‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

สวนน้ำรามายณะ (Ramayana Water Park) สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็น สวนสนุกและสวนน้ำลำดับ 9 ของโลก จากการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best Amusement & Water Parks 2026 ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดที่สวนน้ำในประเทศไทยเคยได้รับจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Tripadvisor และตอกย้ำสถานะของสวนน้ำรามายณะในฐานะสวนน้ำชั้นนำระดับนานาชาติ

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยสวนน้ำรามายณะ เป็นสวนน้ำในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการจัดอันดับในรายการระดับโลกประจำปี 2569 พร้อมครองตำแหน่งสวนน้ำอันดับ 1 ของประเทศไทย ในการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best Amusement & Water Parks ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการให้บริการ มาตรฐานความปลอดภัย และประสบการณ์อันน่าประทับใจ และเป็นที่ยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ สวนน้ำรามายณะ เคยได้รับการจัดอันดับในระดับโลกจาก Tripadvisor มาแล้วหลายครั้ง แต่ในปี 2569 ถือเป็นปีที่สวนน้ำรามายณะสามารถทำอันดับได้สูงที่สุด ด้วยการก้าวขึ้นสู่ลำดับที่ 9 สุดยอดสวนน้ำและสวนสนุกของโลก

รางวัล Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best มอบให้แก่สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับคะแนนรความคิดเห็นเชิงบวกอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกตลอดระยะเวลา 12 เดือน โดย Tripadvisor ระบุว่ามีสถานประกอบการไม่ถึง 1% จากทั้งหมดบนแพลตฟอร์มที่ได้รับการยกย่องในระดับนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดของเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลก

สวนน้ำรามายณะ ตั้งอยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรี อย่างเขาชีจรรย์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากเมืองพัทยาเพียง 25 นาที และจากกรุงเทพมหานครเพียง 90 นาทีเท่านั้น สวนน้ำรามายณะโดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม รายล้อมด้วยภูเขา ทะเลสาบ และพื้นที่สีเขียวที่เงียบสงบ มอบประสบการณ์การพักผ่อนและความสนุกที่แตกต่างจากสวนน้ำทั่วไป บนพื้นที่กว่า 16 เฮกตาร์ หรือประมาณ 100 ไร่ สวนน้ำรามายณะ ได้รับการยอมรับว่าเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายในประกอบด้วยสไลเดอร์และเครื่องเล่นทางน้ำมากถึง 26 รายการ ตอบสนองทุกความต้องการสำหรับครอบครัว เด็กเล็ก และสายแอดเวนเจอร์ที่ชื่นชอบความท้าทาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์อันเป็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของไทยผสานความสนุกเข้ากับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว

นอกจากความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวและการบริการแล้ว สวนน้ำรามายณะ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดสวนน้ำรามายณะได้เปิดใช้งานโครงการ Solar Car Park ร่วมกับ SUN Vision Technology ซึ่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงกว่า 1,720 แผง กำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดรวม 1.22 เมกะวัตต์พีค (MWp) ช่วยผลิตพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการให้บริการพื้นที่จอดรถแบบมีหลังคาแก่นักท่องเที่ยว พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อรองรับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อีกทั้ง สวนน้ำรามายณะ ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs STAR Certification ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน หลังสามารถบรรลุเป้าหมายท่องเที่ยวยั่งยืนครบทั้ง 17 ข้อ สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

สวนน้ำรามายณะ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพการบริการ การพัฒนาเครื่องเล่นและสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับสากล

สามารถดูผลการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Awards 2026 ได้ที่:

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

ในชีวิตคนเราทุกคนล้วนพบเจอคนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวนง่าย หรือชอบทำตัวเป็นจุดเด่น เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง โดยบางคนอาจไม่รู้ตัวว่า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคฮิสทีเรีย” หรือ “บุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก” ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า คำว่า ฮิสทีเรีย (Hysteria) หมายถึง การแสดงออกทางอารมณ์ และท่าทางมากกว่าปกติ พฤติกรรมลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้ามีพฤติกรรมนี้ร่วมกับมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ ควบคุมความวิตกกังวลของตัวเองไม่ค่อยได้ และไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ดีเท่าคนปกติ อาจนึกถึงโรคบุคลิกภาพแปรปรวนในกลุ่มบี (Cluster B Personality Disorder)

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital 

โรคฮิสทีเรียมี 2 ประเภท ดังนี้

1.โรคประสาทฮิสทีเรีย(Conversion Reaction) คือ  เมื่อมีความเครียดหรือความกังวลใจมาก จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหว และการรับรู้ เช่น ชาที่แขน ขา พูดไม่มีเสียง ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก สูญเสียความทรงจำบางเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ แต่เมื่อผู้ป่วยตรวจร่างกายอาจจะไม่พบความผิดปกติเพราะเกิดจากสภาพจิตใจของผู้ป่วยเอง

2.โรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก(Histrionic Personality Disorder) เป็นอาการที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดเซ็กซ์ ที่ไม่สามารถขาดผู้ชายได้ ซึ่งที่จริงแล้ว ผู้ป่วยแค่ต้องการได้รับความสนใจจากคนอื่นเป็นอย่างมาก โดยมีอาการดังนี้  ต้องการเป็นจุดเด่น หรือจุดสนใจ เช่น พูดจา แสดงท่าทางเกินจริง ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกอึดอัด และทนไม่ได้ทันทีหากตัวเองไม่ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง การแสดงออกดูเหมือนยั่วยวน พยายามเข้าหาผู้อื่น โดยเฉพาะเพศตรงข้าม ด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ชอบแต่งตัวยั่วยวนเพื่อให้ตนเองเป็นจุดสนใจ  แสดงออกถึงความสนิทสนมกับผู้อื่นมากเกินจริง คิดไปเองว่าสนิทสนมกับอีกฝ่าย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจไม่ได้รู้สึกสนิทใจด้วย

นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมดราม่าแสดงอารมณ์รุนแรง แปรปรวนง่าย และชอบสร้างเรื่องราวให้ดูน่าตื่นเต้น ต้องการการเอาใจใส่: ต้องการได้รับการยกย่อง ชมเชย และสนับสนุนจากผู้อื่น ขาดความมั่นใจในตนเอง: ต้องการการยืนยันจากผู้อื่น กลัวถูกทอดทิ้ง มีความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง: มักมีความสัมพันธ์ที่สั้น รุนแรง และเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์: มักตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ อาจมีพฤติกรรมขู่หรือลงมือทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น

สาเหตุของโรคบุคลิกภาพแบบฮิสทริโอนิก อาจเกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็ก เช่น  การไม่ได้รับความรัก ความอบอุ่น การถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเกิดความกังวลที่ต้องแยกจากพ่อแม่ การถูกทารุณกรรม เป็นต้น, มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม โดยหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพฮิสทริโอนิกได้ จนเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมของคนในครอบครัวที่เป็นโรคฮิสทีเรีย และปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ลักษณะทางจิตวิทยา วิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดของแต่ละคน เป็นต้น

การรักษาโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก จิตแพทย์จะเน้นการรักษาด้วยการทำจิตบำบัดเพื่อหาสาเหตุการเกิดโรค พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ปรับความคิดให้ผู้ป่วยมีมุมมองบวกกับตัวเองและทำให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นในความรักความสัมพันธ์ของตัวเอง แต่อาจจะมีการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ร่วมด้วยก็จะมีการให้ยาต้านเศร้า หรือยารักษาวิตกกังวล

สำหรับการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก ต้องดูแลตามความเหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือถ้าพบว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถบอกกับผู้ป่วยตรงๆ เพื่อให้เค้ารู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อคนรอบข้าง

ทั้งนี้ โรคฮิสทีเรียเป็นโรคทางจิตเวชที่มีความซับซ้อนและต้องได้รับการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคฮิสทีเรีย ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง

เซ็นทรัล จับมือ J. Front Retailing โชว์ 47 ผลงานศิลปินไทย-ญี่ปุ่นที่เมืองนาโกย่า

เซ็นทรัล จับมือ J. Front Retailing โชว์ 47 ผลงานศิลปินไทย-ญี่ปุ่นที่เมืองนาโกย่า

เซ็นทรัล จับมือ J. Front Retailing โชว์ 47 ผลงานศิลปินไทย-ญี่ปุ่นที่เมืองนาโกย่า

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.00 น.

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ J. Front Retailing และห้างสรรพสินค้าไดมารู มัตสึซาคายะ ประเทศญี่ปุ่น จัดนิทรรศการ “CENRETA ART AWARD 2026 THAILAND + JAPAN: Exhibition in Nagoya” นำผลงานศิลปะจำนวน 47 ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจากเวที “CENRETA ART AWARD 2025” จัดแสดง ณ ห้างมัตสึซาคายะ สาขานาโกย่า เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมถ่ายทอดพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินรุ่นใหม่จากประเทศไทยและญี่ปุ่น ผ่านผลงานศิลปะที่สะท้อนมุมมองต่อสังคม วัฒนธรรม และการเชื่อมโยงระหว่างผู้คนในโลกยุคปัจจุบัน

 “CENRETA ART AWARD” คือเวทีประกวดศิลปะนานาชาติที่จัดขึ้นร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่จากประเทศไทยและญี่ปุ่น ได้แสดงศักยภาพและแลกเปลี่ยนมุมมองทางความคิดผ่านงานศิลปะ โดยชื่อ “CENRETA” ได้รับแรงบันดาลใจจากคำว่า “Senri” ที่สื่อถึงความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ในอนาคตอันไกล และ “Rita” ที่สะท้อนถึงความเอื้อเฟื้อและการคำนึงถึงผู้อื่น อันเป็นแนวคิดสำคัญของรางวัลที่มุ่งสร้างพื้นที่แห่งโอกาสและการเชื่อมโยงสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ในระดับนานาชาติ

สำหรับปี 2025 การประกวดจัดขึ้นภายใต้ธีม “EXCHANGE” ที่ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและผู้อื่น ระหว่างบุคคลและสังคม ตลอดจนการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน วัฒนธรรม และแนวคิดที่แตกต่างกัน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงจากโลกาภิวัตน์และการสื่อสารที่รวดเร็ว ศิลปินผู้เข้าร่วมได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการพบเจอ ความสัมพันธ์ และการก้าวข้ามพรมแดนผ่านผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย วิดีโออาร์ต และดิจิทัลอาร์ต

นิทรรศการครั้งนี้นำเสนอผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 47 ผลงาน จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดกว่า 400 ผลงาน พร้อมจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลทั้ง 3 รางวัล ซึ่งได้รับการตัดสินและประกาศผล ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย รางวัล Grand Prize ได้แก่ Nozomu Kubota จากประเทศญี่ปุ่น จากผลงาน “AI’s Silent Omissions” (Video Art) รางวัล Excellence Award ได้แก่ Manami Okamoto จากประเทศญี่ปุ่น จากผลงาน “A Fish Out of Water” (Photography) รางวัล Jury Recommendation Award ได้แก่ Lily Onga จากประเทศไทย จากผลงาน “Animated Receipt: Recorded in Kappabashi” (Video Art)

ภายในงานได้รับเกียรติจาก เคอิจิ โอโนะ ประธานและ Representative Executive Officer แห่ง J. Front Retailing พร้อมด้วย ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมแสดงความยินดีแก่ศิลปินผู้ได้รับรางวัลและศิลปินรุ่นใหม่จากทั้งสองประเทศ

 นอกจากนี้ ภายในห้างมัตสึซาคายะ สาขานาโกย่า ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ “HIROTO RAKUSHO Solo Exhibition ‘Mede-Thai’ Golden Prayers — Japan ∞ Thailand, Between the Light” โดยศิลปิน ฮิโรโตะ ราคุโช ซึ่งถ่ายทอดความงดงามของ “จิตวิญญาณแห่งการอธิษฐาน” และ “ความทรงจำแห่งความงาม” ที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ผ่านการใช้ทองคำเปลวเป็นสื่อกลางสะท้อนมิติทางจิตใจ ความสงบ และความงามตามแบบสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่นและไทย

 อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือความร่วมมือกับ “Thai Festival in Nagoya 2026” เทศกาลไทยที่จัดขึ้น ณ สวนสาธารณะฮิซายะ โอโดริ ใกล้กับห้างมัตสึซาคายะ สาขานาโกย่า ซึ่งรวบรวมอาหาร วัฒนธรรม และการแสดงจากประเทศไทย พร้อมกิจกรรม “Ganesha Lucky Stamp Rally” ที่เชื่อมโยงพื้นที่จัดงาน Thai Festival, ห้างมัตสึซาคายะ สาขานาโกย่า และนาโกย่า พาร์โก เพื่อสร้างสีสันและประสบการณ์ร่วมระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม และผู้คนจากทั้งสองประเทศ

นิทรรศการ “CENRETA ART AWARD 2026 THAILAND + JAPAN: Exhibition in Nagoya” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, J. Front Retailing และห้างสรรพสินค้าไดมารู มัตสึซาคายะ ในการร่วมผลักดันการแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ผ่านพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดความร่วมมือและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศต่อไปในอนาคต

บาดแผลทางใจรักษาได้ไหม? รู้เท่าทัน 5 วิธีรับมือกับ PTSD ในชีวิตประจำวัน

บาดแผลทางใจรักษาได้ไหม? รู้เท่าทัน 5 วิธีรับมือกับ PTSD ในชีวิตประจำวัน

บาดแผลทางใจรักษาได้ไหม? รู้เท่าทัน 5 วิธีรับมือกับ PTSD ในชีวิตประจำวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากคุณเคยเผชิญกับบาดแผลทางใจ ไม่ว่าจะมาจากวัยเด็ก ครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือเหตุการณ์ยากลำบากในชีวิต บางครั้งความรู้สึกเหล่านั้นอาจฝังลึกอยู่ในจิตใจและร่างกาย วิธีที่เราตอบสนองต่อโลกและผู้คนรอบตัวอาจเกิดจากบาดแผลทางใจ (Trauma) โดยไม่รู้ตัว โดยแสดงออกผ่านความวิตกกังวล ความรู้สึกชาชิน ทางอารมณ์ อาการปวดตามร่างกาย หรือการหลีกเลี่ยงผู้คนและสถานการณ์บางอย่างแต่บาดแผลจากวัยเด็กที่ฝังลึกในใจสามารถเยียวยาได้หรือไม่ หรือเราทำได้เพียงแค่เรียนรู้ที่จะรับมือกับบาดแผลเหล่านี้ให้ได้เท่านั้น

ทำความเข้าใจ Trauma และ PTSD คืออะไร?                                                               

บาดแผลทางใจ (Trauma) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อเหตุการณ์ที่ยากลำบากหรือรุนแรงเกินกว่าที่จิตใจจะรับมือได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสภาพจิตใจและร่างกาย สำหรับบางคนประสบการณ์ในวัยเด็ก เช่น การถูกละเลยทางอารมณ์ ความขัดแย้งภายในครอบครัว การถูกกลั่นแกล้ง การถูกทำร้าย หรือการสูญเสีย   อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวรวมถึงการวิธีแสดงออกในความสัมพันธ์

บาดแผลทางอารมณ์ที่ไม่รับการดูแลสามารถพัฒนาเป็นภาวะ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) ได้ ซึ่งสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ เช่น ความวิตกกังวลในการใช้ชีวิต การเห็นภาพเหตุการณ์ย้อนหลังซ้ำ ๆ  (flashbacks) การถูกกระตุ้นทางอารมณ์ได้ง่าย ความรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือการใช้ชีวิตด้วยความระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา

Mike Miller ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านคลินิกของ Yatra Trauma Centre กล่าวว่า “บาดแผลในวัยเด็ก ประสบการณ์ที่เจ็บปวดจากความสัมพันธ์ครอบครัว เพื่อน สภาพแวดล้อมในโรงเรียน การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรง การถูกละเลย และเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง เมื่อเวลาผ่านไปประสบการณ์เหล่านี้มักทิ้งร่องรอยทางด้านอารมณ์และร่างกาย และค่อย ๆ หล่อหลอมเราตอนโต ทั้งวิธีคิด ความรู้สึก และการใช้ชีวิตโดยเราอาจมองข้ามสาเหตุของมัน ทุกคนมีบาดแผลทางใจและมีการตอบสนองต่อ Trauma ที่แตกต่างกันไป แต่ทุกบาดแผลทางใจสามารถฟื้นฟูและเยียวยาได้ หากได้รับการสนับสนุน ความเข้าใจ ผ่านพื้นที่ปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมทำความเข้าใจ และการให้เวลากับตัวเองได้เรียนรู้ประสบการณ์การเหล่านั้นตามจังหวะและเวลาของตนเอง”

5 วิธีรับมือกับอาการ PTSD เมื่อเจอสิ่งกระตุ้น (Triggers) ในชีวิตประจำวัน

1. ฝึกเทคนิคการ Grounding เทคนิค Grounding ช่วยลดอาการตื่นตระหนกหรืออึดอัดจากความกังวลที่มากเกินไป และสามารถช่วยดึงความสนใจให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ เพียงแค่เราลองหยุดอยู่กับตัวเองสักครู่หนึ่งแล้วสังเกตสิ่งของรอบตัว 5 อย่าง อาทิ โคมไฟ แก้วน้ำ หนังสือ หรือเสียงภายในห้อง จากนั้นกดเท้าลงกับพื้นอย่างหนักแน่น ประมาณ 10 วินาที

2. การออกกำลังกายหรือขยับร่างกาย ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนความเครียด คลายความตึงเครียด และช่วยให้สภาวะทางอารมณ์ที่มั่นคง

3. เบี่ยงเบนความสนใจด้วยกิจกรรมที่ตนเองชอบ การฟังเพลง พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ทำงานอดิเรก หรือใช้เวลาอยู่ในสถานที่ที่รู้สึกปลอดภัย สามารถช่วยลดความคิดที่ถาโถมได้

4. ระบายความรู้สึกผ่านการเขียน การระบายความคิดและความรู้สึกออกมาด้วยการเขียนหรือจดบันทึก ช่วยให้คุณได้ทบทวนอารมณ์และเข้าใจสิ่งกระตุ้น (trigger) ของตัวเองได้มากขึ้น

5. ฝึกสติและเทคนิคการผ่อนคลาย การฝึกหายใจ การทำสมาธิ การฝึกสติ (mindfulness) หรือเทคนิคผ่อนคลายต่าง ๆ อาจช่วยให้ระบบประสาทสงบลงในช่วงเวลาที่ตึงเครียดได้

Trauma และ PTSD สามารถเยียวจนหายได้ หรือ เป็นสิ่งที่เราต้องรับมือไปตลอดชีวิต?

การเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจจากบาดแผลนั้นเป็นไปได้ แต่เพียงแค่ต้องใช้เวลา และขั้นตอนของเส้นทาง          การเยียวยาอาจจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับแต่ละคน ในชีวิตประจำวันเราอาจบังเอิญเจอกับสิ่งกระตุ้นและทำให้อาการ PTSD ต่าง ๆ ย้อนกลับมาได้อีก แต่หากได้รับการดูแลรักษาและมีแรงสนับสนุนจากคนรอบตัว การใช้ชีวิตประจำวันพร้อมภาวะอารมณ์ที่มั่นคงได้ก็สามารถกลับมาได้อีกครั้ง

นอกจากนั้นการเยียวยาจิตใจจากภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD)  ไม่ได้หมายถึงแค่การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่กระบวนการฟื้นฟูนั้นยังคงต้องพึ่งพาการบำบัดที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based therapies) การปรับสมดุลระบบประสาท (Nervous system regulation) และการสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ (emotional safety) ควบคู่กันไปด้วย

Yatra Trauma Centre เชื่อว่าแต่ละคนนั้นมีเส้นทางการเยียวยาจิตที่แตกต่างกัน ทุกคนสมควรได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจ ความใส่ใจเฉพาะบุคคล และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้ทุกคนฟื้นฟูตัวเองในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยพร้อมแรงสนับสนุนตลอดการเยียวยา

Yatra Trauma Centre ตั้งอยู่ที่จังหวัดกระบี่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2565 โดย Mike Miller ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านคลินิก และ Chu Miller ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัด Trauma ที่ได้รับการรับรองทั้งในด้าน Clinical Trauma Professional, Addiction Therapy และ EMDR Specialist เป็นการบำบัดเฉพาะทางด้าน Trauma แห่งเดียวในประเทศไทยที่มอบการดูแลแบบเฉพาะบุคคลอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ทุกคนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ภายใต้แนวทาง Trauma-Informed Care

Yatra ผสานการบำบัดที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based therapies) รวมถึงการบำบัดแบบ EMDR, CBT, IFS, Bodywork, Yoga, Muay Thai และ Art Therapy เพื่อช่วยให้ผู้คนก้าวผ่านบาดแผลทางใจที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต   มุ่งเน้นการดูแลที่เข้าใจ Trauma อย่างแท้จริง โดยให้ความสำคัญกับการค้นหาและเยียวยาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหามากกว่าการดูแลเพียงอาการภายนอกที่เกิดขึ้น   ทั้งนี้ ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ http://www.yatracentre.com

คุณแหน: 11 มิถุนายน 2569

คุณแหน:  11 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 11 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จร่วมแข่งขันไตรกีฬานานาชาติ ในรายการ Amazing Race Festival Toyota Sattahip Triathlon 2026 Presented by MAMA 14 มิ.ย.06.00-10.00 น. ณ กองเรือยุทธการ อ่าวดงตาล สัตหีบ จ.ชลบุรี..
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา 13 มิ.ย.17.30 น.เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส..12 มิ.ย.ถวายภัตตาหารเพลและ 19.00 น.สวดพระอภิธรรม ที่บ้านเลขที่ 21 ถ.อัษฎางค์.. พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา บุตรชายคนเดียวเตรียมงานเพื่อคุณพ่อเต็มกำลังเป็นครั้งสุดท้าย..
  • ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับ พลเอกบุญสิน พาดกลาง อุปสมบทเมื่อ 9 มิ.ย.ณ วัดป่าศรีคุณาราม จ.อุดรธานี  ได้รับฉายาทางธรรมว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ” โดยตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย ปฎิบัติธรรมและอุทิศบุญกุศลตลอดระยะเวลา 1 พรรษาแด่ ทหารไทยและประชาชนที่เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยของชาติจากความขัดแย้ง ไทย-เขมร ..
  • ผศ.พรทิพย์ พุกผาสุข ประธานคณะกรรมการจัด การประกวด สุนทรพจน์เฉลิมพระเกียรติฯ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” ประชุมจัดเตรียมความพร้อมฝ่ายต่างๆ อาทิ มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม, สุปาณี รัชไชยบุญ, ผศ. วีรวรรณ วรรุสม์, อ.รศนาภรณ์ วีรวรรณ, จิรายุ สุวรรณภักดี, เบญจวรรณ สร่างนิทร, สุพงษ์ ลิ้มพานิช และ อ. ดร. ชานนท์ ศิริธร ..
  • คล้ายวันเกิด 68 ปี 7 มิ.ย. ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย พร้อมหน้า ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย  กราบสักการะพระแก้วมรกตและศาลหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคล..
  • ยาจิตร ยุวบูรณ์ โล่งอกเมื่อหัวหน้าครอบครัว ปรีชา ยุวบูรณ์ ปลอดโรคปลอดภัยไร้กังวล..
  • สุพินดา โชคชัยนิรันดร์ แห่งร้านสุพินดา บูติคแอนด์บิวตี้ซาลอน ย้ายร้านจากสุขุมวิท 24 ไปอยู่ที่ชั้น 3 โรงแรมนิกโก้ทองหล่อ สุขุมวิท 55  โทร.092-2682039  เพื่อลูกค้าได้มีจอดรถสะดวกสบาย ..
  • 133 ปีสภากาชาดไทย The Giving Concert 3 Generations  1 Heart  จาก 1 ปณิธานแห่งการให้ สู่ 3 Generation ร่วมกับ เวิร์คพอยท์ กรุ๊ป  เตรียมชม ซีรีส์คอนเสิร์ตเพื่อการกุศล ครั้งที่ 2 Sing Memories  4 ก.ค.14.00 น.ที่สยามพิฆ ฮอลล์ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน เป็นคอนเสิร์ตเรื่องเล่าของความรัก ผ่านบทเพลงยุค 90 โดยวงดนตรีระดับตำนาน “เฉลียง” พร้อมศิลปินรับเชิญ นัท มีเรีย และปาน ธนพร ทุกที่นั่งคือเงินบริจาค รับสิทธิลดหย่อนภาษีได้ 2  เท่า www.iredcross.org ..

น้อง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จับมือ PUDEBGA เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ออกแบบบอร์ดเกมประชันฝีมือ หัวข้อ’เรื่องเล่าบ้านฉันสู่กระดานเกมโลก’

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จับมือ PUDEBGA เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ออกแบบบอร์ดเกมประชันฝีมือ หัวข้อ'เรื่องเล่าบ้านฉันสู่กระดานเกมโลก'

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จับมือ PUDEBGA เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ออกแบบบอร์ดเกมประชันฝีมือ หัวข้อ’เรื่องเล่าบ้านฉันสู่กระดานเกมโลก’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.24 น.

สื่อสารวิถีชุมชนผ่านบอร์ดเกม แปลงทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นเกมระดับสากล โดยเปิดรับสมัครถึง 14 มิถุนายน 2569 รางวัลรวมกว่า 200,000 บาท

ที่สถาบันอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park สมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม หรือ Publisher and Designer Board Game Association: PUDEBGA ได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนโครงการ Youth Board Game Designer for Thai Cultural Soft Power Project 2026 และได้จัดงานเปิดตัวโครงการขึ้น โดยมี นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดฯ ซึ่งภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “การต่อยอดฐานทุนวัฒนธรรมสู่อุตสาหกรรมบอร์ดเกม”  ซึ่งมีผู้แทนจากสถาบันอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park ,สมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม ภาควิชาประวัติ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของบอร์ดเกมในฐานะสื่อร่วมสมัยที่สามารถเปลี่ยนเรื่องเล่าท้องถิ่นจากสิ่งที่ต้องจดจำ ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้เล่นได้สัมผัสผ่านการคิด การเลือก การตัดสินใจ การสวมบทบาท และการเรียนรู้ผลจากการกระทำของตัวเอง เพื่อวางเป้าหมายไปสู่การพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้เป็นนักออกแบบบอร์ดเกมรุ่นใหม่ ที่สามารถนำต้นทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นผลงานบอร์ดเกมที่มีอัตลักษณ์ พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตสาหกรรมบอร์ดเกมสู่ตลาดโลก

นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อการประกวด “เรื่องเล่าบ้านฉัน สู่กระดานเกมโลก” โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนค้นหาเรื่องเล่าที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมจากบ้านเกิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นตำนาน ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชน อาหารพื้นเมือง หรือวิถีชีวิตที่กำลังจะหายไป ก่อนนำมาสกัดเป็นกลไกการเล่น หรือ Game Mechanics และการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling เพื่อทำให้ผู้เล่นทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รู้จักรากเหง้าของชุมชนไทยผ่านประสบการณ์การเล่นบอร์ดเกมเป็นสื่อที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และมีการขยายตัวของการใช้งานมากขึ้น เพราะการเล่นบอร์ดเกมไม่ได้ให้เพียงความสนุก แต่ยังช่วยฝึกทักษะ พัฒนาสมอง พัฒนาความคิด และสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้จริง ดังนั้นกรมจึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีสื่อที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้เรื่องราวใกล้ตัว โดยเฉพาะประเพณี เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นตนเอง ให้เกิดการเรียนรู้ทีสนุก ตื่นเต้น เป็นที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคำตอบจึงมาอยู่ที่ “บอร์ดเกม”

รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า แต่ละท้องถิ่นมีเรื่องราวที่หลากหลาย ทั้งประวัติศาสตร์วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นเกมได้ การนำเรื่องเล่าท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นบอร์ดเกมจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนรู้จักรากของตนเองมากขึ้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสื่อสารกับผู้เล่นในวงกว้าง รวมถึงผู้เล่นต่างประเทศได้

ด้าน รศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า แม้โลกกำลังเดินหน้าไปกับ AI ดิจิทัล และกระแสโลกาภิวัตน์ แต่เรื่องเล่าท้องถิ่นไม่ได้ลดความสำคัญลง เพราะมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงการเหมือนคนอื่นหรืออยู่ในกระแสเดียวกันเท่านั้น แต่ยังต้องการอัตลักษณ์ ความแตกต่าง และเรื่องราวที่บอกได้ว่า “เราเป็นใคร”

สำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ รศ.ดร. ชาติชาย กล่าวว่า ควรเป็นกระบวนการทำความเข้าใจมนุษย์ เข้าใจตัวเอง และเข้าใจชุมชนรอบตัว การให้เยาวชนกลับไปค้นหาเรื่องเล่าบ้านตัวเองจึงเป็นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์จากเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และช่วยให้เยาวชนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอดีตของชุมชนกับชีวิตของตัวเอง

รศ.ดร. ชาติชาย ย้ำว่า การออกแบบบอร์ดเกมจากเรื่องเล่าท้องถิ่นต้องระวังเรื่องจริยธรรมในการทำงานกับวัฒนธรรม โดยเฉพาะการเคารพเจ้าของความรู้และมุมมองของคนในพื้นที่ เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่วัตถุดิบที่คนนอกจะหยิบไปเล่าอย่างไรก็ได้ แต่เกี่ยวข้องกับผู้คนจริง ความทรงจำจริง และความภูมิใจจริงของชุมชน นักออกแบบจึงต้องฟังคนในพื้นที่ เข้าใจบริบท และระวังไม่เหมารวมความหลากหลายของท้องถิ่น

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park กล่าวว่า โครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกมครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการใช้พื้นที่เรียนรู้เพื่อสนับสนุนเยาวชนและชุมชนให้ขยับจากการเป็นผู้ใช้หรือผู้เล่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานของตนเอง

สำหรับการทำงานกับทุนวัฒนธรรมไม่ควรมองเฉพาะผลงานปลายทาง แต่ต้องคิดเป็นระบบนิเวศ หรือ ecosystem ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางคือคนในชุมชนเจ้าของเรื่อง ไปจนถึงปลายทางคือผู้ใช้หรือผู้เล่นที่จะได้รับประสบการณ์จากสื่อนั้น กระบวนการสร้างสื่อจำเป็นต้องให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ช่วยกันคัดเลือกเรื่องราว ก่อนพัฒนาเป็นสื่อการเรียนรู้และส่งต่อไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยตรง

ผอ.สถาบันอุทยานการเรียนรู้  ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการว่า การออกแบบบอร์ดเกมจากเรื่องเล่าท้องถิ่นต้องเคารพภูมิปัญญา องค์ความรู้ และคนต้นเรื่อง เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่หยิบมาใช้ได้ทันที แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ อัตลักษณ์ และความภูมิใจของชุมชน นักออกแบบจึงต้องคิดทั้งการเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังฐานทุนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงไปข้างหน้าว่าเกมที่สร้างขึ้นจะไปถึงผู้ใช้กลุ่มใด และจะสร้างผลกระทบให้ตรงกับเป้าหมายของเกมได้อย่างไร

ด้าน นายทรงสิทธิ์ แพรเพ็ชร์ นายกสมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม กล่าวถึงรายละเอียดการจัดงานว่า ทางสมาคมฯ มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนานักออกแบบเกมไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมตลาดสากลและเห็นว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพสูง จึงริเริ่มโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกมรุ่นเยาว์ขึ้นเป็นปีแรก ภายใต้หัวข้อ “เรื่องเล่าบ้านฉัน สู่กระดานเกมโลก”

นายทรงสิทธิ์ กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนใช้บอร์ดเกมเป็นสื่อในการนำเสนออัตลักษณ์ วัฒนธรรมท้องถิ่น และซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยความพิเศษของโครงการไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันเพื่อค้นหาผู้ชนะเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือกระบวนการ Bootcamp ที่จะมีผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบบอร์ดเกมมืออาชีพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดศาสตร์การออกแบบ และช่วยให้เยาวชนสามารถนำโจทย์ด้านวัฒนธรรมมาประยุกต์เป็นผลงานบอร์ดเกมที่สนุก ท้าทาย และมีมาตร ฐานของอุตสาหกรรมเกม

นายกสมาคมฯ กล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดของสมาคมฯ ว่า ต้องการผลักดันผลงานที่โดดเด่นจากเวทีนี้ให้มีโอกาสต่อยอดไปสู่การผลิตและจัดจำหน่ายจริง ทั้งในเชิงพาณิชย์และการสื่อสารในระดับสากล โดยโครงการจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและเครือข่ายภาคีที่เห็นความสำคัญของการใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรมไทย

ทั้งนี้ โครงการเปิดรับสมัครเยาวชนสัญชาติไทย อายุระหว่าง 15-25 ปี สมัครเป็นทีมตั้งแต่ 1-3 คน พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาประจำทีม 1 คน โดยแต่ละทีมสามารถส่งผลงานเข้าร่วมได้ไม่เกิน 1 ผลงาน และต้องสามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามที่โครงการกำหนดได้ ผู้สมัครต้องนำเรื่องเล่า อัตลักษณ์หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ มาแปลงเป็นไอเดียบอร์ดเกม และนำเสนอในรูปแบบวิดีโอความยาวไม่เกิน 3 นาที โดยเกณฑ์การคัดเลือกแบ่งเป็น เรื่องราวหรือข้อมูลเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความน่าสนใจ 70 คะแนน และความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นบอร์ดเกม 30 คะแนน ซึ่งทีมที่ผ่านการคัดเลือก 32 ทีมจาก 4 ภูมิภาค จะได้เข้าร่วม Board Game Bootcamp 3 วัน 2 คืน ตามภูมิภาคของผู้สมัคร เพื่อเรียนรู้การสกัดต้นทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น กระบวนการออกแบบบอร์ดเกม การพัฒนากลไกเกม การทำต้นแบบ หรือ Prototype พร้อมรับคำปรึกษาจาก Mentor ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้าสู่กิจกรรมเปิดวงเล่น หรือ Playtest กับประชาชนทั่วไปใน 4 ภูมิภาค และเวทีนำเสนอผลงาน หรือ Pitching ต่อคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรม ผู้จัดจำหน่าย และนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับกำหนดการเปิดรับสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ถึง 14 มิถุนายน 2569 ก่อนที่จะประกาศผลคัดเลือกรอบแรกวันที่ 20 มิถุนายน 2569 จากนั้นจะจัด Board Game Bootcamp ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2569 ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 และภาคกลาง ที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569

หลังจากนั้นจะมีการจัดแสดงผลงานในวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่เวทีนำเสนอผลงานระดับประเทศในวันที่ 19 กันยายน 2569 อีกทั้งยังมีกิจกรรมชวนเดินเมืองในวันที่ 20 กันยายน 2569 เพื่อชวนเยาวนสำรวจเส้นทางวัฒนธรรม รวมไปถึงกระบวนการถอดบทเรียนจากการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนและพิธีประกาศรางวัลในวันที่ 21 กันยายน 2569 โดยมีเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ 80,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 4 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท

“ภาพรวมของโครงการนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตบอร์ดเกมต้นแบบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่เข้าใจรากของตนเอง มีทักษะสร้างสรรค์ และมองเห็นว่าวิถีชุมชนสามารถต่อยอดเป็นผลงานร่วมสมัย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และซอฟต์พาวเวอร์ไทยได้จริง เพราะซอฟต์พาวเวอร์ไทยจะไม่ตกยุค หากทำให้วัฒนธรรมเล่นได้ เข้าใจได้ และส่งต่อได้ในภาษาของคนรุ่นใหม่”

โดยผู้สนใจสามารถสมัครได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeAh7RtBLz4vACu4VJR5-FlDx7kLdn8cgjXT5jOcSZV8dd1cA/viewform ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 มิถุนายน 2569 โดยสอบถามเพิ่มเติมทาง Facebook Publisher and Designer Board Game Association อีเมล info@pudebga.com หรือ โทร. 061-440-8503

ประกาศผลผู้ชนะการประกวดภาพวาดระบายสี ‘รถยนต์ในฝัน’ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

ประกาศผลผู้ชนะการประกวดภาพวาดระบายสี 'รถยนต์ในฝัน' ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

ประกาศผลผู้ชนะการประกวดภาพวาดระบายสี ‘รถยนต์ในฝัน’ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

ประกาศผลผู้ชนะการประกวดภาพวาดระบายสี “รถยนต์ในฝัน” “TOYOTA Dream Car Art Contest 2026” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นางสาวปรัชญวรรณ วนานันท์ ที่ปรึกษาด้านระบบบริหารจัดการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกันมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดภาพวาดระบายสีในโครงการ “โตโยต้ารถยนต์ในฝัน” “TOYOTA Dream Car Art Contest 2026” เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ TOYOTA ALIVE ถ.บางนา-ตราด กม.3

“โตโยต้า รถยนต์ในฝัน” หรือ “TOYOTA Dream Car Art Contest” เป็นโครงการประกวดภาพวาดระบายสีระดับโลก จัดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถของเยาวชนไทย ให้ได้มีโอกาสในการแสดงความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยใช้ศิลปะเป็นสื่อกลาง ภายใต้หัวข้อ “รถยนต์ในฝัน” ให้เยาวชนรุ่นใหม่เกิดความสนใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างโอกาส สนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทย ให้พัฒนาก้าวไกลสู่เวทีระดับสากล

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวในพิธีมอบรางวัลว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนไทยได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ รวมถึงพัฒนาทักษะทางด้านศิลปะ โดยเน้นที่การแสดงออกทางด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการวาดภาพระบายสี และในทุกปีเราได้สนับสนุนเยาวชนที่มีความสามารถทางด้านศิลปะ ด้วยการคัดเลือกผลงานส่งเข้าประกวดระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น หลายปีที่ผ่านมาเยาวชนไทยของเราสามารถคว้ารางวัลระดับโลก และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้รวมทั้งสิ้น 47 รางวัล ซึ่งรางวัลนี้สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลงานใน Portfolio สมัครเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และเป็นเกียรติประวัติติดตัวต่อไปได้อีกด้วย

และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้แก่โครงการฯ และเยาวชนไทย ที่ได้รับพระราชทานพระวโรกาสจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด TOYOTA Dream Car Art Contest 2026 ระดับประเทศ สำหรับเยาวชนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของทั้ง 3 รุ่น ในส่วนของโครงการฯ จะมอบทุนการศึกษา พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้แก่เยาวชนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับที่ 1 และรองชนะเลิศอันดับที่ 2 และมอบประกาศนียบัตรพร้อมทุนการศึกษาเป็นรางวัลชมเชยอีก 7 รางวัล ในทุกรุ่นการแข่งขัน รวมทั้งสิ้น 30 รางวัล”

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ กล่าวถึงกิจกรรมในปีนี้ว่า “ในปีนี้ โครงการได้จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ การจัด School Art Camp เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการนำความรู้พื้นฐานทางด้านศิลปะไปประยุกต์ใช้ให้กับเยาวชน ทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน รวมถึงการเปิดรับสมัครเยาวชนผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะในพื้นที่ Art Space ที่มีชื่อเสียงในแต่ละจังหวัด และเรายังคงจัดกิจกรรมสนับสนุนสังคมที่สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ร่วมถ่ายทอดจินตนาการไปกับเรา

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า จัดกิจกรรมที่โชว์รูมในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและโรงเรียนในหลายจังหวัด

และในปีนี้ โตโยต้าจะนำผลงานของน้อง ๆ จำนวน 30 ผลงาน ไปจัดแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 6 กันยายน เพื่อให้ผลงานของเยาวชนไทยได้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และสร้างความภาคภูมิใจให้กับน้อง ๆ เยาวชนไทยอีกด้วย”

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ กล่าวขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในความสำเร็จของโครงการนี้ว่า“โอกาสนี้ ทางบริษัทฯ ต้องขอขอบคุณความร่วมมืออย่างดี จากกระทรวงศึกษาธิการ ในการสนับสนุนการร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ และส่งผลงานของโรงเรียนในสังกัด ทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน เข้าร่วมกิจกรรม

ขอขอบคุณกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการสนับสนุนการขยายผลกิจกรรมไปยังสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี เพื่อให้โครงการของเราได้มีโอกาสเติมเต็มความฝันและจินตนาการให้กับน้อง ๆ”

“และสุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ ที่เข้ารอบชิงชนะเลิศในการประกวดระดับประเทศ ที่จะเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ส่งผลงานเข้าแข่งขันในระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่อไป”

ผลการประกวดภาพวาดระบายสี “รถยนต์ในฝัน” โครงการ “TOYOTA Dream Car Art Contest 2026”

รุ่นระดับอายุไม่เกิน 8 ปี

รางวัลชนะเลิศ: ผลงานชื่อ “รถห้องสมุดลอยฟ้า”เด็กชายคีรี แผ่นมณี โรงเรียนเพลินพัฒนาจังหวัดกรุงเทพมหานคร

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1: ผลงานชื่อ “รถท่องเที่ยวใต้ทะเล” เด็กชายภาคิณ ยศหงษ์ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2: ผลงานชื่อ “รถเมฆหรรษา พาท่องโลกกว้าง”เด็กหญิงณัฐมล ไพณุจิตร โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ จังหวัดปทุมธานี

 รุ่นระดับอายุ 8-11 ปี

รางวัลชนะเลิศ: ผลงานชื่อ “รถดนตรีมหัศจรรย์พลังเสียง” เด็กชายวธนกรศ์ ธรรมประศาสน์ โรงเรียนโชคชัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1: ผลงานชื่อ “MED CAR” เด็กหญิงเบญญาภา รักไทย โรงเรียนเทพนารี จังหวัดแพร่

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2: ผลงานชื่อ “รถหุ่นยนต์” เด็กชายปกรณ์ มิ่งแก้ว โรงเรียนเมืองเลย จังหวัดเลย

รุ่นระดับอายุ 12-15 ปี

รางวัลชนะเลิศ: ผลงานชื่อ “Flower Machine”เด็กหญิงธัญญลักษณ์ โกศลศิรศักดิ์ โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย จังหวัดศรีสะเกษ

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1: ผลงานชื่อ “รถแห่งความหวัง”เด็กหญิงณัชชา ณ ลำพูน โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา จังหวัดกรุงเทพมหานคร

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2: ผลงานชื่อ “รถปราบสแกมเมอร์”เด็กหญิงถนอมขวัญ โชติประภัสร์ โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดภูเก็ต

รายชื่อคณะกรรมการตัดสินการประกวด

ประธานคณะกรรมการ ดร. สังคม ทองมี ผู้อำนวยการศูนย์ศิลป์สิรินธร

คณะกรรมการ

1.      ผศ.ดร. อภิชาติ พลประเสริฐ หัวหน้าภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2.      อาจารย์ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร หัวหน้าภาควิชาจิตรกรรม คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

3.      ดร. ปทุมมา บาเพ็ญทาน อาจารย์สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

4.      คุณศิริวรรณ เต็มผาติ ผู้อำนวยการ INK Creative Studio และที่ปรึกษาโครงการฯ

ติดตามข้อมูลข่าวสาร และร่วมลุ้นผลงานของเยาวชนไทยในระดับโลกผ่านทาง Facebook: Toyota Dream Car Art Contest , Website: www.toyota.co.th/toyotadreamcarthailand หรือ โทร. 095-741-6959

“โตโยต้า ร่วมขับเคลื่อนอนาคต”

“SACIT x วิทยาลัยเพาะช่าง” ดันคนรุ่นใหม่เข้าถึงศาสตร์ “ยางรักไทย” “BROKEN to BECOMING” เปลี่ยนรอยแตกหักสู่คุณค่าใหม่ ผสานองค์ความรู้ทรงคุณค่าสู่งานหัตถศิลป์ร่วมสมัย

“SACIT x วิทยาลัยเพาะช่าง” ดันคนรุ่นใหม่เข้าถึงศาสตร์ “ยางรักไทย”   “BROKEN to BECOMING” เปลี่ยนรอยแตกหักสู่คุณค่าใหม่ ผสานองค์ความรู้ทรงคุณค่าสู่งานหัตถศิลป์ร่วมสมัย

“SACIT x วิทยาลัยเพาะช่าง” ดันคนรุ่นใหม่เข้าถึงศาสตร์ “ยางรักไทย” “BROKEN to BECOMING” เปลี่ยนรอยแตกหักสู่คุณค่าใหม่ ผสานองค์ความรู้ทรงคุณค่าสู่งานหัตถศิลป์ร่วมสมัย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.30 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ร่วมกับวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เดินหน้าสร้างพื้นที่การเรียนรู้ด้านหัตถศิลป์ร่วมสมัยผ่านโครงการ “BROKEN to BECOMING : Master X Next Generation” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน “ยางรักไทย” และงานเครื่องรัก ผ่านแนวคิดการเปลี่ยนความไม่สมบูรณ์และร่องรอยแห่งการแตกหักให้กลายเป็นคุณค่าใหม่ในบริบทหัตถศิลป์ร่วมสมัย โดยนำผลงานเซรามิกและเครื่องเคลือบที่เสียหายของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมของ SACIT ทั้ง 8 ราย มาต่อยอดผ่านกระบวนการ “Creative Restoration” หรือการซ่อมแซมเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการใช้ยางรักไทยเชื่อมประสานทั้งวัสดุ เรื่องราว และภูมิปัญญา พร้อมเปิดพื้นที่ให้ครูช่าง ผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือปฏิบัติจริง สะท้อนแนวคิด Sustainability through Craft ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งมั่นขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันงานหัตถศิลป์ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าภายใต้แนวคิด Sustainability through Craft รวมทั้งผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ ต่อยอด และสร้างเส้นทางสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ด้านหัตถศิลป์ไทย ทั้งนี้ เพื่อสานเป้าหมายดังกล่าว ล่าสุดจึงได้ทำความร่วมมือกับวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พัฒนาโครงการ “BROKEN to BECOMING : Master X Next Generation” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานหัตถศิลป์ไทยที่ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ยังสามารถต่อยอด สร้างสรรค์ และเชื่อมโยงกับบริบทโลกปัจจุบันได้ โดย “BROKEN to BECOMING” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะผลักดันให้ผู้คนมองความไม่สมบูรณ์ในมิติใหม่ที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด แต่คือร่องรอยของประสบการณ์ เวลา และการเติบโต เพราะรอยแตกร้าวไม่ใช่จุดจบของคุณค่า แต่คือหลักฐานของการเดินทางและการเปลี่ยนผ่านที่สามารถสร้างความหมายใหม่ได้อีกครั้ง   

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ 

“SACIT ยังคงมุ่งเน้นบทบาทนักปั้นหัตถศิลป์ไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนำเอานวัตกรรมสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย สำหรับโครงการดังกล่าว SACIT ได้เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ครูช่าง ผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์ นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมในอนาคต โดย SACIT มุ่งหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่มาร่วมสืบสานและต่อยอดศาสตร์งานรักไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาในระดับต้นน้ำเพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ให้เติบโตอย่างมั่นคง ทั้งนี้ การส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน “ยางรักไทย” ในเชิงร่วมสมัยมากขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดดีมานด์และซัพพลายในตลาดอย่างสมดุล อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์องค์ความรู้ วัสดุธรรมชาติ และช่างฝีมือ ให้สามารถมีชีวิตและเติบโตเคียงคู่สังคมยุคปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ได้รวบรวมผลงานจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม 8 ราย จากหลากหลายแขนง ทั้งงานเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด เครื่องเคลือบเวียงกาหลง เครื่องเคลือบศิลาดล และงานเบญจรงค์ มาร่วมตีความใหม่ผ่านกระบวนการซ่อมแซมเชิงสร้างสรรค์เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุนวัฒนธรรมไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงในพื้นที่จัดแสดงหรือพิพิธภัณฑ์ แต่ยังสามารถมีชีวิต เติบโต และพัฒนาไปพร้อมกับบริบทของสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงพลัง

อีกหนึ่งจุดสำคัญของโครงการ คือการนำเทคนิคงานรักจากหลากหลายบริบทวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อแสดงศักยภาพของ “ยางรักไทย” ในฐานะวัสดุสำคัญของงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคคินสึงิ ลายรดน้ำ–กำมะลอ งานรักนูน งานรักสีจากประเทศเวียดนาม และเทคนิคราเดน (Raden) จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ SACIT ได้สนับสนุนการศึกษาและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านหัตถศิลป์อย่างต่อเนื่อง ก่อนนำมาต่อยอดสู่การเรียนการสอนและการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยภายในโครงการ โดยมี นางสาวอัจฉราภรณ์ กล่ำเกลื่อน ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมไทย ปี 2567 และอาจารย์ประจำสาขาหัตถศิลป์ไทย วิทยาลัยเพาะช่าง ผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาตลอดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “งานรัก” มิได้เป็นเพียงองค์ความรู้เชิงอนุรักษ์ตามขนบ หากยังสามารถพัฒนาเป็นภาษาสากลของการฟื้นฟู การเชื่อมประสาน และการสร้างคุณค่าใหม่ในบริบทหัตถศิลป์ร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน การเชื่อมประสานรอยแตกผ่าน “ยางรัก” และกระบวนการหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ จึงมิได้เป็นเพียงการซ่อมแซมวัตถุ หากแต่เป็นการรังสรรค์คุณค่าใหม่ ทั้งในมิติของชิ้นงาน ความคิด องค์ความรู้ และการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อทำให้ทุนทางวัฒนธรรมยังคงมีชีวิต สามารถต่อยอด และส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน ผศ.อนุชา กล่าวสรุป

ภายในโครงการยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์สนั่น รัตนะ ราชบัณฑิตและผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรักไทยและนานาชาติ ให้การบรรยายพิเศษถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของงานรัก โดยเฉพาะเทคนิคการเขียน “ลายกำมะลอ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการผสมผสานองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมจากหลากหลายวัฒนธรรม ที่มีกระบวนการสร้างสรรค์โดยผสานเทคนิคผสมระหว่างงานรักสีและงานลายรดน้ำเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเป็นการนำเทคนิคการระบายสีแบบจีน-ญี่ปุ่นมาผสานเข้ากับศาสตร์ลายรดน้ำของไทยผ่านการใช้สีฝุ่นผสมยางรัก ก่อนตัดเส้นด้วยทองคำ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของงานศิลป์ไทยในอดีต ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าศิลปวัฒนธรรมไทยมิได้ปิดกั้นตัวเอง หากเปิดรับและพัฒนาองค์ความรู้จากภายนอกจนกลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ที่มีความร่วมสมัยในแต่ละยุคสมัย

อาจารย์สนั่น รัตนะ

อาจารย์สนั่น กล่าวว่า“ยางรัก ถือเป็นวัสดุสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมของภูมิภาคเอเชียเข้าด้วยกัน โดยประเทศไทยมีแหล่งยางรักสำคัญหลายพื้นที่ ซึ่งแต่ละแห่งมีคุณสมบัติเฉพาะแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น “รักไชยา” ที่ให้สีดำสนิท เงางาม และยึดเกาะพื้นผิวได้ดี จนได้รับการยอมรับว่าเป็นยางรักคุณภาพสูงที่ใช้ในงานช่างชั้นครู “รักอุบล” ที่มีคุณสมบัติเหนียวและแข็งแรง หรือ “รักเชียงใหม่” ที่แม้ในอดีตจะถูกเรียกว่า “รักเลว” แต่ก็สะท้อนถึงความแตกต่างทางคุณสมบัติของวัสดุในแต่ละภูมิภาค มากกว่าการตัดสินคุณค่าของงานช่าง”

พร้อมกันนี้ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของงานรักและลายกำมะลอ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่เริ่มมีการใช้สีเสนและสีชาดผสมยางรักในงานจิตรกรรม สู่สมัยอยุธยาที่เริ่มปรากฏงานเขียนสีร่วมกับการตัดเส้นทองบนตู้พระธรรมและโบราณวัตถุ ก่อนรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ 1–2 ที่งานกำมะลอมีเอกลักษณ์ไทยเด่นชัด รวมถึงหลักฐานสำคัญที่บานประตูและหน้าต่างพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานจิตรกรรมรักสีชิ้นสำคัญของประเทศ ก่อนที่องค์ความรู้ด้านนี้จะค่อย ๆ ลดบทบาทลงจากอิทธิพลศิลปะแบบตะวันตก

ผศ.ศุภชัย เสริมสุขเจริญชัย 

ด้าน ผศ.ศุภชัย เสริมสุขเจริญชัย อาจารย์ประจำสาขาหัตถศิลป์ไทย วิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า กระบวนการซ่อมแซมภายใต้โครงการ “BROKEN to BECOMING” มีเป้าหมายสำคัญในการนำสิ่งที่แตกสลายกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ โดยเฉพาะชิ้นงานที่มีคุณค่าทางใจและคุณค่าทางวัฒนธรรม ผ่านแนวคิดของ “คินสึงิ” (Kintsugi: 金継ぎ) ศาสตร์การซ่อมแซมโบราณของญี่ปุ่นที่ใช้ยางรักเชื่อมภาชนะที่แตกหัก พร้อมเผยรอยแตกด้วยทองคำ แทนที่จะปกปิด เพื่อสะท้อนว่าความเสียหาย ประสบการณ์ และกาลเวลา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความงดงามของชีวิต

“สำหรับการประยุกต์ใช้ในโครงการนี้ ทีมงานได้ทดลองนำ “รักไทย” มาปรับใช้กับกระบวนการคินสึงิ ผ่านการศึกษาคุณสมบัติของยางรักไทยจากวิสาหกิจชุมชน ผสมกับแป้งสาลีซึ่งมีกลูเตนเป็นกาวธรรมชาติ เพื่อใช้เชื่อมรอยแตกของชิ้นงาน ก่อนตกแต่งด้วยทองหรือเทคนิคอื่น ๆ ตามบริบทของงานร่วมสมัย โดยยังคงรักษาความแตกต่างระหว่าง วัสดุดั้งเดิม และ ส่วนที่ซ่อมแซม เอาไว้ เพื่อให้ผู้ชมสามารถมองเห็นร่องรอยของกาลเวลาและกระบวนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างชัดเจน เปรียบเสมือนการให้เกียรติทั้งตัวชิ้นงานและฝีมือของช่างผู้สร้าง”

ผศ.ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทดลองและศึกษาศักยภาพของ “รักไทย” ในบริบทใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้ด้านงานรักไทยให้สามารถประยุกต์ใช้กับวัสดุในรูปแบบร่วมสมัยได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ตั้งแต่แนวคิดการซ่อมแซม การศึกษาเรื่องวัสดุ การประกอบโครงสร้าง ไปจนถึงการสร้างสรรค์ลวดลายใหม่จากรอยแตก ซึ่งไม่เพียงเป็นการอนรักษ์องค์ความรู้ดังเดิม แต่ยังเป็นการเปลี่ยน “สิ่งที่สญเปล่า” ให้กลับมามีคุณค่าในฐานะงานศิลปหัตถกรรมไทยในรูปแบบโมเดิร์น

ทั้งนี้ ผลงานสร้างสรรค์จากโครงการ “BROKEN to BECOMING : Master X Next Generation” จะถูกนำไปจัดแสดงภายในงาน SACIT Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสะท้อนศักยภาพของงานรักร่วมสมัยไทย และเชื่อมโยงงานคราฟต์ ความยั่งยืน และคนรุ่นใหม่ สู่เวทีวิชาการและศิลปหัตถกรรมระดับนานาชาติในอนาคต

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

ผู้บริหาร DMT นำทีมพนักงานจิตอาสา เกี่ยวข้าวจากแปลงนาลดคาร์บอน

ผู้บริหาร DMT นำทีมพนักงานจิตอาสา   เกี่ยวข้าวจากแปลงนาลดคาร์บอน

ผู้บริหาร DMT นำทีมพนักงานจิตอาสา เกี่ยวข้าวจากแปลงนาลดคาร์บอน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.02 น.

ดร.ศักดิ์ดา พรรณ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง (DMT)  พร้อมด้วยทีมผู้บริหารระดับสูง อาทิ บงกชรัตน์ ตั้งชูกุล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจและการเงิน อัจฉรา เจริญพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร นพพล โพธิ์ขี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน พร้อมด้วย พนักงานจิตอาสาของบริษัทและชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวในพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งปลูกด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง ในโครงการ “ทำนาลดคาร์บอนยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต” ณ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กก.ผจก. DMT (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วย อัจฉรา เจริญพร, บงกชรัตน์ ตั้งชูกุล และ นพพล โพธิ์ขี นำทีมพนักงานจิตอาสาและชาวชุมชนร่วมเกี่ยวข่าวในแปลงนาลดคาร์บอน

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กก.ผจก. DMT (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วย อัจฉรา เจริญพร, บงกชรัตน์ ตั้งชูกุล และ นพพล โพธิ์ขี นำทีมพนักงานจิตอาสาและชาวชุมชนร่วมเกี่ยวข่าวในแปลงนาลดคาร์บอน

พนักงานจิตอาสา ร่วมเกี่ยวข่าวในแปลงนาลดคาร์บอน

พนักงานจิตอาสา ร่วมเกี่ยวข่าวในแปลงนาลดคาร์บอน

ค้นพบ ‘แมลงหางดีดพระรามเก้า’ แมลงชนิดใหม่ของโลกที่สวนป่า NSM พร้อมนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช.

ค้นพบ 'แมลงหางดีดพระรามเก้า' แมลงชนิดใหม่ของโลกที่สวนป่า NSM พร้อมนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช.

ค้นพบ ‘แมลงหางดีดพระรามเก้า’ แมลงชนิดใหม่ของโลกที่สวนป่า NSM พร้อมนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช.

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

ค้นพบ “แมลงหางดีดพระรามเก้า (Alloscopus ramani sp. nov.)” แมลงชนิดใหม่ของโลกที่สวนป่า ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าผลงานทีมนักวิจัยของ NSM มหาวิทยาลัยทักษิณและมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ ลำตัวเรียวยาว 1.1–1.4 มิลลิเมตร สีขาวและพาดด้วยแถบสีส้มแกมน้ำตาล มีแถบตาบนส่วนหัว เผย มีบทบาทยิ่งใหญ่ในฐานะคุณแม่บ้านหรือฮีโร่ประจำระบบนิเวศ  NSM นำมาจัดแสดงในโซนกิจกรรม “Hidden Paradise” พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

10 มิถุนายน 2569 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยของ NSM มหาวิทยาลัยทักษิณและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ค้นพบ “แมลงหางดีดพระรามเก้า” ซึ่งเป็นแมลงชนิดใหม่ของโลก ได้ที่บริเวณสวนป่า ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า โดย “แมลงหางดีดพระรามเก้า” จัดอยู่ในกลุ่มแมลงหางดีด Heteromurinae ซึ่งเป็นสมาชิกในวงศ์ Orchesellidae  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  (Alloscopus ramani sp. nov.) ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งจากสถานที่ค้นพบ คือบริเวณสวนป่า ณ ตึกพระรามเก้า

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า แมลงหางดีดพระรามเก้า มีลำตัวเรียวยาวขนาด 1.1–1.4มิลลิเมตร สีขาวและพาดด้วยแถบสีส้มแกมน้ำตาล มีแถบตาบนส่วนหัว มีลักษณะคล้ายกับชนิดที่มีการกระจายทั่วไป A. tetracanthus Börner, 1906 แต่แมลงหางดีดพระรามเก้าลักษณะการเรียงกันของเส้นขนบนลำตัวที่จำเพาะ สำหรับเขตการกระจายของแมลงหางดีดพระรามเก้าตามข้อมูลการศึกษาในปัจจุบันพบที่จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย เพียงพื้นที่เดียวเท่านั้น ซึ่งปกติแล้วพื้นที่อยู่อาศัยของแมลงหางดีด โดยทั่วไปจะพบในสภาพแวดล้อมที่ชื้น 

นายสุวรงค์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการรายงานจำนวนชนิดที่พบทั่วโลกกว่า 9,000 ชนิด ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่ในพื้นที่ที่หลากหลาย ตั้งแต่พื้นป่า ชั้นเรือนยอดของต้นไม้ (canopy) ปากปล่องภูเขาไฟ ไปจนถึงในถ้ำลึก  ขณะที่สมาชิกในสกุลเดียวกันได้มีรายงานการค้นพบจากทั่วโลกจำนวน 17 ชนิด และเป็นรายงานในประเทศไทยถึง 7 ชนิด

“เราต้องให้ความสำคัญกับแมลงหางดีดตัวเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะที่จริงแล้วมันมีบทบาทอันยิ่งใหญ่ในฐานะคุณแม่บ้านหรือฮีโร่ประจำระบบนิเวศ  คอยย่อยสลายซากอินทรียวัตถุให้กลายเป็นสารอาหารในดิน และเป็นผู้ควบคุมสมดุลที่คอยจัดการจุลินทรีย์และเชื้อราไม่ให้มากเกินไป จนเรียกได้ว่าเป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้ห่วงโซ่อาหารหมุนเวียนไปได้อย่างไม่ติดขัด” นายสุวรงค์ กล่าวและว่า

การค้นพบ “แมลงหางดีดพระรามเก้าเป็นมากกว่างานวิจัยอนุกรมวิธาน แต่คือเสียงสะท้อนให้เราหันกลับมามองและเห็นคุณค่าของธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด เพราะในทุกย่างก้าวที่เราเดินผ่านพื้นดินที่ชุ่มชื้น อาจมีสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วเหล่านี้กำลังทำงานอยู่ และการร่วมมือกันระหว่างสถาบันการศึกษาและพิพิธภัณฑ์ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญสู่องค์ความรู้ ต่อยอดขยายผลให้เราได้รู้จักและปกป้องสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด รวมถึงบ้านของมัน เพื่อรักษาระบบนิเวศที่สวยงามไว้ตลอดไป

สำหรับ “แมลงหางดีดพระรามเก้า” ซึ่งเป็นแมลงชนิดใหม่ของโลก NSM  ได้นำมาจัดแสดงในโซนกิจกรรม “Hidden Paradise” พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เปิดให้เข้าชมวันอังคาร – วันศุกร์  ตั้งแต่เวลา 09.30 – 15.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.30 – 17.00 น  (ปิดทำการทุกวันจันทร์) สอบถามรายละเอียดโทร.02  – 577  – 9999 ต่อ 2122-2123 หรือ Facebook : NSMThailand