พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน ครัวเรือน-เกษตรกรหันผลิตไฟใช้เอง หลังวิกฤติพลังงาน

พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน ครัวเรือน-เกษตรกรหันผลิตไฟใช้เอง หลังวิกฤติพลังงาน

21 เม.ย. 2569 08:47 น.

พลังงานแสงอาทิตย์บูมในปากีสถาน ครัวเรือน-เกษตรกรหันผลิตไฟใช้เอง หลังวิกฤติพลังงาน

วิกฤติพลังงานโลก กำลังส่งแรงกระเพื่อมถึงปากีสถานอย่างหนัก ทั้งปัญหาไฟฟ้าดับยาวนานและการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติเหลวที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นทางรอดสำคัญของประเทศ

ในแคว้นปัญจาบ เกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนดีเซล เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป ถ้าอยากอยู่รอดและมีกำไร ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้แผงโซลาร์เซลล์เท่านั้น โดยปัจจุบัน ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้เข้ามาแทนเครื่องยนต์ดีเซลในฟาร์มของเขา ลดต้นทุนและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากรัฐ

แต่ตอนนี้กระแสการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไม่ได้จำกัดแค่ภาคเกษตรอีกต่อไป ในเมืองใหญ่อย่างอิสลามาบัดและราวัลปินดี บ้านเรือนและอาคารพาณิชย์จำนวนมากเริ่มติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยให้ปากีสถานลดการนำเข้าเชื้อเพลิงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก

คาลิด วาลีด นักวิจัยจาก Sustainable Development Policy Institute ระบุว่าพลังงานแสงอาทิตย์ในปากีสถานทำหน้าที่เป็นกันชนสำคัญให้ภาคพลังงานของประเทศ และนี่คือเหตุผลที่ปากีสถานยังไม่เผชิญวิกฤติรุนแรงเท่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยได้มาก แต่ข้อจำกัดสำคัญคือไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงกลางคืน ทำให้ปากีสถานยังต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้า LNG และถ่านหิน โดยเฉพาะในช่วงพีคตอนเย็น ซึ่งส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งเป็นฤดูร้อนและมีความต้องการใช้ไฟสูงสุด ยิ่งทำให้ประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้นในช่วงที่ไม่มีแสงแดด

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ก้าวต่อไปของความมั่นคงพลังงานปากีสถาน คือระบบกักเก็บพลังงาน หรือแบตเตอรี่ เพื่อเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงกลางวันไปใช้ตอนกลางคืน

คูร์รัม ดัสต์กีร์ อดีตรัฐมนตรีพลังงานปากีสถาน ระบุว่าราคาแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว กำลังเปลี่ยนเกมพลังงานของประเทศ เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่ติดโซลาร์เซลล์ได้แล้ว แต่ยังสามารถติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ควบคู่กัน เพื่อให้บ้านและธุรกิจมีไฟใช้ได้นานขึ้นอย่างคุ้มค่า ในภาวะที่โลกยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงาน โซลาร์เซลล์จึงอาจไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่กำลังกลายเป็นทางรอดของทั้งประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia

แอปเปิลประกาศแต่งตั้ง “จอห์น เทอร์นัส” ขึ้นเป็นซีอีโอคนใหม่แทนทิม คุก

แอปเปิลประกาศแต่งตั้ง "จอห์น เทอร์นัส" ขึ้นเป็นซีอีโอคนใหม่แทนทิม คุก

21 เม.ย. 2569 08:16 น.

แอปเปิลประกาศแต่งตั้ง “จอห์น เทอร์นัส” ขึ้นเป็นซีอีโอคนใหม่แทนทิม คุก

แอปเปิลประกาศแต่งตั้ง “จอห์น เทอร์นัส” ขึ้นเป็นซีอีโอคนใหม่ แทน ทิม คุก ที่ลงจากตำแหน่งหลังคุมบริษัท 15 ปี พร้อมขยับเป็นประธานบริหาร

วันที่ 21 เมษายน 2569 บริษัทแอปเปิล (Apple Inc.) ประกาศแต่งตั้งนายจอห์น เทอร์นัส ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ แทนนายทิม คุก ที่เตรียมลงจากตำแหน่งหลังรับไม้ต่อจากสตีฟ จ็อบส์ มานานถึง 15 ปี โดยบริษัทระบุว่าเทอร์นัส ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ และทำงานกับแอปเปิลมานาน 25 ปี จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน 2569 ขณะที่คุกจะขยับขึ้นเป็นประธานบริหาร  

โดยแอปเปิลระบุว่า คุกจะยังทำหน้าที่ซีอีโอตลอดช่วงฤดูร้อนนี้ เพื่อช่วยส่งมอบงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ก่อนจะรับบทบาทใหม่ โดยจะช่วยงานบางด้านของบริษัท รวมถึงประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก เขากล่าวว่า การได้ทำหน้าที่ซีอีโอถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต โดยตลอดช่วงที่เขาบริหาร บริษัทเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2561 แอปเปิลเป็นบริษัทจดทะเบียนรายแรกที่มีมูลค่าตลาดแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 36 ล้านล้านบาท และปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 144 ล้านล้านบาท

ที่ผ่านมา คุกเข้ารับตำแหน่งซีอีโอในปี 2554 หลังสตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ลาออกด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ก่อนเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น ขณะที่การลงจากตำแหน่งของคุกมีขึ้นหลังมีกระแสคาดการณ์มาหลายเดือนว่า แอปเปิลกำลังมองหาผู้สืบทอดตำแหน่ง

คุกกล่าวยกย่องเทอร์นัสว่า เป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ มีสมองแบบวิศวกร จิตวิญญาณแห่งนักนวัตกรรม และมีหัวใจของผู้นำที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ซึ่งเขาถือเป็นตัวเต็งขึ้นสืบทอดตำแหน่งตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยตลอด 25 ปีที่ทำงานกับแอปเปิล เทอร์นัสมีบทบาทสำคัญกับเกือบทุกผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น iPhone หลายรุ่น iPad ทุกเจเนอเรชัน รวมถึงการเปิดตัว AirPods และ Apple Watch นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ดูแลการเปลี่ยนผ่านชิปประมวลผลของคอมพิวเตอร์ Mac จากอินเทลสู่ชิปที่แอปเปิลพัฒนาเอง

นักวิเคราะห์มองว่า การเลือกผู้นำสายฮาร์ดแวร์สะท้อนว่า แอปเปิลต้องการกลับมาเน้นนวัตกรรมสินค้าใหม่ หลังถูกวิจารณ์มาหลายปีว่า แม้ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง แต่ผลิตภัณฑ์ยังขาดความตื่นเต้นเหมือนยุคไอโฟนเปิดตัวใหม่ๆ.

ทรัมป์มั่นใจอิหร่านจะเจรจา ขู่หากไม่ร่วมโต๊ะจะเผชิญปัญหาหนักที่ไม่เคยเจอ

ทรัมป์มั่นใจอิหร่านจะเจรจา ขู่หากไม่ร่วมโต๊ะจะเผชิญปัญหาหนักที่ไม่เคยเจอ

21 เม.ย. 2569 08:01 น.

ทรัมป์มั่นใจอิหร่านจะเจรจา ขู่หากไม่ร่วมโต๊ะจะเผชิญปัญหาหนักที่ไม่เคยเจอ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความเชื่อมั่นว่าอิหร่านจะเข้าสู่การเจรจา ก่อนถึงกำหนดหารือที่ประเทศปากีสถาน พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงผลกระทบร้ายแรง หากเตหะรานปฏิเสธการพูดคุย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สั้น ๆ ในรายการวิทยุ “The John Fredericks Show” โดยย้ำจุดยืนอย่างมั่นใจว่า อิหร่านจะยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น พวกเขาจะได้เห็นปัญหาในระดับที่ไม่เคยเจอมาก่อน ฃ

ผู้นำสหรัฐฯ ยังแสดงความหวังว่า การเจรจาจะนำไปสู่ข้อตกลงที่ยุติธรรม ซึ่งจะช่วยให้อิหร่านสามารถฟื้นฟูประเทศได้อีกครั้ง พร้อมย้ำว่า หากเกิดข้อตกลงดังกล่าวอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

ก่อนจบการให้สัมภาษณ์ ทรัมป์ยังกล่าวถึงเหตุผลในการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่าน โดยยืนยันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สหรัฐฯจำเป็นต้องทำ

ทรัมป์ยังระบุปิดท้ายก่อนจบการให้สัมภาษณ์ว่า การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในท้ายที่สุด.

