ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

6 ก.ค. 2569 22:09 น.

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่าลามหนักภาคใต้ ต้องอพยพนับ 10,000 คน

ฝรั่งเศสกำลังเร่งรับมือกับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ในภาคใต้ของประเทศ โดยมีการอพยพประชาชนแล้วนับ 10,000 คน ในขณะที่พื้นที่ต่างๆ ของยุโรปยังคงได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ไฟป่าในภาคใต้ของฝรั่งเศสยังคงรุนแรง โดยล่าสุดมีประชาชนมากกว่า 10,000 คนได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากเมืองและหมู่บ้านขนาดเล็กกว่าสิบแห่งบริเวณเชิงเขาพิเรนีส (Pyrenees) ใกล้กับชายแดนประเทศสเปน ในขณะที่คลื่นความร้อนกำลังเล่นงานหลายพื้นที่ของยุโรป

ปิแอร์ แรญโญ เดอ ลา ม็อต เจ้าหน้าที่บริหารส่วนท้องถิ่นโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ไฟป่าซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองเทรวิญัก (Trévillach) ใกล้กับเมืองแปร์ปีญ็อง (Perpignan) ได้เผาทำลายพื้นที่ไปแล้วอย่างน้อย 11,366 เอเคอร์ หรือราว 28,748 ไร่

ขณะที่นาย โลร็องต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส กล่าวเตือนผ่านสถานีโทรทัศน์ TF1 ว่า “เช้าวันนี้ สถานการณ์เริ่มแย่ลงอีกครั้ง และวันนี้การต่อสู้ (กับไฟป่า) ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง” โดยกระแสลมแรงอาจทำให้ไฟป่ายิ่งโหมกระหน่ำมากขึ้นไปอีก

ด้าน เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประกาศว่าสหภาพยุโรปจะส่งเครื่องบินจำนวน 4 ลำ ซึ่งประจำการอยู่ในไซปรัสและสเปนเพื่อช่วยเหลือในภารกิจดับไฟป่าในฝรั่งเศส

เหตุไฟป่าดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปนด้วย โดยพื้นที่มากกว่า 5,400 เอเคอร์ ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ “เลส กาวาร์เรส” (Les Gavarres) ได้ถูกทำลายไปแล้ว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทางการแคว้นกาตาลุญญาระบุเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ว่า สถานการณ์ไฟป่าเริ่มทรงตัวแล้วและคาดว่าจะสามารถดับไฟได้สนิทภายในสัปดาห์นี้

ส่วนทางตอนใต้ของแคว้นกาตาลุญญา ในจังหวัดกัสเตยอน (Castellon) ทางภาคตะวันออก ประชาชนจำนวน 500 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่หลังจากไฟป่าได้ลุกลามเข้าสู่ อุทยานแห่งชาติ “ซิเอร์รา เด เอสปาดัน” (Sierra de Espadan)

ด้าน แมตต์ เทย์เลอร์ หัวหน้าผู้พยากรณ์อากาศของ BBC Weather กล่าวว่า อุณหภูมิในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส อาจพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ขณะที่บางพื้นที่ของโปรตุเกสและสเปนร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว

“แม้ว่าคลื่นความร้อนระลอกนี้อาจจะไม่ทำลายสถิติเหมือนกับในเดือนมิถุนายน แต่ก็นับว่าเป็นสภาพอากาศที่รุนแรงเป็นพิเศษสำหรับช่วงเวลานี้ของปี” นายเทย์เลอร์กล่าว “เนื่องจากความร้อนคาดว่าจะยังคงอยู่ต่อไปจนถึงสัปดาห์หน้า และมีรายงานฝนตกน้อยมากในวงกว้าง ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าเพิ่มเติมจึงยังคงอยู่ในระดับสูง”

ทั้งนี้ ในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยทั่วประเทศในวันที่ 24 มิถุนายน

นอกจากนี้มีรายงานว่า ฝรั่งเศสพบผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับความร้อนสูงกว่าสถานการณ์ปกติอย่างน้อย 2,025 ศพ ขณะที่เบลเยียมพบ 1,222 ศพ และเนเธอร์แลนด์พบราว 480 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

6 ก.ค. 2569 16:35 น.

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

เกิดเหตุจลาจลภายในเรือนจำเนกอมโบของศรีลังกา หลังผู้ต้องขังจากแก๊งค้ายาเสพติดสองกลุ่มปะทะกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน รวมเจ้าหน้าที่เรือนจำ 4 นาย และบาดเจ็บมากกว่า 100 คน นับเป็นเหตุจลาจลในเรือนจำที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย

เกิดเหตุจลาจลรุนแรงที่เรือนจำในเมืองเนกอมโบ ทางตอนเหนือของกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา โดยความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะลุกลามกลายเป็นการสู้รบนองเลือดยาวนานถึงสองวัน

รายงานระบุว่า ชนวนเหตุเกิดจากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างนักโทษสองกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับแก๊งค้ายาเสพติด โดยกลุ่มหนึ่งเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมลักลอบค้ายาเสพติดภายในเรือนจำ ขณะที่อีกกลุ่มเป็นฝ่ายต่อต้าน สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในเช้าวันจันทร์ เมื่อนักโทษที่ก่อจลาจลสามารถบุกยึดอาวุธปืนจากคลังของเจ้าหน้าที่เรือนจำมาครอบครองและใช้เปิดฉากยิงปะทะ

 เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “มีผู้คุมเรือนจำ 4 นาย ถูกสังหารเสียชีวิตขณะพยายามเข้าไปแยกกลุ่มนักโทษที่กำลังก่อจลาจล สถานการณ์มันบานปลายจนเกินควบคุมเมื่อช่วงเช้าวันนี้”

นพ.พุชปา กัมลัท ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐเนกอมโบ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีร่างผู้เสียชีวิตถูกส่งมาที่โรงพยาบาลแล้วถึง 23 ศพ ขณะที่บางกระแสข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุตัวเลขที่ 19 ศพ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง นอกจากนี้ยังมีนักโทษและผู้คุมที่ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาอีกมากกว่า 100 ราย โดยผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลแห่งชาติในกรุงโคลอมโบ และกล่าวว่า “เหยื่อบางรายมีบาดแผลจากการถูกยิง บางรายมีบาดแผลถูกของมีคมบาด และมีรอยฟกช้ำรุนแรงตามร่างกาย”

นอกจากนี้ ในช่วงคืนวันอาทิตย์ ขณะที่การปะทะดำเนินไปอย่างดุเดือด ข่าวได้แพร่กระจายไปยังแดนขังหญิงที่อยู่ติดกัน ส่งผลให้นักโทษหญิงกลุ่มหนึ่งพากันปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัว แต่โครงสร้างหลังคาบางส่วนเกิดพังถล่มลงมา ทำให้นักโทษหญิงบางส่วนได้รับบาดเจ็บ 

บรรยากาศภายนอกเรือนจำเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีญาติของนักโทษจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อรอฟังข่าวด้วยความวิตกกังวล ขณะที่กองทัพอากาศศรีลังกาได้ส่งโดรนและเฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือเรือนจำเพื่อประเมินสถานการณ์ ด้านชาวบ้านในละแวกนั้นเผยว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ

ปัจจุบัน ทางการศรีลังกาได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยระดมกำลังตำรวจหน่วยเฉพาะกิจ หรือคอมมานโด และหน่วยควบคุมฝูงชนเข้าตรึงกำลังรอบพื้นที่ แต่ยังไม่มีการส่งกำลังเข้าไปภายในเรือนจำ พร้อมทั้งสั่งย้ายนักโทษแกนนำ 3 รายไปยังค่ายกักกันพัลลันเซนาเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

ด้าน นายเอซี กาจานายาเก โฆษกกรมราชทัณฑ์ศรีลังกา เปิดเผยว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษขึ้นตามคำสั่งของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและผู้อยู่เบื้องหลังเหตุความรุนแรงครั้งนี้ เช่นเดียวกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้แยกสำนวนสืบสวนอีกชุดหนึ่ง ขณะที่ นายหรรษณะ นานายักการา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของศรีลังกา ได้สั่งการให้รายงานรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดแก่ตนโดยด่วน

เหตุการณ์นองเลือดในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุจลาจลในเรือนจำครั้งที่ร้ายแรงที่สุดของศรีลังกาในรอบกว่า 5 ปี นับตั้งแต่เหตุจลาจลที่เรือนจำอีกแห่งหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งครั้งนั้นมีนักโทษเสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 117 ราย จนนำไปสู่การปล่อยตัวนักโทษหลายร้อยคนเพื่อลดความแออัด

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ณ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เรือนจำทั่วประเทศศรีลังกามีนักโทษรวมกันสูงถึง 41,250 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าความจุที่เรือนจำรองรับได้จริงถึงประมาณ 4 เท่า ซึ่งปัญหานักโทษล้นคุกนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ และง่ายต่อการเกิดเหตุความรุนแรงซ้ำซาก.

ที่มา AFP

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

6 ก.ค. 2569 16:07 น.

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

คณะกรรมการจัดการภาวะฉุกเฉินเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน ระบุว่า อ่างเก็บน้ำ 3 แห่งในพื้นที่ เกิดความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัย หลังจากพายุฝนฟ้าคะนองซัดถล่มภูมิภาคอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันเสาร์ โดยพบว่าอ่างเก็บน้ำ “หลิ่วหลาน” เกิดแตก ส่งผลทำให้น้ำทะลักท่วมหมู่บ้าน

รายงานระบุว่า อ่างเก็บน้ำ “หลิ่วหลาน” ซึ่งเป็นสถานีชลประทานขนาดกลาง และอ่างเก็บน้ำ “อวิ๋นเปียว” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเหิงโจว ซึ่งเมืองระดับอำเภอภายใต้การปกครองของหนานหนิง ได้เผชิญกับสภาวะน้ำล้นตลิ่งและเกิดการแตกหักของสันเขื่อนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีรายงานน้ำล้นข้ามทางระบายน้ำเกิดขึ้นที่อ่างเก็บน้ำ “หลิวหวัง”ในอำเภอบินหยาง อีกด้วย

สำหรับอ่างเก็บน้ำหลิ่วหลาน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางของพื้นที่ ได้รับรายงานว่าคันเขื่อนเกิดรอยแตกอย่างรุนแรงในช่วงเช้าวันจันทร์ ส่งผลให้หน่วยงานด้านการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน หน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ทรัพยากรน้ำ ต้องเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และอพยพประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงและอันตรายอย่างมาก ทางคณะกรรมการฯ จึงได้ตัดสินใจยกระดับการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยของเมืองหนานหนิง จากระดับ 3 ขึ้นสู่ ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 11:30 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

หน่วยงานบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย ได้ถูกระดมกำลังทั้งหมดลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติการควบคุมมวลน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เร่งเคลื่อนย้ายประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของเมืองเหิงโจวและอำเภอบินหยางออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยเป็นการด่วนแล้ว

คณะกรรมการจัดการภาวะฉุกเฉินเมืองหนานหนิง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองหนานหนิงถูกพายุฝนตกกระหน่ำอย่างหนักมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา โดยบางพื้นที่มีฝนตกชุกหนาแน่นเป็นพิเศษจนทำให้น้ำในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เอ่อล้นและเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะรองรับได้

อย่างไรก็ตาม ทางการอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นคาดการณ์ว่า ปริมาณฝนในบริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำหลิวหวังและอ่างเก็บน้ำหลิวหลานมีแนวโน้มที่จะเริ่มลดกำลังลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดและส่งผลดีต่อปฏิบัติการควบคุมอุทกภัยที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา Xinhua / China Daily

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

6 ก.ค. 2569 15:04 น.

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

เลขาธิการสหประชาชาติเตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎระเบียบตามไม่ทัน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งกำหนดมาตรฐานและกลไกกำกับดูแลร่วมกัน โดยเฉพาะการคุ้มครองเด็ก ความปลอดภัยของสังคม และการห้ามใช้อาวุธสังหารอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวเปิดการประชุมระดับโลกด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (Global Dialogue on AI Governance) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในระดับรัฐบาล ที่นครเจนีวา โดยเตือนว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎระเบียบไม่สามารถตามทัน พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันกำหนดกรอบการกำกับดูแลระดับโลกเพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

กูเตอร์เรสกล่าวว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ พลิกโฉมตลาดแรงงาน มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง และอาจเปลี่ยนดุลด้านความมั่นคงของโลก แต่ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีกำลังถูกนำมาใช้งานเร็วกว่าที่แม้แต่ผู้พัฒนาเองจะสามารถควบคุมได้ “นวัตกรรมต้องมาพร้อมราวกั้นความปลอดภัย หาก AI จะทรงพลัง ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล” 

เขาเตือนว่า โลกกำลังปล่อยให้เกิด “การทดลองกับสังคมมนุษย์” โดยไม่มีแผนรองรับและไม่ได้รับความยินยอมจากสังคม พร้อมตั้งคำถามว่า มนุษยชาติจะร่วมกันกำหนดทิศทางของ AI หรือจะปล่อยให้ AI เป็นฝ่ายกำหนดอนาคตของมนุษย์

เลขาธิการยูเอ็นระบุว่า AI ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่รอรับคำสั่งจากมนุษย์อีกต่อไป แต่สามารถเขียนโปรแกรมเอง ปฏิบัติงานบนโลกออนไลน์ และตัดสินใจหลายเรื่องโดยมีการกำกับจากมนุษย์น้อยลงเรื่อย ๆ

เขาแสดงความกังวลว่า AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ข้อมูลเท็จ” เลือนรางลง และผู้คนจำนวนมากเริ่มพึ่งพาผลลัพธ์จาก AI โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง

กูเตอร์เรสกล่าวถึงแนวโน้มที่เรียกว่า “Vibe Coding” หรือการใช้ AI สร้างโปรแกรมจากการพิมพ์คำสั่งด้วยภาษาธรรมชาติแทนการเขียนโค้ดเองว่า แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมาก แต่ไม่สามารถใช้ AI มากำหนด “ความจริง” หรืออนาคตของมนุษยชาติได้

กูเตอร์เรสยังเตือนว่า อำนาจในการพัฒนา AI กำลังกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีและประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่แทบไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะส่งผลต่ออนาคตของตนเอง เขาระบุว่า โลกกำลังเผชิญทางเลือกระหว่างการกำกับดูแล AI อย่างมีแบบแผน หรือปล่อยให้เทคโนโลยีพัฒนาไปโดยไร้ทิศทาง

เลขาธิการยูเอ็นยังเรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานสากลในการประเมินและตรวจสอบความเสี่ยงของ AI โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองเด็ก เขาเปรียบเทียบว่า ยาและของเล่นทุกชนิดต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยก่อนถึงมือเด็ก แต่ AI กลับเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก ทั้งด้านการเรียนรู้ มิตรภาพ และคำถามส่วนตัว โดยแทบไม่มีใครประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง

กูเตอร์เรสจึงเสนอให้จัดทำ “AI Child Safety Pledge” หรือคำมั่นด้านความปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งกำหนดให้บริษัทผู้พัฒนา AI ต้องพิสูจน์ว่าระบบที่เด็กเข้าถึงได้มีความปลอดภัย มีมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ทางเพศอย่างเข้มงวด และสามารถเชื่อมต่อเด็กที่มีสัญญาณความทุกข์ทางจิตใจไปยังผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ได้ และกล่าวว่า “ไม่ควรมีเด็กคนใดต้องกลายเป็นหนูทดลองของ AI ที่ไม่มีการกำกับดูแล” 

กูเตอร์เรสเสนอให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจัดตั้ง กองทุน AI ระดับโลก (Global Fund for AI) เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างบุคลากร พัฒนาข้อมูล และเพิ่มศักยภาพด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลขยายตัวกลายเป็น “ความเหลื่อมล้ำด้าน AI”

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีเปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ AI และให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานหมุนเวียนกับศูนย์ข้อมูล ทุกแห่งภายในปี 2030 เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีกประเด็นที่กูเตอร์เรสแสดงความกังวลมากที่สุด คือ การนำ AI ไปใช้ในทางทหาร โดยเฉพาะระบบอาวุธอัตโนมัติที่สามารถเลือกเป้าหมายและสังหารได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม

เขาระบุว่า ระบบดังกล่าวควรถูกเรียกว่า “หุ่นยนต์สังหาร”  และถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักศีลธรรมอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกออกกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อห้ามการใช้อาวุธประเภทนี้โดยเด็ดขาด

การประชุม Global Dialogue on AI Governance ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน มีเป้าหมายเพื่อเปิดเวทีหารือระหว่างรัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแล AI แม้จะยังไม่ใช่เวทีเจรจาจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศก็ตาม

ที่ประชุมยังเตรียมพิจารณารายงานการประเมิน AI ระดับโลกฉบับแรก ซึ่งจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระ 40 คน ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ ก่อนจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์และจัดการประชุมระดับโลกครั้งต่อไปที่นครนิวยอร์กในปีหน้า

กูเตอร์เรสทิ้งท้ายว่า โลกอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเตือนว่า “ประตูแห่งโอกาสยังเปิดอยู่ในเวลานี้ แต่จะไม่เปิดอยู่ตลอดไป”.

ที่มา AFP / Reuters

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

6 ก.ค. 2569 14:34 น.

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

จีนประกาศความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก โดยยืนยันเป็นการฝึกประจำปีและแจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า แต่การทดสอบครั้งนี้สร้างความกังวลให้หลายประเทศในภูมิภาค โดยญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ออกมาแสดงความไม่สบายใจ ท่ามกลางการขยายศักยภาพทางทหารและคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีน

กองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน แถลงวันนี้ (6 ก.ค.) ว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก หลังหลายประเทศในภูมิภาคออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จีนกำลังเตรียมทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้

การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ซึ่งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีบทบาทเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงมาอย่างยาวนาน

นายหวัง เสวี่ยเหมิง โฆษกกองทัพเรือจีน ระบุผ่านบัญชีวีแชตอย่างเป็นทางการว่า เมื่อเวลา 12.01 น. ตามเวลาท้องถิ่น เรือดำน้ำนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือจีนได้ยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์ที่ติดตั้งหัวรบจำลองเพื่อการฝึก ไปยังทะเลหลวงในมหาสมุทรแปซิฟิก และตกลงในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ

จีนยืนยันว่า การทดสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกทางทหารประจำปี ได้แจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ โดยไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดเป็นการเฉพาะ

การยิงทดสอบมีขึ้นในวันเดียวกับที่จีนและรัสเซียเริ่มการฝึกซ้อมทางเรือร่วมประจำปีบริเวณนอกชายฝั่งเมืองชิงต่าว ทางตะวันออกของจีน แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าการยิงขีปนาวุธเป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมรบร่วมดังกล่าวหรือไม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้เร่งพัฒนาศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์และเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2023 จีนมีหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งานมากกว่า 500 หัว และคาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 หัวภายในปี 2030

ก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ นายจัสติน ทคัตเชนโก รัฐมนตรีต่างประเทศปาปัวนิวกินี เปิดเผยว่า ได้รับการแจ้งจากเอกอัครราชทูตจีนเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับแผนการทดสอบขีปนาวุธ ขณะที่แหล่งข่าวรัฐบาลนิวซีแลนด์ยืนยันว่า จีนได้แจ้งล่วงหน้าถึงการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปเช่นกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยตำแหน่งที่ขีปนาวุธจะตก

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2567 จีนเคยยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปพร้อมหัวรบจำลองลงสู่ทะเลใกล้เฟรนช์โพลินีเซีย นับเป็นการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลผ่านน่านน้ำสากลครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นขีปนาวุธ ตงเฟิง-31 ซึ่งสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์แบบเทอร์โมนิวเคลียร์ได้

พื้นที่ที่ขีปนาวุธตกอยู่ในเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ที่กำหนดไว้ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ส่งผลให้หลายประเทศในแปซิฟิกจับตาความเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิด

การทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดสร้างความกังวลให้หลายประเทศในภูมิภาคทันที รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้รับการแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธ และได้ร้องขอให้จีนพิจารณายุติการทดสอบ พร้อมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการเพิ่มกิจกรรมทางทหารของจีน

นอกจากนี้ หน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นยังได้รับแจ้งจากทางการจีนเมื่อวันอาทิตย์ว่า อาจมีเศษซากจากการปล่อยวัตถุอวกาศตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น แม้ต่อมาสำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลว่า ขีปนาวุธไม่ได้ตกในพื้นที่ดังกล่าว

ด้าน เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า แม้จีนจะแจ้งรัฐบาลแคนเบอร์ราล่วงหน้า แต่การทดสอบดังกล่าวถือเป็นปัจจัยที่สร้างความไม่มั่นคงให้กับภูมิภาค พร้อมระบุว่า การเสริมสร้างกำลังทางทหารของจีนยังขาดความโปร่งใสและการสร้างความเชื่อมั่นตามที่ประเทศในภูมิภาคคาดหวัง

ขณะที่นายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลได้รับแจ้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการยิงทดสอบ พร้อมระบุว่า นิวซีแลนด์มองว่าการใช้มหาสมุทรแปซิฟิกใต้เป็นพื้นที่ทดสอบขีดความสามารถด้านขีปนาวุธเป็นพัฒนาการที่น่ากังวลและไม่พึงประสงค์ เช่นเดียวกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกอื่น ๆ

ภูมิภาคแปซิฟิกยังคงมีความอ่อนไหวต่อประเด็นนิวเคลียร์ เนื่องจากหลายประเทศได้รับผลกระทบจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของชาติมหาอำนาจในช่วงหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ขณะเดียวกัน จีนยังเดินหน้าขยายอิทธิพลในภูมิภาคแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงพยาบาล ถนน และสนามกีฬา ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวทางทหารของปักกิ่งในพื้นที่แห่งนี้ได้รับการจับตาจากนานาชาติอย่างใกล้ชิด.

ที่มา  AFP / Reuters / Xinhua

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

6 ก.ค. 2569 12:32 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคน ก่อนการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกีเพียงหนึ่งวัน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี และมีกำหนดพูดคุยกับประธานาธิบดี เพื่อผลักดันความพยายามยุติสงคราม

รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีแคว้นเคียฟของยูเครนด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ (6 ก.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 34 คน ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ยูเครน นับเป็นการโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบครั้งที่สองในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

การโจมตีเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอังคาร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการโจมตีระยะไกลของทั้งสองฝ่าย แม้สงครามจะดำเนินมาแล้วนานกว่า 4 ปี นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในกรุงเคียฟรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดมากกว่า 10 ครั้งระหว่างการประกาศเตือนภัยขีปนาวุธ ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดระลอกใหม่พร้อมแสงวาบบนท้องฟ้าในเวลาต่อมา

นายตีมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารของแคว้นเคียฟ ระบุผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า รัสเซียใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งโจมตีพื้นที่ พร้อมระบุว่าเหตุโจมตีทำให้เกิดเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัย 4 แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนกำลังนอนหลับอยู่

ด้านนายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเมืองได้ทำงานสกัดการโจมตี พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ภายในหลุมหลบภัยจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย

ทางการยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 7 คนในกรุงเคียฟ และอีก 1 คนในเขตบูชา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวง ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บในกรุงเคียฟและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเป็นอย่างน้อย 34 คน

ขณะเดียวกัน ยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานภายในรัสเซียอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อบั่นทอนศักยภาพในการทำสงครามของมอสโก รวมถึงโจมตีพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมในยูเครนมาตั้งแต่ก่อนการรุกรานครั้งใหญ่

ในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งรัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตั้งแต่ปี 2014 มิคาอิล ราซโวชาเยฟ ผู้ว่าการเมืองเซวาสโทพอล ระบุว่า การโจมตีของยูเครนใกล้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ระบบไฟฟ้าของเมืองต้องหยุดชะงักเป็นการชั่วคราว

ด้านนายเซอร์เกย์ โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถยิงสกัดอากาศยานไร้คนขับหลายระลอกที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงได้สำเร็จ

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดพบกับ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ในวันพุธ ระหว่างการประชุมสุดยอดนาโต โดยมีเป้าหมายหารือแนวทางยุติสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของทรัมป์มาโดยตลอด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า หลังการพบปะกับเซเลนสกี ทรัมป์จะพูดคุยกับ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อพยายามรื้อฟื้นกระบวนการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมาระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความพยายามทางการทูตยังไม่สามารถลดความรุนแรงของสงครามได้

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกี เปิดเผยว่า กองทัพยูเครนยังคงสู้รบอย่างหนักเพื่อป้องกันเมืองยุทธศาสตร์ คอสเตียนตินิฟกา ในแคว้นโดเนตสก์ แม้ว่ารัสเซียจะอ้างเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าสามารถยึดเมืองดังกล่าวได้แล้ว แต่รัฐบาลยูเครนยืนยันว่าเป็น “คำโกหก”

ผู้นำยูเครนยังกล่าวหาว่า รัสเซียกำลังเตรียมเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เพิ่มเติมก่อนการประชุมนาโต พร้อมย้ำว่าประธานาธิบดีปูตินจะไม่มีวันสามารถเข้ามาในเมืองคอสเตียนตินิฟกาได้อย่างที่กล่าวอ้าง

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งปูตินและเซเลนสกีได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์แยกกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความหวังว่าการพบปะและการเจรจาระดับผู้นำในสัปดาห์นี้อาจช่วยเปิดทางสู่การฟื้นกระบวนการสันติภาพที่หยุดชะงักมาเป็นเวลานาน.

ที่มา AFP / Reuters

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

6 ก.ค. 2569 12:17 น.

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในศึกฟุตบอลโลก หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ต่อสายตรงถึงประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เพื่อขอให้ทบทวนการลงโทษแบนจากใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ จนทำให้เขาสามารถลงสนามพบทีมเบลเยียมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ ขณะที่ฝ่ายเบลเยียมแสดงความ “ตกตะลึง” พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการตัดสินใจดังกล่าว

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ต้องเผชิญกับประเด็นร้อนนอกสนาม เมื่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มีคำสั่งระงับการบังคับใช้โทษแบนอัตโนมัติจากใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ส่งผลให้เขามีสิทธิลงสนามในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย พบกับทีมชาติเบลเยียม ที่เมืองซีแอตเทิล ในวันที่ 6 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังมีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์ถึง จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนใบแดงของบาโลกุน โดยมองว่าการลงโทษดังกล่าวไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่าไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธถึงการสนทนาระหว่างทรัมป์กับอินฟานติโน และไม่ได้ตอบคำถามจากสำนักข่าวเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว

บาโลกุนวัย 25 ปี ยิงประตูที่สามของตัวเองในฟุตบอลโลก นัดที่สหรัฐฯ ชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 2-0 แต่ถูกผู้ตัดสินแจกใบแดงโดยตรงในครึ่งหลัง หลังการตรวจสอบ VAR ชี้ว่าเขาเปิดปุ่มสตั๊ดเข้าปะทะข้อเท้าของ ทาริก มูฮาเรโมวิช ด้าน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติสหรัฐฯ ยืนยันมาตลอดว่า จังหวะดังกล่าวไม่สมควรเป็นใบแดง

แม้ฟีฟ่าจะไม่เพิกถอนใบแดง แต่ได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 27 ของประมวลวินัยฟีฟ่า ระงับการบังคับใช้โทษแบนเป็นเวลา 1 ปี หรือในลักษณะ “รอลงอาญา”

ฟีฟ่าระบุในแถลงการณ์ว่า หากบาโลกุนกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันและมีความร้ายแรงใกล้เคียงกันภายในช่วงเวลาทดลอง 1 ปี การระงับโทษจะถูกยกเลิก และโทษแบนเดิมจะมีผลบังคับใช้ทันที นอกเหนือจากบทลงโทษใหม่ที่อาจได้รับ

หลังทราบผลการพิจารณา ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า “ขอบคุณฟีฟ่าที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และแก้ไขความอยุติธรรมครั้งใหญ่” ขณะที่ทำเนียบขาวร่วมแสดงความยินดีด้วยการโพสต์ข้อความ “USA-USA-USA” ผ่านแพลตฟอร์ม X

ด้านสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ ยอมรับคำตัดสินของฟีฟ่า ส่วนผู้เล่นหลายคนเปิดเผยว่าทราบข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างเดินทางไปฝึกซ้อม คริสเตียน พูลิซิช กล่าวว่า ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นข่าวปลอม ก่อนจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริง และมองว่าเป็นข่าวดีสำหรับทีม

โปเช็ตติโนกล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองซีแอตเทิลว่า คนในวงการฟุตบอลกว่า 99.9% เห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวไม่เป็นธรรม พร้อมย้ำว่า ฟีฟ่าเคยใช้แนวทางระงับการบังคับใช้โทษในลักษณะเดียวกันมาแล้ว และมีนักเตะหลายคนในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ไม่ได้รับโทษแบนในทันที

ด้านสมาคมฟุตบอลเบลเยียม (RBFA) ออกแถลงการณ์แสดงความ “ตกตะลึง” ต่อการตัดสินใจของฟีฟ่า พร้อมระบุว่ากำลังพิจารณาทางเลือกทางกฎหมายทั้งหมด RBFA ระบุว่า แม้ฟีฟ่าจะอ้างมาตรา 27 ของประมวลวินัย ซึ่งเปิดช่องให้คณะกรรมการวินัยสามารถระงับการบังคับใช้บทลงโทษได้ แต่ มาตรา 66.4 ของกฎฉบับเดียวกันกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า นักเตะที่ถูกใบแดงจะต้องถูกแบนโดยอัตโนมัติในนัดถัดไป

นอกจากนี้ สมาคมฟุตบอลเบลเยียมยังอ้างถึง ข้อ 10.5 ของระเบียบการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งระบุว่า ผู้เล่นหรือเจ้าหน้าที่ทีมที่ถูกไล่ออกจากสนาม ไม่ว่าจะจากใบแดงโดยตรงหรือใบเหลืองที่สอง จะต้องถูกพักการแข่งขันในนัดต่อไปโดยอัตโนมัติ

แม้ฟีฟ่าจะเคยใช้ดุลพินิจลักษณะนี้มาก่อน เช่น การระงับโทษแบนบางส่วนของ คริสเตียโน โรนัลโด ก่อนฟุตบอลโลก หรือการลงโทษแบนหลายเกมในบางกรณีที่มีการทำฟาวล์รุนแรง แต่การตัดสินใจในกรณีของบาโลกุนกลับถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่าผู้นำประเทศมหาอำนาจได้เข้าแทรกแซงด้วยการขอให้ฟีฟ่าทบทวนคำตัดสิน

ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับเบลเยียม ไม่ได้ถูกจับตามองเฉพาะเรื่องรูปเกมในสนามเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นอิสระของฟีฟ่า ความโปร่งใสของกระบวนการทางวินัย และความเหมาะสมของบทบาทฝ่ายการเมืองที่อาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กรลูกหนังโลก ซึ่งคาดว่าประเด็นนี้จะยังคงถูกถกเถียงต่อไปแม้การแข่งขันจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม.

ที่มา Reuters

โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

6 ก.ค. 2569 12:02 น.

โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

ตำรวจญี่ปุ่นเร่งสืบสวนเหตุคนร้ายขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดโทเซ็นจิ ในจังหวัดกิฟุ เจ้าอาวาสหวังได้พระพุทธรูปคืนโดยเร็ว  

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ตำรวจญี่ปุ่นเปิดการสอบสวนเหตุคนร้ายลักขโมย พระพุทธรูปไม้ 11 องค์ จาก วัดโทเซ็นจิ ในเมืองยามากาตะ จังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของประเทศ โดยเหตุการณ์ถูกเปิดเผยหลังเจ้าอาวาสของวัดเข้าแจ้งความกับตำรวจ เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ของวันเสาร์ หลังพบว่าพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถหายไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า พระพุทธรูปที่ถูกขโมยเป็นพระพุทธรูปไม้ มีความสูงระหว่าง 15-25 เซนติเมตร รวมทั้งหมด 11 องค์ โดยหนึ่งในนั้นเป็นรูปเคารพของ พระจิโซโบซัตสึ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าคอยคุ้มครองผู้คน โดยเฉพาะเด็กและผู้เดินทาง รวมถึงช่วยชี้นำไม่ให้มนุษย์กระทำความชั่ว ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายได้ลักลอบเข้าไปก่อเหตุภายในวัด ก่อนขโมยพระพุทธรูปทั้งหมดออกไปจากพระอุโบสถ

เจ้าอาวาสเปิดเผยว่า กุฏิพระอยู่ห่างจากวัดประมาณ 50 เมตร และเป็นผู้ดูแลวัดเป็นประจำ โดยทุกคืนจะประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะก่อนล็อกประตูพระอุโบสถ พร้อมระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่ตรวจสอบ พระพุทธรูปทั้งหมดยังอยู่ครบเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา และสิ่งที่ต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือให้พระพุทธรูปทั้ง 11 องค์ถูกนำกลับคืนสู่วัดโดยเร็วที่สุด.

ที่มา NHK

“สี จิ้นผิง” ส่งสารย้ำพร้อมจับมือ “คิม จองอึน” สานสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ให้มั่นคงยั่งยืน

"สี จิ้นผิง" ส่งสารย้ำพร้อมจับมือ "คิม จองอึน" สานสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ให้มั่นคงยั่งยืน

6 ก.ค. 2569 11:08 น.

“สี จิ้นผิง” ส่งสารย้ำพร้อมจับมือ “คิม จองอึน” สานสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ให้มั่นคงยั่งยืน

สื่อทางการเกาหลีเหนือเผย สี จิ้นผิง ส่งสารถึงคิม จองอึน ย้ำพร้อมผลักดันความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือให้มั่นคงและยั่งยืน หลังเพิ่งเยือนเปียงยางและเห็นพ้องกระชับความร่วมมือ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ส่งสารถึง คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยย้ำว่าพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ก้าวสู่การพัฒนาที่ มั่นคง แข็งแกร่ง และยั่งยืนในระยะยาว 

รายงานระบุว่า ข้อความนี้ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อตอบสารแสดงความยินดีของคิม จองอึน เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยสี จิ้นผิง ระบุว่า สารของคิมสะท้อนถึง มิตรภาพอันลึกซึ้งและจริงใจ ที่ผู้นำเกาหลีเหนือ พรรคคนงานเกาหลี และประชาชนเกาหลีเหนือ มีต่อจีน

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนยังกล่าวว่า พร้อมผลักดันให้หน่วยงานและท้องถิ่นของทั้งสองประเทศดำเนินการตามความเข้าใจร่วมกันที่ผู้นำทั้งสองได้บรรลุไว้ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนสารระหว่างผู้นำทั้งสองมีขึ้นหลังจาก สี จิ้นผิง เดินทางเยือนกรุงเปียงยางอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเยือนเกาหลีเหนือที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยระหว่างการพบหารือ ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นว่าจะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี และการที่เกาหลีเหนือขยายความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียมากขึ้น.

ที่มา CNA

โจอี้ เชสต์นัต คว้าแชมป์แข่งกินฮอตดอกวันชาติสหรัฐฯ

โจอี้ เชสต์นัต คว้าแชมป์แข่งกินฮอตดอกวันชาติสหรัฐฯ

6 ก.ค. 2569 10:45 น.

โจอี้ เชสต์นัต คว้าแชมป์แข่งกินฮอตดอกวันชาติสหรัฐฯ

โจอี้ “จอว์ส” เชสต์นัต ยอดนักกินจุชาวอเมริกัน โชว์ฟอร์มสมศักดิ์ศรี กินฮอตดอกได้ 66 ชิ้นในเวลาเพียง 10 นาที คว้าแชมป์การแข่งขันกินฮอตดอก “นาทานส์ เฟมัส” ครั้งที่ 18 เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่ มิกิ ซูโด ป้องกันแชมป์ประเภทหญิงได้สำเร็จ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดในนครนิวยอร์ก

การแข่งขันกินฮอทดอกระดับโลก “นาทานส์ เฟมัส” ประจำปี 2026 ซึ่งถ่ายทอดสดไปทั่วโลกในวันชาติสหรัฐฯ  กลายเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของสหรัฐอเมริกาที่ดุเดือด โดยโจอี้ เชสต์นัต ยอดนักกินวัย 42 ปี สามารถคว้า “เข็มขัดมัสตาร์ด” มาครองได้เป็นสมัยที่ 18 จากการลงแข่งทั้งหมด 21 ครั้ง

เชสต์นัตเอาชนะผู้ท้าชิงอีก 13 คนจากทั่วโลก รวมถึงผู้เข้าแข่งขันที่เดินทางไกลมาจากสาธารณรัฐเช็ก ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ โดยเขาทำสถิติกลืนฮอทดอกไปถึง 66 ชิ้นภายในเวลาเพียง 10 นาที ทิ้งห่างอันดับสองอย่าง แพทริก เบอร์โตเล็ตติ  วัย 41 ปี ที่กินไปได้ 50 ชิ้น อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ยังไม่สามารถทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลของตัวเองที่เคยทำไว้ในปี 2021 ซึ่งอยู่ที่ 76 ชิ้น หรือเฉลี่ยประมาณ 7.6 ชิ้นต่อนาที

“มันเหมือนฝัน บรรยากาศมันทรงพลังมาก ไม่มีที่ไหนในโลกจะเจ๋งไปกว่านี้อีกแล้ว” เชสต์นัตกล่าวอย่างเหนื่อยหอบหลังจบการแข่งขัน พร้อมสวมสร้อยคอประดับเพชรเส้นโตของ ‘Polymarket’ บริษัทรับพนันถูกกฎหมายที่เป็นผู้สนับสนุน นอกจากนี้เขายังเคยโพสต์คลิปบนอินสตาแกรมก่อนแข่ง โดยยกย่องว่าการแข่งกินฮอทดอกคือ “กีฬาที่แสดงถึงความรักชาติมากที่สุดเท่าที่เรามี”

ด้านการแข่งขันประเภทหญิง มิกิ ซูโดะ  แชมป์เก่าวัย 40 ปี จากเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา ก็สามารถป้องกันแชมป์และคว้าเข็มขัดมัสตาร์ดสีชมพูสดใสมาครองได้เป็นสมัยที่ 12 ด้วยจำนวน 38.75 ชิ้น แม้จะยังห่างจากสถิติเดิมของเธอในปี 2024 ที่กินไปถึง 51 ชิ้นก็ตาม

หลังจากแข่งเสร็จ ซูโดะได้รีบลงไปร่วมเชียร์สามีของเธอที่ลงแข่งขันในประเภทชายต่อทันที โดยสามีของเธอก็เป็นยอดนักกินที่เคยสร้างตำนานคุกเข่าขอเธอแต่งงานในปี 2021 ทันทีหลังจากที่เขาเพิ่งสร้างสถิติโลกด้วยการกินไข่ต้ม 50 ฟองภายในเวลาเพียง 3 นาทีนิดๆ

ทั้งเชสต์นัตและซูโดะต่างยอมรับว่า “คลื่นความร้อน” ที่แผ่ปกคลุมนิวยอร์กในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้การแข่งขันยากลำบากขึ้นมหาศาล โดยอุณหภูมิในย่านบรูกลินพุ่งสูงถึงประมาณ 32 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ผู้บรรยายจากสำนักข่าว ESPN ยังระบุว่า ความชื้นในอากาศที่สูงเกินไปส่งผลให้เนื้อสัมผัสของขนมปังฮอทดอกเปลี่ยนไป ทำให้กลืนยากขึ้น

แม้สภาพอากาศจะร้อนจัด แต่แฟนพันธุ์แท้จำนวนมากต่างไม่ย่อท้อ สวมหมวกโฟมรูปฮอทดอกมารวมตัวกันที่หน้าขอบเวที ร้าน Nathan’s Famous สาขาดั้งเดิมที่เปิดให้บริการที่เกาะโคนี ในเขตบรูกลิน มาตั้งแต่ปี 1972 โดยแฟนคลับแถวหน้าสุดถึงกับต้องสวมเสื้อกันฝนเพื่อป้องกัน “อุบัติเหตุ” หากมีผู้เข้าแข่งขันเกิดอาการอาเจียนออกมา

ก่อนหน้านี้เกิดกระแสความกังวลว่า เชสต์นัตอาจจะหมดสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในปี 2026 เนื่องจากเขาถูกจับกุมในคดีตบหน้าชายคนหนึ่งที่บาร์ในรัฐอินเดียนา และถูกตัดสินภาคทัณฑ์หลังจากยอมรับสารภาพในคดีลหุโทษฐานทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้เขาเดินทางออกนอกรัฐได้ และทางสมาคม Major League Eating (MLE) ซึ่งเป็นผู้จัดงานยืนยันว่า คดีความดังกล่าวไม่มีผลต่อสิทธิ์ในการลงแข่งขันของเขา

แม้จะยังคงรักษาบัลลังก์ราชาแห่งการกินไว้ได้สำเร็จ แต่เชสต์นัตได้เปิดเผยกับ ESPN หลังจบการแข่งขันว่าเขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่สามารถทำลายสถิติเดิมของตัวเองได้.

ที่มา Associated Press