนคุมเกมเอง ผมเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง เขา (เนทันยาฮู) ไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว และเสริมว่า “เขาไม่มีทางเลือกอื่นหรอก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยืนยันว่า เหตุการณ์ที่อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลเมื่อคืนวันอาทิตย์นั้น “จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อข้อตกลงดังกล่าว”

“เราต้องรอดูกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แต่การโจมตีเหล่านั้นแทบไม่ได้สร้างความสะเทือนอะไรเลย มันก็เป็นแค่หนึ่งในเรื่องราวความขัดแย้งที่ดำเนินมานานถึง 3,000 ปี หรือ 47 ปี แล้วแต่ว่าคุณจะนับจากตรงไหน” ทรัมป์กล่าว

ถ้อยแถลงของทรัมป์ที่มีต่อผู้นำอิสราเอลในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขารู้สึก ไม่พอใจนายเนทันยาฮูมากๆ เรื่องแผนปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพยายามขับเคลื่อนข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

อนึ่ง เนทันยาฮูเคยวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านที่บรรลุในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาอย่างรุนแรง โดยเขาเคยกล่าวต่อที่ประชุมสหประชาชาติ (UN) ในปี 2558 ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการให้รางวัลต่อ “พฤติกรรมอันเลวร้าย” ของอิหร่านเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

8 มิ.ย. 2569 05:40 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

อิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน ตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กองทัพอิหร่านเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดครั้งใหม่ หลังจากที่ทุกฝ่ายได้ใช้เวลาเจรจานานหลายสัปดาห์เพื่อหาข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าสามารถยิงขีปนาวุธทิ้งตัวโจมตีฐานทัพอากาศ รามัต เดวิด (Ramat David) ทางตอนเหนือของอิสราเอลได้สำเร็จ

ส่วนกองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงเข้ามาอย่างน้อย 3 ระลอก โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missiles) ได้อย่างน้อย 10 ลูก ขณะที่แหล่งข่าวฝั่งอิสราเอลเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า อิสราเอลจะทำการตอบโต้การโจมตีครั้งนี้อย่าง “รุนแรง”

สำนักข่าว เพรส ทีวี (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า การโจมตีครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการโจมตีเข้าใส่อิสราเอลที่รุนแรงกว่าเดิม หากอิสราเอลยังคงไม่หยุดโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนและกรุงเบรุต

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า อิหร่านจำเป็นต้อง “กลับมานั่งที่โต๊ะเจรจาและทำข้อตกลงร่วมกัน” หลังเกิดเหตุโจมตีอิสราเอลครั้งล่าสุดนี้ และย้ำว่า การทำแบบนี้ “ไม่ช่วยให้การเจรจาราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน”

ทรัมป์ยังเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ด้วยว่าเขา “ไม่พอใจ” กับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่อิสราเอลโจมตีในกรุงเบรุต โดยแหล่งข่าวในอิสราเอลและผู้ที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์เปิดเผยว่า ทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ต่อสายตรงพูดคุยกันหลังเกิดเหตุอิหร่านยิงถล่ม

เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองทัพอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอลจะ “ยกระดับความรุนแรง” ในการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การระดมยิงถล่มจากฝั่งอิหร่าน

การโจมตีของอิหร่านยังทำให้ “คลาลิต เฮลธ์ เซอร์วิสเซส” (Clalit Health Services) ผู้ให้บริการด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอลประกาศจะย้ายการดำเนินงานของโรงพยาบาลไปยังสิ่งปลูกสร้างใต้ดินและพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มกัน ขณะที่รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศในวันจันทร์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn