เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตี ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ไฟลุกท่วมลำ

เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตี ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ไฟลุกท่วมลำ

7 ก.ค. 2569 09:33 น.

เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตี ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ไฟลุกท่วมลำ

หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษเผย เรือบรรทุกน้ำมันถูก “วัตถุปริศนา” พุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้ นอกชายฝั่งโอมานใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เบื้องต้นไม่มีผู้บาดเจ็บหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (United Kingdom Maritime Trade Operations: UKMTO) เปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูก “วัตถุปริศนา” (unknown projectile) พุ่งชนบริเวณกราบซ้ายของเรือ ขณะแล่นอยู่ใกล้นอกชายฝั่งประเทศโอมาน บริเวณใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ

UKMTO ระบุว่า ขณะเกิดเหตุ เรือกำลังเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ โดยหลังถูกวัตถุปริศนาพุ่งชน ลูกเรือสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในเบื้องต้น พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมทั้งยังไม่พบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยว่า วัตถุที่พุ่งชนเรือคืออะไร หรือมาจากฝ่ายใด ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบสาเหตุของเหตุการณ์.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ แสดงความวิตก จีนทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก

สหรัฐฯ แสดงความวิตก จีนทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก

7 ก.ค. 2569 08:57 น.

สหรัฐฯ แสดงความวิตก จีนทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก

สหรัฐฯ แสดงความวิตกหลังจีนทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบจำลองตกในมหาสมุทรแปซิฟิก ชี้การเสริมศักยภาพนิวเคลียร์ของปักกิ่งขาดความโปร่งใส พร้อมเรียกร้องให้เข้าร่วมเจรจาควบคุมอาวุธ

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลต่อโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีน หลังรัฐบาลปักกิ่งทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) พร้อมหัวรบจำลองลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ กำลังผลักดันการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ จีนกลับดำเนินการในทิศทางตรงกันข้าม พร้อมระบุว่า การขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนอย่างรวดเร็วและขาดความโปร่งใส เป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อทั้งภูมิภาคและประชาคมโลก

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธอย่างจริงจัง และจัดทำระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นทางการสำหรับการปล่อยขีปนาวุธพิสัยข้ามทวีปและการปล่อยจรวดสู่อวกาศทุกครั้ง

รายงานข่าวนะบุว่า การทดสอบขีปนาวุธของจีนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากจีนเคยยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตกในน่านน้ำใกล้ เฟรนช์โพลินีเซีย เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งนับเป็นการยิงขีปนาวุธเหนือน่านน้ำสากลครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี

นักวิเคราะห์มองว่า การทดสอบล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าจีนมีขีดความสามารถในการโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แม้รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน แต่สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อันดับหนึ่ง

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามอาวุธระบุว่า ขีปนาวุธจีนถูกยิงจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และตกลงในทะเลใกล้หมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิกใต้ที่ลงนามข้อตกลงความมั่นคงกับจีนเมื่อปี 2565 ขณะเดียวกันนายไลล์ มอร์ริส นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี กล่าวว่า การทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจีนมีศักยภาพในการใช้อาวุธนิวเคลียร์จากฐานยิงทางทะเลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบยับยั้งนิวเคลียร์ของจีนมีความอยู่รอดสูงขึ้นและสามารถโจมตีได้ในระยะไกลกว่าเดิม.

ผวา รถไฟบรรทุกสารเคมีตกรางในโอไฮโอ สั่งอพยพประชาชนหวั่นกรดไฮโดรคลอริกรั่ว เสี่ยงระเบิด

ผวา รถไฟบรรทุกสารเคมีตกรางในโอไฮโอ สั่งอพยพประชาชนหวั่นกรดไฮโดรคลอริกรั่ว เสี่ยงระเบิด

7 ก.ค. 2569 08:54 น.

ผวา รถไฟบรรทุกสารเคมีตกรางในโอไฮโอ สั่งอพยพประชาชนหวั่นกรดไฮโดรคลอริกรั่ว เสี่ยงระเบิด

เกิดเหตุรถไฟบรรทุกสารเคมีอันตรายตกรางในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เกรงว่าอาจเกิดการรั่วไหลของกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งมีความเสี่ยงระเบิดได้

รถไฟบรรทุกสินค้าที่เกิดเหตุเป็นของของบริษัท Norfolk Southern ประสบอุบัติเหตุตกรางในเมืองบิวไซรัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ หลังพบว่ามีตู้บรรทุกสารเคมีอันตรายรวมอยู่ในขบวน และเกรงว่าอาจเกิดการรั่วไหลของกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดระเบิดได้

โดยสำนักงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินเทศมณฑลครอว์ฟอร์ด เปิดเผยว่า รถไฟตกรางเมื่อเวลาประมาณ 20.40 น. โดยมีตู้รถไฟหลุดออกจากรางทั้งหมด 19 ตู้ ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 1 ตู้เป็นรถบรรทุก กรดไฮโดรคลอริก ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าตู้บรรทุกสารเคมีอาจเกิดการรั่วไหล และไม่ตัดความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิด จึงประกาศอพยพประชาชนในรัศมี 1 ไมล์ หรือประมาณ 1.6 กิโลเมตร รอบจุดเกิดเหตุเป็นการเร่งด่วน

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนน Whetstone Street และ Auto Avenue ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชน ทำให้ตำรวจ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่กู้ภัย ต้องเดินเคาะประตูบ้านเพื่อแจ้งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. ทางการได้ลดพื้นที่อพยพลงเหลือรัศมี 1 ใน 4 ไมล์ หรือประมาณ 400 เมตร พร้อมย้ำว่าการอพยพเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบสภาพตู้บรรทุกสารเคมีและเร่งหาสาเหตุของอุบัติเหตุ รวมทั้งติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีการรั่วไหลของกรดไฮโดรคลอริกหรือไม่.

ที่มา : FOX8.com

กูรูสิงคโปร์แจง ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงช้า แม้ราคาน้ำมันดิบลดแล้ว

กูรูสิงคโปร์แจง ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงช้า แม้ราคาน้ำมันดิบลดแล้ว

7 ก.ค. 2569 06:03 น.

กูรูสิงคโปร์แจง ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงช้า แม้ราคาน้ำมันดิบลดแล้ว

นักวิเคราะห์ของสิงคโปร์เผยว่า สาเหตุที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังสูงกว่าระดับก่อนสงครามเริ่ม ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบลดลงมาแล้ว มีสาเหตุจากหลายปัจจัย โดยคาดว่าราคาจะลดต่ำกว่าก่อนเกิดสงครามในปี 2570

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) ของสิงคโปร์ อธิบายสถานการณ์ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในประเทศเกาะแห่งนี้ หลังจากผู้ใช้รถในสิงคโปร์ยังคงต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางเมื่อ 4 เดือนก่อนอย่างมาก (ต่างกันประมาณ 0.48 ดอลลาร์ต่อลิตร) แม้ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) จะปรับตัวลดลงมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว (ประมาณ 70-72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)

นักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNA อธิบายว่า เรื่องดังกล่าวเป็นผลจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Rocket and feathers” หรือ “จรวดกับขนนก” กล่าวคือ ในช่วงราคาขึ้น ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนจรวด เนื่องจากร้านค้าต้องรีบปรับราคาเพื่อรับมือกับต้นทุนน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในการเติมสต็อกใหม่

แต่ในช่วงที่ราคาลง ตัวเลขกลับค่อยๆ ปรับตัวลงอย่างช้าๆ เหมือนตอนขนนกร่วง เพราะผู้ค้าปลีกต้อง “รอดูสถานการณ์” ให้แน่ใจว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงอย่างต่อเนื่องจริงๆ ก่อนที่จะยอมลดราคา เพื่อรักษาผลกำไรให้เป็นธรรมและรองรับความเสี่ยงที่ยังไม่แน่นอนในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อราคา เนื่องจากราคาหน้าปั๊มไม่ได้อิงกับน้ำมันดิบโดยตรง ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริง อ้างอิงจาก “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” (Refined fuel) ในตลาดค้าส่งแทนที่จะเป็นราคาน้ำมันดิบ ซึ่งราคาในตลาดค้าส่งมีความผันผวนและปัจจัยขับเคลื่อนที่ต่างออกไป

ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังต้องรวมภาษี, ค่าขนส่ง และสภาวะตลาดในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วย ในขณะที่ ผู้ค้าปลีกยังคงกังวลกับความไม่มีเสถียรภาพในตะวันออกกลาง จึงไม่ต้องการรีบลดราคาลงเร็วเกินไป

สำหรับแนวโน้มในอนาคต นส.ชีนา เยว่ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบัน Oxford Economics ในสิงคโปร์ คาดว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะค่อยๆ ปรับตัวลงทีละน้อย ไม่ใช่การลดฮวบลงในทันที

นส.เยว่บอกอีกว่า ราคามีแนวโน้มจะยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ และคาดว่าราคาน้ำมันอาจจะกลับสู่ระดับก่อนสงครามได้อย่างสมบูรณ์ในช่วง ต้นปี 2570 ภายใต้เงื่อนไขว่า ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ต้องนิ่งและซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ดร.เดวิด บรอดสต็อก จากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน The Lantau Group แนะนำว่า ในภาวะที่ราคาพลังงานยังไม่นิ่ง ผู้ขับขี่อาจต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ หรือพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คิวบาระส่ำ ไฟดับทั่วประเทศรอบใหม่ ทางการเร่งหาทางแก้ไข

คิวบาระส่ำ ไฟดับทั่วประเทศรอบใหม่ ทางการเร่งหาทางแก้ไข

7 ก.ค. 2569 05:30 น.

คิวบาระส่ำ ไฟดับทั่วประเทศรอบใหม่ ทางการเร่งหาทางแก้ไข

เกิดไฟดับทั่วประเทศคิวบารอบใหม่ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กำลังกัดกินประเทศ และถูกซ้ำเติมโดยมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อบีบให้คิวบาเปิดประเทศมากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิวบาเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. 2569 ในขณะที่ประเทศกำลังประสบกับวิกฤตพลังงานอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงขึ้นอีก จากการที่สหรัฐอเมริกาปิดกั้นการขนส่งเชื้อเพลิงอย่างเข้าสู่ประเทศทั้งหมด

กระทรวงพลังงานของคิวบาระบุว่า ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติล่มอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศเผยว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุ

นายบิเซนเต เด ลา โอ เลบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำงานเพื่อกู้ระบบไฟฟ้ากลับคืนมา และได้มีการเปิดใช้งาน “ระบบไมโครซิสเตม” (Microsystems) ฉุกเฉินเพื่อจ่ายไฟให้กับหน่วยงานบริการที่จำเป็นและสำคัญยิ่งยวดแล้ว

คิวบาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศมาแล้วหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เก่าแก่ของประเทศ กำลังประสบปัญหาในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน

วิกฤตพลังงานของประเทศย่ำแย่ลงอีกในปีนี้ หลังจากที่สหรัฐฯ บีบบังคับให้ผู้จัดส่งน้ำมันรายหลักของคิวบาต้องยุติการขนส่งน้ำมัน ตามหลังการบุกจับกุมนาย นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ให้คิวบา โดยในเดือนมีนาคม คิวบาต้องเผชิญเหตุไฟดับทั่วประเทศถึง 2 ครั้งในสัปดาห์เดียว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล ของคิวบา โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ที่ปิดกั้นการนำเข้าเชื้อเพลิง โดยอ้างว่ารัฐบาลวอชิงตันกำลังพยายามกระตุ้นให้เกิด “ลุกฮือในสังคมด้วยการบีบให้ขาดอากาศหายใจ”

วิกฤตพลังงานของคิวบาสร้างความตึงเครียดต่อระบบบริการขั้นพื้นฐานของประเทศหลายอย่าง รวมถึง ด้านการศึกษา การขนส่ง และการแพทย์ นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่จากสหรัฐฯ ยังซ้ำเติมให้เศรษฐกิจของคิวบาทรุดโทรมลงไปอีก และส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่สามารถเดินทางมาเยือนเกาะแห่งนี้ได้

สหรัฐฯ กล่าวว่า การบีบคั้นทางเศรษฐกิจนี้มีจุดประสงค์เพื่อกดดันให้รัฐบาลคิวบายอมเปิดระบบการเมืองที่ปิดกั้นมานาน และอนุญาตให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

เมื่อเดือนมิถุนายน มัชชาแห่งชาติของคิวบาได้อนุมัติแผนการปฏิรูปวงกว้างซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการลงทุนระหว่างประเทศได้เปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า มาตรการเหล่านี้ไม่ได้ถูกผ่านออกมาเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอกแต่อย่างใด

ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้อธิบายถึงการปฏิรูปดังกล่าวว่าเป็นเพียงการส่ง “สัญญาณควันแบบผิวเผิน ที่ทำไปอย่างนั้น และล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก”

สหรัฐฯ ยังกล่าวหาคิวบาว่ายอมให้รัสเซียและจีนตั้งสถานีลักลอบดักฟังบนเกาะแห่งนี้ รวมถึงขัดขวางผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แม้ว่าฝ่ายคิวบาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอดก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นานาชาติจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 1,000 คน กวาดล้างค้ามนุษย์ทั่วโลก

นานาชาติจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 1,000 คน กวาดล้างค้ามนุษย์ทั่วโลก

7 ก.ค. 2569 04:43 น.

นานาชาติจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 1,000 คน กวาดล้างค้ามนุษย์ทั่วโลก

หลายสิบประเทศทั่วโลก ร่วมปฏิบัติการกวาดล้างการค้ามนุษย์ โดยจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้มากกว่า 1,000 ราย และช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ได้อีกกว่า 2,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ก.ค. 2569 ว่า 59 ประเทศทั่วโลก ร่วมปฏิบัติการ “โกลบอล เชน” (Global Chain) นำโดยการประสานงานของตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล (Interpol) เพื่อกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์ทั่วโลก และสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้มากกว่า 1,000 คน

ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ขบวนการค้ามนุษย์เพื่อการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การบังคับใช้แรงงานและการก่ออาชญากรรม รวมถึงการบังคับขู่เข็ญให้ขอทาน

ทางการระบุว่า ส่วนหนึ่งของปฏิบัติการนี้สามารถทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ที่หลอกลวงเหยื่อไปทำงานต้มตุ๋นออนไลน์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์) ในประเทศกัมพูชา รวมถึงเครือข่ายที่บังคับเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งถูกล่อลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้มาค้าประเวณีในยุโรป

จากปฏิบัติการทั้งหมด สามารถระบุตัวตนของเหยื่อหรือผู้ที่คาดว่าเป็นเหยื่อได้จำนวน 2,070 คน ซึ่งทางการระบุว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ส่วนในกลุ่มผู้ถูกจับกุมนั้น เป็นการจับกุมในข้อหาค้ามนุษย์โดยตรง 334 คน และข้อหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องอีก 690 คน

ตำรวจสากล ซึ่งร่วมมือกับ ยูโรโพล (Europol – สำนักงานตำรวจยุโรป) และ ฟรอนเท็กซ์ (Frontex – สำนักงานพิทักษ์พรมแดนยุโรป) เผยว่า สิ่งที่พบจากปฏิบัติการนี้ช่วยเปิดโปงให้เห็นถึงเส้นทางและวิธีการค้ามนุษย์ที่มีการพัฒนาเปลี่ยนไปจากเดิม

พวกเขาพบว่า เหยื่อจากลาตินอเมริกาเริ่มตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อนำมาบังคับใช้แรงงานในยุโรปมากขึ้น โดยราว 10% ของเหยื่อที่ระบุตัวตนได้เป็นผู้เยาว์จากทวีปอเมริกาที่ตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

นอกจากนี้ ทางการในโคลอมเบียได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ป้องกันภายในสนามบิน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการหลอกลวงเสนอจ้างงานในต่างประเทศ

ตำรวจสากลระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติของบราซิลสามารถระบุตัวตนของเหยื่อได้ 406 คน แบ่งเป็นชาวบราซิล 83 คน และชาวต่างชาติ 323 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายข้ามชาติที่ส่งตัวเหยื่อไปยังกัมพูชาเพื่อบังคับให้ทำธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์

ในขณะเดียวกัน ตำรวจสากลได้ออกหมายแดงและหมายแจ้งเตือนเพื่อตามล่าตัวผู้ต้องหาและบุคคลที่เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจแล้ว

นอกจากนี้ ตำรวจสากลยังระบุว่า ตำรวจอาร์เจนตินาได้เข้าช่วยเหลือเด็กชาวโบลิเวีย 2 คนที่ถูกบังคับให้ทำงานในร้านขายของชำ พร้อมทั้งทำการจับกุมผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ

ส่วนในอีกคดีหนึ่ง ทางการเบลเยียมจับกุมผู้ต้องสงสัย 17 คน หลังจากทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ต้องสงสัยว่ากักขังหน่วงเหนี่ยวเหยื่อที่ล่อลวงมาทางโซเชียลมีเดีย และบังคับให้เข้าสู่ขบวนการค้าประเวณีทั่วย่านเบลเยียมและฝรั่งเศส

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8 ถึง 12 มิถุนายน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 40,000 นายเข้าร่วมปฏิบัติงานในประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปแอฟริกา อเมริกา เอเชีย และยุโรป

ข้อมูลชี้ว่า เหยื่อส่วนใหญ่ถูกค้ามนุษย์เพื่อการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ขณะที่อีก 20% ถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรม, 11% ถูกบังคับใช้แรงงาน และ 2% ถูกบังคับให้ขอทาน

ตำรวจสากลกล่าวว่า เหยื่อที่ได้รับการระบุตัวตนในระหว่างปฏิบัติการได้ถูกส่งตัวไปยังหน่วยงานคุ้มครองและช่วยเหลือระดับชาติแล้ว และผลจากปฏิบัติการนี้ทำให้มีการเปิดฉากสอบสวนคดีเพิ่มเติมอีก 465 คดี

นอกจากนี้ ยังมีการระบุตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 201 คน โดยมีประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน ไนจีเรีย ไทย และเวียดนาม เข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสประกาศยุบรัฐบาลฉนวนกาซา เปิดทางให้คณะกรรมการแห่งชาติ

ฮามาสประกาศยุบรัฐบาลฉนวนกาซา เปิดทางให้คณะกรรมการแห่งชาติ

7 ก.ค. 2569 03:53 น.

ฮามาสประกาศยุบรัฐบาลฉนวนกาซา เปิดทางให้คณะกรรมการแห่งชาติ

กลุ่มฮามาสประกาศยุบคณะบริหารที่ปกครองฉนวนกาซามานานกว่า 20 ปีแล้ว เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการเทคโนแครตเข้ามาปกครอง ตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทำร่วมกับอิสราเอล

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. 2569 กลุ่มฮามาส (Hamas) ของปาเลสไตน์ ประกาศยุบคณะผู้บริหารที่ทำหน้าที่ปกครองฉนวนกาซามานานเกือบสองทศวรรษแล้ว เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการเทคโนแครต (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) เข้ามาดำเนินการปกครองพลเรือนในดินแดนที่บอบช้ำจากสงครามแห่งนี้

ความเคลื่อนไหวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของกลุ่มฮามาส ซึ่งปกครองฉนวนกาซามาตั้งแต่ปี 2550 หลังจากกองกำลังของพวกเขายึดอำนาจควบคุมมาจากกลุ่มฟาตาห์ (Fatah) กลุ่มการเมืองปาเลสไตน์คู่แข่ง หลังฮามาสชนะเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในปีก่อนหน้านั้น

นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง เริ่มมีผลบังคับใช้ในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน กลุ่มฮามาสย้ำหลายครั้งว่าพวกเขาพร้อมที่จะยุติการปกครองดินแดนแห่งนี้ แต่ยังไม่ยืนยันเรื่องการปลดอาวุธ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของอิสราเอล

ถ้อยแถลงที่เผยแพร่โดยสำนักงานสื่อสารมวลชนของรัฐบาลในกาซาเมื่อวันจันทร์ ระบุว่า มูฮัมหมัด อัล-ฟาร์รา หัวหน้าคณะกรรมการฉุกเฉินของรัฐบาล ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งและประกาศยุบคณะกรรมการฉุกเฉิน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังต่อมาตรการเหล่านี้ ในการดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกัน และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่กระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านการบริหารจัดการ

เจ้าหน้าที่ของกลุ่มฮามาสรายหนึ่งเปิดเผยว่า ทางกลุ่มปรารถนาที่จะเห็น คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารฉนวนกาซา หรือ NCAG เข้ามาปฏิบัติหน้าที่โดยเร็ว ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลการบริหารฉนวนกาซาในอนาคต ภายใต้แผนการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามของอิสราเอลในกาซา

“ฮามาสได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการยุติบทบาทการเป็นผู้ดูแลฉนวนกาซา เพื่อขจัดข้ออ้างใด ๆ ของฝ่ายยึดครอง (อิสราเอล) ที่ยังคงเดินหน้าความก้าวร้าวและสงครามล้างเผ่าพันธุ์อย่างต่อเนื่อง” ฮาเซม กัสเซม โฆษกกลุ่มฮามาส บอกกับสำนักข่าว AFP

“เราหวังว่าคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารฉนวนกาซา (NCAG) จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่โดยเร็ว และฮามาสขอยืนยันความพร้อมที่จะส่งมอบความรับผิดชอบในการบริหารงานรัฐบาลให้แก่คณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้มั่นใจในความสำเร็จของภารกิจ”

ทางด้านประธานคณะกรรมการ NCAG ได้ออกมาแสดงความยินดีต่อการประกาศของฮามาสในครั้งนี้

“เราขอยืนยันว่า NCAG มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้ามารับผิดชอบภารกิจระดับชาตินี้ ทันทีที่มีทรัพยากรและศักยภาพที่จำเป็นพร้อมสรรพ” อาลี ชาธ ประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ฮานี มะห์มูด ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรา ระบุว่า การประกาศของฮามาสในครั้งนี้ดูเหมือนจะ “มีความสำคัญทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าฮามาสกำลังละทิ้งบทบาททางการเมืองหรือทางการทหารในกาซา แต่เป็นการ “ถอยออกมาจากการเป็นรัฐบาลพลเรือนโดยตรงในกาซา” มากกว่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

นายกฯ UK แทรกแซงเวลาคิกออฟ บอลโลกคู่ เม็กซิโก-อังกฤษ

นายกฯ UK แทรกแซงเวลาคิกออฟ บอลโลกคู่ เม็กซิโก-อังกฤษ

7 ก.ค. 2569 02:55 น.

