ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี
http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066150958&srcday=2015-09-15&search=no
| วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381 |
คิดอย่างนักบริหาร
สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
นักธุรกิจข้างถนนพูดกันให้แซดว่า ไม่ว่า “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะพ้นจากตำแหน่งไปในลักษณะไหน? อย่างไร? และมี “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เข้ามาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกระทรวงการคลังแทน
เชื่อขนมกินได้เลยว่า เศรษฐกิจคงยังตกสะเก็ดอย่างนี้อีกนานแสนนาน
ถามว่าทำไมเป็นเช่นนั้น?
นักธุรกิจข้างถนนคนนั้นตอบแบบอิงแอบความรู้สึกส่วนตัว โดยไม่เกี่ยวกับทฤษฎีทางเศรษฐกิจของสำนักไหนใดๆ ทั้งสิ้นว่า…ก็ในเมื่อคนยังไม่ใช้เงิน
“ต่อให้สินค้าลดราคาต่ำลงสุดๆ คนก็ไม่ซื้อ ไม่ใช่เพราะไม่มีกำลังซื้อนะ มีกำลังซื้อ แต่ขอเลือกซื้อของที่จำเป็นมากกว่า เช่น ข้าว ปลา อาหาร เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ แต่ประเภทเครื่องแต่งกายขอผลัดไปก่อน ยอมใส่ของที่มีอยู่เดิมๆ ก่อน ไว้เศรษฐกิจดีเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันอีกที”
จากนั้น เขายกตัวอย่างสมทบให้ฟังถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ขณะนี้ว่า มีแต่คนเลือก แต่ไม่ค่อยมีใครซื้อ ยกเว้นสินค้านั้นดีจริงๆ หรือลดราคาถูกลงอย่างน่าจูงใจจริงๆ ลูกค้าถึงจะยอมควักกระเป๋า
ไม่นับผับ คลับ บาร์
แถวถนนเกษตร-นวมินทร์
รัชดาภิเษก อาร์ซีเอ
ทองหล่อ เอกมัย สุขุมวิท
ที่แทบจะหาคนเที่ยวไม่ได้เลย
จนทำให้พริตตี้ที่เคยเชียร์เบียร์ยี่ห้อต่างๆ อย่างเมามันส์ในอดีต ค่อยๆ ถูกเลิกจ้างไปทีละคนๆ ที่สุดไม่เหลือให้เห็นร่างเงาของพวกเธอเลย
ผมค่อยๆ นึกตามคำพูดของเขา ก็พบว่าสิ่งที่เขาพูดมีความเป็นจริงทั้งสิ้น และขณะที่นึกตามอยู่นั้น เขายกตัวอย่าง ร้านข้าวต้มสมพงษ์ที่อยู่ตามถนนเส้นต่างๆ ที่เมื่อก่อนต่างคลาคล่ำไปด้วยนักท่องราตรีที่ชอบหาข้าวต้มกินก่อนกลับบ้าน
ผ่านไปเมื่อไหร่ก็แน่น
ผ่านไปเมื่อไหร่ก็มีคนนั่งอยู่หลายโต๊ะ
แต่เดี๋ยวนี้ไปดูสิ
มีแต่ลูกจ้าง CLMV (กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม) เอาแต่นั่งแชทไลน์บนสมาร์ตโฟนอย่างสนุกสนาน
ไม่เท่านั้นนะ…เขาสำทับต่อ ขนาดร้านลาบ ส้มตำที่ขายตอนกลางคืนยังบ่นเลย เพราะเมื่อก่อนพวกแท็กซี่ที่เสร็จจากวิ่งกะกลางคืนจะมานั่งกินเป็นประจำ แต่เดี๋ยวนี้ไปดูสิ มาสักคนสองคนพ่อค้าแม่ค้าก็ดีใจแล้ว
ผมเริ่มมองเห็นความโหดร้ายของเศรษฐกิจตกสะเก็ดขณะนี้
จนรู้สึกว่าหากขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปคงแย่แน่ เพราะอย่าลืมว่าในความเป็นจริง คนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าก็คือพ่อค้าแม่ขาย คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง
คนชั้นบนเรียกคนเหล่านี้ว่า คนรากหญ้า
คนรากหญ้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดของสังคม ดังนั้น หากรัฐบาลใดเอาเงินของรัฐใส่ไปที่คนรากหญ้า ก็เชื่อแน่ว่าจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเกิดแรงสั่นกระเพื่อม จนทำให้วงจรเศรษฐกิจขยับตัวได้
ผ่านมาแม้ “หม่อมอุ๋ย” จะพยายามทำอยู่บ้าง
แต่ด้วยเศรษฐกิจโดยรวมของเอเชีย และของโลกประสบปัญหา บวกกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าเร่งเครื่องเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการปักหมุดรถไฟฟ้าความเร็วสูง-ทางคู่ให้ได้สักสายไม่สัมฤทธิผล ที่สุดเศรษฐกิจของประเทศไทยก็เป็นดั่งที่เห็น
กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก
กระทั่ง “ดร.สมคิด” เข้ามานั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในการปรับคณะรัฐมนตรีไม่นานผ่านมา พร้อมกับชูนโยบาย 3 ด้านในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ประกอบด้วย
หนึ่ง ต้องการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นรูปธรรม เหมือนอีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนไทย ต่างชาติ ต่อยอดเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
สอง เร่งมาตรการช่วยเหลือ SMEs ในการช่วยด้านสินเชื่อ เช่น ช่วยค้ำประกัน และปล่อยกู้เพื่อประคองเศรษฐกิจ
สาม หาวิธีใส่เงินงบประมาณเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระดับล่าง หรือรากหญ้า ทั้งนั้นเพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
กล่าวกันว่า สาเหตุหลักที่ “ดร.สมคิด” ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ด้านดังกล่าว เพราะเขาต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจรู้สึกว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้อยู่ในระดับนิ่ง ที่สำคัญ เขาต้องการแยกระหว่างประชานิยม กับการช่วยเหลือคนจนให้ออกจากกัน ด้วยการออกแบบมาตรการต่างๆ ของรัฐเพื่อให้เกิดความเหมาะสม
ซึ่งเราๆ ท่านๆ คงต้องมาดูกันอีกทีว่าสิ่งที่ “ดร.สมคิด” และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คิดนั้นจะเป็นจริงในเร็ววันหรือไม่
แต่อย่างที่ทุกคนทราบ
ชั่วโมงนี้เราๆ ท่านๆ คงต้องเอาตัวให้รอดก่อน
เหมือนอย่างกับ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์มาม่า และสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ รวมถึงร้านคอนวีเนี่ยนสโตร์อย่าง 108 ช็อป ที่ขณะนี้หันไปจับมือกับบริษัท เมียนมาร์ คอนวีเนียนสโตร์ จำกัด เพื่อเปิด 108 ช็อปในพม่ามาระยะหนึ่ง
ล่าสุดเขาขยายธุรกิจร้านสะดวกซื้อในพม่าเพิ่มขึ้น ด้วยการจับมือเป็นพาร์ตเนอร์กับซิตี้มาร์ท กลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ของพม่า ทั้งยังเปลี่ยนชื่อร้าน จาก 108 ช็อปที่มีอยู่ 20 สาขา มาเป็น “ซิตี้ เอ็กซเพรส” พร้อมขยายสาขาเป็น 60 สาขาในเมืองย่างกุ้ง
ถือเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่าง และโดดเด่นในธุรกิจค้าปลีก ในขณะที่ร้านค้าปลีกรายอื่นๆ ยังสนุกสนานอยู่กับการลงทุนในประเทศ
แต่สหพัฒน์มาก่อนแล้ว
ผมถึงมีความเชื่อว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกสะเก็ดนานแค่ไหน เราต้องพยายามหาทางปรับตัวกับวิกฤตเช่นนี้ให้ได้ ที่สำคัญ จะต้องสร้างความแตกต่างในธุรกิจให้ได้เช่นกัน
ยักษ์ใหญ่บางทีทำอะไรอาจขยับยาก
แต่ยักษ์เล็กๆ อย่างเราๆ คิดจะทำอะไรแล้ว ลงมือทำทันที
บางทีวิกฤตที่เป็นอยู่จะกลับกลายเป็นโอกาสในวันหนึ่งก็ได้
ใครจะไปรู้?