ที่มา : CNN

หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก

หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก

21 เม.ย. 2569 06:03 น.

หญิงแคนาดาดับ เหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” ในเม็กซิโก

เกิดเหตุกราดยิงที่พีระมิดโบราณที่ “เตโอติวากัน” ของเม็กซิโก ทำให้หญิงชาวแคนาดาเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ส่วนคนร้ายตัดสินใจปลิดชีพตัวเองหลังก่อเหตุ

เมื่อ 20 เม.ย. 2569 ชายคนหนึ่งก่อเหตุใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้คนภายในเขตโบราณสถาน “เตโอติวากัน” (Teotihuacán) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเม็กซิโกซิตี้ไปทางเหนือประมาณ 100 กม. เป็นเหตุให้หญิงชาวแคนาดาคนหนึ่งเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ส่วนผู้ก่อเหตุปลิดชีพตนเอง

หลังเกิดเหตุตำรวจสามารถยึดอาวุธปืน อาวุธมีคม และกระสุนปืนจำนวนหนึ่งได้ในที่เกิดเหตุ ด้านประธานาธิบดีเคลาเดีย เชนบอม แห่งเม็กซิโก กล่าวว่าเธอกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสั่งการให้คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเร่งตรวจสอบเหตุการณ์และให้การสนับสนุนที่จำเป็นทั้งหมด ขณะที่ประสานงานกับสถานทูตแคนาดาแล้ว

ด้านนายกริสโตบาล กัสตาเญดา กามาริลโย เลขาธิการฝ่ายความมั่นคงแห่งรัฐ บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ในบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นประกอบด้วยชาวโคลอมเบียสองราย ชาวรัสเซียหนึ่งราย และชาวแคนาดาอีกหนึ่งราย โดยที่ยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุของคนร้าย

ทั้งนี้ เตโอติวากัน คือเมืองโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งของพีระมิดขนาดมหึมา และมีอายุเก่าแก่กว่าอารยธรรมแอซเท็ก (Aztecs) ได้รับการรับรองเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (Unesco) และถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดของประเทศเม็กซิโก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ว่าที่นายกฯ ฮังการีชี้ “เนทันยาฮู” อาจถูกจับกุมหากเดินทางเยือนประเทศ

ว่าที่นายกฯ ฮังการีชี้ “เนทันยาฮู” อาจถูกจับกุมหากเดินทางเยือนประเทศ

21 เม.ย. 2569 04:25 น.

ว่าที่นายกฯ ฮังการีชี้ “เนทันยาฮู” อาจถูกจับกุมหากเดินทางเยือนประเทศ

ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฮังการีเผยว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล จะถูกจับกุมหากเดินทางมายังประเทศของเขา เนื่องจากถูกศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับ

เมื่อ 20 เม.ย. 2569 นายปีเตอร์ มาจยาร์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฮังการีออกมากล่าวว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล จะถูกจับกุมหากเดินทางมาเยือนประเทศของเขา เนื่องจากเนทันยาฮูมีหมายจับที่ออกโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)

“หากประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ และบุคคลที่มีหมายจับเดินทางเข้ามาในดินแดนของเรา บุคคลนั้นจะต้องถูกควบคุมตัว” นายมาจยาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์

ว่าที่ผู้นำใหม่ฮังการียังระบุด้วยว่า เขาได้แจ้งให้นายเนทันยาฮูทราบถึงความปรารถนาของเขาที่จะนำฮังการีกลับเข้าสู่ระบบของ ICC อย่างเต็มตัวอีกครั้งแล้วด้วย

ทั้งนี้ วิกตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีรักษาการคนปัจจุบันสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลอิสราเอลของเนทันยาฮู และผลักดันให้ฮังการีถอนตัวจาก ICC ก่อนจะให้การต้อนรับเนทันยาฮูเยือนกรุงบูดาเปสต์ เมื่อปี 2568

อนึ่ง ทั้งนายเนทันยาฮู และนายโยอาฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ต่างตกเป็นบุคคลตามหมายจับที่ออกโดย ICC ในปี 2567 ในข้อหาอาชญากรสงครามระหว่างการทำสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งทั้งสองคนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ เริ่มคืนเงินภาษีทรัมป์แล้ว หลังศาลสูงสุดสั่งยกเลิก

สหรัฐฯ เริ่มคืนเงินภาษีทรัมป์แล้ว หลังศาลสูงสุดสั่งยกเลิก

21 เม.ย. 2569 03:10 น.

สหรัฐฯ เริ่มคืนเงินภาษีทรัมป์แล้ว หลังศาลสูงสุดสั่งยกเลิก

รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการคืนเงินให้แก่บริษัทต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว แต่ดูเหมือนว่าผู้บริโภคจะไม่ได้รับประโยชน์จากการคืนเงินครั้งนี้

เมื่อ 20 เม.ย. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการคืนเงินภาษีศุลกากรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกแล้ว หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยสั่งยกเลิกภาษีดังกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

กระบวนการนี้ถูกยกให้เป็น โครงการคืนเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยบรรดาบริษัทต่างๆ สามารถยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์เพื่อขอรับเงินภาษี ที่ถูกจัดเก็บภายใต้มาตรการที่เรียกว่า “ภาษีวันปลดปล่อย” (Liberation Day tariffs) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พร้อมดอกเบี้ย

เมื่อเดือนมีนาคม ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรคืนเงินกว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.1 ล้านล้านบาท) ที่รัฐบาลเคยจัดเก็บไป ซึ่งส่งผลให้ผู้นำเข้าประมาณ 330,000 ราย มีโอกาสที่จะได้รับเงินคืน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้บริโภครายย่อยที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากภาษีดังกล่าวผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น จะไม่ได้รับการชดเชยในส่วนนี้

การคืนเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งจัดเก็บภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) โดยผู้พิพากษา ริชาร์ด อีตัน เขียนระบุไว้เมื่อเดือนมีนาคมว่า “ผู้นำเข้าตามทะเบียนทุกคนที่ถูกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA มีสิทธิได้รับประโยชน์จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา”

ข้อมูลเมื่อต้นเดือนเมษายนระบุว่า มีผู้นำเข้ามากกว่า 56,000 ราย ดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อเตรียมยื่นขอคืนเงินผ่านทางออนไลน์ทันทีที่ระบบเปิด โดยมูลค่าการเรียกร้องคืนเงินของกลุ่มนี้อยู่ที่ 1.27 แสนล้านดอลลาร์

ระบบช่องทางคืนเงินดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า Consolidated Administration and Processing of Entries (Cape) ได้เริ่มเปิดใช้งานแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

โฆษกสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) กล่าวว่า ระบบ Cape ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “จัดการการคืนเงินอย่างมีประสิทธิภาพ” โดยระบบจะประมวลผลการคืนเงินให้ผู้นำเข้าเป็นเงินก้อนเดียว แทนที่จะให้ธุรกิจต้องยื่นขอคืนทีละรายการสินค้า

CBP ระบุด้วยว่า ผู้ยื่นคำร้องที่ผ่านเกณฑ์สามารถได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องภายใน 60 ถึง 90 วัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของกระบวนการนี้คือ ความกังวลที่มาจากกลุ่มผู้ซื้อรายย่อย ซึ่งต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากภาษีของทรัมป์ แต่กลับไม่มีช่องทางในการเรียกร้องค่าชดเชยด้วยตนเอง

หนึ่งในวิธีที่ผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยคือ การที่ธุรกิจต่างๆ กระจายเงินที่ได้รับคืนจากสำนักงานศุลกากรฯ กลับคืนสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ตอนนี้มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ประกาศแผนว่าจะทำเช่นนั้น

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มผู้บริโภครวมตัวกันยื่นฟ้องแบบกลุ่ม ต่อบริษัทต่างๆ ที่พวกเขาอ้างว่าได้ผลักภาระต้นทุนภาษีของทรัมป์มาให้ โดยโต้แย้งว่าเงินคืนใดๆ ที่ธุรกิจได้รับควรถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค

บริษัทที่ถูกฟ้องร้องรวมถึง “คอสต์โก” (Costco) ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง อย่างไรก็ตาม รอน วาคริส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Costco กล่าวว่า ทางบริษัทมีแผนที่จะส่งต่อเงินคืนภาษีศุลกากรให้กับลูกค้า “ผ่านการลดราคาสินค้าและมอบความคุ้มค่าที่ดีขึ้น”

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า ประเด็นนี้มีความซับซ้อนเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ผู้นำเข้าหลายรายจะปรับราคาสินค้าขึ้น แต่บ่อยครั้งที่การปรับขึ้นนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนจากภาษีศุลกากรได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ ภาษีดังกล่าวยังมักจะก่อให้เกิดต้นทุนประเภทอื่นๆ ตามมา บีบให้ธุรกิจต่างๆ ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาจ่ายค่าภาษี และนำไปสู่ผลกระทบที่วัดมูลค่าได้ยากอย่างเช่นยอดขายที่สูญเสียไป

เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลทรัมป์ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการคืนเงินในครั้งนี้

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องเมื่อเดือนมีนาคมให้บริษัทต่างๆ ที่ได้รับ “ส้มหล่น” จากการคืนเงิน นำเงินส่วนนี้ไปมอบให้แก่พนักงานในรูปแบบของโบนัส ขณะที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็กล่าวว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์

“ผมมีความรู้สึกว่าคนอเมริกันคงจะไม่ได้เห็นเงินก้อนนี้หรอก” เขากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังพบศพเด็กหญิงในรถของเขา

นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังพบศพเด็กหญิงในรถของเขา

21 เม.ย. 2569 01:24 น.

นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังพบศพเด็กหญิงในรถของเขา

นักร้องหนุ่ม d4vd ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน อันเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเด็กหญิงอายุ 14 ปี ซึ่งหายตัวไปนานนับปี ก่อนถูกพบเป็นศพในรถยนต์เทสลาของเขา

สำนักงานอัยการเขตลอสแอนเจลิสประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 20 เม.ย. 2569 ว่า “เดวิด” (d4vd) นักร้องชื่อดังวัย 21 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนและอีกหลายข้อหา อันเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ เด็กหญิงวัย 14 ปี ซึ่งมีการพบร่างที่เน่าเปื่อยของเธอในรถเทสลาที่ถูกจอดทิ้งไว้ของเขาเมื่อ 7 เดือนก่อน

นักร้องหนุ่มซึ่งมีชื่อจริงว่า เดวิด เบิร์ก ถูกจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยร่างของเด็กสาวถูกค้นพบหลังจากที่เธอถูกรายงานว่าสูญหายในแคลิฟอร์เนียตอนใต้มานานกว่าหนึ่งปี

นายนาธาน ฮอคแมน อัยการเขตลอสแอนเจลิส แถลงข่าวว่า เดวิดถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนภายใต้สถานการณ์พิเศษ, การกระทำชำเราอย่างต่อเนื่อง, การกระทำลามกอนาจารกับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี และการทำลายศพ

ทางอัยการระบุว่า คดีนี้ได้รับการพิจารณาโดยแผนกอาชญากรรมรุนแรง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอต่อการสั่งฟ้องดำเนินคดีอาญาหรือไม่

ด้านทีมทนายความของเดวิดระบุว่า พวกเขามีความตั้งใจที่จะ “ปกป้องความบริสุทธิ์ของเดวิดอย่างเต็มที่” พร้อมเสริมว่าตัวนักร้อง “ถูกควบคุมตัวเพียงเพราะตกเป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้น”

“ขอให้เราทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า พยานหลักฐานที่แท้จริงในคดีนี้จะพิสูจน์ว่า นายเดวิด เบิร์ก ไม่ได้เป็นคนฆาตกรรม เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ และเขาไม่ใช่สาเหตุของการเสียชีวิตของเธอ” แถลงการณ์จากทีมทนายความของเดวิดระบุ และเสริมว่า “ในขณะนี้ยังไม่มีการส่งฟ้องโดยคณะลูกขุนใหญ่ และยังไม่มีการยื่นคำร้องทุกข์ทางอาญาแต่อย่างใด”

ภาพของ เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ ในงานแถลงข่าวของตำรวจลอสแอนเจลิสเมื่อ 20 เม.ย. 2569
ภาพของ เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ ในงานแถลงข่าวของตำรวจลอสแอนเจลิสเมื่อ 20 เม.ย. 2569

ความคืบหน้าในวันจันทร์นี้เกิดขึ้นเกือบ 2 ปีหลังจากที่ครอบครัวของเซเลสเตแจ้งความคนหายเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากพวกเขาพยายามขอความช่วยเหลือมาตลอดในช่วงต้นปี 2567 หลังจากเซเลสเต ซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 13 ปี หายตัวไป

ในเดือนกันยายน 2568 เพียงหนึ่งวันหลังจากวันคล้ายวันเกิดปีที่ 15 ของเซเลสเต ร่างที่ถูกชำแหละและเน่าเปื่อยของเธอถูกค้นพบในกระโปรงหลังรถเทสลาที่จดทะเบียนในชื่อของ d4vd ในขณะที่เขาอยู่ที่เมืองมินนีแอโพลิสเพื่อเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกโปรโมตอัลบั้มเปิดตัวที่ชื่อว่า “Withered”

เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาการเสียชีวิตที่แน่ชัดของเซเลสเตได้ แม้ว่าบันทึกของศาลจะระบุว่าเธอมีอายุ 14 ปีในขณะที่เสียชีวิตก็ตาม นอกจากนี้ ภาพถ่ายที่สำนักข่าว CNN ได้รับมาบ่งชี้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่เกือบหนึ่งปีหลังจากที่ถูกแจ้งความคนหายเป็นครั้งแรก

เพื่อนบ้านกล่าวว่ารถคันดังกล่าวดูเหมือนถูกจอดทิ้งไว้บนถนนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านในย่านฮอลลีวูดฮิลส์ที่ d4vd อาศัยอยู่ ต่อมารถได้ถูกลากไปเก็บไว้ที่อู่ ซึ่งพนักงานของอู่ลากรถได้แจ้งตำรวจหลังจากได้กลิ่นเหม็นรุนแรงโชยออกมาจากตัวรถ

ตำรวจจับกุมนักร้องหนุ่มเมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเซเลสเต โดยเข้าควบคุมตัวเขาที่บ้านพักในย่านฮอลลีวูดฮิลส์ ซึ่งอยู่ห่างจากอู่ลากรถที่พบร่างของเด็กสาวภายในรถของเขาเพียงหนึ่งไมล์เศษเท่านั้น โดยตอนนี้ เดวิดถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำโดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว

เบาะแสหลายอย่างที่บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเซเลสเตและ d4vd ปรากฏขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เธอจะถูกแจ้งความคนหายแล้ว โดยในเดือนมกราคม 2567 ทั้งคู่ปรากฏตัวร่วมกันในการถ่ายทอดสดผ่าน Twitch ซึ่งมีการพูดคุยหยอกล้อกันจนถึงช่วงเช้ามืด ก่อนที่ d4vd จะกล่าวปนหัวเราะว่า “ลบทุกอย่างออกให้หมด”

ณ ช่วงหนึ่งระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2567 มีภาพถ่ายของนักร้องหนุ่มขณะกำลังก้าวลงจากรถเทสลาสีดำ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเซเลสเตเพียงไม่กี่ช่วงตึก โดยวัยรุ่นในพื้นที่คนหนึ่งได้นำภาพดังกล่าวไปโพสต์ลงใน TikTok ต่อมาสำนักข่าว CNN ได้ทำการตรวจสอบพิกัดทางภูมิศาสตร์และช่วงเวลาของภาพ เพื่อยืนยันว่าภาพถ่ายเหล่านั้นถูกถ่ายที่ไหนและเมื่อใด

ในเดือนมิถุนายน 2567 มีภาพถ่ายของเซเลสเตที่อยู่บริเวณหลังเวทีในคอนเสิร์ตของ d4vd ที่ขายบัตรหมดเกลี้ยง ณ โรงละคร The Fonda ในลอสแอนเจลิส นอกจากนี้ นักสืบเอกชนยังได้ค้นพบรูปภาพเพิ่มเติมที่ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่อยู่ด้วยกันในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 และต้นเดือนมกราคม 2568 อีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอล-เลบานอน เตรียมเจรจารอบ 2 วันพฤหัสบดีนี้

อิสราเอล-เลบานอน เตรียมเจรจารอบ 2 วันพฤหัสบดีนี้

21 เม.ย. 2569 00:17 น.

อิสราเอล-เลบานอน เตรียมเจรจารอบ 2 วันพฤหัสบดีนี้

เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลกับเลบานอน เตรียมเจรจากันโดยตรงเป็นครั้งที่ 2 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันพฤหัสบดีนี้ หลังจากการเจรจาครั้งแรกได้ผลลัพธ์เป็นข้อตกลงหยุดยิงระยะสั้น

เมื่อ 20 เม.ย. 2569 เจ้าหน้าที่อิสราเอลและเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาโดยตรงรอบที่สองระหว่างอิสราเอลและเลบานอน มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากการเจรจาครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงนาน 10 วัน

ในการพบปะกันครั้งแรกระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศเมื่อวันอังคาร (14 เม.ย.) มีนายเยเคียล ไลเตอร์ เอกอัครราชทูตอิสราเอล และนางนาดา ฮามาเดห์ เอกอัครราชทูตเลบานอนเข้าร่วม ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าการเจรจาในครั้งนี้จะยังคงเป็นในระดับการประชุมระดับเอกอัครราชทูตเช่นเดิม

ทำเนียบประธานาธิบดีเลบานอนแถลงเมื่อช่วงเช้าวันนี้ว่า คณะผู้แทนของประเทศจะนำโดย นายไซมอน คาราม อดีตเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ

“วัตถุประสงค์ของทางเลือกในการเจรจาคือเพื่อยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ ยุติการยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของอิสราเอล และเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปประจำการจนถึงแนวชายแดนทางใต้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล” ประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน กล่าว

เขากล่าวเสริมว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ “เข้ามาแทรกแซงโดยเจรจากับอิสราเอลเพื่อให้เกิดการหยุดยิง และเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแนวทางการเจรจา”

ทางด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ “ยินดีต่อการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน” พร้อมระบุเสริมว่า “เราจะยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในการหารือโดยตรงด้วยความจริงใจระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เปรย อาจไม่ขยายหยุดยิงอิหร่าน หากไม่มีการทำข้อตกลง

ทรัมป์เปรย อาจไม่ขยายหยุดยิงอิหร่าน หากไม่มีการทำข้อตกลง

20 เม.ย. 2569 23:01 น.

ทรัมป์เปรย อาจไม่ขยายหยุดยิงอิหร่าน หากไม่มีการทำข้อตกลง

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านจะสิ้นสุดลงในวันพุธนี้ และเป็นเรื่องยากที่จะขยายเวลาออกไป หากไม่มีการทำข้อตกลงเกิดขึ้น

เมื่อ 20 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว บลูมเบิร์ก (Bloomberg) ว่า ตอนนี้เขาจะถือว่าการหยุดยิงกับอิหร่านจะสิ้นสุดลงใน “ช่วงเย็นวันพุธตามเวลาวอชิงตัน” และว่า “เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง” ที่เขาจะขยายเวลาออกไปอีกหากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

“เป็นไปได้น้อยมากที่ผมจะขยายเวลาออกไป” ทรัมป์กล่าว “ผมจะไม่รีบร้อนจนทำให้เกิดข้อตกลงที่แย่ เรามีเวลาเหลือเฟือ”

เมื่อถูกถามว่าเขาคาดการณ์ว่าการสู้รบจะกลับมาปะทุขึ้นทันทีหรือไม่หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ทรัมป์ตอบว่า “ถ้าไม่มีข้อตกลง ผมก็คาดว่าจะเป็นเช่นนั้นแน่นอน”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์มีท่าทีที่กลับไปกลับมาว่าจะขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านหรือไม่ โดยในระหว่างช่วงตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาถูกถามถึง 5 ครั้งว่าจะขยายเวลาหยุดยิงหรือไม่ ซึ่งเขาให้คำตอบที่แตกต่างกันถึง 3 รูปแบบในการตอบคำถามเหล่านั้น

คำพูดของนายทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเจรจาครั้งที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงไม่แน่นอน โดยนายทรัมป์ระบุว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเดินทางไปปากีสถานเพื่อเจรจา แต่ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่า ยังไม่มีแผนพูดคุยกับสหรัฐฯ ในตอนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยืนยัน อิสราเอลไม่เคยกล่อมเขาให้ทำสงครามกับอิหร่าน

ทรัมป์ยืนยัน อิสราเอลไม่เคยกล่อมเขาให้ทำสงครามกับอิหร่าน

20 เม.ย. 2569 22:44 น.

ทรัมป์ยืนยัน อิสราเอลไม่เคยกล่อมเขาให้ทำสงครามกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า อิสราเอลไม่เคยกล่อมให้เขาทำสงครามกับอิหร่าน ท่ามกลางข้อครหาที่กำลังแพร่สะพัดในประเทศ พร้อมโจมตีสื่อข่าวปลอมว่ารายงานแต่เรื่องโกหกและเรื่องที่แต่งขึ้น

เมื่อ 20 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความใหม่ผ่าน Truth Social โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์สื่ออย่างรุนแรงและระบุว่า อิสราเอลไม่เคยโน้มน้าวให้เขาทำสงครามกับอิหร่าน ท่ามกลางข้อครหาจากสื่อและอดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาล ที่ระบุว่าอิสราเอลใช้ช่องทางลับในการโน้มน้าวรัฐบาลทรัมป์

“อิสราเอลไม่เคยโน้มน้าวให้ผมทำสงครามกับอิหร่าน แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. (2566) ต่างหากที่เข้ามาตอกย้ำทัศนคติที่ผมมีมาตลอดชีวิตว่า อิหร่านจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นอันขาด” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“ผมเฝ้าดูและอ่านพวกนักวิจารณ์จากสื่อข่าวปลอม และผลโพลต่าง ๆ ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ 90% ของสิ่งที่พวกเขาพูดคือคำโกหกและเรื่องที่แต่งขึ้นเอง และผลโพลพวกนั้นก็ถูกล็อกผลไว้แล้ว เหมือนกับที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563 ถูกโกงนั่นแหละ”

“เช่นเดียวกับผลลัพธ์ในเวเนซุเอลาที่พวกสื่อไม่ชอบพูดถึง ผลลัพธ์ในอิหร่านจะออกมาน่าทึ่งอย่างแน่นอน – และถ้าผู้นำใหม่ของอิหร่าน (การเปลี่ยนระบอบปกครอง!) ฉลาดพอ อิหร่านก็จะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองได้!”

ทั้งนี้ นายทรัมป์พยายามตอบโต้ประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงอย่างหนักภายในประเทศที่ว่า อิสราเอลใช้อุบายหลอกล่อให้เขาเข้าสู่สงครามในอิหร่านที่ไม่มีทางจบลงได้โดยง่าย

ตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่าที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงพลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม รู้สึกไม่สบายใจกับการคาดการณ์ของอิสราเอลที่ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู นำเสนอต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนที่ปฏิบัติการโจมตีจะเริ่มขึ้น

นอกจากนั้น นาย โจ เคนต์ อดีตหัวหน้าศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ระบุไว้อย่างชัดเจนในจดหมายลาออก และย้ำอีกหลายครั้งหลังจากนั้นว่า เขาเชื่อว่าอิสราเอลได้ใช้ช่องทางลับในการโน้มน้าวให้รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มการโจมตีอิหร่านเพื่อช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอิสราเอลเอง แต่ทรัมป์กับทำเนียบขาวปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Truth Social