นายกฯ UK แทรกแซงเวลาคิกออฟ บอลโลกคู่ เม็กซิโก-อังกฤษ

นายกรัฐมนตรีอังกฤษเผยว่า เขากับรัฐมนตรีกีฬาเขาแทรกแซงไม่ให้ฟุตบอลโลกคู่ระหว่าง เม็กซิโก-อังกฤษ ถูกฟีฟ่าเลื่อนให้เริ่มเตะเร็วขึ้นถึง 6 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลด้านสภาพอากาศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ก.ค. 2569 ว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร (UK) เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดค้านไม่ให้มีการเลื่อนเวลาคิกออฟการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ และ ทีมชาติเม็กซิโก ให้เร็วขึ้น ตามที่ฟีฟ่า (Fifa) ได้เสนอแนะไว้ในช่วงไม่กี่วันก่อนการแข่งขัน

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรี UK สั่งการให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องคัดค้านร่วมกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) เพื่อให้แมตช์ดังกล่าวแข่งขันตามกำหนดเวลาเดิม

ขณะที่ อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีกีฬาได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศเม็กซิโก เพื่อขอให้คณะทูตอังกฤษช่วยยื่นเรื่องคัดค้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าแฟนบอลชาวอังกฤษที่เดินทางไปเชียร์กว่า 3,000 คน จะไม่พลาดชมการแข่งขันจากผลกระทบในครั้งนี้

เดิมทีฟีฟ่ามีแผนที่จะเลื่อนเวลาการแข่งขันเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 6 ชั่วโมง เนื่องจากมีการพยากรณ์ว่าจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดฟีฟ่าได้ตัดสินใจคงเวลาเริ่มแข่งขันตามกำหนดการเดิม ทว่าเวลาคิกออฟกลับต้องล่าช้าออกไป 1 ชั่วโมงเนื่องจากสภาพอากาศอยู่ดี

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในงานเลี้ยงต้อนรับ ณ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนนิง ว่า “เราต้องร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษเพื่อดึงเวลากลับมาให้อยู่ที่เดิม ซึ่งมันดูขัดกับความรู้สึกทั่วไปอยู่บ้าง” ขณะที่ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ

มีรายงานว่า การเสนอเปลี่ยนเวลาในครั้งนี้ เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากฟ้าผ่าและน้ำท่วมขังรอบสนาม อัซเตกา ของเม็กซิโก ซึ่งมีความจุผู้ชมมากกว่า 87,000 คน

อย่างไรก็ตาม ทั้งสมาคมฟุตบอลของอังกฤษและเม็กซิโกต่างคัดค้านความพยายามเปลี่ยนเวลาของฟีฟ่า ซึ่งเกิดขึ้นก่อนถึงเวลาคิกออฟไม่ถึง 48 ชั่วโมง โดยอ้างความกังวลเรื่องผลกระทบต่อแผนการเดินทางของแฟนบอล และการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาของทั้งสองฝ่าย

หลังจากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนานกว่า 5 ชั่วโมง ฟีฟ่าก็ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าเวลาการแข่งขันจะยังคงเป็นไปตามแผนการเดิม

อนึ่ง ในแมตช์ดังกล่าว อังกฤษเป็นฝ่ายเอาชนะเม็กซิโกไปได้ 3-2 ส่งผลให้พวกเขาผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับนอร์เวย์ ที่เมืองไมอามีในวันเสาร์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไมโครซอฟท์ปลดพนักงาน 4,800 ตำแหน่ง ลดขนาดแผนก Xbox

ไมโครซอฟท์ปลดพนักงาน 4,800 ตำแหน่ง ลดขนาดแผนก Xbox

6 ก.ค. 2569 23:57 น.

ไมโครซอฟท์ปลดพนักงาน 4,800 ตำแหน่ง ลดขนาดแผนก Xbox

ไมโครซอฟท์ประกาศลดพนักงาน 4,800 ตำแหน่ง ตามแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยแผนกเกม Xbox จะเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 ก.ค. 2569 ว่า บริษัท ไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ของโลก ประกาศปรับลดพนักงานลง 4,800 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นประมาณ 2.1% ของพนักงานทั้งหมด โดยแบรนด์เกมอย่าง Xbox จะเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการปลดพนักงานระลอกล่าสุดนี้อย่างมาก

เอมี โคลแมน รองประธานบริหารของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกข้อความถึงพนักงานว่า บริษัทจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ ท่ามกลาง “อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”

การปลดพนักงานครั้งใหญ่นี้จะส่งผลให้พนักงานในแผนก Xbox มากกว่า 1,600 ตำแหน่งถูกสั่งเลิกจ้างในทันที และจะมีการปรับลดตำแหน่งงานอีก 1,600 ตำแหน่งภายในปีหน้า

อาชา ชาร์มา ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งซีอีโอของ Xbox ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า แบรนด์กำลัง “เริ่มต้นการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Xbox”

นอกจากนี้ สตูดิโอพัฒนาเกมของ Xbox อีก 4 แห่ง ได้แก่ คอมพัลชัน เกมส์ (Compulsion Games), ดับเบิล ไฟน์ โปรดักชันส์ (Double Fine Productions), นินจา ธีออรี (Ninja Theory) และ อันเดด แล็บส์ (Undead Labs) จะถูกแยกตัวออกไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่นี้ด้วย

“การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำเพื่ออนาคตที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของ Xbox ไม่ใช่เพื่อลดขนาดลง” ชาร์มาระบุ “ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยบริษัทที่เข้าใจผิดว่า การอยู่มาอย่างยาวนานจะการันตีความมั่นคงเสมอไป ซึ่งเราจะไม่เป็นหนึ่งในบริษัทเหล่านั้น”

ในขณะเดียวกัน โคลแมนได้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ในระหว่างการประกาศปรับลดพนักงานทั่วทั้งองค์กรของไมโครซอฟท์ “บริษัทต่างๆ ไม่มีสิทธิ์เลือกให้อุตสาหกรรมของตนเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่พวกเขามีสิทธิ์เลือกเพียงว่าจะยอมเปลี่ยนแปลงตามอุตสาหกรรมนั้นหรือไม่เท่านั้น”

เธอยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า แม้บริษัทจะไม่ได้นำ AI มาแทนที่ตำแหน่งงานที่หายไปในครั้งนี้ แต่ “สิ่งที่เป็นเรื่องจริงก็คือ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบวิธีการทำงานของเรา”

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของไมโครซอฟท์เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่แล้วสำหรับอุตสาหกรรมเกม โดยสตูดิโอหลายแห่งยังคงไม่ฟื้นตัวดีจากการปลดพนักงานครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในปี 2024 Xbox ได้ปรับลดพนักงานไปมากกว่า 2,000 คน และสั่งปิดสตูดิโอ 4 แห่งที่เคยซื้อไว้ก่อนการเข้าซื้อกิจการครั้งมโหฬารของ อักติวิชัน บลิซซาร์ด (Activision-Blizzard) ผู้สร้างเกม Call of Duty

เพียงแค่ปีเศษหลังจากนั้น ไมโครซอฟท์ได้ประกาศว่าจะปลดพนักงานเพิ่มอีกถึง 9,000 คน หลังจากวางแผนที่จะทุ่มงบประมาณเป็นสองเท่าในการลงทุนด้าน AI มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังบีบให้บริษัทต่าง ๆ รวมถึงไมโครซอฟท์ ต้องปรับขึ้นราคาเครื่องเกมคอนโซลรุ่นที่วางจำหน่ายมาแล้วหลายปีรวมถึงอุปกรณ์ไอทีอื่น ๆ โดยหลายฝ่ายต่างโทษว่าเป็นเพราะศูนย์ข้อมูล AI ที่เข้ามาดันความต้องการให้สูงขึ้นเร็วเกินไปจนฝั่งซัพพลายการผลิตตามไม่ทัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

6 ก.ค. 2569 23:00 น.

ทรัมป์คอนเฟิร์ม เป็นคนขอประธานฟีฟ่า ทบทวนใบแดงนักบอลสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาเป็นคนขอให้ฟีฟ่าทบทวนการให้ใบแดงนักฟุตบอลตัวเก่งของทีมชาติสหรัฐฯ ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก โดยย้ำว่าเขาขอให้ “ทบทวน” เท่านั้น ไม่ได้บังคับให้ฟีฟ่ายกเลิกโทษแบน

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า เขาเป็นคนร้องขอให้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ทบทวนโทษแบนห้ามลงสนาม 1 นัดของ โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังเข้าร่วมในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ

ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า ฟีฟ่า “ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง” ที่สั่งระงับโทษแบนของบาโลกัน พร้อมเสริมว่าหากบทลงโทษนี้มีผลบังคับใช้จริง มันจะกลายเป็น “รอยด่างพร้อยครั้งใหญ่” ของทัวร์นาเมนต์นี้

อนึ่ง บาโลกันในวัย 25 ปี เดิมทีมีกำหนดจะถูกแบนในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ทีมจะพบกับเบลเยียมในวันอังคารนี้ หลังจากได้รับใบแดงโดยตรงจากฟาวล์ใส่ ทาริก มูฮาเรโมวิช กองหลังทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในรอบก่อนหน้านี้

ทว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฟีฟ่าได้สร้างความประหลาดใจด้วยการตัดสินใจระงับโทษแบนอัตโนมัติ 1 นัดดังกล่าวเป็นเวลา 12 เดือน ซึ่งเป็นการเปิดทางให้กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ รายนี้ ซึ่งยิงไปแล้ว 3 ลูกในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ สามารถลงเตะในการแข่งขันที่จะจัดขึ้นในเมืองซีแอตเติลได้

ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ขอให้ฟีฟ่าทบทวนการตัดสินใจเนื่องจากเขา “ไม่คิดว่าจังหวะนั้นเป็นการฟาวล์” แต่ยืนยันด้วยว่า ถึงแม้เขาจะได้พูดคุยกับ จานนี อินแฟนติโน ประธานฟีฟ่าจริง แต่เขาเพียงขอให้มีการทบทวน ไม่ได้สั่งการให้ประธานฟีฟ่าต้องระงับโทษแบนของบาโลกันแต่อย่างใด

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมสองคนเข้าปะทะและพัวพันกันต่างหาก” ทรัมป์กล่าว “ผมคิดว่า (โทษแบนนี้) จะทิ้งรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ไว้ ผมไปสั่งพวกเขาไม่ได้หรอก และผมไม่เชื่อว่าพวกเขา (ฝ่ายบริหาร) เป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อว่าเป็นคณะกรรมการต่างหากที่ตัดสินใจ และมันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า การตัดสินใจให้ใบแดงบาโลกันของผู้ตัดสิน ราฟาเอล เคลาส์ นั้น “แย่มาก” พร้อมทั้งเรียกเชิ้ตดำชาวบราซิลรายนี้ว่า “ดูน่าสงสัยนิดหน่อย”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ สมาคมฟุตบอลแห่งราชอาณาจักรเบลเยียมออกมาแสดงความ “ตกตะลึง” ต่อการตัดสินใจของฟีฟ่าที่อนุญาตให้บาโลกันมีชื่อลงแข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้

“ไม่ว่าผลการแข่งขันในนัดนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ทางสมาคมฯ รู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะยังคงเดินหน้าต่อสู้ต่อไปในอีกไม่กี่ชั่วโมง วัน และเดือนข้างหน้า เพื่อปกป้องหลักการพื้นฐานด้านจริยธรรม การแข่งขันที่ยุติธรรม และผลประโยชน์ของวงการฟุตบอลในภาพรวม” สมาคมฟุตบอลแห่งราชอาณาจักรเบลเยียมระบุ

ทางด้าน โธมัส ทูเคิล หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอังกฤษ ซึ่งทีมของเขาเองก็ต้องเหลือผู้เล่น 10 คนในแมตช์ที่พบกับเม็กซิโก หลังจาก จาเรลล์ ควอนซาห์ ถูกใบแดง กล่าวว่าคำตัดสินนี้ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย

“คำถามที่ผมอยากถามคือ เราจะลากเส้นแบ่งตรงไหน? ซึ่งผมเองก็ไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้” ทูเคิลกล่าว “ถ้าใบเหลืองไม่ใช่ใบเหลือง เราต้องยื่นอุทธรณ์ไหม? ถ้าเราคิดว่ามันไม่ใช่ใบแดง แล้วใครล่ะที่เป็นคนคิด? เรื่องแบบนี้มันจะเริ่มต้นที่ตรงไหนและไปสิ้นสุดที่ตรงไหน? นี่คือคำถามของผม ซึ่งผมไม่มีคำตอบให้หรอก”

ขณะที่ ยูฟ่า (Uefa) องค์กรควบคุมดูแลฟุตบอลยุโรป แถลงว่า การเข้าแทรกแซงเพื่อยกเลิกโทษแบนระหว่างทัวร์นาเมนต์เช่นนี้ ถือเป็นการ “ล้ำเส้น” อย่างชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc