
21 ส.ค. 2569 16:55 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
อุตุฯ อังกฤษเตือน”เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่ “รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเผชิญ” โดยเมื่อผนวกเข้ากับสภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่งผลให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปี 2027 จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร (Met Office) เตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มรุนแรงที่สุดเท่าที่คนรุ่นปัจจุบันเคยประสบ และอาจส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศรุนแรงในหลายพื้นที่ เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วอาจรุนแรงยิ่งขึ้น
Met Office ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่เอลนีโญครั้งนี้จะทำให้ ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ แซงหน้าปี 2024 ซึ่งครองสถิติอยู่ในปัจจุบัน
ศาสตราจารย์ อดัม สเคฟ หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ระยะยาวของ Met Office กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเขาไม่เคยเห็นสัญญาณเอลนีโญที่รุนแรงเช่นนี้ในแบบจำลองพยากรณ์ของหน่วยงาน ขณะเดียวกัน มีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลกเริ่มได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญแล้ว เช่น ปริมาณฝนมรสุมในอินเดียที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และกิจกรรมของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่ลดลง
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์สภาพอากาศตามธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นทุก 2-7 ปี และแต่ละครั้งอาจกินเวลาประมาณ 1 ปี โดยปกติ ลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ในช่วงเอลนีโญ ลมดังกล่าวจะอ่อนกำลังลงหรืออาจเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกมากขึ้น ความร้อนจากมหาสมุทรจะถูกถ่ายเทขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระจายตัวของฝนในหลายภูมิภาค
นักวิทยาศาสตร์จะประกาศการเกิดเอลนีโญเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส
แต่การตรวจวัดในปัจจุบันพบว่า อุณหภูมิในบริเวณดังกล่าวสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส แล้ว และแบบจำลองล่าสุดของ Met Office คาดว่าอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติอาจเพิ่มขึ้นเกิน 3 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปีนี้ เมื่อเอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุด หากเป็นเช่นนั้น จะถือเป็นระดับที่ไม่เคยพบในข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1950 และอาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19
นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า น้ำทะเลในระดับความลึกประมาณ 100 เมตรบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึงประมาณ 8 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมความร้อนขนาดใหญ่ ช่วยเสริมกำลังให้เอลนีโญรุนแรงขึ้น
กลุ่มวิจัยด้านภูมิอากาศบางแห่งคาดการณ์ว่า เอลนีโญอาจรุนแรงกว่าที่ Met Office ประเมินไว้ โดยอุณหภูมิอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4 องศาเซลเซียส หากเกิดขึ้นจริง เฮาส์ฟาเธอร์ระบุว่า อาจเป็นไปได้ที่จะเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 500 ปี หรือแม้แต่ 1,000 ปี แม้จะไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอย้อนหลังไปไกลขนาดนั้น
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาและถกเถียงในแวดวงวิทยาศาสตร์
รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC เมื่อปี 2021 ระบุว่า ความรุนแรงของเอลนีโญเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 1950 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาย้อนหลังไปถึงประมาณปี 1400 และเอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงของเอลนีโญมีความผันผวนอย่างมากตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา จึงยังเป็นเรื่องยากที่จะสรุปว่าการเพิ่มขึ้นในช่วงหลังเป็นผลโดยตรงจากภาวะโลกร้อน สิ่งที่ชัดเจนคือ ปัจจุบันเอลนีโญเกิดขึ้นท่ามกลางโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นอยู่แล้ว ทำให้ผลกระทบต่อสภาพอากาศมีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าในอดีต
การเปลี่ยนแปลงการกระจายตัวของความร้อนในมหาสมุทร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบลมในชั้นบรรยากาศ สามารถส่งผลต่อสภาพอากาศในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เอลนีโญแต่ละครั้งไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันทั้งหมด แต่มีหลักฐานว่าผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว โดยในเอเชียใต้ เอลนีโญอาจทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีฝนลดลง และในปี 2026 ปริมาณฝนมรสุมในพื้นที่ดังกล่าวต่ำกว่าค่าปกติอย่างมาก
ขณะที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบลมบริเวณทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนอาจลดกิจกรรมของพายุเฮอริเคน โดยฤดูพายุในปีนี้จนถึงขณะนี้มีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อเพียง 3 ลูก
สำหรับพื้นที่ใกล้มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ผลกระทบอาจรุนแรงเป็นพิเศษ โดยออสเตรเลียมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภัยแล้งและไฟป่า ขณะที่เปรู เอกวาดอร์ และพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ อาจเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมมากขึ้น
สำหรับสหราชอาณาจักร Met Office ระบุว่า เอลนีโญไม่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนทำลายสถิติในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลชัดเจนขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว โดยเพิ่มโอกาสที่พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร จะเผชิญสภาพอากาศที่มีฝนตกมากและพายุรุนแรง ในทางตรงกันข้าม เอลนีโญอาจเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศหนาวเย็นในช่วงปลายฤดูหนาวได้เช่นกัน แม้ความเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์ทั้งสองจะยังไม่ชัดเจนมากนัก
ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ มหาสมุทรจะปลดปล่อยความร้อนจำนวนมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปีปฏิทินถัดจากช่วงที่เอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุดในฤดูหนาว
นิก ดันสโตน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของ Met Office ระบุว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ ปี 2027 จะทำลายสถิติปี 2024 และกลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
ขณะที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO เตือนเมื่อต้นเดือนนี้ว่า เอลนีโญอาจทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนในประเทศที่มีความเปราะบางเผชิญความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง ซึ่งอาจกลายเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหารในหลายพื้นที่ทั่วโลก.
ที่มา BBC