ทรัมป์ย้ำ ยังลงนาม MOU กับอิหร่านวันนี้ หลังอิสราเอลทำกำหนดการเลื่อน

ทรัมป์ย้ำ ยังลงนาม MOU กับอิหร่านวันนี้ หลังอิสราเอลทำกำหนดการเลื่อน

15 มิ.ย. 2569 00:18 น.

ทรัมป์ย้ำ ยังลงนาม MOU กับอิหร่านวันนี้ หลังอิสราเอลทำกำหนดการเลื่อน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า การลงนาม MOU ร่วมกับอิหร่านจะยังคงเกิดขึ้นในวันนี้ แต่ยอมรับว่า การที่อิสราเอลโจมตีกรุงเบรุตเมื่อช่วงเช้าทำให้กำหนดการต้องล่าช้าออกไป

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับ บารัค ราวิด ผู้สื่อข่าวจาก Axios และนักวิเคราะห์การเมืองและกิจการโลกของ CNN ว่า การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับอิหร่านยังคงเกิดขึ้นในวันนี้ตามแผน แม้ว่าอิสราเอลจะเพิ่งเปิดฉากโจมตีกรุงเบรุตก็ตาม

“เดิมทีเรามีกำหนดจะลงนามในข้อตกลงกันเมื่อเช้านี้ แต่การโจมตีของอิสราเอลในเบรุตทำให้เรื่องนี้ต้องล่าช้าออกไป ผมคิดว่าการลงนามจะยังคงเกิดขึ้นในช่วงวันนี้ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แต่การโจมตีของอิสราเอลทำให้สถานการณ์สั่นคลอนไปหมด” ทรัมป์กล่าว

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอลในการโจมตีกรุงเบรุต ของเลบานอน โดยระบุว่า การโจมตีดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือใกล้จะบรรลุผลเช่นนี้

“พวกเขาโทรหาผมแล้วบอกว่า “ท่านครับ อิสราเอลกำลังโจมตีในเบรุต” — เพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่เราจะลงนามในข้อตกลงกัน ผมแทบไม่เชื่อเลยว่ามันจะเกิดขึ้น มันแย่มากจริงๆ” ทรัมป์บอกกับนายราวิด และเผยด้วยว่า เขาได้แจ้งต่อเนทันยาฮูไปแล้วว่าเขารู้สึก “ไม่พอใจ” อย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ทำพื้นทะเลสูงขึ้น 2 เมตร แนวปะการังโผล่พ้นน้ำ

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ทำพื้นทะเลสูงขึ้น 2 เมตร แนวปะการังโผล่พ้นน้ำ

14 มิ.ย. 2569 23:33 น.

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ทำพื้นทะเลสูงขึ้น 2 เมตร แนวปะการังโผล่พ้นน้ำ

ทางการฟิลิปปินส์ยืนยัน เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้พื้นทะเลหนุนตัวสูงขึ้นถึง 2 เมตร และดันแนวปะการังบางจุดจนโผล่พ้นน้ำ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย. 2569 กระทรวงสิ่งแวดล้อมฟิลิปปินส์แถลงว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.8 แมกนิจูด ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 61 ศพ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังทำให้พื้นทะเลหนุนตัวสูงขึ้นถึง 2 เมตร ซึ่งดันให้แนวปะการังโผล่พ้นน้ำและสร้างความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล

กระทรวงสิ่งแวดล้อมเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่ได้รายงานถึงปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า “การยกตัวของพื้นที่ชายฝั่ง” (coastal uplift) เป็นครั้งแรกในช่วง 2 วันหลังเกิดแผ่นดินไหว โดยปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้แนวชายฝั่งบางจุดของฟิลิปปินส์ขยายออกไปไกลถึง 200 เมตร

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและวิทยาแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “การขยับตัวของร่องลึกก้นสมุทรโคตาบาโต (Cotabato Trench) ได้ดันแนวชายฝั่งบางส่วนของจังหวัดซารังกานีและจังหวัดดาเวาออกซิเดนทัลให้สูงขึ้น… ส่งผลให้พื้นทะเลที่เคยจมอยู่ใต้น้ำโผล่พ้นขึ้นมา โดยจากการทำแผนที่พบว่ามีการยกตัวขึ้นมาประมาณ 2 เมตร”

ร่องลึกก้นสมุทรโคตาบาโต ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนาเพียง 50 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่เกิดกิจกรรมทางธรณีวิทยาบ่อยครั้ง รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวต่อเนื่องซ้ำๆ หลายพันครั้งเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก

กระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุว่า ทีมเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าแนวชายฝั่ง แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเลเป็นแนวยาว ได้โผล่พ้นน้ำขึ้นมา เพราะผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งซึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า พวกเขายังไม่สามารถระบุขนาดของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบที่แน่ชัดได้ เนื่องจากพื้นที่ที่ต้องเข้าไปสำรวจนั้นมีขนาดใหญ่มาก

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสำนักงานภูมิภาคของกระทรวงสิ่งแวดล้อมเผยให้เห็นแนวปะการังขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นน้ำ โดยมีซากปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำอื่นๆ นอนตายอยู่ด้านบน

กระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุว่า “แนวปะการังและแหล่งหญ้าทะเลที่โผล่พ้นน้ำเหล่านี้เริ่มทยอยตาย พร้อมกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เช่น ปลาตามแนวปะการัง ปลาไหล หอยมือเสือ และหอยชนิดต่างๆ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เคือง อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก ชี้ไม่ควรเกิดในวันสำคัญแบบนี้

ทรัมป์เคือง อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก ชี้ไม่ควรเกิดในวันสำคัญแบบนี้

14 มิ.ย. 2569 22:28 น.

ทรัมป์เคือง อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก ชี้ไม่ควรเกิดในวันสำคัญแบบนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจที่อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จนอิหร่านออกมาขู่ว่าอาจกระทบการทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งนายทรัมป์ยืนยันว่าจะมีการลงนามในวันนี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social แสดงความไม่พอใจที่อิสราเอลโจมตีเข้าใส่เลบานอนอีกเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ชี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นโดยเฉพาะในวันสำคัญเช่นนี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า จะมีการลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

“การโจมตีกรุงเบรุตเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันพิเศษที่เราเข้าใกล้ข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านมากขนาดนี้” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“อิสราเอลมีสิทธิ์ที่จะปกป้องตนเองจากภัยคุกคามต่างๆ แต่การโจมตีที่อิสราเอลตอบโต้นั้น ถือเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากและไม่มีนัยสำคัญใดๆ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ได้รับอันตราย หรือเสียชีวิต และเรื่องนี้ไม่ควรเข้ามาขัดขวางกระบวนการที่สำคัญยิ่งนี้”

“ขณะนี้เราเข้าใกล้ข้อตกลงที่จะนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาคนี้ รวมถึงเลบานอน มากๆ แล้ว และทุกฝ่ายควรจะถอยกันคนละก้าว ไม่ควรมีการโจมตีใดๆ จากอิสราเอลในพื้นที่ใดก็ตามของเลบานอนอีกต่อไป และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรมีการโจมตีจากฝ่ายอื่นใด รวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ต่ออิสราเอลด้วยเช่นกัน”

“นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่ยาวนานและงดงาม — อย่าทำมันพังเลย! ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลแถลงว่า ได้ทำการโจมตีศูนย์บัญชาการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธในกรุงเบรุตที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

การโจมตีดังกล่าวทำให้ทางการอิหร่านออกมาเตือนว่า เหตุการณ์นี้กำลังทำให้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่หัวหน้าผู้แทนเจรจาของอิหร่านกล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์” อีกต่อไปที่จะเดินหน้าเจรจาต่อ พร้อมทั้งกล่าวหาว่ารัฐบาลวอชิงตันล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธสัญญาของตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

ชาวสวิสโหวตค้าน แผนจำกัดจำนวนประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

ชาวสวิสโหวตค้าน แผนจำกัดจำนวนประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

14 มิ.ย. 2569 21:46 น.

ชาวสวิสโหวตค้าน แผนจำกัดจำนวนประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

ชาวสวิตเซอร์แลนด์คะแนนเสียง คัดค้านแผนจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไม่ให้เกิน 10 ล้านคนแล้ว จากความกังวลเรื่องการสูญเสียแรงงาน และการเสียโอกาสเข้าถึงตลาดยุโรป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงประชามติในสวิตเซอร์แลนด์ตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอที่จะจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ไม่เกิน 10 ล้านคนแล้ว แม้จะยังนับคะแนนไม่ครบทั้งหมด แต่แนวโน้มในปัจจุบันชี้ว่า ผู้ลงคะแนน 55% ออกเสียงคัดค้าน ขณะที่ 45% ออกเสียงเห็นชอบ

ข้อเสนอดังกล่าวมาจากพรรคประชาชนสวิส (Swiss People’s Party) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่รณรงค์ด้วยนโยบายต่อต้านผู้อพยพมาอย่างยาวนาน แม้ว่าแผนการนี้อาจทำให้ข้อตกลงว่าด้วยการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างเสรีระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับสหภาพยุโรป (EU) ต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

ทั้งนี้ ประชากรของสวิตเซอร์แลนด์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งในขณะนั้นมีจำนวนอยู่ที่ 7.3 ล้านคน แต่ในปัจจุบันตัวเลขได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 9.1 ล้านคน โดย 27% ในจำนวนนี้ไม่ใช่พลเมืองสวิส

อย่างไรก็ตาม เหตุผลของพรรคประชาชนสวิสที่ระบุว่า การจำกัดจำนวนประชากรจะช่วยลดความกดดันต่อระบบขนส่ง มวลชน ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อม ดูเหมือนจะยังไม่สามารถโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงได้มากพอ

แม้พรรคประชาชนสวิสจะยืนยันว่าการจำกัดประชากรมีขึ้นเพื่อปกป้องระบบบริการสาธารณะและสิ่งแวดล้อมของประเทศ แต่ทางพรรคก็มีประวัติอันยาวนานในการหาเสียงด้วยนโยบายต่อต้านผู้อพยพ และมักจะโยนความผิดให้กลุ่มผู้ลี้ภัยรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม

ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงประชามติบางส่วนแสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อแนวโน้มที่จะต้องสูญเสียแรงงาน ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในภาคการท่องเที่ยว โรงพยาบาล และสถานดูแลผู้สูงอายุ

ขณะที่กลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะบรรดาผู้นำทางธุรกิจของสวิส ต่างหวาดกลัวว่าจะสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงตลาดร่วมยุโรป ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประเทศ เพราะผลิตภัณฑ์ของสวิสมากกว่าครึ่งขายให้สหภาพยุโรป แต่เพื่อเข้าถึงตลาด สวิตเซอร์แลนด์ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีของยุโรป

หากข้อเสนอจำกัดประชากรผ่านการอนุมัติ สวิตเซอร์แลนด์จะต้องยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวทันที

นอกจากนี้ เป็นไปได้ว่าผู้มีสิทธิ์บางส่วนยังกังวลว่า แผนการนี้อาจทำให้ประเทศถูกโดดเดี่ยว ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่มั่นคงในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ช่วงที่ผ่านมา สวิตเซอร์แลนด์เริ่มเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และกำลังมองหาแนวทางประสานงานด้านความมั่นคงกับยุโรปอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

14 มิ.ย. 2569 12:01 น.

ญี่ปุ่นเล็งสำรวจแร่หายากในกรีนแลนด์ หวังลดพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทาน

รัฐบาลญี่ปุ่นจับมือภาคเอกชนเตรียมส่งคณะผู้แทนเยือน “กรีนแลนด์” ในช่วงฤดูร้อนนี้ เพื่อประเมินศักยภาพการสำรวจแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นแร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง หวังลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน หลังจีนยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด

สำนักข่าวนิกเคอิรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ ในกรีนแลนด์ภายในฤดูร้อนนี้ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทในประเทศสามารถเข้าไปลงทุนในโครงการเหมืองแร่ในดินแดนอาร์กติกแห่งนี้ได้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่จีนซึ่งเป็นผู้ควบคุมกำลังการผลิตแร่แรร์เอิร์ธทั่วโลกสูงถึงร้อยละ 70 ได้ประกาศยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกเมื่อปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตกับสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งจัดหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะผู้แทนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นได้เดินทางไปเยือนเหมืองแร่เฟลด์สปาร์ หรือ หินฟันม้า ในกรีนแลนด์ และได้ข้อสรุปว่าการดำเนินงานทำเหมืองสามารถทำได้จริงแม้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัด

ในก้าวต่อไป รัฐบาลญี่ปุ่นจะส่งทีมนักธรณีวิทยาจากสถาบันความมั่นคงด้านโลหะและพลังงานแห่งญี่ปุ่น (JOGMEC) เดินทางไปยังเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อเข้าพบเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่น และลงพื้นที่สำรวจเหมืองแร่ต่างๆ ที่กำลังเตรียมการขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธ โดยคณะทำงานจะศึกษาทั้งเรื่องขนาดของแหล่งแร่ที่ฝังตัวอยู่ใต้ดิน รวมถึงประเมินต้นทุนในการทำเหมืองอย่างละเอียด

เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า แหล่งแร่ในกรีนแลนด์จะมีแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เช่น ดิสโพรเซียม (Dysprosium) ซึ่งใช้ในการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า, กราไฟต์ (Graphite) สำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ รวมถึงอาจค้นพบ แทนทาลัม (Tantalum) และ ไนโอเบียม (Niobium) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือชิปประมวลผลขั้นสูง

ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า กรีนแลนด์มีปริมาณสำรองแร่แรร์เอิร์ธสะสมอยู่ราว 1.5 ล้านเมตริกตัน ซึ่งสูงที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลก ดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่ในแถบอาร์กติกเหนือและกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่เคยแสดงความต้องการที่จะซื้อเกาะแห่งนี้อย่างจริงจัง ประกอบกับภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งละลายลงเรื่อยๆ ส่งผลให้การขุดเจาะทำได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต

ปัจจุบันการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในกรีนแลนด์ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยมีบริษัทจากสหรัฐฯ และยุโรปกำลังเตรียมความพร้อม ซึ่งบริษัทของญี่ปุ่นอาจเข้าร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือ “กระบวนการนำแร่กลับประเทศ” เนื่องจากกรีนแลนด์ยังไม่มีโรงงานถลุงแปรรูป รัฐบาลญี่ปุ่นจึงวางแผนที่จะสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกับประเทศพันธมิตร เช่น การจัดตั้งโรงกลั่นและแปรรูปแร่ภายในกลุ่มสหภาพยุโรป

ด้านรัฐบาลท้องถิ่นของกรีนแลนด์แสดงท่าทีเปิดรับความร่วมมือกับญี่ปุ่น โดย นายเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ได้เปิดเผยกับนิกเคอิเมื่อปลายปีที่แล้วว่า กรีนแลนด์ยินดีร่วมมือกับญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปในการพัฒนาทรัพยากร พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า “ประเทศใดก็ตามที่ต้องการลดการพึ่งพาหังโซ่อุปทานจากจีน ควรหันมาร่วมมือกับกรีนแลนด์”.

ที่มา Nikkei Asia

อิหร่านกำหนดพิธีศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” เริ่ม 4 ก.ค. ก่อนฝังศพ 9 ก.ค.

อิหร่านกำหนดพิธีศพ "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" เริ่ม 4 ก.ค. ก่อนฝังศพ 9 ก.ค.

14 มิ.ย. 2569 11:12 น.

อิหร่านกำหนดพิธีศพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” เริ่ม 4 ก.ค. ก่อนฝังศพ 9 ก.ค.

สื่อทางการอิหร่านประกาศกำหนดการจัดพิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยพิธีจะเริ่มขึ้นในกรุงเตหะรานวันที่ 4 กรกฎาคม ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์มัชฮัดเพื่อประกอบพิธีฝังในวันที่ 9 กรกฎาคม

สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า พิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับของอิหร่าน จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการที่กรุงเตหะราน ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ และจะสิ้นสุดลงด้วยพิธีฝังศพ ที่เมืองมัชฮัด  เมืองศักดิ์สิทธิ์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาในวันที่ 9 กรกฎาคม

ตามหลักศาสนาอิสลาม ร่างของผู้เสียชีวิตจะต้องได้รับการฝังอย่างรวดเร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง แต่กฎระเบียบระบุว่าสามารถยกเว้นได้ในสภาวะสงคราม ซึ่งเดิมทีพิธีฝังร่างมีกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ โดยรายงานระบุว่า ก่อนพิธีฝังจะมีพิธีสวดที่กรุงเตหะรานเป็นเวลา 3 วัน และจะมีพิธีสำคัญอีกครั้งที่เมืองกุม เมืองศักดิ์สิทธิ์ทางตอนใต้ในวันที่ 7 กรกฎาคม

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในวัย 86 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากการโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ ซึ่งระเบิดทำลายล้างทำเนียบที่พักใจกลางกรุงเตหะรานจนพังราบ โดยคาเมเนอีดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านยาวนานถึง 36 ปี เขามีบทบาทสำคัญในการสร้างกองทัพและการขยายอำนาจทางทหารของอิหร่านผ่านกลุ่มตัวแทนในตะวันออกกลาง เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และต่อต้านสหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าวมาโดยตลอด

ภายหลังการสูญเสีย “โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชายวัย 56 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บและสูญเสียภรรยาจากการโจมตีครั้งเดียวกัน ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนบิดา แต่เขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะมากนักนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า โมจตาบาเริ่มมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการขับเคลื่อนการเจรจาระหว่างประเทศ หลังมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงไปเมื่อวันที่ 8 เมษายน

ในขณะที่มีการประกาศเตรียมจัดพิธีศพ สัญญาณการสิ้นสุดของความขัดแย้งก็ปรากฏขึ้นเด่นชัด โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล ระบุว่า “ข้อตกลงเพื่อยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีกำหนดจะลงนามในวันอาทิตย์นี้ (14 มิ.ย.) และทันทีหลังจากลงนาม ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้เรือทุกลำผ่านได้ตามปกติ” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านว่า เมื่อสถานการณ์สงบลง สหรัฐฯ จะเข้าไปเคลื่อนย้ายอาวุธนิวเคลียร์ออกมาเพื่อทำลายทิ้งในเวลาที่เหมาะสม

สอดคล้องกับถ้อยแถลงของ นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ในฐานะประเทศตัวกลางไกล่เกลี่ยคนสำคัญ ที่ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุกรอบข้อตกลงสันติภาพได้แล้วหลังจากเผชิญสงครามนานกว่า 3 เดือน โดยขณะนี้ปากีสถานกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับ “การลงนามในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์” ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมงนี้ ก่อนจะเริ่มการเจรจาระดับเทคนิคในสัปดาห์หน้า

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยอมรับว่าข้อตกลงใกล้จะบรรลุผลจริง โดยจะครอบคลุมถึงการยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน รวมถึงการยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ แต่ในส่วนของ “โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน” อารักชีระบุว่าจะแยกไปเจรจาในภายหลัง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับทางฝั่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อิหร่านจะได้รับคืนนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อผูกพัน

อย่างไรก็ตาม นายอิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยังคงแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้เกี่ยวกับกรอบเวลาของทรัมป์ โดยระบุว่าอาจจะต้องรอความชัดเจนเรื่องวันที่แน่นอนในการลงนามบันทึกความเข้าใจ และ “อาจจะยังไม่ใช่ในวันพรุ่งนี้” ขณะที่ทรัมป์เองก็ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนว่า หากข้อตกลงนี้ไม่ราบรื่นหรือเสร็จสิ้นโดยเร็ว สหรัฐฯ ก็มี “ทางเลือกขั้นเด็ดขาด” เตรียมพร้อมไว้รองรับเช่นกัน.

ที่มา Reuters / BBC

รื้อแล้วชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” จาก “เคนเนดี เซ็นเตอร์” ชี้เปลี่ยนชื่อโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส

รื้อแล้วชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" จาก "เคนเนดี เซ็นเตอร์" ชี้เปลี่ยนชื่อโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส

14 มิ.ย. 2569 10:29 น.

รื้อแล้วชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” จาก “เคนเนดี เซ็นเตอร์” ชี้เปลี่ยนชื่อโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส

ชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกรื้อออกจากด้านหน้าอาคารเคนเนดี เซ็นเตอร์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เรียบร้อยแล้ว หลังศาลมีคำสั่งให้คืนชื่อเดิม ระบุว่าการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเท่านั้น ขณะที่ประชาชนแห่ร่วมชมการรื้อถอน ลั่นเป็นชัยชนะครั้งใหญ่เพื่อปกป้องเกียรติยศของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี

กลุ่มคนงานได้ทำการรื้อถอนป้ายชื่อของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากบริเวณส่วนหน้าของ “เคนเนดี เซ็นเตอร์” ศูนย์ศิลปะการแสดงระดับแถวหน้าของสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดของผู้นำฝั่งรีพับลิกันในการพยายามฝืนธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองเพื่อประทับชื่อและรูปลักษณ์ของตนเองลงบนพื้นที่สาธารณะต่างๆ

นายแมตต์ ฟโลกา ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ศิลปะฯ ได้ยื่นเอกสารต่อศาลระบุว่า ทางศูนย์ได้ทำการรื้อถอนป้ายสัญลักษณ์ทางกายภาพทั้งหมดที่มีชื่อของทรัมป์ออกจากตัวอาคารและบริเวณโดยรอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากสู้คดีชั้นศาลมาอย่างยาวนาน

ชนวนเหตุของเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในวาระล่าสุด และเริ่มใช้อำนาจแต่งตั้งตนเองเป็นประธานศูนย์ศิลปะฯ พร้อมส่งกลุ่มผู้ภักดีเข้าพิทักษ์ตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร

ต่อมาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ลงมติเปลี่ยนชื่อสถานที่แห่งนี้เป็น “ศูนย์ศิลปะการแสดงอนุสรณ์ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ และ จอห์น เอฟ. เคนเนดี” (The Donald J. Trump and John F. Kennedy Memorial Center for the Performing Arts) และได้นำชื่อของทรัมป์ไปติดตั้งด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้เหนือชื่อของเคนเนดีทันที ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับสาธารณชนอย่างรุนแรง จนส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตร ยอดขายตั๋วเข้าชมการแสดงต่างๆ ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีความพยายามในการเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญอื่นๆ ในเมืองหลวง เช่น สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) รวมถึงการสั่งติดภาพใบหน้าขนาดใหญ่ของตนเองที่หน้ากระทรวงยุติธรรมและกระทรวงเกษตรอีกด้วย

สส. จอยซ์ บีตตี จากพรรคเดโมแครต เป็นผู้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนชื่อดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายคริสโตเฟอร์ คูเปอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การเปลี่ยนชื่ออาคารดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจาก เคนเนดี เซ็นเตอร์ ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1971 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่อดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ที่ถูกลอบสังหาร ดังนั้น มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงชื่ออาคารนี้

ศาลได้ขีดเส้นตายให้รัฐบาลรื้อถอนชื่อของทรัมป์ออกภายในเวลา 23:59 น. ของวันศุกร์ ทว่ากระทรวงยุติธรรมได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอระงับคำสั่ง โดยอ้างว่าการรื้อถอนป้ายจะสร้าง “ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้” หากรัฐบาลชนะคดีอุทธรณ์ในภายหลัง แต่ทั้งศาลแขวงและศาลอุทธรณ์ภาคต่างพร้อมใจกันปัดตกคำร้องของฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด

เดิมทีปฏิบัติการตั้งนั่งร้านเพื่อรื้อถอนป้ายมีกำหนดเสร็จสิ้นในคืนวันศุกร์ แต่ต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อคนงาน ทำให้นายแมตต์ ฟโลกา ต้องยื่นขอขยายเวลาปฏิบัติงานออกไปอีก 12 ชั่วโมง โดยกลุ่มคนงานเริ่มดึงผ้าใบคลุมและถอดตัวอักษรชื่อของทรัมป์ออกได้สำเร็จในเวลาประมาณ 03:10 น. ของวันเสาร์ ซึ่งใช้เวลาเพียง 30 นาที

ตลอดค่ำคืนจนถึงช่วงเช้า มีประชาชนชาววอชิงตันจำนวนมากเดินทางมาปักหลักชมการรื้อถอน และมีผู้คนอีกนับหมื่นร่วมชมผ่านระบบไลฟ์สตรีม โดยนางเอลิส เซอร์บาโรลี วัย 42 ปี หนึ่งในผู้มาเฝ้าดูเหตุการณ์กล่าวว่า “ฉันใจสลายมากตอนที่เห็นชื่อของเขาถูกยกขึ้นไปติดตรงนั้น และการรื้อถอนในวันนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่”

ขณะที่ ประชาชนรายหนึ่งระบุว่า “บางคนอาจมองว่าเป็นแค่เรื่องป้ายเล็กๆ แต่ความจริงคือ เราไม่สามารถปล่อยให้ใครมาพรากเกียรติยศที่รัฐสภามอบให้อาคารที่สวยงามแห่งนี้เพื่อระลึกถึง จอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้ ชื่อของอดีตประธานาธิบดีผู้นี้ควรได้รับการปกป้อง”

นอกเหนือจากเรื่องป้ายชื่อแล้ว ผู้พิพากษาคูเปอร์ยังมีคำสั่งระงับแผนการของทรัมป์ชั่วคราว ที่ต้องการสั่งปิดปรับปรุงเคนเนดี เซ็นเตอร์ เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งเดิมทีมีกำหนดจะเริ่มในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ในการปรับโฉมภูมิทัศน์ใจกลางกรุงวอชิงตัน รวมถึงโครงการสร้างส่วนต่อขยายปีกตะวันออกของทำเนียบขาวที่ทรัมป์เคยสั่งทุบทำลายไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

ทั้งนี้ สื่อรายงานว่า ทางทำเนียบขาวและผู้แทนของเคนเนดี เซ็นเตอร์ ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีดังกล่าว ทว่าในระบบเว็บไซต์ของทางศูนย์ศิลปะฯ ได้มีการถอดชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกไปตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว.

ที่มา Reuters / AFP

เกาหลีเหนือกร้าว ยันสถานะรัฐนิวเคลียร์ “ย้อนกลับไม่ได้”

เกาหลีเหนือกร้าว ยันสถานะรัฐนิวเคลียร์ "ย้อนกลับไม่ได้"

14 มิ.ย. 2569 10:06 น.

เกาหลีเหนือกร้าว ยันสถานะรัฐนิวเคลียร์ “ย้อนกลับไม่ได้”

เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ตอกกลับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ยืนยันสถานะการเป็นประเทศผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถย้อนกลับได้” พร้อมตำหนิความพยายามกดดันให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์ว่าเป็นเพียง “ฝันกลางวัน” ย้ำคลังแสงนิวเคลียร์คือหลักประกันความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการณ์ประณามต่อกรณีที่สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ได้แก่ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้เปิดการเจรจาร่วมกันและตอกย้ำถึงเป้าหมายในการ “ปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์” บนคาบสมุทรเกาหลี โดยเกาหลีเหนือระบุว่า ประเด็นเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์นั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ยุติลงอย่างถาวรและไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว”

แถลงการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ระบุว่า “มันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและเป็นความฝันกลางวันอันเพ้อเจ้อ ที่จะมาพูดถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอีกฝ่ายที่เป็นคู่สงคราม”

นอกจากนี้ยังระบุเสริมว่า “วาทกรรมที่ไร้ความหมายของสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศบริวาร รวมถึงความร่วมมือในการสร้างภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จะไม่มีวันสั่นคลอนสถานะอันมั่นคงของประเทศในฐานะรัฐนิวเคลียร์ได้”

ท่าทีอันแข็งกร้าวของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากมีความเคลื่อนไหวทางการทูตของฝั่งพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์ (NCG) ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา รวมถึงการเจรจาป้องปรามขยายผลระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และการประชุมไตรภาคี ระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า ทั้งสามประเทศได้ร่วมกันย้ำเจตนารมณ์ในการทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม โฆษกเกาหลีเหนือย้อนถามกลับว่า “ไม่ว่า สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะพยายามบิดเบือนหรือหาข้ออ้างอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนสถานะปัจจุบันของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ได้”

เกาหลีเหนือยังได้หยิบยกประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าขายระบบอาวุธล้ำสมัยให้กับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น มาเป็นเหตุผลความชอบธรรมในการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ของตน โดยระบุว่า อาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ “หลักประกันความมั่นคงที่แข็งแกร่ง เพื่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค”

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้เร่งรัดและยกระดับโครงการอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่การเจรจากับสหรัฐฯ พังทลายลงในปี 2019 หลังจากการประชุมสุดยอดที่กรุงฮานอยระหว่างนายคิม จองอึน และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จบลงโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ซึ่งโฆษกเกาหลีเหนือได้กล่าวทิ้งท้าย โดยคาดว่าเป็นการอ้างถึงความล้มเหลวในอดีตว่า “ไม่มีใครสามารถกู้คืน ‘การปลดอาวุธนิวเคลียร์’ ที่สูญหายไปอย่างถาวรตามกระแสของกาลเวลาได้อีกแล้ว”

นอกจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้ นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพิ่งเปิดทำเนียบต้อนรับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่กรุงเปียงยาง หลังจากที่ผู้นำจีนได้เสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดร่วมกับโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งจากการรายงานของสื่อทางการของทั้งสองประเทศ พบว่าไม่มีการหยิบยกหรือกล่าวถึงประเด็น “การปลดอาวุธนิวเคลียร์” ในการหารือครั้งนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของ นางคิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน ที่เคยประกาศว่า นโยบายด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือ “เส้นทางที่จะไม่มีวันถอยกลับ”.

ที่มา Yonhap / AFP

ราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

ราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด "เบนซิน-ดีเซล" ลิตรละกี่บาท

14 มิ.ย. 2569 08:32 น.

ราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 อัปเดตล่าสุด “เบนซิน-ดีเซล” ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 เช็กราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์, ดีเซล จากปั๊มน้ำมัน ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ และเชลล์ ล่าสุดราคาลิตรละกี่บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ มีดังนี้

อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้ 14 มิถุนายน 2569

ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล พลัส อยู่ที่ 55.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 พลัส อยู่ที่ 53.44 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 33.24 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 33.24 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 51.89 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 55.25 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 50.99 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 37.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.43 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 52.39 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “ซัสโก้” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร
  • เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.04 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “คาลเท็กซ์” วันที่ 14 มิถุนายน 2569

  • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 53.41 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.30 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 41.93 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 37.30 บาท/ลิตร
  • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 39.80 บาท/ลิตร
  • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 55.25 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.80 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่.

สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

14 มิ.ย. 2569 05:46 น.

สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

ทางการสหรัฐฯ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับรัฐบาลกลาง กำลังเร่งสืบสวนหลังอุปกรณ์กีฬาของทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ซึ่งกำลังเตรียมตัวแข่งฟุตบอลโลก ถูกขโมยไประหว่างการขนส่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของนาย ควินตัน ลูคัส นายกเทศมนตรีเมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี ว่า เจ้าหน้าที่ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับรัฐบาลกลาง กำลังเร่งสืบสวน หลังจากอุปกรณ์ต่างๆ ของทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกบอลโลก 2026 ถูกขโมยไปก่อนที่ทัพนักเตะจะเดินทางมาถึงแคมป์ฝึกซ้อมเมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา

สำนักข่าว BBC รายงานว่า สิ่งของที่ถูกขโมยไปนั้นรวมถึงลูกฟุตบอลและรองเท้าสตั๊ด โดยคนร้ายได้งัดแงะเข้าไปในรถยนต์ที่ใช้ขนส่งอุปกรณ์ไปยังศูนย์ฝึกซ้อม “สโวป ซอกเกอร์ วิลเลจ” (Swope Soccer Village)

นายกเทศมนตรีลูคัสออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ภายใต้หัวข้อ “แถลงการณ์กรณีการปล้นทรัพย์ระหว่างการขนส่งอุปกรณ์ของทีมชาติอังกฤษ”

“เมื่อวานนี้ ทางการเมืองแคนซัสซิตีได้รับแจ้งว่า ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งระหว่างการขนส่งทางบกจากรัฐฟลอริดา มายังศูนย์ฝึกซ้อมในเมืองแคนซัสซิตี ทรัพย์สินของทีมชาติอังกฤษได้ถูกขโมยไปจากยานพาหนะที่ใช้ขนส่งของทีม” ลูคัสระบุในแถลงการณ์

“เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับรัฐบาลกลาง กำลังร่วมมือกันเพื่อแกะรอยดูว่าสิ่งของเหล่านั้นถูกปล้นไป ณ จุดใดในสหรัฐอเมริกา รวมถึงติดตามตัวบุคคลทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทางการจะแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบในภายหลัง”

ทั้งนี้ ทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล ลงฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกซ้อมสโวป ซอกเกอร์ วิลเลจ เป็นครั้งแรกเมื่อเวลา 17:00 น. ของวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากย้ายมาจากค่ายเก็บตัวก่อนทัวร์นาเมนต์ในรัฐฟลอริดา

ทีมสิงโตคำรามมีโปรแกรมจะลงเตะนัดเปิดสนามในศึกฟุตบอลโลกพบกับทีมชาติโครเอเชียในวันพุธนี้ ก่อนที่จะลงแข่งขันนัดต่อ ๆ ไปในกลุ่ม L พบกับกานาและปานามา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna