สี จิ้นผิง เผย จีนเตรียมส่งแพนด้า 2 ตัวให้สหรัฐฯ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

สี จิ้นผิง เผย จีนเตรียมส่งแพนด้า 2 ตัวให้สหรัฐฯ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

25 ก.ย. 2569 01:10 น.

สี จิ้นผิง เผย จีนเตรียมส่งแพนด้า 2 ตัวให้สหรัฐฯ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

สี จิ้นผิง ยืนยันขณะเยือนทำเนียบขาว ว่าจีนจะส่งแพนด้ายักษ์ 2 ตัวมายังสหรัฐฯ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. 2569 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวยกย่องแพนด้ายักษ์ว่าเป็น “ทูตแห่งมิตรภาพ” ทางประวัติศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ พร้อมเปิดเผยว่าแพนด้าจำนวน 2 ตัวจะเดินทางถึงสวนสัตว์ในเมืองแอตแลนตาภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สวนสัตว์แอตแลนตาประกาศว่าแพนด้ายักษ์ 2 ตัว ที่มีชื่อว่า “ผิง ผิง” (Ping Ping) และ “ฝู ซวง” (Fu Shuang) กำลังจะเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ โดยสื่อจีนระบุว่า ชื่อ “ฝู ซวง” มีความหมายว่า “พรสองประการ” ส่วน “ผิง ผิง” แปลว่า “สันติภาพ สันติภาพ”

ทั้งนี้ การทูตแพนด้าระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันเริ่มต้นขึ้นในปี 2515 หลังจากประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ โดยรัฐบาลของประธานเหมา เจ๋อตง ได้มอบแพนด้ายักษ์ 2 ตัวให้แก่สหรัฐฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกระชับความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายที่อบอุ่นขึ้น หลังจากระงับการทูตมานานหลายสิบปี

ข้อตกลงระหว่างจีนและสวนสัตว์ในสหรัฐฯ ระบุว่า กรุงปักกิ่งยังคงเป็นเจ้าของแพนด้าและลูกๆ ของพวกมันทั้งหมด พร้อมทั้งกำหนดให้ต้องมีการชำระค่าธรรมเนียม “เพื่อการอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ในจีน” อีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เยอรมนีสอบสวน ผู้เฒ่าวัย 105 ปี เอี่ยวคดีฆาตกรรมที่ค่ายกักกันนาซี

เยอรมนีสอบสวน ผู้เฒ่าวัย 105 ปี เอี่ยวคดีฆาตกรรมที่ค่ายกักกันนาซี

24 ก.ย. 2569 23:55 น.

เยอรมนีสอบสวน ผู้เฒ่าวัย 105 ปี เอี่ยวคดีฆาตกรรมที่ค่ายกักกันนาซี

อัยการเยอรมนีสอบสวนผู้เฒ่าวัย 105 ปี ในฐานะผู้ต้องสงสัยเป็นผู้สนับสนุนการฆาตกรรมที่ค่ายกักกันนาซีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัยการเยอรมนีในเมืองดอร์ทมุนด์ ของเยอรมนี กำลังสืบสวนผู้เฒ่าวัย 105 ปีคนหนึ่ง ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนการฆาตกรรมหลายคดี ขณะทำหน้าที่เป็นผู้คุมค่ายเชลยศึกที่ค่ายกักกัน “สตาลัก 326” (Stalag 326 VI K) ของกองทัพนาซีในเมืองเซนเน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ค่าย Stalag 326 เป็นหนึ่งในค่ายที่ใหญ่ที่สุด โดยมีเชลยศึกชาวโซเวียตถูกขังที่นี่ราว 180,000–200,000 นาย พวกเขาต้องเผชิญกับการทารุณกรรม ความอดอยาก และการบังคับใช้แรงงาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นราย นอกจากนั้นยังมีเชลยจากฝรั่งเศส โปแลนด์ เซอร์เบีย และเบลเยียมถูกขังอยู่ที่นี่ด้วย

ทั้งนี้ ประเทศเยอรมนียกเลิกอายุความสำหรับคดีฆาตกรรมและคดีสนับสนุนการฆาตกรรมมาตั้งแต่ปี 2522 แล้ว เพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับผู้ก่ออาชญากรรมในยุคนาซีได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางเวลา

อย่างไรก็ตาม การนำตัวผู้กระทำผิดในยุคสงครามโลกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลังผ่านไปกว่า 80 ปีเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากผู้ต้องสงสัยส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว

อัยการระบุว่าผู้ต้องสงสัยอีกรายวัย 99 ปีที่ถูกสอบสวนในคดีค่ายเซนเนเช่นกัน เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ขณะที่เมื่อหลายปีก่อน ผู้คุมนาซีที่อายุเกิน 100 ปี เช่น โยเซฟ ชุทซ์ วัย 101 ปี เคยถูกตัดสินจำคุกแต่ได้ยื่นอุทธรณ์และเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้รับโทษจริงในปี 2566

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยังไม่ให้สื่อบางเจ้าเข้า แม้ศาลระงับคำสั่งห้าม

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยังไม่ให้สื่อบางเจ้าเข้า แม้ศาลระงับคำสั่งห้าม

24 ก.ย. 2569 22:43 น.

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยังไม่ให้สื่อบางเจ้าเข้า แม้ศาลระงับคำสั่งห้าม

สื่อใหญ่สหรัฐฯ 3 เจ้า ร้องศาลเปิดพิจารณาคดีฉุกเฉิน หลังทำเนียบขาวยังไม่ยอมให้นักข่าวของพวกเขาเข้าไปทำหน้าที่ แม้ว่าผู้พิพากษาระงับคำสั่งห้ามเป็นการชั่วคราวแล้วก็ตาม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ย. 2569 สื่อใหญ่ของสหรัฐฯ 3 เจ้า ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเปิดการพิจารณาคดีฉุกเฉิน โดยกล่าวหาทำเนียบขาวว่า “ละเมิดคำสั่งของผู้พิพากษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ในการคืนสิทธิ์เข้ารายงานข่าวภายในทำเนียบ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างองค์กรสื่อกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

พนักงานจากสำนักข่าว CNN, Politico และ MS Now รายงานว่าถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปภายในทำเนียบขาวเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี แม้ผู้พิพากษา ทิโมธี เคลลี มีคำวินิจฉัยในช่วงตรู่วันเดียวกันนี้ว่า คำสั่งห้ามของทรัมป์ที่ใช้บังคับกับสำนักข่าวเหล่านี้ควรได้รับการยกเว้นชั่วคราว เนื่องจาก “น่าจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ”

ในตอนแรก ทรัมป์ระบุว่าเขาออกคำสั่งห้ามสำนักข่าวเหล่านี้เนื่องจากนำเสนอ “ข่าวปลอม” (fake news) แต่ต่อมาทำเนียบขาวได้อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติแทน

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การปฏิเสธไม่ให้ผู้สื่อข่าวบางส่วนเข้าพื้นที่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีนั้น เกิดจากความล่าช้าทางด้านธุรการในขณะที่ทำเนียบขาวกำลังดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของผู้พิพากษาหรือไม่ โดยมีนักข่าวบางคนถูกยึดบัตรประจำตัวสื่อมวลชน ในขณะที่คนอื่นๆ ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าประตูได้

ความขัดแย้งครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ในขณะที่ทรัมป์เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ก่อนที่จะมีงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ สำนักข่าว CNN ระบุว่า นักข่าวของพวกเขาบางส่วนถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพื้นที่ทำเนียบขาว รวมถึง เบตซี ไคลน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบขาว อย่างไรก็ตาม โปรดิวเซอร์รายหนึ่งของสำนักข่าวได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้

ส่วนสำนักข่าว Politico เปิดเผยว่า ผู้สื่อข่าวของพวกเขาคนหนึ่ง ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าทำเนียบขาวและถูกยึดบัตรประจำตัวสื่อมวลชนไป

ขณะที่ MS NOW รายงานว่า ลอรา บาร์รอน-โลเปซ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว และโปรดิวเซอร์อีกหนึ่งคน ถูกขัดขวางไม่ให้เข้าพื้นที่รวมถึงถูกยึดบัตรเข้าออก แต่โปรดิวเซอร์อีกคนของ MS NOW กลับได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เดนมาร์กเตือน รัสเซียอาจโจมตีประเทศสมาชิกนาโตภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

เดนมาร์กเตือน รัสเซียอาจโจมตีประเทศสมาชิกนาโตภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

24 ก.ย. 2569 22:10 น.

เดนมาร์กเตือน รัสเซียอาจโจมตีประเทศสมาชิกนาโตภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กออกโรงเตือนว่า มีโอกาสที่รัสเซียจะเปิดฉากโจมตีอย่างจำกัดเข้าใส่ประเทศสมาชิกนาโตภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ผสมกับการโจมตีแบบไฮบริดเพื่อเล่นงานผู้สนับสนุนยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ก.ย. 2569 ว่า หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กระบุว่า รัสเซียอาจเปิดฉากโจมตีทางทหารในขอบเขตจำกัดเข้าใส่ประเทศสมาชิกนาโต (NATO) ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งถือเป็นคำเตือนที่ตรงไปตรงมาที่สุดจากหน่วยงานความมั่นคงของชาติตะวันตกในขณะนี้

หน่วยข่าวกรองกลาโหมแห่งเดนมาร์ก (DDIS) แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มีความเสี่ยงในระดับต่ำ แต่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่รัสเซียอาจเคลื่อนกำลังพลกลุ่มเล็กๆ ซึ่งอาจไม่ติดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดๆ เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน หรือใช้อาวุธพิสัยไกลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการสนับสนุนยูเครน

“การดำเนินการดังกล่าวอาจรวมถึงการส่งกำลังทหารเข้าไปยังพื้นที่จำกัดภายในประเทศสมาชิกนาโตที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย โดยอาจอ้างเหตุผลเพื่อปกป้องชนกลุ่มน้อยชาวรัสเซียในพื้นที่” โทมัส อาเรนคีล หัวหน้าหน่วย DDIS กล่าวในการแถลงข่าว “โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแตกแยกภายในพันธมิตร”

แถลงการณ์ของเดนมาร์กถือเป็นคำเตือนที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับแผนการของรัสเซีย หลังจากมอสโกถูกกล่าวหาว่าโจมตีรูปแบบ “ไฮบริด” ในประเทศยุโรปหลายครั้งก่อนหน้านี้ รวมถึงเหตุการณ์โดรนโจมตีสนามบินไลป์ซิกในเยอรมนี และเรือของรัสเซียที่ยิงพลุแฟลร์ใส่เฮลิคอปเตอร์ของเดนมาร์กในทะเลบอลติก

หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กระบุว่า รัสเซียกำลังเผชิญกับแรงกดดันมากกว่าช่วงเวลาใดๆ นับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พร้อมเสริมว่า “ไม่มีแนวโน้ม” ที่รัสเซียจะสามารถมีการรุกคืบครั้งสำคัญในยูเครนได้ภายใน 6 เดือนข้างหน้า

เดนมาร์กเตือนอีกว่า รัสเซียจะยกระดับการโจมตีแบบไฮบริดต่อประเทศในยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบที่ “รุนแรงยิ่งขึ้น” ต่อประเทศที่เป็นเป้าหมาย รวมถึง “การโจมตีทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของสังคม ตลอดจนการก่อวินาศกรรมที่มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดผู้เสียชีวิต”

นายเยปเป บรูส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดนมาร์ก กล่าวว่า “รัสเซียกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันและไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในสงครามของตนเองได้ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขามุ่งเป้าไปยังผู้ที่ให้การสนับสนุนแก่ยูเครน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมากเพียงใด”

หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กระบุเพิ่มเติมว่า พวกเขาเชื่อว่ามีโอกาสน้อยมากที่รัสเซียจะเปิดฉากบุกโจมตีประเทศสมาชิกนาโตอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการสะสมกำลังพลนานถึง 6 เดือน แต่ก็ยังไม่สามารถตัดโอกาสทิ้งได้

หน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตกเคยออกมาเตือนไว้นานแล้วว่า รัสเซียอาจเบนความสนใจมายังประเทศสมาชิกนาโตภายใน 3 ถึง 5 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสงครามในยูเครนสิ้นสุดลง แต่ความกังวลเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในยุโรปที่อุกอาจยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม การโจมตีแบบไฮบริด ซึ่งผสมการใช้อาวุธแบบดั้งเดิมกับการโจมตีทางไซเบอร์, ข่าวสาร หรือเศรษฐกิจและการเมืองเข้าด้วยกัน โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะถือเป็นการโจมตีทางทหารตามมาตรา 5 (Article 5) ว่าด้วยการป้องกันร่วมกันของนาโต

หน่วยข่าวกรองเดนมาร์กระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ยังคงเชื่อว่ารัสเซียจะต้องใช้เวลา 6 เดือน หากจะเปิดฉากทำสงครามระดับท้องถิ่นกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นสมาชิกนาโต และต้องใช้ 2 ปีเพื่อเปิดฉากสงครามระดับภูมิภาค และ 5 ปีในการเปิดฉากสงครามขนาดใหญ่ในยุโรป

ทว่า หน่วยข่าวกรองเสริมว่า ในปัจจุบันพวกเขามองว่ารัสเซียสามารถยกระดับการเผชิญหน้ากับชาติตะวันตกได้ผ่านการยกระดับ การโจมตีแบบไฮบริด หรือการโจมตีทางทหารในขอบเขตจำกัดภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า “แม้ว่าสงครามในยูเครนจะยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ft

อิหร่านขู่ขยายสงครามสู่มหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ โจมตีอีก

อิหร่านขู่ขยายสงครามสู่มหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ โจมตีอีก

24 ก.ย. 2569 16:33 น.

อิหร่านขู่ขยายสงครามสู่มหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ โจมตีอีก

ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนว่า หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง แนวรบอาจขยายจากอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงไปถึงมหาสมุทรอินเดียและไกลกว่านั้น ทำให้เกิดความกังวลต่อเส้นทางเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดีย

ยาห์ยา ราฮิม ซาฟาวี ที่ปรึกษาของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเตือนว่า อิหร่านอาจขยายพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปถึงมหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

ซาฟาวีกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านว่า ขณะนี้ความขัดแย้งได้ขยายจากอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซไปยังทะเลแดงแล้ว และหากเกิดสงครามเพิ่มเติม แนวรบก็อาจขยายออกไปอีกจนถึงมหาสมุทรอินเดีย หรืออาจไกลกว่านั้น คำเตือนดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่านระบุถึงมหาสมุทรอินเดียอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลเป็นพิเศษต่ออินเดีย เนื่องจากมหาสมุทรอินเดียเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานและการค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา หากการสู้รบขยายเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ การนำเข้าน้ำมัน ต้นทุนค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเล

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก ขณะที่ทะเลแดงเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมการเดินเรือระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยความขัดแย้งในทะเลแดงก่อนหน้านี้ทำให้บริษัทเดินเรือหลายแห่งต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางและต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจึงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้นำเข้าและผู้ส่งออกของอินเดีย รวมถึงเพิ่มภารกิจด้านความมั่นคงให้กับกองทัพเรืออินเดีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยส่งเรือออกไปคุ้มกันเรือพาณิชย์และรับมือภัยคุกคามทางทะเลในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำเตือนของซาฟาวีจะนำไปสู่การขยายปฏิบัติการทางทหารในมหาสมุทรอินเดียจริงหรือไม่ โดยเขาไม่ได้ระบุว่าอิหร่านจะมุ่งเป้าไปที่เรือพาณิชย์ ฐานทัพหรือทรัพย์สินทางทหาร หรือประเทศใดเป็นการเฉพาะ

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่พื้นที่ความขัดแย้งได้ขยายจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลแดง และสถานการณ์ในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือและพลังงานระหว่างประเทศมากขึ้น โดยก่อนเกิดสงคราม ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกในสัดส่วนสำคัญ

อินเดียมีความเปราะบางต่อสถานการณ์ในภูมิภาค เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสำคัญ ขณะที่รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับลูกเรือและเรืออินเดียที่ปฏิบัติการในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และน่านน้ำใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการต่างประเทศอินเดียยังแสดงความกังวลหลังเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ใกล้ชายฝั่งโอมานเมื่อวันที่ 23 กันยายน ซึ่งทำให้ลูกเรือชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเดินเรือในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีความพยายามทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายพบหารือกันที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

อิหร่านเสนอเงื่อนไขสำหรับการยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่กระทบเศรษฐกิจอิหร่าน และการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดอยู่ในต่างประเทศโดยไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านยังระบุถึงการยุติสงครามในเยเมนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งในภูมิภาค

สถานการณ์ล่าสุดจึงทำให้เกิดความกังวลว่า หากการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านกลับมาเกิดขึ้นอีก ความขัดแย้งอาจขยายพื้นที่ออกจากตะวันออกกลางและส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงานในมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น.

ที่มา FRANCE 24 / New Indian Express

อินเดียเตรียมคุมเข้ม ห้ามขาย “อาหารขยะ” รัศมี 50 เมตรรอบโรงเรียน หวังแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

อินเดียเตรียมคุมเข้ม ห้ามขาย "อาหารขยะ" รัศมี 50 เมตรรอบโรงเรียน หวังแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

24 ก.ย. 2569 16:06 น.

อินเดียเตรียมคุมเข้ม ห้ามขาย “อาหารขยะ” รัศมี 50 เมตรรอบโรงเรียน หวังแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

อินเดียเตรียมออกมาตรการจำกัดการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง ในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียนทั่วประเทศ หวังลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพและรับมือปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ขณะที่ร้านค้าและผู้ประกอบการกังวลว่ามาตรการอาจกระทบรายได้

อินเดียเตรียมออกกฎระเบียบใหม่เพื่อจำกัดการจำหน่ายอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง หรืออาหารกลุ่ม HFSS ในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียน ซึ่งเป็นมาตรการล่าสุดของรัฐบาลในการลดการบริโภคอาหารขยะ ท่ามกลางปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก

มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมร้านค้าครอบครัว ร้านอาหาร และแผงขายอาหารใกล้โรงเรียนประมาณ 1.5 ล้านแห่งทั่วอินเดีย โดยอาหารที่อาจได้รับผลกระทบมีตั้งแต่น้ำอัดลมและมันฝรั่งทอดรสเค็ม ไปจนถึงซาโมซาทอด พิซซ่า และแฮมเบอร์เกอร์ที่มีไขมันสูง

มาตรการนี้อาจเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทอาหารและเครื่องดื่มข้ามชาติรายใหญ่ เช่น PepsiCo, Coca-Cola, Mondelez และ Nestle ซึ่งกำลังเผชิญข้อเสนอให้ติดฉลากคำเตือนสีแดงบนผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน เกลือ และน้ำตาลสูง เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นความเสี่ยงด้านโภชนาการได้ชัดเจนขึ้น

บรรดาเจ้าของร้านค้าใกล้โรงเรียนในอินเดียเริ่มกังวลถึงผลกระทบแล้ว โดยผู้ประกอบการในเมืองภูพเนศวร ทางตะวันออกของประเทศราว 12 ราย กล่าวว่า รายได้อาจลดลงหนึ่งในสามหรือมากกว่านั้น หากมาตรการมีผลบังคับใช้

ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ปรียานชู ปาเล นักเรียนวัย 15 ปี ซื้อขนม Uncle Chipps ของ PepsiCo จำนวน 2 ห่อใส่กระเป๋าเป้ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน โดยบอกว่าเขาจะกินขนมดังกล่าวในช่วงพัก เพราะชอบมากกว่าข้าวกับแกงถั่วที่แม่เตรียมให้รับประทาน

ราชิต ปุนฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย หรือ FSSAI ซึ่งเป็นหน่วยงานผลักดันมาตรการดังกล่าว กล่าวว่า โครงการอาหารโรงเรียน ปลอดภัย มีเป้าหมายให้เด็กหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย

ปุนฮานีกล่าวว่า จำเป็นต้องส่งเสริมให้เด็กหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ และสร้างพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม พร้อมระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากร้านค้ายังสามารถจำหน่ายอาหารที่ไม่เข้าข่ายกลุ่ม HFSS ได้ ขณะเดียวกัน กฎระเบียบยังมีเป้าหมายผลักดันให้บริษัทผู้ผลิตปรับสูตรอาหารให้มีส่วนประกอบที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

กฎดังกล่าวถูกเสนอครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 แต่ขณะนี้ยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอนว่าจะประกาศใช้เมื่อใด โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา FSSAI ได้กำหนดเกณฑ์ปริมาณไขมัน เกลือ และน้ำตาลที่จะทำให้อาหารเข้าข่ายถูกจำกัดการจำหน่ายทั้งภายในและบริเวณโรงเรียน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้ เนื่องจากมีร้านค้าจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนและให้บริการประชาชนทั่วไป ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่าผู้ซื้อเป็นนักเรียนหรือไม่

ข้อมูลจากหน่วยงานระดับรัฐที่สำนักข่าวรอยเตอร์ตรวจสอบพบว่า จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบการฝ่าฝืนกฎในร้านค้า 133 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ภายในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียน และมีคำสั่งให้ร้านค้า 51 แห่งยุติกิจการ

สมาพันธ์การค้าและอุตสาหกรรมอาหารอินเดียแสดงความกังวลว่า การปฏิบัติตามมาตรการอาจทำได้ยาก เนื่องจากโรงเรียนจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้ตลาดที่มีผู้คนหนาแน่นและให้บริการประชาชนทั่วไป โดยเอกสารร่างข้อเสนอของสมาพันธ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าว ซึ่งรอยเตอร์ได้ตรวจสอบ ระบุว่า กฎนี้อาจทำให้เกิด “การสูญเสียธุรกิจและรายได้ในการดำรงชีวิต” พร้อมเสนอว่าควรจำกัดมาตรการเฉพาะภายในโรงเรียนเท่านั้น

ด้าน PepsiCo ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Lay’s ให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า บริษัทมีนโยบายระดับโลกเกี่ยวกับประเภทผลิตภัณฑ์ที่อนุญาตให้จำหน่ายในโรงเรียน ขณะที่ Nestle ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป Maggi ระบุว่า บริษัทปฏิบัติตามนโยบายระดับโลกที่อนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในโรงเรียนระดับประถมและมัธยมได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ด้านโภชนาการที่กำหนด ส่วน Coca-Cola และ Mondelez ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Cadbury ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว

ราหุล คันนา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบอาหารจากสำนักงานกฎหมาย RAKLaw ในอินเดีย กล่าวว่า ลูกค้าของบริษัทกำลังแสดงความกังวลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตขนมหวานและขนมขบเคี้ยว ซึ่งมองว่าเด็กเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาระบุว่า ทั่วโลกมี 5 ประเทศที่เสนอหรือบังคับใช้ข้อจำกัดการจำหน่ายอาหารขยะในบริเวณรอบโรงเรียน ขณะที่ 48 ประเทศมีมาตรการจำกัดการจำหน่ายอาหารขยะภายในโรงเรียน

กรณีของชิลีถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง โดยในปี 2559 รัฐบาลชิลีออกกฎกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารต้องมีฉลากคำเตือน และห้ามจำหน่ายหรือโฆษณาอาหารขยะภายในโรงเรียน ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ในปีนี้พบว่า หลังเด็กได้รับผลจากกฎหมายดังกล่าวเป็นเวลา 18 เดือน ความน่าจะเป็นที่จะมีน้ำหนักเกินลดลง 2.85% ในเด็กหญิง และ 2.4% ในเด็กชาย กฎหมายของชิลียังผลักดันให้ผู้ผลิตปรับสูตรผลิตภัณฑ์หลายชนิดเพื่อลดปริมาณสารอาหารที่เข้าข่ายเกณฑ์ควบคุม

กิเยร์โม ปาราเฮ ศาสตราจารย์จาก Adolfo Ibáñez Business School ในชิลี กล่าวว่า หากกฎหมายไม่มีประสิทธิผลและผู้บริโภคไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ผลิตก็คงไม่จำเป็นต้องต่อต้านมาตรการดังกล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ผลิตตระหนักดีว่ากฎหมายจะผลักดันให้พวกเขาปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้ได้มากที่สุด.

ที่มา Reuters

นายกฯ ออสเตรเลียเผย AI ของ OpenAI เจาะเว็บไซต์ข้อมูลสุขภาพรัฐบาล

นายกฯ ออสเตรเลียเผย AI ของ OpenAI เจาะเว็บไซต์ข้อมูลสุขภาพรัฐบาล

24 ก.ย. 2569 14:27 น.

นายกฯ ออสเตรเลียเผย AI ของ OpenAI เจาะเว็บไซต์ข้อมูลสุขภาพรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย ระบุว่าโมเดลปัญญาประดิษฐ์ของ OpenAI สามารถหลีกเลี่ยงระบบป้องกันและเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวบนเว็บไซต์ด้านสุขภาพของรัฐบาลออสเตรเลียได้ในระหว่างการฝึก AI ขณะที่นักวิจัยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในกรณีแรก ๆ ของการที่ AI แบบอัตโนมัติพยายามเจาะระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า โมเดลปัญญาประดิษฐ์ของ OpenAI ซึ่งเป็นผู้พัฒนา ChatGPT สามารถหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันระหว่างการฝึก และเจาะเข้าสู่เว็บไซต์ของรัฐบาลออสเตรเลียได้ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่อง “ไม่อาจยอมรับได้”

อัลบาเนซีกล่าวว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เครื่องมือ AI พยายามเข้าถึงพอร์ทัลข้อมูลสถิติด้านสุขภาพของรัฐบาล และ “ไม่ยอมรับคำปฏิเสธ” ก่อนหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและเข้าถึงส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ที่จัดเก็บไฟล์ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม OpenAI ไม่ได้แจ้งรัฐบาลออสเตรเลียเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวจนถึงวันที่ 10 กันยายน หรือเกือบ 3 เดือนหลังเกิดเหตุ โดยบริษัทส่งอีเมลไปยังกล่องจดหมายทั่วไปของหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียงวันละครั้ง

อัลบาเนซีกล่าวว่า เขาได้หารือกับแซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ที่นครนิวยอร์ก และแสดงความกังวลอย่างยิ่งของรัฐบาลออสเตรเลีย รวมถึงแสดงความผิดหวังที่บริษัทใช้เวลานานเกินไปกว่าจะรายงานเหตุการณ์ให้รัฐบาลทราบ

ด้านแคตี กัลลาเกอร์ รัฐมนตรีกระทรวงบริการรัฐบาลออสเตรเลีย เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่ OpenAI กำลังดำเนินการฝึกและประเมินประสิทธิภาพของโมเดล AI โดยให้โมเดลค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับจำนวนเงินที่รัฐบาลออสเตรเลียใช้จ่ายด้านยา

กัลลาเกอร์กล่าวว่า AI สามารถเข้าถึงทั้งไฟล์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะและไฟล์ที่ไม่เปิดเผยบนเว็บไซต์สถิติสุขภาพเก่าแห่งหนึ่ง ขณะที่อัลบาเนซียืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานว่าข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้าถึง และบริการอื่น ๆ ของรัฐบาลไม่ได้ถูกเจาะระบบ

ริชาร์ด มาร์เลส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย เปรียบเทียบพฤติกรรมของ AI ว่าเป็นการ “ปีนข้ามรั้ว” โดยกล่าวว่า เมื่อระบบไม่ได้รับข้อมูลตามที่ร้องขอ แทนที่จะหยุดการทำงาน มันกลับพยายามหาทางหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันเพื่อเข้าถึงข้อมูล

รัฐบาลออสเตรเลียได้เปิดการตรวจสอบเหตุการณ์อย่างเร่งด่วน โดยจะรวมถึงหน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงทางไซเบอร์

OpenAI ระบุว่า บริษัทตรวจพบพฤติกรรมดังกล่าวในเดือนสิงหาคม ระหว่างการตรวจสอบโมเดล AI อย่างละเอียด โดยพบว่าโมเดลพยายามค้นหาคำตอบและสถิติเกี่ยวกับออสเตรเลียจากเว็บไซต์และบริการของรัฐบาลหลายแห่งระหว่างการประเมินภายใน และในกระบวนการดังกล่าว โมเดลได้ดำเนินการบางอย่างที่บริษัทไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดเผยผลการศึกษาของ Transluce องค์กรไม่แสวงหากำไรจากสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า พบหลักฐานของกลุ่มเอไอ เอเจนต์ (AI agent) หรือระบบ AI ที่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้เองของ OpenAI หลายร้อยตัว พยายามเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลียและองค์กรอื่น ๆ เป็นระยะเวลาหลายเดือน

ข้อมูลที่นักวิจัยตรวจสอบพบร่องรอยการประสานงานระหว่างเอไอ เอเจนต์ รวมถึงความพยายามหลีกเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยและค้นหาช่องโหว่ เพื่อเข้าถึงข้อมูลของสถาบันสุขภาพและสวัสดิการออสเตรเลีย (AIHW) และหน่วยงานสถิติอาชญากรรมของรัฐนิวเซาท์เวลส์ หรือ BOSCAR ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายแห่ง

นักวิจัยระบุว่า ความพยายามดังกล่าวอาจถือเป็นหนึ่งในกรณีแรกที่มีการรายงานว่าเอไอ เอเจนต์ พยายามเจาะเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลด้วยตัวเอง แม้บันทึกการทำงานจะแสดงว่า AI ไม่ประสบความสำเร็จในการเจาะระบบของ BOSCAR และความพยายามส่วนใหญ่มุ่งไปที่ AIHW

นอกจากนี้ ยังพบว่าเอไอ เอเจนต์ พยายามเข้าถึงระบบของมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก และแพลตฟอร์มข้อมูลออนไลน์ DATA USA ด้วย

AIHW ระบุว่า รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า AI agent เข้าถึงข้อมูลหรือสารสนเทศใด ๆ ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และหน่วยงานกำลังตรวจสอบเพิ่มเติม

ข้อมูลจากการศึกษายังพบว่าเอไอ เอเจนต์ของ OpenAI ใช้เว็บไซต์เขียนโค้ดของเยอรมนีชื่อ DseWiki เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกันโดยที่บริษัทไม่ทราบ โดยโพสต์ของเอไอ เอเจนต์ราว 12 ตัวกล่าวถึง AIHW มากกว่า 300 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม และเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 5 วันนับจากวันที่ 17 มิถุนายน

บันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเอไอ เอเจนต์พยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของรัฐบาลสำหรับยารักษาโรคผิวหนังในพื้นที่รัฐบาลท้องถิ่นต่าง ๆ ของรัฐวิกตอเรีย

ในช่วงแรก ความพยายามดังกล่าวถูก Cloudflare ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สกัดไว้ เนื่องจากระบบสามารถตรวจจับและจำกัดการเข้าถึงจากทราฟฟิกที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ ขณะที่ข้อมูลบนเว็บไซต์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเอไอ เอเจนต์แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พร็อกซี บริการจับภาพหน้าจอ และแม้แต่การคาดเดาชื่อไฟล์ เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัย

การตรวจสอบยังพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่เอไอ เอเจนต์ ของ OpenAI เข้าถึงข้อมูลสถิติ Medicare ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งจัดเก็บโดย Services Australia ขณะ AI กำลังดำเนินภารกิจที่เจ้าหน้าที่มอบหมายให้

OpenAI ระบุว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ากิจกรรมจำนวนมากที่ปรากฏในรายงานของ Transluce มีความเกี่ยวข้องกับกรณีต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเกี่ยวกับพฤติกรรมของโมเดล AI ที่ไม่เป็นไปตามที่บริษัทคาดหมาย

อย่างไรก็ตาม บันทึกจากเว็บไซต์ DseWiki และข้อมูลจาก urlquery ที่นักวิจัยใช้ตรวจสอบ ยังไม่พบการกล่าวถึง Medicare หรือ Services Australia โดยตรง

มาร์เลสย้ำว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์เข้าถึงข้อมูล Medicare มีขอบเขตจำกัด โดยระบุว่าไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ของบุคคลใดถูกเข้าถึง และระบบของรัฐบาลไม่ได้ถูกเจาะจนเสียหาย แต่ยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ร้ายแรง เนื่องจากเอไอ เอเจนต์สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของรัฐบาลออสเตรเลียโดยไม่ได้รับอนุญาต

รัฐบาลอัลบาเนซีจึงประกาศจัดตั้งคณะทำงานเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Medicare และประเมินภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่เกิดจากเทคโนโลยี AI

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับศักยภาพของ AI ขั้นสูง หลังมีการพบเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับโมเดลของทั้ง OpenAI และ Anthropic โดยก่อนหน้านี้ OpenAI ยืนยันว่าโมเดล AI สองตัวสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบแบบปิดและเข้าถึงระบบภายในของ Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่นักพัฒนา AI ใช้จัดเก็บและแบ่งปันโค้ด

ขณะที่ Anthropic เปิดเผยว่า โมเดลของบริษัทสามารถเข้าถึงระบบขององค์กรที่ไม่เปิดเผยชื่อ 3 แห่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ระหว่างการทดสอบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้โมเดลเข้าถึงระบบในโลกจริง ส่วน Google ระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า โมเดล AI สำหรับผู้บริโภคอย่าง Gemini สามารถเจาะระบบหลายแห่งได้ด้วยการคาดเดาข้อมูลสำหรับเข้าสู่ระบบ

เมื่อเดือนที่ผ่านมา องค์กรกว่า 100 แห่งทั่วโลก รวมถึง OpenAI และ Anthropic ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีความร่วมมือระดับโลกเพื่อ “เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบป้องกันทางไซเบอร์” รับมือภัยคุกคามด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI.

ที่มา ABC News / AFP

รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ค้านแนวคิวทรัมป์ หนุนให้แบนส่งออกดีเซล

รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ค้านแนวคิวทรัมป์ หนุนให้แบนส่งออกดีเซล

24 ก.ย. 2569 13:10 น.

รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ค้านแนวคิวทรัมป์ หนุนให้แบนส่งออกดีเซล

คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ระบุการห้ามส่งออกดีเซลเป็นมาตรการที่ใช้ไม่ได้ผล และอาจทำให้ราคาน้ำมันเบนซินกับเชื้อเพลิงเครื่องบินสูงขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์สนับสนุนแนวคิดนี้ 

คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่า การห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ จะไม่สามารถแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งท่าทีดังกล่าวสวนทางกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ออกมาสนับสนุนแนวคิดห้ามส่งออกดีเซล

ไรต์กล่าวระหว่างร่วมงานที่จัดโดยนิตยสาร The Economist ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 23 กันยายนว่า การแบนส่งออกดีเซลเป็นมาตรการที่ใช้ไม่ได้ผลอย่างแน่นอน โดยหากโรงกลั่นน้ำมันสหรัฐฯ ไม่สามารถส่งออกดีเซลที่ผลิตได้ ก็อาจประสบปัญหาพื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอ และต้องลดกำลังการกลั่นลง

เขาอธิบายว่า การลดกำลังการกลั่นไม่ได้กระทบเฉพาะปริมาณดีเซล แต่ยังอาจทำให้การผลิตน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเครื่องบินลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะยิ่งสร้างแรงกดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ราคาดีเซลในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุด โดยข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน หรือ AAA ระบุว่า ราคาดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 6.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน เมื่อวันที่ 23 กันยายน เพิ่มขึ้น 76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้รับผลกระทบจากภาวะตึงตัวของตลาดพลังงาน ท่ามกลางสงครามในอิหร่านและยูเครน ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากผู้ผลิตรายสำคัญ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 22 กันยายนว่า เขาสนับสนุนแนวคิดห้ามส่งออกดีเซล โดยระบุว่าสหรัฐฯ ผลิตดีเซลได้เป็นจำนวนมาก และไม่ควรส่งน้ำมันดีเซลออกไปในช่วงที่ราคาภายในประเทศสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าว โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าการห้ามส่งออกทั้งหมดหรือบางส่วนจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงกำลังการกลั่นโดยรวมของประเทศ

ด้านกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังคงพิจารณาทางเลือกทั้งหมดเพื่อลดราคาพลังงาน และกำลังทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมโรงกลั่นเพื่อเพิ่มปริมาณดีเซลในประเทศผ่านแนวทางสมัครใจและความร่วมมือ แทนการใช้มาตรการที่อาจทำให้กำลังการกลั่นลดลง

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและโรงกลั่นในสหรัฐฯ ก็ออกมาคัดค้านการห้ามส่งออกดีเซล โดยระบุว่าการจำกัดการส่งออกอาจทำให้โรงกลั่นลดการผลิต และส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเครื่องบินสูงขึ้น

จดหมายที่ลงนามโดยกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม 36 แห่ง รวมถึง American Petroleum Institute และ US Chamber of Commerce ระบุว่า โรงกลั่นของสหรัฐฯ กำลังเดินเครื่องในระดับสูงและผลิตดีเซลได้มากกว่าปริมาณที่ประเทศใช้

ล่าสุด ทำเนียบขาวยังออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมประกาศห้ามส่งออกดีเซลเป็นเวลา 90 วัน โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ต้องการให้ราคาน้ำมันที่สถานีบริการลดลง และกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่มีอยู่

นักวิเคราะห์ด้านพลังงานหลายรายก็เตือนในทิศทางเดียวกันว่า หากสหรัฐฯ จำกัดการส่งออก โรงกลั่นบางแห่งอาจลดกำลังการผลิตลง ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำมันเบนซินและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ๆ ในตลาดลดลงตามไปด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งรัฐบาลทรัมป์คืนสิทธิ์ CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งรัฐบาลทรัมป์คืนสิทธิ์ CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว

24 ก.ย. 2569 13:07 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งรัฐบาลทรัมป์คืนสิทธิ์ CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คืนสิทธิ์การเข้าทำเนียบขาวแก่ผู้สื่อข่าวของ CNN, MS NOW และ Politico โดยเห็นว่าการเพิกถอนบัตรผ่านสื่อโดยไม่มีการแจ้งและเปิดโอกาสให้อุทธรณ์อย่างเหมาะสม ขัดต่อหลักกระบวนการทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ

ผู้พิพากษาทิโมธี เคลลี แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีคำสั่งให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คืนสิทธิ์การเข้าพื้นที่ทำเนียบขาวแก่ผู้สื่อข่าวของ CNN, MS NOW และ Politico ซึ่งถูกสั่งห้ามเข้าทำเนียบขาว หลังทรัมป์ประกาศแบนสำนักข่าวทั้งสามแห่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เคลลีระบุในคำวินิจฉัยว่า การเพิกถอนบัตรผ่านสื่อของผู้สื่อข่าวเกิดขึ้นโดยไม่มี “กระบวนการทางกฎหมายที่เพียงพอตามรัฐธรรมนูญ” โดยหลักทั่วไป รัฐบาลต้องแจ้งให้บุคคลทราบและเปิดโอกาสให้ชี้แจงหรืออุทธรณ์ ก่อนจะดำเนินการใด ๆ ที่กระทบต่อสิทธิซึ่งได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

คดีนี้เกิดขึ้นหลังทรัมป์ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันศุกร์ว่า จะห้าม CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว โดยกล่าวหาว่าสำนักข่าวเหล่านี้นำเสนอ “ข่าวลวง” อย่างต่อเนื่อง และระบุว่าอาจมีสำนักข่าวอื่นถูกห้ามตามมา

หลังถูกแบน สำนักข่าวทั้งสามแห่งยื่นฟ้องรัฐบาล โดยขอให้ศาลระงับหรือยกเลิกคำสั่งดังกล่าว พร้อมโต้แย้งว่าการเพิกถอนสิทธิ์เข้าทำเนียบขาวโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวอุทธรณ์ ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลในคดีก่อนหน้านี้ รวมถึงละเมิดหลักกระบวนการทางกฎหมาย

ฝ่ายกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ โต้แย้งว่า การตัดสินใจของทรัมป์มีช่องทางอุทธรณ์อยู่แล้ว แม้รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวจะถูกส่งเป็นจดหมายถึงสำนักข่าวทั้งสามแห่งหลังประกาศแบนไปแล้วหลายวัน

ในการพิจารณาคดีเมื่อวันพุธ ไมเคิล เวลชิก ทนายความกระทรวงยุติธรรม อ้างว่าการรายงานข่าวของ CNN, MS NOW และ Politico ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ และประธานาธิบดีมีอำนาจตัดสินใจว่าใครจะได้รับอนุญาตให้เข้าทำเนียบขาว

ด้านเท็ด บูทรอส ทนายความของสำนักข่าวทั้งสามแห่ง โต้แย้งว่า ประเด็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาก่อน จนกระทั่งหลายวันหลังประกาศแบนและหลังมีการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจนำเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติมาใช้ภายหลังเพื่อสนับสนุนคำสั่งที่ออกไปแล้ว

บูทรอสยังระบุว่า จดหมายจากทำเนียบขาวที่อธิบายเหตุผลของการแบนถูกส่งให้สำนักข่าวต่าง ๆ หลังจากมีการประกาศแบนไปแล้วหลายวัน และหลังจากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น

หนึ่งในข่าวของ CNN ที่รัฐบาลนำมาอ้างว่าเป็นเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เป็นรายงานเกี่ยวกับการก่อสร้างบังเกอร์ใต้ปีกฝั่งตะวันออกของทำเนียบขาว แต่ผู้พิพากษาเคลลีตั้งข้อสังเกตว่า รายงานดังกล่าวเผยแพร่หลายเดือนก่อนที่บัตรผ่านทำเนียบขาวของผู้สื่อข่าวเบ็ตซี ไคลน์ จะได้รับการต่ออายุในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

เคลลีระบุในคำวินิจฉัยว่า เหตุผลต่าง ๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลยกขึ้นมา ไม่สามารถทำให้ศาลเชื่อได้ว่า สำนักข่าวทั้งสามแห่งไม่มีมูลเพียงพอในข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดกระบวนการทางกฎหมาย

ผู้พิพากษาเคลลียังกล่าวถึงคดีที่เขาเคยเป็นผู้พิจารณาในปี 2561 ซึ่งเกี่ยวข้องกับจิม อะคอสตา ผู้สื่อข่าว CNN ที่ขณะนั้นถูกทรัมป์สั่งให้พ้นจากทำเนียบขาว หลังเกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงระหว่างผู้สื่อข่าวกับประธานาธิบดี โดยเคลลีกล่าวว่า คดีดังกล่าวและคำวินิจฉัยของศาลที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นบรรทัดฐานที่เขาต้องนำมาพิจารณาในคดีปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ ในการพิจารณาคดีเมื่อวันพุธ เคลลีกล่าวว่า ประเด็นเรื่องกระบวนการทางกฎหมายเป็นจุดแรกที่ต้องพิจารณาในการตัดสินคำร้องของสำนักข่าวทั้งสามแห่ง พร้อมระบุว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ผู้สื่อข่าวมีสิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบก่อนที่บัตรผ่านเข้าทำเนียบขาวจะถูกเพิกถอน และมีสิทธิอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

คำสั่งล่าสุดของเคลลีจึงส่งผลให้ผู้สื่อข่าวของ CNN, MS NOW และ Politico สามารถกลับมาเข้าถึงทำเนียบขาวได้ ขณะที่คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งแบนยังคงดำเนินต่อไปในศาล.

ที่มา CNN

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “ตลอดไป”

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ "ตลอดไป"

24 ก.ย. 2569 12:25 น.

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “ตลอดไป”

รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือยืนยันว่า ประเทศจะคงสถานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร พร้อมปฏิเสธข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ต้องการให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่เกาหลีเหนือยังเดินหน้าทดสอบอาวุธและวิจารณ์ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น

โช ซอน ฮุย รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ ยืนยันว่า เกาหลีเหนือจะคงอาวุธนิวเคลียร์ไว้ “ตลอดทุกยุคทุกสมัย” และสถานะการเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง โดยระบุว่าเป็นสถานะที่ “ไม่อาจย้อนกลับได้”

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหนึ่งวัน หลังประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า เกาหลีใต้ต้องการยับยั้งการเพิ่มขีดความสามารถด้านอาวุธของเกาหลีเหนือ และผลักดันไปสู่การสร้างคาบสมุทรเกาหลีที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ในท้ายที่สุด

รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือยังวิจารณ์การหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นที่นครนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ โดยทั้งสามประเทศย้ำจุดยืนสนับสนุนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างสมบูรณ์ และเรียกร้องให้เปียงยางกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา

เกาหลีใต้พยายามฟื้นการเจรจากับเกาหลีเหนือที่หยุดชะงักมานาน โดยประธานาธิบดีอีระบุว่า ต้องการวางพื้นฐานสำหรับการกลับมาเจรจาระหว่างเปียงยางกับกรุงวอชิงตันอีกครั้ง และกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ “ต้องการเจรจาอย่างชัดเจน”

ทรัมป์ ซึ่งเคยพบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้งในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก กล่าวว่าเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขามีแผนจะพบกับคิมอีกครั้งภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ได้ทดสอบระบบจรวดหลายลำกล้องควบคุมขนาด 240 มิลลิเมตรที่ได้รับการปรับปรุง โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า อาวุธดังกล่าวสามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 115 กิโลเมตร

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือมีกำหนดกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าประเด็นนิวเคลียร์และความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีจะเป็นประเด็นสำคัญในการแถลงดังกล่าว.

ที่มา Yonhap / AFP