“คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

“คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

13 พ.ค. 2569 00:40 น.

“คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

คาลบี้ ผู้ผลิตขนมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศเปลี่ยนสีซองขนมบางรายการเป็นสีขาว-ดำ เนื่องจากประสบปัญหาในการจัดหาสี อันเป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 พ.ค. 2569 ว่า บริษัท “คาลบี้” (Calbee) ผู้ผลิตขนมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศว่าจะเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ยอดนิยมบางส่วนให้เป็นเวอร์ชันสีขาว-ดำเป็นการชั่วคราว โดยทางบริษัทให้เหตุผลว่าเกิดการหยุดชะงักของการจัดหาวัสดุเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทแถลงว่าบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ 14 รายการ รวมถึงสินค้าเรือธงอย่าง “มันฝรั่งทอดกรอบ” (Potato Chips) และ “กุ้งถัง” (Kappa Ebisen) จะเปลี่ยนเป็นสีโมโนโครมตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยบนซองมันฝรั่งทอดจะมีข้อความพิมพ์อธิบายว่า “บรรจุภัณฑ์นี้เพื่อประหยัดวัสดุที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน”

Calbee ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในการจัดหาหมึกพิมพ์และวัสดุอื่น ๆ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทหวังว่าจะช่วยรับประกันการจัดส่งสินค้าได้อย่างมั่นคงด้วยการทำให้บรรจุภัณฑ์เรียบง่ายขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทยืนยันว่าจะเดินหน้าตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมการดำเนินงานอย่างยืดหยุ่นและรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ด้วย

ก่อนการประกาศดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของบริษัทได้เข้าพบกระทรวงเกษตรเพื่อชี้แจงการตัดสินใจเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ในครั้งนี้ โดยมีรายงานว่าทางกระทรวงฯ ได้แจ้งกับทางบริษัทว่าจะร่วมหาแนวทางให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลที่ดูแลธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัท Itoham Yonekyu Holdings ผู้ผลิตเนื้อสัตว์แปรรูป ก็มีรายงานว่ากำลังพิจารณาที่จะปรับให้บรรจุภัณฑ์ของตนเรียบง่ายขึ้นเช่นกัน

กลุ่มธุรกิจที่ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและหมึกพิมพ์ระบุว่า สมาชิกในกลุ่มเริ่มมีการจำกัดการจัดส่งหรือเลื่อนกำหนดการส่งมอบสินค้าออกไป ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

12 พ.ค. 2569 22:59 น.

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

รัฐสภากัมพูชาผ่านกฎหมายใหญ่ ขยายระยะเวลารับราชการทหาร และเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้หนีทหาร โดยฮุน มาเนต อ้างว่า มีความจำเป็นในการสร้างกองกำลังเพื่อปกป้องประเทศชาติ

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 สมาชิกสภานิติบัญญัติของกัมพูชาได้อนุมัติกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดให้ระยะเวลาการรับราชการทหารนานขึ้น และเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ที่ปฏิเสธการเข้ารับราชการ หลังจากเกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณชายแดนติดกับประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา

รัฐสภากัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า สมาชิกสภาแห่งชาติทั้ง 114 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ต่างลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้รับร่างกฎหมายฉบับนี้ในระหว่างการประชุมสภา

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับไทยตึงเครียดขึ้น นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและประชาชนกว่าหนึ่งล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ฮุน มาเนต กล่าวก่อนการลงมติเมื่อวันอังคารว่า การเกณฑ์ทหารจะเริ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจาก “มีความจำเป็นในการสร้างกองกำลังเพื่อปกป้องประเทศชาติ”

ต่อมา เขากล่าวต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาว่า กัมพูชาจำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่นี้ เนื่องจากอธิปไตยของประเทศ “กำลังถูกคุกคาม” และ “มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มจำนวนกองกำลังคนหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลัง”

ย้อนกลับไปในปี 2549 รัฐสภาเคยอนุมัติกฎหมายเกณฑ์ทหารที่กำหนดให้ชาวกัมพูชาอายุ 18 ถึง 30 ปี ต้องรับราชการทหารเป็นเวลา 18 เดือน อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวยังไม่เคยถูกนำมาบังคับใช้จริง

ส่วนกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่จะขยายเวลารับราชการทหารจาก 18 เดือน เป็น 2 ปี, ปรับลดอายุผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารจาก 18-30 ปี เป็น 18-25 ปี, เพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้หนีการเกณฑ์ทหารในภาวะปกติจากจำคุก 1 ปี เป็น 2 ปี และเพิ่มบทลงโทษในภาวะสงครามจากจำคุก 3 ปี เป็น 5 ปี

เยาวชนกัมพูชาบางส่วนกล่าวว่าพวกเขาสนับสนุนกฎหมายนี้ โดยนักเรียนมัธยมปลายรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า “ผมพร้อมที่จะรับใช้ชาติในกองทัพ แม้ว่าแม่ของผมอาจจะคัดค้านก็ตาม เพราะผมไม่พอใจประเทศไทย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

12 พ.ค. 2569 22:34 น.

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน เขามั่นใจ 100% ว่าอิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แม้ว่าตอนนี้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ Sid and Friends in the Morning ของสถานีวิทยุ WABC ว่า เขามั่นใจว่าอิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและล้มเลิกความพยายามใด ๆ ในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานจะยังคงอยู่ในภาวะชะงักงันก็ตาม

“พวกเขาจะหยุดแน่นอน 100%” ทรัมป์กล่าว หลังถูกถามว่าเขาเชื่อหรือไม่ว่าจะสามารถขัดขวางไม่ให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและพัฒนาขีปนาวุธได้

ทรัมป์ระบุว่าเขาได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ของอิหร่านในระหว่างการเจรจา

“ผมจัดการกับพวกเขาเอง” ทรัมป์กล่าว “และพวกเขาก็บอกว่าเราจะได้ ‘ฝุ่น’ นั้นมา ผมเรียกมันว่าฝุ่นนิวเคลียร์เพราะมันดูเหมาะสมดี และเรากำลังจะได้มันมา”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังกล่าวด้วยว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการทำข้อตกลง “เราจะไม่เร่งรีบอะไรทั้งนั้น เรามีการปิดกั้น (ทางทะเล) ไว้อยู่แล้ว”

คำพูดล่าสุดของทรัมป์มีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากเขาระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก” หลังจากที่เตหะรานตอบกลับข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ แล้ว และนายทรัมป์ระบุว่า ไม่ชอบคำตอบของอิหร่าน และคำตอบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

12 พ.ค. 2569 22:10 น.

ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

ผอ.องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการระบาดเป็นวงกว้างของไวรัสฮันตา หลังอพยพผู้โดยสารจากเรือสำราญที่เกิดการระบาดครบทุกคนแล้ว แต่เตือนว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า ตอนนี้ยัง “ไม่มีสัญญาณ” ของการระบาดของไวรัสฮันตาในวงกว้าง หลังจากการอพยพผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายออกจากเรือสำราญที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคเสร็จสิ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.เกเบรเยซุสเตือนว่า “สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้” และอาจยังคงมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้น “แน่นอนว่าสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อพิจารณาจากระยะฟักตัวที่ยาวนานของไวรัส จึงเป็นไปได้ที่เราอาจจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป”

นอกจากนี้เขายังย้ำว่า “ภารกิจของเรายังไม่สิ้นสุด” ในการควบคุมการระบาดที่เกิดขึ้นจากเรือสำราญลำนี้

ด้านเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ซึ่งเกิดการระบาด เดินทางออกจากเกาะเตเนริเฟของสเปนเมื่อวันจันทร์ และกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือร็อตเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เครื่องบินสองลำพร้อมผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายจำนวน 28 คน เพิ่งเดินทางถึงเมืองไอนด์โฮเฟนซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน

การระบาดที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ขณะที่ชาวอเมริกันหนึ่งรายและชาวฝรั่งเศสหนึ่งรายซึ่งเดินทางกลับประเทศไปก่อนหน้านี้มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก โดยรวมแล้วมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด 7 ราย

ขณะเดียวกัน พนักงาน 12 คนของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ ต้องเข้ารับการกักตัวเนื่องจากอาจสัมผัสกับไวรัส เพราะพนักงานไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เคร่งครัดในขณะจัดการกับตัวอย่างเลือดและปัสสาวะของผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ

อนึ่ง ตามปกติแล้ว ไวรัสฮันตามีสัตว์จำพวกหนูเป็นพาหะ แต่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้หากเป็นเชื้อสายพันธุ์ “แอนดีส” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ WHO ยืนยันมาตลอดว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดครั้งใหญ่นั้นยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

อาการของผู้ติดเชื้อ อาจรวมถึงอาการไข้, เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดท้อง, อาเจียน, ท้องเสีย และหายใจลำบาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

12 พ.ค. 2569 09:00 น.

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

เกิดเหตุระทึกเครื่องบินโดยสารของเตอร์กิช แอร์ไลนส์ เกิดไฟลุกไหม้บริเวณล้อ ขณะลงจอดที่กรุงกาฐมาณฑุ สนามบินหลักของเนปาลส่งผลให้สนามบินต้องปิดชั่วคราวเกือบ 2 ชั่วโมง โชคดีอพยพผู้โดยสารทัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่สนามบินตรีภูวัน สนามบินนานาชาติหลักของประเทศเนปาล โดยเที่ยวบินจากนครอิสตันบูล เดินทางถึงกรุงกาฐมาณฑุ พร้อมกลุ่มควันและเปลวไฟที่บริเวณล้อฝั่งขวาของเครื่องบิน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยสนามบินเร่งเข้าควบคุมเพลิงทันที ก่อนอพยพผู้โดยสารทั้งหมดออกจากเครื่องอย่างปลอดภัย โดยรายงานระบุว่า เครื่องบินแบบ Airbus A330 ลำดังกล่าวมีผู้โดยสาร 277 คน และลูกเรือ 11 คน

นายกียาเนนทรา ภูล โฆษกสำนักงานการบินพลเรือนเนปาลเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบเปลวไฟระหว่างเครื่องบินลงจอด และกำลังเร่งสอบสวนสาเหตุ

ด้านสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ แถลงว่า ผู้โดยสารถูกอพยพผ่านสไลด์ฉุกเฉิน หลังพบควันออกมาจากระบบล้อเครื่องบินระหว่างเคลื่อนตัวบนรันเวย์ คาดระบบไฮดรอลิกขัดข้อง ทำให้เกิดควันพุ่งจากล้อเครื่องบิน

ขณะที่นายยาห์ยา อุสตุน โฆษกสายการบินระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ควันน่าจะเกิดจากความผิดปกติของท่อระบบไฮดรอลิก ขณะนี้ทีมช่างเทคนิคกำลังตรวจสอบเครื่องบินอย่างละเอียด และสายการบินได้จัดเที่ยวบินเพิ่มเติมสำหรับรองรับผู้โดยสารเที่ยวขากลับแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สนามบินตรีภูวัน ต้องปิดรันเวย์เพียงแห่งเดียวของสนามบินชั่วคราวเกือบ 2 ชั่วโมง ส่งผลให้หลายเที่ยวบินที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงกาฐมาณฑุต้องบินวนรอหรือเลื่อนการลงจอด อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการเนปาลเปิดใช้งานรันเวย์อีกครั้งแล้ว หลังเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่และตรวจสอบความปลอดภัย

ทั้งนี้ เนปาลถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการบินสูง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินบ่อยครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 2015 เครื่องบินของเตอร์กิช แอร์ไลน์ เคยลื่นไถลออกนอกรันเวย์ขณะลงจอดท่ามกลางหมอกหนาในกรุงกาฐมาณฑุ จนสนามบินต้องปิดหลายวัน แม้ไม่มีผู้เสียชีวิตก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

12 พ.ค. 2569 08:31 น.

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์สัปดาห์นี้ กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังทำเนียบขาวเตรียมนำผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งอีลอน มัสก์ และทิม คุก ร่วมคณะอย่างคับคั่ง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยกับบีบีซีว่า มีผู้บริหารสหรัฐฯ รวม 17 คน ร่วมคณะเดินทางไปจีนกับโดนัลด์ ทรัมป์ด้วย โดยรายงานระบุว่า ในบุคคลสำคัญที่ร่วมเดินทาง ประกอบด้วย อีลอน มัสก์ แห่งเทสลาและ สเปซเอ็กซ์, ทิม คุก จาก แอปเปิล รวมถึงลาร์รี่ ฟิงค์ จาก แบล็กร็อก ซึ่งสะท้อนว่าการเยือนจีนของทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงการทูตทางการเมือง แต่ยังเป็นภารกิจเศรษฐกิจระดับโลก ที่เชื่อมโยงทั้งการค้า พลังงาน และเทคโนโลยี

นอกจากมัสก์ คุก และฟิงก์ แล้วยังมีรายชื่อผู้บริหารจากบริษัทระดับโลกอีกหลายแห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจโซเชียลมีเดีย ฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีชิป การบิน การเงิน ไปจนถึงภาคการผลิตและเกษตรกรรม เช่น

  • Meta
  • Boeing
  • Visa
  • Blackstone
  • Cargill
  • Citi
  • GE Aerospace
  • Goldman Sachs
  • Illumina
  • Mastercard

ขณะที่ชัก รอบบิ้นส์ จาก Cisco ได้รับเชิญเช่นกัน แต่ไม่สามารถร่วมเดินทางได้เนื่องจากติดประกาศผลประกอบการบริษัท

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของข้อตกลงพักรบทางการค้า ระหว่างสองมหาอำนาจ หลังทั้งสองประเทศเคยเปิดสงครามภาษีตอบโต้กันอย่างหนัก จนภาษีนำเข้าบางรายการพุ่งเกิน 100%

แม้มาตรการภาษีส่วนใหญ่จะถูกระงับไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หลังการพบกันครั้งก่อนที่เกาหลีใต้ แต่ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยียังคงเปราะบาง

นักวิเคราะห์มองว่า การพาซีอีโอระดับโลกเดินทางไปจีนครั้งนี้ เป็นสัญญาณว่าทรัมป์ต้องการสร้างแรงหนุนจากภาคธุรกิจสหรัฐฯ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและลดแรงกระแทกจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

รายงานระบุว่า ทรัมป์เตรียมกดดันจีน ซึ่งพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากอิหร่าน ให้ช่วยผลักดันข้อตกลงระหว่างกรุงเตหะรานกับวอชิงตัน เพื่อยุติสงครามที่กำลังยืดเยื้อ.

ที่มา : BBC

เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

เปิดใจไกด์นำทาง "ภูเขาไฟดูโกโน" เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

12 พ.ค. 2569 06:59 น.

เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

ไกด์ท้องถิ่นผู้รอดชีวิตจากเหตุภูเขาไฟดูโกโนปะทุในอินโดนีเซีย ออกมาเปิดใจเล่านาทีชีวิต พร้อมยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ยังรู้สึกผิดต่อนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิต และเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์สะเทือนขวัญบนยอดภูเขาไฟดูโกโน ในประเทศอินโดนีเซีย ที่เกิดปะทุอย่างรุนแรงระหว่างที่กลุ่มนักเดินป่ากำลังอยู่ใกล้ปากปล่อง จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 3 ราย ได้สร้างความหวาดผวาให้แก่บรรดานักเดินป่า รวมทั้งไกด์ผู้นำทาง  โดยล่าสุดไกด์ท้องถิ่นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวออกมาเปิดใจเล่านาทีชีวิต พร้อมยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ยังรู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

โดย เรซา เซลัง ไกด์นำทางชาวอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า เขายังไม่สามารถลืมภาพเหตุการณ์วันนั้นได้ หลังเห็นนักท่องเที่ยว 2 คนถูกก้อนหินขนาดมหึมาจากปล่องภูเขาไฟพุ่งใส่ต่อหน้าต่อตา

เขาเผยว่า จนถึงตอนนี้เขายังรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลาย และยังไม่อยากเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ 2 คน และชาวอินโดนีเซีย 1 คน ส่วนผู้ร่วมทริปคนอื่นได้รับการอพยพลงจากภูเขาอย่างปลอดภัย

รายงานระบุว่า กลุ่มนักเดินป่ารวม 20 คน ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย เดินทางขึ้นไปยังยอดภูเขาไฟดูโกโน แม้ก่อนหน้านี้ทางการจะประกาศห้ามเข้าใกล้พื้นที่รัศมี 4 กิโลเมตรจากปล่องภูเขาไฟ

ภูเขาไฟลูกนี้เกิดการปะทุมากกว่า 200 ครั้งนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ทางการได้ระงับการออกใบอนุญาตปีนเขาแล้ว พร้อมติดป้ายเตือนตามทางขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรซาระบุว่า เขาไม่ทราบเรื่องคำสั่งห้ามดังกล่าว และชาวบ้านในพื้นที่ที่ช่วยงานนำทางก็ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้เช่นกัน

เรซาเล่าว่า เขาทำธุรกิจนำเที่ยวในจังหวัดมาลูกูเหนือ และได้รับการติดต่อจาก ทิโมธี เฮง นักจัดทริปผจญภัยชาวสิงคโปร์ ให้พากลุ่มขึ้นพิชิตภูเขาไฟดูโกโน

กลุ่มเริ่มเดินขึ้นเขาเมื่อบ่ายวันพฤหัสบดี โดยระหว่างทางไม่มีสัญญาณอันตรายใด ๆ ไม่มีควัน ไม่มีแรงสั่นสะเทือน ทุกอย่างดูปกติ

เช้าวันต่อมา หลังคณะเดินทางถึงยอดเขา เรซาส่งโดรนบินตรวจสอบปล่องภูเขาไฟ และไม่พบความผิดปกติ

จากนั้นนักเดินป่า 14 คน รวมถึงทิโมธี เดินขึ้นไปใกล้ปากปล่อง ส่วนเรซาและคนอื่นรออยู่ด้านล่าง

เวลา 07.40 น. เรซาบินโดรนขึ้นอีกครั้งเพื่อตรวจดูสถานการณ์ แต่เพียง 1 นาทีต่อมา ภูเขาไฟก็ปะทุทันที

เขาเล่าว่าการปะทุครั้งแรกมีแต่ควัน แต่ประมาณ 15-20 วินาทีหลังจากนั้น การปะทุครั้งที่สองก็พ่นเศษหินและวัสดุภูเขาไฟออกมาทั้งหมด มีหินตกทางซ้ายขวา ก่อนก้อนกินขนาดยักษ์จะพุ่งทับนักท่องเที่ยว

เรซาเผยว่า นักเดินป่าทั้งหมดแตกกระเจิงและพยายามวิ่งหนีลงจากเขา ขณะใช้โดรนสังเกตการณ์ เขาพบ ชาฮิน มูห์เรซ บิน อับดุล ฮามิด นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ นอนบาดเจ็บอยู่ใกล้ปล่อง

เขารีบขึ้นไปช่วย พร้อมกับทิโมธีที่ย้อนกลับมาช่วยเช่นกัน ทั้งสองช่วยกันลากร่างผู้บาดเจ็บลงจากยอดเขา ท่ามกลางเศษหินภูเขาไฟที่ตกลงมารอบตัว จากนั้น ปล่องภูเขาไฟพ่นก้อนหินขนาดประมาณ 2 เมตรพุ่งลงมา ทิโมธีหันกลับไป แล้วในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็กอดชาฮินไว้ ก่อนที่ก้อนหินยักษ์จะตกใส่ทั้งคู่ พวกเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

เรซายอมรับว่า ตอนนั้นเขาช็อกจนยืนนิ่งอยู่ประมาณ 1 นาที ก่อนจะตั้งสติและรีบวิ่งหนีลงจากภูเขาเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการอินโดนีเซียประกาศปิดเส้นทางขึ้นภูเขาไฟดูโกโน อย่างไม่มีกำหนด พร้อมเตือนว่าจะดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้าม ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า กำลังสอบสวนกรณีนี้ในประเด็นความประมาทของผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเรซาได้ให้ปากคำกับตำรวจและมอบภาพจากโดรนเป็นหลักฐานแล้ว

แม้ยืนยันว่าไม่รู้เรื่องคำสั่งห้ามปีนเขา แต่เขายอมรับว่าทราบดีว่าภูเขาไฟดูโกโน อยู่ในระดับเตือนภัยขั้น 2 ของอินโดนีเซีย ซึ่งหมายถึงมีความเสี่ยงต่อการปะทุและห้ามประชาชนเข้าใกล้บางพื้นที่

เรซาเผยว่า เขาอยากคุกเข่าขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และความรู้สึกผิดยังวนเวียนซ้ำไปซ้ำมากับคำว่า ถ้าหากว่าพวกเขาไม่ขึ้นเขา… ถ้าเขาไม่รับงานนี้ ทุกอย่างอาจไม่เกิดขึ้น.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

12 พ.ค. 2569 06:03 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อบริษัทและบุคคล ที่ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนช่วยอิหร่านในการขายน้ำมันให้จีน ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะเดินทางเยือนจีนในวันพุธนี้

เมื่อวันจันทร์ 11 พ.ค. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ต่อบริษัทและบุคคลรวม 12 ราย โดยระบุว่ากลุ่มบริษัทและคนเหล่านี้มีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการขายและการขนส่งน้ำมันจากอิหร่านไปยังประเทศจีน

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีกำหนดการพบปะกับผู้นำจีน สี จิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างการเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค.นี้

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ในแถลงการณ์ โดยยืนยันว่า กระทรวงการคลังจะ “เดินหน้าตัดขาดระบอบการปกครองของอิหร่านออกจากเครือข่ายทางการเงินที่ใช้ในการก่อการร้ายและบ่อนทำลายเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก”

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องที่จีนให้การสนับสนุนอิหร่าน มีแนวโน้มที่จะถูกนำขึ้นมาหารือในการประชุมที่ปักกิ่งครั้งนี้ด้วย

เมื่อเดือนก่อน สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าว 3 รายที่คุ้นเคยกับการประเมินข่าวกรองล่าสุดว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ พบข้อบ่งชี้ว่าจีนกำลังเตรียมที่จะส่งมอบระบบป้องกันทางอากาศรุ่นใหม่ให้กับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ ทรัมป์ กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ดำเนินมานานหนึ่งเดือนนั้น ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ หลังเกิดการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซ แต่การหยุดยิงกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

12 พ.ค. 2569 04:42 น.

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

ทางการสเปนยืนยัน หนึ่งในผู้โดยสารที่อพยพจากเรือสำราญซึ่งเผชิญการแพร่กระจายของไวรัสฮันตา มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก ขณะที่พนักงานโรงพยาบาลในเนเธอร์แลนด์นับสิบต้องกักตัว หลังเกิดความผิดพลาด

กระทรวงสาธารณสุขของมาดริดแถลงเมื่อช่วงดึกของวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 2569 ว่า ผู้โดยสารชาวสเปนรายหนึ่งที่ได้รับการอพยพออกจากเรือสำราญ MV Hondius ที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก แต่ยังไม่มีการแสดงอาการป่วยใด ๆ

ผู้โดยสารรายดังกล่าว “ถูกแยกกักตัวที่โรงพยาบาล โกเมซ อูยา และมีผลตรวจแบบ PCR เป็นบวกจากการตรวจทันทีที่เดินทางมาถึง” กระทรวงฯ ระบุ พร้อมเสริมว่า “จะทราบผลการตรวจขั้นสุดท้ายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” ส่วนผู้อพยพชาวสเปนอีก 13 รายที่เหลือนั้นยังมีผลตรวจเป็นลบในขณะนี้

ทางด้านโรงพยาบาลในเนเธอร์แลนด์ที่ทำการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาที่อพยพมาจากเรือสำราญลำเดียวกัน แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า มีพนักงานของโรงพยาบาลจำนวน 12 ราย ถูกสั่งให้กักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค หลังจากพบว่ามีการละเลยขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย “แรดเบาด์” (Radboud) ทางตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ระบุในแถลงการณ์ว่า เกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเลือดและการกำจัดปัสสาวะของผู้ป่วย

“เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว พนักงานทั้ง 12 รายจึงต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวเพื่อเฝ้าระวังเป็นเวลา 6 สัปดาห์เพื่อความปลอดภัย แม้ว่าความเสี่ยงในการติดเชื้อจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม” ทางโรงพยาบาลระบุเสริม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : afp

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

12 พ.ค. 2569 03:50 น.

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

รัฐสภาของฟิลิปปินส์ลงมติให้ถอดถอน รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตร์เต ออกจากตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการวุฒิสภาจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะถอดถอนเธอหรือไม่

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์มีมติลงคะแนนถอดถอน รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตร์เต ออกจากตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2571 ของเธอ

มติเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาส่งผลให้กระบวนการถอดถอนเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต รายนี้ จะถูกตัดสิทธิ์จากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

ปัจจุบันนักการเมืองวัย 47 ปีผู้นี้ มีคะแนนนิยมนำในการสำรวจช่วงแรกสำหรับการเฟ้นหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ อดีตพันธมิตรที่กลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตในปัจจุบัน

คดีความที่เกิดขึ้นกับรองประธานาธิบดีมีชนวนเหตุมาจากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินงบประมาณรัฐในทางที่ผิด และการข่มขู่พาดพิงนายมาร์กอส, ภรรยาของเขา รวมถึงลูกพี่ลูกน้องของเขาซึ่งเป็นอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร

ซารา ดูเตร์เต เคยถูกถอดถอนในข้อหาเดียวกันนี้มาแล้วในปี 2568 แต่ศาลฎีกาได้ระงับกระบวนการดังกล่าวไว้เนื่องจากข้อผิดพลาดทางเทคนิค ก่อนที่การพิจารณาในวุฒิสภาจะเริ่มต้นขึ้น

คดีนี้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในปีนี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ตรวจสอบพยานหลักฐานได้ตัดสินว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะยื่นถอดถอนเธอ

ทางด้านนางดูเตร์เตระบุในหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า คดีนี้เป็นเพียง “เศษกระดาษแผ่นหนึ่ง” เท่านั้น และเธอปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการไต่สวนของคณะกรรมาธิการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง

ภายหลังการลงมติถอดถอนเมื่อวันจันทร์ ทีมทนายความของดูเตร์เตก็ออกแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้ภาระหน้าที่ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ตกไปอยู่ที่ฝ่ายผู้กล่าวหาที่จะต้องนำหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหาของตนเอง”

ทั้งนี้ การลงมติถอดถอนเมื่อคืนวันจันทร์เปรียบเสมือนเครื่องวัดระดับการสนับสนุนที่มาร์กอสมีในสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกสภาฯ 257 ราย จากทั้งหมด 290 รายที่เข้าร่วมประชุม ลงมติให้ถอดถอนดูเตร์เต ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ 1 ใน 3 ที่จำเป็นสำหรับการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน

ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรคือ การตัดสินว่ามีความผิดในวุฒิสภานั้นยังไม่มีความแน่นอน หากการไต่สวนเริ่มต้นขึ้นและดำเนินไปจนสิ้นสุดกระบวนการ

ในการเมืองฟิลิปปินส์ที่ถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์และพันธมิตรตระกูลการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกตั้งตามเขตพื้นที่ มักจะมีแนวโน้มเป็นมิตรกับประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่มากกว่าเมื่อเทียบกับวุฒิสมาชิก

วุฒิสมาชิกทั้ง 24 คนของฟิลิปปินส์มาจากการเลือกตั้งในระดับชาติ และวุฒิสภามักถูกใช้เป็นมาตรวัดฐานเสียงสำหรับผู้ที่หวังจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีในอนาคต

ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่ง ปรากฏว่าผู้สมัครที่เป็นพันธมิตรกับดูเตร์เตทำคะแนนได้ดีกว่าผู้สมัครที่ลงเลือกตั้งภายใต้พันธมิตรของมาร์กอส

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการลงมติถอดถอนนั้นยากที่จะคาดเดา ภายใต้ระบบหลายพรรคการเมืองของประเทศที่มีการปรับเปลี่ยนพันธมิตรไปมาอยู่ตลอดเวลา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc