UK จ่อทบทวน ข้อตกลงหมู่เกาะชากอสใหม่ หลังสหรัฐฯ ไม่สนับสนุน

UK จ่อทบทวน ข้อตกลงหมู่เกาะชากอสใหม่ หลังสหรัฐฯ ไม่สนับสนุน

24 ก.ย. 2569 05:09 น.

UK จ่อทบทวน ข้อตกลงหมู่เกาะชากอสใหม่ หลังสหรัฐฯ ไม่สนับสนุน

สหราชอาณาจักรเตรียมทบทวนข้อตกลงยกหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียสใหม่อีกครั้ง หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงการต่อต้านอย่างรุนแรง และประณามกลางเวที UNGA ว่า “เป็นข้อตกลงที่แย่มาก”

เมื่อ 23 ก.ย. 2569 นายเวส สตรีทติง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร บอกกับสำนักข่าว BBC ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องนำข้อตกลงส่งมอบอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส กลับมาทบทวนอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประณามกลางเวทีประชุม UNGA ว่า “เป็นข้อตกลงที่แย่มาก”

สหราชอาณาจักรต้องกลับมาทบทวนข้อตกลงนี้เนื่องจากขาดการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ โดยสตรีทติงระบุว่าจำเป็นต้องหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อปรับแก้ไขข้อตกลงให้อยู่ในจุดที่สหรัฐฯ สามารถยอมรับได้

การทบทวนดังกล่าวนี้ยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด แต่สตรีทติงยืนยันว่าจะ “ยังไม่มีการจ่ายเงินใดๆ ให้แก่มอริเชียสในระยะนี้” ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังหาข้อตกลงใหม่ที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ร่วมกัน

ด้านนายกรัฐมนตรี แอนดี เบิร์นแฮม ยืนยันระหว่างการพบปะกับทรัมป์นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก ว่า สหราชอาณาจักรจะเร่งหาทางออกร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อปกป้องอนาคตของฐานทัพบนหมู่เกาะดังกล่าว

ทั้งนี้ ตามข้อตกลงฉบับล่าสุด สหราชอาณาจักรจะยกอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้แก่มอริเชียส แต่จะขอเช่าพื้นที่ตั้งฐานทัพทหารร่วมระหว่างสหราชอาณาจักร-สหรัฐฯ บนเกาะดิเอโกการ์เซีย ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในมหาสมุทรอินเดีย เป็นเวลา 99 ปี โดยจ่ายค่าเช่าเฉลี่ยปีละ 101 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้ข้อตกลงนี้ถูกระงับเอาไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไม่สนับสนุน

การเจรจาเรื่องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2565 หลังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มีความเห็นว่าการแยกหมู่เกาะชากอสออกจากมอริเชียสในปี 2508 เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผู้นำสหราชอาณาจักรจึงกังวลว่าคดีความทางกฎหมายที่ยืดเยื้ออาจกระทบต่อความมั่นคงของฐานทัพ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์และฝ่ายค้านในสหราชอาณาจักรคัดค้านข้อตกลงนี้อย่างหนัก โดยมองว่าเป็น “สัญญาณแห่งความอ่อนแอ” รวมทั้งกังวลว่าอาจเปิดโอกาสให้ประเทศจีนขยายอิทธิพลเข้ามาในบริเวณหมู่เกาะดังกล่าว นอกจากนี้ฝ่ายค้านยังวิจารณ์เรื่องภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เอธิโอเปีย-กองกำลังทิเกรย์ ปะทะกันรอบใหม่ หวั่นสงครามปะทุอีกครั้ง

เอธิโอเปีย-กองกำลังทิเกรย์ ปะทะกันรอบใหม่ หวั่นสงครามปะทุอีกครั้ง

24 ก.ย. 2569 04:38 น.

เอธิโอเปีย-กองกำลังทิเกรย์ ปะทะกันรอบใหม่ หวั่นสงครามปะทุอีกครั้ง

ฝ่ายรัฐบาลเอธิโอเปียกับกองกำลังทิเกรย์ต่างกล่าวหาอีกฝ่าย ว่าเป็นผู้เปิดฉากโจมตีก่อน ซึ่งส่งผลให้มีการยึดสนามบินในภูมิภาคทิเกรย์ จุดกระแสความกังวลว่าสงครามกลางเมืองที่ยุติไปเมื่อ 4 ปีก่อนจะปะทุอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลกลางเอธิโอเปียและกองกำลังแนวหน้าปลดปล่อยประชาชนทิเกรย์ (TPLF) ซึ่งปกครองภูมิภาค ทิเกรย์ ทางตอนเหนือ ออกมากล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เปิดฉากโจมตี ก่อนจุดกระแสความกังวลว่า ความขัดแย้งอาจบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ยุติไปเมื่อปี 2565

นายเกตาชิว เรดา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเอธิโอเปีย ระบุว่า นักรบทิเกรย์เข้ายึดสนามบินภายใต้การดูแลของรัฐบาลกลางในภูมิภาคทิเกรย์ และเปิดฉากบุกโจมตีในภูมิภาคใกล้เคียงอย่าง อาฟาร์ (Afar) และอัมฮารา (Amhara)

ส่วนฝ่าย TPLF อ้างว่าจำเป็นต้องเข้าสู่ “สงครามป้องกันตนเอง” พร้อมกล่าวหารัฐบาลกลางว่าเปิดฉาก “การรุกรานอย่างเปิดเผย” โดยอ้างเหตุโดรนและเครื่องบินรบโจมตีเมืองอาลามาตา (Alamata) กว่า 21 ครั้ง จนพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ และบาดเจ็บ 22 ราย รวมถึงการโจมตีทางอากาศใส่ขบวนรถขนส่งความช่วยเหลือด้านอาหารของคาทอลิกด้วย

กองกำลังท้องถิ่นทิเกรย์ได้เข้าควบคุมสนามบินในเมืองเมเคลเล (Mekelle) ซึ่งเป็นเมืองเอกของภูมิภาค ส่งผลให้สายการบิน เอธิโอเปีย แอร์ไลน์ส ประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดที่ไปยังภูมิภาคทิเกรย์

ก่อนหน้านี้ TPLF ได้ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ อีก 6 กลุ่มในเอธิโอเปีย เพื่อเป้าหมายในการโค่นล้มรัฐบาลกลางในกรุงแอดดิสอาบาบา

ด้านประธานกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา (AU) ออกมาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดทันทีและกลับเข้าสู่การเจรจา

ขณะที่ทูตสหรัฐฯ ประจำเอธิโอเปียประณาม TPLF สำหรับการตัดสินใจเปิดฉากบุกโจมตีครั้งใหญ่ โดยระบุว่าเป็น “ศึกที่ไม่มีวันชนะ” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประณามการโจมตีขบวนรถขนส่งอาหาร และเรียกร้องให้มีการสอบสวน

ทั้งนี้ รัฐบาลเอธิโอเปียกับกองกำลังทิเกรย์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าต่างฝ่ายต่างละเลย และปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพพริทอเรีย ที่เคยตกลงไว้เมื่อปี 2565 อย่างล่าช้า

ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายสะสมมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งไม่ได้จัดขึ้นในทิเกรย์ เนื่องจากปัญหาความมั่นคง ส่งผลให้ TPLF ประกาศฟื้นฟูโครงสร้างการปกครองเดิมก่อนสงคราม และยุบทิ้งคณะบริหารชั่วคราวที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี อาบีย์ อาเหม็ด รวมถึงมีรายงานว่า TPLF เริ่มเกณฑ์คนหนุ่มเข้าร่วมกองกำลังอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โปแลนด์กล่าวหา เฮลิคอปเตอร์รัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ต้องส่งเครื่องบินรบสกัด

โปแลนด์กล่าวหา เฮลิคอปเตอร์รัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ต้องส่งเครื่องบินรบสกัด

24 ก.ย. 2569 01:27 น.

โปแลนด์กล่าวหา เฮลิคอปเตอร์รัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ต้องส่งเครื่องบินรบสกัด

ทางการโปแลนด์กล่าวหาว่า เฮลิคอปเตอร์ทหารของรัสเซียบินรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขา ทำให้ต้องส่งเครื่องบินรบเข้าสกัดกั้น และให้กองกำลังภาคพื้นเข้าสู่สภาวะเฝ้าระวัง

เมื่อวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 ทางการโปแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต (NATO) เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพรัสเซียได้รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขาเป็นเวลาสั้นๆ ส่งผลให้โปแลนด์ต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้นทันที ขณะที่กองกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่ภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง

กองทัพโปแลนด์ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่น Mi-8 ของรัสเซียบินข้ามมาจากคาลินินกราด (ดินแดนของรัสเซียที่ถูกล้อมรอบด้วยโปแลนด์กับลิทัวเนีย) เข้ามาในน่านฟ้าโปแลนด์ลึกประมาณ 300 เมตร ทางตอนเหนือของเมืองบราเยวอ (Braniewo) เป็นเวลา 42 วินาที ก่อนจะบินกลับออกไป

กองทัพโปแลนด์ชี้ว่า ลักษณะเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า รัสเซียกำลังทดสอบความพร้อมของระบบป้องกันทางอากาศของโปแลนด์อีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทุสก์ ของโปแลนด์กับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ระบุว่ารัสเซียกำลังยกระดับการโจมตีแบบไฮบริด รวมถึงวางแผนโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ เพื่อข่มขู่และลดทอนการสนับสนุนที่ยุโรปมีต่อยูเครน

ช่วงที่ผ่านมาเกิดเหตุเพลิงไหม้และการระเบิดปริศนา ตามโรงงานผลิตอาวุธในหลายประเทศสมาชิกของนาโต เช่น เยอรมนี, อิตาลี, บัลแกเรีย และเอสโตเนีย รวมถึงเหตุโดรนรัสเซียโจมตีรถไฟโดยสารในยูเครนใกล้ชายแดนโปแลนด์ ซึ่งหลายประเทศเชื่อว่าเป็นฝีมือรัสเซีย

มอสโกปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีแบบไฮบริด และข้อกล่าวหาว่าพวกเขากำลังเตรียมบุกประเทศ NATO โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ยืนยันว่าไม่มีแผนโจมตี NATO

ขณะที่นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียเตือนว่า หากยุโรปเปิดฉากโจมตีรัสเซียก่อน ก็จะเป็นสงครามที่ต่างออกไปและจบลงเร็วมาก

อนึ่ง สงครามไฮบริด คือ ยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่รวมเอาการรบรูปแบบดั้งเดิม (ใช้อาวุธและกำลังทหาร) เข้ากับการรบนอกกรอบดั้งเดิม เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การสงครามข้อมูลข่าวสาร และแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมือง เข้าไว้ด้วยกันเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของเป้าหมาย โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ

24 ก.ย. 2569 00:57 น.

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน อดีตโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ฮอลลีวูดผู้ทรงอิทธิพล ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี จากความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศอดีตผู้ช่วยหญิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 ว่า ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน อดีตผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังแห่งฮอลลีวูดวัย 74 ปี ถูกศาลพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 15 ปี หลังจากคณะลูกขุนตัดสินเมื่อปีที่แล้วว่า เขามีความผิดจริงในข้อหากระทำความผิดทางเพศตามประมวลกฎหมายอาญา ต่ออดีตผู้ช่วยของเขา

มิเรียม เฮลีย์ ผู้เสียหายกล่าวในคำแถลงต่อศาลว่า การถูกล่วงละเมิดในครั้งนั้น ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตของเธอและความรู้สึกปลอดภัยของเธอ ที่อาจไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

ด้านไวน์สตีนซึ่งปรากฏตัวต่อศาลบนเก้าอี้รถเข็น ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แต่ได้เอ่ยคำขอโทษต่อ “ทุกคนที่อาจได้รับผลกระทบจากการกระทำของเขา”

ก่อนหน้านี้ ไวน์สตีนถูกจำคุกมาแล้วเป็นเวลา 6 ปี ระหว่างเข้ารับการพิจารณาคดี 3 ครั้งในนิวยอร์กจากข้อกล่าวหาข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้เขายังมีโทษคดีอาชญากรรมทางเพศอีกคดีหนึ่งในลอสแอนเจลิสด้วย

เดิมทีเขาเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดและรับโทษในคดีของมิเรียม เฮลีย์ ไปแล้วเมื่อปี 2563 แต่ในปี 2567 ศาลสูงสุดแห่งรัฐนิวยอร์กได้สั่งยกเลิกคำตัดสินดังกล่าว โดยระบุว่าไวน์สตีนไม่ได้รับการพิจารณาคดีอย่างเที่ยงธรรม ส่งผลให้มีการนำคดีกลับมาไต่สวนใหม่ และเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ในข้อหากระทำความผิดทางเพศต่อเฮลีย์เพียงข้อหาเดียว

การพิจารณาคดีเมื่อปี 2563 มีการรับฟังคำให้การจากผู้หญิง 3 คน ได้แก่ เฮลีย์, เจสสิกา แมนน์ นักแสดงหญิง และ คายา โซโคลา นางแบบ โดยเฮลีย์ให้การว่า ไวน์สตีนล่วงละเมิดเธอในห้องนอนที่อพาร์ตเมนต์ของเขาในแมนแฮตตันเมื่อปี 2549 ซึ่งคณะลูกขุนเห็นว่าเขามีความผิดจริงในข้อหานี้

“ฉันแค่คิดว่า ฉันต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง และต้องยืนหยัดเพื่อความจริง” เธอเปิดเผยกับ BBC ถึงการตัดสินใจเข้าให้การในศาล

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีเดียวกันนั้น คณะลูกขุนได้ตัดสินให้เขาพ้นผิดในข้อหาล่วงละเมิดโซโคลา ส่วนข้อหาข่มขืนที่เกี่ยวข้องกับแมนน์นั้น คณะลูกขุนไม่สามารถหาข้อสรุปหรือคำตัดสินได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รูบิโอเผย ยังคุยกับอิหร่านไม่คืบหน้า แต่อาจไม่ใช้ MOU เก่าแล้ว

รูบิโอเผย ยังคุยกับอิหร่านไม่คืบหน้า แต่อาจไม่ใช้ MOU เก่าแล้ว

23 ก.ย. 2569 23:52 น.

รูบิโอเผย ยังคุยกับอิหร่านไม่คืบหน้า แต่อาจไม่ใช้ MOU เก่าแล้ว

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า ไม่มีการฝ่าทางตันใดๆ ในการพูดคุยกันระหว่างผู้แทนสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกรอบการประชุม UNGA แต่สหรัฐฯ ไม่คิดจะกลับไปใช้ MOU เก่าแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในวันนี้นั้น เป็นการหารือต่อเนื่องจากในอดีต โดยที่ยังไม่มีการฝ่าทางตันสำคัญใดๆ

อย่างไรก็ตาม รูบิโอกล่าวเป็นนัยว่า สำหรับสหรัฐฯ แล้ว การกลับไปใช้บันทึกความเข้าใจ (MOU) 14 ข้อ ที่เคยทำไว้ร่วมกับอิหร่านเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน ไม่ได้อยู่ในตัวเลือกอีกต่อไป

“ฝ่ายอิหร่านเป็นคนทำลายและบดขยี้ MOU นั้นเอง” รูบิโอกล่าว โดยชี้ไปที่เหตุโจมตีของอิหร่านซึ่งส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวต้องพังทลายลงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

รูบิโอยังปฏิเสธที่จะระบุรายละเอียดหรือข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมกับอิหร่าน โดยฝ่ายสหรัฐฯ มี สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเรด คุชเนอร์ เป็นผู้นำในการเจรจา

รูบิโอยอมรับถึงความท้าทายจากภัยคุกคามร้ายแรงต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ จะยังคงทำหน้าที่คุ้มกันเรือเพื่อรักษาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้ต่อไป

เขาเน้นย้ำด้วยว่า เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่านคือ การยับยั้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเตหะราน โดยระบุว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมืองสำหรับประธานาธิบดีทรัมป์

“ประเด็นหลักในเรื่องนี้คือ อิหร่านจะต้องไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เราย้ำจุดยืนนี้ทุกครั้งที่มีการปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา” รูบิโอกล่าว และเสริมด้วยว่า ตัวแทนเจรจาฝั่งอิหร่านอาจไม่สามารถตัดสินใจแทนรัฐบาลอิหร่านได้เสมอไป

“การตัดสินใจขั้นสูงสุดในอิหร่านตกอยู่ในมือของกลุ่มคนที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ปฏิวัติอิหร่านอย่างแรงกล้า ซึ่งนั่นทำให้การพูดคุยเกิดปัญหา เพราะคุณอาจจะเจรจากับผู้แทนอิหร่าน ตกลงกันได้ในบางประเด็น หรือแม้กระทั่งหารือถึงความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงในประเด็นอื่น ๆ แต่พวกเขาต้องนำข้อตกลงเหล่านั้นกลับไปให้ฝ่ายปฏิวัติของอิหร่านพิจารณา และบ่อยครั้งที่การเจรจาต้องล้มเหลวที่จุดนั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธน.อิหร่านลั่น ไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ ปฏิเสธพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ปธน.อิหร่านลั่น ไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ ปฏิเสธพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

23 ก.ย. 2569 22:37 น.

ปธน.อิหร่านลั่น ไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ ปฏิเสธพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีอิหร่านประกาศกลางเวทีประชุม UNGA ว่าประเทศของเขาจะไม่ยอมก้มหัวให้การข่มขู่ พร้อมยืนยันว่า พวกเขาพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติ และไม่ยอมรับที่เทคโนโลยีนี้อยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

ในวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ไม่ยอมสยบต่อการข่มขู่ และเรียกร้องความยุติธรรมให้กับประเทศ

นายเปเซชเคียนตอบโต้สุนทรพจน์เมื่อวานนี้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่านเป็นผู้ก่อการร้าย โดยโต้กลับว่า “อิหร่านต่างหากที่เป็นเหยื่อของการก่อการร้าย”

เขายกตัวอย่างเหตุโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมีนับ (Minab) เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ฝีมือสหรัฐฯ และอิสราเอล จนทำให้มีเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 120 คนและครู 26 คน รวมถึงการสังหารอดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านอีกหลายคน

อนึ่ง ขณะที่นายเปเซชเคียนกำลังกล่าวถึงการโจมตีสังหารเด็กและประชาชน ผู้แทนของสหรัฐฯ เพียงคนเดียวในห้องประชุมก็ลุกเดินออกไปทันที

ประธานาธิบดีอิหร่านยืนยันด้วยว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ของอิหร่านมีไว้เพื่อ “ความก้าวหน้าอย่างสันติ” เช่น การเกษตรและการผลิตไฟฟ้า ไม่ใช่เพื่อสร้างอาวุธข่มขู่ใคร

เขาลั่นวาจาว่า อิหร่านไม่ยอมรับการที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์จะเป็นสิ่งเฉพาะสำหรับประเทศแค่หยิบมือ และจะไม่ยอมละทิ้งสิทธิ์อันชอบธรรมนี้ โดยระบุชัดเจนว่าอิหร่าน “ไม่เอาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ต้องไม่มีการจำกัดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ”

นายเปเซชเคียนชี้ว่าการพัฒนาระบบป้องกันประเทศและกำลังทางทหารเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้ใครกล้ามาวางแผนทิ้งระเบิดใส่เมืองต่างๆ ของอิหร่านแล้วรอดไปได้โดยไม่มีการตอบโต้

เขาประกาศด้วยว่า อิหร่านจะไม่ยอมให้ประเทศใดใช้ช่องแคบฮอร์มุซในการรุกรานหรือสร้างความไม่มั่นคงต่ออิหร่าน ในขณะที่กีดกันไม่ให้เตหะรานเข้าถึงน่านน้ำของตนเอง สื่อถึงการที่สหรัฐฯ กำลังใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล เพื่อสกัดเรือสินค้าของอิหร่าน และปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน

เปเซชเคียนเตือนทรัมป์ด้วยว่า การกดดัน มาตรการคว่ำบาตร และการรังแกกัน (Bullying) มีแต่จะทำให้การต่อสู้และแรงต้านของชาวอิหร่านเพิ่มสูงขึ้น

เขาย้ำว่า “อิหร่านจะไม่มีวันก้มหัวหรือยอมสยบ” พร้อมเตือนว่าโลกที่ใช้กำลังทหารแทนความชอบธรรม ใช้การก่อการร้ายแทนการเมือง และใช้สงครามแทนการเจรจา จะเป็นโลกที่ไม่ปลอดภัย

อิหร่านพร้อมยื่นมือสร้างความร่วมมือกับทั่วโลกเพื่อสันติภาพที่แท้จริง เพราะเชื่อว่าในภูมิภาคนี้จะไม่มีใครปลอดภัยได้เพียงลำพัง “ถ้าไม่สร้างความมั่นคงร่วมกัน ก็ต้องเผชิญความไม่มั่นคงไปด้วยกัน” ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สายการบินอิหร่านยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง หลังสหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตร

สายการบินอิหร่านยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง หลังสหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตร

23 ก.ย. 2569 22:03 น.

สายการบินอิหร่านยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง หลังสหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตร

สายการบินอิหร่านยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศหลายเส้นทาง หลังจากสหรัฐฯ ยกระดับการคว่ำบาตรภาคการบินของพวกเขา เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินต่างๆ ของอิหร่านจำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศหลายเส้นทาง ในวันพุธที่ 23 ก.ย. 2569 หลังจากสหรัฐฯ ยกระดับการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมการบินของอิหร่าน โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหม่

เส้นทางที่ได้รับผลกระทบได้แก่ เที่ยวบินไปยังกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก กับกรุงมัสกัต ของโอมาน, เที่ยวบินไปประเทศกาตาร์, จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจาน ก็ถูกระงับให้บริการ ขณะที่สนามบินในแบกแดดและมัสกัตปฏิเสธการรองรับเที่ยวบินจากอิหร่านแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ขู่จะ “สั่งปิด” สายการบินอิหร่าน และเตือนประเทศอื่นๆ ว่า หากให้การสนับสนุนเที่ยวบินอิหร่าน เช่น เติมน้ำมัน ให้บริการภาคพื้น หรือขายตั๋ว ประเทศนั้นจะถูกตัดออกจากระบบเงินดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเปิดรับเที่ยวบินจากอิหร่าน โดยจีนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรนี้และชี้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นอกจากนั้นสายการบินขนาดเล็กของอิหร่านยังคงให้บริการเที่ยวบินไปยังอิสตันบูล (ตุรกี), อาร์เมเนีย, คาบูล (อัฟกานิสถาน), ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และเมืองนาจาฟ (อิรัก) ด้วย

นอกจากผลกระทบต่อสายการบินแล้ว บริษัททัวร์ในอิหร่านยังชะลอการขายตั๋วชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อผู้แสวงบุญชาวชีอะห์ที่จะเดินทางระหว่างอิหร่านและอิรัก โดยอิหร่านพยายามเจรจาย้ายเส้นทางบินจากแบกแดดไปลงที่เมืองนาจาฟแทน

ขณะเดียวกัน ประชาชนบางส่วนเริ่มพิจารณาปรับเปลี่ยนไปใช้การเดินทางทางบก แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้นมากก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“ฮุน มาเนต” ลั่นกัมพูชาจะไม่เป็น “แหล่งหลบภัย” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายฐานแก๊งคอลขนาดเล็กหมดประเทศ

"ฮุน มาเนต" ลั่นกัมพูชาจะไม่เป็น "แหล่งหลบภัย" แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายฐานแก๊งคอลขนาดเล็กหมดประเทศ

23 ก.ย. 2569 15:25 น.

“ฮุน มาเนต” ลั่นกัมพูชาจะไม่เป็น “แหล่งหลบภัย” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทลายฐานแก๊งคอลขนาดเล็กหมดประเทศ

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ประกาศว่ากัมพูชาจะไม่ยอมให้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการหรือ “แหล่งหลบภัย” ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมยืนยันนโยบายปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง ชี้กัมพูชาได้ “ทลายแหล่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ขนาดเล็กทั้งหมดลงอย่างราบคาบ” ขณะที่ทางการระบุว่า ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2025 ถึง 31 ส.ค. 2026 ทางการอายัดเงินในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่ง 446 คดี ผู้ต้องหา 3,927 คน เข้าสู่กระบวนการศาล

ในการกล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ หรือ ICCOS-2026 ที่กรุงพนมเปญ ระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน ภายใต้หัวข้อ “ร่วมมือกันตัดวงจรและขจัดการหลอกลวงออนไลน์” นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ประกาศว่า กัมพูชาจะไม่เป็น “แหล่งหลบภัย” สำหรับการหลอกลวงทางออนไลน์ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง 

ฮุน มาเนต กล่าวว่า กัมพูชาต้องการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศจะไม่เป็นแหล่งหลบภัยสำหรับการดำเนินงานของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติจำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงความกล้าที่จะจัดการกับช่องโหว่เชิงระบบและปัญหาที่ซับซ้อนโดยตรง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายืนยันว่า รัฐบาลใช้นโยบาย “ไม่ยอมรับการหลอกลวงออนไลน์โดยเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีการถอย” พร้อมระบุว่าการบังคับใช้กฎหมายถือเป็นภารกิจด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เพื่อสร้างภาพลักษณ์

ฮุน มาเนตประกาศว่า “ปัจจุบันไม่มีแหล่งปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์เหลืออยู่” ในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา และระบุว่ามาตรการของรัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงการรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมที่มีอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง ตลอดจนฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อเศรษฐกิจ บรรยากาศการลงทุน การท่องเที่ยว และความปลอดภัยของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ฮุน มาเนตเตือนว่าเครือข่ายอาชญากรรมอาจปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินงาน ด้วยการแยกตัวออกเป็นกลุ่มขนาดเล็กและกระจายตัวมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามและหันมาโจมตีชาวกัมพูชาโดยตรง จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกัมพูชาและเมียนมา กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยมีทั้งผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมและผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในสถานที่ปฏิบัติการหลอกลวง

รูปแบบการหลอกลวงมีตั้งแต่การสร้างความสัมพันธ์ปลอมเพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน ไปจนถึงการชักชวนให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีหรือโครงการลงทุนปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี

รัฐบาลกัมพูชายืนยันว่า ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากกัมพูชา และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ โดยการเข้ามาของเครือข่ายดังกล่าวส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของธุรกิจการพนันออนไลน์และธุรกิจคาสิโน ก่อนที่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติจะพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ ช่องโหว่ด้านกฎระเบียบ และเครือข่ายโทรคมนาคมข้ามพรมแดน

ขณะเดียวกัน นักวิจัยบางรายระบุว่า หลังการปราบปราม แก๊งหลอกลวงบางส่วนอาจย้ายไปยังสถานที่ขนาดเล็กและไม่เป็นที่สังเกตมากขึ้น และมีข้อกล่าวหาว่าศูนย์บางแห่งได้รับข้อมูลล่วงหน้าก่อนการบุกตรวจค้น

ข้อมูลจากคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชา หรือ CCOS ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2026 ทางการกัมพูชาอายัดเงินในบัญชีธนาคารที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ได้มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการส่งคดี 446 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา 3,927 คน เข้าสู่กระบวนการศาล นอกจากนี้ ทางการยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ โดยมี 4 คดี ผู้ต้องหา 15 คน ซึ่งรวมถึงรองอัยการ รองอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง รองผู้บัญชาการตำรวจเทศบาลกรุงพนมเปญ อดีตอธิบดีจากกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเฉพาะทางเข้าตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัย 832 แห่ง และดำเนินการปราบปรามใน 663 แห่ง โดยในจำนวนนี้สามารถเข้าควบคุมศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงขนาดใหญ่ได้ 86 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายเพื่อยึดทรัพย์สินของสถานที่เหล่านั้น

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า การปราบปรามทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการตรวจสอบสถานที่จำนวนมาก รวมถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคาสิโนและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ พร้อมส่งผู้ต้องหาจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เดลฟีน ชานซ์ ผู้แทนระดับภูมิภาคของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC กล่าวชื่นชมความพยายามของกัมพูชา แต่เตือนว่ายังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ

ด้านหยาง เหวยหลิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ชื่นชมความร่วมมือระหว่างกัมพูชากับจีน พร้อมกล่าวว่าไม่มีประเทศใดสามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้โดยลำพัง และไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าประชาคมระหว่างประเทศต้องตระหนักว่ารากฐานที่เอื้อต่อการฉ้อโกงผ่านระบบโทรคมนาคมยังไม่ได้ถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์

ขณะที่สตีเฟน ฟลอเรส เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและการร่วมรับภาระในการต่อสู้กับอาชญากรรม

ข้อมูลของสหรัฐฯ ระบุว่า เฉพาะปี 2568 องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถหลอกเงินจากชาวอเมริกันได้อย่างน้อย 18,200 ล้านดอลลาร์ ผ่านกลโกงที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า เครือข่ายคุ้มครองระดับผู้มีอิทธิพล รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและสถานที่ที่ใช้ดำเนินธุรกิจหลอกลวงยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผู้ดำเนินการย้ายหรือรวมกลุ่มกลับมาได้อีกครั้ง

การประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ICCOS-2026 จัดขึ้นที่กรุงพนมเปญระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน โดยมีผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ ประเทศในอาเซียน ตลอดจนผู้แทนจากอินเตอร์โพล, UNODC และศูนย์ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคงแบบบูรณาการล้านช้าง-แม่โขง หรือ LMLECC เข้าร่วม

เป้าหมายหลักของการประชุมคือทำความเข้าใจวิวัฒนาการของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ เสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติในการสกัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ผู้จัดการประชุมยังคาดหวังให้มีการรับรอง “ปฏิญญาพนมเปญว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์” ในวันที่ 24 กันยายน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในการตัดวงจรและขจัดเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไข.

ที่มา Cambodia Ministry of Information / AFP

คาด “สี จิ้นผิง” อาจกดดันทรัมป์ยุติขายอาวุธให้ไต้หวัน อ้างแถลงการณ์ร่วมปี 1982

คาด "สี จิ้นผิง" อาจกดดันทรัมป์ยุติขายอาวุธให้ไต้หวัน อ้างแถลงการณ์ร่วมปี 1982

23 ก.ย. 2569 14:51 น.

คาด “สี จิ้นผิง” อาจกดดันทรัมป์ยุติขายอาวุธให้ไต้หวัน อ้างแถลงการณ์ร่วมปี 1982

แหล่งข่าววงในเผย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เตรียมหยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมาหารือและกดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างเยือนสหรัฐฯ  เพื่อให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันตามแถลงการณ์ร่วมปี 1982 โดยฝ่ายจีนอาจหยิบยื่นข้อเสนอช่วยกดดันเรื่องสงครามในตะวันออกกลางเป็นการแลกเปลี่ยน ขณะที่ไต้หวันยืนยันเดินหน้าติดต่อสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันการส่งมอบอาวุธตามแผน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน คาดว่าจะกดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ให้ยุติการขายอาวุธให้ไต้หวันระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ โดยอาจยกแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ-จีนปี 1982 มาเป็นเหตุผลในการเรียกร้องดังกล่าว แหล่งข่าว 3 คนที่รับทราบการหารือระหว่างสหรัฐฯ กับจีนก่อนการประชุมสุดยอด เปิดเผยกับรอยเตอร์โดยขอสงวนชื่อเนื่องจากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน

ภายใต้แถลงการณ์ร่วมปี 1982 สหรัฐฯ ระบุถึงความตั้งใจที่จะทยอยลดการขายอาวุธให้ไต้หวัน และไม่ได้มุ่งหมายที่จะจัดหาอาวุธให้ไต้หวันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม บันทึกประกอบแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนในขณะนั้นระบุว่า ความพร้อมของสหรัฐฯ ที่จะลดการขายอาวุธนั้นขึ้นอยู่โดยสิ้นเชิงกับการที่จีนยังคงยึดมั่นต่อการแก้ไขความแตกต่างกับไต้หวันด้วยสันติวิธี

จีนมองไต้หวัน ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นดินแดนของจีน และเรียกร้องมาโดยตลอดให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้ไต้หวัน ขณะที่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของจีน และยืนยันว่าอนาคตของไต้หวันควรถูกกำหนดโดยประชาชนไต้หวัน

แม้สหรัฐฯ กับไต้หวันไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ แต่กฎหมายสหรัฐฯ กำหนดให้สหรัฐฯ จัดหาเครื่องมือที่จำเป็นแก่ไต้หวันเพื่อใช้ป้องกันตนเอง โดยนโยบายของสหรัฐฯ ยึดหลัก “นโยบายจีนเดียว” ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการว่าไต้หวันมีอธิปไตยเหนือดินแดนหรือไม่ และรับทราบจุดยืนของจีนที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ไม่ได้ให้การรับรองจุดยืนดังกล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า จีนอาจเรียกร้องไม่เพียงให้สหรัฐฯ ยุติการอนุมัติการขายอาวุธชุดใหม่ แต่ยังขอให้ระงับการส่งมอบอาวุธที่ไต้หวันสั่งซื้อไปแล้วด้วย โดยจีนอาจเสนอความช่วยเหลือในการกดดันอิหร่านเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลางเป็นสิ่งตอบแทน

หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า สี จิ้นผิงอาจพยายามเน้นย้ำต่อทรัมป์ว่า ไต้หวันเป็นฝ่ายยั่วยุและเป็นต้นตอของความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงเป็นฝ่ายที่กำลังเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมในช่องแคบไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นมุมมองของฝ่ายจีนตามที่แหล่งข่าวระบุ

จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบไต้หวันอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการซ้อมรบที่มีการยิงขีปนาวุธจริง และกองทัพจีนปฏิบัติการรอบเกาะไต้หวันเกือบทุกวัน โดยจีนไม่เคยประกาศสละการใช้กำลังเพื่อรวมไต้หวันเข้ากับจีน

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีน “คัดค้านอย่างเด็ดขาด” ต่อการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวัน และเห็นว่าการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมทั้ง 3 ฉบับ รวมถึงคำมั่นก่อนหน้านี้ของสหรัฐฯ ในประเด็นไต้หวัน เป็น “เงื่อนไขที่จำเป็น” ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนอย่างมีเสถียรภาพและเป็นไปในทิศทางที่ดี

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์อนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยอนุมัติ ขณะที่แพ็กเกจอีกชุดมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4.5 แสนล้านบาท ยังคงถูกระงับมาหลายเดือน

หลังการประชุมสุดยอดกับสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ทรัมป์ระบุว่าเขายังคงชะลอแพ็กเกจดังกล่าวไว้ และเรียกการขายอาวุธชุดนี้ว่าเป็น “ไพ่ต่อรองที่ดีมาก” ขณะที่บริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์กล่าวว่าจะตัดสินใจเกี่ยวกับแพ็กเกจอาวุธชุดใหม่ภายในเวลาไม่นาน และชี้ว่าในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ทรัมป์อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ในสมัยที่สอง เขาอนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันภายในปีแรกมากกว่ายอดรวมตลอด 4 ปีของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ภายใต้ “หลักประกัน 6 ประการ” ที่สหรัฐฯ ให้แก่ไต้หวันในปี 1982 และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2020 สหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสำหรับการยุติการขายอาวุธให้ไต้หวัน และไม่ได้ตกลงว่าจะต้องหารือกับจีนล่วงหน้าก่อนการขายอาวุธดังกล่าว

ด้านไต้หวันระบุว่าจะยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เพื่อผลักดันให้การขายและส่งมอบอาวุธดำเนินไปตามแผน นายเฉียว ฝูชุน รองโฆษกกระทรวงกลาโหมไต้หวัน กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เมืองไถหนานว่า การรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็น “ผลประโยชน์ร่วมของประเทศประชาธิปไตย” พร้อมระบุว่ารัฐบาลและสภาคองเกรสสหรัฐฯ แสดงจุดยืนสนับสนุนความสามารถของไต้หวันในการป้องกันตนเองมาโดยตลอด

เขากล่าวว่า ไต้หวันจะยังคงติดต่ออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และเดินหน้าผลักดันให้การส่งมอบอาวุธเป็นไปตามแผน ด้านโช จุงไท นายกรัฐมนตรีไต้หวัน กล่าวว่า เขามีความเชื่อมั่นอย่างมากต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ

สี จิ้นผิงมีกำหนดเดินทางถึงกรุงวอชิงตันในวันที่ 23 กันยายน โดยการหารืออย่างเป็นทางการกับทรัมป์จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน ขณะที่กำหนดการเยือนหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าอาจเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้นำจีนหยิบยกประเด็นแถลงการณ์ร่วมปี 1982 ขึ้นหารือ.

ที่มา Reuters / Associated Press

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านหารือนอกรอบ 3 ชั่วโมง หลังขู่ “ทำลายล้าง” อิหร่าน

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านหารือนอกรอบ 3 ชั่วโมง หลังขู่ “ทำลายล้าง” อิหร่าน

23 ก.ย. 2569 14:28 น.

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ-อิหร่านหารือนอกรอบ 3 ชั่วโมง หลังขู่ “ทำลายล้าง” อิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านพบหารือกันนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์กนานประมาณ 3 ชั่วโมง หลังจากก่อนหน้านั้นเขากล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมยูเอ็นว่า สหรัฐฯ อาจ “ทำลายล้าง” สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาเกือบ 7 เดือน 

ทรัมป์กล่าวว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และจาเร็ด คุชเนอร์ ผู้แทนของเขา เป็นฝ่ายพบหารือกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน พร้อมระบุว่าการประชุมเป็นไปด้วยดี แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมฝ่ายอิหร่านหรือสาระสำคัญของการหารือมากนัก โดยบอกเพียงว่า “เป็นการประชุมที่ดีมาก” และยอมรับว่าเจ้าหน้าที่อิหร่านที่เข้าร่วม “ไม่ใช่ระดับสูงสุด” แต่ถือเป็นความคืบหน้าอย่างหนึ่ง 

วิตคอฟฟ์ระบุผ่าน X ว่า การหารือดำเนินผ่านคนกลางที่เดินทางติดต่อระหว่างคณะผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านตลอดทั้งวัน พร้อมแสดงความหวังว่าความพยายามดังกล่าวจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์และมีความคืบหน้า

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านหยุดชะงักมาหลายเดือน นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีคนกลางช่วยเจรจาเมื่อเดือนมิถุนายนสิ้นสุดลง ก่อนหน้านี้ ผู้เจรจาของทั้งสองฝ่ายเคยพบกับคนกลางจากกาตาร์และปากีสถานในกรุงโดฮาเมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อหารือทางอ้อมเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้ง

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ทรัมป์เปิดกว้างต่อการพบหารือกับมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่าการพูดคุยกับคู่ขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการแก้ไขปัญหา แม้ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นพ้องกันในทุกเรื่อง 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ทรัมป์ระบุว่า เขากำลังเผชิญกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะเดินหน้าทำข้อตกลงกับอิหร่าน หรือใช้มาตรการทางทหารเพิ่มเติม โดยกล่าวว่าหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เขาอาจ “ทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลาม” อย่างรวดเร็ว 

ทรัมป์ยังเรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางยุติสงคราม ขณะที่อิหร่านระบุว่าคำกล่าวของทรัมป์เป็นโฆษณาชวนเชื่อ และกองทัพอิหร่านประกาศว่าพร้อมตอบโต้หากถูกโจมตีเพิ่มเติม 

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินมาเกือบ 7 เดือนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานและความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ 

หลังกล่าวสุนทรพจน์ ทรัมป์ยังมีภารกิจทางการทูตหลายรายการ โดยพบหารือกับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงจอร์แดน เพื่อหารือแนวทางเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพบหารือกับผู้นำอังกฤษ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ , ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง, ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา

ทรัมป์ยังลงนามข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่ร่วมกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน และนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน โดยข้อตกลงยืนยันว่ากรีนแลนด์ยังคงเป็นดินแดนของเดนมาร์ก แต่สหรัฐฯ จะเดินหน้ากระบวนการเพิ่มกำลังและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในกรีนแลนด์ รวมถึงการก่อสร้างฐานทัพขนาดใหญ่ 2 แห่ง

ทรัมป์ยังกล่าวถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยยืนยันว่าต้องการให้ความขัดแย้งยุติลงโดยเร็ว ขณะที่เขาแสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ หลังจากก่อนหน้านี้เคยคาดการณ์ว่าสงครามจะสามารถยุติได้ตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง

ทรัมป์ยังกล่าวถึงกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียฉบับใหม่ที่เขาลงนามเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 100% ต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในปริมาณสูงสุด 5 ประเทศ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทรัมป์ยังไม่ได้บังคับใช้มาตรการลงโทษดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า หากจำเป็น สหรัฐฯ ก็พร้อมใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อยุติการสู้รบ.

ที่มา Associated Press