สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

20 ส.ค. 2569 08:57 น.

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เหมืองทองคำแบบขุดด้วยแรงงานคนในหมู่บ้านทางตะวันตกของสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ใกล้ชายแดนแคเมอรูน พังถล่ม คร่าชีวิตแล้วกว่า 100 ศพ ขณะที่ยังมีคนติดอยู่ใต้ซากจำนวนหนึ่ง

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสมาคมเหมืองแร่แห่งสาธารณรัฐแอฟริกากลาง เปิดเผยว่า เกิดเหตุเหมืองทองคำขนาดเล็กหรือเหมืองทองที่ใช้แรงงานคนขุดในหมู่บ้านซัมบอย ทางตะวันตกของประเทศ ได้พังถล่มลงมา เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ศพ  

โดยจุดที่เกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้ชายแดนประเทศแคเมอรูน อัยการในพื้นที่ยืนยันว่าเกิดเหตุเหมืองถล่มจริง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินต่อไป พร้อมเตรียมเปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของเหมืองถล่ม รวมถึงตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองแห่งนี้

ด้านนายเบอร์ทรองด์ เบ ย็องเก สมาชิกสภาเยาวชนหมู่บ้านซัมบอย ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายและอีกหลายคนติดอยู่ใต้ซากเหมือง พร้อมกล่าวว่า การพบผู้ติดอยู่ใต้ซากและยังมีชีวิตรอดถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เขายังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สร้าวความเศร้าสะเทือนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชายและหญิงวัยหนุ่มสาวที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว.

“มิน อ่อง หล่าย” ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"มิน อ่อง หล่าย" ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

20 ส.ค. 2569 08:12 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“มิน อ่อง หล่าย” พบ “ปูติน” ที่กรุงมอสโก ประกาศเมียนมาจะเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ของรัสเซียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมลงนามความร่วมมือ 12 ฉบับ ครอบคลุมพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ดาวเทียม และอวกาศ

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางเยือนกรุงมอสโก และเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ประกาศรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าเมียนมาจะยังคงเป็นพันธมิตรที่รัสเซียไว้วางใจได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมสนับสนุนผลประโยชน์ของรัสเซียในภูมิภาค

โดยผู้นำเมียนมา กล่าวระหว่างหารือกับปูตินที่ทำเนียบเครมลินว่า การพัฒนาของเมียนมาในปัจจุบันได้รับประโยชน์อย่างมากจากการสนับสนุนของรัสเซีย พร้อมระบุว่า เมียนมาพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัสเซียในหลายด้าน ไม่เพียงแต่กลาโหมและความมั่นคง แต่ยังรวมถึงการเกษตร อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อวกาศ และสาธารณสุข

ด้านปูตินกล่าวต้อนรับมิน อ่อง หล่าย โดยเรียกว่า “เพื่อนรัก” พร้อมชี้ว่าพลังงานเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ โดยกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียไปยังเมียนมา ทั้งเพื่อใช้ภายในประเทศและนำไปส่งออกต่อ พร้อมกล่าวถึงแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมียนมา รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่เมืองทวาย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้รัสเซียเข้าถึงเส้นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

ขณะที่ในการพบกันครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 12 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ การสื่อสารโทรคมนาคม ระบบนำทางด้วยดาวเทียม และกิจการด้านอวกาศ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัสเซียและเมียนมาได้กระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2564  โดยรัสเซียมองว่า เมียนมาเป็นช่องทางสำคัญในการขยายอิทธิพลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก.

ที่มา Irrawaddy

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

20 ส.ค. 2569 06:05 น.

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

OpenAI ประกาศชะลอการฝึก AI ระดับสูงบางส่วนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยกระดับความปลอดภัย หลังเกิดเหตุ AI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบ แล้วไปแฮกบริษัทอื่นหลายแห่ง

เมื่อ 19 ส.ค. 2569 บริษัท OpenAI ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก รวมถึง ChatGPT ประกาศชะลอการฝึกสอนโมเดล AI ระดับสูงบางส่วนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัย หลังจากพบว่าระบบ AI แบบอัตโนมัติ หรือ เอไอ เอเจนต์ (AI Agent) หลุดออกจากระบบปิดแล้วไปแฮกบริษัทสตาร์ทอัปชื่อดังอย่าง Hugging Face

OpenAI พบเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อวันที่ 21 ก.ค. เมื่อ เอไอ เอเจนต์ ละเมิดมาตรการความปลอดภัยระหว่างการทดสอบและเจาะเข้าสู่ระบบของ Hugging Face รวมถึงบริษัทอื่นอีก 3 แห่งโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ค่ายอื่นอย่าง Anthropic และ Meta ก็รายงานว่าพบ AI ของตนเองแฮกระบบในลักษณะคล้ายกันด้วย

เรื่องดังกล่าวทำให้ OpenAI ระงับการฝึกสอนแบบ Reinforcement Learning (การเรียนรู้ผ่านการป้อนผลลัพธ์เพื่อปรับปรุงการทำงาน) บนโมเดลล่าสุดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมทั้งขยายระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง และเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนจะกลับมาเทรนโมเดลขนาดใหญ่ต่อ

นาย แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ระบุผ่าน X ว่าพัฒนาการของโมเดลรุดหน้าเร็วมาก และบริษัทพร้อมดำเนินการหยุดพักหากความสามารถของ AI โตเร็วกว่ามาตรการความปลอดภัย

ด้านนักวิเคราะห์ AI มองว่า การตัดสินใจล่าสุดของ OpenAI เป็นก้าวที่ดี แต่ยังต้องรอติดตามรายละเอียดและการลงมือทำจริงอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มองว่า นี่เป็นเพียงการสร้างภาพเรื่องความปลอดภัยผ่านข่าวแจก (PR) พร้อมตั้งคำถามว่า การควบคุมตนเองของบริษัทเทคโนโลยีโดยปราศจากการกำกับดูแลจากรัฐบาลนั้นเพียงพอจริงหรือไม่

ส่วนที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก ESET ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศเรื่องนี้อาจมีวาระทางการตลาดแฝงอยู่ เพื่อโชว์ความสามารถของ AI ตัวเองในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่กำลังได้รับความสนใจจากโมเดล Claude Mythos

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

20 ส.ค. 2569 05:44 น.

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

สื่ออังกฤษรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัว เตรียมย้ายกลับมาอยู่ในสหราชอาณาจักรอีกครั้งแล้ว หลังจากทรงย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2563 และแทบไม่ได้กลับมาอังกฤษอีก

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน พระชายา กับครอบครัว กำลังวางแผนที่จะย้ายถิ่นฐานจากสหรัฐอเมริกา กลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในช่วงปลายเดือนนี้ และจะอาศัยอยู่ที่ที่พักส่วนตัวภายนอกเขตพระราชฐานซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงลอนดอน

บีบีซีรายงานอีกว่า พระโอรสและพระธิดาของทั้งสอง ได้แก่ เจ้าชายอาร์ชี วัย 7 พรรษา และเจ้าหญิงลิลิเบต วัย 5 พรรษา ได้รับการลงทะเบียนเพื่อเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนของอังกฤษในเดือนกันยายนนี้แล้ว

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับการถวายรายงานเกี่ยวกับการย้ายครั้งนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ยังไม่มีแผนการให้เจ้าชายแฮร์รี่หรือเมแกนกลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแต่อย่างใด

ครอบครัวซัสเซกซ์พร้อมพระโอรสและพระธิดาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่พระตำหนักไฮโกรฟเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เป็นที่เข้าใจกันว่ายังไม่มีการหารือเรื่องการย้ายถิ่นฐานในขณะนั้น

บีบีซีเข้าใจว่า พระเจ้าชาร์ลส์ไม่ทรงทราบเรื่องการย้ายกลับล่วงหน้าจนกระทั่งในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทรงยินดีที่จะได้มีโอกาสพบปะกับครอบครัวของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์เป็นการส่วนพระองค์มากขึ้น ขณะที่เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคทก็ได้รับการแจ้งให้ทราบถึงแผนการดังกล่าวแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะอย่างเป็นทางการของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน โดยทั้งสองจะยังคงดำรงสถานะเป็นบุคคลธรรมดาต่อไป หลังจากทรงประกาศลดบทบาทและสละสถานะสมาชิกราชวงศ์ระดับสูงในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 เพื่อย้ายไปใช้ชีวิตอิสระในสหรัฐอเมริกา

เรื่องดังกล่าวมีสาเหตุจากความกดดันจากสื่อแท็บลอยด์อังกฤษ, การคุกคามทางโลกออนไลน์, ปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว และเจ้าชายแฮร์รี่มองว่า พระองค์ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักพระราชวังเท่าที่ควร

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่กับราชวงศ์อังกฤษอยู่ในภาวะตึงเครียดนับแต่นั้นมา และการเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลาเมื่อเดือนกรกฎาคมถือเป็นพัฒนาการสำคัญในความสัมพันธ์ของพวกเขา และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่คิงชาร์ลส์ได้พบพระราชนัดดา (หลาน) ทั้งสองด้วยพระองค์เอง

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนไม่ได้เดินทางมายังสหราชอาณาจักรพร้อมกันนับตั้งแต่ปี 2565 เมื่อครั้งเข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

เรื่องอารักขาความปลอดภัยสำหรับเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนเป็นประเด็นตึงเครียดมาโดยตลอด โดยการเยือนเมื่อเดือนกรกฎาคมเกือบไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากคำร้องขอการคุ้มครองจากตำรวจของดยุคแห่งซัสเซกซ์ถูกปฏิเสธ

เมื่อปี 2568 เจ้าชายแฮร์รี่ก็ทรงแพ้คดีที่ทรงยื่นอุทธรณ์เรื่อง ระดับการอารักขาความปลอดภัยที่พระองค์และครอบครัวควรได้รับขณะอยู่ในสหราชอาณาจักร

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รี่เคยตรัสว่าความกังวลเรื่องความปลอดภัยเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้พระองค์เดินทางมายังสหราชอาณาจักรพร้อมพระชายาและครอบครัว ซึ่งยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุให้พระองค์ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่สหราชอาณาจักรในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

20 ส.ค. 2569 04:41 น.

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การใช้วัคซีนเฉพาะบุคคลตัวใหม่ร่วมกับยาต้านมะเร็ง สามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังในผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ และเจ้าหน้าที่กำลังทดลองกับมะเร็งชนิดอื่นๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ส.ค. 2569 ว่า ผลการทดสอบทางคลินิกระบุว่า การใช้วัคซีนเฉพาะบุคคลตัวใหม่ร่วมกับยาต้านมะเร็ง สามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังในผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงเวลาจุดเปลี่ยนสำคัญของการรักษามะเร็ง

วัคซีนดังกล่าวมีชื่อว่า Intismeran พัฒนาโดยบริษัท Merck และ Moderna โดยใช้เทคโนโลยี mRNA (แบบเดียวกับที่ใช้ผลิตวัคซีนโควิด-19) นำชิ้นส่วนก้อนเนื้อของผู้ป่วยมาวิเคราะห์ DNA เพื่อสร้างวัคซีนที่เจาะจงกับความกลายพันธุ์ของมะเร็งในผู้ป่วยรายนั้นๆ และกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเข้าทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่

ในการทดสอบทางคลินิกครั้งที่ 3 ซึ่งทดสอบวัคซีน Intismeran กับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ระยะเสี่ยงสูงมากกว่า 1,000 คน หลังเข้ารับการผ่าตัด พบว่าการใช้วัคซีนควบคู่กับยาภูมิคุ้มกันบำบัด Keytruda จะช่วยยืดระยะเวลาที่ผู้ป่วยปลอดจากโรคมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เมื่อเทียบกับการใช้ยา Keytruda เพียงอย่างเดียว

ทั้งสองบริษัทกำลังทดสอบวัคซีนเฉพาะบุคคลในลักษณะเดียวกันนี้กับมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งไต เพื่อดูว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ยกย่องว่าผลการทดสอบที่ออกมา เป็นข่าวดีและเป็นข้อพิสูจน์ว่าวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลใช้งานได้จริง แต่ก็เตือนว่าผลลัพธ์นี้ยังเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Peer-review) เสียก่อน

และหากการทดลองเสร็จสิ้น ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและระบบการแพทย์ ก่อนจะนำมาใช้จริงอย่างแพร่หลายได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

20 ส.ค. 2569 03:28 น.

เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเอกวาดอร์กับภรรยาเสียชีวิต หลังเฮลิคอปเตอร์ตกใกล้เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าในเคนยา และมีชาวอเมริกันเสียชีวิตด้วยอีก 5 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมิเชล เซนซี-กอนตูจี หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเอกวาดอร์ กับสเตฟานี ฮอลลิฮาน ภรรยา เสียชีวิต หลังจากเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาโดยสารตกในประเทศเคนยาเมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 นอกจากนั้นยังมีชาวอเมริกันอีก 5 คนเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย

เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวตกบริเวณภูเขาโอโลล็อกเว (Mount Ololokwe) ในเขตแซมบูรู (Samburu) เมื่อเวลาประมาณ 09.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 ศพ โดยสภากาชาดเคนยาระบุว่า ยังไม่สามารถเข้าถึงจุดตกได้ แต่กำลังมีการใช้โดรนเพื่อสำรวจและประเมินสถานการณ์ในจุดเกิดเหตุ

สำนักงานการบินพลเรือนเคนยา (KCAA) ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่น ยูโรคอปเตอร์ EC130 B4 ลำดังกล่าวอยู่ระหว่างเที่ยวบินชมทัศนียภาพจากเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า “ลอยซาบา” (Loisaba) กับแม่น้ำ “เอวาโซ เอ็นยีโร” (Ewaso Nyiro) ซึ่งไหลผ่านเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหลายแห่ง

สำนักนายกรัฐมนตรีเอกวาดอร์ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของนายเซนซี-กอนตูจี กับนางฮอลลิฮาน ในเหตุการณ์นี้ ขณะที่นายกิเยร์โม ลาสโซ อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ ก็โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยด้วยเช่นกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วยจำนวน 5 คน แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าทั้ง 5 คนเป็นใครบ้าง

ทั้งนี้ อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลายครั้งในเคนยา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ก็เกิดเหตุในเขตนันดี (Nandi) บริเวณหุบเขาริฟต์แวลลีย์ (Rift Valley) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ซึ่งรวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งด้วย

ในปี 2567 พลเอก ฟรานซิส โอโมนดี โอกอลลา ผู้นำกองทัพเคนยา เสียชีวิตหลังจากเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 11 คน ประสบอุบัติเหตุตกทางตอนเหนือของประเทศ โดยมีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คนเท่านั้น

และในเดือนมิถุนายน 2564 นายทหารอย่างน้อย 10 นาย เสียชีวิตเมื่อเฮลิคอปเตอร์ของพวกเขาตกขณะกำลังลงจอดใกล้กับกรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

20 ส.ค. 2569 02:43 น.

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาจะพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในช่วงปลายปีนี้ พร้อมระบุว่ารัฐบาลเปียงยางมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังถึง 57 ลูก

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาจะพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง นี่จะถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างทั้งคู่ในการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของนายทรัมป์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ “ทรงพลานุภาพอย่างมาก” ถึง 57 ลูก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประเมินคลังแสงนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และระบุตัวเลขอย่างชัดเจนเช่นนี้

“ใช่ ผมจะไปพบ” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างนำชมลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่ที่เขากำลังก่อสร้างที่ทำเนียบขาว หลังถูกถามว่าเขามีแผนจะพบกับ คิม จอง-อึน ในช่วงปลายปี 2569 หรือไม่

ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาการพบปะดังกล่าวระหว่างการเดินทางไปจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ในเดือนพฤศจิกายน

ทรัมป์ยังกล่าวปกป้องแผนการพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศที่สหรัฐฯ เคยพยายามขัดขวางไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์มาก่อน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับอิหร่านโดยอ้างเหตุผลว่า ทำเพื่อป้องกันไม่ให้เตหะรานครอบครองระเบิดนิวเคลียร์

“เขามีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลานุภาพอย่างมากถึง 57 ลูก ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก … ถ้าผมเป็นประธานาธิบดี ผมคงไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น” ทรัมป์กล่าว “แต่เขามันมีพวกมันแล้ว ผมเข้ากับเขาได้ดีมาก ผมยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ แต่ผมรู้จัก คิม จอง-อึน ดีมาก ซึ่งเขาจะไม่เป็นไร”

การประกาศของทรัมป์มีขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่เขาสั่งให้สหรัฐฯ ลดขนาดการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้ โดยอ้างถึง “ความสัมพันธ์ที่ดี” ของเขากับคิม จอง-อึน ในการตัดสินใจดังกล่าว

ทั้งนี้ ทรัมป์และคิมเคยพบกัน 3 ครั้งระหว่างที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ซึ่งในตอนนั้นเขากล่าวว่าพวกเขาทั้งสอง “ตกหลุมรักกัน” หลังจากได้แลกเปลี่ยน “จดหมายอันงดงาม” แต่พวกเขายังไม่ได้พบกันเลยในสมัยที่สองนี้ และการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็หยุดชะงักตั้งแต่ปี 2562

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ส่งสัญญาณถี่ขึ้นเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับคิม แม้เขาจะไม่ยืนยันว่า ทั้งคู่กำลังแลกเปลี่ยนจดหมายกันอยู่หรือไม่ก็ตาม

ด้าน คิม โย-จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จอง-อึน กล่าวเมื่อวันพุธว่า เธอ “ไม่ทราบ” เรื่องรายงานเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารระหว่างพี่ชายของเธอกับโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เธอระบุว่า สายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนยังคง “ยอดเยี่ยม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชายยูเครนถูกจับในโครเอเชีย เอี่ยวระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม

ชายยูเครนถูกจับในโครเอเชีย เอี่ยวระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม

19 ส.ค. 2569 23:54 น.

ชายยูเครนถูกจับในโครเอเชีย เอี่ยวระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม

ชายชาวยูเครนถูกจับกุมในโครเอเชีย ฐานต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม โดยเยอรมนีกำลังขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมาดำเนินคดีร่วมกับผู้ต้องสงสัยอีกคนที่ถูกจับก่อนหน้านี้

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 ทางการเยอรมนีเปิดเผยว่า ชายชาวยูเครนคนหนึ่งถูกจับกุมในประเทศโครเอเชีย เนื่องจากต้องสงสัยว่า เขาเป็นหนึ่งในนักประดาน้ำที่นำระเบิดไปติดตั้งไว้ที่ท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม (Nord Stream) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างรัสเซียและเยอรมนี เมื่อเดือนกันยายน 2565 หลังรัสเซียเริ่มรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

ชายคนนี้เป็นชาวยูเครนรายที่ 2 ที่ถูกจับกุมในฐานผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดดังกล่าว ซึ่งสร้างความตึงเครียดต่อความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับเยอรมนี หนึ่งในพันธมิตรยุโรปรายสำคัญที่สนับสนุนยูเครนในสภาวะสงคราม

“ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีส่วนร่วมในการดำน้ำที่จำเป็นต่อการก่อวินาศกรรม” อัยการเยอรมนีระบุ พร้อมเสริมว่ากำลังดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากโครเอเชีย

อัยการระบุชื่อชายคนดังกล่าวเพียงว่า วลาดิเมียร์ ซี. (Vladimir Z) เป็นนักประดาน้ำที่ผ่านการฝึกฝนมา อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันว่าเขาคือ โวโลดีเมียร์ จูราฟลียอฟ (Volodymyr Zhuravlyov) ผู้ซึ่งเคยถูกจับกุมในโปแลนด์มาแล้วเมื่อปี 2568 ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับแผนโจมตีท่อ นอร์ด สตรีม

ในคดีนั้น ผู้พิพากษาชาวโปแลนด์ได้ปฏิเสธคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของเยอรมนี โดยให้เหตุผลว่าหากยูเครนเป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีจริง มันก็ถือเป็นการกระทำที่ “ชอบธรรม” จากนั้นนายจูราฟลียอฟก็ได้รับการปล่อยตัว สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ร่วมฟังในชั้นศาล

ผู้ต้องสงสัยอีกรายในคดีนี้คือ เซอร์ฮีย์ คุซเนตซอฟ อดีตนายทหารยูเครน เขาถูกจับกุมในอิตาลีเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 และต่อมาถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังเยอรมนีเพื่อรับการพิจารณาคดี โดยเขาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด ก่อนจะถูกส่งตัวขึ้นศาลในเมืองฮัมบูร์กเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

อัยการกล่าวหาว่าคุซเนตซอฟเป็นผู้นำทีมที่ใช้เรือยอชต์ซึ่งเช่าที่เมืองรอสต็อกในเยอรมนี เพื่อนำระเบิดไปติดตั้งที่ท่อส่งก๊าซใกล้กับเกาะบอร์นโฮล์มของเดนมาร์กในทะเลบอลติก

ทั้งนี้ ในตอนแรกชาติยุโรปสงสัยรัสเซียว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีสัญญาณชี้ถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของยูเครนปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งสองคน โดยที่รัฐบาลยูเครนปฏิเสธความเกี่ยวข้องมาตลอด

ด้านโปแลนด์เป็นผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการท่อส่งก๊าซ นอร์ด สตรีม อย่างเปิดเผยมาตลอด โดยระบุว่า โครงการนี้ทำให้เยอรมนีต้องพึ่งพามอสโกมากเกินไป อีกทั้งท่อส่งก๊าซนี้ยังทำให้โปแลนด์สูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการส่งผ่านก๊าซ ขณะที่ยูเครนและสหรัฐฯ ก็เป็นผู้คัดค้านท่อส่งก๊าซนี้มาอย่างยาวนานเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

19 ส.ค. 2569 23:10 น.

อิสราเอลยอมรับ ทหารยิงปืนใส่รถในกาซา ทำเด็ก 5 ขวบดับพร้อมญาติ

อิสราเอลยอมรับครั้งแรก ทหารยิงรถของเด็กหญิงวัยเพียง 5 ขวบในฉนวนกาซาเมื่อปี 2567 ส่งผลให้เธอกับญาติอีก 6 คนเสียชีวิต และสั่งสอบสวนคดีอาญาแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอลออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า ทหารของพวกเขาเป็นผู้ยิงปืนเข้าใส่รถยนต์ของเด็กหญิง ฮินด์ ราจับ ชาวปาเลสไตน์วัย 5 ขวบ ส่งผลให้เธอกับญาติอีก 6 คนเสียชีวิตในฉนวนกาซาเมื่อปี 2567 และได้สั่งสอบสวนคดีอาญาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงเหตุสังหารชาวปาเลสไตน์ 15 ศพเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ด้วย

ในเหตุการณ์ดังกล่าว ด.ญ.ราจับ รอดชีวิตในตอนแรกและโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) นานหลายชั่วโมง ขณะที่รถกู้ชีพซึ่งได้รับอนุมัติการประสานงานกับกองทัพอิสราเอลแล้วกลับถูกยิงถล่ม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพ 2 นายเสียชีวิต และพบร่างของ ด.ญ.ราจับ ในเวลาต่อมา

ตอนแรก IDF ปฏิเสธว่าไม่มีกำลังพลอยู่ในพื้นที่ ก่อนจะออกมายอมรับว่า ทหารได้ยิงใส่รถยนต์คันดังกล่าวจริง โดยอ้างว่ารถเคลื่อนที่ขัดกับคำเตือนล่วงหน้า และระบุว่าเจ้าหน้าที่เปิดการสืบสวนเนื่องจากมีข้อกล่าวหาว่า เกิดความผิดพลาดในการประสานงานกับ PRCS

นอกจากนั้น IDF สั่งสอบสวนทางอาญาเพิ่มเติมกรณีทหารยิงใส่ขบวนรถกู้ชีพ รถดับเพลิง และรถของสหประชาชาติ ในพื้นที่เมืองราฟาห์ ทางใต้สุดของฉนวนกาซา จนมีผู้เสียชีวิต 15 ศพ เมื่อมีนาคม 2568 หลังคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่เสียชีวิตหักล้างคำอ้างเดิมของ IDF ที่ว่ารถวิ่งปิดไฟในความมืด

ขณะเดียวกัน IDF ตัดสินใจไม่เปิดการสอบสวนทางอาญาในคดีสังหารพนักงานขององค์กร “ครัวกลางโลก” (World Central Kitchen) 7 ราย และเจ้าหน้าที่ขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดนอีก 4 ราย โดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ

ทั้งนี้ เหตุการณ์การเสียชีวิตของ ด.ญ.ราจับ สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลกจนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ชื่อว่า The Voice of Hind Rajab ขณะที่องค์การสหประชาชาติก็ยกคดีนี้เป็นตัวอย่างในการตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม

นักวิเคราะห์และองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่า IDF พยายามแสดงให้เห็นว่ามีการตรวจสอบตนเองเพื่อลดแรงกดดันจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนอิสราเอล (Yesh Din) ชี้ว่าการสอบสวนทหารอิสราเอลมักไม่นำไปสู่การลงโทษจริง หรือหากมีการลงโทษก็มักจะเบาเกินกว่าความผิดที่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเตือนชาติอาหรับ อย่าช่วยสหรัฐฯ หลัง UAE ตัดสัมพันธ์การค้า

อิหร่านเตือนชาติอาหรับ อย่าช่วยสหรัฐฯ หลัง UAE ตัดสัมพันธ์การค้า

19 ส.ค. 2569 22:01 น.

อิหร่านเตือนชาติอาหรับ อย่าช่วยสหรัฐฯ หลัง UAE ตัดสัมพันธ์การค้า

กองทัพอิหร่านออกมาเตือนประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียว่า อย่าช่วยกองทัพสหรัฐฯ ในการโจมตีทางทหาร หลังจาก UAE ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน หลังเรือถูกโจมตีหลายครั้ง

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 กองทัพอิหร่านออกแถลงการณ์เตือนประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียว่า ห้ามให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเตหะราน อันเนื่องมาจากเหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้าครั้งใหม่

พลเอก อาลี อับดุลลาฮี ประธานเสนาธิการกองทัพอิหร่านเตือนว่า “การให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกใดๆ แก่กองทัพสหรัฐฯ ผู้รุกราน ถือเป็นการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ”

แม้ว่าหลายประเทศในตะวันออกกลางจะระบุว่า ไม่ยินยอมให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ของตนเป็นฐานปฏิบัติการโจมตี ทว่านายพล อับดุลลาฮีแสดงความกังขาต่อคำสัญญาดังกล่าว

“เป็นไปได้ยากที่อากาศยานทางทหารจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง จะปรากฏอยู่ในฐานทัพประจำภูมิภาคโดยที่ประเทศเจ้าบ้านไม่รับรู้” นายพล อับดุลลาฮีกล่าว พร้อมเสริมว่าประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย “ควรตระหนักว่าเรารับรู้สถานการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างดี”

แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะเริ่มผ่อนคลายลงในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านปิดล้อม ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ตึงเครียด และการโจมตีเรือพาณิชย์ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

UAE เปิดเผยในวันอังคารที่ผ่านมาว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธ 2 ลูก ใส่เรือสินค้าบริเวณนอกชายฝั่งของพวกเขา ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายอัฟรา อัล ฮาเมลี ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสาร กระทรวงการต่างประเทศจะออกมาประกาศ ระงับธุรกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดกับประเทศอิหร่าน

ทั้งนี้ กรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพื่อเปิดเส้นทางการค้าสำคัญแห่งนี้ได้พังทลายลง แม้ทั้งสองฝ่ายจะระบุเมื่อไม่นานมานี้ว่ามีการส่งสารทางการทูตระหว่างกัน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อวันอังคารว่าการเจรจาได้ยุติลงแล้ว พร้อมโพสต์ภาพระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ เพื่อยั่วยุอิหร่านด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna